arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · เอกุโปสถวรรค

๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๖๐ (Royal Thai)10/10 in เอกุโปสถวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระปฏาจาราเถรี

(พระปฏาจาราเถรี เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เอกุโปสถวรรค ปฏาจาราเถริยาปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒), vol. 33, pp. 450–455

The Mahachula Pali of this passage is not in the e-tipitaka data.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้ถึงความสำเร็จแห่งธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ

เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น หม่อมฉันเกิดในตระกูลเศรษฐี

มีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่าง ๆ ในกรุงหงสวดี

เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความสุขมาก

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

หม่อมฉันได้เข้าเฝ้าพระมหาวีระพระองค์นั้นแล้ว

ได้ฟังพระธรรมเทศนา แต่นั้นหม่อมฉันเกิดความเลื่อมใส

ได้ถึงพระชินเจ้าเป็นสรณะ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น พระชินเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำ

ทรงสรรเสริญภิกษุณีรูปหนึ่งผู้มีหิริ ผู้คงที่

คล่องแคล่วในกิจที่ควรและไม่ควรว่า

เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้ทรงวินัย

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น หม่อมฉันมีจิตเบิกบาน หวังตำแหน่งนั้น

จึงทูลนิมนต์พระทศพลผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

พร้อมทั้งพระสงฆ์

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ให้เสวยและฉันตลอด ๗ วัน ถวายบาตรและจีวรแล้ว

ซบศีรษะลงแทบพระยุคลบาท แล้วได้กราบทูลคำนี้ว่า

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

‘ข้าแต่พระธีรมุนี ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ภิกษุณีรูปใด ที่พระองค์ทรงสรรเสริญในตำแหน่งที่เลิศ

ในวันที่ ๘ แต่นี้ ถ้าตำแหน่งนั้นจะสำเร็จแก่หม่อมฉัน

หม่อมฉันจักเป็นเช่นนั้น’

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัสกับหม่อมฉันว่า

‘นางผู้เจริญ อย่ากลัวเลย จงเบาใจเถิด

เธอจักได้ตำแหน่งนั้นสมความปรารถนาในอนาคตกาล

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สตรีผู้นี้จักมีนามว่าปฏาจารา

เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต

จักเป็นสาวิกาของพระศาสดาพระองคนั้น’

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น หม่อมฉันเป็นผู้เบิกบาน มีจิตประกอบด้วยเมตตา

ปรนนิบัติพระชินเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

พร้อมทั้งพระสงฆ์จนตลอดชีวิต

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ด้วยกรรมที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์

มีพระยศยิ่งใหญ่พระนามว่ากัสสปะ ตามพระโคตร

ประเสริฐกว่าเจ้าลัทธิทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี

เป็นใหญ่กว่านรชนในกรุงพาราณสีที่ประเสริฐสุด

ทรงเป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

หม่อมฉันเป็นธิดาคนที่ ๓ ของพระองค์

มีนามปรากฏว่าภิกษุณี

ได้ฟังธรรมของพระชินเจ้าผู้เลิศแล้วพอใจการบรรพชา

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้หม่อมฉันทั้งหลายบวช

ครั้งนั้น หม่อมฉันทั้งหลายไม่เกียจคร้านครองเรือนอยู่ ๒๐,๐๐๐ ปี

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระราชกัญญาทั้ง ๗ พระองค์

มีความสุข ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่ยังเป็นกุมารี

เพลิดเพลินยินดีอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

คือ (๑) พระนางสมณี (๒) พระนางสมณคุตตา

(๓) พระนางภิกษุณี (๔) พระนางภิกขุทาสิกา

(๕) พระนางธรรมา (๖) พระนางสุธรรมา

(๗) พระนางสังฆทาสิกา

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

(พระราชธิดาทั้ง ๗ นั้นได้กลับชาติมาเกิด)

คือ หม่อมฉัน ๑ พระอุบลวรรณาเถรี ๑

พระเขมาเถรี ๑ พระภัทราภิกษุณีเถรี ๑

พระกีสาโคตมีเถรี ๑ พระธรรมทินนาเถรี ๑

และคนที่ ๗ เป็นวิสาขามหาอุบาสิกา

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ด้วยกรรมทั้งหลายที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

บัดนี้ เป็นภพสุดท้าย หม่อมฉันเกิดในตระกูลเศรษฐี

ในกรุงสาวัตถีที่เจริญมั่งคั่ง กว้างขวาง มีทรัพย์มาก

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เมื่อหม่อมฉันเจริญวัยเป็นสาว

ได้ตกอยู่ในอำนาจของวิตก

พบบุรุษชาวชนบทผู้หนึ่งแล้วได้ตามไปอยู่กับเขา

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

หม่อมฉันคลอดบุตรคนที่หนึ่ง ตั้งครรภ์บุตรคนที่ ๒

เมื่อนั้น หม่อมฉันปรารถนาว่าจะไปเยี่ยมมารดาบิดา

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น หม่อมฉันมิได้บอกสามี เมื่อสามีของหม่อมฉันไม่อยู่

หม่อมฉันคนเดียวออกจากเรือน

จะเดินทางไปยังกรุงสาวัตถีที่ประเสริฐสุด

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภายหลังสามีของหม่อมฉันตามมาทันที่หนทาง

ขณะนั้น ลมกรรมชวาต แสนจะทารุณเกิดขึ้นแก่หม่อมฉัน

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ลมกรรมชวาต หมายถึงลมเกิดแต่กรรมคือลมเกิดในครรภ์เวลาคลอดบุตร ได้แก่ ลมเบ่ง
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น มหาเมฆก็เกิดขึ้นในเวลาที่หม่อมฉันจะคลอด

สามีไปหาเครื่องกำบังแต่ถูกงูกัดตาย

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น หม่อมฉันมีทุกข์เพราะการคลอด หมดที่พึ่ง

เป็นคนกำพร้า เดินไปเห็นแม่น้ำน้อยแห่งหนึ่ง

ซึ่งมีน้ำเต็มเปี่ยม เป็นที่อยู่อาศัยของนกเหยี่ยว

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

หม่อมฉันอุ้มลูกคนเล็ก ข้ามไปที่ฝั่งโน้นคนเดียว

ให้ลูกคนเล็กดื่มนมจนอิ่มแล้ว

ประสงค์ที่จะนำบุตรอีกคนหนึ่ง (คนโต) ให้ข้ามมา

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

จึงย้อนกลับมา เหยี่ยวตัวหนึ่งโฉบลูกคนเล็กที่ร้องไห้จ้าไป

บุตรคนโตกระแสน้ำก็พัดไป

หม่อมฉันนั้นเปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศกเหลือประมาณ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

จึงเดินทางต่อไปยังกรุงสาวัตถี ได้ฟังข่าวว่า

ญาติของตน (มารดา บิดาและพี่ชาย) ตายแล้ว

เวลานั้น หม่อมฉันอัดอั้นตันใจด้วยความเศร้าโศก

เปี่ยมด้วยความโสกาดูรอย่างใหญ่หลวง ได้กล่าวว่า

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

‘ลูก ๒ คนก็ตายเสียแล้ว สามีของเราก็ตายในป่า

มารดาบิดาและพี่ชายของเรา

ก็ถูกเผาอยู่ที่เชิงตะกอนเดียวกัน’

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น หม่อมฉันทั้งซูบผอม ทั้งเหลืองซีด

ไม่มีที่พึ่ง ตรอมใจอยู่ทุกวัน เมื่อหม่อมฉันกระเซอะกระเซิงไป

ได้พบพระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นสารถีฝึกนรชน

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ลำดับนั้น พระศาสดาได้ตรัสกับหม่อมฉันว่า

‘เธออย่าเศร้าโศกถึงบุตรเลย

จงผ่อนคลายบ้างเถิด จงแสวงหาตนเองเถิด

จะเดือดร้อนอย่างไร้ประโยชน์ไปทำไม

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

บุตร ธิดา ญาติและพวกพ้อง

มีไว้เพื่อต้านทานคนผู้ถึงที่ตายไม่ได้เลย

บรรดาหมู่ญาติ ผู้ที่จะต้านทานได้ก็ไม่มี’

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

หม่อมฉันได้ฟังพระดำรัสของพระมุนีนั้นแล้ว

ได้บรรลุโสดาปัตติผล

บวชแล้วไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตตผล

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์

ในทิพพโสตธาตุและเจโตปริยญาณ

เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระศาสดา

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ทิพยจักษุหม่อมฉันก็ชำระให้หมดจดแล้ว

หม่อมฉันทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว

เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากมลทิน

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น หม่อมฉันเรียนวินัยทั้งปวง

ในสำนักของพระผู้ทรงรู้เห็นธรรมทั้งปวง

และกล่าวอธิบายพระวินัยทั้งปวงได้อย่างพิสดารตามเป็นจริง

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระชินเจ้าทรงพอพระทัยในคุณสมบัตินั้น

จึงทรงตั้งหม่อมฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า

‘ปฏาจาราภิกษุณีเพียงผู้เดียวเลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้ทรงวินัย’

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระศาสดาหม่อมฉันก็ปรนนิบัติแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ทำสำเร็จแล้ว

ภาระอันหนักหม่อมฉันก็ปลงลงได้แล้ว

ตัณหาที่นำไปสู่ภพหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

กุลบุตรกุลธิดาออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเพื่อประโยชน์ใด

ประโยชน์นั้นคือความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง

หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว

หม่อมฉันตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

การที่หม่อมฉันมาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ หม่อมฉันก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ปฏาจาราภิกษุณีได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

ปฏาจาราเถริยาปทานที่ ๑๐ จบ

เอกูโปสถิกวรรคที่ ๒ จบบริบูรณ์

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. เอกูโปสถิกาเถริยาปทาน ๒. สลฬปุปผิกาเถริยาปทาน

๓. โมทกทายิกาเถริยาปทาน ๔. เอกาสนทายิกาเถริยาปทาน

๕. ปัญจทีปทายิกาเถริยาปทาน ๖. นฬมาลิกาเถริยาปทาน

๗. มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทาน ๘. เขมาเถริยาปทาน

๙. อุปปลวัณณาเถริยาปทาน ๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน

End of ๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน