สกิงสัมมัชชกวรรค
Text layerBuddha’s wordsItems 11–20 (Royal Thai)43/59 in อปทาน4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
เตจตฺตาฬีโส สกึสมฺมชฺชกวคฺโค
ปฐมํ สกึสมฺมชฺชกตฺเถราปทานํ (๔๒๑)
สกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓
สกิงสัมมัชชกเถราปทานที่ ๑
ว่าด้วยผลแห่งการกวาดลานพระศรีมหาโพธิ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สกิงสัมมัชชกวรรค สกิงสัมมัชชกเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
วิปสฺสิโน ภควโต ปาฏลึ โพธิมุตฺตมํ
ทิสฺวาว ตํ ปาทปคฺคํ ตตฺถ จิตฺตํ ปสาทยึ ฯ
สมฺมชฺชนึ คเหตฺวาน โพธึ สมฺมชฺชิ ตาวเท
สมฺมชฺชิตฺวาน ตํ โพธึ อวนฺทึ ปาฏลึ อหํ ฯ
ตตฺถ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา สิเร กตฺวาน อญฺชลึ
นมสฺสมาโน ตํ โพธึ คญฺฉึ ปฏิกุฏึ อหํ ฯ
จาริมคฺเคน ๑ คจฺฉามิ สรนฺโต โพธิมุตฺตมํ
อชคโร มํ ปีเฬติ โฆรรูโป มหพฺพโล ฯ
อาสนฺเน เม กตํ กมฺมํ ผเลน โตสยี มมํ
กเลวรํ เม คิลติ เทวโลเก รมามหํ ฯ
อนาวิลํ มม จิตฺตํ วิสุทฺธํ ปณฺฑรํ สทา
โสกสลฺลํ น ชานามิ จิตฺตสนฺตาปนํ มม ฯ
กุฏฺฐํ คณฺโฑ กิลาโส จ อปมาโร วิตจฺฉิกา
ททฺทุ กณฺฑุ จ เม นตฺถิ ผลํ สมฺมชฺชนายิทํ ฯ
โสโก จ ปริฬาโห จ หทเย เม น วิชฺชติ
อภนฺตํ ๒ อุชุกํ จิตฺตํ ผลํ สมฺมชฺชนายิทํ ฯ
สมาธึ ๑ ปุน ปชฺชามิ วิสุทฺธํ ๒ โหติ มานสํ
ยํ ยํ สมาธึ อิจฺฉามิ โส โส สมฺปชฺชเต มม ฯ
รชนีเย น รชฺชามิ อโถ โทสนิเยสุ จ
โมหนีเย น มุยฺหามิ ผลํ สมฺมชฺชนายิทํ ฯ
เอกนวุเต อิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ผลํ สมฺมชฺชนายิทํ ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สกึสมฺมชฺชโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
สกึสมฺมชฺชกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. ตาทิมคฺเคน ฯ ยุ. จาริมมคฺเคน ฯ ๒ ยุ. อสตฺตํ ฯ
เราได้เห็นไม้แคฝอย ซึ่งเป็นไม้โพธิอันอุดมของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าวิปัสสี แล้วยังใจให้เลื่อมใสในไม้โพธินั้น เราหยิบเอาไม้กวาดมากวาด (ลานโพธิพฤกษ์) อันเป็นที่ตั้งแห่งไม้โพธิในกาลนั้น ครั้นแล้วได้ไหว้ไม้แคฝอยซึ่งเป็นไม้โพธินั้น เรายังจิตให้เลื่อมใสในไม้โพธินั้น ประนมกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้า นมัสการไม้โพธินั้นแล้ว กลับไปยังกระท่อม เราเดินนึกถึงไม้โพธิอันอุดมไปตามหนทางสัญจร งูเหลือมซึ่งมีรูปร่างน่ากลัว มีกำลังมาก รัดเรากรรมที่เราทำในเวลาใกล้จะตาย ได้ทำให้เรายินดีด้วยผล งูเหลือมกลืนกินร่างของเรา เรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก จิตของเราไม่ขุ่นมัวบริสุทธิ์ขาวสะอาดในกาลทุกเมื่อ
ลูกศรคือความโศก ที่เป็นเหตุทำจิตของเราให้เร่าร้อน เราไม่รู้จักมันเลย เราไม่มีโรคเรื้อน ฝีโรคกลาก ลมบ้าหมู คุดทะราด หิดเปื่อย และหิดด้าน นี้ก็เป็นผลแห่งการกวาด ความโศก ความเร่าร้อน ไม่มีในหทัยของเราจิตของเราตรง ไม่วอกแวก นี้เป็นผลแห่งการกวาด เราถึงสมาธิอีกใจของเราเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ สมาธิที่เราปรารถนาย่อมสำเร็จแก่เราเราไม่กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ไม่ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง และไม่หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง นี้ก็เป็นผลแห่งการกวาด ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการกวาด เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสกิงสัมมัชชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สกิงสัมมัชชกเถราปทาน.
ทุติยํ เอกทุสฺสทายกตฺเถราปทานํ (๔๒๒)
เอกทุสสทายกเถราปทานที่ ๒
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าเป็นพุทธบูชา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สกิงสัมมัชชกวรรค เอกทุสสทายกเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
นคเร หํสวติยา อโหสึ ติณหารโก
ติณหาเรน ชีวามิ เตน โปเสมิ ทารเก ฯ
ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู
ตมนฺธการํ นาเสตฺวา อุปฺปชฺชิ โลกนายโก ฯ
สเก ฆเร นิสีทิตฺวา เอวํ จินฺเตสิ ตาวเท
พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน เทยฺยธมฺโม น วิชฺชติ ฯ
อิทํ เม สาฏกํ เอกํ นตฺถิ เม โกจิ ทายโก
ทุกฺโข นิรยสมฺผสฺโส โรปยิสฺสามิ ทกฺขิณํ ฯ
เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน สกํ จิตฺตํ ปสาทยึ
เอกํ ทุสฺสํ คเหตฺวาน พุทฺธเสฏฺฐสฺสทาสหํ ฯ
เอกํ ทุสฺสํ ททิตฺวาน อุกฺกุฏฺฐึ สมฺปวตฺตยึ
ยทิ พุทฺโธ ตุวํ วีร ตาเรหิ มํ มหามุนิ ฯ
ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห
มมํ ทานํ ปกิตฺเตนฺโต อกา เม อนุโมทนํ ฯ
อิมินา เอกทุสฺเสน เจตนาปณิธีหิ จ
กปฺปสตสหสฺสานิ วินิปาตํ น คจฺฉติ ฯ
ฉตฺตึสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ
เตตฺตึสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ
เทวโลเก มนุสเส วา สํสรนฺโต ตุวํ ภเว ฯ
รูปวา คุณสมฺปนฺโน อนุวตฺตนฺตเทหวา
อกฺโขภํ อมิตํ ทุสฺสํ ลภิสฺสติ ยถิจฺฉกํ ฯ
อิทํ วตฺวาน สมฺพุทฺโธ ชลชุตฺตมนามโก ๑
นภํ อพฺภุคฺคมิ ธีโร หํสราชาว อมฺพเร ฯ
ยํ ยํ โยนูปปชฺชามิ เทวตฺตํ อถ มานุสํ
โภเค เม อูนตา นตฺถิ เอกทุสฺสสฺสิทํ ผลํ ฯ
ปทุทฺธาเร ปทุทฺธาเร ทุสฺสํ นิพฺพตฺตเต มม
เหฏฺฐา ทุสฺสมฺหิ ติฏฺฐาหิ อุปริจฺฉทนํ มม ฯ
จกฺกวาฬํ อุปาทาย สกานนํ สปพฺพตํ
อิจฺฉมาโน อหํ อชฺช ทุสฺเสนจฺฉาทเยยฺย ตํ ฯ
เตเนว เอกทุสฺเสน สํสรนฺโต ภวาภเว
สุวณฺณวณฺโณ หุตฺวาน สํสรามิ ภวาภเว ฯ
วิปากํ เอกทุสฺสสฺส อชฺฌคํ ๑ ตตฺถ ภิกฺขุตํ
อยํปิ ๒ ปจฺฉิมา ชาติ วิปจฺจติ อิธาปิ เม ฯ
สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ ทุสฺสมททึ ตทา
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ เอกทุสฺสสฺสิทํ ผลํ ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา เอกทุสฺสทายโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
เอกทุสฺสทายกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. สมาธีสุ น มชฺชามิ ฯ ยุ. น สชฺชามิ ฯ ๒ ม. วิสทํ ฯ
๑ ยุ. ชลชุตฺตมนายโก ฯ
๑ ม. ยุ. นาชฺฌคํ กตฺถ จิกฺขยํ ฯ ๒ ม. อยํ เม อนฺติมา ชาติ ฯ
เราเป็นคนเกี่ยวหญ้าขายอยู่ในพระนครหงสวดี เลี้ยงชีพด้วยการเกี่ยวหญ้า เลี้ยงดูเด็กๆ ก็ด้วยการเกี่ยวหญ้านั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระผู้รู้จบธรรมทั้งปวง เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้น กำจัดความมืดมนให้พินาศ ครั้งนั้นเรานั่งอยู่ในเรือนของตน คิดอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลกไทยธรรมของเราไม่มี เรามีแต่ผ้าสาฎกผืนเดียวนี้ ไม่มีใครจะให้เราการถูกต้องนรกนำความทุกข์มาให้ เราจะปลูกฝังทักษิณา ครั้นคิดได้เช่นนี้แล้ว เราจึงได้ยังจิตของเราให้เลื่อมใส ได้ถือผ้าผืนหนึ่งไปถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้นถวายผ้าแล้วได้ประกาศเสียงก้องว่า ข้าแต่พระมหามุนีวีระเจ้า ถ้าพระองค์เป็นพระพุทธเจ้าก็ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ให้ข้าด้วยเถิด
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา เมื่อจะทรงประกาศทานของเรา ได้ทรงทำอนุโมทนาแก่เราว่า ด้วยการถวายผ้าผืนหนึ่งนี้และด้วยความตั้งเจตนาไว้ บุรุษนี้จะไม่ไปสู่วินิบาตเลยตลอดแสนกัปเขาจักได้เป็นจอมเทพเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๖ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักพรรดิราช ๓๓ ครั้ง และจักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เมื่อเธอท่องเที่ยวอยู่ในภพ คือในเทวโลกหรือมนุษย์โลก จักเป็นผู้มีรูปสวยงาม สมบูรณ์ด้วยคุณมีกายสง่า จักได้ผ้าร้อยล้านแสนโกฏินับไม่ได้ ตามความปรารถนาครั้นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ผู้เป็นนักปราชญ์ตรัสดังนี้แล้ว
ได้เสด็จเหาะขึ้นสู่อากาศเหมือนพญาหงส์ในอัมพร ฉะนั้นเราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆเราไม่มีความบกพร่องในโภคสมบัติเลย นี้เป็นผลแห่งผ้าผืนหนึ่งผ้าเกิดแก่เราทุกๆ ย่างก้าว ข้างล่างเรายืนอยู่บนผ้า ข้างบนเรามีผ้าเป็นเครื่องบัง ทุกวันนี้จักรวาลพร้อมทั้งป่า ภูเขา เมื่อเราปรารถนาจะถือเอา ก็พึงคลุมได้ด้วยผ้า เพราะผ้าผืนเดียวนั่นแหละ เมื่อยังท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ เราเป็นผู้มีผิวพรรณเหมือนทองคำท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ เราได้ถึงความเป็นภิกษุเพราะวิบากแห่งผ้าผืนเดียว ถึงชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้าย แม้ในชาตินี้ผ้าก็ยังให้ผลแก่เราอยู่ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายผ้าใดในกาลนั้นด้วยการถวายผ้านั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งผ้าผืนเดียวเราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกทุสสทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ เอกทุสสทายกเถราปทาน.
ตติยํ เอกาสนทายกตฺเถราปทานํ (๔๒๓)
เอกาสนทายกเถราปทานที่ ๓
ว่าด้วยผลแห่งการแต่งอาสนะบูชา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สกิงสัมมัชชกวรรค เอกาสนทายกเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
หิมวนฺตสฺส อวิทูเร กสิโก ๑ นาม ปพฺพโต
อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา ฯ
นารโท นาม นาเมน กสฺสโป อิติ มํ วิทู
สุทฺธิมคฺคํ คเวสนฺโต วสามิ กสิเก ตทา ฯ
ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู
วิเวกกาโม สมฺพุทฺโธ อาคญฺฉิ อนิลญฺชสา ฯ
วนคฺเค คจฺฉมานสฺส ทิสฺวา รํสึ มเหสิโน
กฏฺฐมญฺจํ ปญฺญาเปตฺวา อชินญฺจ อปตฺถรึ ฯ
อาสนํ ปญฺญาเปตฺวาน สีเส กตฺวาน อญฺชลึ
โสมนสฺสํ ปเวเทตฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ
สลฺลกตฺโต ตุวํ ธีร อาตุรานํ ติกิจฺฉโก
มม ราคปเรตสฺส ๒ ติกิจฺฉํ เทหิ นายก ฯ
ปุญฺญตฺถิกา ๓ เย ปสฺสนฺติ พุทฺธเสฏฺฐํ ตุวํ มุนิ
ธุวตฺถสิทฺธึ ปปฺโปนฺติ เอเตสํ อชโร ภเว ฯ
น เม เทยฺยํ ๔ ตว อตฺถิ ปวตฺตผลโภชหํ
อิทํ เม อาสนํ อตฺถิ นิสีท กฏฺฐมญฺจเก ฯ
นิสีทิ ตตฺถ ภควา อฉมฺภิโตว เกสรี
มุหุตฺตํ วีตินาเมตฺวา อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ
วิสฺสฏฺโฐ โหหิ มา ภายิ ลทฺโธ โชติรโส ตยา
ยํ ตุยฺหํ ปตฺถิตํ สพฺพํ ปริปูเรสฺสตาสนํ ๑ ฯ
น ๒ โถกํ สุกตํ ปุญฺญํ ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร
สกฺกา อุทฺธริตุํ อตฺตา ยสฺส จิตฺตํ สุนีหิตํ ๓ ฯ
อิมินา อาสนทาเนน เจตนาปณิธีหิ จ
กปฺปสตสหสฺสานิ วินิปาตํ น คจฺฉติ ฯ
ปญฺญาสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ
อสีติกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ
สพฺพตฺถ สุขิโต หุตฺวา สํสาเร สํสริสฺสติ ฯ
อิทํ วตฺวาน สมฺพุทฺโธ ชลชุตฺตมนามโก
นภํ อพฺภุคฺคมิ ธีโร หํสราชาว อมฺพเร ฯห
หตฺถิยานํ อสฺสยานํ สรถํ สนฺทมานิกํ
ลภามิ สพฺพเมเวตํ เอกาสนสฺสิทํ ผลํ ฯ
กานนํ ปวิสิตฺวาน ยทา อิจฺฉามิ อาสนํ
มม สงฺกปฺปมญฺญาย ปลฺลงฺโก อุปติฏฺฐติ ฯ
วาริมชฺฌคโต สนฺโต ยทา อิจฺฉามิ อาสนํ
มม สงฺกปฺปมญฺญาย ปลฺลงฺโก อุปติฏฺฐติ ฯ
ยํ ยํ โยนูปปชฺชามิ เทวตฺตํ อถ มานุสํ
ปลฺลงฺกสตสหสฺสานิ ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ
ทุเว ภเว สํสรามิ เทวตฺเต อถ มานุเส
ทุเว กุเล จ ชายามิ ขตฺติเย จาปิ พฺราหฺมเณ ฯ
เอกาสนํ ททิตฺวาน ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร
ธมฺมปลฺลงฺกมญฺญาย ๑ วิหรามิ อนาสโว ฯ
สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ ทานมททึ ตทา
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ เอกาสนสฺสิทํ ผลํ ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา เอกาสนทายโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
เอกาสนทายกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. โคสิโต ฯ ยุ. โกสิโก ฯ ๒ ม. ยุ. โรคปเรตสฺส ฯ ๓ ม. ยุ.
กลฺลตฺถิกา ฯ ๔ ม. เทยฺยธมฺโม อตฺถิ ฯ
๑ ม. ยุ. ปริปูริสฺสตินาคเต ฯ ๒ ม. น โมฆํ ตํ กตํ ตุยฺหํ ฯ ยุ. น โถกํ ตํ
กตํ ตุยฺหํ ฯ ๓ ม. ยุ. ปณีหิตํ ฯ
มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อกสิกะ อยู่ในที่ไม่ไกลจากภูเขาหิมวันต์ เราสร้างอาศรมอย่างสวยงาม สร้างบรรณศาลาไว้ที่ภูเขานั้น เรามีนามชื่อว่านารทะ แต่คนทั้งหลายเรียกเราว่า กัสสปะ ในกาลนั้น เราแสวงหาทางบริสุทธิ์อยู่ที่ภูเขากสิกะ พระชินสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ทรงใคร่ต่อวิเวก ได้เสด็จมาทางอากาศ เราเห็นพระรัศมีของพระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่กำลังเสด็จมาที่ชายป่า จึงตบแต่งเตียงไม้แล้วปูลาดหนังสัตว์ ครั้นตบแต่งอาสนะเสร็จแล้ว จึงประนมกรอัญชลีขึ้นเหนือเศียรเกล้าประกาศถึงความโสมนัสแล้ว ได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นปราชญ์ นำสัตว์ออกจากโลก ขอพระองค์ผู้เป็นดังศัลยแพทย์รักษาความเดือดร้อน ได้โปรดประทานการรักษาแก่ข้าพระองค์ผู้อันความกำหนัดครอบงำเถิด
ข้าแต่พระมุนี ชนเหล่าใดมีความต้องการด้วยบุญ มองดูพระองค์ผู้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุดชนเหล่านั้นย่อมถึงความสำเร็จแห่งประโยชน์อันยั่งยืน พึงเป็นผู้ไม่แก่ ข้าพระองค์หามีไทยธรรมเพื่อพระองค์ไม่ เพราะข้าพระองค์บริโภคผลไม้ที่หล่นเอง ข้าพระองค์มีแต่อาสนะนี้ ขอเชิญประทับนั่งบนเตียงไม้เถิด พระผู้มีพระภาคผู้ไม่มีความสะดุ้งเหมือนราชสีห์ได้ประทับนั่งบนเตียงไม้แล้ว ทรงยับยั้งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วได้ตรัสอย่างนี้ว่า ท่านจงเบาใจอย่าได้กลัวเลย แก้วมณีที่สว่างไสวควรยินดี ท่านได้แล้ว ความปรารถนาที่ท่านได้ตั้งไว้ จักสำเร็จทุกประการก็เพราะอาสนะ บุญที่ได้บำเพ็ญไว้ดีแล้ว ในเขตบุญอันยอดเยี่ยมหาน้อยไม่เลย
อันผู้ที่ตั้งจิตไว้ดีแล้ว สามารถจะรื้อตนขึ้นได้เพราะอาสนทานนี้ และเพราะการตั้งเจตนาไว้ ท่านจะไม่ไปสู่วินิบาตตลอดแสนกัป จักได้เป็นจอมเทพเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๘๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ พระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระนามว่าปทุมุตระ เป็นนักปราชญ์ ครั้นตรัสดังนี้แล้ว ได้เสด็จขึ้นสู่นภากาศ ปานดังว่าพญาหงส์ในอัมพร ฉะนั้น ยานช้างยานม้า รถ คานหาม
เราได้สิ้นทุกอย่าง นี้เป็นผลของอาสนะอันหนึ่ง ในเมื่อเราเข้าป่าแล้วต้องการที่นั่ง บัลลังก์ดุจว่ารู้ความดำริของเรา ตั้งขึ้นใกล้ๆ ในเมื่อเราอยู่ท่ามกลางน้ำต้องการที่นั่ง บัลลังก์ดังจะรู้ความดำริของเรา ตั้งขึ้นใกล้ๆ เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ บัลลังก์ตั้งแสน ย่อมแวดล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ เราท่องเที่ยวอยู่ในสองภพ คือ ในเทวดาและมนุษย์และเกิดในสองสกุล คือกษัตริย์และพราหมณ์ เราถวายอาสนะอันหนึ่งในเขตบุญอันยอดเยี่ยม รู้ทั่วถึงบัลลังก์ คือ ธรรมแล้วเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่แสน แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ก็เป็นผลของอาสนะอันหนึ่ง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกาสนทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ เอกาสนทายกเถราปทาน.
จตุตฺถํ สตฺตกทมฺพปุปฺผิยตฺเถราปทานํ (๔๒๔)
สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทานที่ ๔
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกกระทุ่ม ๗ ดอก
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สกิงสัมมัชชกวรรค สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
หิมวนฺตสฺส อวิทูเร กทมฺโพ ๒ นาม ปพฺพโต
ตสฺมึ ปพฺพตปสฺสมฺหิ ๓ สตฺต พุทฺธา วสึสุ เต ฯ
กทมฺพปุปฺผํ ๔ ทิสฺวาน ปคฺคเหตฺวาน อญฺชลึ
สตฺต มาลานิ คเหตฺวา ปุณฺณจิตฺเตน ๕ โอกิรึ ฯ
เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ
ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ
จตุนวุเต อิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สตฺตกทมฺพปุปฺผิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
สตฺตกทมฺพปุปฺผิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. ยุ. ...มาทาย ฯ ๒ ม. กุกฺกุโฏ ... ฯ ๓ ม. ...ปาทมฺหิ ฯ
๔ ม. ยุ. กทมฺพํ ปุปฺผิตํ ... ฯ ๕ ม. ยุ. ปุญฺญจิตฺเตน ฯ
มีภูเขาชื่อกทัมพะ อยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า๗ องค์อาศัยอยู่ที่ข้างภูเขานั้น เราเห็นดอกกระทุ่มจึงประนมมือแล้วหยิบเอามา ๗ ดอก ได้เรี่ยรายลงด้วยจิตอันเปี่ยม เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปยังดาวดึงสพิภพ ในกัปที่ ๙๔แต่กัปนี้เราได้กระทำ
กรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัตตกทัมพปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทาน.
ปญฺจมํ โกรณฺฑปุปฺผิยตฺเถราปทานํ (๔๒๕)
โกรัณฑปุปผิยเถราปทานที่ ๕
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกหงอนไก่
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สกิงสัมมัชชกวรรค โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
วนกมฺมิโก ปุเร อาสึ ปิตุเปตามเหนหํ ๑
ปสุมาเรน ๒ ชีวามิ กุสลํ เม น วิชฺชติ ฯ
มม อาสยสามนฺตา ติสฺโส โลกคฺคนายโก
ปทานิ ตีณิ ทสฺเสสิ อนุกมฺปาย จกฺขุมา ฯ
อกฺกนฺเต จ ปเท ทิสฺวา ติสฺสนามสฺส สตฺถุโน
หฏฺโฐ หฏฺเฐน จิตฺเตน ปเท จิตฺตํ ปสาทยึ ฯ
โกรณฺฑํ ปุปฺผิตํ ทิสฺวา ปาทปํ ธรณีรุหํ
สโกฏิกํ ๑ คเหตฺวาน ปทเสฏฺฐํ อปูชยึ ฯ
เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ
ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ
ยํ ยํ โยนูปปชฺชามิ เทวตฺตํ อถ มานุสํ
โกรณฺฑวณฺณโกเยว สปฺปภาโส ๒ ภวามหํ ฯ
เทฺวนวุเต อิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ปทปูชายิทํ ผลํ ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา โกรณฺฑปุปฺผิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
โกรณฺฑปุปฺผิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ปิตุมาตุมเตนหํ ฯ ๒ ยุ. ปรรุหิเรน ฯ
เมื่อก่อน เรากับบิดาและปู่ เป็นคนทำการงานในป่า เลี้ยงชีพด้วยการฆ่าปศุสัตว์ กุศลกรรมของเราไม่มี ใกล้กับที่อยู่ของเราพระพุทธเจ้าผู้นำชั้นเลิศของโลก พระนามว่าติสสะ ผู้มีพระปัญญาจักษุ ได้ทรงแสดงรอยพระบาทไว้ ๓ รอย เพื่ออนุเคราะห์ ก็เราได้เห็นรอยพระบาทของพระศาสดาพระนามว่าติสสะ ที่พระองค์ทรงเหยียบไว้ เป็นผู้ร่าเริงมีจิตยินดียังจิตให้เลื่อมใสในรอยพระบาทเราเห็นต้นหงอนไก่ ที่ขึ้นมาจากแผ่นดิน มีดอกบานแล้ว จึงเด็ดมาพร้อมทั้งยอด บูชารอยพระบาทอันประเสริฐสุด เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ไปสู่ดาวดึงสพิภพ เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ เรามีผิวกายเหมือนสีดอกหงอนไก่ มีรัศมีเป็นแดนซ่านออกจากตน ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชารอยพระพุทธบาท เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโกรัณฑปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน.
ฉฏฺฐํ ฆฏมณฺฑทายกตฺเถราปทานํ (๔๒๖)
ฆฏมัณฑทายกเถราปทานที่ ๖
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเปรียง
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สกิงสัมมัชชกวรรค ฆฏมัณฑทายกเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
สุจินฺติตํ ภควนฺตํ โลกเชฏฺฐํ นราสภํ
อุปวิฏฺฐํ มหารญฺญํ วาตาพาเธน ปีฬิตํ ฯ
ทิสฺวา จิตฺตํ ปสาเทตฺวาน ฆฏมณฺฑํ อุปานยึ
กตตฺตา อปจิตตฺตา ๑ จ คงฺคา ภาคีรสี ๒ อยํ ฯ
มหาสมุทฺทา จตฺตาโร ฆฏํ สมฺปชฺชเร มม
อยญฺจ ปฐวี โฆรา อปฺปมาณา อสงฺขยา ฯ
มม สงฺกปฺปมญฺญาย ภวเต มธุสกฺขรา
จตุทฺทิสา ๓ อิเม รุกฺขา ปาทปา ธรณีรุหา ฯ
มม สงฺกปฺปมญฺญาย กปฺปรุกฺขา ภวนฺติ เต
ปญฺญาสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชมการยึ ฯ
เอกปญฺญาสกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ อโหสหํ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ
จตุนวุเต อิโต กปฺเป ยํ ทานมททึ ตทา
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ฆฏมณฺฑสฺสิทํ ผลํ ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ฆฏมณฺฑทายโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
ฆฏมณฺฑทายกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. สโกสกํ ฯ ยุ. สโกฏกํ ฯ ๒ ม. สุปฺปภาโส ฯ
๑ ม. ยุ. อาจิตตฺตา จ ฯ ๒ ม. ภาคีรถี ฯ ๓ ม. ยุ. จาตุทฺทีปา ฯ
พระผู้มีพระภาคผู้มีเหตุอันทรงดำริดีแล้ว เป็นเชษฐบุรุษของโลกประเสริฐกว่านรชน เสด็จเข้าไปสู่ป่าใหญ่ ถูกอาพาธอันเกิดแต่ลมเบียดเบียน เราเห็นแล้ว จึงทำจิตให้เลื่อมใสนำเอาขี้ตะกอนเปรียงเข้าไปถวาย เพราะเราได้กระทำกุศลกรรมและได้บูชาพระพุทธเจ้าเนืองๆ แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรสีนี้ มหาสมุทรทั้ง๔และพื้นปฐพีที่น่ากลัวซึ่งจะประมาณมิได้นับไม่ถ้วนนี้ ย่อมสำเร็จเป็นเปรียงขึ้นได้สำหรับเรา น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด ดังจะรู้ความดำริของเรา เกิดขึ้นต้นไม้ที่งอกขึ้นแต่แผ่นดินในทิศทั้ง ๔ ดังจะรู้ความดำริของเราย่อมเกิดเป็นต้นกัลปพฤกษ์ขึ้น เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๑ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับไม่ถ้วนในกัปที่ ๙๔แต่กัปนี้ เราได้ให้ทานใดในกาลนั้นด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งขี้ตะกอนเปรียง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระฆฏมัณฑทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ฆฏมัณฑทายกเถราปทาน.
สตฺตมํ เอกธมฺมสวนิยตฺเถราปทานํ (๔๒๗)
เอกธัมมสวนิยเถราปทานที่ ๗
ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรมครั้งเดียว
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สกิงสัมมัชชกวรรค เอกธัมมสวนิยเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู
จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต สนฺตาเรสิ พหุํ ชนํ ฯ
อหํ เตน สมเยน ชฏิโล อุคฺคตาปโน
ธุนนฺโต วากจีรานิ คจฺฉามิ อมฺพเร ตทา ฯ
พุทฺธเสฏฺฐสฺส อุปริ คนฺตุํ น วิสหามหํ
ปกฺขีว เสลมาสชฺช คมนํ น ลภามหํ ฯ
อุทเก โธปยิตฺวาน ๑ เอวํ คจฺฉามิ อมฺพเร
น เม อิทํ ภูตปุพฺพํ อิริยาปถวิโกปนํ ฯ
หนฺท เม ตํ คเวสิสฺสํ อปฺเปวตฺถํ ลเภยฺยหํ
โอโรหนฺโต อนฺตลิกฺขา สทฺทมสฺโสสิ สตฺถุโน ฯ
สเรน รชนีเยน สวนีเยน วตฺตุนา ๒
อนิจฺจตํ กเถนฺตสฺส ตญฺเญว อุคฺคหึ ตทา ฯ
อนิจฺจสญฺญมุคฺคยฺห อคมาสึ มมสฺสมํ
ยาวตายุํ วสิตฺวาน ตตฺถ กาลํ กโต อหํ ฯ
จริเม วตฺตมานมฺหิ สทฺธมฺมสฺสวนํ สรึ
เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ ฯ
ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ
ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมึ อหํ ฯ
เอกปญฺญาสกฺขตฺตุญฺจ เทวรชฺชมการยึ
เอกตึสติกฺขตฺตุญฺจ ๑ จกฺกวตฺติ อโหสหํ ฯ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ
อนุโภมิ สกํ ปุญฺญํ สุขิโตหํ ภวาภเว ฯ
อนุสฺสรามิ ตํ สญฺญํ สํสรนฺโต ภวาภเว
น เกนจิหํ ๒ วิชฺฌามิ นิพฺพานํ อจฺจุตํ ปทํ ฯ
ปิตุ เคเห นิสีทิตฺวา สมโณ ภาวิตินฺทฺริโย
กถํ โส ปริทีเปนฺโต อนิจฺจํ ๓ ตตฺถุทาหริ ฯ
อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน
อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโข ฯ
สห คาถํ สุณิตฺวาน สพฺพสญฺญํ ๔ อนุสฺสรึ
เอกาสเน นิสีทิตฺวา อรหตฺตมปาปุณึ ฯ
ชาติยา สตฺตวสฺเสน อรหตฺตํ อปาปุณึ
อุปสมฺปาทยิ พุทฺโธ ธมฺมสฺสวนสฺสิทํ ผลํ ฯ
สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ ธมฺมํ อสุณึ ตทา
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ธมฺมสฺสวนสฺสิทํ ผลํ ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อตฺถํ สุทํ อายสฺมา เอกธมฺมสวนิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
เอกธมฺมสวนิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. โวกฺกมิตฺวาน ฯ ยุ. โวมิสิตฺวาน ฯ ๒ ม. ยุ. วคฺคุนา ฯ
๑ ม. ยุ. เอกวีสติกฺขตฺตุญฺจ ฯ ๒ ม. ยุ. น โกฏึ ปฏิวิชฺฌามิ ๓ ม. อนิจจตมุทาหริ ฯ
ยุ. อนิจฺจํ วตฺถุทาหรึ ฯ ๔ โป. ม. ยุ. ปุพฺพสญฺญมนุสฺสรึ ฯ
พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงประกาศสัจจะ ๔ ทรงยังชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้นดีแล้ว สมัยนั้น เราเป็นชฎิลมีตบะใหญ่ สลัดผ้าคากรองเปลือกไม้ เหาะไปในอัมพรในกาลนั้น เราไม่สามารถจะเหาะไปได้เหนือพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราเหาะไปไม่ได้ เหมือนนกเข้าไปใกล้ภูเขาแล้วไปไม่ได้ฉะนั้น เราบังหวนเป็นไอน้ำลอยอยู่ในอัมพรเช่นนี้ ด้วยคิดว่าเหตุเครื่องทำให้อิริยาบถกำเริบเช่นนี้ มิได้เคยมีแก่เรา เอาละเราจักค้นหาเหตุนั้น บางทีเราจักพึงได้ผล เราลงจากอากาศ ก็ได้สดับพระสุรเสียงของพระศาสดา เมื่อพระศาสดาตรัสถึงว่าสังขารไม่เที่ยง ด้วยพระสุรเสียงที่น่ายินดี น่าฟัง กลมกล่อมขณะนั้นเราได้เรียนเอาอนิจจลักษณะนั่นแหละ
ครั้นเรียนอนิจจลักษณะได้แล้ว ก็ไปสู่อาศรมของตน เราอยู่ในอาศรมนั้นแหละตราบเท่าสิ้นอายุ ตายไปแล้ว เมื่อกาลที่สุดกำลังเป็นไป เราระลึกถึงการฟังพระสัทธรรม เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ดาวดึงสพิภพรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๓ หมื่นกัป ได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๑ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๑ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เราเสวยบุญของตน ถึงความสุขในภพน้อยภพใหญ่ เราท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ ก็ยังระลึกได้ถึงสัญญานั้น บทอันไม่เคลื่อน คือ นิพพาน เราหาได้แทงตลอดด้วยธรรมอันหนึ่งไม่ สมณะผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว
นั่งในเรือนบิดา เมื่อจะแสดงธรรมกถา ท่านได้ยกอนิจจลักษณะขึ้นมาในธรรมกถานั้น พร้อมกับที่ได้ฟังคาถาว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอมีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับเป็นความสุข ดังนี้เราจึงนึกถึงสัญญาขึ้นได้ทุกอย่าง เรานั่ง ณ อาสนะเดียว บรรลุอรหัตแล้วเราได้บรรลุอรหัตโดยเกิดได้ ๗ ปี พระพุทธเจ้าทรงให้เราอุปสมบทแล้ว นี้เป็นผลแห่งการฟังธรรม ในกัปที่แสน แต่กัปนี้ เราได้ฟังธรรมใด ในกาลนั้น ด้วยการฟังธรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลยนี้ก็เป็นผลแห่งการฟังธรรม เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกธัมมสวนิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ เอกธัมมสวนิยเถราปทาน.
อฏฺฐมํ สุจินฺติตตฺเถราปทานํ (๔๒๘)
สุจินติตเถราปทานที่ ๘
ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวใหม่
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สกิงสัมมัชชกวรรค สุจินติตเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
นคเร หํสวติยา อโหสึ กสโก ตทา
กสิกมฺเมน ชีวามิ เตน โปเสมิ ทารเก ฯ
สุสมฺปนฺนํ ตทา เขตฺตํ ธญฺญํ เม ผลินํ อหุ
ปากกาเลว สมฺปตฺเต เอวํ จินฺเตสหํ ตทา ฯ
น ๑ เมจฺฉนฺนํ น ปฏิรูปํ ชานนฺตสฺส คุณาคุณํ
โยหํ สงฺเฆ อทตฺวาน อคฺคํ ภุญฺเชยฺยมตฺตนา ๒ ฯ
สมฺพุทฺโธ อสโม โลเก ทฺวตฺตึสวรลกฺขโณ
ตโต จ ภาวิโต สงฺโฆ ปุญฺญกฺเขตฺตํ ๓ อนุตฺตรํ ฯ
ตตฺถ ทสฺสามิหํ ทานํ นวสสฺสํ ปุเร ปุเร
เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน หฏฺโฐ ปีติกมานโส ๔ ฯ
เขตฺตโต ธญฺญมาหริตฺวา สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมึ
อุปสงฺกมฺม สมฺพุทฺธํ โลกเชฏฺฐํ นราสภํ ฯ
วนฺทิตฺวา สตฺถุโน ปาเท อิทํ วจนมพฺรวึ
นวสสฺสญฺจ สมฺปนฺนํ อิธ โหสิ จ ตฺวํ ๕ มุเน ฯ
อนุกมฺปํ อุปาทาย อธิวาเสหิ จกฺขุม
ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯ
มม สงฺกปฺปมญฺญาย อิทํ วจนมพฺรวิ
จตฺตาโร จ ปฏิปนฺนา จตฺตาโร จ ผเล ฐิตา ฯ
เอส สงฺโฆ อุชุภูโต ปญฺญาสีลสมาหิโต
ยชนฺตานํ มนุสฺสานํ ปุญฺญเปกฺขาน ปาณินํ ฯ
กโรตํ อุปจิกํ ๑ ปุญฺญํ สงฺเฆ ทินฺนํ มหปฺผลํ
ตสฺมึ สงฺเฆ จ ทาตพฺพํ ตว สสฺสํ ตเถตรํ ฯ
สงฺฆโต อุทฺทิสิตฺวาน ภิกฺขู เนตฺวา สกํ ฆรํ
ปฏิยตฺตํ ฆเร สนฺตํ ภิกฺขุสงฺฆสฺส เทหิ ตฺวํ ฯ
สงฺฆโต อุทฺทิสิตฺวาน ภิกฺขู เนตฺวานหํ ฆรํ
ยํ ฆเร ปฏิยตฺตํ เม ภิกฺขุสงฺฆสฺสทาสหํ
เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ
ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ
ตตฺถ เม สุกตํ พฺยมฺหํ โสวณฺณํ สุปภสฺสรํ
สฏฺฐิโยชนมุพฺเพธํ ตึสโยชนวิตฺถตํ ฯ
เอกูนวีสติมํ ภาณวารํ ฯ
อากิณฺณํ ภวนํ มยฺหํ นารีคณสมากุลํ
ตตฺถ ภุตฺวา ปิวิตฺวา จ วสามิ ติทเส อหํ ฯ
สตานํ ตึสกฺขตฺตุํ ๑ จ เทวรชฺชมการยึ
สตานํ ปญฺจกฺขตฺตุญฺจ เทวรชฺชมการยึ ฯ
สตานํ ปญฺจกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ อโหสหํ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ
ภวาภเว สํสรนฺโต ลภามิ อมิตํ ธนํ
โภเค เม อูนตา นตฺถิ นวสสฺสสฺสิทํ ผลํ ฯ
หตฺถิยานํ อสฺสยานํ สิวิกํ สนฺทมานิกํ
ลภามิ สพฺพเมเวตํ นวสสฺสสฺสิทํ ผลํ ฯ
นววตฺถํ นวผลํ นวคฺครสโภชนํ
ลภามิ สพฺพเมเวตํ นวสสฺสสฺสิทํ ผลํ ฯ
โกเสยฺยํ กมฺพลิยานิ โขมกปฺปาสิกานิ จ
ลภามิ สพฺพเมเวตํ นวสสฺสสฺสิทํ ผลํ ฯ
ทาสีคณํ ทาสคณํ นาริโย สมลงฺกตา
ลภามิ สพฺพเมเวตํ นวสสฺสสฺสิทํ ผลํ ฯ
น มํ สีตํ ว อุณฺหํ วา ปริฬาโห น วิชฺชติ
อโถ เจตสิกํ ทุกฺขํ หทเย เม น วิชฺชติ ฯ
อิมํ ขาท อิมํ ภุญฺช อิมมฺหิ สยเน สย
ลภามิ สพฺพเมเวตํ นวสสฺสสฺสิทํ ผลํ ฯ
อยํ ปจฺฉิมโก ทานิ จริโม วตฺตเต ภโว
อชฺชาปิ เทยฺยธมฺโม ๒ เม มมํ ๓ โตเสติ สพฺพทา ฯ
นวสสฺสํ ททิตฺวาน สงฺเฆ คณวรุตฺตเม
อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ
วณฺณวา ยสวา โหมิ มหาโภโค อนีติโก
มหาภกฺโข ๑ สทา โหมิ อเภชฺชปริโส สทา ฯ
สพฺเพ มํ อปจายนฺติ เยเกจิ ปฐวิสฺสิตา
เทยฺยธมฺโม จ โยโกจิ ปุเร ปุเร ลภามิหํ ฯ
ภิกฺขุสงฺฆสฺส วา มชฺเฌ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สมฺมุขา
สพฺเพปิ สมติกฺกมฺม เทนฺติ มเมว ทายกา ฯ
ปฐมํ นวสสฺสญฺหิ ทตฺวา สงฺเฆ คณุตฺตเม
อิมานิสํเส อนุโภมิ นวสสฺสสฺสิทํ ผลํ ฯ
สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ ทานมททึ ตทา
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ นวสสฺสสฺสิทํ ผลํ ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สุจินฺติโต เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
สุจินฺติตตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. ยุ. นจฺฉนฺนํ ฯ ๒ ม. ภุญฺเชยฺย เจ ตทา ฯ ยุ. ภุญฺเชยฺย มํ ตทา ฯ
๓ ม. ยุ. ปุญฺญกฺเขตโต อนุตฺตโร ฯ ๔ ม. ยุ. ปิณิตมานโส ฯ ๕ ม. อายาโคสิ
โคสิ จ ตุวํ มุเน ฯ ยุ. อายาโยปิ ... ฯ
๑ ม. กโรโต ปธิกํ ฯ ยุ. กโรนฺตํ โอปธิกํ ฯ
๑ ม. ยุ. ตีณิกฺขตฺตุญฺจ ฯ ๒ ยุ. เทยฺยธมฺเม ฯ ๓ ม. ยุ. ผลํ ฯ
๑ ม. ยุ. มหาปกฺโข ฯ
ครั้งนั้น เราเป็นชาวนาอยู่ในพระนครหงสวดี เลี้ยงชีพด้วยกสิกรรมเลี้ยงดูเด็กๆ ก็ด้วยกสิกรรมนั้น ครั้งนั้น นาของเราสมบูรณ์ดีข้าวของเราออกรวงแล้ว เมื่อถึงเวลาข้าวแก่ดีแล้ว เราคิดอย่างนี้ในกาลนั้นว่า เป็นการไม่เหมาะไม่สมควรแก่เราผู้รู้คุณน้อยใหญ่ที่เราไม่ถวายทานในสงฆ์แล้ว พึงบริโภคส่วนอันเลิศด้วยตนพระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนในโลก มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ และพระสงฆ์ผู้มีตนอันอบรมแล้ว เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นจะยิ่งไปกว่า เราจักถวายทาน คือข้าวกล้าใหม่ในพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์นั้นเสียก่อน ครั้นคิดเช่นนี้แล้ว
เราเป็นผู้ร่าเริง มีใจประกอบด้วยปีติ นำเอาข้าวเปลือกมาจากนา เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน ถวายบังคมพระบาทพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระมุนี ข้าวกล้าสมบูรณ์ทั้งพระองค์ก็กำลังประทับอยู่ ณ ที่นี้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีปัญญาจักษุขอพระองค์จงทรงพระกรุณารับเถิด พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตระผู้รู้แจ้งโลกสมควรรับเครื่องบูชา ทรงทราบความดำริของเราแล้วตรัสพระดำรัสนี้ว่า บุรุษบุคคลผู้ปฏิบัติ ๔ จำพวก ผู้ตั้งอยู่ในผล ๔จำพวก นี้ คือสงฆ์ เป็นผู้ตรง มีปัญญา ศีล และมีจิตมั่นคงบุญย่อมเป็นอันสั่งสมแล้ว ในเมื่อมนุษย์ผู้เพ่งบุญบูชากระทำอยู่ทานที่ให้ในสงฆ์ย่อมมีผลมาก
และควรให้ทานในสงฆ์นั้น ข้าวกล้าของท่านนี้ก็เช่นเดียวกัน ควรให้ในสงฆ์ ท่านจงอุทิศแด่สงฆ์นำเอาภิกษุทั้งหลายไปสู่เรือนของตนแล้วจงถวายสิ่งที่มีอยู่ในเรือนซึ่งท่านได้ตกแต่งแล้วเพื่อภิกษุสงฆ์เถิด เราอุทิศแด่สงฆ์ นำภิกษุทั้งหลายไปในเรือน ได้ถวายสิ่งที่เราได้ตกแต่งไว้ในเรือนแด่ภิกษุสงฆ์ เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะความตั้งเจตนาไว้เราละร่างมนุษย์แล้ว จึงไปยังดาวดึงสพิภพ วิมานทองงามผุดผ่องสูง๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์ บุญกรรมได้สร้างไว้อย่างงามแล้วเพื่อเรา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น.
จบ ภาณวารที่ ๑๙
ภพของเรา เกลื่อนกล่นระคนไปด้วยเทพนารี เรากิน ดื่ม ในภพนั้นอยู่ในสวรรค์ชั้นไตรทศ เราได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓,๐๐๐ครั้ง และได้เสวยราชสมบัติในเทวโลกอีก ๕๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราช โดยคณนานับมิได้ เราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ ได้ทรัพย์นับไม่ได้เราไม่มีความบกพร่องในโภคสมบัติเลย นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่ยานช้าง ยานม้า วอ และคานหาม เราได้ทุกสิ่ง นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่ ผ้าใหม่ ผลไม้ใหม่ โภชนะมีรสอันเลิศใหม่ เราได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่ ผ้าไหม ผ้ากัมพล ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย เราได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่ หมู่ทาสี หมู่ทาสและนารี ที่ประดับประดาอย่างสวยงาม
เราได้ทุกจำพวก นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่ หนาวหรือร้อน ไม่เบียดเบียนเรา เราไม่มีความเร่าร้อน อนึ่ง ทุกข์ทางใจไม่มีในหทัยของเรา เชิญเคี้ยวสิ่งนี้ เชิญบริโภคสิ่งนี้ เชิญนอนบนที่นอนนี้ คำเช่นนี้ เราได้ทุกประการ นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่ บัดนี้ ชาตินี้เป็นชาติหลังสุด ภพสุดท้ายกำลังเป็นไป ถึงทุกวันนี้ ไทยธรรมของเรา ก็ทำเราให้ยินดีอยู่ทุกเมื่อเราได้ถวายข้าวใหม่ในหมู่สงฆ์ผู้ประเสริฐสุด ย่อมเสวยอานิสงส์ ๘ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือเราเป็นผู้มีผิวพรรณผุดผ่อง ๑มียศ ๑ มีโภคทรัพย์มากมายใครๆ ลักไม่ได้ ๑ มีภักษามากทุกเมื่อ ๑ มีบริษัทไม่ร้าวรานกันทุกเมื่อ ๑ สัตว์ที่อาศัยแผ่นดินล้วนยำเกรงเรา ๑ เราได้ไทยธรรมก่อน จะในท่ามกลางสงฆ์ หรือเฉพาะพระพักตร์ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดก็ตาม พวกทายกเลยองค์อื่นๆ เสียหมด ถวายแก่เราเท่านั้น ๑ เราได้เสวยอานิสงส์เหล่านี้เพราะได้ถวายข้าวใหม่ในหมู่สงฆ์ผู้อุดมก่อนนี้ก็เป็นผลแห่งข้าวใหม่ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใด ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ก็เป็นผลแห่งข้าวใหม่ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุจินติตเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สุจินติตเถราปทาน.
นวมํ โสณฺณกึกณิยตฺเถราปทานํ ๑ (๔๒๙)
โสณณกิงกณิยเถราปทานที่ ๙
ว่าด้วยผลแห่งการถวายกะดึงทอง
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สกิงสัมมัชชกวรรค โสณณกิงกณิยเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
สทฺธาย อภินิกฺขมฺม ปพฺพชึ อนคาริยํ
วากจีรธโร อาสึ ตโปกมฺมมปสฺสิโต ฯ
อตฺถทสฺสี ตุ ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ
อุปฺปชฺชิ ตมฺหิ สมเย ตารยนฺโต มหาชนํ ฯ
พลญฺจ วต เม ขีณํ พฺยาธินา ปรเมนหํ ๒
พุทฺธเสฏฺฐํ สริตฺวาน ปุฬิเน ถูปมุตฺตมํ ฯ
กริตฺวา หฏฺฐจิตฺโตหํ สหเสน ๓ สโมกิรึ
โสณฺณกึกณิปุปฺผานิ อุทคฺคมนโส อหํ ฯ
สมฺมุขา วิย สมฺพุทฺธํ ถูปํ ปริจรึ อหํ
เตน เจโตปสาเทน อตฺถทสฺสิสฺส ตาทิโน ฯ
เทวโลกํ คโต สนฺโต ลภามิ วิปุลํ สุขํ
สุวณฺณวณฺโณ ตตฺถาสิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ
อสีติโกฏิโย มยฺหํ นาริโย สมลงฺกตา
สทา มยฺหํ อุปฏฺฐนฺติ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ
สฏฺฐี ตุริยสหสฺสานิ เภริโย ปณวาปิจ
สงฺขา จ เทณฺฑิมา ตตฺถ วคฺคู วชฺชนฺติ ทุนฺทุภิ ฯ
จุลฺลาสีติสหสฺสานิ หตฺถิโย สมลงฺกตา
ติธปฺปภินฺนา มาตงฺคา กุญฺชรา สฏฺฐิหายนา ฯ
เหมชาลาภิสญฺฉนฺนา อุปฏฺฐานํ กโรนฺติ เม
พลกาเย ภเว ๑ เจว อูนตา เม น วิชฺชติ ฯ
โสณฺณกึกณิปุปฺผานํ วิปากํ อนุโภมิหํ
อฏฺฐปญฺญาสกฺขตฺตุํ จ เทวรชฺชมการยึ ฯ
เอกสตฺตติกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ อโหสหํ
ปฐพฺยา รชฺชํ เอกสตํ มหิยา การยึ อหํ ฯ
โส ทานิ ปตฺโต อมตํ คมฺภีรํ ๒ ทุทฺทสํ ปทํ
สํโยชนา ปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ
อฏฺฐารเส กปฺปสเต ยํ ปุปฺผมภิโรปยึ
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา โสณฺณกึกณิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
โสณฺณกึกณิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. ยุ. โสวณฺณ... ฯ ๒ ม. ปรเมน ตํ ฯ ๓ ม. สหตฺเถน ฯ
๑ ม. ยุ. คเช ฯ ๒ ม. ยุ. อสงฺขตํ สุทุทฺทสํ ฯ
เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา เรานุ่งห่มผ้าเปลือกไม้กรองเห็นกรรมคือตบะ ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเชษฐบุรุษของโลกประเสริฐกว่านระ พระนามว่าอัตถทัสสีเสด็จอุบัติขึ้นช่วยมหาชนให้ข้าม ก็เราสิ้นกำลังเพราะพยาธิอย่างหนัก เรานึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ก่อพระสถูปอันอุดมที่หาดทราย ครั้นแล้ว เป็นผู้มีจิตยินดี มีใจโสมนัส เรี่ยรายดอกกะดึงทองโดยพลัน เราบำเรอพระสถูปของพระพุทธเจ้า พระนามว่าอัตถทัสสีผู้คงที่ ด้วยใจอันเลื่อมใสนั้นปานดังบำเรอพระพุทธเจ้าเฉพาะพระพักตร์ เราไปสู่เทวโลกแล้ว ได้ความสุขอันไพบูลย์ ในเทวโลกนั้น เรามีผิวพรรณปานทองคำ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เทพนารีของเรามีประมาณ
๘๐ โกฏิ ประดับประดาสวยงาม บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ดนตรี ๖ หมื่น คือ กลอง ตะโพน สังข์บัณเฑาะว์ มโหระทึก บรรเลงอย่างไพเราะในเทวโลกนั้น ช้างกุญชรตระกูลมาตังคะแตกมัน ๓ ครั้ง อายุ ๖๐ ปี ๘,๔๐๐ เชือกประดับสวยงามคลุมด้วยตาข่ายทอง ทำการบำรุงเรา ความเป็นผู้บกพร่องในพลกายและที่อยู่ ไม่มีแก่เรา เราเสวยผลของดอกกะดึงทองได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๘ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๑ ครั้ง และได้เสวยราชสมบัติในมหาปฐพี ๑๐๑ ครั้งบัดนี้ เราได้บรรลุอมตบทอันลึกซึ้ง ยากที่จะเห็นได้ สังโยชน์หมดสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่กัปนี้ เราได้เอาดอกไม้บูชาใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโสณณกิงกณิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบโสณณกิงกณิยเถราปทาน
ทสมํ โสวณฺณโกนฺตริกตฺเถราปทานํ ๑ (๔๓๐)
โสวัณณโกนตริกเถราปทานที่ ๑๐
ว่าด้วยผลแห่งการถวายกระโหลกน้ำเต้า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สกิงสัมมัชชกวรรค โสวัณณโกนตริกเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
มโนภาวนิยํ พุทฺธํ อตฺตทนฺตํ สมาหิตํ
อิริยมานํ พฺรหฺมปเถ จิตฺตวูปสเม รตํ ฯ
นิติณฺณโอฆ สมฺพุทฺธํ ฌายึ ฌานรตํ มุนึ
อุปวิฏฺฐํ ๒ สมาปตฺตึ อินฺทฺริยสํวรปฺปหํ ๓ ฯ
อลาวุโนทกํ คยฺห พุทฺธเสฏฺฐํ อุปาคมึ
พุทฺธปาเท โธวิตฺวาน อลาวุกมทาสหํ ฯ
อาณาเปสิ จ สมฺพุทฺโธ ปทุมุตฺตรนามโก
อิมิโมทกมาหตฺวา ปาทมูเล ฐเปหิ เม ฯ
สาธูติหํ ปฏิสฺสุตฺวา สตฺถุ คารวตายว ๔
อุทกํ ลาวุนาหตฺวา พุทฺธเสฏฺฐํ อุปานยึ ๕ ฯ
อนุโมทิ มหาวีโร จิตฺตํ นิพฺพาปยํ มม
อิมินา ลาวุทาเนน สงฺกปฺโป เต สมิชฺฌตุ ฯ
ปณฺณรเส อิโต กปฺเป เทวโลเก รมึ อหํ
เตตฺตึสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ อโหสหํ ฯ
ทิวา วา ยทิวา รตฺตึ จงฺกมนฺตสฺส ติฏฺฐโต
โสวณฺณํ โกนฺตรํ คยฺห ติฏฺฐนฺติ ๖ ปุรโต มม ฯ
พุทฺธสฺส ทตฺวาน ลาวว ลภามิ โสณฺณโกนฺตรํ
อปฺปกํปิ กรํ การํ วิปุลํ โหติ ตาทิสุ ๗
สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ ลาวุมททึ ตทา
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ อลาวุสฺส อิทํ ผลํ ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา โสวณฺณโกนฺตริโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
โสวณฺณโกนฺตริกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
อุทฺทานํ
สกึสมฺมชฺชโก เถโร เอกทุสฺสาสนปฺปทา
กทมฺพ โกรณฺฑกทา ฆฏสวนิโกปิจ
สุจินฺติโต กึกณิโก โสณฺณโกนฺตริโกปิจ
เอกคาถาสตญฺเจตฺถ เอกสตฺตติเมว จ ฯ
สกึสมฺมชฺชกวคฺโค เตจตฺตาฬีโส ฯ
๑ ม. โสณฺณโกนฺตริกตฺ... ฯ ยุ. สุวณฺณกตฺตริกตฺ... ฯ ๒ ม. อุปติตฺถํ
สมาปนฺนํ ฯ ๓ ม. ยุ. อินฺทิวรทลปฺปภํ ฯ ๔ ม. ยุ. ... จ ฯ ๕ ม. อุปาคมึ ฯ
๖ ม. ติฏฺฐเต ฯ ยุ. ติฏฺฐติ ฯ ๗ ยุ. ตาทิสํ ฯ
เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้อบรมใจ ฝึกพระองค์แล้ว มีพระทัยตั้งมั่นเสด็จดำเนินอยู่ในทางใหญ่ ทรงข้ามโอฆะได้แล้วทรงยินดีในการสงบระงบจิต ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง มีปกติเพ่งพินิจ ยินดีในฌาน เป็นมุนี เข้าสมาบัติ สำรวมอินทรีย์ จึงเอากระโหลกน้ำเต้าตักน้ำเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ล้างพระบาทของพระพุทธเจ้าแล้วถวายน้ำเต้า และพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระได้ทรงบังคับว่า ท่านจงเอากระโหลกน้ำเต้านี้ ตักน้ำมาวางไว้ที่ใกล้ๆ เท้าของเรา เรารับสนองพระพุทธดำรัสว่า สาธุ แล้วเอากระโหลกน้ำเต้ามาวางไว้ใกล้พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เพราะความเคารพต่อพระศาสดา
พระศาสดาผู้ทรงความเพียรใหญ่ เมื่อจะทรงยังจิตของเราให้ดับสนิท ได้ทรงอนุโมทนาว่า ด้วยการถวายน้ำเต้านี้ขอความดำริของท่านจงสำเร็จ ในกัปที่ ๑๕ แต่กัปนี้ เรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๓๓ ครั้ง จะเป็นกลางวันหรือกลางคืนก็ตาม เมื่อเราเดินหรือยืนอยู่ คนทั้งหลายถือถ้วยทองยืนอยู่ข้างหน้าเราเราได้ถ้วยทองเพราะการถวายน้ำเต้าแด่พระพุทธเจ้า สักการะที่ทำไว้ในท่านผู้คงที่ทั้งหลาย ถึงจะน้อยก็ย่อมเป็นของไพบูลย์ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายน้ำเต้าในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งน้ำเต้าเราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโสวัณณโกนตริกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ โสวัณณโกนตริกเถราปทาน.
----------------
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทาน ๖. ฆฏมัณฑทายกเถราปทาน
๒. เอกทุสสทายกเถราปทาน ๗. เอกธัมมสวนิยเถราปทาน๓. เอกาสนทายกเถราปทาน ๘. สุจินติตเถราปทาน๔. สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทาน ๙. โสณณกิงกณิยเถราปทาน
๕. โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน ๑๐. โสวัณณโกนตริกเถราปทาน
และในวรรคนี้ บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๑๗๒ คาถา.
จบสกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓.
End of สกิงสัมมัชชกวรรค