arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · เอกุโปสถวรรค

๙. อุบลวรรณาเถริยาปทาน เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๕๙ (Royal Thai)9/10 in เอกุโปสถวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เอกุโปสถวรรค อุบลวรรณาเถริยาปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 33, pp. 371–380

Page 371

๙. อุปปลวัณณาเถรีอปทาน

ว่าด้วยบุพประวัติของพระอุบลวรรณาเถรี

(พระอุบลวรรณาเถรีได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๑๕๙} [๓๘๔] พระอุบลวรรณาภิกษุณีกล่าวถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์ ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดาแล้วทูลว่า

[๓๘๕] “ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันข้ามพ้นชาติสงสารได้แล้ว บรรลุถึงอจลบทหมดสิ้นทุกข์ทั้งปวงแล้ว ขอกราบทูลว่า

[๓๘๖] ขอประชุมชนผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและพวกชนที่หม่อม ฉันได้ทำความผิดให้ จงยกโทษให้หม่อมฉันเฉพาะพระพักตร์พระชินเจ้าด้วย

[๓๘๗] ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันขอกราบทูลว่า เมื่อหม่อมฉันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ ถ้าจะมีความผิดพลาดไป ก็ขอพระองค์ได้ทรงโปรดยกโทษแก่หม่อมฉันด้วยเถิด”[๓๘๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอุบลวรรณาผู้ทำตามคำสั่งสอนของเรา เธอจงแสดงฤทธิ์ตัดความสงสัยแห่งบริษัท ๔ ในวันนี้เถิด”

[๓๘๙] พระอุบลวรรณาเถรีกราบทูลว่า“ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้มีพระปัญญา ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง หม่อมฉันเป็นธิดาของพระองค์มี กรรมที่ทำได้ยากมาก และกรรมที่ทำได้แสนยากหม่อมฉันทำไว้แล้ว[๓๙๐] ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้ทรงมีพระจักษุ หม่อมฉันมีนามว่าอุบลวรรณาเพราะมีสีกายเหมือนสีดอกอุบล เป็นธิดาของพระองค์ ขอถวายบังคมพระยุคลบาท

Page 372

[๓๙๑] พระราหุลเถระและหม่อมฉันเกิดในสมภพเดียวกันมาหลายร้อยชาติ เป็นผู้มีฉันทจิตเสมอกัน

[๓๙๒] มีความเกิดร่วมกัน ร่วมชาติกัน ในภพนี้ซึ่งเป็นภพสุดท้าย ก็ชื่อว่ามีสมภพเดียวกันทั้งคู่

[๓๙๓] พระโอรสมีนามว่าราหุล พระธิดามีนามว่าอุบลวรรณา ข้าแต่พระวีรเจ้า ขอเชิญทอดพระเนตรฤทธิ์ของหม่อมฉันเกิดหม่อมฉันจะแสดงกำลังถวายพระศาสดา”[๓๙๔] พระอุบลวรรณาเถรีเหยียดมือไปวักนํ้าในมหาสมุทรทั้งสี่มาไว้ในฝ่ามือ เหมือนเด็กเล่นนํ้ามันที่อยู่ในฝ่ามือ

[๓๙๕] พลิกแผ่นดินมาใส่ไว้บนฝ่ามือ เหมือนเด็กหนุ่มถอนหญ้าปล้อง ฉะนั้น

[๓๙๖] ใช้ฝ่ามือปิดครอบจักรวาลไว้แล้ว ให้เม็ดฝนสีต่าง ๆ ให้ตกลงมาข้างบนบ่อย ๆ

[๓๙๗] ทำแผ่นดินให้เป็นครก ทำเม็ดกรวดให้เป็นข้าวเปลือก ทำภูเขาสิเนรุให้เป็นสากแล้วซ้อมอยู่เหมือนเด็กหญิงซ้อมข้าวฉะนั้น

[๓๙๘] ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันมีนามว่าอุบลวรรณา เป็นธิดาแห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ มืความชำนาญในอภิญญาทั้งหลาย เป็นผู้ทำตามคำสั่งสอนของพระองค์[๓๙๙] จักแผลงฤทธิ์ต่าง ๆ ถวายแด่พระองค์ผู้ทรงเป็นนายกของโลก ประกาศนามและโคตรแล้วขอถวายบังคมพระยุคลบาท

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เกิดในสมภพเดียวกัน หมายถึงร่วมภพร่วมชาติเดียวกัน เช่น เกิดเป็นพี่น้องกัน เป็นต้น
Page 373

[๔๐๐] ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพพโสตธาตุ และในเจโตปริยญาณ

[๔๐๑] รู้ชัดปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพพจักขุให้บริสุทธิ์แล้ว มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก

[๔๐๒] หม่อมฉันมีญาณในอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณหมดจดไพบูลย์ ตามสภาพแห่งพระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

[๔๐๓] ข้าแต่พระมหามุนี มีอธิการเป็นอันมากที่หม่อมฉันแสดงแล้ว ในพระชินเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลายในปางก่อนโดยความพินาศไปแห่งมัจฉริยะ (ความตระหนี่) ที่สู้รบกันเพื่อประโยชน์แก่พระองค์[๔๐๔] ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ขอพระองค์จงทรงระลึกถึงกุศลกรรมเก่าของหม่อมฉัน และบุญที่หม่อมฉันสั่งสมไว้เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๔๐๕] ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า เมื่อพระองค์ทรงละเว้นอนาจารในสถานที่ไม่ควร อบรมพระญาณให้แก่กล้าอยู่ ชีวิตอันสูงสุดหม่อมฉันก็สละแล้วเพื่อประโยชน์แก่พระองค์[๔๐๖] ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ได้ประทานชีวิตแก่หม่อมฉันหลายหมื่นโกฏิกัป แม้ตัวหม่อมฉันเองหม่อมฉันก็เสียสละแล้ว เพื่อประโยชน์แก่พระองค์[๔๐๗] ข้าแต่พระองค์ผู้มีฤทธิ์ ไม่มีสิ่งอะไรเปรียบปาน มีพระวิริยะก้าวหน้า ในกาลนั้นหม่อมฉันอัศจรรย์ใจทุกอย่าง ประคองอัญชลีด้วยเศียรเกล้าได้ทูลว่า “กรณียกิจนี้หม่อมฉันได้ทําแล้ว”[๔๐๘] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ในกาลนั้นหม่อมฉันเป็นนางนาคกัญญามีนามว่าวิมลา รู้กันทั่วว่าเป็นผู้ดีกว่าพวกนาคกัญญา

Page 374

[๔๐๙] มหานาคราชนามว่ามโหรคะทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา นิมนต์พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระผู้มีเดชมากพร้อมด้วยพระสาวก[๔๑๐] ตกแต่งมณฑปอันสำเร็จด้วยรัตนะ บัลลังก์อันสำเร็จด้วยรัตนะโปรยทรายรัตนะ เครื่องอุปโภคอันสำเร็จด้วยรัตนะ

[๔๑๑] และมรรคาก็ประดับด้วยธงรัตนะ ไว้ต้อนรับพระสัมพุทธเจ้าประโคมด้วยดนตรีหลายชนิด

[๔๑๒] พระสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นนายกของโลก ทรงแผ่ไปด้วยบริษัท๔ประทับนั่งบนอาสนะอันประเสริฐในภพนาคราชมโหรคะ[๔๑๓] นาคราชได้ถวายข้าว นํ้า และขาทนียโภชนียาหารอย่างดีมีคุณค่ามากแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระยศใหญ่

[๔๑๔] พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นครั้นเสวยเสร็จทรงล้างบาตรด้วยดีแล้วได้ทรงทำกิจคือการอนุโมทนา นางนาคกัญญาผู้มีฤทธิ์มาก[๔๑๕] เห็นพระสัพพัญญูมีรัศมีเปล่งปลั่ง มียศมาก ก็มีจิตเลื่อมใส มีใจเคารพในพระศาสดา

[๔๑๖] ในขณะนั้น พระมหาวีรเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระทรงทราบวาระจิตของหม่อมฉันแล้วทรงแสดงภิกษุณีรูปหนึ่งด้วยฤทธิ์[๔๑๗] ภิกษุณีนั้นมีความกล้าหาญ แสดงฤทธิ์ได้เป็นอเนก หม่อมฉันเกิดปีติปราโมทย์ ได้ทูลถามพระศาสดาว่า

[๔๑๘] “หม่อมฉันได้เห็นฤทธิ์ทั้งหลายที่ภิกษุณีรูปนี้แสดงแล้ว ข้าแต่พระธีรเจ้า ทำอย่างไรภิกษุณีนั้นจึงเป็นผู้กล้าหาญดีในฤทธิ์” พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นตรัสตอบว่า

Page 375

[๔๑๙] “ภิกษุณีนั้นเป็นธิดาเกิดแต่ปากเรา มีฤทธิ์มาก ทำตามคำสั่งสอนของเรา จึงเป็นผู้กล้าหาญดีในฤทธิ์”

[๔๒๐] หม่อมฉันได้สดับพระพุทธพจน์แล้วมีความยินดี ได้ทูลว่า “แม้หม่อมฉันก็ขอเป็นผู้กล้าหาญดีในฤทธิ์เหมือนภิกษุณีองค์นั้น

[๔๒๑] ข้าแต่พระองค์ผู้นายก หม่อมฉันเบิกบานโสมนัส มีใจอุดมถึงที่แล้ว ขอให้ได้เป็นเช่นภิกษุณีนี้ในอนาคตกาล”

[๔๒๒] หม่อมฉันตกแต่งบัลลังก์อันงามด้วยแก้วมณีและมณฑปอันผุดผ่องไว้แล้ว จึงทูลเชิญพระพุทธเจ้าผู้นายกของโลก พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ให้เสวยและฉันอิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและนํ้า[๔๒๓] แล้วได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกอุบลอันเป็นดอกไม้อย่างดีที่พวกนาคเรียกกันในสมัยนั้นว่าดอกอรุณ โดยตั้งความปรารถนาว่า “ขอให้ผิวพรรณของเราจงเป็นเช่นกับสีดอกอุบลนี้”[๔๒๔] ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ หม่อมฉันละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๔๒๕] จุติจากนั้นแล้วมาเกิดในมนุษย์ ได้ถวายบิณฑบาตพร้อมด้วยดอกอุบลเป็นอันมากแด่พระสยัมภู

[๔๒๖] ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสีผู้มีพระเนตรงาม มีพระจักษุในธรรมทั้งปวงเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๔๒๗] ในกาลนั้น หม่อมฉันเกิดเป็นธิดาเศรษฐีในพระนครพาราณสีอันอุดม ได้นิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นนายกของโลกพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์[๔๒๘] ถวายมหาทานและบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกอุบลเป็นอันมากแล้ว ได้ปรารถนาให้มีผิวพรรณงามเหมือนดอกอุบล

Page 376

[๔๒๙] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้ามีพระนามว่ากัสสปะผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ มีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิตเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๔๓๐] ในกาลนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกีในพระนครพาราณสีอันอุดม เป็นใหญ่กว่าชนทั้งหลาย เป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

[๔๓๑] หม่อมฉันเป็นพระธิดาองค์ที่ ๒ ของท้าวเธอ มีนามปรากฏว่าสมณคุตตา ได้ฟังธรรมของพระพิชิตมารผู้เลิศแล้วก็พอใจบรรพชา

[๔๓๒] แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้พวกหม่อมฉันบวช จึงต้องอยู่ครองเรือนอย่างไม่เบื่อหน่าย ๒๐,๐๐๐ ปี

[๔๓๓] พวกหม่อมฉันผู้เป็นราชกัญญาทั้ง ๗ องค์ดำรงอยู่ในความสุขประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารีอยู่ เพลิดเพลินยินดีในการบำรุงพระพุทธเจ้า คือ

[๔๓๔] พระนางสมณี ๑ พระนางสมณคุตตา ๑ พระนางภิกขุนี ๑ พระนางภิกขุทาสิกา ๑ พระนางธัมมา ๑ พระนางสุธัมมา ๑ พระนางสังฆทาสิกาเป็นที่ ๗

[๔๓๕] (พระราชกัญญาทั้ง ๗ นั้น ต่อมา) ได้กลับมาเกิดเป็นหม่อมฉัน เป็นพระเขมาเถรีผู้มีปัญญา เป็นพระปฏาจาราเถรี เป็นพระกุณฑลเกสีเถรี เป็นพระกิสาโคตมีเถรี เป็นพระธัมมทินนาเถรี และคนที่ ๗ เป็นนางวิสาขาอุบาสิกา[๔๓๖] ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ หม่อมฉันละร่างมนษย์แล้วได้เข้าถึงสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

Page 377

[๔๓๗] จุติจากนั้นแล้วมาเกิดในตระกูลใหญ่ในพวกมนุษย์ ได้ถวายผ้าอย่างดีมีสีเหลืองเนื้อเกลี้ยงแก่พระอรหันต์องค์หนึ่ง[๔๓๘] จุติจากอัตภาพนั้นแล้วไปเกิดในตระกูลพราหมณ์ในเมืองอริฏฐะ เป็นธิดาของพราหมณ์ชื่อติริฏิวัจฉะ มีชื่อว่าอุมมาทันตีผู้ดึงดูดใจ[๔๓๙] จุติจากอัตภาพนั้นแล้วไปเกิดในตระกูลหนึ่งซึ่งไม่มีความอุดมนักในชนบท เป็นผู้ขวนขวายเฝ้าไร่ข้าวสาสีในกาลนั้น[๔๔๐] หม่อมฉันได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งจึงได้ถวายข้าวตอก ๕๐๐ ดอกกับดอกปทุม ปรารถนาให้มีบุตร ๕๐๐ คน[๔๔๑] เมื่อมีบุตรเท่านั้นแล้วได้ถวายนํ้าผึ้งแก่พระสยัมภู จุติจากอัตภาพนั้นแล้วได้เกิดในป่าที่มีสระบัว[๔๔๒] ได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้ากาสี ผู้คนสักการบูชา มีพระราชโอรสครบ ๕๐๐ องค์

[๔๔๓] เมื่อพระราชโอรสเหล่านั้นทรงเจริญวัยแล้วไปทรงเล่นนํ้ากัน ได้เห็นดอกบัวที่ร่วงโรยไป ก็ได้สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า[๔๔๔] หม่อมฉันนั้นพลัดพรากจากบุตรผู้ประเสริฐเหล่านั้น ก็มีความเศร้าโศก จุติจากอัตภาพนั้นแล้วไปเกิดในหมู่บ้านข้างภูเขาอิสิคิลิ[๔๔๕] ในเมื่อหม่อมฉันเจริญวัยมีบุตรแล้ว ได้ถือข้าวยาคูไปเพื่อบุตรและเพื่อตน พบพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์[๔๔๖] เข้าไปยังหมู่บ้านเพื่อภิกษา ก็ระลึกถึงบุตรขึ้นมาได้ ธารนํ้านมของหม่อมฉันก็ไหลออกมาเพราะความรักบุตร

Page 378

[๔๔๗] หม่อมฉันเลื่อมใสได้ถวายยาคู ด้วยมือทั้งสองของตนแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น หม่อมฉันจุติจากอัตภาพนั้นแล้วไปเกิดในนันทวันในภพดาวดึงส์[๔๔๘] ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ได้เสวยสุขและทุกข์ และบริจาคชีวิตเพื่อประโยชน์แก่พราหมณ์

[๔๔๙] หม่อมฉันมีทุกข์ก็มาก มีสมบัติก็มาก ดังที่กราบทูลมานี้ ในภพหลังสุดที่ถึงแล้วนี้

[๔๕๐] หม่อมฉันเกิดในตระกูลเศรษฐีมีทรัพย์มาก ประกอบด้วยสุขสมบัติ มีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่าง ๆ มั่งคั่งด้วยกามสุข ทั้งปวงในพระนครสาวัตถี[๔๕๑] เป็นผู้ที่ประชุมชนสักการะ บูชา นับถือ ยำเกรง ประกอบด้วยรูปสมบัติ อันคนจำนวนมากในตระกูลทั้งหลายสักการะ

[๔๕๒] และปรารถนาอย่างยิ่งเพราะรูปสิริและโภคสมบัติ พวกเศรษฐีบุตรหลายร้อยต่างมุ่งหมายกัน

[๔๕๓] หม่อมฉันละทิ้งเรือนออกบวช ยังไม่ถึงกึ่งเดือน ก็ได้บรรลุจตุสัจจธรรม (อริยสัจ ๔)

[๔๕๔] หม่อมฉันเนรมิตรถเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสด้วยฤทธิ์แล้วขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระโลกนาถมีพระสิริ

[๔๕๕] มารกล่าวกะหม่อมฉันว่า “ท่านผู้เดียวเข้าไปอาศัยป่าไม้สาละที่ออกดอกบานสะพรั่งตลอดยอด ยืนอยู่ที่โคนไม้ ท่านไม่มีใครเป็นเพื่อน ดูก่อนแม่นางผู้โง่เขลา ท่านไม่กลัวพวกนักเลงหรือ”

Page 379

[๔๕๖] หม่อมฉันกล่าวว่า “ถึงจะมีนักเลงตั้งร้อยตั้งพันเช่นนี้มาในที่นี้ เราก็ไม่หวั่นไหว ไม่สะเทือนขน ดูก่อนมาร ท่านคนเดียว จักทำอะไรเราได้[๔๕๗] เรานี้จะหายตัวก็ได้ หรือจะเข้าท้องของท่านก็ได้ แม้จะยืนอยู่ระหว่างคิ้วของท่าน ท่านก็ไม่เห็นเรายืนอยู่

[๔๕๘] เราเป็นผู้ชำนาญในทางจิต อบรมอิทธิบาทดีแล้ว หลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวง เราจึงไม่กลัวภัยนั้น ท่านผู้มีอายุ

[๔๕๙] กามทั้งหลายมีอุปมาดังหอกและหลาวเป็นฝีร้ายแห่งขันธ์ทั้งหลาย บัดนี้เราไม่ไยดีถึงความยินดีในกามที่ท่านกล่าวถึงนั้น[๔๖๐] เรากำจัดความเพลิดเพลินในสิ่งทั้งปวงได้แล้ว ทำลายกองแห่งความมืดได้แล้ว ดูก่อนมารใจบาป ท่านจงรู้อย่างนี้ถึงตัวท่านเองเราก็กำจัดได้แล้ว”[๔๖๑] พระชินเจ้าผู้นําอย่างพิเศษทรงพอพระทัยในคุณสมบัตินั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะในหมู่บริษัทว่าอุบลวรรณาภิกษุณีเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุณีที่มีฤทธิ์[๔๖๒] ดิฉันบำรุงพระบรมศาสดาแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำแล้ว ดิฉันปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาที่นำไปสู่ภพได้แล้ว[๔๖๓] ดิฉันบรรลุถึงประโยชน์คือธรรมอันเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวงที่ กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว

[๔๖๔] พวกทายกน้อมเข้ามาซึ่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชปัจจัยโดยขณะหนึ่งมากหลายพัน

Page 380

[๔๖๕-๔๖๗] ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดิฉันทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล

นัยว่า พระอุบลวรรณาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ อุปปลวัณณาเถรีอปทานที่ ๙

๑๐. ปฏาจาราเถรีอปทาน

ว่าด้วยบุพประวัติของพระปฏาจาราเถรี

(พระปฏาจาราเถรีได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๑๖๐} [๔๖๘] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระชินเจ้าผู้ทรงเป็นพระนายกของโลกพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว[๔๖๙] ในกาลนั้น ดิฉันเกิดในตระกูลเศรษฐีซึ่งมีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่าง ๆ ในพระนครหังสวดี เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความสุขเป็นอันมาก[๔๗๐] ดิฉันเข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้นแล้วได้ฟังพระธรรมเทศนา มีความเลื่อมใสอันเกิดในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น จึงได้ถึงพระองค์เป็นสรณะ[๔๗๑] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญภิกษุณีองค์หนึ่ง ผู้มีความละอาย ผู้คงที่ คล่องแคล้วในกิจที่ควรและกิจที่ไม่ควรว่าเป็นผู้เสิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้ทรงวินัย

End of ๙. อุบลวรรณาเถริยาปทาน