arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · เอกุโปสถวรรค

๙. อุบลวรรณาเถริยาปทาน เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๕๙ (Royal Thai)9/10 in เอกุโปสถวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

นวมํ อุปฺปลวณฺณาเถริยาปทานํ (๑๙)

อุบลวรรณาเถริยาปทานที่ ๙

ว่าด้วยบุพจริยาของพระอุบลวรรณาเถรี

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เอกุโปสถวรรค อุบลวรรณาเถริยาปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

Pali (Siam Rath)

ภิกฺขุนี อุปฺปลวณฺณา อิทฺธิยา ปารมึ คตา

วนฺทิตฺวา สตฺถุโน ปาเท อิมํ วจนมพฺรวิ ฯ

นิติณฺณา ๑ ชาติสํสารํ ปตฺตาหํ อจลํ ปทํ

สพฺพทุกฺขํ มยา ขีณํ อาโรเจมิ มหามุนิ ฯ

ยาวตา ปริสา อตฺถิ ปสนฺนา ชินสาสเน

เยสญฺจ เมปราโธตฺถิ ขมนฺตุ ชินสมฺมุขา ฯ

สํสาเร สํสรนฺตา ๑ เม ขลิตํ เม สเจ ภเว

อาโรเจมิ มหาวีร อปราธํ ขมสฺสุ เม ๒ ฯ

อิทฺธิญฺจาปิ นิทสฺเสหิ มม สาสนการิเก

จตสฺโส ปริสา อชฺช กงฺขํ ฉินฺทาหิ ยาวตา ฯ

ธีตา ตุยฺหํ มหาวีร ปญฺญวนฺต ชุตินฺธร

พหุญฺจ ทุกฺกรํ กมฺมํ กตํ เม อติทุกฺกรํ ฯ

อุปฺปลสฺเสว เม วณฺโณ นาเมนุปฺปลนามิกา

สา ธีตา เต มหาวีร ปาเท วนฺทามิ จกฺขุมา ฯ

ราหุโล จ อหญฺเจว เนกชาติสเต พหู

เอกสฺมึ สมฺภเว ชาตา สมานฉนฺทเจตสา ฯ

นิพฺพตฺติ เอกโต โหติ ชาติยา จาปิ เอกโต

ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต อุภโย นามสมฺภวา ฯ

ปุตฺโต จ ราหุโล นาม ธีตา อุปฺปลสวฺหยา

ปสฺส วีร มม อิทฺธึ พลํ ทสฺเสมิ สตฺถุโน ฯ

มหาสมุทฺเท จตุโร ปกฺขิปิ หตฺถปาณิยํ

เตลํ หตฺถคตญฺเจว ๓ ขิฑฺโฑ โกมารโก ยถา ฯ

อุพฺพตฺตยิตฺวา ปฐวึ ปกฺขิปิ หตฺถปาณิยํ

จิตฺตมุญฺชํ ยถา นาม ลุญฺจิ โกมารโก ยุวา ฯ

จกฺกวาฬสมํ ปาณึ ฉาทยิตฺวาน มตฺถเก

วสฺสาเปตฺวาน ผุสิตํ นานาวณฺณํ ปุนปฺปุนํ ฯ

ภูมึ อุทุกฺขลํ กตฺวา ธญฺญํ กตฺวาน สกฺขรํ

สิเนรุํ มุสลํ กตฺวา มทฺทิ โกมาริกา ยถา ๑ ฯ

ธีตาหํ พุทฺธเสฏฺฐสฺส นาเมนุปฺปลสวฺหยา

อภิญฺญาสุ วสีภูตา ตว สาสนการิกา ฯ

นานาวิกุพฺพนํ กตฺวา ทสฺเสตฺวา โลกนายกํ

นามโคตฺตํ ปกาเสตฺวา ๒ ปาเท วนฺทามิ จกฺขุมา ฯ

อิทฺธิยา จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา

เจโตปริยญาณสฺส วสี โหมิ มหามุเน ฯ

ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ

สพฺพาสวา ปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ

อตฺถธมฺมนิรุตฺตีสุ ปฏิภาเณ ตเถว จ

ญาณํ เม วิปุลํ ๓ สุทฺธ สภาเวน มเหสิโน ฯ

ปุริมานํ ชินคฺคานํ สงฺคามนฺเตน ทสฺสิตํ ๔

อธิการํ พหุ มยฺหํ ตุยฺหตฺถาย มหามุนิ ฯ

ยํ มยา ปุริมํ กมฺมํ กุสลํ สร ๕ เม มุนิ

ตวตฺถาย มหาวีร ปุญฺญํ อุปจิตํ มยา ฯ

อภพฺพฏฺฐาเน วชฺเชตฺวา ปริปาเจนฺโต อนาจารํ ๖

ตวตฺถาย มหาวีร จตฺตํ ๗ เม ชีวิตุตฺตมํ ฯ

ทสโกฏิสหสฺสานิ อทาสิ มม ชีวิตํ

ปริจตฺตา จ เม โหมิ ตวตฺถาย มหามุนิ ฯ

ตทาติวิมฺหิตา สพฺพา สิรสาว กตญฺชลี

อโวจยฺเย กตํ อาสิ อตุลิทฺธิ ปรกฺกมา ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป นาคกญฺญา อหํ ตทา

วิมลา นาม นาเมน กญฺญานํ สาธุสมฺมตา ฯ

มโหรโค มหานาโค ปสนฺโน ชินสาสเน

ปทุมุตฺตรํ มหาเตชํ นิมนฺเตสิ สสาวกํ ฯ

รตนมยญฺจ มณฺฑปํ ปลฺลงฺกํ รตนามยํ

รตนวาลุกากิณฺณํ อุปโภคํ รตนามยํ ฯ

มคฺคญฺจ ปฏิยาเทสิ รตนธชภูสิตํ

ปจฺจุคฺคนฺตฺวาน สมฺพุทฺธํ วชฺชนฺโต ตุริเยหิ โส ฯ

ปริสาหิ จ จตูหิ ผรเต ๑ โลกนายโก

มโหรคสฺส ภวเน นิสีทิ ปรมาสเน ๒ ฯ

อนฺนปานํ ขาทนียํ โภชนญฺจ มหารหํ

วรํ วรญฺจ ปาทาสิ นาคราชา มหายสํ ๓ ฯ

ภุญฺชิตฺวาน ส สมฺพุทฺโธ ๔ ปตฺเต โธวิตฺว โยนิโส

อนุโมทนิยํกาสิ นาคกญฺญา มหิทฺธิกา ฯ

สพฺพญฺญญ ผุลฺลิตํ ทิสฺวา นาคกญฺญา มหายสํ

ปสนฺนํ สตฺถุโน จิตฺตํ สุนิวทฺธญฺจ มานสํ ฯ

มมญฺจ จิตฺตมญฺญาย ชลชุตฺตมนามโก

ตสฺมึ ขเณ มหาวีโร ภิกฺขุนึ ทสฺสยิทฺธิยา ฯ

อิทฺธี อเนกา ทสฺเสสิ ภิกฺขุนี สา วิสารทา

ปโมทิตา เวทชาตา สตฺถารํ เอตทพฺรวึ ฯ

อทฺทสาหํ อิมา อิทฺธี ๑ สุมิตา อิตรายปิ

กถํ อโหสิ สา ธีร อิทฺธิยา สุวิสารทา ฯ

โอรสามุขโต ชาตา ธีตา มม มหิทฺธิกา

มมานุสาสนีการา อิทฺธิยา สุวิสารทา ฯ

พุทฺธสฺส วจนํ สุตฺวา ตุฏฺฐา เอวํ อโวจหํ ๒

อหํปิ ตาทิสา โหมิ อิทฺธิยา สุวิสารทา ฯ

ปโมทิตาหํ สุมนา ปตฺตอุตฺตมมานสา ๓

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน อีทิสา โหมิ นายก ฯ

มณิมยญฺจ ๔ ปลฺลงฺกํ มณฺฑปญฺจ ปภสฺสรํ

อนฺนปาเนน ตปฺเปตฺวา สสงฺฆํ โลกนายกํ ฯ

นาคานํ ปวรํ ปุปฺผํ อรุณํ นาม อุปฺปลํ

วณฺณํ เม อีทิสํ โหตุ ปูเชสึ โลกนายกํ ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

ตโต จุตาหํ มนุเช อุปปนฺนา สยมฺภุโน

อุปฺปเลหิ ปฏิจฺฉนฺนํ ปิณฺฑปาตมทาสหํ ฯ

เอกนวุเต อิโต กปฺเป วิปสฺสี นาม นายโก

อุปฺปชฺชิ จารุนยโน สพฺพธมฺเมสุ จกฺขุมา ฯ

เสฏฺฐิธีตา ตทา หุตฺวา พาราณสิปุรุตฺตเม

นิมนฺเตตฺวาน สมฺพุทฺธํ สสงฺฆํ โลกนายกํ ฯ

มหาทานํ ททิตฺวาน อุปฺปเลหิ วินายกํ

ปูชยิตฺวา จ เตเหว วณฺณโสภํ อปตฺถยึ ฯ

อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส

กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ

อุปฏฺฐาโก มเหสิสฺส ตทา อาสิ นริสฺสโร

กาสิราชา กิกี นาม พาราณสิปุรุตฺตเม ฯ

ตสฺสาสึ ทุติยา ธีตา สมณีคุตฺตสวฺหยา

ธมฺมํ สุตฺวา ชินคฺคสฺส ปพฺพชฺชํ สมโรจยึ ฯ

อนุชานิ น โน ตาโต อคาเรว ตทา มยํ

วีสํ วสฺสสหสฺสานิ วิจริมฺห อตนฺทิตา ฯ

โกมาริพฺรหฺมจริยํ ราชกญฺญา สุเขฏฺฐิตา

พุทฺโธปฏฺฐานนิรตา มุทิตา สตฺต ธีตโร ฯ

สมณี สมณคุตฺตา จ ภิกฺขุนี ภิกฺขุทาสิกา

ธมฺมา เจว สุธมฺมา จ สตฺตมี สงฺฆทาสิกา ฯ

อหํ เขมา จ สปฺปญฺญา ปฏาจารา จ กุณฺฑลา

กิสาโคตมี ธมฺมทินฺนา วิสาขา โหติ สตฺตมี ฯ

เตหิ กมฺเมหิ สุกเตหิ เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

ตโต จุตา มนุสฺเสสุ อุปปนฺนา มหากุเล

ปีตมฏฺฐวรํ ทุสฺสํ อทํ อรหโต อหํ ฯ

ตโต จุตา อริฏฺฐปุเร ชาตา วิปฺปกุเล อหํ

ธีตา ติริฏิวจฺฉสฺส อุมฺมาทนฺตี มโนหรา ฯ

ตโต จุตา ชนปเท กุเล อญฺญตเร อหํ

ปสุตา นาติผีตมฺหิ สาลึ โคเปมหนฺตทา ฯ

ทิสฺวา ปจฺเจกสมฺพุทฺธํ ปญฺจลาชสตานหํ

ทตฺวา ปทุมฉนฺนานิ ปญฺจ ปุตฺตสตานิปิ ๑ ฯ

ปตฺถยึ เตสุ ปุตฺเตสุ ๒ มธธ ทตฺวา สยมฺภุโน

ตโต จุตา อรญฺเญหํ อชายึ ปทุโมทเร ฯ

กาสิรญฺโญ มเหสีหํ หุตฺวา สกฺกตปูชิตา

อชนึ ราชปุตฺตานํ อนูนํ สตปญฺจกํ ฯ

ยทา เต โยพฺพนปฺปตฺตา กีฬนฺตา ชลกีฬิตํ

ทิสฺวาน โอปตฺตปทุมํ อาสุํ ปจฺเจกนายกา ฯ

สาหํ เตหิ วินาภูตา สุตวเรหิ ๓ โสกินี

จุตา อิสิคิลิปสฺเส คามกมฺหิ อชายิหํ ฯ

ยทา พุทฺธาสุตมติ สุตานํ อตฺตโนปิจ ๔

ยาคุํ อาทาย คจฺฉนฺติ อฏฺฐ ปจฺเจกนายเก ฯ

ภิกฺขาย คามํ คจฺฉนฺเต ทิสฺวา ปุตฺเต อนุสฺสรึ

ขีรธารา วินิคฺคญฺฉิ ตทา เม ปุตฺตเปมสา ฯ

ตโต เตสํ อทํ ยาคุํ ปสนฺนา เสหิ ปาณิภิ

ตโต จุตาหํ ติทสํ นนฺทนํ อุปปชฺชหํ ฯ

อนุโภตฺวา สุขทุกฺขํ สํสริตฺวา ภวาภเว

ตวตฺถาย มหาวีร ปริจฺจตฺตญฺจ ชีวิตํ ฯ

เอวํ พหุวิธํ ทุกฺขํ สมฺปตฺตี จ พหูวิธา

ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต ชาตา สาวตฺถิยํ ปุเร ฯ

มหทฺธเน เสฏฺฐิกุเล สุขิเต สชฺชิเต ตถา

นานารตนปชฺโชเต สพฺพกามสมิทฺธเน ฯ

สกฺกตปูชิตา เจว มานิตาปจิตา ตถา

รูปสิรึ อนุปฺปตฺตา กุเลสุ อติสกฺกตา ฯ

อตีว ปตฺถิตา จาสึ รูปโภคสิรีหิ จ

ปตฺถิตา เสฏฺฐิปุตฺเตหิ อเนเกหิ สเตหิ จ ฯ

อคารํ ปชหิตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ

อฑฺฒมาเส ๑ อสมฺปตฺเต จตุสจฺจํ อปาปุณึ ฯ

อิทฺธิยา อภินิมฺมิตฺวา จตุรสฺสํ รถํ อหํ

พุทฺธสฺส ปาเท อวนฺทึ ๒ โลกนาถสิริมโต ๓ ฯ

สุปุปฺผิตคฺคํ อุปคมฺม ปาทปํ ๔

เอกา ตุวํ ติฏฺฐสิ สาลมูเล

น จาปิ ตุยฺหํ ทุติยตฺถิ โกจิ ๑

พาเล น ตฺวํ ภายสิ ธุตฺตกานํ ฯ

สตํ สหสฺสานิปิ ธุตฺตกานํ

อิธาคตา เอทิสกา ภเวยฺยุํ ๒

โลมํ น อิญฺเช นปิ สมฺปเวเธ ๓

กึ เม ตุวํ มาร กริสฺสเสโก ๔ ฯ

เอสา อนฺตรธายามิ กุจฺฉึ วา ปวิสามิ เต

ภมุกนฺตริกายมฺปิ ติฏฺฐนฺตึ มํ น ทกฺขสิ ฯ

จิตฺตมฺหิ วสิภูตาหํ อิทฺธิปาทา สุวิภาวิตา

สพฺพพนฺธนมุตฺตามฺหิ น ตํ ภายามิ อาวุโส ฯ

สตฺติสูลูปมา กามา ขนฺธาปิ อธิกุณฺฑรา

ยตฺถ กามรตึ พฺรูสิ อรติ ทานิ สา มม ฯ

สพฺพตฺถ วิหตา นนฺทิ ตโมกฺขนฺธา ปทาลิตา

เอวํ ชานาหิ ปาปิม นิหโต ตฺวมสิ อนฺตก ฯ

ชิโน ตสฺมึ คุเณ ตุฏฺโฐ เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ

เสฏฺฐา ๕ อิทฺธิมตีนนฺติ ปริสาสุ วินายโก ฯ

ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ

โอหิโต คุรุโก ภาโร ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ

ยสฺสตฺถาย ปพฺพชิตา อคารสฺมา อนคาริยํ

โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโย ฯ

จีวรํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปจฺจยํ สยนาสนํ

ขเณน อุปนาเมนฺติ สหสฺสานิ สมนฺตโต ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อุปฺปลวณฺณา ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

อุปฺปลวณฺณาเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. นิตฺถิณฺณา ฯ ยุ. นิตฺติณฺณา ชาติสํสารา ฯ

๑ ม. สํสรนฺติยา ฯ ๒ ม. ยุ. ตํ ฯ ๓ ยุ. ... วตฺถิคตญฺเจว เวชฺโช โกมารโก ยถา ฯ

๑ ยุ. ปทโกมาริโก ยถา ฯ ๒ ม. จ สาเวตฺวา ฯ ยุ. ... สํสาเวตฺวา ฯ

๓ ม. วิมลํ ฯ ๔ ม. ยุ. สงฺคามนฺเต นิทสฺสิตํ ฯ ๕ ยุ. ... สํสเร มุนิ ฯ

๖ ม. วารยนฺติ อนาจรํ ฯ ยุ. ปริปาเจนฺโต อนาวรํ ฯ ๗ ยุ. วตฺตํ ฯ

๑ ม. ปริวุโต ฯ ยุ. ปเรโต ฯ ๒ ยุ. วรมาสเน ฯ ๓ ยุ. มหายโส ฯ

๔ ม. ... สมฺมาสมฺพุทฺโธ ฯ

๑ ม. ยุ. ... อิมํ อิทฺธึ สุมนํ ... ฯ ยุ. สุมิตฺตํ ฯ ๒ ม. เอวํ ปตฺเถสฺสหํ ตทา ฯ

ยุ. ตุฏฺฐาเอว ปตฺเถสฺสหํ ฯ ๓ ม. ปตฺเถ อุตฺตมมานสา ฯ ๔ ม. มณิมยมฺหิ ปลฺลงฺเก

มณฺฑปมฺหิ ปภสฺสเร ฯ

๑ ม. ยุ. ปุตฺตสตานิหํ ฯ ๒ ม. ปตฺถยึ เตปิ ปตฺเถสุํ ฯ ยุ. ปตฺถยึ เตสุ ปตฺเถสุ ฯ

๓ ม. ยุ. สุตวีเรหิ ฯ ๔ ม. สุตานํ สตฺถุโนปิจ ฯ ยุ. สุตาน กสกํ ตทา ฯ

๑ ม. ยุ. อฏฺฐมาเส ฯ ๒ ม. ยุ. อวนฺทิสฺสํ ฯ ๓ ม. โลกนาถสฺส ตาทิโน ฯ

๔ ยุ. ภิกฺขุนี ฯ

๑ ยุ. น จตฺถิ เต ทุติยา วณฺณธาตุ ฯ ๒ ม. สมาคตา ... ฯ

ยุ. อิธาคตา ตาทิสกา ... ฯ ๓ ยุ. โลมํ น อิญฺชามิ น สนฺตสามิ ฯ

๔ ยุ. มารํ น ภายามิ ตํ เอกิกาสํ ฯ ๕ ม. อคฺคา ฯ

Royal Thai

พระอุบลวรรณาภิกษุณีถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์ ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดาแล้วทูลว่า ข้าแต่พระมหามุนีหม่อมฉันข้ามพ้นชาติ สงสารได้แล้วบรรลุถึงอจลบท หมดสิ้นสรรพทุกข์แล้วขอประชุมชนผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และพวกชนที่หม่อมฉันได้ทำความผิดให้ จงอดโทษให้หม่อมฉันเฉพาะพระพักตร์ พระพิชิตมาร ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันขอกราบทูลว่า เมื่อหม่อมฉันท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร ถ้ามีความผิดพลาดขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทานโทษแก่หม่อมฉันเถิด.

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรอุบลวรรณา ผู้ทำตามคำสอนของเราท่านจงแสดงฤทธิ์ตัดความสงสัยแห่งบริษัทสี่ในวันนี้เถิด.

พระอุบลวรรณาเถรีกราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก มีปัญญาทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรืองหม่อมฉันเป็นธิดาแห่งพระองค์มีกรรมที่ทำยากมากมีกรรมที่ทำแสนยากทำไว้แล้ว ข้าแต่พระมหาวีระผู้มีจักษุหม่อมฉันมีนามว่าอุบลวรรณา เพราะมีสีกายเหมือนสีดอกอุบล เป็นธิดาแห่งพระองค์ขอถวายบังคมพระบาทยุคล พระราหุลเถระและหม่อมฉัน เกิดในสมภพเดียวกันมากหลายร้อยชาติ เป็นผู้มีฉันทจิตเสมอกัน มีความเกิดร่วมสมภพร่วมชาติกัน ในภพนี้ซึ่งเป็นภพหลังก็มีนามเหมือนกันทั้งคู่ พระราหุลเถระผู้เป็นโอรส หม่อมฉันมีนามว่าอุบลวรรณาเป็นธิดา ข้าแต่พระวีรเจ้า ขอเชิญทอดพระเนตรฤทธิ์ของหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจะแสดงกำลังถวายพระศาสดา พระอุบลวรรณาเถรีเหยียดมือไปวักเอาน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ มาใส่ไว้ในฝ่ามือเหมือนเด็กลงเล่นน้ำมันที่อยู่ในฝ่ามือเหยียดฝ่ามือไปพลิกแผ่นดินแล้ว เอามาใส่ไว้บนฝ่ามือเหมือนเด็กหนุ่มฉุดปลาเค้า ฉะนั้น เอาฝ่ามือปิดครอบจักรวาลแล้ว ยังเม็ดฝนสีต่างๆ ให้ตกลง ณ เบื้องบนบ่อยๆเอาแผ่นดินทำเป็นครก เอาเม็ดกรวดทำเป็นข้าวเปลือก เอาภูเขาสิเนรุทำเป็นสาก แล้วซ้อมอยู่ เหมือนเด็กหญิงซ้อมข้าว ฉะนั้นข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุหม่อมฉันมีนามว่าอุบลวรรณา เป็นธิดาแห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ มีความชำนาญในอภิญญาทั้งหลายเป็นผู้ทำตามคำสอนของพระองค์ จักแผลงฤทธิ์ต่างๆ ถวายแด่พระองค์ผู้เป็นนายกของโลก ประกาศนามและโคตรแล้วขอถวายบังคมพระยุคลบาท ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ และในเจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพจักษุบริสุทธิ์อาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก หม่อมฉันมีญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุติและปฏิภาณกว้างขวาง หมดจดตามสภาพแห่งพระองค์ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ข้าแต่พระมหามุนี อธิการเป็นอันมาก ที่หม่อมฉันแสดงแล้วในพระพิชิตมารผู้ประเสริฐทั้งหลายในปางก่อน โดยความพินาศไปแห่งมัจฉริยะที่สู้รบกันเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีความเพียรมาก ขอพระองค์จงทรงระลึกถึงกุศลกรรมเก่าของหม่อมฉัน และบุญที่หม่อมฉันสั่งสมไว้เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าเมื่อพระองค์ทรงละเว้นอนาจารในสถานที่ไม่ควรอบรมพระญาณ ให้แก่กล้าอยู่ชีวิตอันสูงสุดหม่อมฉันสละแล้ว เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ได้ประทานชีวิตแก่หม่อมฉันหลายหมื่นโกฏิกัป แม้หม่อมฉันก็บริจาคชีวิตของหม่อมฉันเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้มีฤทธิ์มิได้มีสิ่งอะไรเปรียบปาน มีพระวิริยะก้าวหน้าในกาลนั้นหม่อมฉันอัศจรรย์ใจทุกอย่าง ประนมกรอัญชลีด้วยเศียรกล้า ได้ทูลว่า กรณียกิจนี้หม่อมฉันได้ทำแล้วในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ ครั้งนั้น หม่อมฉันเป็นนางนาคกัญญามีนามว่าวิมลา คณะนาคสมมติว่า เป็นผู้ดีกว่าพวกนาคกัญญามหานาคราชนามว่ามโหรคะ เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา นิมนต์พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระผู้มีเดชมาก พร้อมด้วยพระสาวกตกแต่งมณฑปอันสำเร็จด้วยรัตนะบัลลังก์สำเร็จด้วยรัตนะ โปรยทรายรัตนะ เครื่องอุปโภคสำเร็จด้วยรัตนะ และมรรคาก็ประดับด้วยธงรัตนะ ต้อนรับพระสัมพุทธเจ้า ประโคมด้วยดนตรีหลายชนิดพระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ทรงแผ่ไปด้วยบริษัท ๔ ประทับนั่งบนอาสนะอันประเสริฐในภพนาคราชมโหรคะ นาคราชได้ถวายข้าวน้ำ และขาทนียโภชนียาหารอย่างดีๆ มีค่ามาก แต่พระผู้มีพระภาคผู้มีบริวารมาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ครั้นเสวยเสร็จ ทรงล้างบาตรด้วยดีแล้ว ได้ทรงทำกิจคือการอนุโมทนานางนาคกัญญาผู้มีฤทธิ์มาก เห็นพระสัพพัญญู มีรัศมีเปล่งปลั่ง มียศมาก มีจิตเลื่อมใสมีใจเคารพในพระศาสดา ในขณะนั้น พระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรมาก พระนามว่าปทุมุตระทรงทราบวาระจิตของหม่อมฉันแล้ว ทรงแสดงภิกษุณีรูปหนึ่งด้วยฤทธิ์ ภิกษุณีนั้นคล่องแคล่ว แสดงฤทธิ์เป็นอเนก หม่อมฉันเกิดปีติปราโมทย์ได้ทูลถามพระศาสดาว่า หม่อมฉันได้เห็นฤทธิ์ทั้งหลายที่ภิกษุณีรูปนี้แสดงแล้ว ข้าแต่พระธีรเจ้า ภิกษุณีนั้นเป็นผู้คล่องแคล่วดีด้วยฤทธิ์เพราะเหตุไร.

พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นตรัสตอบว่า

ภิกษุณีนั้นเป็นโอรสธิดาเกิดแต่ปากเรา มีฤทธิ์มาก ทำตามอนุศาสนีของเรา เป็นผู้คล่องแคล่วดีด้วยฤทธิ์.

หม่อมฉันได้สดับพระพุทธพจน์แล้ว มีความยินดีได้ทูลว่า แม้หม่อมฉันก็ขอเป็นผู้คล่องแคล่วดีด้วยฤทธิ์ เหมือนภิกษุณีองค์นั้นข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนายก หม่อมฉันเบิกบานโสมนัสมีใจอุดมถึงที่แล้ว ขอให้ได้เป็นเช่นภิกษุณีนี้ในอนาคตกาล หม่อมฉันตกแต่งบัลลังก์อันงามด้วยแก้วมณีและมณฑปอันผุดผ่องแล้ว ทูลอัญเชิญพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พร้อมด้วยพระสงฆ์ ให้เสวยและฉัน อิ่มหนำสำราญ ด้วยข้าวและน้ำ แล้วได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกอุบลอันเป็นดอกไม้อย่างดี ที่พวกนาคเรียกกันในสมัยนั้นว่าดอกอรุณ โดยตั้งความปรารถนาว่า ขอให้สีตัวของเราจงเป็นเช่นกับสีดอกอุบลนี้ ด้วยบุญกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้

หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จุติจากนั้นแล้วมาเกิดในมนุษย์ ได้ถวายบิณฑบาต พร้อมด้วยดอกอุบลเป็นอันมากแก่พระสยัมภู ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี มีพระเนตรงาม มีพระญาณจักษุในธรรม เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้นหม่อมฉันเป็นธิดาของเศรษฐีในเมืองพาราณสีอันอุดม ได้นิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พร้อมด้วยพระสงฆ์ ถวายมหาทานและบูชาพระพุทธเจ้านั้นด้วยดอกอุบลเป็นอันมากแล้ว ได้ปรารถนาให้มีผิวพรรณงามเหมือนดอกอุบล ในภัทรกัปนี้

พระพุทธเจ้ามีพระนามว่ากัสสปะผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์ มีบริวารยศมากประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้นนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกีในเมืองพาราณสี อันอุดมเป็นอิสระกว่าชนทั้งหลาย เป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ หม่อมฉันเป็นธิดาคนที่สองของท้าวเธอ มีนามปรากฏว่าสมณคุตตา ได้ฟังพระธรรมของพระพิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้พวกหม่อมฉัน เมื่อต้องอยู่ในอาคารสถาน ในครั้งนั้นพวกหม่อมฉันผู้เป็นราชกัญญา ตั้งอยู่ในความสุขมิได้เกียจคร้านประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารีอยู่สองหมื่นปี ราชธิดาทั้ง ๗พระองค์ คือ นางสมณี

๑ นางสมณคุตตา ๑ นางภิกขุณี ๑ นางภิกขุทาสิกา ๑ นางธรรมา ๑ นางสุธรรมา ๑ และนางสังฆทาสีเป็นที่ ๗ เป็นผู้ยินดีพอใจในการบำรุงพระพุทธเจ้า ได้มาเป็นหม่อมฉัน เป็นพระเขมาเถริผู้มีปัญญา เป็นพระปฏาจาราเถรี เป็นพระกิสาโคตมี เป็นพราธรรมทินนาเถรีและเป็นวิสาขาอุบาสิกาคนที่ ๗ ด้วยบุญกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์จุติจากนั้นแล้วมาเกิดในสกุลใหญ่ในพวกมนุษย์ ได้ถวายผ้าอย่างดีมีสีเหลือง เนื้อเกลี้ยง แก่พระอรหันต์องค์หนึ่งเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว ไปเกิดในสกุลพราหมณ์ในเมืองอริฏฐะ เป็นธิดาของพราหมณ์ชื่อติริฏิวัจฉะ

มีชื่อว่าอุมมาทันตีมีรูปงามเป็นที่จูงใจให้ยินดี เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วไปเกิดในสกุลหนึ่งซึ่งไม่มีความในชนบท เป็นผู้ขวนขวายเฝ้าไร่ข้าวสาลี ในครั้งนั้น หม่อมฉันได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ได้ถวายข้าวตอกห้าร้อยดอกกับดอกปทุม ปรารถนาให้มีบุตร ๕๐๐ คน เมื่อมีบุตรเท่านั้นแล้วได้ถวายน้ำผึ้งแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้เกิดในป่าที่มีสระบัว ได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้ากาสีเป็นที่ทรงสักการะโปรดปาน มีพระราชโอรสครบ ๕๐๐ องค์ เมื่อพระราชบุตรเหล่านั้นทรงเจริญวัยแล้วไปทรงเล่นน้ำ ทรงเห็นดอกบัวเข้าแล้วต่างก็นำมาเฉพาะองค์ละดอก หม่อมฉันนั้นไม่มีดอกบัว เพราะพระราชบุตรเหล่านั้นเก็บเสีย

ก็มีความโศก เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว ไปเกิดในหมู่บ้านข้างภูเขาอิสิคิลิ เมื่อพวกบุตรของหม่อมฉันรู้ธรรมของพระปัจเจกของพระพุทธเจ้าแล้ว นำยาคูไปถวาย บุตร๘ คน ได้บวชเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ไปสู่บ้านเพื่อภิกษา ในขณะนั้น หม่อมฉันเห็นเข้าแล้วระลึกได้ มีขีรธาราพล่านออกเพราะความรักบุตร หม่อมฉันมีความเลื่อมใส ได้ถวายยาคูด้วยมือของตนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น หม่อมฉันจุติจากอัตภาพนั้นแล้วไปเกิดในนันทวันในภพดาวดึงส์

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ได้เสวยสุขและทุกข์และบริจาคชีวิตเพื่อประโยชน์แก่พราหมณ์ หม่อมฉันมีทุกข์ก็มาก มีสมบัติก็มากดังที่กราบทูลมานี้ ในภพหลังสุดที่ถึงแล้วนี้ หม่อมฉันเกิดในสกุลเศรษฐีทรัพย์มากประกอบด้วยสุขสมบัติ มีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ มั่งคั่งด้วยกามสุขทั้งปวงในพระนครสาวัตถีเป็นผู้ที่ประชุมชนสักการะบูชานับถือยำเกรง ประกอบด้วยรูปสมบัติ อันพหุชนในสกุลทั้งหลายสักการะและปรารถนาอย่างยิ่ง เพราะรูปสิริและโภคสมบัติ พวกเศรษฐีบุตรหลายร้อยต่างมุ่งหมายกัน หม่อมฉันละเรือนออกบวช ยังไม่ถึงกึ่งเดือนก็ได้บรรลุจตุสัจจธรรม หม่อมฉันนิรมิตรถเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสด้วยฤทธิ์แล้ว ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระโลกนาถมีพระสิริ.

มารกล่าวกะหม่อมฉันว่า

ท่านเข้ามาสู่กอไม้ที่มีดอกแย้มบานดี ยืนอยู่โคนต้นรังผู้เดียวมิได้มีใครเป็นเพื่อน ท่านผู้โง่เขลาท่านไม่กลัวพวกนักเลงหรือ.

หม่อมฉันกล่าวว่า

พวกนักเลงตั้งแสนคนมาในที่นี้เหมือนกับท่าน ก็ไม่ทำให้ขนของเราหวั่นไหว ดูกรมาร ท่านผู้เดียวจักทำอะไรเราได้.

เรานี้จักหายไปเสีย หรือว่าเข้าไปในท้องท่าน ท่านจักไม่เห็นเราแม้ยืนอยู่ที่ระหว่างคิ้วท่าน เรามีความชำนาญในจิตเจริญอิทธิบาทดีแล้วพ้นจากสรรพกิเลสเครื่องผูกทั้งปวงแล้วดูกรมารผู้มีอายุ เรามิได้กลัวท่าน กามทั้งหลายเปรียบด้วยหอกและหลาว แม้ขันธ์ทั้งหลายก็คล้ายกองไฟ ท่านกล่าวถึงความยินดีในกาม บัดนี้ เราไม่มีความยินดีในกาม ความเพลินในอารมณ์ทั้งปวง เรากำจัดแล้ว กองมืดเราทำลายแล้ว ดูกรมารผู้ลามก ท่านจงรู้อย่างนี้ ท่านจงหายไปเถิดพระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ทรงพอพระทัยในคุณสมบัตินั้นจึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะในหมู่บริษัทว่า อุบลวรรณาภิกษุณีเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุณีที่มีฤทธิ์ ดิฉันบำรุงพระบรมศาสดาแล้ว ทำพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้วปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาที่นำไปสู่ภพหมดแล้ว ดิฉันบรรลุถึงประโยชน์ คือ ธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวง ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว พวกทายกน้อมเข้ามาซึ่งจีวร บิณฑบาตเสนาสนะและเภสัชปัจจัย โดยขณะหนึ่งมากหลายพัน.

ทราบว่า ท่านพระอุบลวรรณาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบอุบลวรรณาเถริยาปทาน.

End of ๙. อุบลวรรณาเถริยาปทาน