สุภูติวรรค
Text layerBuddha’s wordsItems 23–32 (Royal Thai)3/59 in อปทาน4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
ตติโย สุภูติวคฺโค
ปฐมํ สุภูติตฺเถราปทานํ (๒๑)
สุภูติวรรคที่ ๓
สุภูติเถราปทานที่ ๑ (๒๑)
ว่าด้วยผลแห่งการเจริญพุทธานุสสติ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สุภูติวรรค สุภูติเถราปทาน (๒๑) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
หิมวนฺตสฺส อวิทูเร นิสโภ นาม ปพฺพโต
อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา ฯ
โกสิโย นาม นาเมน ชฏิโล อุคฺคตาปโน
เอกายิโก ๑ อทุติโย วสามิ นิสเภ ตทา ฯ
ผลมูลญฺจ ปณฺณญฺจ น ภุญฺชามิ อหํ ตทา
ปวตฺตญฺจ สุปาตาหํ อุปชีวามิ ตาวเท ฯ
นาหํ โกเปมิ อาชีวํ จชมาโนปิ ชีวิตํ
อาราเธมิ สกํ จิตฺตํ วิวชฺเชมิ อเนสนํ ฯ
ราคูปสํหิตํ จิตฺตํ ยทา อุปฺปชฺชเต มม
สยํว ปจฺจเวกฺขามิ เอกโก ๑ ตํ ทเมมหํ ฯ
รชฺชสิ ๒ รชนีเย จ โทสนีเย จ ทุสฺสเส
มุยฺหเส โมหนีเย จ นิกฺขมสฺสุ วนา ตุวํ ฯ
วิสุทฺธานํ อยํ วาโส นิมฺมลานํ ตปสฺสินํ
มา โข วิสุทฺธํ ทูเสสิ นิกฺขมสฺสุ วนา ตุวํ ฯ
อาคาริโก ภวิตฺวาน ทยา ยุตฺตํ ๓ ลภิสฺสสิ
อุโภปิ มา วิราเธสิ นิกฺขมสฺสุ วนา ตุวํ ฯ
ฉวาลาตํ ยถา กฏฺฐํ น กฺวจิ กิจฺจการกํ
เนว คาเม อรญฺเญ วา น หิ ตํ กฏฺฐสมฺมตํ ฯ
ฉวาลาตูปโม ตฺวํสิ น คิหิ นปิ สญฺญโต
อุภโต มุตฺตโก อชฺช นิกฺขมสฺสุ วนา ตุวํ ฯ
สิยา นุโข ตว เอตํ โก ปชานิ ๔ หิ เต อิทํ
สีฆํ ๕ ธุรํ วหิสิ ๖ เม โกสชฺชพหุลาย จ ฯ
ชิคุจฺฉิสฺสนฺติ ตํ วิญฺญู อสุจึ นาคริโก ยถา
อากฑฺฒิตฺวาน อิสโย โจทยิสฺสนฺติ ตํ สทา ฯ
ตํ วิญฺญู ปวทิสฺสนฺติ สมติกฺกนฺตสาสนํ
สํวาสํ อลภนฺโต หิ กถํ ชีวิหิสี ตุวํ ฯ
ติธปฺปภินฺนํ มาตงฺคํ กุญฺชรํ สฏฺฐิหายนํ
พลินาโค อุปคนฺตฺวา ยูถา นีหรเต คชํ ฯ
ยูถา วินิสฺสโฏ สนฺโต สุขํ สาตํ น วินฺทติ
ทุกฺขิโต วิมโน โหติ ปชฺฌายนฺโต ๑ ปเวธติ ฯ
ตเถว ชฏิลา ตํปิ นีหริสฺสนฺติ ทุมฺมตึ
เตหิ ตฺวํ นิสฺสโฏ สนฺโต สุขํ สาตํ น ลจฺฉสิ ฯ
ทิวา วา ยทิ วา รตฺตึ โสกสลฺลสมปฺปิโต
ทยฺหสิ ปริฬาเหน คโช ยูถาว นิสฺสโฏ ฯ
ชาตรูปํ ยถา กุฏํ เนว ยายติ ๒ กตฺถจิ
ตถา สีลวิหีโน ตฺวํ น ยายิสฺสสิ ๓ กตฺถจิ ฯ
อคาราวสมาโนปิ ๔ กถํ ชีวิหิสี ตุวํ
มตฺติกํ เปตฺติญฺจาปิ นตฺถิ เต นิหิตํ ธนํ ฯ
สกํ กมฺมํ กริตฺวาน คตฺเต เสทํ ปโมจยํ
เอวํ ชีวิหิสี เคเห สาธุ เต ตํ น รุจฺจติ ฯ
เอวาหํ ตตฺถ วาเรมิ สงฺกิเลสคตํ มนํ
นานาธมฺมกถํ กตฺวา ปาปา จิตฺตํ นิวารยึ ฯ
เอวํ เม วิหรนฺตสฺส อปฺปมาทวิหาริโน
ตึสวสฺสสหสฺสานิ ปวเน เม อติกฺกมม ฯ
อปฺปมาเทน ๕ มํ ทิสฺวา อุตฺตมตฺถํ คเวสกํ
ปทุมุตฺตรสมฺพุทฺโธ อาคญฺฉิ มม สนฺติกํ ฯ
ติมฺพรูสกวณฺณาโภ อปฺปเมยฺโย อนูปโม
รูเปนาสทิโส พุทฺโธ อากาเส จงฺกมี ตทา ฯ
สุผุลฺโล สาลราชาว วิชฺชุวพฺภฆนนฺตเร
ญาเณนาสทิโส พุทฺโธ อากาเส จงฺกมี ตทา ฯ
สีหราชาวสมฺภีโต คชราชาว ทปฺปิโต ๑
อภีโต ๒ พฺยคฺฆราชาว อากาเส จงฺกมี ตทา ฯ
สิงฺคินิกฺขสุวณฺณาโภ ขทิรงฺคารสนฺนิโภ
มณิ ยถา โชติรโส อากาเส จงฺกมี ตทา ฯ
วิสุทฺธเกลาสสนฺนิโภ ปุณฺณมาเยว จนฺทิมา
มชฺฌนฺติเกว ๓ สุริโย อากาเส จงฺกมี ตทา ฯ
ทิสฺวา นเภ จงฺกมนฺตํ เอวํ จินฺเตสหํ ตทา
เทโว นุโข อยํ สตฺโต อุทาหุ มนุโช อยํ ฯ
น เม สุโต ว ทิฏฺโฐ วา มหิยา เอทิโส นโร
อปิ มนฺตปทํ อตฺถิ อยํ สตฺถา ภวิสฺสติ ฯ
เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน สกํ จิตฺตํ ปสาทยึ
นานาปุปฺผญฺจ คนฺธญฺจ สนฺนิปาเตสหํ ตทา ฯ
ปุปฺผาสนํ ปญฺญาเปตฺวา สาธุจิตฺตํ มโนรมํ
นรสารถินํ อคฺคํ อิทํ วจนมพฺรวึ ฯญ
อิทํ เม อาสนํ วีร ปญฺญตฺตํ ตวนุจฺฉกํ ๔
หาสยนฺโต มม จิตฺตํ นิสีท กุสุมาสเน ฯ
นิสีทิ ตตฺถ ภควา อสมฺภีโตว เกสรี
สตฺตรตฺตินฺทิวํ พุทฺโธ ปวเร กุสุมาสเน ฯ
นมสฺสมาโน อฏฺฐาสึ สตฺตรตฺตินฺทิวํ อหํ
วุฏฺฐหิตฺวา สมาธิมฺหา สตฺถา โลเก อนุตฺตโร ฯ
มม กมฺมํ ปกิตฺเตนฺโต อิทํ วจนมพฺรวิ
ภาเวหิ พุทฺธานุสฺสตึ ภาวนานํ อนุตฺตรํ ฯ
อิมํ สตึ ภาวยิตฺวา ปูรยิสฺสสิ มานสํ
ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสสิ ฯ
อสีติกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสสิ
สหสฺสกฺขตฺตุํ จกฺกวตฺติ ราชา รฏฺเฐ ภวิสฺสสิ ฯ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ
อนุโภสฺสสิ ตํ สพฺพํ พุทฺธานุสฺสติยา ผลํ ฯ
ภวาภเว สํสรนฺโต มหาโภคํ ลภิสฺสสิ
โภเคหิ ๑ โอนตา นตฺถิ พุทฺธานุสฺสติยา ผลํ ฯ
กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ
อสีติโกฏึ ฉฑฺเฑตฺวา ทาสกมฺมกเร พหู
โคตมสฺส ภควโต สาสเน ปพฺพชิสฺสสิ ฯ
อาราธยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ โคตมํ สากฺยปุงฺควํ
สุภูติ นาม นาเมน เหสฺสสิ ๒ สตฺถุสาวโก ฯ
ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา ทกฺขิเณยฺยคณมฺหิ ๑ ตํ
ตถารณวิหาเร จ ทฺวีสุ อคฺคํ ๒ ฐเปสฺสติ ฯ
อิทํ วตฺวาน สมฺพุทฺโธ ชลชุตฺตมนายโก
นภํ อพฺภุคฺคมิ ธีโร หํสราชาว อมฺพเร ฯ
สาสิโต โลกนาเถน นมสฺสิตฺวา ตถาคตํ
สทา ภาเวสึ ๓ มุทิโต พุทฺธานุสฺสติมุตฺตมํ ฯ
เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ
ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ
อสีติกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ อการยึ
สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ อโหสหํ ฯ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ
อนุโภมิ สุสมฺปตฺตึ พุทฺธานุสฺสติยา ผลํ ฯ
ภวาภเว สํสรนฺโต มหาโภคํ ลภามหํ
โภเค เม โอนตา นตฺถิ พุทฺธานุสฺสติยา ผลํ ฯ
สตสหสฺสิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธานุสฺสติยา ผลํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สุภูติ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
สุภูติตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. เอกากิโย ฯ ยุ. เอกากิโก ฯ
๑ ม. ยุ. เอกคฺโค ฯ ๒ ม. รชฺชเส ฯ ๓ ม. ปุตฺตํ ฯ ๔ ม. ปชานาติ ฯ
๕ ม. สทฺธาธรุํ ฯ ๖ ยุ. ปาหิสิ ฯ
๑ ยุ. โอชฺฌายนฺโต ปธาวติ ฯ ๒ ม. ฌายติ ฯ ๓ ม. ฌายิสฺสติ ฯ
๔ โป. อนาคารวสมาโนปิ ฯ ๕ ม. ยุ. อปฺปมาทรตํ ฯ
๑ โป. ทมฺปิโต ฯ ๒ ม. ยุ. ลาสิโต ฯ ๓ ยุ. มชฺฌนฺติโก ฯ ๔ ม. ยุ. ตวนุจฺฉวํ ฯ
๑ ม. ยุ. โภเค เต อูนตา นตฺถิ ฯ ๒ โป. ม. เหสฺสติ ฯ
๑ โป. ม. ทกฺขิเณยฺยคุณมฺหิ ตํ ฯ ๒ ม. อคฺเค ฯ ๓ ม. ภาเวมิ ฯ
ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาชื่อนิสภะ เราได้สร้างอาศรมไว้ที่ภูเขานิสภะนั้นอย่างสวยงาม สร้างบรรณศาลาไว้ ในกาลนั้น เราเป็นชฎิลมีนามชื่อว่าโกลิยะ มีเดชรุ่งเรือง ผู้เดียว ไม่มีเพื่อน อยู่ที่ภูเขานิสภะ เวลานั้นเราไม่บริโภคผลไม้ เหง้ามันและใบไม้ ในกาลนั้น เราอาศัยใบไม้เป็นต้นที่เกิดเองและหล่นเองเลี้ยงชีวิต เราย่อมไม่ยังอาชีพให้กำเริบ แม้จะสละชีวิต ย่อมยังจิตของตนให้ยินดี เว้นอเนสนา จิตสัมปยุตด้วยราคะเกิดขึ้นแก่เรา เมื่อใด เมื่อนั้น เราบอกตนเองว่า เราผู้เดียวทรมานจิตนั้น ท่านกำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง
และหลงใหลในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหล จงออกไปเสียจากป่า ที่อยู่นี้เป็นของท่านผู้บริสุทธิ์ ไม่มีมลทิน มีตบะท่านอย่าประทุษร้ายผู้บริสุทธิ์เลย จงออกไปเสียจากป่าเถิด ท่านจักเป็นเจ้าเรือนได้สิ่งที่ควรได้เมื่อใด ท่านอย่ายินดีแม้ทั้งสองอย่างนั้นเลย จงออกไปจากป่าเถิด เปรียบเหมือนฟืนเผาศพ ไม่ใช้ทำกิจอะไรที่ไหนๆ ไม้นั้นเขาไม่ได้สมมติว่า เป็นไม้ในบ้านหรือในป่า ฉันใด ท่านก็เปรียบเหมือนฟืนเผาศพ ฉันนั้น ไม่ใช่คฤหัสถ์ สมณะก็ไม่ใช่ วันนี้ ท่านพ้นจากเพศทั้งสอง จงออกจากป่าไปเสียเถิด ข้อนี้พึงมีแก่ท่านหรือหนอ ใครจะรู้ข้อนี้ของท่าน ใครจะนำธุระของเราไปโดยเร็ว เพราะท่านมากด้วยความเกียจคร้าน
วิญญูชนจักเกลียดท่าน เหมือนชาวเมืองเกลียดของไม่สะอาดฉะนั้น ฤาษีทั้งหลาย จักคร่า ท่านมาโจทท้วง ทุกเมื่อ วิญญูชนจักประกาศท่านว่ามีศาสนาอันก้าวล่วงแล้ว ก็เมื่อไม่ได้สังวาส ท่านจักเป็นอยู่อย่างไรช้างมีกำลัง เข้าไปหาช้างกุญชรตกมัน ๓ ครั้ง เกิดในสกุลช้างมาตังคะมีอายุ ๖๐ ถอยกำลังแล้ว นำ (ขับ) ออกจากโขลง มันถูกขับจากโขลงแล้ว ย่อมไม่ได้ความสุขสำราญ มันเป็นสัตว์มีทุกข์เศร้าใจ ซบเซา หวั่นไหวอยู่ ฉันใด ชฎิลทั้งหลายจักนำ (ขับ) แม้ท่านผู้มีปัญญาทรามออกท่านถูกชฎิลเหล่านั้นขับไล่แล้ว จักไม่ได้ความสุขสำราญ ฉันนั้น ท่านเพรียบพร้อมแล้วด้วยลูกศร คือ ความโศก ทั้งกลางวันและกลางคืน
จักถูกความเร่าร้อนแผดเผา เหมือนช้างถูกขับจากโขลง ฉะนั้น หม้อน้ำทองย่อมไม่ไปในที่ไหนๆ ฉันใด ท่านมีศีลอันเสื่อมแล้ว ก็ฉันนั้น จักไม่ไปในที่ไหนๆ แม้ท่านอยู่ครองเรือน ก็จักเป็นอยู่อย่างไร ทรัพย์อันเป็นของมารดา และแม้ของบิดาที่ฝังไว้ของท่านไม่มี ท่านจักต้องทำการงานของตน จะต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ จักเป็นอยู่ในเรือนอย่างนี้ กรรมที่ดีนั้นท่านไม่ชอบ เราห้ามใจอันหมักหมมด้วยสังกิเลสอย่างนี้ ในที่นั้น เราได้ธรรมกถาต่างๆ ห้ามจิตจากบาปธรรม เมื่อเรามีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างนี้ เวลา ๓ หมื่นปีล่วงเราไป (ผู้อยู่) ในป่าใหญ่ พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงเห็นเราผู้ไม่ประมาท ผู้แสวงหาประโยชน์อันอุดมจึงเสด็จมายังสำนักของเรา
พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีดังสีทองชมพูนุทประมาณมิได้ ไม่มีใครเปรียบ ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูป เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศในเวลานั้น พระพุทธเจ้าไม่มีใครเสมอด้วยพระญาณ เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศในกาลนั้น ดังพระยารังมีดอกบานสะพรั่ง เหมือนสายฟ้าในระหว่างกลีบเมฆ พระองค์เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศในเวลานั้น ดังราชสีห์ผู้ไม่กลัว ดุจพญาช้างร่าเริง เหมือนพญาเสือโคร่งผู้ไม่ครั่นคร้าน พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีดังแท่งทองสิงคี เปรียบด้วยถ่านเพลิงไม้ตะเคียน มีพระรัศมีโชติช่วงดังดวงแก้วมณีเสด็จจงกรมอยู่ในอากาศในกาลนั้น พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีเปรียบดังเขา (แก้วใส) ไกรลาสอันบริสุทธิ์ เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศในเวลานั้น ดังพระจันทร์ในวันเพ็ญ ดุจพระอาทิตย์เวลาเที่ยงเวลานั้น
เราได้เห็นพระองค์เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ จึงคิดอย่างนี้ว่าสัตว์ผู้นั้นเป็นเทวดาหรือว่าเป็นมนุษย์ นระเช่นนี้ เราไม่เคยได้ฟังหรือเห็นในแผ่นดิน บทมนต์จะมีอยู่บ้างกระมัง ผู้นี้จักเป็นพระศาสดา ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว ได้ยังจิตของตนให้เลื่อมใส เรารวบรวมดอกไม้และของหอมต่างๆ ไว้ในเวลานั้น ได้ปูลาดอาสนะดอกไม้อันวิจิตรดีเป็นที่รื่นรมย์ใจแล้วได้กล่าวคำนี้กะพระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่านระผู้เป็นสารถีว่า ข้าแต่พระวีรเจ้า อาสนะอันสมควรแก่พระองค์นี้ ข้าพระองค์จัดไว้ถวายแล้ว ขอได้โปรดทรงยังจิตของข้าพระองค์ให้ร่าเริง ประทับนั่งบนอาสนะดอกโกสุมเถิดพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าไม่ทรงตกพระทัย ดังพญาไกรสร ประทับนั่งบนอาสนะดอกโกสุมอันประเสริฐนั้น ๗ คืน ๗ วัน เราก็ได้นมัสการพระองค์๗ คืน ๗ วัน
พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก เสด็จออกจากสมาธิแล้วเมื่อทรงพยากรณ์กรรมของเรา ได้ตรัสพระดำรัสดังนี้ว่า ท่านจงเจริญพุทธานุสสติอันยอดเยี่ยมกว่าภาวนาทั้งหลาย ท่านเจริญพุทธานุสสตินี้แล้วจักยังใจให้เต็มเปี่ยมได้ จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๘๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่ในแว่นแคว้น ๑๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ จักได้เสวยสมบัตินั้นทั้งหมด นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ)พุทธานุสสติ เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ จักได้โภคสมบัติเป็นอันมาก จะไม่มีความบกพร่องด้วยโภคะ นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ)พุทธานุสสติ ในแสนกัลป
พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดมโดยพระโคตรซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ท่านจักทิ้งทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ทาสและกรรมกรเป็นอันมาก จักบวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม จักยังพระสัมพุทธเจ้าโคดมศากยบุตรผู้ประเสริฐให้ทรงยินดี จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าสุภูติพระศาสดาพระนามว่าโคดม ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว จักทรงตั้งท่านว่าเป็นผู้เลิศใน ๒ ตำแหน่ง คือ ในคณะพระทักขิไณยบุคคล ๑ในการอยู่โดยไม่มีข้าศึก ๑ พระสัมพุทธเจ้าผู้รุ่งเรือง ทรงเป็นนายกสูงสุดเป็นนักปราชญ์ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เสด็จเหาะขึ้นสู่อากาศ ดังพญาหงส์ในอัมพร เราอันพระโลกนาถทรงพร่ำสอนแล้ว
นมัสการพระตถาคต มีจิตเบิกบาน เจริญพระพุทธานุสสติอันอุดมทุกเมื่อ ด้วยกุศลกรรมที่เราทำดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตนาไว้ เราละกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ ได้เป็นจอมเทวดาเสวยทิพยสมบัติ ๘๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณานับมิได้ ได้เสวยสมบัติเป็นอันดี นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสสติเมื่อท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ เราย่อมได้โภคสมบัติเป็นอันมาก เราไม่มีความบกพร่องโภคะเลย นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสสติในแสนกัลปแต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมอันใดไว้ในกาลนั้น ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสสติคุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระสูภูติเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สุภูติเถราปทาน.
ทุติยํ อุปวาณตฺเถราปทานํ (๒๒)
อุปวาณเถราปทานที่ ๒ (๒๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายธง
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สุภูติวรรค อุปวาณเถราปทาน (๒๒) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู
ชลิตฺวา อคฺคิกฺขนฺโธว สมฺพุทฺโธ ปรินิพฺพุโต ฯ
มหาชนา สมาคมฺม ปูชยิตฺวา ตถาคตํ
จิตํ กตฺวาน สุกตํ สรีรํ อภิโรปยุํ ฯ
สรีรกิจฺจํ กตฺวาน ธาตุํ ตตฺถ สมานยุํ
สเทวมนุสฺสา สพฺเพ พุทฺธถูปํ อกํสุ เต ฯ
ปฐมา กญฺจนมยา ทุติยาปิ ๑ มณีมยา
ตติยา รูปิยมยา จตุตฺถา ผลิกามยา ฯ
ตตฺถ ๒ ปญฺจมิ ยา ภูมิ โลหิตงฺคมยา อหุ
ฉฏฺฐา มสารคลฺลสฺส สพฺพรตนมยูปริ ฯ
ชงฺฆา มณิมยา อาสิ เวทิกา รตนามยา
สพฺพโสณฺณมโย ถูโป อุทฺธํ โยชนมุคฺคโต ฯ
เทวา ตตฺถ สมาคนฺตฺวา เอกโต มนฺตยุํ ตทา
มยํปิ ถูปํ กริสฺสาม ๓ โลกนาถสฺส ตาทิโน ฯ
ธาตุ อาเวณิกา นตฺถิ สรีรํ เอกปิณฺฑิตํ
อิมมฺหิ พุทฺธถูปสฺมึ กริสฺสาม กญฺจุกํ มยํ ฯ
เทวา สตฺตรตเนหิ อญฺญํ วฑฺเฒสุ โยชนํ
ถูโป ทฺวิโยชนุพฺเพโธ ติมิรํ พฺยปหนฺติ โย ๔ ฯ
นาคา ตตฺถ สมาคนฺตฺวา เอกโต มนฺตยุํ ตทา8
มนุสฺสา เจว เทวา จ พุทฺธถูปํ อกํสุ เต ฯ
มา โน ปมตฺตา อสฺสุมฺหา อปฺปมตฺตา สเทวกา ๑
มยมฺปิ ถูปํ กริสฺสาม โลกนาถสฺส ตาทิโน ฯ
อินฺทนีลํ มหานีลํ อโถ โชติรสํ มณึ
เอกโต สนฺนิปาเตตฺวา พุทฺธถูปํ อฉาทยุํ ๒ ฯ
สพฺพํ มณิมยํ อาสิ ตาวตา พุทฺธเจติยํ
ติโยชนสมุพฺพิทฺธํ อาโลกกรณํ ตทา ฯ
ครุฬา ๓ จ สมาคนฺตฺวา เอกโต มนฺตยุํ ตทา
มนุสฺสา เทวนาคา จ พุทฺธถูปํ อกํสุ เต ฯ
มา โน ปมตฺตา อสฺสุมฺหา อปฺปมตฺตา สเทวกา
มยมฺปิ ถูปํ กริสฺสาม โลกนาถสฺส ตาทิโน ฯ
สพฺพํ มณิมยํ ถูปํ อกรุํ ตาว ๔ กญฺจุกํ
โยชนํ เตปิ วฑฺเฒสุํ อายตํ พุทฺธเจติยํ ฯ
จตุโยชนมุพฺเพโธ พุทฺธถูโป วิโรจติ
โอภาเสติ ทิสา สพฺพา สตรํสีว อุคฺคโต ฯ
กุมฺภณฺฑา ๕ จ สมาคนฺตฺวา เอกโต มนฺตยุํ ตทา
มนุสฺสา เจว เทวา จ นาคา จ ครุฬา ตทา ฯ
ปจฺเจกํ พุทฺธเสฏฺฐสฺส อกํสุ ถูปมุตฺตมํ
มา โน ปมตฺตา อสฺสุมฺหา อปฺปมตฺตา สเทวกา ฯ
มยมฺปิ ถูปํ กริสฺสาม โลกนาถสฺส ตาทิโน
รตเนหิ ๑ ฉาทยิสฺสาม อายตํ พุทฺธเจติยํ ฯ
โยชนนฺเตปิ วฑฺเฒสุํ อายตํ พุทฺธเจติยํ
ปญฺจโยชนมุพฺเพโธ ถูโป โอภาสตี ตทา ฯ
ยกฺขา ๒ ตตฺถ สมาคนฺตฺวา เอกโต มนฺตยุํ ตทา
มนุชา เทวตา นาคา กุมฺภณฺฑา ครุฬา ตทา ฯ
ปจฺเจกํ พุทฺธเสฏฺฐสฺส อกํสุ ถูปมุตฺตมํ
มา โน ปมตฺตา อสฺสุมฺหา อปฺปมตฺตา สเทวกา ฯ
มยํปิ ถูปํ กริสฺสาม โลกนาถสฺส ตาทิโน
ผลิกา ๓ ฉาทยิสฺสาม อายตํ พุทฺธเจติยํ ฯ
โยชนนฺเตปิ วฑฺเฒสุํ อายตํ พุทฺธเจติยํ
ฉโยชนานิ อุพฺพิทฺโธ ถูโป โอภาสตี ตทา ฯ
คนฺธพฺพา จ สมาคนฺตฺวา เอกโต มนฺตยุํ ตทา
มนุชา เทวตา นาคา ครุฬา กุมฺภยกฺขกา ฯ
๔ กตา พุทฺธถูปํ มยเมตฺถ อการกา
มยมฺปิ ถูปํ กริสฺสาม โลกนาถสฺส ตาทิโน ฯ
เวทิโย สตฺต กตฺวาน ยาว ชงฺฆา อกํสุ เต
สพฺพโสวณฺณมยํ ถูปํ คนฺธพฺพา การยุํ ตทา ฯ
สตฺตโยชนมุพฺเพโธ ถูโป โอภาสเต ตทา
รตฺตินฺทิวา น ญายนฺติ อาโลกา ๕ โหนฺติ สพฺพทา ฯ
อภิโภนฺติ น ตสฺสาภา จนฺทสูรา สตารกา
สมนฺตา โยชนสเต ปทีโป ๑ ปน ปชฺชลิ ฯ
เตน กาเลน เยเกจิ ถูปํ ปูเชนฺติ มานุสา
น เต ถูปํ อารุหนฺติ อมฺพเร อุกฺขิปนฺติ เต ฯ
เทเวหิ ฐปิโต ยกฺโข อภิสมฺมตนามโก
ธชํ วา ปุปฺผทามํ วา อภิโรเปติ อุตฺตริ ฯ
น เต ปสฺสนฺติ ตํ ยกฺขํ ทามํ ปสฺสนฺติ คจฺฉโต
เอตํ ๒ ปสฺสิตฺวา คจฺฉนฺติ สพฺเพ คจฺฉนฺติ สุคฺคตึ ฯ
วิรุทฺธา เย ปาวจเน ปสนฺนา เย จ สาสเน
ปาฏิหิรํ ทฏฺฐุกามา ถูปํ ปูเชนฺติ มานุสา ฯ
นคเร หํสวติยา อโหสึ วรโก ๓ ตทา
อาโมทิตํ ชนํ ทิสฺวา เอวํ จินฺเตสหํ ตทา ฯ
โอฬาโร ภควา เอโส ยสฺส ธาตุฆเรทิสํ
อิมา จ ชนตา ตุฏฺฐา การํ กุพฺพํ น ตปฺปเร ฯ
อหํปิ การํ กริสฺสามิ โลกนาถสฺส ตาทิโน
ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท ภวิสฺสามิ อนาคเต ฯ
สุโธตํ รชเกนาหํ อุตฺตเรยฺย ปฏํ มม
เวฬุคฺเค ๔ อาลคฺเคตฺวาน ธชํ อุกฺขิปิ อมฺพเร ฯ
อภิสมฺมตโก คยฺห อมฺพเร หาสิ เม ธชํ
วาเตริตํ ธชํ ทิสฺวา ภิยฺโย หาสํ ชเนสหํ ฯ
ตตฺถ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา สมณํ อุปสงฺกมึ
ตํ ภิกฺขุํ อภิวาเทตฺวา วิปากํ ปุจฺฉหํ ธเช ฯ
โส เม กเถสิ อานนฺท ปีติสญฺชนนํ มม
ตสฺส ธชสฺส วิปากํ อนุโภสฺสสิ สพฺพทา ฯ
หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี เสนา จ จตุรงฺคินี
ปริวาเรสฺสนฺติ ตํ นิจฺจ ธชทานสฺสิทํ ผลํ ฯ
สฏฺฐี ตุริยสหสฺสานิ เภริโย สมลงฺกตา
ปริวาเรสฺสนฺติ ตํ นิจฺจ ธชทานสฺสิทํ ผลํ ฯ
ฉฬาสีติสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา
วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯ
อาฬารมุขา หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา
ปริวาเรสฺสนฺติ ตํ นิจฺจ ธชทานสฺสิทํ ผลํ ฯ
ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสสิ
อสีติกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวราชฺชํ กริสฺสสิ ฯ
สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชาปิ ๑ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสสิ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ
กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ
เทวโลกา จวิตฺวาน สุกฺกมูเลน โจทิโต
ปุญฺญกมฺเมน สํยุตฺโต พฺรหฺมพนฺธุ ภวิสฺสสิ ฯ
อสีติโกฏึ ฉฑฺเฑตฺวา ทาสกมฺมกเร พหู
โคตมสฺส ภควโต สาสเน ปพฺพชิสฺสสิ ฯ
อาราธยิตฺวา สมฺพุทฺธํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ
อุปวาโณติ นาเมน เหสฺสสิ สตฺถุสาวโก ฯ
สตสหสฺเส กตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ
สุมุตฺโต สรเวโคว กิเลเส ฌาปยึ มมํ ฯ
จกฺกวตฺติสฺส สนฺตสฺส จาตุทีปิสฺสรสฺส เม
ตีณิโยชนสมนฺตา อุสฺสิสฺสนฺติ ๑ ธชา สทา ฯ
สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ธชทานสฺสิทํ ผลํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุปวาโณ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
อุปวาณตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ตติยํ ตีณิสรณาคมนิยตฺเถราปทานํ (๒๓)
๑ ม. ทุติยาสิ มณีมยา ฯ ๒ ม. ตถา ปญฺจมิยา ภูมิ ฯ ๓ ม. กสฺสามิ ฯ
๔ ม. ยุ. โส ฯ
๑ ยุ. สเทวตา ฯ ๒ ยุ. อจฺฉาทยุํ ฯ ๓ โป. ยุ. กุมฺภณฺฑา ฯ ๔ ม. เต จ ฯ
๕ โป. ยุ. ยกฺขา ตตฺถ ... ฯ
๑ โป. ยุ. ผลิกา ฉาทยิสฺสาม ฯ ๒ โป. ยุ. คนฺธพฺพา จ ... ฯ ๓ ม. ผลิกาหิ ฯ
๔ ม. สพฺเพกํสุ พุทฺธถูปํ ฯ ๕ ม. ยุ. อาโลโก โหติ สพฺพทา ฯ
๑ ม. ปทีโปปิ น ปชฺชลิ ฯ ๒ ม. ยุ. เอวํ ปสฺสิตฺวา คจฺฉนฺตา ฯ ๓ ม. ภตโก ฯ
๔ ม. ยุ. เวฬคฺเค ฯ
๑ ม. ราชา จ ฯ
พระสัมพุทธชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ทรงรุ่งเรืองดังกองไฟ เสด็จปรินิพพานแล้ว มหาชนมาประชุมกันบูชาพระตถาคตกระทำจิตกาธารอย่างสวยงามแล้วปลงพระสรีระ มหาชนทั้งหมดพร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ทำสรีรกิจเสร็จแล้ว รวบรวมพระธาตุไว้ ณ ที่นั้น ได้สร้างพระพุทธสถูปไว้ชั้นที่ ๑ แห่งพระพุทธสถูปนั้นสำเร็จด้วยทอง ชั้นที่ ๒สำเร็จด้วยแก้วมณี ชั้นที่ ๓ สำเร็จด้วยเงิน ชั้นที่ ๔ สำเร็จด้วยแก้วผลึกชั้นที่ ๕ ในพระพุทธสถูปนั้น สำเร็จด้วยแก้วทับทิม ชั้นที่ ๖ สำเร็จด้วยแก้วลาย (เพชรตาแมว) ชั้นบนสำเร็จด้วยรัตนล้วน ทางเดินสำเร็จด้วยแก้วมณี ไพรทีสำเร็จด้วยรัตนะ พระสถูปสำเร็จด้วยทองล้วนๆ
สูงสุดหนึ่งโยชน์ เวลานั้น เทวดาทั้งหลายมาร่วมประชุมปรึกษากัน ณ ที่นั้นว่าแม้พวกเราก็จักสร้างพระสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ พระธาตุจะได้ไม่เรี่ยราย พระสรีระจะรวมกันเป็นอันเดียว เราทั้งหลายจักทำกุญแจใส่ในพระพุทธสถูปนี้ เทวดาทั้งหลายจึงยังโยชน์อื่นให้เจริญด้วยรัตนะ ๗ ประการ(เทวดาทั้งหลายจึงนิรมิตพระสถูปให้สูงเพิ่มขึ้นอีกโยชน์หนึ่ง ด้วยรัตนะ๗ ประการ) พระสถูปจึงสูง ๒ โยชน์ สว่างไหวขจัดความมืดได้ นาคทั้งหลายมาประชุมร่วมปรึกษากัน ณ ที่นั้นในเวลานั้นว่า มนุษย์และเทวดาได้สร้างพระพุทธสถูปแล้ว เราทั้งหลายอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์กับเทวดาไม่ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างพระสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่นาคเหล่านั้น
จึงร่วมกันรวบรวมแก้วอินทนิล แก้วมหานิล และแก้วมณีมีรัศมีโชติช่วงปกปิดพระพุทธสถูป พระพุทธเจดีย์ประมาณเท่านั้น สำเร็จด้วยแก้วมณีล้วน สูงสุด ๓ โยชน์ ส่งแสงสว่างไสวในเวลานั้น ฝูงครุฑมาประชุมร่วมปรึกษากันในเวลานั้นว่า มนุษย์เทวดาและนาคได้สร้างพระพุทธสถูปแล้ว เราทั้งหลายอย่าประมาทเลย ดังมนุษย์เป็นต้นกับเทวดาไม่ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ ฝูงครุฑจึงได้สร้างสถูปอันสำเร็จด้วยแก้วมณีล้วน และกุญแจก็เช่นนั้น ได้สร้างพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปให้สูงอีกโยชน์หนึ่ง
พระพุทธสถูปสูงสุด ๔ โยชน์รุ่งเรืองอยู่ ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว ดังพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้น และพวกกุมภัณฑ์ก็มาประชุมร่วมปรึกษากันในเวลานั้นว่า พวกมนุษย์และพวกเทวดาฝูงนาคและฝูงครุฑ ได้สร้างสถูปอันอุดม ถวายเฉพาะแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พวกเราอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์เป็นต้นกับเทวดาไม่ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวาย แต่พระโลกนาถผู้คงที่ พวกเราจักปกปิดพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปด้วยรัตนะ พวกกุมภัณฑ์ได้สร้างพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปในที่สุดอีกโยชน์หนึ่ง เวลานั้นพระสถูปสูงสุด๕ โยชน์ สว่างไสวอยู่ พวกยักษ์มาประชุมร่วมปรึกษากัน ณ ที่นั้นในเวลานั้นว่า เวลานั้น มนุษย์ เทวดา
นาค กุมภัณฑ์ (และ) ครุฑได้พากันสร้างสถูปอันอุดมถวายเฉพาะแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พวกเราอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์เป็นต้น พร้อมกับเทวดาไม่ประมาทแม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ พวกเราจักปกปิดพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปด้วยแก้วผลึก พวกยักษ์จึงสร้างพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไป ในที่สุดอีกโยชน์หนึ่ง เวลานั้น พระสถูปจึงสูงสุด ๖ โยชน์สว่างไสวอยู่ พวกคนธรรพ์พากันมาประชุมร่วมปรึกษากันในเวลานั้นว่าสัตว์ทั้งปวง คือ มนุษย์ เทวดา นาค ครุฑ กุมภัณฑ์และยักษ์พากันสร้างพระสถูปแล้ว บรรดาสัตว์เหล่านี้ พวกเรายังไม่ได้สร้างแม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวายต่อพระโลกนาถผู้คงที่
พวกคนธรรพ์จึงพากันสร้างไพรที ๗ ชั้น ได้สร้างตลอดทางเดิน เวลานั้น พวกคนธรรพ์ได้สร้างสถูปสำเร็จด้วยทองคำล้วน ในกาลนั้น พระสถูปจึงสูงสุด ๗ โยชน์ สว่างไสวอยู่ กลางคืนกลางวันไม่ปรากฏ แสงสว่างมีอยู่เสมอไป พระจันทร์พระอาทิตย์พร้อมทั้งดาวครอบงำรัศมีพระสถูปนั้นไม่ได้ ก็แสงสว่างโพลงไปไกลร้อยโยชน์โดยรอบ (พระสถูป)ในเวลานั้น มนุษย์เหล่าใดจะบูชาพระสถูป พวกเขาไม่ต้องขึ้นพระสถูปพวกเขายกขึ้นไว้ในอากาศ ยักษ์ตนหนึ่งพวกเทวดาตั้งไว้ ชื่อว่าอภิสมมตมันยกธงหรือพวงดอกไม้ขึ้นไปในเบื้องสูง มนุษย์เหล่านั้นมองไม่เห็นยักษ์เห็นแต่พวงดอกไม้ขึ้นไป ครั้นเห็นเช่นนี้แล้วกลับไป มนุษย์ทั้งหมดย่อมไปสู่สุคติ
มนุษย์เหล่าใดชอบใจในปาพจน์ และเหล่าใดเลื่อมใสในพระศาสนา ต้องการจะเห็นปาฏิหาริย์ ย่อมบูชาพระสถูป เวลานั้นเราเป็นคนยากไร้อยู่ในเมืองหงสวดี เราได้เห็นหมู่ชนเบิกบาน จึงคิดอย่างนี้ในเวลานั้นว่า เรือนพระธาตุเช่นนี้ ของพระผู้มีพระภาคพระองค์ใดพระผู้มีพระภาคพระองค์นี้โอฬาร ก็หมู่ชนเหล่านี้มีใจยินดีไม่รู้จักอิ่มในสักการะที่ทำอยู่ แม้เราก็จักทำสักการะแด่พระโลกนาถผู้คงที่บ้าง เราจักเป็นทายาทในธรรมของพระองค์ในอนาคต เราจึงเอาเชือกผูกผ้าห่มของเราอันซักขาวสะอาดแล้ว คล้องไว้ที่ยอดไม้ไผ่ ยกเป็นธงขึ้นไว้ในอากาศ ยักษ์อภิสมมตจับธงของเรานำขึ้นไปในอัมพร เราเห็นธงอันลมสะบัด ได้เกิดความยินดีอย่างยิ่ง
เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระสถูปนั้นแล้ว เข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง กราบไหว้ภิกษุนั้นแล้ว ได้สอบถามถึงผลในการถวายธงท่านยังความเพลิดเพลินและปีติให้เกิดแก่เรา กล่าวแก่เราว่า ท่านจักได้เสวยวิบากของธงนั้นในกาลทั้งปวง จตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้าพลรถ และพลเดินเท้า จักแวดล้อมท่านอยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง ดนตรีละ ๖ หมื่น และกลองเภรีอันประดับสวยงามจะประโคมแวดล้อมท่านเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง หญิงสาวแปดหมื่นหกพัน อันประดับงดงาม มีผ้าและอาภรณ์วิจิตร สวมใส่แก้วมณี และกุณฑล หน้าแฉล้ม แย้มยิ้ม มีตะโพกผึ่งผาย เอวเล็ก เอวบาง จักแวดล้อม(บำเรอ) ท่านเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง
ท่านจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่๘๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ ในแสนกัลป พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ท่านอันกุศลมูลตักเตือน เคลื่อนจากเทวโลกแล้ว ประกอบด้วยบุญกรรม จักเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ ท่านจักละทรัพย์ ๘๐ โกฏิทาสและกรรมกร เป็นอันมากออกบวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม ท่านจักยังพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโคดมศากยบุตรผู้ประเสริฐให้โปรดปราณแล้ว จักได้เป็นพระสาวกของพระศาสดา มีชื่อว่าอุปวาณะ
กรรมที่เราทำแล้วในแสนกัลป ให้ผลแก่เราในที่นี้แล้วเราเผากิเลสของเราแล้ว ดุจกำลังลูกศรพ้นแล่งไปแล้ว เมื่อเราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ เธอทั้งหลายจักยกขึ้นโดยรอบ๓ โยชน์ทุกเมื่อ ในแสนกัลปแต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดไว้ในเวลานั้นด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายธง คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และแม้อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แลทราบว่า ท่านพระอุปวาณเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ ฉะนี้แล.
จบ อุปวาณเถราปทาน.
ตีณิสรณาคมนียเถราปทานที่ ๓ (๒๓)
ว่าด้วยผลแห่งการรับสรณะ ๓
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สุภูติวรรค ตีณิสรณาคมนียเถราปทาน (๒๓) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
นคเร จนฺทวติยา ๒ มาตุปฏฺฐานโก ๓ อหํ
อนฺธา มาตาปิตา มยฺหํ เต โปเสมิ อหํ ตทา ฯ
รโหคโต นิสีทิตฺวา เอวํ จินฺเตสหํ ตทา
โปเสนฺโต มาตาปิตโร ปพฺพชฺชํ น ลภามหํ ฯ
ตมนฺธการปิหิตา ๑ ติวิธคฺคีหิ ทยฺหเร
เอตาทิเส ภเว ชาเต นตฺถิ โกจิ วินายโก ฯ
พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน ทิปฺเปติ ทานิ ๒ สาสนํ
สกฺกา อุทฺธริตุํ อตฺตา ปุญฺญกาเมน ชนฺตุนา ฯ
อุคฺคยฺห ตีณิ สรเณ ปริปุณฺณานิ โคปยึ
เตน กมฺเมน สุกเตน ปฏิมุกฺขามิ ทุคฺคตึ ฯ
นิสโภ นาม สมโณ พุทฺธสฺส อคฺคสาวโก
ตํ อหํ อุปคนฺตฺวาน สรณาคมนํ คหึ ฯ
วสฺสสตสหสฺสานิ อายุํ วิชฺชติ ตาวเท
ตาวตา สรณาคมนํ ปริปุณฺณํ อโคปยึ ฯ
จริเม วตฺตมานมฺหิ สรณนฺตมนุสฺสรึ
เตน กมฺเมน สุกเตน ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ
เทวโลกคโต สนฺโต ปุญฺญกมฺมสมาหิโต
ยํ ยํ เทสํ อุปปชฺชาม อฏฺฐเหตู ลภามหํ ฯ
ทิสาสุ ปูชิโต โหมิ ติกฺขปญฺโญ ภวามหํ
สพฺเพ เทวานุวตฺตนฺติ อมิตโภคํ ลภามหํ ฯ
สุวณฺณวณฺโณ สพฺพตฺถ ปฏิภาโณ ๓ ภวามหํ
มิตฺตานํ อจโล โหมิ ยโส อจฺจุคฺคโต มม ฯ
อสีติกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชมการยึ
ทิพฺพสุขํ อนุภวึ อจฺฉราหิ ปุรกฺขโต ฯ
ปญฺจสตฺตติกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ อโหสหํ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ
ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต ปุญฺญกมฺมสมาหิโต
ปุเร สาวตฺถิยํ ชาโต มหาสาเล สุอทฺธเก ฯ
นครา นิกฺขมิตฺวาน ทารเกหิ ปุรกฺขโต
สายํ ๑ ขิฑฺฑาสมงฺคีหํ สงฺฆารามํ อุปาคมึ ฯ
ตตฺถทฺทสาสึ สมณํ วิปฺปมุตฺตํ นิรูปธึ
โส เม ธมฺมมเทเสสิ สรณญฺจ อทาสิ เม ฯ
โสหํ สุตฺวาน สรณํ สรณํ เม อนุสฺสรึ
เอกาสเน นิสีทิตฺวา อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ
ชาติยา สตฺตวสฺเสน ๒ อรหตฺตํ อปาปุณึ
อุปสมฺปาทยิ พุทฺโธ คุณมญฺญาย จกฺขุมา
อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป สรณานิ อคญฺฉหํ
ตาว ๓ เม สุกตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ ฯ
สุโคปิตํ เม สรณํ มานสํ สุปฺปณิหิตํ
อนุโภตฺวา ยสํ สพฺพํ ปตฺโตมฺหิ อจลํ ปทํ ฯ
เยสํ โสตาวธานตฺถิ สุณาถ มม ภาสโต
อตฺถํ ๔ โว กถยิสฺสามิ สามํ ทิฏฺฐํ ปทํ มม ฯ
พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน วตฺตเต ชินสาสนํ
อมตา วาทิตา เภริ โสกสลฺลวิโนทนา ฯ
ยถาสเกน ถาเมน ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร
อธิการํ กเรยฺยาถ ปสฺสยิสฺสถ นิพฺพุตึ ฯ
ปคฺคยฺห ตีณิ สรเณ ปญฺจสีลานิ โคปิย
พุทฺเธ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถ ฯ
มโมปมํ ๑ กริตฺวาน สิลานิ ปริโคปิย
อจิรํ อรหตฺตํ โว สพฺเพปิ ปาปุณิสฺสถ ฯ
เตวิชฺโช อิทฺธิปตฺโตมฺห เจโตปริยโกวิโท
สาวโก เต มหาวีร จรเณ ๒ วนฺทามิ สตฺถุโน ฯ
อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป สรณํ พุทฺธมคญฺฉหํ
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ สรณาคมเน ผลํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ตีณิสรณาคมนิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
ตีณิสรณาคมนิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
จตุตฺถํ ปญฺจสีลสมาทานิยตฺเถราปทานํ (๒๔)
๑ ม. อุสฺสีสนฺติ ฯ ยุ. ทสฺสิสฺสนฺติ ฯ ๒ โป. พนฺธมติยา ฯ ๓ ม. มาตุปฏฺฐาโก
อหุํ ฯ ยุ. มาตุปฏฺฐายโก อหุํ ฯ
๑ ม. มหนฺธการปิหิตา ฯ ๒ ยุ. ชินสาสนํ ฯ ๓ ม. ยุ. ปฏิกฺกนฺโต ฯ
๑ ม. หสขิฑฺฑสมงฺคีหํ ฯ ยุ. สหสฺสขิฑฺฑาสมงฺคีหํ ฯ ๒ ม. สตฺตเม วสฺเส ฯ
๓ ม. ยุ. ตโต ฯ ๔ ม. อหํ ฯ
เราเป็นคนบำรุงมารดาบิดา อยู่ในนครจันทวดีเวลานั้น เราเลี้ยงดูมารดาบิดาของเราผู้ตาบอด เรานั่งอยู่ในที่ลับ คิดอย่างนี้ในเวลานั้นว่า เราเลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ จึงไม่ได้บวช โลกทั้งหลายอันความมืดมนอนธการปิดแล้ว ย่อมถูกไฟ ๓ กองเผา เมื่อเราเกิดแล้วในภพเช่นนี้ ไม่มีใครจะเป็นผู้แนะนำ พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก บัดนี้ พระพุทธศาสนากำลังรุ่งเรือง สัตว์ผู้ใคร่บุญอาจรื้อถอนตนขึ้นได้ เราจะรับสรณะ ๓ แล้วจะรักษาให้บริบูรณ์ ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น เราจะพ้นทุคติได้เราได้เข้าไปหาท่านพระสมณะชื่อนิสภะ อัครสาวกของพระพุทธเจ้าแล้วรับสรณคมน์ ในครั้งนั้นเรามีอายุได้แสนปี ได้รักษาสรณคมน์ให้บริบูรณ์ตลอดเวลาเท่านั้น เมื่อกาลที่สุดล่วงไป
เราได้ระลึกถึงสรณคมน์ ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น เราได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ เมื่อเรายังอยู่ในเทวโลกประกอบแต่บุญกรรม เราอุบัติ ณ ประเทศใดๆ เราย่อมได้เหตุ ๘ประการ คือ ในประเทศนั้นๆ เราเป็นผู้อันเขาบูชาทุกทิศ ๑ เป็นผู้มีปัญญาคมกล้า ๑ เทวดาทั้งปวงย่อมประพฤติตามเรา ๑ เราย่อมได้โภคสมบัติไม่ขาดสาย ๑ เป็นผู้มีผิวพรรณดังทอง ๑ เป็นผู้มีปฏิภาณในที่ทั้งปวง ๑ เป็นผู้ไม่หวั่นไหวต่อมิตร ๑ ยศของเราสูงสุด ๑ เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๘๐ ครั้ง อันนางอัปสรแวดล้อมเสวยสุขอันเป็นทิพย์
เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เมื่อถึงภพที่สุด เราประกอบด้วยบุญกรรม เกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลมั่งคั่งที่สุดในนครสาวัตถีเวลาเย็น (วันหนึ่ง) เราต้องการจะเล่น แวดล้อมด้วยพวกเด็ก ออกจากนครแล้ว เข้าไปสู่สังฆาราม ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสมณะผู้พ้นวิเศษแล้ว ไม่มีอุปธิ ท่านแสดงธรรมแก่เรา และได้ให้สรณะแก่เรา เรานั้นฟังสรณะแล้ว ระลึกถึงสรณะของเราได้ นั่งอยู่บนอาสนะอันหนึ่งได้บรรลุอรหัต เราได้บรรลุอรหัตนับแต่เกิดได้เจ็ดปี พระพุทธเจ้ามีพระจักษุ ทรงรู้คุณของเราแล้ว ทรงประทานอุปสมบทในกัลปอันประมาณมิได้แต่กัลปนี้
เราได้ถึงสรณะ กรรมที่เราทำดีแล้วเพียงนั้น ได้ให้ผลแก่เรา ณ ที่นี้ สรณะเรารักษาดีแล้ว ความปรารถนาแห่งใจเรานั้นตั้งไว้ดีแล้ว เราได้เสวยยศทุกอย่างแล้ว ได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว ท่านเหล่าใดมีความต้องการฟัง ท่านเหล่านั้นจงฟังเรากล่าว เราจักบอกความแห่งบทที่เราเห็นเองแก่ท่านทั้งหลาย พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้ว ในโลกศาสนาของพระชินเจ้าเป็นไปอยู่
พระองค์ทรงตีกลองอมฤต อันเป็นเครื่องบรรเทาลูกศร คือความโศกได้ ท่านทั้งหลายพึงทำสักการะอันยิ่งในบุญเขตอันยอดเยี่ยม ตามกำลังของตน ท่านทั้งหลายจักพบนิพพานท่านทั้งหลายจงรับไตรสรณคมน์ จงรักษาศีล ๕ ยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าแล้ว จักทำที่สุดทุกข์ได้ ท่านทั้งหลายจงยกเราเป็นตัวอย่างรักษาศีลแล้ว แม้ทุกท่านก็จัก ได้บรรลุอรหัตโดยไม่นานเลยเราเป็นผู้มีวิชชา ๓ บรรลุอิทธิวิธี ฉลาดในเจโตปริยญาณ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าข้าพระองค์เป็นสาวกของพระองค์ ขอถวายบังคม จรณะของพระศาสดาในกัลปอันประมาณมิได้แต่กัลปนี้ เราได้นับถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลในการถึงสรณคมน์ คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระตีสรณาคมนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ตีณิสรณาคมนิยเถราปทาน.
เบญจสีลสมาทานนิยเถราปทานที่ ๔ (๒๔)
ว่าด้วยผลแห่งการรักษาเบญจศีล
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สุภูติวรรค เบญจสีลสมาทานนิยเถราปทาน (๒๔) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
นคเร จนฺทวติยา ภติโก ๓ อาสิหํ ตทา
ปรกมฺมายเน ยุตฺโต ปพฺพชฺชํ น ลภามหํ ฯ
มหนฺธการปิหิตา ติวิธคฺคีหิ ทยฺหเร
เกน นุ โข อุปาเยน วิสํยุตฺโต ภเว อหํ ฯ
เทยฺยธมฺโม จ เม นตฺถิ วราโก ภติโก อหํ
ยนฺนูนาหํ ปญฺจสีลํ รกฺเขยฺยํ ปริปูรยํ ฯ
อโนมทสฺสิสฺส มุนิโน นิสโภ นาม สาวโก
ตมหํ อุปสงฺกมฺม ปญฺจสิกฺขาปทคฺคหึ ฯ
วสฺสสตสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท
ตาวตา ปญฺจสีลานิ ปริปุณฺณานิ โคปยึ ฯ
มจฺจุกาเล จ สมฺปตฺเต เทวา อสฺสาสยนฺติ มํ
รโถ สหสฺสยุตฺโต เต มาริสายํ อุปฏฺฐิโต ฯ
วตฺตเต จริเม จิตฺเต มมํ สีลํ อนุสฺสรึ
เตน กมฺเมน สุกเตน ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ
ตึสกฺขตฺตุญฺจ เทวินฺโท เทวรชฺชมการยึ
ทิพฺพสุขํ อนุภวึ อจฺฉราหิ ปุรกฺขโต ฯ
ปญฺจสตฺตติกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ อโหสหํ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ
เทวโลกา จวิตฺวาน สุกฺกมูเลน โจทิโต
ปุเร เวสาลิยํ ชาโต มหาสาเล สุอทฺธเก ฯ
วสฺสูปนายิเก กาเล ทิปฺปนฺเต ชินสาสเน
มาตา จ เม ปิตา เจว ปญฺจสิกฺขาปทคฺคหุํ ฯ
สห สุตฺวานหํ สีลํ มม สีลํ อนุสฺสรึ
เอกาสเน นิสีทิตฺวา อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ
ชาติยา ปญฺจวสฺเสน อรหตฺตํ อปาปุณึ
อุปสมฺปาทยิ พุทฺโธ คุณมญฺญาย จกฺขุมา ฯ
ปริปุณฺณานิ โคเปตฺวา ปญฺจสิกฺขาปทานหํ
อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป วินิปาตํ น คจฺฉหํ ฯ
โสหํ ยสํ อนุภวึ เตสํ สีลาน วาหสา
กปฺปโกฏึ ปกิตฺเตนฺโต กิตฺตเย เอกเทสกํ ฯ
ปญฺจสีลานิ โคเปตฺวา ตโย เหตู ลภามหํ
ทีฆายุโก มหาโภโค ติกฺขปญฺโญ ภวามิหํ ฯ
ปกิตฺเตนฺเต ๑ จ สพฺเพสํ อธิมตฺตญฺจ โปริสํ
ภวาภเว สํสริตฺวา เอเต ฐาเน ลภามหํ ฯ
อปริเมยฺเยสุ สีเลสุ วตฺตนฺตา ชินสาวกา
ภเวสุ ยทิ รชฺเชยฺยุํ วิปาโก กีทิโส ภเว ฯ
สุจิณฺณํ เม ปญฺจสีลํ ภตเกน ตปสฺสินา ๒
เตน สีเลนหํ อชฺช โมจยึ ๓ สพฺพพนฺธนา ฯ
อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป ปญฺจสีลานิ โคปยึ
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ปญฺจสีลานิทํ ผลํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปญฺจสีลสมาทานิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
ปญฺจสีลสมาทานิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. สมฺมาธมฺมํ ภาเวตฺวา ฯ ๒ ม. สรโณ วนฺทติ สตฺถุโน ฯ ยุ. สรเณ ... ฯ
๓ ม. ยุ. ภตโก อาสหํ ตทา ฯ
๑ ม. สงฺกิตฺเตนฺโต ฯ ยุ. ปกิตฺเตนฺโต ฯ ๒ ยุ. วิปสฺสินา ฯ ๓ ยุ. โปฐยึ ฯ
เวลานั้น เราเป็นคนทำการรับจ้างอยู่ในนครจันทวดี เรามัวประกอบในการนำมาซึ่งการงานของผู้อื่น จึงไม่ได้บวช โลกทั้งหลายถูกความมืดใหญ่หลวงปิดบังแล้ว ย่อมถูกไฟ ๓ กองเผา เราควรจะประกอบด้วยอุบายอะไรหนอ ไทยธรรมของเราไม่มี และเราเป็นคนยากไร้ทำการรับจ้างอยู่ ผิฉะนั้น เราพึงรักษาเบญจศีลให้บริบูรณ์เถิด เราจึงเข้าไปหาพระภิกษุชื่อนิสภะ ผู้เป็นสาวกของพระมุนีพระนามว่าอโนมทัสสี แล้วได้รับสิกขาบท ๕ เวลานั้นเรามีอายุแสนปี เรารักษาเบญจศีลให้บริบูรณ์ตลอดเวลาเท่านั้น เมื่อเวลาใกล้ตายมาถึงเข้า ทวยเทพย่อมยังเราให้ชื่นชม(เชื้อเชิญเรา) ว่า ท่านผู้นิรทุกข์ รถอันเทียมด้วยม้าพันหนึ่งนี้ปรากฏแล้วเพื่อท่าน เมื่อจิตดวงหลังเป็นไป เราได้ระลึกถึงศีลของเรา ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น
เราได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ ได้เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐ ครั้ง แวดล้อมด้วยนางอัปสรทั้งหลาย เสวยสุขอันเป็นทิพย์อยู่ และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ เราอันกุศลมูลตักเตือนแล้วเคลื่อนจากเทวโลก มาเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลอันมั่งคั่งในนครไพสาลี เมื่อศาสนาของพระชินเจ้ายังรุ่งเรืองอยู่ มารดาและบิดาของเราได้รับสิกขาบท ๕ ในเวลาใกล้พรรษา เราฟังศีลอยู่พร้อมกับมารดาและบิดาจึงระลึกถึงศีลของเราได้ เรานั่งอยู่บนอาสนะอันเดียว ได้บรรลุอรหัตแล้วเราได้บรรลุอรหัตนับแต่เกิดได้ ๕ ปี
พระพุทธเจ้าผู้มีจักษุทรงทราบคุณของเราแล้ว ได้ประทานอุปสมบทให้เรา เรารักษาสิกขาบท ๕ ให้บริบูรณ์แล้ว ไม่ได้ไปสู่วินิบาตเลย ตลอดกัลปหาประมาณมิได้แต่กัลปนี้ เรานั้นได้เสวยยศเพราะกำลังแห่งศีลเหล่านั้น เมื่อจะประกาศผลของศีลที่เราได้เสวยแล้ว โดยจะนำมาประกาศตลอดโกฏิกัลป ก็พึงประกาศได้เพียงเอกเทศเรารักษาเบญจศีลแล้ว ย่อมได้เหตุ ๓ ประการ คือ เราเป็นผู้มีอายุยืนนาน ๑ มีโภคสมบัติมาก ๑ มีปัญญาคมกล้า ๑ เมื่อเราประกาศผลของศีลทั้งปวงกะหมู่มนุษย์อันมีประมาณยิ่ง เราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ย่อมได้ฐานะเหล่านี้ พระสาวกของพระชินเจ้าทั้งหลาย ประพฤติอยู่ในศีลหาประมาณมิได้ ถ้าจะพึงยินดีอยู่ในภพ จะพึงมีผลเช่นไร เบญจศีลอันเราผู้เป็นคนรับจ้าง มีความเพียรประพฤติดีแล้ว เราพ้นจากเครื่องผูกทั้งปวงได้ในวันนี้ ด้วยศีลนั้น ในกัลปอันประมาณมิได้ แต่กัลปนี้ เรารักษาเบญจศีลแล้ว ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง (การรักษา) เบญจศีล คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และแม้อภิญญา ๖ เราพึงทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระเบญจศีลสมาทานิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ เบญจสีลสมาทานิยเถราปทาน.
ปญฺจมํ อนฺนสํสาวกตฺเถราปทานํ (๒๕)
อันนสังสาวกเถราปทานที่ ๕ (๒๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายภิกษา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สุภูติวรรค อันนสังสาวกเถราปทาน (๒๕) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
สุวณฺณวณฺณํ สมฺพุทฺธํ คจฺฉนฺตํ อนฺตราปเณ
กญฺจนคฺฆิยสงฺกาสํ ทฺวตฺตึสวรลกฺขณํ ฯ
สิทฺธตฺถํ โลกปชฺโชตํ อปฺปเมยฺยํ อโนปมํ
อลตฺถํ ปรมํ ปีตึ ทิสฺวา ทนฺตํ ชุตินฺธรํ ฯ
สมฺพุทฺธํ อภินาเมตฺวา โภชยินฺตํ มหามุนึ
มุนิ การุณิโก โลเก ๑ อนุโมทิ มมํ ตทา ฯ
ตสฺมึ มหาการุณิเก ปรมสฺสาสการเก
พุทฺเธ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา กปฺปํ สคฺคมฺหิ โมทหํ ฯ
จตุนวุเต อิโต กปฺเป ยํ ทานมททึ ตทา
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ภิกฺขทานสฺสิทํ ผลํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อนฺนสํสาวโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
อนฺนสํสาวกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ยุ. มุนิ การุณิโก นาโถ อนุโมทิ จ มํ ตทา ฯ
เราได้ปีติอย่างยิ่ง เพราะได้เห็นสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณดังทองคำพระนามว่าสิทธัตถะ เสด็จดำเนินอยู่ในระหว่างตลาด เช่นกับเสาค่ายทองมีพระลักษณะประเสริฐ ๓๒ ประการ ดังดวงประทีปส่องโลกให้โชติช่วงหาประมาณมิได้ ไม่มีใครเปรียบ ฝึกพระองค์แล้ว ทรงความรุ่งเรืองเราถวายอภิวาทสัมพุทธเจ้าแล้ว นิมนต์พระองค์ผู้มหามุนีให้เสวย พระมุนีผู้ประกอบด้วยกรุณาในโลก ทรงอนุโมทนาแก่เราในกาลนั้น เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ผู้ทรงพระมหากรุณาพระองค์นั้น ทรงทำความชื่นชมอย่างยิ่งแล้ว บันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัลปหนึ่ง ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ถวายทานใดในเวลานั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลยนี้เป็นผลแห่งการถวายภิกษา คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระอันนสังสาวกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ อันนสังสาวกเถราปทาน.
ฉฏฺฐํ ธูปทายกตฺเถราปทานํ (๒๖)
ธูปทายกเถราปทานที่ ๖ (๒๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายธูป
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สุภูติวรรค ธูปทายกเถราปทาน (๒๖) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
สิทฺธตฺถสฺส ภควโต โลกเชฏฺฐสฺส ตาทิโน
กุฏิธูปํ มยา ทินฺนํ วิปฺปสนฺเนน เจตสา ฯ
ยํ ยํ โยนูปปชฺชามิ เทวตฺตํ อถ มานุสํ
สพฺเพสํปิ ปิโย โหมิ ธูปทานสฺสิทํ ผลํ ฯ
จตุนวุเต อิโต กปฺเป ยํ ธูปมททึ ตทา
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ธูปทานสฺสิทํ ผลํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ธูปทายโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
ธูปทายกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
เรามีจิตเลื่อมใส ได้ถวายธูปไว้ในพระคันธกุฎีของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะ เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ เราย่อมเป็นที่รักของชนแม้ทั้งหมด นี้เป็นผลแห่งการถวายธูป ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ถวายธูปใดในเวลานั้น ด้วยผลแห่งการถวายธูปนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลยนี้เป็นผลแห่งการถวายธูป คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระธูปทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ธูปทายกเถราปทาน
สตฺตมํ ปุฬินปูชกตฺเถราปทานํ (๒๗)
ปุฬินปูชกเถราปทานที่ ๗ (๒๗)
ว่าด้วยผลแห่งการเกลี่ยทราย
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สุภูติวรรค ปุฬินปูชกเถราปทาน (๒๗) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
วิปสฺสิสฺส ภควโต โพธิยา ปาทมุตฺตเม
ปุราณํ ปุฬินํ ฉฑฺเฑตฺวา ๑ สุทฺธํ ปุฬินมากิรึ ฯ
เอกนวุเต อิโต กปฺเป ยํ ปุฬินมทาสหํ
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ปุฬินทานสฺสิทํ ผลํ ฯ
ติปญฺญาเส ๑ อิโต กปฺเป ราชา อาสึ ชนาภิภู ๒
มหาปุฬิโน นาเมน จกฺกวตฺติ มหพฺพโล ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปุฬินปูชโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
ปุฬินปูชกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. ปุราณปุฬินํ หิตฺวา ฯ
เราขนเอาทรายเก่าที่โพธิมณฑลอันอุดม แห่งพระผู้มีพระภาคพระนามว่าว่าวิปัสสีออกทิ้ง แล้วเกลี่ยทรายอันสะอาดไว้ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้เราได้ถวายทรายใด ด้วยผลการถวายทรายนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายทราย ในกัลปที่ ๕๓ แต่กัลปนี้ เราได้เป็นพระราชาครอบครองคน ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีกำลังมาก มีพระนามว่ามหาปุฬินะคุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระปุฬินปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ปุฬินปูชกเถราปทาน.
อฏฺฐมํ อุตฺติยตฺเถราปทานํ (๒๘)
อุตติยเถราปทานที่ ๘ (๒๘)
ว่าด้วยผลแห่งการส่งข้ามฟาก
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สุภูติวรรค อุตติยเถราปทาน (๒๘) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
จนฺทภาคานทีตีเร สสสุมาโร อหํ ตทา
สโภชนปสุตาหํ ๓ นทีติตฺถํ อคญฺฉหํ ฯ
สิทฺธตฺโถ ตมฺหิ สมเย สยมฺภู อคฺคปุคฺคโล
นทึ ตริตุกาโม โส นทีติตฺถํ อุปาคมิ ฯ
โอปาคเต จ สมฺพุทฺเธ อหํปิ ตตฺถุปาคมึ
อุปคนฺตฺวาน สมฺพุทฺธํ อิมํ วาจํ อุทีรยึ ฯ
อภิรุยฺห มหาวีร ตาริสฺสามิ อหํ ตุวํ
เปตฺติกํ วิสยํ มยฺหํ อนุกมฺป มหามุนิ ฯ
มม อุคฺคชฺชนํ สุตฺวา อภิรูหิ มหามุนิ
หฏฺโฐ หฏฺเฐน จิตฺเตน ตาเรสึ โลกนายกํ ฯ
นทิยา ปาริเม ตีเร สิทฺธตฺโถ โลกนายโก
อสฺสาเสสิ มมํ ตตฺถ อมตํ ปาปุณิสฺสสิ ฯ
ตมฺหา กายา จวิตฺวาน เทวโลกํ อคญฺฉหํ
ทิพฺพํ สุขํ อนุภวึ อจฺฉราหิ ปุรกฺขโต ฯ
สตฺตกฺขตฺตุญฺจ เทวินฺโท เทวรชฺชํ อกาสหํ
ตีณิขตฺตุํ จกฺกวตฺติ มหิยา อิสฺสโร อหํ ฯ
วิเวกมนุยุตฺโตหํ นิปโก จ สุสํวุโต
ธาเรมิ อนฺติมํ เทหํ สมฺมา สมฺพุทฺธสาสเน ฯ
จตุนวุเต อิโต กปฺเป ตาเรสึ ยํ นราสภํ
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ตรณาย อิทํ ผลํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุตฺติโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
อุตฺติยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ยุ. ตึสติเม ฯ ๒ ม. ยุ. ชนาธิภู ฯ ๓ ม. สโคจรมฺปสุโตหํ ฯ
เวลานั้น เราเป็นจระเข้อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา เราขวนขวายหาเหยื่อของตน ได้ไปยังท่าน้ำ สมัยนั้น พระสยัมภูผู้อัครบุคคลพระนามว่าสิทธัตถะพระองค์ประสงค์จะเสด็จข้ามแม่น้ำ จึงเสด็จเข้ามาสู่ท่าน้ำ ก็เมื่อพระสัมพุทธเจ้าเสด็จมาถึง แม้เราก็มาถึงที่ท่าน้ำนั้น เราได้เข้าไปใกล้พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า เชิญเสด็จขึ้น (หลังข้าพระองค์)เถิดพระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์จักข้ามส่งพระองค์ ขอพระองค์ทรงอนุเคราะห์วิสัยของบิดาข้าพระองค์เถิด พระมหามุนี พระมหามุนีทรงสดับคำทูลเชิญของเราแล้วเสด็จขึ้น (หลัง) เราร่าเริง มีจิตยินดี ได้ข้ามส่งพระผู้มีพระภาค ผู้นายกของโลก ที่ฝั่งแม่น้ำโน้น
พระผู้มีพระภาคสิทธัตถะนายกของโลก ทรงยังเราให้พอใจ ณ ที่นั้นว่า ท่านจักได้บรรลุอมตธรรม เราเคลื่อนจากกายนั้นแล้ว ได้ไปสู่เทวโลก แวดล้อมด้วยนางอัปสร เสวยสุขอันเป็นทิพย์อยู่ เราได้เป็นจอมเทวดา เสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๗ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ๓ ครั้งเราขวนขวายในวิเวก มีปัญญาและสำรวมแล้วด้วยดี ทรงกายอันเป็นที่สุดอยู่ในศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ข้ามส่งพระนราสภ ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการข้ามส่งพระนราสภ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระอุตติยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ อุตติยเถราปทาน.
นวมํ เอกญฺชลิกตฺเถราปทานํ (๒๙)
เอกัญชลิกเถราปทานที่ ๙ (๒๙)
ว่าด้วยผลแห่งการประนมอัญชลี
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สุภูติวรรค เอกัญชลิกเถราปทาน (๒๙) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
สุวณฺณวณฺณํ สมฺพุทฺธํ คจฺฉนฺตํ อนฺตราปเณ
วิปสฺสึ สตฺถวาหคฺคํ นรวีรํ วินายกํ ฯ
อทนฺตทมนํ ตาทึ มหาวาทึ มหามตึ
ทิสฺวา ปสนฺโน สุมโน เอกญฺชลึ อกาสหํ ฯ
เอกนวุเต อิโต กปฺเป ยํ อญฺชลิมกรึ ตทา
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ อญฺชลิสฺส อิทํ ผลํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา เอกญฺชลิโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
เอกญฺชลิกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณเปล่งปลั่งดังทองพระนามว่าวิปัสสี เลิศกว่าผู้นำหมู่ เป็นนระผู้แกล้วกล้า ทรงแนะนำดี ทรงทรมานผู้ที่ยังมิได้ทรมาน ผู้คงที่ ทรงมีวาทะมาก มีมติมาก เสด็จดำเนินไประหว่างตลาด จึงมีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ประนมอัญชลีไหว้ ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ประนมอัญชลีไหว้อันใด ในเวลานั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการประนมอัญชลีไหว้ คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกัญชลิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ เอกัญชลิกเถราปทาน.
ทสมํ โขมทายกตฺเถราปทานํ (๓๐)
โขมทายกเถราปทานที่ ๑๐ (๓๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าโขมะ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สุภูติวรรค โขมทายกเถราปทาน (๓๐) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
นคเร พนฺธุมติยา อโหสึ วาณิโช ตทา
เตเนว ทารํ โปเสมิ โรเปมิ พีชสมฺปทํ ฯ
วีถิยํ ๑ ปฏิปนฺนสฺส วิปสฺสิสฺส มเหสิโน
เอกํ โขมํ มยา ทินฺนํ กุสลตฺถาย สตฺถุโน ฯ
เอกนวุเต อิโต กปฺเป ยํ โขมํ อททึ ตทา
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ โขมทานสฺสิทํ ผลํ ฯ
สตฺตวีเส ๒ อิโต กปฺเป เอโก สินฺธวสนฺทโน
สตฺตรตนสมฺปนฺโน จาตุทฺทีปมฺหิ อิสฺสโร ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา โขมทายโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
โขมทายกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
อุทฺทานํ
สุภูติ อุปวาโณ จ สรโณ สีลคาหโก
อนฺนสํสาวโก ธูโป ปุฬิโน อุตฺติเยน จ ฯ
อญฺชลี โขมทายี จ ทเสว ตติเย คเณ
ปญฺจาสีติสตํ วุตฺตา คาถาโย สพฺพปิณฺฑิตา ฯ
สุภูติวคฺโค ตติโย ฯ
จตุตฺถํ ภาณวารํ ฯ
๑ ม. ยุ. รถิยํ ฯ ๒ ม. สตฺตรเส ฯ
เวลานั้น เราเป็นพ่อค้าอยู่ในนครพันธุมดี ด้วยการค้าขายนั้น เราได้เลี้ยงดูภริยา และก่อสร้างกุศลสมบัติ เราต้องการกุศล ได้ถวายผ้าโขมะผืนหนึ่งแด่พระศาสดาพระนามว่าวิปัสสี ผู้ทรงแสวงหาคุณใหญ่หลวง เสด็จดำเนินอยู่ในถนน ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เวลานั้น เราได้ถวายผ้าโขมะใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลการถวายผ้าโขมะในกัลปที่ ๒๗ แต่กัลปนี้ เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า สินธวสันทนะสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้วพระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโขมทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ โขมทายกเถราปทาน.
----------
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สุภูติเถราปทาน ๒. อุปวาณเถราปทาน
๓. ตีณิสรณาคมนิยเถราปทาน ๔. เบญจสีลสมาทานนิยเถราปทาน
๕. อันนสังสาวกเถราปทาน ๖. ธูปทายกเถราปทาน
๗. ปุฬินปูชกเถราปทาน ๘. อุตติยเถราปทาน
๙. เอกัญชลิกเถราปทาน ๑๐. โขมทายกเถราปทาน
คาถารวมทั้งหมดที่ท่านกล่าวไว้มี ๑๘๕ คาถา.
จบ สุภูติวรรคที่ ๓.
จบ ภาณวารที่ ๔.
End of สุภูติวรรค