arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · กุณฑลเกสวรรค

๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๖๑ (Royal Thai)1/10 in กุณฑลเกสวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กุณฑลเกสวรรค กุณฑลเกสีเถริยาปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 33, pp. 386–392

Page 386

๓. กุณฑลเกสีวรรค

๑. กุณฑลเกสีเถรีอปทาน

ว่าด้วยบุพประวัติของพระกุณฑลเกสีเถรี

(พระกุณฑลเถรีได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๑๖๑} [๑] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ผู้ทรงเป็นพระนายกของโลกเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว[๒] ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีอันมีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่าง ๆ ในพระนครหังสวดี เป็นผู้เพรียบพร้อมไปด้วยความสุขมาก[๓] ดิฉันเข้าไปเฝ้าพระหาวีรเจ้าพระองค์นั้นแล้วได้ฟังธรรมอันสูงสุด เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น จึงได้ถึงพระองค์เป็นสรณะ[๔] ครั้งนั้น พระพิชิตมารผู้เป็นพระนายกพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา ทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่งผู้มีปัญญาดีว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายขิปปาภิญญา[๕] ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้วมีความพอใจ ถวายทานแต่พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว ซบเศียรลงแทบพระบาทปรารถนาตำแหน่งนั้น[๖] พระมหาวีรเจ้าทรงอนุโมทนาตรัสว่า “นางผู้เจริญ ตำแหน่งใดเธอปรารถนาแล้วตำแหน่งนั้นทั้งหมดจักสำเร็จแก่เธอ เธอจงเป็นผู้มีสุข เย็นใจเถิด

Page 387

[๗] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในราชวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก[๘] เธอผู้เจริญนี้จักได้เป็นภิกษุณีธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นธิดาอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวิกาของพระศาสดา มีชื่อว่าภัททากุณฑลเกสี,,[๙] ด้วยธรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ ดิฉันละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๑๐] จุติจากภพนั้นแล้วไปสู่ชั้นยามา จุติจากนั้นแล้วไปสู่ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้วไปสู่ชั้นนิมมานรดี จุติจากนั้นแล้วไปสู่ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี[๑๑] ด้วยอำนาจกุศลกรรมนั้น ดิฉันเกิดในภพใด ๆ ก็ได้ครองตำแหน่งราชมเหสีในภพนั้น ๆ

[๑๒] จุติจากชั้นปรนิมมิตวสวัตตีแล้วได้ครองตำแหน่งพระมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ และพระราชาที่เป็นเอกราชในหมู่มนุษย์[๑๓] ดิฉันได้เสวยราชสมบัติในเทวดาและมนุษย์ เจริญด้วยความสุขทุกๆ ภพ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกัปเป็นอันมาก

[๑๔] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ มีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่าพวกนักปราชญ์ทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว[๑๕] ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกีทรงเป็นใหญ่กว่านรชน ในพระนครพาราณสีอันอุดม ทรงเป็นอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

Page 388

[๑๖] ดิฉันเป็นพระธิดาองค์ที่ ๔ ของท้าวเธอ มีนามปรากฏว่าภิกขุทาสีได้ฟังธรรมของพระพิชิตมารผู้เลิศแล้วก็พอใจบรรพชา

[๑๗] แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้พวกดิฉันบวช จึงต้องอยู่ครองเรือนอย่างไม่เบื่อหน่าย ๒๐,๐๐๐ ปี

[๑๘] พวกดิฉันผู้เป็นราชกัญญาทั้ง ๗ องค์ ดำรงอยู่ในความสุขประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารีอยู่ เพลิดเพลินยินดีในการบำรุงพระพุทธเจ้า คือ

[๑๙] พระนางสมณี ๑ พระนางสมณคุตตา ๑ พระนางภิกขุนี ๑ พระนางภิกขุทาสิกา ๑ พระนางธัมมา ๑ พระนางสุธัมมา ๑ พระนางสังฆทาสิกาเป็นที่ ๗

[๒๐] (พระราชกัญญาทั้ง ๗ นั้น ต่อมา) ได้กลับมาเกิดเป็นพระเขมาเถรี เป็นพระอุบลวรรณาเถรี เป็นพระปฏาจาราเถรี เป็นดิฉัน เป็นพระกิสาโคตมีเถรี เป็นพระธัมมทินนาเถรี และคนที่ ๗ เป็นนางวิสาขาอุบาสิกา

[๒๑] ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ ดิฉันละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๒๒] ในภพสุดท้ายบัดนี้ ดิฉันเกิดในตระกูลเศรษฐีที่มีความเจริญในพระนครราชคฤห์อันอุดม เมื่อดำรงอยู่ในความเป็นสาว

[๒๓] ได้เห็นราชบุรุษนำโจรไปเพื่อจะฆ่าเข้าก็มีความรักในโจรคนนั้นบิดาของดิฉันปลดเปลื้องโจรนั้นให้หลุดพ้นจากการถูกฆ่าด้วยทรัพย์ ๑,๐๐๐

[๒๔] รู้จักใจดิฉันแล้วยกดิฉันให้กับโจรนั้น ดิฉันรักใคร่เอ็นดู เกื้อกูลโจรนั้นมาก

Page 389

[๒๕] แต่โจรนั้นพาดิฉันผู้ช่วยขนเครื่องบวงสรวงไปที่ภูเขามีเหวเป็นที่ทิ้งโจรแล้วดิดจะฆ่าดิฉันเสีย ด้วยความโลภในเครื่องประดับของดิฉัน[๒๖] เวลานั้นดิฉันจะรักษาชีวิตของตัวไว้ จึงประนมมือไหว้โจร ผู้เป็นศัตรูเป็นอย่างดีแล้วกล่าวว่า

[๒๗] “นายจ๋า สร้อยทองคำ แก้วมุกดา และแก้วไพฑูรย์เป็นอันมาก ทั้งหมดนี้นายเอาไปเถิด และจงประกาศว่าฉันเป็นทาสีเถิด”[๒๘] เขาตอบว่า “แม่นางเอ๋ย จงตายเสียเถิด อย่ามัวรำพันอยู่เลย เรามุ่งจะฆ่านางผู้มาถึงป่าแล้ว”

[๒๙] “ตั้งแต่น้องจําความได้จนเติบโตเป็นสาวรู้เรื่องรัก ยังไม่นึกรักชายใดที่รู้จักยิ่งกว่าพี่เลย

[๓๐] มาเถิด น้องขอกอดพี่ กระทำประทักษิณพี่ ขอไหว้พี่เป็นครั้งสุดท้าย เพราะพี่กับน้องจะไม่ได้ร่วมกินร่วมนอนกันต่อไปอีกแล้ว”[๓๑] (เทวดากล่าวว่า) “ใช่ว่าบุรุษเท่านั้นจะเป็นบัณฑิตในที่ทุกแห่งถึงสตรีก็เป็นบัณฑิตในที่นั้น ๆ ได้ หากมีปัญญาประจักษ์[๓๒] ใช่ว่าบุรุษเท่านั้นจะเป็นบัณฑิตในที่ทุกแห่ง ถึงสตรีก็เป็นบัณฑิตในที่นั้น ๆ ได้ หากคิดเหตุผลได้เร็ว”[๓๓] ในขณะนั้น ดิฉันคิดอะไรได้หลายอย่างอย่างรวดเร็วฉับพลันซึ่งเต็มอยู่ในจิตใจ จึงฆ่าศัตรูลงได้

[๓๔] ผู้ใดไม่รู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เร็วไว ผู้นั้นมีปัญญาเขลา ยอมถูกเขาฆ่า เหมือนโจรลูกฆ่าที่เหวฉะนั้น

Page 390

[๓๕] ผู้ใดรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ว่องไว ผู้นั้นย่อมพ้นจากพวกศัตรูได้เหมือนดิฉันพ้นจากโจรที่เป็นศัตรูในครั้งนั้นฉะนั้น[๓๖] ดิฉันผลักศัตรูให้ตกเหวไปแล้วก็เข้าไปยังสำนักของพวกปริพาชกที่ครองผ้าขาว บวชแล้ว

[๓๗] ครั้งนั้น พวกปริพาชกใช้แหนบถอนผมดิฉันจนหมดแล้วให้บวชสอนลัทธิให้ติดต่อกันมา

[๓๘] ดิฉันเรียนลัทธินั้นแล้วนั่งคิดลัทธินั้นอยู่ผู้เดียวว่าเหมือนสุนัขทำกะมนุษย์

[๓๙] ถือเอากิ่งไม้ที่หักแล้วมาปักไว้ใกล้ดิฉันแล้วก็หลีกไป ดิฉันเห็นแล้วได้นิมิตที่ตั้งอยู่เหมือนเป็นหมู่หนอน

[๔๐] ดิฉันลุกจากที่นั้นแล้ว มีความสลดใจ จึงมาถามพวกปริพาชกที่มีลัทธิร่วมกัน พวกนั้นบอกว่าพวกภิกษุศากยบุตรย่อมรู้เรื่องนั้น[๔๑] ดิฉันจึงเข้าไปหาพุทธสาวกแล้วถามเรื่องนั้น พุทธสาวกเหล่านั้นพาดิฉันไปในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ[๔๒] พระองค์ผู้ทรงเป็นนายกของโลกทรงแสดงธรรมแก่ดิฉันว่า “ขันธ์อายตนะ และธาตุทั้งหลายไม่งาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา”[๔๓] ดิฉันได้ฟังธรรมของพระองค์แล้วยังธรรมจักษุให้หมดจดวิเศษ รู้สัทธรรมแล้วได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบท[๔๔] ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าอันดิฉันทูลขอแล้วได้ตรัสว่า“มาเถิดนางผู้เจริญ” ดิฉันอุปสมบทแล้วได้เห็นน้ำหน่อยหนึ่ง

Page 391

[๔๕] รู้จักสังขารอันมีความเกิดและความดับด้วยนํ้าล้างเท้า จึงคิดเห็นว่าสังขารทั้งปวงย่อมเป็นอย่างนั้น

[๔๖] ลำดับนั้น จิตของดิฉันพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่นโดยประการทั้งปวง ครั้งนั้นพระพิชิตมารทรงตั้งดิฉันว่าเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายขิปปาภิญญา (ผู้ตรัสรู้ได้เร็ว)

[๔๗] ดิฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์และทิพยโสตธาตุ รู้วาระจิตผู้อื่น เป็นผู้ทำตามสัตถุศาสน์ (คำสอนของพระศาสดา)

[๔๘] รู้ชัดปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพพจักขุให้บริสุทธิ์แล้ว มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก

[๔๙] ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้ว ปฏิบัติพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว

[๕๐] ดิฉันบรรลุถึงประโยชน์คือธรรมอันเป็นที่สิ้นสังโยชน์ที่กุลบุตร ทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว

[๕๑] ญาณของดิฉันในอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณหมดจดไพบูลย์ เพราะอำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด

[๕๒] ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกขาดดังช้างพังตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่[๕๓] การที่ดิฉันได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดนี้เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ ดิฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าดิฉันก็ได้ทำเสร็จแล้ว[๕๔] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ดิฉันได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าดิฉันทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล

Page 392

นัยว่า พระภัททากุณฑลเกสีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ กุณฑลเกสีเถรีอปทานที่ ๑

๒. กิสาโคตมีเถรีอปทาน

ว่าด้วยบุพประวัติของพระกิสาโคตมีเถรี

(พระกิสาโคตมีเถรีได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๑๖๒} [๕๕] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงผู้ทรงเป็นนายกของโลกเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว[๕๖] ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในตระกูลแห่งหนึ่งในพระนครหังสวดี เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านรชนพระองค์นั้นแล้วถึงพระองค์เป็นสรณะ[๕๗] ได้ฟังธรรมของพระองค์ซึ่งประกอบด้วยสัจจะ ๔ ไพเราะจับใจอย่างยิ่ง นำมาซึ่งสันติสุขแห่งจิต

[๕๘] ในกาลนั้น พระธีรเจ้าผู้สูงสุดกว่าบุรุษ เมื่อทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่งผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง ทรงสรรเสริญไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ[๕๙] ดิฉันได้ฟังคุณของภิกษุณีแล้วเกิดปีติมาก จึงทำสักการะแด่พระพุทธเจ้าตามความสามารถ ตามกำลัง

[๖๐] หมอบลงใกล้พระธีรมุนิแล้วปรารถนาตำแหน่งนั้น ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นนายกของโลกทรงอนุโมทนาเพื่อการได้ตำแหน่งว่า

End of ๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน