arnon.world

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · เอกุโปสถวรรค

๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๖๐ (Royal Thai)10/10 in เอกุโปสถวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เอกุโปสถวรรค ปฏาจาราเถริยาปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 33, pp. 380–386

Page 380

[๔๖๕-๔๖๗] ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดิฉันทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล

นัยว่า พระอุบลวรรณาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ อุปปลวัณณาเถรีอปทานที่ ๙

๑๐. ปฏาจาราเถรีอปทาน

ว่าด้วยบุพประวัติของพระปฏาจาราเถรี

(พระปฏาจาราเถรีได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๑๖๐} [๔๖๘] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระชินเจ้าผู้ทรงเป็นพระนายกของโลกพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว[๔๖๙] ในกาลนั้น ดิฉันเกิดในตระกูลเศรษฐีซึ่งมีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่าง ๆ ในพระนครหังสวดี เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความสุขเป็นอันมาก[๔๗๐] ดิฉันเข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้นแล้วได้ฟังพระธรรมเทศนา มีความเลื่อมใสอันเกิดในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น จึงได้ถึงพระองค์เป็นสรณะ[๔๗๑] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญภิกษุณีองค์หนึ่ง ผู้มีความละอาย ผู้คงที่ คล่องแคล้วในกิจที่ควรและกิจที่ไม่ควรว่าเป็นผู้เสิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้ทรงวินัย

Page 381

[๔๗๒] ดิฉันมีจิตยินดีปรารถนาตำแหน่งนั้น จึงนิมนต์พระทศพลผู้เป็นพระนายกพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ให้เสวยและฉัน

[๔๗๓] ตลอด ๗ วันถวายบาตรและจีวรแล้วซบศีรษะลงแทบพระบาทแล้วได้กราบทูลว่า

[๔๗๔] “ข้าแต่พระธีรมุนีผู้ทรงเป็นพระนายกของโลก ภิกษุณีองค์ใดพระองค์ทรงสรรเสริญไว้ในตำแหน่งอันประเสริฐกว่าภิกษุณีสงฆ์นี้ ถ้าตำแหน่งนั้นจะสำเร็จแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันก็จักขอเป็นเช่นภิกษุณีองค์นั้น”[๔๗๕] ในกาลนั้น พระศาสดาได้ตรัสกะดิฉันว่า “นางผู้เจริญ อย่ากลัวเลย จงเบาใจเถิด เธอจักได้ตำแหน่งนั้นตามใจปรารถนาในอนาคตกาล

[๔๗๖] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในราชวงค์ของพระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก

[๔๗๗] เธอผู้เจริญนี้จักได้เป็นภิกษุณีธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นธิดาอันธรรมเนรมิต เป็นสาวิกาของพระศาสดามีนามว่าปฏาจารา”

[๔๗๘] ในกาลนั้น ดิฉันยินดีมีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นนายกของโลกกับภิกษุสงฆ์จนตลอดชีวิต

[๔๗๙] ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ ดิฉันละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

Page 382

[๔๘๐] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ มีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย ทรงอุบัติขึ้นแล้ว

[๔๘๑] ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกีผู้เป็นใหญ่กว่านรชน ในพระนครพาราณสีอันอุดม ทรงเป็นอุปัฏฐากของพระศาสดา ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

[๔๘๒] ดิฉันเป็นพระธิดาองค์ที่ ๓ ของท้าวเธอ มีนามปรากฏว่าภิกขุนี ได้ฟังธรรมของพระพิชิตมารผู้เลิศแล้วพอใจบรรพชา

[๔๘๓] แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้พวกหม่อมฉันบวช จึงต้องอยู่ครองเรือนอย่างไม่เบื่อหน่าย ๒๐,๐๐๐ ปี

[๔๘๔] พวกหม่อมฉันผู้เป็นราชกัญญาทั้ง ๗ องค์ดำรงอยู่ในความสุขประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารีอยู่ เพลิดเพลินยินดีในการบำรุงพระพุทธเจ้า คือ

[๔๘๕] พระนางสมณี ๑ พระนางสมณคุตตา ๑ พระนางภิกขุนี ๑ พระนางภิกขุทาสิกา ๑ พระนางธัมมา ๑ พระนางสุธัมมา ๑ พระนางสังฆทาสิกาเป็นที่ ๗

[๔๘๖] (พระราชกัญญาทั้ง ๗ นั้น ต่อมา) ได้กลับมาเกิดเป็นหม่อมฉัน เป็นพระอุบลวรรณาเถรี เป็นพระเขมาเถรีผู้มีปัญญา เป็นพระกุณฑลเกสีเถรี เป็นพระกิสาโคตมีเถรี เป็นพระธัมมทินนาเถรี และคนที่ ๗ เป็นนางวิสาขาอุบาสิกา[๔๘๗] ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ หม่อมฉันละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

Page 383

[๔๘๘] ในภพสุดท้ายในบัดนี้ ดิฉันเกิดในตระกูลเศรษฐีที่มั่งคั่ง เจริญรุ่งเรือง มีทรัพย์มากในพระนครสาวัตถี

[๔๘๙] เมื่อดิฉันเจริญวัยเป็นสาว ตกอยู่ในอำนาจวิตก พบบุรุษชาวชนบทผู้หนึ่งแล้วได้ไปกับเขา

[๔๙๐] ดิฉันคลอดบุตรคนหนึ่ง มีท้องบุตรคนที่ ๒ เมื่อนั้นดิฉันตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไปพบมารดาบิดา

[๔๙๑] ครั้งนั้น ดิฉันมิได้บอกสามี เมื่อสามีของดิฉันเข้าไปป่า ดิฉันคนเดียวออกจากเรือนจะไปยังพระนครสาวัตถีอันอุดม

[๔๙๒] ภายหลังสามีของดิฉันตามไปทันกันที่หนทาง เวลานั้น ลมกรรมชวาตอันทำให้เจ็บปวดเหลือทนเกิดขึ้นแก่ดิฉัน

[๔๙๓] ทั้งมหาเมฆก็เกิดขึ้นในเวลาที่ดิฉันจะคลอด สามีไปหาที่กำบังก็ถูกงูกัดตาย

[๔๙๔] เวลานั้น ดิฉันมีทุกข์ที่จะคลอด หมดที่พึ่ง เป็นคนกำพร้า เดินไปเห็นแม่นํ้าน้อยแห่งหนึ่งซึ่งมีนํ้าเต็มเปี่ยมเป็นที่อยู่แห่งสัตว์น้ำ

[๔๙๕] อุ้มลูกคนเล็กข้ามไปที่ฝั่งข้างโน้นคนเดียว ให้ลูกน้อยดื่มนมแล้วประสงค์จะให้ลูกคนโตข้ามไป

[๔๙๖] จึงย้อนกลับมา เหยี่ยวตัวหนึ่งเฉี่ยวลูกคนเล็กที่ร้องจ้าไปเสียแล้ว ลูกคนโตก็ถูกกระแสนํ้าพัดไป ดิฉันนั้นมากไปด้วยความโศก[๔๙๗] เดินไปยังพระนครสาวัตถี ได้ยินข่าวว่ามารดาบิดาและพี่ชายของตนตายเสียแล้ว เวลานั้นดิฉันแน่นไปด้วยความโศกเปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศกอย่างมาก ได้กล่าวว่า

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ลมกรรมชวาต ลมเกิดแต่กรรม คือ ลมเกิดในครรภ์เวลาคลอดบุตร ได้แก่ ลมเบ่ง (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๑๓)
Page 384

[๔๙๘] “ลูกสองคนก็ตายเสียแล้ว สามีของเราก็ตายเสียในป่า มารดาบิดาและพี่ชายของเราก็ถูกเผาที่เชิงตะกอนเดียวกัน”[๔๙๙] ครั้งนั้น ดิฉันทั้งซูบผอม ทั้งผอมเหลือง ไม่มีที่พึ่ง ตรอมใจทุกวัน เมื่อเดินไปข้างนี้ข้างนั้น ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงเป็นสารถีฝึกนรชน[๕๐๐] ขณะนั้น พระศาสดาได้ตรัสกะดิฉันว่า “ท่านอย่าโศกเศร้าถึงบุตรไปเลย จงเบาใจเถิด จงแสวงหาตนของท่านเถิดเดีอดร้อนไป ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย[๕๐๑] เมื่อบุคคลลูกความตายครอบงำเอาแล้ว พวกลูก ๆ ก็ต้านทานไม่ได้ บิดามารดาก็ต้านทานไม่ได้ ถึงพวกพ้องก็ต้านทานไม่ได้ในหมู่ญาติก็ไม่มีใครต้านทานได้[๕๐๒] ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้ว ได้บรรลุถึงโสดาปัตติผลบวชแล้วไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตตผล

[๕๐๓] เป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์และทิพยโสตธาตุ รู้ปรจิตตวิชา เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดา

[๕๐๔] รู้ชัดปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์แล้ว มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก

[๕๐๕] ในกาลนั้น ดิฉันศึกษาพระวินัยทั้งปวงในสำนักพระบรมศาสดา ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงและกล่าวพระวินัยทั้งมวลกว้างขวางได้ตามจริง

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑รู้ปรจิตตวิชา หมายถึงรู้จิตความคิดของผู้อื่นได้ ได้แก่ เจโตปริยญาณ
Page 385

[๕๐๖] พระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคุณสมบัตินั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ปฏาจาราภิกษุณีผู้เดียวเลิศกว่าพวกภิกษุณีฝ่ายที่ทรงพระวินัย[๕๐๗-๕๑๑] ดิฉันบำรุงพระบรมศาสดาแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า พระปฏาจาราภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ ปฏาจาราเถรีอปทานที่ ๑๐

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. เอกุโปสถิกาเถรีอปทาน ๒. สลฬปุปผิกาเถรีอปทาน

๓. โมทกทายิกาเถรีอปทาน ๔. เอกาสนทายิกาเถรีอปทาน

๕. ปัญจทีปทายิกาเถรีอปทาน ๖. นฬมาลิกาเถรีอปทาน

๗. มหาปชาบดิโคตมีเถรีอปทาน ๘. เขมาเถรีอปทาน

๙. อุปปลวัณณาเถรีอปทาน ๑๐. ปฏาจาราเถรีอปทาน

ในวรรคนี้บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๕๐๙ คาถา (ในเนื้อหามีจำนวน ๕๑๑ คาถา)

จบ เอกุโปสถิกวรรคที่ ๒

Page 386

๓. กุณฑลเกสีวรรค

๑. กุณฑลเกสีเถรีอปทาน

ว่าด้วยบุพประวัติของพระกุณฑลเกสีเถรี

(พระกุณฑลเถรีได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๑๖๑} [๑] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ผู้ทรงเป็นพระนายกของโลกเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว[๒] ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีอันมีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่าง ๆ ในพระนครหังสวดี เป็นผู้เพรียบพร้อมไปด้วยความสุขมาก[๓] ดิฉันเข้าไปเฝ้าพระหาวีรเจ้าพระองค์นั้นแล้วได้ฟังธรรมอันสูงสุด เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น จึงได้ถึงพระองค์เป็นสรณะ[๔] ครั้งนั้น พระพิชิตมารผู้เป็นพระนายกพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา ทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่งผู้มีปัญญาดีว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายขิปปาภิญญา[๕] ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้วมีความพอใจ ถวายทานแต่พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว ซบเศียรลงแทบพระบาทปรารถนาตำแหน่งนั้น[๖] พระมหาวีรเจ้าทรงอนุโมทนาตรัสว่า “นางผู้เจริญ ตำแหน่งใดเธอปรารถนาแล้วตำแหน่งนั้นทั้งหมดจักสำเร็จแก่เธอ เธอจงเป็นผู้มีสุข เย็นใจเถิด

End of ๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน