พุทธวรรค
Text layerBuddha’s wordsItems 1–12 (Royal Thai)1/59 in อปทาน4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
สุตฺตนฺตปิฏเก ขุทฺทกนิกายสฺส
อปทานํ
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ
ปฐโม พุทฺธวคฺโค
ปฐมํ พุทฺธาปทานํ
พระสุตตันตปิฎก
เล่ม ๒๔
ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
พุทธวรรคที่ ๑
พุทธาปทานที่ ๑
ว่าด้วยเหตุให้สำเร็จเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค พุทธาปทาน (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 70 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
ตถาคตํ เชตวเน วสนฺตํ
อปุจฺฉิ เวเทหมุนี นตงฺโค
สพฺพญฺญุพุทฺธา กิร นาม โหนฺติ
ภวนฺติ เต เหตุหิ เกหิ ธีรา ๑ ฯ
ตทาห สพฺพญฺญุวโร มเหสี
อานนฺทภทฺทํ มธุรสฺสเรน
เย สพฺพพุทฺเธสุ กตาธิการา
อลทฺธโมกฺขา ชินสาสเนสุ ฯ
เตเนว สมฺโพธิมุเขน ธีรา
อชฺฌาสเยนาปิ มหาพเลน
ปญฺญาย เตเชน สุติกฺขปญฺญา
สพฺพญฺญุภาวํ อนุปาปุณนฺติ ฯ
อหมฺปิ ปุพฺพพุทฺเธสุ พุทฺธตฺตํ อภิปตฺถยึ
ตึส ปารมิ สมฺปุณฺณา [๑] ธมฺมราชา อสงฺขิยา ฯ
สมฺโพธึ พุทฺธเสฏฺฐานํ สสงฺเฆ โลกนายเก
ทสงฺคุลี นมสฺสิตฺวา สิรสา อภิวาทเย ๒ ฯ
ยาวตา พุทฺธเขตฺเตสุ รตนา วิชฺชนฺติสงฺขิยา
อากาสฏฺฐา จ ภุมฺมฏฺฐา มนสา สพฺพมาหเร ๓ ฯ
ตตฺถ รูปิยภูมิยํ ปาสาทํ มาปเย อหํ
เนกภุมฺมํ รตนมยํ ๔ อุพฺพิทฺธํ นภมุคฺคตํ ฯ
วิจิตฺตถมภํ สุกตํ สุวิภตฺตํ มหารหํ
กนกามยสงฺฆาฏํ ๕ โกนฺตจฺฉตฺเตหิ มณฺฑิตํ ฯ
ปฐมา เวฬุริยา ภูมิ วิมลพฺภสมา สุภา
นฬินาชลชากิณฺณา ๖ วรกญฺจนภูมิยา ฯ
ปหฏฺฐสาขาปวาฬ- วณฺณา โลหิตกา สุภา ๗
อินฺทโคปกวณฺณาภา ภูมิ โอภาสตี ทิสา ฯ
สุวิภตฺตา ฆรมุขา นิยฺยุหา ๘ สีหปญฺชรา
จตุโร เวทิกา ชาลา คนฺธาเวฬา มโนรมา ฯ
นีลา ปีตา โลหิตกา โอทาตา สุทฺธกาฬกา
กูฏาคารวรูเปตา สตฺตรตนภูสิตา ฯ
โอโลกมยา ปทุมา วาฬวิหงฺคโสภิตา
นกฺขตฺตตารกากิณฺณา จนฺทสุริเยหิ ๙ มณฺฑิตา ฯ
เหมชาเลน สญฺฉนฺนา โสณฺณกึกิณิกายุตา
วาตเวเคน กุชฺชนฺติ โสณฺณชาลา ๑ มโนรมา ฯ
มญฺเชฏฺฐกํ โลหิตกํ ปีตกํ หริปญฺชรํ
นานารงฺเคหิ สํจิตฺตํ ๒ อุสฺสิตทฺธชมาลินี ฯ
นานา ๓ พหูเนกสตา ผลกา ๔ รชตามยา
มณิมยา โลหิตงฺกา มสารคลฺลมยา ตถา ฯ
นานาสยนจิตฺติตา ๕ สณฺหกาสิกสนฺถตา
กมฺพลา ทุกุลา จีนา ปตฺตุณฺณา ปณฺฑุปาวุรา ฯ
วิวิธตฺถรณํ สพฺพํ มนสา ปญฺญเปมหํ
ตาสุ ตาเสฺวว ภูมีสุ รตนกูฏลงฺกตา ฯ
มณิเวโรจนา อุกฺกา ธารยนฺตา สุติฏฺฐเร
โสภนฺติ เอสิกา ถมฺภา สุภา กญฺจนโตรณา ฯ
ชมฺโพนทา สารมยา อโถ รชตมยาปิจ
เนกาสนฺธี สุวิภตฺตา กวาฏคฺคลจิตฺติตา ฯ
อุภโต ปุณฺณฆฏาเนกา ปทุมุปฺปลสํยุตา
อตีเต สพฺพพุทฺเธ จ สสงฺเฆ โลกนายเก ฯ
ปกติวณฺณรูเปน นิมฺมินิตฺวา สสาวเก
เตน ทฺวาเรน ปวีสิตฺวา สพฺพพุทฺธา สสาวกา ฯ
สพฺพโสวณฺณมเย ปีเฐ นิสินฺนา อริยมณฺฑลา
เย จ เอตรหิ อตฺถิ พุทฺธา โลเก อนุตฺตรา ฯ
อตีตา ๑ วตฺตมานา จ ภวนํ สพฺเพ สมารุหุํ
ปจฺเจกพุทฺเธเนกสเต สยมฺภู อปราชิเต ฯ
อตีเต วตฺตมาเน จ ภวนํ สพฺเพ สมารุหุํ
กปฺปรุกฺขา พหู อตฺถิ เย ทิพฺพา เย จ มานุสา ฯ
สพฺพํ ทุสฺสํ สมาหนฺตฺวา อจฺฉาเทมิ ติจีวรํ
ขชฺชโภชฺชํ สายนิยํ สมฺปนฺนํ ปานโภชนํ ฯ
มณิมเย สุเภ ปตฺเต สมฺปูเรตฺวา อทาสหํ
ทิพฺพวตฺถา สมาหุตฺวา มฏฺฐา จีวรสํยุตา ฯ
มธุรา สกฺขรา เจว เตลา จ มธุผาณิตา
ตปฺปิตา ปรมนฺเนน สพฺเพ อริยมณฺฑลา ฯ
รตนคพฺภํ ปวีสิตฺวา เกสรีว คุหาสเย
มหารหมฺหิ สยเน สีหเสยฺยมกปฺปยุํ ฯ
สมฺปชานา สมุฏฺฐาย เสยฺเย ปลฺลงฺกมาภชุํ
โคจรํ สพฺพพุทฺธานํ ฌานรติสมปฺปิตา ฯ
อญฺเญ ธมฺมานิ เทเสนฺติ อญฺเญ กีฬนฺติ อิทฺธิยา
อปฺปนายปิ กีฬนฺติ อภิญฺญาวสิภาวิตา ฯ
วิกุพฺพนา วิกุพฺพนฺติ อเนกสตสหสฺสิโย
พุทฺธาปิ พุทฺเธ ปุจฺฉนฺติ วิสยํ สพฺพญฺญุมาลยํ ฯ
คมฺภีรํ นิปุณํ ฐานํ ปญฺญาย วินิพุชฺฌเร
สาวกา พุทฺเธ ปุจฺฉนฺติ พุทฺธา ปุจฺฉนฺติ สาวเก ฯ
อญฺญมญฺญญฺจ ปุจฺฉนฺติ ๑ อญฺญมญฺญํ พฺยากโรนฺติ เต
พุทฺธา ปจฺเจกพุทฺธา จ สาวกา ปริจารกา ฯ
เอวํ รตีสุ รมมานา ปาสาเทภิรมนฺติ เต
ฉตฺตาติฉตฺตา ติฏฺฐนฺติ รตนาเวฬุสนฺนิภา ๒ ฯ
สุวณฺณชาลสํยุตฺตํ รชตชาลขจิตํ ๓
มุตฺตาชาลปริกฺขิตฺตํ ๔ สพฺเพ ธาเรนฺตุ มตฺถเก ฯ
ภวนฺติ ๕ เจลวิตานา โสณฺณตารกจิตฺติตา
วิจิตฺตา มลยวิตตา สพฺเพ ธาเรนฺตุ มตฺถเก ฯ
วิตตา มลยทาเมหิ คนฺธทาเมหิ โสภิตา
ทุสฺสทาเมหิ ปริกิณฺณา รตนทามภูสิตา ฯ
ปุปฺผาภิกิณฺณา สุวิจิตฺตา สุรภิคนฺธธูปิตา
คนฺธปญฺจางฺคุลงฺกตา เหมจฺฉทนฉาทิตา ฯ
จตุทฺทิสา โปกฺขรญฺโญ ปทุมุปฺปลสนฺถตา
โสวณฺณรูเป ขายนฺตุ ปทุมเรณุรชุคฺคตา ฯ
ปุปฺผนฺตุ ปาทปา สพฺเพ ปาสาทสฺส สมนฺตโต
สยญฺจ ปุปฺผา มุญฺจิตฺวา คนฺตฺวา ภวนโมกิรุํ ฯ
สิขิโน ตตฺถ นจฺจนฺตุ ทิพฺพา หํสา ปกุชฺชเร
กรวิกา จ คายนฺตุ ทิชสงฺฆา สมนฺตโต ฯ
เภริโย สพฺพา วชฺชนฺตุ วีณา สพฺพา รวนฺตุ ตา ๖
สพฺพา สงฺคีติ วตฺตนฺตุ ปาสาทสฺส สมนฺตโต ฯ
ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ จกฺกวาฬา ๑ จมูปริ
มหนฺตา โชติสมฺปนฺนา อจฺฉิทฺทา รตนามยา ฯ
ติฏฺฐนฺตุ โสณฺณปลฺลงฺกา ทีปรุกฺขา ชลนฺตุ เต
ภวนฺตุ เอกปชฺโชตา ทสสหสฺสปรมฺปรา ฯ
คณิกา ลาสิกา เจว นจฺจนฺตุ อจฺฉราคณา
นานารงฺคา ปทิสฺสนฺตุ ปาสาทสฺส สมนฺตโต ฯ
ทุมคฺเค ปพฺพตคฺเค วา สิเนรุคิริมุทฺธเน
อุสฺสาเปมิ ธชํ สพฺพํ วิจิตฺตํ ปญฺจวณฺณิกํ ฯ
นรา นาคา จ คนฺธพฺพา สพฺเพ เทวา อุเปนฺตุ เต
นมสฺสนฺตา ปญฺชลิกา ปาสาทํ ปริวารยุํ ฯ
ยงฺกิญฺจิ กุสลํ กมฺมํ กตฺตพฺพํ กิริยํ มม
กาเยน วาจามนสา ติทเส สุคตํ กตํ ฯ
เย สตฺตา สญฺญิโน อตฺถิ เย จ สตฺตา อสญฺญิโน
กตํ ปุญฺญผลํ มยฺหํ สพฺเพ ภาคี ภวนฺตุ เต ฯ
เย ๒ ตํ กตํ สุวิทิตํ ทินฺนํ ปุญฺญผลํ มยา
เย จ ตตฺถ น ชานนฺติ เทวา คนฺตฺวา นิเวทยุํ ฯ
สพฺเพ โลกมฺหิ เย สตฺตา ชีวนฺตาหารเหตุกา
มนุญฺญํ โภชนํ สพฺเพ ๓ ลภนฺตุ มม เจตสา ฯ
มนสา ทานํ มยา ทินฺนํ มนสา ปสาทมาทยึ ๔
ปูชิตฺวา ๕ สพฺพสมฺพุทฺธํ ปจฺเจกานญฺจ ปูชยึ ฯ
เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ
ชเหตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ
ทุเว ภเว ปชานามิ เทวตฺตํ อถ มานุสํ
อญฺญํ คตึ น ชานามิ มนสา ปตฺถนาผลํ ฯ
เทวานํ อธิโก โหมิ ภวามิ มนุชาธิโป
รูปลกฺขณสมฺปนฺโน ปญฺญาย อสโม ภเว ฯ
โภชนํ วิวิธํ เสฏฺฐํ รตนญฺจ อนปฺปกํ
นานาวิธานิ วตฺถานิ นภสา ขิปฺปํ อุเปนฺติ มํ ฯ
ปฐพฺยา ปพฺพเต เจว อากาเส อุทเก วเน
ยตฺถ ๑ หตฺถํ ปสาเรมิ ทิพฺพา ภกฺขา อุเปนฺติ มํ ฯ
ปฐพฺยา ปพฺพเต เจว อากาเส อุทเก วเน
ยตฺถ หตฺถํ ปสาเรมิ รตนา สพฺเพ อุเปนฺติ เม ฯ
ปฐพฺยา ปพฺพเต เจว อากาเส อุทเก วเน
ยตฺถ หตฺถํ ปสาเรมิ สพฺเพ คนฺธา อุเปนฺติ เม ฯ
ปฐพฺยา ปพฺพเต เจว อากาเส อุทเก วเน
ยตฺถ หตฺถํ ปสาเรมิ สพฺเพ ยานา อุเปนฺติ เม ฯ
ปฐพฺยา ปพฺพเต เจว อากาเส อุทเก วเน
ยตฺถ หตฺถํ ปสาเรมิ สพฺเพ มาลา อุเปนฺติ เม ฯ
ปฐพฺยา ปพฺพเต เจว อากาเส อุทเก วเน
ยตฺถ หตฺถํ ปสาเรมิ อลงฺการา อุเปนฺติ เม ฯ
ปฐพฺยา ปพฺพเต เจว อากาเส อุทเก วเน
ยตฺถ หตฺถํ ปสาเรมิ สพฺพา กญฺญา อุเปนฺติ เม ฯ
ปฐพฺยา ปพฺพเต เจว อากาเส อุทเก วเน
ยตฺถ หตฺถํ ปสาเรมิ มธุสกฺขรา อุเปนฺติ เม ฯ
ปฐพฺยา ปพฺพเต เจว อากาเส อุทเก วเน
ยตฺถ หตฺถํ ปสาเรมิ สพฺเพ ขชฺชา อุเปนฺติ เม ฯ
อธเน อทฺธิเก ชเน ยาจเก จ ปถาวิโน
ททามิ ตํ ทานวรํ สมฺโพธิวรปตฺติยา ฯ
นาเทนฺโต ปพฺพตํ เสลํ คชฺเชนฺโต พหลํ คิรึ
สเทวกํ หาสยนฺโต พุทฺโธ โลเก ภวามหํ ฯ
ทิสา ทสวิธา โลเก ยายโต นตฺถิ อนฺตกํ
ตสฺมิญฺจ ทิสาภาคมฺหิ พุทฺธเขตฺตา อสงฺขิยา ฯ
ปภา ปกิตฺติตา มยฺหํ ยมกา รํสิวาหนา
เอตฺถนฺตเร รํสิชาลํ อาโลโก วิปุโล ภเว ฯ
เอตฺตเก โลกธาตุมฺหิ สพฺเพ ปสฺสนฺตุ มํ ชนา
สพฺเพว ๑ สุมนา โหนฺตุ สพฺเพ มํ อนุวตฺตเร ฯ
วิสิฏฺฐมธุรนาเทน อมตํ เภริมาหเร ๒
เอตฺถนฺตเร ชนา สพฺเพ สุณนฺตุ มธุรํ คิรํ ฯ
ธมฺมเมเฆน วสฺสนฺเต สพฺเพ โหนฺตุ อนาสวา
เย ตตฺถ ปจฺฉิมกา สตฺตา โสตาปนฺนา ภวนฺตุ เต ฯ
ทตฺวา ทาตพฺพกํ ทานํ สีลํ ปูเร ๑ อเสสโต
เนกฺขมฺมปารมึ คนฺตฺวา ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ
ปณฺฑิเต ปริปุจฺฉิตฺวา กตฺวา วิริยมุตฺตมํ
ขนฺติยา ปารมึ คนฺตฺวา ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ
กตฺวา ทฬฺหมธิฏฺฐานํ สจฺจปารมิ ปูรเย
เมตฺตาย ปารมึ คนฺตฺวา ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ
ลาภาลาเภ สุขทุกฺเข สมฺมานเน วิมานเน
สพฺพตฺถ สมโก หุตฺวา ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ
โกสชฺชํ ภยโต ทิสฺวา วิริยญฺจาปิ เขมโต
อารทฺธวิริยา โหถ เอสา พุทฺธานุสาสนี ฯ
วิวาทํ ภยโต ทิสฺวา อวิวาทญฺจ เขมโต
สมคฺคา สขิลา โหถ เอสา พุทฺธานุสาสนี ฯ
ปมาทํ ภยโต ทิสฺวา อปฺปมาทญฺจ เขมโต
ภาเวถฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ เอสา พุทฺธานุสาสนี ฯ
สมาคตา พหู พุทฺธา อรหนฺโต จ สพฺพโส
สมฺพุทฺเธ อรหนฺเต จ วนฺทมานา นมสฺสถ ฯ
เอวํ อจินฺติยา พุทฺธา พุทฺธธมฺมา อจินฺติยา
อจินฺติเยสุ ปสนฺนานํ วิปาโก โหตฺยจินฺติโยติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ ภควา อตฺตโน พุทฺธจริตํ สมฺโพธยมาโน ๒ พุทฺธาปทานิยํ นาม ธมฺมปริยายํ อภาสิตฺถาติ ฯ
พุทฺธาปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. ธีร ฯ
๑ ม. มนสาเยว หุตฺวาน ธมฺมราชา อสงฺขิยา ฯ
อถ พุทฺธาปทานานิ สุณาถ สุทฺธมานสา ฯ
๒ ม. อภิวาทยึ ฯ ๓. ม. สพฺพมาหรึ ฯ ๔ ม. รตนามยํ ฯ ๕ ม. กนกมย- ฯ
๖ ม. นฬินชลชากิณฺณา ฯ ๗ ม. ปวาฬสา ปวาฬวณฺณา กาจิ โลหิตกา สุภา ฯ
๘ ม. นิยฺยูหา ฯ ๙ ม. จนฺทสูเรหิ ฯ
๑ ม. โสณฺณมาลา ฯ ๒ ม. สมฺปิตํ ฯ ๓ ม. น นํ ฯ ๔ ม. ผลิกา ฯ
๕ ม. นานาสยนวิจิตฺตา ฯ
๑ ม. อตีเต ฯ ๒ สมาหรึ ฯ
๑ ม. ปุจฺฉิตฺวา ฯ ๒ ม. ฉตฺตา ติฏฺฐนฺตุ รตนา กาญฺจนาเวฐปนฺติกา ฯ ๓ ม.
อยํ อุปฑฺฒคาถา นตฺถิ ฯ ๔ ม. มุตฺตาชาลปริกฺขิตฺตา ฯ ๕ ม. ภวนฺตุ ฯ
๖ ม. รสนฺตุ ตา ฯ
๑ ม. จกฺกวาเฬ ตโต ปเร ฯ ๒ ม. เยสํ ฯ ๓ ม. สพฺพํ ฯ ๔ ม. ปสาทมาวหึ ฯ
๕ ม. ปูชิตา สพฺพสมฺพุทฺธา ปจฺเจกา ชินสาวกา ฯ
๑ ม. ยํ ยํ ฯ สพฺพตฺถ อีทิสเมว ฯ
๑ ม. สพฺเพ มํ อนุวตฺตนฺตุ ยาว พฺรหฺมนิเวสนํ ฯ ๒ ม. เภริมาหนึ ฯ
๑ ม. ปูเรตฺวา ฯ ๒ ม. สมฺภาวยมาโน ฯ
พระอานนท์เวเทหมุนี มีอินทรีย์สำรวมแล้วได้ทูลถามพระตถาคตผู้ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันว่า ได้ทราบว่า พระสัพพัญญูพุทธเจ้ามีจริงหรือเพราะเหตุไรจึงได้เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้เป็นนักปราชญ์? ในกาลนั้นพระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ เป็นพระสัพพัญญูผู้ประเสริฐได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะว่า ชนเหล่าใดสร้างสมกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ยังไม่ได้โมกขธรรมในศาสนาของพระชินเจ้า ชนเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์โดยมุข คือ การตรัสรู้นั้นแล แม้มีอัธยาศัย มีกำลังมาก มีปัญญาแก่กล้า ย่อมได้บรรลุความเป็นพระสัพพัญญูด้วยเหตุแห่งปัญญา แม้เราเป็นธรรมราชาผู้สมบูรณ์ด้วยบารมี
๓๐ ทัศ ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆนับไม่ถ้วน นมัสการพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกพร้อมด้วยสงฆ์ด้วยนิ้วทั้ง ๑๐ แล้วกราบไหว้สัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุดทั้งหลายด้วยเศียรเกล้า รัตนะทั้งที่มีในอากาศและอยู่ที่พื้นดิน ในพุทธเขต มีประมาณเท่าใด เราจักนำรัตนะทั้งหมดนั้นมาด้วยใจ ณ พื้นที่เป็นรูปิยะนั้น เราได้นิรมิตปราสาทหลายชั้น อันสำเร็จด้วยรัตนะ สูงตระหง่านจรดฟ้า มีเสาอันวิจิตร ได้สัดส่วน จัดไว้ดี ควรค่ามาก มีคันทวยทำด้วยทองคำ ประดับด้วยนกกระเรียนและฉัตร พื้นชั้นแรกเป็นแก้วไพฑูรย์ งามปราศจากมลทิน ไม่มีฝ้า เกลื่อนกลาดด้วยดอกบัวหลวงมีพื้นทองคำอย่างดี
พื้นบางชั้นมีสีดังแก้วประพาฬ เป็นกิ่งน่ารื่นเริง บางชั้นแดงงาม บางชั้นเปล่งรัศมี ดังสีแมลงค่อมทอง บางชั้นสว่างทั่วทิศในปราสาทนั้น มีศาลาสี่หน้ามุข มีประตูหน้าต่างจัดไว้เรียบร้อย มีชุกชีและหลุมตาข่ายสี่แห่ง มีพวงมาลัยหอมน่ารื่นรมย์ใจห้อยอยู่ ยอดปราสาทนั้นประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ มีสีเขียว เหลือง แดง ขาวดำล้วน ประกอบด้วยยอดเรือนชั้นเยี่ยม มีสระประทุมชูดอกบานสะพรั่งงามด้วยฝูงเนื้อและนก บางชั้นดาดาษด้วยดาวนักษัตร ประดับด้วยรูปดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ปกคลุมด้วยพวงดอกไม้ทอง ดาดาษด้วยตาข่ายทองน่ารื่นรมย์ ห้อยย้อยด้วยกระดิ่งทอง เปล่งเสียงด้วยกำลังลม ปราสาทนั้นวิจิตรด้วยธงสีต่างๆ
คือ ธงสีชมพู สีแดง สีเหลือง สีเขียวและสีทอง ปักไว้เป็นระเบียบ แผ่นกระดานต่างๆ มากหลายร้อย ทำด้วยเงิน ทำด้วยแก้วมณี ทับทิม ทำด้วยแก้วมรกต วิจิตรด้วยที่นอนต่างๆ ลาดด้วยผ้าเมืองกาสีละเอียดอ่อน เราปูลาดเครื่องลาดต่างๆด้วยผ้ากัมพล ผ้าทุกุลพัสตร์ ผ้าเมืองจีน ผ้าเมืองแขก และผ้าห่มเหลืองทุกแห่ง ด้วยใจ ที่พื้นนั้นๆ ประดับด้วยยอดแก้ว คนหลายร้อยยืนถือประทีปแก้วมณีอันส่งแสงเรืองอยู่ เสาระเนียด เสาซุ้มประตู ทำด้วยทองชมพูนุท ไม้แก่นและเงินบ้าง มีที่ต่อหลายแห่ง จัดไว้เรียบดี วิจิตรด้วยบานประตูและกลอน ย่อมยังปราสาทให้งาม สองข้างปราสาทนั้นมีกระถางน้ำเต็มเปี่ยมหลายกระถาง ปลูกบัวหลวงและอุบลไว้เต็ม
เรานิรมิตพระพุทธเจ้าในอดีต ผู้เป็นนายกของโลกทุกพระองค์ พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก ด้วยวรรณและรูปตามปกติ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์พร้อมด้วยพระสาวกเข้าไปทางประตูนั้น หมู่พระอริยเจ้านั่งบนตั่งอันทำด้วยทองคำล้วนๆ พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมในโลก มีอยู่ ณ บัดนี้ก็ดีเป็นอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ทุกพระองค์ได้ขึ้นปราสาทของเรา พระสยัมภูปัจเจกพุทธเจ้าหลายร้อย ผู้ไม่พ่ายแพ้ ทั้งในอดีตและปัจจุบันได้ขึ้นปราสาทของเราทั้งหมด ต้นกัลปพฤกษ์ทั้งเป็นของทิพย์และของมนุษย์มีมาก เรานำเอาผ้าทุกอย่างจากต้นกัลปพฤกษ์นั้น มาทำไตรจีวรถวายให้ท่านเหล่านั้นครอง ของเคี้ยว ของฉัน ของลิ้ม น้ำและข้าวมีสมบูรณ์เราใส่อาหารเต็มบาตรงามทำด้วยมณีแล้วถวายพระอริยเจ้าทั้งผองครองผ้าทิพย์
ครองจีวรเนื้อเกลี้ยงอิ่มหนำสำราญด้วยน้ำตาลกรวด น้ำมัน น้ำผึ้งน้ำอ้อยรสหวานฉ่ำและด้วยข้าวปายาส หมู่อริยเจ้าเหล่านี้เข้าห้องแก้วสำเร็จสีหไสยาบนที่นอนอันควรค่ามาก ดังไกรสรีนอนในถ้ำที่อยู่ รู้สึกตัวลุกขึ้นนั่งคู้บัลลังก์บนที่นอน เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความยินดีในฌานอันเป็นโคจรของพุทธเจ้าทุกพระองค์ บางพวกแสดงธรรม บางพวกเข้าฌานด้วยฤทธิ์ บางพวกเข้าอัปปนาฌาน และบางพวกอบรมอภิญญาวสี บางพวกแผลงฤทธิ์ คนเดียวเป็นได้หลายร้อยหลายพัน แม้พระพุทธเจ้าก็ถามปัญหาอันเป็นอารมณ์ คือ วิสัยของพระสัพพัญญูกะพระพุทธเจ้า ท่านเหล่านั้น ย่อมตรัสรู้เหตุอันละเอียดลึกซึ้งด้วยพระปัญญา พระสาวกทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสาวก ท่านเหล่านั้นถามกันและกัน และพยากรณ์กันและกัน
พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกต่างเป็นศิษย์ ท่านเหล่านั้นรื่นรมย์อยู่ด้วยความยินดีอย่างนี้อภิรมย์อยู่ในปราสาทของเรา ฉัตรและฉัตรซ้อน มีรัศมีดังไม้ไผ่แก้วตั้งไว้ทุกๆ องค์ทรงไว้ซึ่งฉัตรอันห้อยย้อยด้วยตาข่ายทอง ขจิตด้วยตาข่ายเงินวงรอบด้วยตาข่ายมุกดา บนเศียรมีเพดานผ้า แวววาวด้วยดาวทอง งดงามดาดาษด้วยพวงมาลัยทุกๆ องค์ ทรงไว้รอบๆ ฉัตรดาดาษด้วยพวงมาลัยงามด้วยพวงดอกไม้หอม เกลื่อนด้วยพวงผ้า ประดับด้วยพวงแก้วเกลื่อนกลาดด้วยดอกไม้ งดงามยิ่งนัก รมด้วยของหอมน่าพอใจ ทำด้วยของหอมยาวห้านิ้ว มุงด้วยเครื่องมุงทอง ในสี่ทิศแห่งปราสาท มีสระอันดาดาษด้วยปทุมและอุบล หอมตระหลบด้วยเกสรดอกปทุม
ปรากฏดังสีทองคำ โดยรอบปราสาท มีต้นไม้ทุกชนิด ดอกบานสะพรั่ง และดอกไม้หล่นลงเอง เรี่ยรายอยู่ยังปราสาท ใกล้ๆ ปราสาทนั้นมีฝูงนกยูงรำแพนหาง ฝูงหงส์ทิพย์ส่งเสียง ฝูงนกการวิกขับขาน หมู่นกร้องอยู่โดยรอบปราสาท เสียงกลองเภรีทุกอย่างจงเป็นไป เสียงพิณทุกชนิดจงดีด เสียงสังคีตทุกอย่างจงขับขาน โดยรอบปราสาท ขอบัลลังก์ทองใหญ่สมบูรณ์ด้วยรัศมี ไม่มีช่องประดับด้วยแก้ว จงตั้งอยู่ ในกำหนดพุทธเขตและในหมื่นจักรวาล ขอต้นไม้ประจำทวีปจงรุ่งเรือง เป็นไม้สว่างไสวเช่นเดียวกัน สืบต่อกันไปตั้งหมื่นต้น หญิงเต้นรำ หญิงขับร้อง จงเต้นรำขับร้อง หมู่นางอัปสรผู้มีอวัยวะต่างๆ กัน จงปรากฏ (ฟ้อน)
อยู่โดยรอบปราสาท เราให้ชักธงทุกชนิดมีห้าสีงามวิจิตรขึ้นอยู่บนยอดไม้ ยอดภูเขา และบนยอดสิเนรุ หมู่ชน ฝูงนาค คนธรรพ์ และเทวดาทุกท่านนั้น จงมาประนมหัตถ์นมัสการเรา แวดล้อมปราสาทอยู่ กุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นกิริยาที่เราพึงทำด้วยกาย วาจา และใจ กุศลกรรมนั้นเราทำแล้วไปในไตรทศ สัตว์เหล่าใดมีสัญญา และสัตว์เหล่าใดไม่มีสัญญามีอยู่ ขอสัตว์ทั้งหมดนั้นจงเป็นผู้มีส่วนแห่งผลบุญ ที่เราทำแล้ว สัตว์เหล่าใดทราบบุญที่เราทำแล้ว เราให้ผลบุญแก่สัตว์เหล่านั้น บรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดไม่รู้ ขอทวยเทพจงไปบอกแก่สัตว์เหล่านั้น ปวงสัตว์ในโลกผู้อาศัยอาหารเป็นอยู่ทุกจำพวก ขอจงได้อาหารอันพึงใจ
ด้วยใจของเรา เรามีใจเลื่อมใสในทานที่เราให้แล้วด้วยใจอันผ่องใส เราบูชาพระสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์แล้ว บูชาแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเพราะกุศลกรรมที่เราทำดีแล้วนั้น และเพราะความปรารถนาแห่งใจ เราละกายมนุษย์แล้ว ได้ไปยังดาวดึงส์พิภพ เราย่อมรู้ทั่วความเป็นเทวดาและมนุษย์ในสองภพ ย่อมไม่รู้จักคติอื่น นี้เป็นผลแห่งความปรารถนาด้วยใจเราเป็นใหญ่กว่าเทวดา เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยรูปลักษณะไม่มีใครเสมอเราด้วยปัญญา โภชนะต่างๆ อย่างประเสริฐ และรัตนะมากมาย ผ้าต่างชนิด ย่อมจากฟ้ามาหาเราพลัน เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่า อาหารทิพย์ย่อมมาหาเราเอง
เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่า รัตนะทุกอย่างย่อมมาหาเรา เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดินภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่า ของหอมทุกชนิดย่อมมาหาเราเองเราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่ายวดยานทุกอย่างย่อมมาหาเรา เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขาบนอากาศ ในน้ำและในป่า ดอกไม้ทุกชนิดย่อมมาหาเรา เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่า เครื่องประดับย่อมมาหาเรา เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศในน้ำและในป่า ปวงนางกัญญาย่อมมาหาเรา เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ
ในน้ำและในป่า น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดย่อมมาหาเรา เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่า ของเคี้ยวทุกอย่างย่อมมาหาเรา เราได้ให้ทานอันประเสริฐนั้นในคนไม่มีทรัพย์ คนเดินทางไกล ยาจก และคนเดินทางเปลี่ยวเพื่อต้องการบรรลุสัมโพธิญาณอันประเสริฐ เรายังภูเขาหินให้บันลืออยู่ยังเขาอันแน่นหนาให้กระหึ่มอยู่ ยังมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลกให้ร่าเริงอยู่ จะเป็นพระพุทธเจ้าในโลก ทิศ ๑๐ มีอยู่ในโลก ที่สุดไม่มีแก่บุคคลผู้ไปอยู่ ก็ในทิศาภาคนั้น พุทธเขตนับไม่ได้ รัศมีของเราปรากฏเปล่งออกเป็นคู่ๆ ข่าย (หมู่,คู่) รัศมีมีอยู่ในระหว่างนี้
เราเป็นผู้มีแสงสว่างมาก ปวงชนในโลกธาตุประมาณเท่านี้จงเห็นเรา จงมีใจยินดีทั้งหมดเทียว จงประพฤติตามเราทั้งหมด เราตีกลองอมฤต มีเสียงบันลือไพเราะสละสลวย ปวงชนในระหว่างนี้ จงได้ยินเสียงอันไพเราะของเราเมื่อฝนคือธรรมเทศนาตกลง ปวงชนจงเป็นผู้ไม่มีอาสวะ บรรดาชนเหล่านั้น สัตว์ผู้เกิดสุดท้ายภายหลัง จงเป็นพระโสดาบัน เราให้ทานที่ควรให้แล้ว บำเพ็ญศีลโดยไม่เหลือ ถึงที่สุดเนกขัมมบารมีแล้ว พึงได้บรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม เราเรียนถามบัณฑิตแล้ว ทำความเพียรอย่างสูงสุด ถึงที่สุดขันติบารมีแล้ว พึงได้บรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม เรากระทำอธิฐานจิตมั่นคงแล้ว บำเพ็ญสัจจบารมีถึงที่สุด เมตตาบารมีแล้วพึงได้บรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม
เราเป็นผู้มีใจเสมอในอารมณ์ทั้งปวงคือ ในลาภ ความเสื่อมลาภ สุข ทุกข์ สรรเสริญ และนินทา พึงได้บรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม ท่านทั้งหลายเห็นความเกียจคร้านโดยเป็นภัย และเห็นความเพียรโดยความเกษมแล้ว จงปรารภความเพียร นี้เป็นอนุศาสนีของพระพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายเห็นความวิวาทโดยเป็นภัย และเห็นความไม่วิวาทโดยเกษมแล้ว จงสมัครสมานกัน กล่าววาจาอ่อนหวานแก่กัน นี้เป็นอนุศาสนีของพระพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายเห็นความประมาทโดยเป็นภัย และเห็นความประมาทโดยเกษมแล้ว จงอบรมอัฏฐังคิกมรรคนี้เป็นอนุศาสนีของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายมาประชุมกันอยู่มาก ทุกประการ ท่านทั้งหลายจงกราบไหว้นมัสการพระสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ พระพุทธเจ้า(และ) ธรรมของพระพุทธเจ้า ใครๆ ไม่อาจคิดได้ เมื่อบุคคลเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าและพระธรรม อันใครๆ ไม่อาจคิดได้ ย่อมมีผลอันใครๆคิดไม่ได้.
ทราบว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคจะทรงให้ท่านพระอานนท์รู้พระพุทธจิตของพระองค์ จึงได้ตรัสธรรมบรรทายชื่อพุทธาปนิยะ ด้วยประการฉะนี้.
พุทธาปทานจบบริบูรณ์.
ทุติยํ ปจฺเจกพุทฺธาปทานํ
ปัจเจกพุทธาปทานที่ ๒
ว่าด้วยการให้สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค ปัจเจกพุทธาปทาน (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 70 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
อถ ปจฺเจกพุทฺธาปทานํ สุณาถ ฯ
ตถาคตํ เชตวเน วสนฺตํ
อปุจฺฉิ เวเทหมุนี นตงฺโค
ปจฺเจกพุทฺธา กิร นาม โหนฺติ
ภวนฺติ เต เหตุหิ เกหิ ธีรา ๑ ฯ
ตทาห สพฺพญฺญุวโร มเหสี
อานนฺทภทฺทํ มธุรสฺสเรน
เย สพฺพพุทฺเธสุ ๒ กตาธิการา
อลทฺธโมกฺขา ชินสาสเนสุ ฯ
เตเนว สํเวคมุเขน ธีรา
วินาปิ พุทฺเธหิ สุติกฺขปญฺญา
อารมฺมเณนาปิ ปริตฺตเกน
ปจฺเจกโพธึ อนุปาปุณนฺติ ฯ
สพฺพมฺหิ โลกมฺหิ มมํ ฐเปตฺวา
ปจฺเจกพุทฺธาน ๓ สโมว นตฺถิ
เตสํ อิมํ วณฺณปเทสมตฺตํ
วกฺขามหํ สาธุ มหามุนีนํ ฯ
สยเมว พุทฺธาน มหาอิสีนํ
สาธูนิ วากฺยานิ มธธว ขุทฺทํ
อนุตฺตรํ เภสชฺชํ ปตฺถยนฺตา
สุณาถ สพฺเพ สุปสนฺนจิตฺตา ฯ
ปจฺเจกพุทฺธาน สมาคตานํ
ปรมฺปรํ พฺยากรณานิ ยานิ
อาทีนโว ยญฺจ วิราควตฺถุํ
ยถา จ โพธึ อนุปาปุณึสุ ฯ
สราควตฺถูสุ วิราคสญฺญี
รตฺตมฺหิ โลกมฺหิ วิรตฺตจิตฺตา
หิตฺวา ปปญฺจํ ๑ ชิตผนฺทิตานิ
ตตฺเถว โพธึ อนุปาปุณึสุ ฯ
สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ
อวิเหฐยํ อญฺญตรมฺปิ เตสํ
เมตฺเตน จิตฺเตน หิตานุกมฺปี
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ
อวิเหฐยํ อญฺญตรมฺปิ เตสํ
น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายํ
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
สํสคฺคชาตสฺส ภวนฺติ เสฺนหา
เสฺนหนฺวยํ ทุกฺขมิทํ ปโหติ
อาทีนวํ เสฺนหชํ เปกฺขมาโน
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
มิตฺเต สุหชฺเช อนุกมฺปมาโน
หาเปติ อตฺถํ ปฏิพนฺธจิตฺโต
เอตํ ภยํ สนฺถเว เปกฺขมาโน
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
วํโส วิสาโลว ยถา วิสตฺโต
ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา
วํสกฺกฬีโรว อสชฺชมาโน
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
มิโค อรญฺญมฺหิ ยถา อพนฺโธ
เยนิจฺฉกํ คจฺฉติ โคจราย
วิญฺญู นโร เสริตํ เปกฺขมาโน
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
อามนฺตนา โหติ สหายมชฺเฌ
วาเส ฐาเน คมเน จาริกาย
อนภิชฺฌิตํ เสริตํ เปกฺขมาโน
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
ขิฑฺฑา รตี โหติ สหายมชฺเฌ
ปุตฺเตสุ เปมํ วิปุลญฺจ โหติ
ปิยวิปฺปโยคํ วิชิคุจฺฉมาโน
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
จาตุทฺทิโส อปฺปฏิโฆ จ โหติ
สนฺตุสฺสมาโน อิตรีตเรน
ปริสฺสยานํ สหิตา อฉมฺภี
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
ทุสฺสงฺคหา ปพฺพชิตาปิ เอเก
อโถ คหฏฺฐา ฆรมาวสนฺตา
อปฺโปสฺสุกฺโก ปรปุตฺเตสุ หุตฺวา
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
โอโรปยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ
สญฺฉินฺนปตฺโต ยถา โกวิฬาโร
เฉตฺวาน วีโร คิหิพนฺธนานิ
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
สเจ ลเภถ นิปกํ สหายํ
สทฺธิญฺจรํ สาธุวิหาริธีรํ
อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ
จเรยฺย เตนตฺตมโน สติมา ฯ
โน เจ ลเภถ นิปกํ สหายํ
สทฺธิญฺจรํ สาธุวิหาริธีรํ
ราชาว รฏฺฐํ วิชิตํ ปหาย
เอโก จเร มาตงฺครญฺเญว นาโค ฯ
อทฺธา ปสํสาม สหายสมฺปทํ
เสฏฺฐา สมา เสวิตพฺพา สหายา
เอเต อลทฺธา อนวชฺชโภชี
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
ทิสฺวา สุวณฺณสฺส ปภสฺสรานิ
กมฺมารปุตฺเตน สุนิฏฺฐิตานิ
สงฺฆฏฺฏมานานิ ทุเว ภุชสฺมึ
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
เอวํ ทุติเยน สหา มมสฺส
วาจาภิลาโป อภิสชฺชนา วา
เอตํ ภยํ อายติ เปกฺขมาโน
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
กามา หิ จิตฺรา มธุรา มโนรมา
วิรูปรูเปน มเถนฺติ จิตฺตํ
อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
อีตี จ คณฺโฑ จ อุปทฺทโว จ
โรโค จ สลฺลญฺจ ภยญฺจ เมตํ
เอตํ ภยํ กามคุเณสุ ทิสฺวา
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
สีตญฺจ อุณฺหญฺจ ขุทํ ปิปาสํ
วาตาตเป ฑํสสิรึสเป จ
สพฺพานิเปตานิ อภิภวิตฺวา
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
นาโคว ยูถานิ วิวชฺชยิตฺวา
สญฺชาตขนฺโธ ปทุมี อุฬาโร
ยถาภิรนฺตํ วิหรํ อรญฺเญ
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
อฏฺฐานตํ สงฺคณิการตสฺส
ยํ ผุสฺสเย ๑ สามยิกํ วิมุตฺตึ
อาทิจฺจพนฺธุสฺส วโจ นิสมฺม
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
ทิฏฺฐีวิสูกานิ อุปาติวตฺโต
ปตฺโต นิยามํ ปฏิลทฺธมคฺโค
อุปฺปนฺนญาโณมฺหิ อนญฺญเนยฺโย
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
นิลฺโลลุโป นิกฺกุโห นิปฺปิปาโส
นิมฺมกฺโข นิทฺธนฺตกสาวโมโห
นิราสโย สพฺพโลเก ภวิตฺวา
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
ปาปํ สหายํ ปริวชฺชเยถ
อนตฺถทสฺสึ วิสเม นิวิฏฺฐํ
สยํ น เสเว ปสุตํ ปมตฺตํ
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
พหุสฺสุตํ ธมฺมธรํ ภเชถ
มิตฺตํ อุฬารํ ปฏิภาณวนฺตํ
อญฺญาย อตฺถานิ วิเนยฺย กงฺขํ
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
ขิฑฺฑํ รตึ กามสุขญฺจ โลเก
อนลงฺกริตฺวา อนเปกฺขมาโน
วิภูสนฏฺฐานา วิรโต สจฺจวาที
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
ปุตฺตญฺจ ทารํ ปิตรญฺจ มาตรํ
ธนานิ ธญฺญานิ จ พนฺธวานิ
หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานิ
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
สงฺโค เอโส ปริตฺตเมตฺถ โสขฺยํ
อปฺปสฺสาโท ทุกฺขเมเวตฺถ ภิยฺโย
กณฺโฑ เอโส อิติ ญตฺวา มติมา
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
สนฺทาลยิตฺวาน สํโยชนานิ
ชาลํว ภิตฺวา สลิลมฺพุจารี
อคฺคีว ทฑฺฒํ อนิวตฺตมาโน
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
โอกฺขิตฺตจกฺขู น จ ปาทโลโล
คุตฺตินฺทฺริโย รกฺขิตมานสาโน
อนวสฺสุโต อปฺปริฑยฺหมาโน
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
โอหารยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ
สญฺฉินฺนปตฺโต ยถา ปาริฉตฺโต
กาสายวตฺโถ อภินิกฺขมิตฺวา
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
รเสสุ เคธํ อกรํ อโลโล
อนญฺญโปสี สปทานจารี
กุเล กุเล อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
ปหาย ปญฺจาวรณานิ เจตโส
อุปกฺกิเลเส พฺยปนุชฺช สพฺเพ
อนิสฺสิโต เฉชฺช สิเนหโทสํ
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
วิปิฏฺฐิกตฺวาน สุขญฺจ ทุกฺขํ
ปุพฺเพว โสมนสฺสํ โทมนสฺสํ
ลทฺธานุเปกฺขํ สมถํ วิสุทฺธํ
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
อารทฺธวิริโย ปรมตฺถปตฺติยา
อลีนจิตฺโต อกุสีตวุตฺติ
ทฬฺหนิกฺกโม ถามพลูปปนฺโน
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
ปฏิสลฺลานํ ฌานมริญฺจมาโน
ธมฺเมสุ นิจฺจํ อนุธมฺมจารี
อาทีนวํ สมฺมสิตา ภเวสุ
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
ตณฺหกฺขยํ ปตฺถยมปฺปมตฺโต
อเนลมูโค สุตวา สติมา
สงฺขาตธมฺโม นิยโต ปธานวา
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
สีโหว สทฺเทสุ อสนฺตสนฺโต
วาโตว ชาลมฺหิ อสชฺชมาโน
ปทุมํว โตเยน อลิมฺปมาโน
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
สีโห ยถา ทาฐพลี ปสยฺห
ราชา มิคานํ อภิภุยฺยจารี
เสเวถ ปนฺตานิ เสนาสนานิ
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
เมตฺตํ อุเปกฺขํ กรุณํ วิมุตฺตึ
อาเสวมาโน มุทิตญฺจ กาเล
สพฺเพน โลเกน อวิรุชฺฌมาโน
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ
สนฺทาลยิตฺวาน สํโยชนานิ
อสนฺตสํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
ภชนฺติ เสวนฺติ จ การณตฺถา
นิกฺการณา ทุลฺลภา อชฺช มิตฺตา
อตฺตตฺถปญฺญา อสุจี มนุสฺสา
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ
วิสุทฺธสีลา สุวิสุทฺธปญฺญา
สมาหิตา ชาคริยานุยุตฺตา
วิปสฺสกา ธมฺมวิเสสทสฺสี
มคฺคงฺคโพชฺฌงฺคคเต วิชญฺญา ฯ
สุญฺญปฺปณิธิญฺจ ตถานิมิตฺตํ
อาเสวยิตฺวา ชินสาสนมฺหิ
เย สาวกตฺตํ น วชนฺติ ธีรา
ภวนฺติ ปจฺเจกชินา สยมฺภู ฯ
มหนฺตธมฺมา พหุธมฺมกายา
จิตฺติสฺสรา สพฺพทุกฺโขฆติณฺณา
อุทคฺคจิตฺตา ปรมตฺถทสฺสี
สีโหปมา ขคฺควิสาณกปฺปา ฯ
สนฺตินฺทฺริยา สนฺตมนา สมาธี
ปจฺจนฺตสตฺเตสุ มติปฺปจารา
ทีปา ปรตฺถ อิธ วิชฺชลนฺตา
ปจฺเจกพุทฺธา สตฺตหิตาเม ๑ ฯ
ปหีนสพฺพาวรณา ชนินฺทา
โลกปฺปทีปา ฆนกญฺจนาภา
นิสฺสํสยํ โลกสุทกฺขิเณยฺยา
ปจฺเจกพุทฺธา สตตปฺปิตาเม ฯ
ปจฺเจกพุทฺธาน สุภาสิตานิ
จรนฺติ โลกมฺหิ สเทวกมฺหิ
สุตฺวา ตถา เย น กโรนฺติ พาลา
วชฺชนฺติ ๑ ทุกฺเขสุ ปุนปฺปุนนฺเต ฯ
ปจฺเจกพุทฺธาน สุภาสิตานิ
มธธ ยถา ขุทฺทมิวสฺสวนฺตํ
สุตฺวา ตถา เย ปฏิปตฺติยุตฺตา
ภวนฺติ เต สจฺจทสา สปญฺญา ฯ
ปจฺเจกพุทฺเธหิ ชิเนหิ ภาสิตา
คาถา ๒ อุฬารา อภินิกฺขมิตฺวา
ตา สกฺยสีเหน นรุตฺตเมน
ปกาสิตา ธมฺมวิชานนตฺถํ ฯ
โลกานุกมฺปาย อิมานิ เตสํ
ปจฺเจกพุทฺธาน วิกุพฺพิตานิ
สํเวคสงฺคมติวฑฺฒนตฺถํ
สยมฺภุสีเหน ปกาสิตานีติ ฯ
ปจฺเจกพุทฺธาปทานํ สมตฺตํ ฯ
ทุติยํ ฯ
๑ ม. วีร ฯ ๒ ม. ปุพฺพพุทฺเธสุ ฯ ๓ ม. ปจฺเจกพุทฺเธหิ ฯ
๑ ม. ปปญฺเจ ฯ
๑ ม. ผสฺสเย ฯ
๑ ม. สตตํ หิตา เม ฯ
๑ ม. จรนฺติ ฯ ๒ ม. กถา ฯ
ลำดับนี้ ขอฟังปัจเจกพุทธาปทาน พระอานนท์เวเทหมุนี ผู้มีอินทรีย์อันสำรวมแล้ว ได้ทูลถามพระตถาคต ผู้ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันว่าทราบด้วยเกล้าฯ ว่า พระปัจเจกพุทธเจ้ามีจริงหรือ เพราะเหตุไรท่านเหล่านั้นจึงได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้เป็นนักปราชญ์? ในกาลครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคสัพพัญญูผู้ประเสริฐ แสวงหาคุณใหญ่ ตรัสตอบท่านพระอานนท์ผู้เจริญ ด้วยพระสุรเสียงไพเราะว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าสร้างบุญในพระพุทธเจ้าทั้งปวง ยังไม่ได้โมกขธรรมในศาสนาของพระชินเจ้า ด้วยมุข คือ ความสังเวชนั้นแล ท่านเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์มีปัญญาแก่กล้า ถึงจะเว้นพระพุทธเจ้าก็ย่อมบรรลุปัจเจกโพธิญาณได้แม้ด้วยอารมณ์นิดหน่อย
ในโลกทั้งปวง เว้นเราแล้ว ไม่มีใครเสมอพระปัจเจกพุทธเจ้าเลย เราจักบอกคุณเพียงสังเขปนี้ ของท่านเหล่านั้นท่านทั้งหลาย จงฟังคุณของพระมหามุนีให้ดี ท่านทั้งปวงปรารถนานิพพานอันเป็นโอสถวิเศษ จงมีจิตผ่องใส ฟังถ้อยคำดี อันอ่อนหวานไพเราะของพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่ ตรัสรู้เอง คำพยากรณ์โดยสืบๆกันมาเหล่าใด ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายผู้มาประชุมกัน โทษ เหตุปราศจากราคะ และพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย บรรลุโพธิญาณด้วยประการใด พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มีสัญญาในวัตถุอันมีราคะว่าปราศจากราคะ มีจิตปราศจากกำหนัดในโลกอันกำหนัด ละธรรมเครื่องเนิ่นช้า การแพ้และความดิ้นรน แล้ว
จึงบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ณ สถานที่เกิดนั้นเอง ท่านวางอาญาในสรรพสัตว์ ไม่เบียดเบียนแม้ผู้หนึ่งในสัตว์เหล่านั้น มีจิตประกอบด้วยเมตตา หวังประโยชน์เกื้อกูล เที่ยวไปผู้เดียวเปรียบเหมือนนอแรด ฉะนั้น ท่านวางอาญาในปวงสัตว์ ไม่เบียดเบียนแม้ผู้หนึ่งในสัตว์เหล่านั้น ไม่ปรารถนาบุตร ที่ไหนจะปรารถนาสหายเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ความเสน่หาย่อมมีแก่บุคคลผู้เกิดความเกี่ยวข้อง ทุกข์ที่อาศัยความเสน่หานี้มีมากมาย ท่านเล็งเห็นโทษอันเกิดแต่ความเสน่หา จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้นผู้มีจิตพัวพัน ช่วยอนุเคราะห์มิตรสหาย ย่อมทำตนให้เสื่อมประโยชน์ท่านมองเห็นภัยนี้
ในความสนิทสนม จึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว เช่นกับนอแรดฉะนั้น ความเสน่หาในบุตรและภรรยา เปรียบเหมือนไม้ไผ่กอใหญ่เกี่ยวกันอยู่ ท่านไม่ข้องในบุตรและภริยา ดังหน่อไม้ไผ่ เที่ยวไปผู้เดียวเช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่านเป็นวิญญูชนหวังความเสรี จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น เหมือนเนื้อที่ไม่ถูกผูกมัด เที่ยวหาเหยื่อในป่าตามความปรารถนา ฉะนั้น ต้องมีการปรึกษากันในท่ามกลางสหายทั้งในที่อยู่ ที่บำรุง ที่ไป ที่เที่ยว ท่านเล็งเห็นความไม่โลภ ความเสรีจึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น การเล่น (เป็น) ความยินดีมีอยู่ในท่ามกลางสหาย ส่วนความรักในบุตรเป็นกิเลสใหญ่ ท่านเกลียดความวิปโยคเพราะของที่รัก
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้นท่านเป็นผู้แผ่เมตตาไปในสี่ทิศ และไม่โกรธเคือง ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ เป็นผู้อดทนต่อมวลอันตรายได้ ไม่หวาดเสียว เที่ยวไปผู้เดียวเช่นกับนอแรด ฉะนั้น แม้บรรพชิตบางพวก และพวกคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนสงเคราะห์ได้ยาก ท่านเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยในบุตรคนอื่น จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่านปลงเครื่องปรากฏ (ละเพศ)คฤหัสถ์ กล้าหาญ ตัดกามอันเป็นเครื่องผูกของคฤหัสถ์ เปรียบเหมือนไม้ทองหลางมีใบขาดหมด เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ถ้าจะพึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน ประพฤติเช่นเดียวกัน อยู่ด้วยกรรมดีเป็นนักปราชญ์ พึงครอบงำอันตรายทั้งสิ้นเสียแล้ว
พึงดีใจ มีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น ถ้าจะไม่ได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน ประพฤติเช่นเดียวกันอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนพระราชาทรงละแว่นแคว้นที่ทรงชนะแล้ว เที่ยวไปผู้เดียว ดังช้างมาตังคะ ละโขลงอยู่ในป่า ความจริง เราย่อมสรรเสริญสหายสมบัติ พึงส้องเสพสหายที่ประเสริฐกว่า หรือที่เสมอกัน (เท่านั้น) เมื่อไม่ได้สหายเหล่านี้ ก็พึงคบหากับกรรมอันไม่มีโทษ เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่านเห็นกำไลมือทองคำอันผุดผ่องที่นายช่างทองทำสำเร็จสวยงาม กระทบกันอยู่ที่แขนทั้งสอง จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น การเปล่งวาจา หรือวาจาเครื่องข้องของเรานั้น
พึงมีกับเพื่อนอย่างนี้ ท่านเล็งเห็นภัยนี้ต่อไป จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ก็กามทั้งหลายอันวิจิตร หวาน อร่อย เป็นที่รื่นรมย์ใจ ย่อมย่ำยีจิตด้วยสภาพต่างๆท่านเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้นความจัญไร หัวฝี อุบาทว์ โรค กิเลสดุจลูกศร และภัยนี้ ท่านเห็นภัยนี้ในกามคุณทั้งหลาย จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่านครอบงำอันตรายแม้ทั้งหมดนี้ คือ หนาว ร้อน ความหิว ความกระหายลม แดด เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลาน แล้วเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่านเที่ยวไปผู้เดียว เช่นนอแรด เปรียบเหมือนช้างละโขลงไว้แล้ว มีขันธ์เกิดพร้อมแล้ว
มีสีกายดังดอกปทุมใหญ่โตอยู่ในป่านานเท่าที่ต้องการ ฉะนั้น ท่านใคร่ครวญถ้อยคำของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ว่า บุคคลพึงถูกต้องวิมุติอันเกิดเองนี้ มิใช่ฐานะของผู้ทำความคลุกคลีด้วยหมู่ จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรดฉะนั้น ท่านเป็นไปล่วงทิฏฐิอันเป็นข้าศึก ถึงความแน่นอน มีมรรคอันได้แล้ว เป็นผู้มีญาณเกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลอื่นไม่ต้องแนะนำ เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่านไม่มีความโลภ ไม่โกง ไม่กระหายไม่ลบหลู่คุณท่าน มีโมโหดุจน้ำฝาดอันกำกัดแล้ว เป็นผู้ไม่มีตัณหาในโลกทั้งปวง เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น กุลบุตรพึงเว้นสหายผู้ลามก ผู้มักชี้อนัตถะ
ตั้งมั่นอยู่ในฐานะผิดธรรมดา ไม่พึงเสพสหายผู้ขวนขวาย ผู้ประมาทด้วยตน พึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้นกุลบุตรพึงคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม มีคุณยิ่ง มีปฏิภาณ ท่านรู้ประโยชน์ทั้งหลาย บรรเทาความสงสัยแล้ว เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่านไม่พอใจในการเล่น ความยินดี และกามสุขในโลกไม่เพ็งเล็งอยู่ คลายยินดีจากฐานะที่ตกแต่ง มีปกติกล่าวคำสัตย์ เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่านละบุตร ภริยา บิดา มารดา ทรัพย์ข้าวเปลือก เผ่าพันธ์ และกามทั้งหลายตามที่ตั้งลง เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ในความเกี่ยวข้องนี้มีความสุขนิดหน่อย มีความพอใจน้อย มีทุกข์มากยิ่ง
บุรุษผู้มีความรู้ทราบว่า ความเกี่ยวข้องนี้ ดุจลูกธนู พึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น กุลบุตรพึงทำลายสังโยชน์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนปลาทำลายข่าย แล้วไม่กลับมา ดังไฟไหม้เชื้อลามไปแล้วไม่กลับมา พึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงทอดจักษุลง ไม่คะนองเท้า มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว รักษามนัส อันราคะไม่ชุ่มแล้ว อันไฟกิเลสไม่เผาลน พึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรดฉะนั้น พึงละเครื่องเพศคฤหัสถ์แล้ว ถึงความตัดถอน เหมือนไม้ทองกวาวที่มีใบขาดแล้ว นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกบวชแล้ว เที่ยวไปผู้เดียวเช่นกับนอแรด ฉะนั้น ไม่พึงทำความกำหนัดในรส ไม่โลเล ไม่ต้องเลี้ยงผู้อื่น
เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก มีจิตไม่ข้องเกี่ยวในสกุลเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงละนิวรณ์เครื่องกั้นจิต ๕ประการ พึงบรรเทาอุปกิเลสเสียทั้งสิ้น ไม่อาศัยตัณหาและทิฏฐิ ตัดโทษอันเกิดแต่สิเนหาแล้ว เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงทำสุขทุกข์ โทมนัสและโสมนัสก่อนๆ ไว้เบื้องหลัง ได้อุเบกษา สมถะความหมดจดแล้ว เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงปรารภความเพียรเพื่อบรรลุนิพพาน มีจิตไม่หดหู่ ไม่ประพฤติเกียจคร้าน มีความเพียรมั่น (ก้าวออก) เข้าถึงด้วยกำลัง เรี่ยวแรง เที่ยวไปผู้เดียวเช่นกับนอแรด ฉะนั้น ไม่พึงละการหลีกเร้นและฌาน มีปกติประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมเป็นนิตย์
พิจารณาเห็นโทษในภพทั้งหลาย เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงปรารถนาความสิ้นตัณหา ไม่ประมาท เป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม มีการสดับ มีสติ มีธรรมอันพิจารณาแล้ว เป็นผู้เที่ยง มีความเพียร เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้นไม่พึงสะดุ้งในเพราะเสียง ดังสีหะ ไม่ขัดข้อง อยู่ในตัณหาและทิฏฐิเหมือนลมไม่ติดตาข่าย ไม่ติดอยู่ในโลก ดุจดอกปทุม ไม่ติดน้ำ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงเสพเสนาสนะอันสงัดเหมือนราชสีห์มีเขี้ยวเป็นกำลัง เป็นราชาของเนื้อ มีปกติประพฤติข่มขี่ครอบงำ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงเจริญเมตตาวิมุติ กรุณาวิมุติ มุทิตาวิมุติ และอุเบกขาวิมุติทุกเวลา
ไม่พิโรธด้วยสัตว์โลกทั้งปวง เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงละราคะโทสะและโมหะ พึงทำลายสังโยชน์ทั้งหลายเสีย ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิต พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ชนทั้งหลายมีเหตุเป็นประโยชน์ จึงคบหาสมาคมกัน มิตรทั้งหลายไม่มีเหตุ หาได้ยากในวันนี้ มนุษย์ทั้งหลายมีปัญญามองประโยชน์ตน ไม่สะอาด พึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงมีศีลบริสุทธิ์ มีปัญญาหมดจดดีมีจิตตั้งมั่น ประกอบความเพียร เจริญวิปัสสนา มีปกติเห็นธรรมวิเศษ พึงรู้แจ้งธรรมอันสัมปยุตด้วยองค์มรรคและโพชฌงค์ (พึงรู้แจ้งองค์มรรคและโพชฌงค์) นักปราชญ์เหล่าใดเจริญสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์
และอัปปณิหิตวิโมกข์ ไม่บรรลุความเป็นพระสาวกในศาสนาพระชินเจ้า นักปราชญ์เหล่านั้นย่อมเป็นพระสยัมภูปัจเจกพุทธเจ้า มีธรรมใหญ่ มีธรรมกายมาก มีจิตเป็นอิสระ ข้ามห้วงทุกข์ ทั้งมวลได้ มีจิตโสมนัส มีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง เปรียบดังราชสีห์ เช่นกับนอแรดพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ มีอินทรีย์ระงับ มีใจสงบ มีจิตมั่นคง มีปกติประพฤติด้วยความกรุณาในสัตว์เหล่าอื่น เกื้อกูลแก่สัตว์ รุ่งเรืองในโลกนี้และโลกหน้า เช่นกับประทีป ปฏิบัติเป็นประโยชน์แก่สัตว์ พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ ละกิเลสเครื่องกั้นทั้งปวงหมดแล้ว เป็นจอมแห่งชนเป็นประทีปส่องโลกให้สว่าง เช่นกับรัศมีแห่งทองชมพูนุท
เป็นทักขิไณยบุคคลชั้นดีของโลก โดยไม่ต้องสงสัย บริบูรณ์อยู่เนืองนิตย์ คำสุภาษิตของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเป็นไปในโลกทั้งเทวโลก ชนเหล่าใดผู้เป็นพาลได้ฟังแล้ว ไม่ทำเหมือนดังนั้น ชนเหล่านั้นต้องเที่ยวไปในสังขารทุกข์บ่อยๆ คำสุภาษิตของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นคำไพเราะ ดังน้ำผึ้งรวงอันหลั่งออกอยู่ ชนเหล่าใดได้ฟังแล้ว ประกอบการปฏิบัติตามนั้น ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้มีปัญญา เห็นสัจจะ คาถาอันโอฬารอันพระปัจเจกพุทธชินเจ้าออกบวชกล่าวแล้ว คาถาเหล่านั้นพระตถาคตผู้สีหวงศ์ศากยราชผู้สูงสุดกว่านรชน ทรงประกาศแล้ว เพื่อให้รู้แจ้งธรรม คาถาเหล่านี้ พระปัจเจกเจ้าเหล่านั้นรจนาไว้อย่างวิเศษ เพื่อความอนุเคราะห์โลก อันพระสยัมภูผู้สีหะทรงประกาศแล้ว เพื่อยังความสังเวช การไม่คลุกคลีและปัญญาให้เจริญ ฉะนี้แล.
จบ ปัจเจกพุทธาปทาน
จบ อปาทานที่ ๒
ตติยํ สารีปุตฺตตฺเถราปทานํ (๑)
อถ เถราปทานํ สุณาถ
สาริปุตตเถราปทานที่ ๓ (๑)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระสารีบุตร
ลำดับนี้เชิญฟังเถราปทาน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค สารีปุตตเถราปทาน (๑) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 70 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
หิมวนฺตสฺส อวิทูเร ลมฺพโก นาม ปพฺพโต
อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา ฯ
อุตฺตานกูลา นทิกา สุปติตฺถา มโนรมา
สุสุทฺธปุฬินากิณฺณา อวิทูเร มมสฺสมํ ฯ
อสกฺขรา อปพฺภารา สาทุ อปฺปฏิคนฺธิกา
สนฺทนฺติ นทิกา ตตฺถ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ
กุมฺภีลา มกรา เจตฺถ สสสุมารา จ กจฺฉปา
สนฺทนฺติ ๑ นทิยา ตตฺถ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ
ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา วลชา มุญฺชโรหิตา
วคฺคุฬา ปปตายนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ
อุโภกูเลสุ นทิยา ปุปฺผิโน ผลิโน ทุมา
อุภโต อติลมฺพนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ
อมฺพา สาลา จ ติลกา ปาฏลี สินฺทุวาริตา
ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ ปุปฺผิตา มม อสฺสเม ฯ
จมฺปกา สลฬา นีปา นาคปุนฺนาคเกตกา
ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ ปุปฺผิตา มม อสฺสเม ฯ
อติมุตฺตา อโสกา จ ภคินีมาลา จ ปุปฺผิตา
องฺโกลา พิมฺพิชาลา จ ปุปฺผิตา มม อสฺสเม ฯ
เกตกา กทลี เจว เกพุกา ติณสูลิกา
ทิพฺพา ๑ คนฺธา สมฺปวนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ
กณิกา กณฺณิการา จ อสนา อญฺชนา พหู
ทิพฺพา ๑ คนฺธา สมฺปวนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ
ปุณฺณาวา ๒ คิริปุณฺณาวา ๓ โกวิฬารา จ ปุปฺผิตา
ทิพฺพา ๑ คนฺธา สมฺปวนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ
อุทฺทาลกา จ กุฏชา กทมฺพา พกุลา พหู
ทิพฺพา ๑ คนฺธา สมฺปวนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ
อาฬกา อิสิมุคฺคา จ กทลี มาตุลุงฺคิโย
คนฺโธทเกน สํวฑฺฒา ผลานิ ธารยนฺติ เต ฯ
อญฺเญ ปุปฺผนฺติ ปทุมา อญฺเญ ชายนฺติ เกสรี
อญฺเญ โอปุปฺผา ปทุมา ปุปฺผิตา ตฬเก ตทา ฯ
คพฺภํ คณฺหนฺติ ปทุมา นิทฺธาวนฺติ มุฬาลิโย
สิงฺฆาฏปตฺตมากิณฺณา โสภยนฺติ ตฬเก ตทา ฯ
นยิตา อมฺพคณฺฑี จ อุตฺตรา ๔ หิ พนฺธุชีวกา
ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ ปุปฺผิตา ตฬเก ตทา ฯ
ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา วลชา มุญฺชโรหิตา
สงฺกุลา มคฺคุรา เจว วสนฺติ ตฬเก ตทา ฯ
กุมฺภีลา สสสุมารา จ ตนฺติคฺคาหา จ รกฺขสา
โอคาหา ๑ อชครา จ วสนฺติ ตฬเก ตทา ฯ
ปาเรวตา รวิหํสา จกฺกวากา นทีจรา
โกกิลา สุวสาลิกา อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ
กุกฺกุตฺถกา กุฬีรกา วเน โปกฺขรสาตกา
ทินฺทิภา สุวโปตา จ อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ
หํสา โกญฺจา มยุรา จ โกกิลา ลมฺพจูฬกา ๒
จมฺปกา ชีวชีวา จ อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ
โกสิกา โปฏฺฐสีสา จ กุรรา เสนกา พหู
มหากาฬา จ สกุณา อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ
ปสทา ๓ มิคา วราหา จ วกา เภรณฺฑกา พหู
โรหิจฺจา สุตฺตโปตา ๔ จ อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ
สีหา พฺยคฺฆา จ ทีปิ จ อจฺฉโกกตรจฺฉภิ ๕
ติธปฺปภินฺนา มาตงฺคา อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ
กินฺนรา วานรา เจว อโถปิ วนกมฺมิกา
เจตา จ ลุทฺทกา เจว อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ
ตินฺทุกานิ ปิยาลานิ มธุกา กาสมาริโย
ธุวํ ผลานิ ธาเรนฺติ อวิทูเร มมสฺสมํ ฯ
โกสุมฺภา ๖ สลฬา นีปา ๗ สารผลสมายุตา
ธุวํ ผลานิ ธาเรนฺติ อวิทูเร มมสฺสมํ ฯ
หรีตกา อามลกา อมฺพา ชมฺพู วิเภทกา
โกลา ภลฺลาตกา พิลฺลา ผลานิ ธารยนฺติ เต ฯ
อาลุวา จ กลมฺพา จ พิฬาลิตกฺกฬานิ จ
ชีวกา สมฺพกา เจว พหุกา มม อสฺสเม ฯ
อสฺสมสฺสาวิทูรมฺหิ ตฬากาสิ ๑ สุนิมฺมิตา
อจฺโฉทกา สีตชลา สุปติตฺถา มโนรมา ฯ
ปทุมุปฺปลสญฺฉนฺนา ปุณฺฑรีกสมายุตา
มนฺทาลเกหิ สญฺฉนฺนา ทิพฺโพ คนฺโธ ปวายติ ฯ
เอวํ สพฺพงฺคสมฺปนฺเน ปุปฺผิเต ผลิเต วเน
สุกเต อสฺสเม รมฺเม วิหรามิ อหํ ตทา ฯ
สีลวา วตฺตสมฺปนฺโน ฌายี ฌานรโต สทา
ปญฺจาภิญฺญาพลปฺปตฺโต สุรุจิ นาม ตาปโส ฯ
จตุพฺพีสสหสฺสานิ สิสฺสา มยฺหํ อุปฏฺฐหุํ
สพฺเพว พฺราหฺมณา เอเต ชาติมนฺโต ยสสฺสิโน ฯ
ลกฺขเณ อิติหาเส จ สนิฆณฺฑุสเกฏุเภ
ปทกา เวยฺยากรณา สทฺธมฺเม ปารมึ คตา ฯ
อุปฺปาเตสุ นิมิตฺเตสุ ลกฺขเณสุ จ โกวิทา
ปฐพฺยา ภุมฺมนฺตลิกฺเข มม สิสฺสา สุสิกฺขิตา ฯ
อปฺปิจฺฉา นิปกา เอเต อปฺปาหารา อโลลุปา
ลาภาลาเภน สนฺตุฏฺฐา ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ
ฌายี ฌานรตา ธีรา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา
อากิญฺจญฺญํ ปตฺถยนฺตา ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ
อภิญฺญาปารมิปฺปตฺตา เปตฺติเก โคจเร รตา
อนฺตลิกฺขจรา ธีรา ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ
สํวุตา ฉสุ ทฺวาเรสุ อเนญฺชา รกฺขิตินฺทฺริยา
อสํสฏฺฐา จ เต ธีรา มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ
ปลฺลงฺเกน นิสชฺชาย ฐานา จงฺกมเนน จ
วีตินาเมนฺติ เต รตฺตึ มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ
รชฺชนีเย น รชฺชนฺติ โทสนีเย น ทุสฺสเร
โมหนีเย น มุยฺหนฺติ มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ
อิทฺธึ วิมํสมานา เต วตฺตนฺติ นิจฺจกาลิกํ
ปฐวึ เต ปกมฺเปนฺติ สารมฺเภน ทุราสทา ฯ
กีฬมานาว เต สิสฺสา กีฬนฺติ ฌานกีฬิตํ
ชมฺพุโต ผลมาเนนฺติ มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ
อญฺเญ คจฺฉนฺติ โคยานํ อญฺเญ ปุพฺพวิเทหนํ
อญฺเญ จ อุตฺตรกุรุํ มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ
ปุรโต เปเสนฺติ เต ขารึ ปจฺฉโต จ วชนฺติ เต
จตุพฺพีสสหสฺเสหิ ฉาทิตํ โหติ อมฺพรํ ฯ
อคฺคิปากํ ๑ อนคฺคึ จ ทนฺโตทุกฺขลิกาปิจ
อมฺพนา โกฏิกา เกจิ ปวตฺตผลโภชนา ฯ
อุทโกโรหกา เกจิ สายํ ปาโต สุจิรตา
โตยาภิเสกจรณา ๑ มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ
ปรูฬฺหกจฺฉนขโลมา ปงฺกทนฺตา รชสฺสิรา
คนฺธิตา สีลคนฺเธน มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ
ปาโตว สนฺนิปาเตตฺวา ชฏิลา อุคฺคตาปนา
ลาภาลาภํ ปกิตฺเตตฺวา คจฺฉนฺติ อมฺพเร ตทา ฯ
เอเตสํ ปกฺกมนฺตานํ มหาสทฺโท ปวตฺตติ
อชินจมฺมสทฺเทน โมทิตา โหนฺติ เทวตา ฯ
ทิโสทิสา ปกฺกมนฺติ อนฺตลิกฺขจรา อิสี
สกพเลนุปตฺถทฺธา เต คจฺฉนฺติ ยถิจฺฉกํ ฯ
ปฐวีกมฺปกา เอเต สพฺเพว นภจาริโน
อุคฺคเตชา ทุปฺปสหา สาคโรว อโขภิยา ฯ
ฐานจงฺกมิยา เกจิ เกจิ เนสชฺชิกา อิสี
ปวตฺตโภชนา เกจิ มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ
เมตฺตาวิหาริโน เอเต หิเตสี สพฺพปาณินํ
อนตฺตุกฺกํสกา สพฺเพ น เต วมฺเภนฺติ กสฺสจิ ฯ
สีหราชาว สมฺภีตา คชราชาว ถามวา
ทุราสทา พฺยคฺฆาริว อาคจฺฉนฺติ มมนฺติเก ฯ
วิชฺชาธรา เทวตา จ นาคคนฺธพฺพรกฺขสา
กุมฺภณฺฑา ทานวา ครุฬา อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ
เต ชฏาขาริภริตา อชินุตฺตรวาสิโน
อนฺตลิกฺขจรา สพฺเพ อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ
ตทานุจฺฉวิกา เอเต อญฺญมญฺญํ สคารวา
จตุพฺพีสสหสฺสานํ ขิตฺตสทฺโท น วิชฺชติ ฯ
ปาเท ปาทํ นิกฺขิปนฺตา อปฺปสทฺทา สุสํวุตา
อุปสงฺกมฺม สพฺเพ เต สิรสา วนฺทเร มมํ ฯ
เตหิ สิสฺเสหิ ปริวุโต สนฺเตหิ จ ตปสฺสิภิ
วสามิ อสฺสเม ตตฺถ ฌายี ฌานรโต อหํ ฯ
อิสีนํ สีลคนฺเธน ปุปฺผคนฺเธน จูภยํ
ผลีนํ ผลคนฺเธน คนฺธิโต โหติ อสฺสโม ฯ
รตฺตินฺทิวํ น ชานามิ อรติ เม น วิชฺชติ
สเก สิสฺเส โอวทนฺโต ภิยฺโย หาสํ ลภามหํ ฯ
ปุปฺผานํ ปุปฺผมานานํ ผลานญฺจ วิปจฺจตํ
ทิพฺพา คนฺธา ปวายนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ
สมาธิมฺหา วุฏฺฐหิตฺวา อาตาปี นิปโก อหํ
ขาริภารํ คเหตฺวาน วนํ อชฺโฌคหึ อหํ ฯ
อุปฺปาเต สุปิเน จาปิ ลกฺขเณสุ สุสิกฺขิโต
ปวตฺตมานํ มนฺตปทํ ธารยามิ อหํ ตทา ฯ
อโนมทสฺสี ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ
วิเวกกาโม สมฺพุทฺโธ หิมวนฺตํ อุปาคมิ ฯ
อชฺโฌคเหตฺวา หิมวนฺตํ อคฺโค การุณิโก มุนิ
ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวาน นิสีทิ ปุริสุตฺตโม ฯ
ตมทฺทสาหํ สมฺพุทฺธํ สปฺปภาสํ มโนรมํ
อินฺทีวรํว ชลิตํ อาทิตฺตํว หุตาสนํ ฯ
ชลนฺตํ ทีปรุกฺขํว วิชฺชชว ๑ คคเณ ยถา
สุผุลฺลํ สาลราชํว อทฺทสํ โลกนายกํ ฯ
อยํ นาโค มหาวีโร ทุกฺขสฺสนฺตกโร มุนิ
อิมํ ทสฺสนมาคมฺม สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจเร ฯ
ทิสฺวานาหํ เทวเทวํ ลกฺขณํ อุปธารยึ
พุทฺโธ นุ โข น วา พุทฺโธ หนฺท ปสฺสามิ จกฺขุมํ ฯ
สหสฺสารานิ จกฺกานิ ทิสฺสนฺติ จรณุตฺตเม
ลกฺขณานิสฺส ทิสฺวาน นิฏฺฐํ คญฺฉึ ตถาคเต ฯ
สมฺมชฺชนึ คเหตฺวา สมฺมชฺชิตฺวานหํ ตทา
อฏฺฐ ปุปฺเผ สมาเนตฺวา พุทฺธเสฏฺฐํ อปูชยึ ฯ
ปูชยิตฺวาน ตํ พุทฺธํ โอฆติณฺณมนาสวํ
เอกํสํ อชินํ กตฺวา นมสฺสึ โลกนายกํ ฯ
เยน ญาเณน สมฺพุทฺโธ วิหรติ อนาสโว
ตํ ญาณํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ
สมุทฺธรยิมํ โลกํ สยมฺภุ อมิโตทย
ตว ทสฺสนมาคมฺม กงฺขาโสตํ ตรนฺติ เต ฯ
ตุวํ สตฺถา จ เกตุ จ ธโช ยูโป จ ปาณินํ
ปรายโน ปติฏฺฐา จ ทีโป จ ทิปทุตฺตโม ฯ
สกฺกา สมุทฺเท อุทกํ ปเมตุํ อาฬฺหเกน วา
น เตฺวว ตว สพฺพญฺญุ ญาณํ สกฺกา ปเมตเว ฯ
ธาเรตุํ ปฐวึ สกฺกา ฐเปตฺวา ตุลมณฺฑเล
น เตฺวว ตว สพฺพญฺญุ ญาณํ สกฺกา ปเมตเว ฯ
อากาสํ มินิตุํ สกฺกา รชฺชุนา ๑ องฺคุเลน วา
น เตฺวว ตว สพฺพญฺญุ ญาณํ สกฺกา ปเมตเว ฯ
มหาสมุทฺเท อุทกํ ปฐวิญฺจาขิลญฺชเห
พุทฺธญาณํ อุปาทาย อุปมาโต น ยุชฺชเร ฯ
สเทวกสฺส โลกสฺส จิตฺตํ เยสํ ปวตฺตติ
อนฺโตชาลิคตา เอเต ตว ญาณมฺหิ จกฺขุม ฯ
เยน ญาเณน ปตฺโตสิ เกวลํ โพธิมุตฺตมํ
เตน ญาเณน สพฺพญฺญุ มทฺทสิ ปรติตฺถิเย ฯ
อิมา คาถา ปเฐตฺวาน สุรุจิ นาม ตาปโส
อชินํ ปตฺถริตฺวาน ปฐวิยํ นิสีทิ โส ฯ
จุลฺลาสีติสหสฺสานิ อชฺโฌคาโฬฺห มหณฺณเว
อจฺจุคฺคโต ตาวเทว คิริราชา ปวุจฺจติ ฯ
ตาว อจฺจุคฺคโต เนรุ อายโต วิตฺถโต จ โส
จุณฺณิโต สงฺขเภเทน ๒ โกฏิสตสหสฺสิโย ฯ
ลกฺเข ฐปิยมานมฺหิ ปริกฺขยมคจฺฉถ
น เตฺวว ตว สพฺพญฺญุ ญาณํ สกฺกา ปเมตเว ฯ
สุขุมจฺฉิเกน ชาเลน อุทกํ โย ปริกฺขิเป
เย เกจิ อุทเก ปาณา อนฺโตชาลิคตา สิยุํ ฯ
ตเถว หิ มหาวีร เย เกจิ ปุถุติตฺถิยา
ทิฏฺฐิคฺคหณปกฺขนฺตา ปรามาเสน โมหิตา ฯ
ตว สุทฺเธน ญาเณน อนาวรณทสฺสินา
อนฺโตชาลิคตา เอเต ญาณนฺเต นาติวตฺตเร ฯ
ภควา จ ตมฺหิ สมเย อโนมทสฺสี มหายโส
วุฏฺฐหิตฺวา สมาธิมฺหา ทิสํ โอโลกยี ชิโน ฯ
อโนมทสฺสิมุนิโน นิสโภ นาม สาวโก
ปริวุโต สตสหสฺเสหิ สนฺตจิตฺเตหิ ตาทิภิ ฯ
ขีณาสเวหิ สุทฺเธหิ ฉฬภิญฺเญหิ ตาทิหิ ๑
จิตฺตมญฺญาย พุทฺธสฺส อุเปสิ โลกนายกํ ฯ
อนฺตลิกฺเข ฐิตา ตตฺถ ปทกฺขิณมกํสุ เต
นมสฺสนฺตา ปญฺชลิกา โอรุหุํ ๒ พุทฺธสนฺติเก ฯ
อโมทสฺสี ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ
ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา สิตํ ปาตุํ กรี ชิโน ฯ
วรุโณ นามุปฏฺฐาโก อโนมทสฺสิสฺส สตฺถุโน
เอกํสํ จีวรํ กตฺวา อาปุจฺฉิ โลกนายกํ ฯ
โก นุ โข ภควา เหตุ สิตกมฺมสฺส สตฺถุโน
น หิ พุทฺธา อเหตูหิ สิตํ ปาตุํ กโรนฺติ เต ฯ
อโนมทสฺสี ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ
ภิกฺขุมชฺเฌ นิสีทิตฺวา อิมํ คาถํ อภาสถ ฯ
โย มํ ปุปฺเผน ปูเชสิ ญาณญฺจาปิ อนุตฺถวิ
ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ
พุทฺธสฺส คิรมญฺญาย สพฺเพ เทวา สมานุสา ๑
สทฺธมฺมํ โสตุกามา เต สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมม ฯ
ทสสุ โลกธาตูสุ เทวกายา มหิทฺธิกา
สทฺธมฺมํ โสตุกามา เต สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมม ฯ
หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี เสนา จ จตุรงฺคินี
ปริวาเรสฺสนฺติมํ นิจฺจํ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ
สฏฺฐี ตุริยสหสฺสานิ เภริโย สมลงฺกตา
อุปฏฺฐิสฺสนฺติมํ นิจฺจํ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ
โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา
วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯ
อาฬารมุขา ๒ หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา
ปริวาเรสฺสนฺติมํ นิจฺจํ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ
กปฺปสตสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ
สหสฺสกฺขตฺตุํ จกฺกวตฺติ ราชา รฏฺเฐ ภวิสฺสติ ฯ
สหสฺสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ
ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต มนุสฺสตฺตํ คมิสฺสติ
พฺราหฺมณิสาริยา นาม ธารยิสฺสติ กุจฺฉินา ฯ
มาตุยา นามโคตฺเตน ปญฺญายิสฺสติยํ นโร
สารีปุตฺโตติ นาเมน ติกฺขปญฺโญ ภวิสฺสติ ฯ
อสีติโกฏี ฉฑฺเฑตฺวา ปพฺพชิสฺสติกิญฺจโน
คเวสนฺโต สนฺติปทํ จริสฺสติ มหึ อิมํ ฯ
อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ
ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต
สารีปุตฺโตติ นาเมน เหสฺสติ อคฺคสาวโก ฯ
อยํ ภาคีรสี คงฺคา หิมวนฺตา ปภาวิตา
มหาสมุทฺทมปฺเปติ ตปฺปยนฺตี มโหทธึ ฯ
ตเถวายํ สารีปุตฺโต สกฺโก ตีสุ วิสารโท
ปญฺญาย ปารมึ คนฺตฺวา ตปฺปยิสฺสติ ปาณิโน ฯ
หิมวนฺตํ อุปาทาย สาครญฺจ มโหทธึ
เอตฺถนฺตเร ยํ ปุฬินํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ
ตมฺปิ สกฺกา อเสเสน สงฺขฺยาตุํ คณนา ยถา
น เตฺวว สารีปุตฺตสฺส ปญฺญายนฺโต ภวิสฺสติ ฯ
ลกฺเข ฐปิยมานมฺหิ ขีเย คงฺคาย วาลุกา
น เตฺวว สารีปุตฺตสฺส ปญฺญายนฺโต ภวิสฺสติ ฯ
มหาสมุทฺเท อูมิโย คณนาโต อสงฺขยา
ตเถว สารีปุตฺตสฺส ปญฺญายนฺโต น เหสฺสติ ฯ
อาราธยิตฺวา สมฺพุทฺธํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ
ปญฺญาย ปารมึ คนฺตฺวา เหสฺสติ อคฺคสาวโก ฯ
ปวตฺติตํ ธมฺมจกฺกํ สกฺยปุตฺเตน ตาทินา
อนฺวตฺติสฺสติ สมฺมา วสฺสนฺโต ธมฺมวุฏฺฐิโย ฯ
สพฺพเมตํ อภิญฺญาย โคตโม สกฺยปุงฺคโว
ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อคฺคฏฺฐาเน ฐเปสฺสติ ฯ
อโห เม สุกตํ กมฺมํ อโนมทสฺสิสฺส สตฺถุโน
ยสฺสาธิการํ ๑ กตฺวาน สพฺพตฺถ ปารมึ คโต ฯ
อปริเมยฺเย กตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ
สุมุตฺโต สรเวโคว กิเลเส ฌาปยึ อหํ ฯ
อสงฺขตํ คเวสนฺโต นิพฺพานํ อจลํ ปทํ
วิจินํ ติตฺถิเย สพฺเพ เอสาหํ สํสรึ ภเว ฯ
ยถาปิ พฺยาธิโก โปโส ปริเยเสยฺย โอสถํ
วิจิเนยฺย ธนํ สพฺพํ พฺยาธิโต ปริมุตฺติยา ฯ
อสงฺขตํ คเวสนฺโต นิพฺพานํ อมตํ ปทํ
อพฺโพกิณฺณํ ปญฺจสตํ ปพฺพชึ อิสิปพฺพชํ ฯ
ชฏาย ภารภริโต อชินุตฺตรนิวาสหํ ๑
อภิญฺญาปารมึ คนฺตฺวา พฺรหฺมโลกํ อคญฺฉหํ ฯ
นตฺถิ พาหิรเก สุทฺธิ ฐเปตฺวา ชินสาสนํ
เย เกจิ พุทฺธิมา สตฺตา สุชฺฌนฺติ ชินสาสเน ฯ
อตฺถกามํ ๒ มมเมตํ น หิ นิสึ อหํ อิติ
อสงฺขตํ คเวสนฺโต กุติตฺถํ สญฺจรึ อหํ ฯ
ยถา สารตฺถิโก โปโส กทลึ เฉตฺวาน ผาลเย
น ตตฺถ สารํ วินฺเทยฺย สาเรน ริตฺตโก หิ โส ฯ
ตเถว ติตฺถิยา โลเก นานาทิฏฺฐี พหู ชนา
อสงฺขเตน ริตฺตา เต สาเรน กทลี ยถา ฯ
ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต พฺรหฺมพนฺธุ อโหสหํ
มหาโภคํ ฉฑฺฑยิตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ
ปฐมภาณวารํ ฯ
อชฺฌายโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู
พฺราหฺมโณ สญฺชโย นาม ตสฺส มูเล วสามหํ ฯ
สาวโก เต มหาวีร อสฺสชิ นาม พฺราหฺมโณ
ทุราสโท อุคฺคเตโช ปิณฺฑาย จรตี ตทา ฯ
ตมทฺทสาสึ สปฺปญฺญํ มุนึ โมเน สมาหิตํ
สนฺตจิตฺตํ มหานาคํ สุผุลฺลํ ปทุมํ ยถา ฯ
ทิสฺวา เม จิตฺตมุปฺปชฺชิ สุทนฺตํ สุทฺธมานสํ
อุสภํ ปวรํ วีรํ อรหายํ ภวิสฺสติ ฯ
ปาสาทิโก อิริยติ อภิรูโป สุสํวุโต
อุตฺตเม ทมเถ ทนฺโต อมตทสฺสี ภวิสฺสติ ฯ
ยนฺนูนาหํ อุตฺตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺยํ ตุฏฺฐมานสํ
โส เจ ๑ ปุฏฺโฐ กถิสฺสติ ปฏิปุจฺฉามหนฺตทา ฯ
ปิณฺฑจารํ ๒ จรนฺตสฺส ปจฺฉโต อคมาสหํ
โอกาสํ ปฏิมาเนนฺโต ปุจฺฉิตุํ อมตํ ปทํ ฯ
วีถนฺตเร อนุปฺปตฺตํ อุปคนฺตฺวาน ปุจฺฉหํ
กถํ โคตฺโตสิ ตฺวํ วีร ๓ กสฺส สิสฺโสสิ มาริส ฯ
โส เม ปุฏฺโฐ วิยากาสิ อสมฺภีโตว เกสรี
พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน ตสฺส สิสฺโสมฺหิ อาวุโส ๔ ฯ
กิทิสนฺเต มหาวีร อนุชาต มหายส ๕
พุทฺธสฺส สาสนํ ธมฺมํ สาธุ เม กถยสฺสุ โภ ฯ
โส เม ปุฏฺโฐ กถี สพฺพํ คมฺภีรํ นิปุณํ ปทํ
ตณฺหาสลฺลสฺส หนฺตารํ สพฺพทุกฺขาปนูทนํ ฯ
เย ธมฺมา เหตุปภวา เตสํ เหตุํ ตถาคโต อาห
เตสญฺจ โย นิโรโธ เอวํวาที มหาสมโณ ฯ
โสหํ วิสฺสชฺชิเต ปเญฺห ปฐมํ ผลมชฺฌคํ
วิรโช วิมโล อาสึ สุตฺวาน ชินสาสนํ ฯ
สุตฺวาน มุนิโน วากฺยํ ปสฺสิตฺวา ธมฺมมุตฺตมํ
ปริโยคาฬฺหสทฺธมฺโม อิมํ คาถํ อภาสหํ ฯ
เอเสว ธมฺโม ยทิ ตาวเทว ปจฺจพฺยถา ปทมโสกํ
อทิฏฺฐํ อพฺภตีตํ พหุเกหิ กปฺปนหุเตหิ ฯ
โยหํ ธมฺมํ คเวสนฺโต กุติตฺเถ สญฺจรึ อหํ
โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต กาโล เม นปฺปมชฺชิตุํ ฯ
โตสิโตหํ อสฺสชินา ปตฺวาน อจลํ ปทํ ฯ
สหายกํ คเวสนฺโต อสฺสมํ อคมาสหํ
ทูรโตว มมํ ทิสฺวา สหาโย เม สุสิกฺขิโต
อิริยาปถสมฺปนฺโน อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ
ปสนฺนมุขเนตฺโตสิ มุนิภาโวว ทิสฺสติ
อมตาธิคโต กจฺจิ นิพฺพานํ อจฺจุตํ ปทํ ฯ
สุภานุรูโป อายาสิ อาเนญฺชการิโต วิย
ทนฺโตว ๑ ทนฺตทมเถ ๒ อุปสนฺโตสิ พฺราหฺมณ ฯ
อมตํ มยา อธิคตํ โสกสลฺลวิโนทนํ
ตุวํปิ ตํ อธิคจฺเฉหิ ๓ คจฺฉาม พุทฺธสนฺติกํ ฯ
สาธูติ โส ปฏิสฺสุตฺวา สหาโย เม สุสิกฺขิโต
หตฺเถน หตฺถํ คณฺหิตฺวา อุปาคมฺม ตวนฺติกํ ๔ ฯ
อุโภปิ ปพฺพชิสฺสาม สกฺยปุตฺต ตวนฺติเก ฯ
ตว สาสนมาคมฺม วิหราม อนาสวา ฯ
โกลิโต อิทฺธิยา เสฏฺโฐ อหํ ปญฺญาย ปารโค
อุโภว เอกโต หุตฺวา สาสนํ โสภยาม เส ฯ
อปริโยสิตสงฺกปฺโป กุติตฺเถ สญฺจรึ อหํ
ตว ทสฺสนมาคมฺม สงฺกปฺโป ปูริโต มม ฯ
ปฐวิยํ ปติฏฺฐาย ปุปฺผนฺติ สมเย ทุมา
ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ โตเสนฺติ สพฺพปาณินํ ฯ
ตเถวาหํ มหาวีร สกฺยปุตฺต มหายส่
สาสเน โว ๑ ปติฏฺฐาย สมเยสามิ ปุปฺผิตุํ ฯ
วิมุตฺติปุปฺผเมสนฺโต ภวสํสารโมจนํ
วิมุตฺติปุปฺผลาเภน โตเสมิ สพฺพปาณินํ ฯ
ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ ฐเปตฺวาน มหามุนึ
ปญฺญาย สทิโส นตฺถิ ตว ปุตฺตสฺส จกฺขุม ฯ
สุวินีตา จ เต สิสฺสา ปริสา จ สุสิกฺขิตา
อุตฺตเม ทมเถ ทนฺตา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ
ฌายี ฌานรตา ธีรา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา
มุนี โมเนยฺยสมฺปนฺนา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ
อปฺปิจฺฉา นิปกา ธีรา อปฺปาหารา อโลลุปา
ลาภาลาเภน สนฺตุฏฺฐา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ
อารญฺญิกา ธุตรตา ฌายิโน ลูขจีวรา
วิเวกาภิรตา ธีรา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ
ปฏิปนฺนา ผลฏฺฐา จ เสขา ผลสมงฺคิโน
อาสึสกา ๑ อุตฺตมตฺถํ ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ
โสตาปนฺนา จ วิมลา สกทาคามิโน จ เย
อนาคามี จ อรหา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ
สติปฏฺฐานกุสลา โพชฺฌงฺคภาวนารตา
สาวกา โว ๒ พหู สพฺเพ ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ
อิทฺธิปาเทสุ กุสลา สมาธิภาวนารตา
สมฺมปฺปธานมนุยุตฺตา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ
เตวิชฺชา ฉฬภิญฺญา จ อิทฺธิยา ปารมึ คตา
ปญฺญาย ปารมิมฺปตฺตา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ
อีทิสา ๓ โว ๒ มหาวีร ตว สิสฺสา สุสิกฺขิตา
ทุราสทา อุคฺคเตชา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ
เตหิ สิสฺเสหิ ปริวุโต สญฺญเตหิ ตปสฺสิภิ
มิคราชาวสมฺภีโต อุฬุราชาว โสภสิ ฯ
ปฐวิยํ ปติฏฺฐาย รุหนฺติ ขรณีรุหา
เวปุลฺลตฺตํ ปาปุณนฺติ ผลญฺจ ทสฺสยนฺติ เต ฯ
ปฐวีสทิโส ตฺวํสิ สกฺยปุตฺต มหายส ฯ
สาสเน เต ปติฏฺฐาย ลภนฺติ อมตํ ผลํ ฯ
สินฺธุ สรสฺสตี เจว นทิโย จนฺทภาคิกา ๔
คงฺคา จ ยมุนา เจว สรภู จ อโถ มหี ฯ
เอตาสํ สนฺทมานานํ สาคโร สมฺปฏิจฺฉติ
ชหนฺติ ปุริมํ นามํ สาคโรเตฺวว ญายติ ฯ
ตเถวิเม จตุวณฺณา ปพฺพชิตฺวา ตวนฺติเก
ชหนฺติ ปุริมํ นามํ พุทฺธปุตฺตาติ ญายเร ฯ
ยถาปิ จนฺโท วิมโล คจฺฉํ อากาสธาตุยา
สพฺเพ ตารคเณ โลเก อาภาย อติโรจติ ฯ
ตเถว ตฺวํ มหาวีร ปริวุโต เทวมานุเส
พุทฺธกฺเขตฺตํ อติกฺกมฺม ชลสิ สพฺพทา ตุวํ ฯ
คมฺภีเร อุฏฺฐิตา อูมิ น เวลํ อติวตฺตติ
สพฺพเวลํ ปผุสฺสนฺติ สญฺจุณฺณา วิกิรนฺติ ตา ฯ
ตเถว ติตฺถิยา โลเก นานาทิฏฺฐี พหู ชนา
ธมฺมํ ตริตุกามา เต นาติวตฺตนฺติ ตํ มุนึ ฯ
สเจ จ ๑ ตํ ปาปุณนฺติ ปฏิวาเรหิ ๒ จกฺขุม
ตวนฺติกํ อุปาคนฺตฺวา สญฺจุณฺณาว ภวนฺติ เต ฯ
ยถาปิ อุทเก ชาตา กุมุทา มนฺทาลกา ๓ พหู
อุปลิมฺปนฺติ โตเยน กทฺทมกลเลน จ ฯ
ตเถว พหุกา สตฺตา โลเก ชาตา วิรูหเร
อฑฺฑิตา ราคโทเสน กทฺทเม กุมุทํ ยถา ฯ
ยถา ปทุมํ ชลชํ ชลมชฺเฌ วิโรจติ ๔
น โส ลิมฺปติ โตเยน ปริสุทฺโธ หิ เกสรี ฯ
ตเถว ตฺวํ มหาวีร โลเก ชาโต มหามุนิ
โนปลิมฺปสิ โลเกน โตเยน ปทุมํ ยถา ฯ
ยถา หิ รมฺมเก มาเส พหู ปุปฺผนฺติ วาริชา
นาติกฺกมนฺติ ตํ มาสํ สมโย ปุปฺผนาย โส ฯ
ตเถว ตฺวํ สกฺยปุตฺต ๑ ปุปฺผิโต เต วิมุตฺติยา
สาสนํ นาติวตฺตนฺติ ปทุมํ วารินา ยถา ฯ
สุปุปฺผิโต สาลราชาว ทิพฺพคนฺธํ ปวายติ
อญฺญสาเลหิ ปริวุโต สาลราชาติโสภติ ๒ ฯ
ตเถว ตฺวํ มหาวีร พุทฺธญาเณน ปุปฺผิโต
ภิกฺขุสงฺเฆน ปริวุโต สาลราชาว โสภสิ ฯ
ยถาปิ เสโล หิมวา โอสโถ สพฺพปาณินํ
นาคานํ อสุรานญฺจ เทวานํ อาลโยปิจ ฯ
ตเถว ตฺวํ มหาวีร โอสโถ วิย ปาณินํ
เตวิชฺชา ฉฬภิญฺญา จ อิทฺธิยา ปารมึ คตา ฯ
อนุสิฏฺฐา มหาวีร ตยา การุณิเกน เต
รมนฺติ ธมฺมรติยา วสนฺติ ตว สาสเน ฯ
มิคราชา ยถา สีโห อภินิกฺขมฺม อาสยา
จตุทฺทิสา ๓ วิโลเกตฺวา ติกฺขตฺตุํ อภินาทติ ๔ ฯ
สพฺเพ มิคา อุตฺตสนฺติ มิคราชสฺส คชฺชโต
ตถา หิ ชาติมา เอโส ปสุํ ๕ ตาเสติ สพฺพทา ฯ
คชฺชโต เต มหาวีร พสุธายํ ปกมฺปติ
โพธเนยฺยา ปพุชฺฌนฺติ ตสนฺติ มารกายิกา ฯ
ตสนฺติ ติตฺถิยา สพฺเพ นทโต เต มหามุนิ
กากเสนาว วิพฺภนฺตา มิครญฺญา ยถา มิคา ฯ
เย เกจิ คณิโน โลเก สตฺถาโรติ ปวุจฺจเร
ปรมฺปราภตํ ธมฺมํ เทเสนฺติ ปริสาย เต ฯ
น เหว ตฺวํ มหาวีร ธมฺมํ เทเสสิ ปาณินํ
สามํ สจฺจานิ พุชฺฌิตฺวา เกวลํ โพธิปกฺขิกํ ฯ
อาสยานุสยํ ญตฺวา อินฺทฺริยานํ พลาพลํ
ภพฺพาภพฺเพ วิทิตฺวาน มหาเมโฆว คชฺชสิ ฯ
จกฺกวาฬปริยนฺตา นิสินฺนา ปริสา ภเว
นานาทิฏฺฐี วิจินฺเตนฺติ วิมติจฺเฉทนาย ตํ ฯ
สพฺเพสํ จิตฺตมญฺญาย โอปมฺมกุสโล มุนิ
เอกํ ปญฺหํ กเถนฺโตว วิมตึ ฉินฺทิ ปาณินํ ฯ
อุปทิสาสทิเสเหว ๑ วสุธา ปูริตา ภเว
สพฺเพว เต ปญฺชลิกา กิตฺตยุํ โลกนายกํ ฯ
กปฺปํ วา เต กิตฺตยนฺตา นานาวณฺเณหิ กิตฺตยุํ
ปริเมตุํ น กปฺเปยฺยุํ ๒ อปฺปเมยฺโย ตถาคโต ฯ
ตถา ๓ สเกน ถาเมน กิตฺติโต หิ มหาชิโน ๔
กปฺปโกฏี ปกิตฺเตนฺตา เอวเมวํ ปกิตฺตยุํ ฯ
สเจ หิ โกจิ เทโว วา มนุสฺโส วา สุสิกฺขิโต
ปเมตุํ ปริกปฺเปยฺย ๑ วิฆาตํว ลเภยฺย โส ฯ
สาสเน เต ปติฏฺฐาย สกฺยปุตฺต มหายส
ปญฺญาย ปารมึ คนฺตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
ติตฺถิเย สมฺปมทฺทามิ วตฺเตมิ ชินสาสนํ
ธมฺมเสนาปติ อชฺช สกฺยปุตฺตสฺส สาสเน ฯ
อปริเมยฺเย กตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ
สุมุตฺโต ๒ สรเวโคว กิเลเส ฌาปยึ มมํ ฯ
โย โกจิ มนุโช ภารํ ธาเรยฺย มตฺถเก สทา
ภาเรน ทุกฺขิโต อสฺส ภาโร หิ ภริโต ตถา ฯ
ฑยฺหมาโน ติหคฺคีหิ ภเวสุ สํสรึ อหํ
ภริโต ภวภาเรน เนรุ อุทฺธริโต ยถา ๓ ฯ
โอโรปิโต จ เม ภาโร ภวา อุคฺฆาฏิตา มยา
กรณียํ กตํ สพฺพํ สกฺยปุตฺตสฺส สาสเน ฯ
ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ ฐเปตฺวา สกฺยปุงฺควํ
อหํ อคฺโคมฺหิ ปญฺญาย สทิโส เม น วิชฺชติ ฯ
สมาธิมฺหิ สุกุสโล อิทฺธิยา ปารมึ คโต
อิจฺฉมาโน อหํ ๔ อชฺช สหสฺสํ อภินิมฺมิเน ฯ
อนุปุพฺพวิหารสฺส วสีภูโต มหามุนิ
กเถสิ สาสนํ มยฺหํ นิโรโธ สยนํ มม ฯ
ทิพฺพจกฺขุํ วิสุทฺธํ เม สมาธิกุสโล อหํ
สมฺมปฺปธานมนุยุตฺโต โพชฺฌงฺคภาวนารโต ฯ
สาวเกน หิ ปตฺตพฺพํ สพฺพเมว กตํ มม ๑
โลกนาถํ ฐเปตฺวาน สทิโส เม น วิชฺชติ ฯ
สมาปตฺติมฺหิ ๒ กุสโล ฌานวิโมกฺขานํ ขิปฺปํ ปฏิลาภี
โพชฺฌงฺคภาวนารโต สาวกคุณปารมึ คโตสฺมิ ฯ
สาวกคุณผุสฺเสน ๓ พุทฺธิยา ปุริสุตฺตมคารวา ๔
สทฺธาสงฺคหิตํ จิตฺตํ [๕] สทา สพฺรหฺมจาริสุ ฯ
อุทฺธฏทาโฒว ๖ สปฺโป ฉินฺนวิสาโณว อุสโภ
นิกฺขิตฺตมานทปฺโปว อุเปมิ ครุคารเวน คณํ ฯ
ยทิ รูปินี ภเวยฺย ปญฺญา เม วสุ ปตีนํ ๗ สเมยฺย
อโนมทสฺสิสฺส ภควโต ผลเมตํ ญาณถวนาย ฯ
ปวตฺติตํ ธมฺมจกฺกํ สกฺยปุตฺเตน ตาทินา
อนุวตฺเตมหํ สมฺมา ญาณถวนายิทํ ผลํ ฯ
มา เม กทาจิ ปาปิจฺโฉ สเมโต หีนวีริโย
อปฺปสฺสุโต อนาจาโร ๘ สเมโต กตฺถจิ อหุ ฯ
พหุสฺสุโต จ เมธาวี สีเลสุ สุสมาหิโต
เจโตสมถานุยุตฺโต อปิ มุทฺธนิ ติฏฺฐตุ ฯ
ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว ๙ ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา
อปฺปิจฺฉา โหถ สนฺตุฏฺฐา ทานํ ทตฺวา สทา อหุ ๑๐ ฯ
ยมหํ ปฐมํ ทิสฺวา วิรโช วิมโล อหุ ๑
โส เม อาจริโย ธีโร ๒ อสฺสชิ นาม สาวโก ฯ
ตสฺสาหํ สาวโก อชฺช ๓ ธมฺมเสนาปตี อหุ ๑
สพฺพตฺถ ปารมึ ปตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
โย เม อาจริโย อาสิ อสฺสชิ นาม สาวโก
ยสฺสํ ทิสายํ วสติ อุสฺสีสมฺหิ กโรมหํ ฯ
มม กมฺมํ สริตฺวาน โคตโม สกฺยปุงฺคโว
ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อคฺคฏฺฐาเน ฐเปสิ มํ ฯ
(๔) ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ๕ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สารีปุตฺโต เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
สารีปุตฺตตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
จตุตฺถํ มหาโมคฺคลฺลานตฺเถราปทานํ (๒)
๑ ม. จรนฺติ ฯ
๑ ม. ทิพฺพคนฺธํ สมฺภวนฺตา โสภยนฺติ มมสฺสมํ ฯ ๒-๓ ม. ปุณฺณาคา ฯ คิรปุณฺณาคา ฯ
๔ ม. อุตฺตรี ฯ
๑ ม. โอคุหา ฯ ๒ ม. ตมฺมจูฬกา ฯ ๓ ม. ปสทา จ วราหา จ จมรา กณฺฑกา
พหู ฯ ๔ ม. สุกโปตา ฯ ๕ ม. อจฺฉโกกตรจฺฉิกา ฯ ๖ ม. โกสมฺภา ฯ
๗ ม. นิพฺพา ฯ
๑ ม. ตฬากาสุํ ฯ
๑ ม. อคฺคปากี อนคฺคี จ ฯ
๑ ม. โตยาภิเสจนกรา ฯ
๑ ม. วิชฺชุตํ ฯ
๑ ม. รชฺชุยา ฯ ๒ ม. อณุเภเทน ฯ
๑ ม. ฌายิภิ ฯ ๒ ม. โอตรุํ ฯ
๑ ม. สมาคตา ฯ ๒ โป. อฬารปมฺหา ฯ
๑ ม. ยสฺสาหํ การํ ฯ
๑ ม. อชินุตฺตรนิวาสโน ฯ ๒ ม. อตฺถกามมยํ เอตํ น ยิทํ อิติหีติหํ ฯ
๑ ม. ยุ. เม ฯ ๒ ม. ปิณฺฑปาตํ ฯ ๓ ยุ. ธีร ฯ ๔ ยุ. สาวโก ฯ ๕ ยุ. มหายโส ฯ
๑ ยุ. จ ฯ ๒ ม. ทนฺตทมโถ ฯ ยุ. อุตฺตทมเถ ฯ ๓ ม. อธิคจฺเฉสิ ฯ
๔ ยุ. อุปาคมี สตฺถุ สนฺติกํ ฯ
๑ ม. ยุ. เต ฯ
๑ ม. อาสีสกา ฯ ๒ ม. ยุ. เต ฯ ๓ ม. ยุ. เอทิสา ฯ ๔ ยุ. นทิยา จนฺทภาคิโย ฯ
๑ ยุ. ว ฯ ๒ ม. ยุ. ปฏิวาเทหิ ฯ ๓ ยุ. มทฺทาลกา ฯ ๔ ม. ยุ. วิรูหติ ฯ
๑ ม. มหาวีร ฯ ๒ ม. ยุ. สาลราชาว โสภติ ฯ ๓ ม. จตุทฺทิสานุวิโลเกตฺวา ฯ
๔ ยุ. อภินาทยิ ฯ ๕ ม. ยุ. ปสู ฯ
๑ ม. อุปติสฺสสทิเสเหว ฯ ๒ ม. สกฺเกยฺยํ ฯ ยุ. ปปฺปยุยํ ฯ ๓ ยุ. ยถา ฯ
๔ ม. มยา ชิโน ฯ
๑ ยุ. ปูริตํ ปริกทฺเธยฺย ฯ ๒ ม. สุขิตฺโต ฯ ยุ สุขิโต ฯ ๓ ม. ยุ. คิรึ
อุจฺจาริโต ยถา ฯ ๔ ม. จหํ ฯ ยุ. วหํ ฯ
๑ ม. มยา ฯ ยุ. มมํ ฯ ๒ ม. สมาปตฺตินํ ฯ ยุ. สมาปตฺติวินยกุสโล ฯ ๓ ม. ยุ.
สาวกคุเณนาปิ ผุสฺเสน ฯ ๔ ม. ปุริสุตฺตมภารวา ฯ ๕ (ยํ) ฯ ๖ ม. ยุ. อุทฺธวิโสว ฯ
๗ ม. วสุมตีปิ น สเมยฺย ฯ ๘ ม. อนาทโร ฯ ๙ ม. ยุ. ภทนฺเต ฯ
๑๐ ม. ยุ. ฌายี ณานรตา สทา ฯ
ในที่ไม่ไกลแต่หิมวันตประเทศ มีภูเขาชื่อลัมพกะเราสร้างอาศรมไว้อย่างดีสร้างบรรณศาลาไว้ใกล้ภูเขานั้น อาศรมของเราไม่ไกลจากฝั่งแม่น้ำอันไม่ลึกมีท่าน้ำราบเรียบเป็นที่รื่นรมย์ใจ เกลื่อนกล่นด้วยหาดทรายขาวสะอาด ที่ใกล้อาศรมของเรานั้น มีแม่น้ำไม่มีก้อนกรวด ตลิ่งไม่ชัน น้ำจืดสนิทไม่มีกลิ่นเหม็น ไหลไป ทำให้อาศรมของเรางาม ฝูงจระเข้ มังกร ปลาฉลามและเต่า ว่ายน้ำเล่นอยู่ในแม่น้ำไหลไป ณ ที่ใกล้อาศรมของเราย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ฝูงปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน ปลานกกระจอก ว่ายโลดกระโดดอยู่ ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ที่สองฝั่งแม่น้ำ มีหมู่ไม้ดอก หมู่ไม้ผล ห้อยย้อมอยู่ทั้งสองฝั่ง
ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ไม้มะม่วง ไม้รัง หมากเม่าแคฝอย ไม้ยางทราย ส่งกลิ่นหอมอบอวลอยู่เป็นนิจ บานอยู่ใกล้อาศรมของเรา ไม้จำปา ไม้อ้อยช้าง ไม้กระทุ่ม กถินพิมาน บุนนาค และลำเจียกมีกลิ่นหอมฟุ้งไปเป็นนิจ บานสะพรั่งอยู่ใกล้อาศรมของเรา ไม้ลำดวน ต้นอโศก ดอกกุหลาบ บานสะพรั่ง อยู่ใกล้อาศรมของเราไม้บรู และมะกล่ำหลวง ดอกบานสะพรั่งอยู่ใกล้อาศรมของเรา การะเกดพยอมขาว พิกุล และมะลิซ้อน มีดอกหอมอบอวล ทำอาศรมของเราให้งาม ไม้เจตภังคี ไม้กรรณิการ์ ไม้ประดู่ และไม้อัญชัน มีมากมีดอกหอมฟุ้งทำให้อาศรมของเรางาม มะนาว มะงั่ว และแคฝอย ดอกบานสะพรั่งหอมตลบอบอวล ทำอาศรมของเราให้งาม ไม้ราชพฤกษ์อัญชันเขียว
ไม้กระทุ่มและพิกุลมีมาก ดอกหอมฟุ้งไป ทำอาศรมของเราให้งามถั่วดำ ถั่วเหลือง กล้วยและมะกรูด งอกงามด้วยน้ำหอม ออกผลสะพรั่งดอกปทุมอย่างอื่นบานเบ่ง ดอกบัวชนิดอื่นก็เกิดขึ้น บัวหลวงชนิดหนึ่งดอกร่วงพรู บานอยู่ในบึงกาลนั้น กอปทุมมีดอกตูม เหง้าบัวเลื้อยไปเสมอ กระจับเกลื่อนด้วยใบ งามอยู่ในบึงในกาลนั้น ไม้ตาเสือ จงกลณีไม้อุตตรา และชบา กลิ่นหอมตลบไป ดอกบานอยู่ในบึงในกาลนั้นฝูงปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน ปลาสังกุลาและปลารำพัน มีอยู่ในบึงในกาลนั้น ฝูงจระเข้ ปลาฉลาด ปลาฉนากผีเสื้อน้ำ และงูเหลือมใหญ่ที่สุด อยู่ในบึงนั้นในกาลนั้น ฝูงนกคับแคนกเป็ดน้ำ นกจากพราก
(ห่าน) นกกาน้ำ นกคุเหว่า และสาลิกาอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ฝูงนกกวัก ไก่ป่า ฝูงนกกะลิงป่า นกต้อยตีวิด นกแขกเต้า ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิต อยู่ใกล้สระนั้น ฝูงหงส์นกกระเรียน นกยูง นกแขกเต้า ไก่งวง นกค้อนหอย และนกออกย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิต อยู่ใกล้สระนั้น ฝูงนกแสก โปฏฐสีสา นกเขาเหนี่ยว มีมาก และฝูงนกกาน้ำ ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ฝูงเนื้อฟาน กวาง หมู หมาป่า หมาจิ้งจอกมีอยู่มาก ละมั่ง และเนื้อทรายย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมีหมาในกับเสือดาว โขลงช้าง แยกเป็นสามพวก อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น เหล่ากินร วานรและแม้คนทำการงานในป่า
หมาไล่เนื้อ และนายพราน ก็อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ต้นมะพลับ มะหาด มะซางหมากเม่า เผล็ดผลทุกฤดูกาล อยู่ ณ ที่ใกล้อาศรมของเรา ต้นคำ ต้นสนกระทุ่ม สะพรั่งด้วยผล รสหวาน เผล็ดผลทุกฤดู อยู่ ณ ที่ใกล้อาศรมของเรา ต้นสมอ มะขามป้อม ต้นหว้า สมอพิเภก กระเบา ไม้รกฟ้าและมะตูม เผล็ดผลเป็นนิตย์ เชือกเขา มันอ้อน ต้นนมแมว มันนกกะเบง และคัดมอน มีอยู่มากมายใกล้อาศรมของเรา ณ ที่ใกล้อาศรมของเรานั้น มีสระที่ขุดไว้อย่างดี มีน้ำในเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบเป็นที่รื่นรมย์ใจ ดาดาษด้วยบัวหลวง อุบลและบัวขาว เกลื่อนกลาดด้วยบัวขม บัวเผื่อน กลิ่นหอมตลบไป ในกาลนั้น
เราเป็นดาบส ชื่อสุรุจิเป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร มีปกติเพ่งฌาน ยินดีในฌานทุกเมื่อ บรรลุถึงอภิญญา ๕ และพละ ๕ อยู่ในอาศรมที่สร้างเรียบร้อย น่ารื่นรมย์ ในป่าอันบริบูรณ์ด้วยไม้ใบ ไม้ดอก และไม้ผลทุกสิ่งอย่างนี้ ศิษย์ ๒๔,๐๐๐นี้แล เป็นพราหมณ์ทั้งหมด ผู้มีชาติ มียศ บำรุงเรา มวลศิษย์ของเรานี้เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ ในตำราทำนายลักษณะ และในคัมภีร์อิติหาสะ พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุและคัมภีร์เกฏภะ รู้จบไตรเพท บรรดาศิษย์ของเราเป็นผู้ฉลาดในลางดีร้าย ในนิมิตดีร้าย และในลักษณะทั้งหลาย ศึกษาดี ในพื้นแผ่นดินและในอากาศ ศิษย์เหล่านี้มีความปรารถนาน้อย มีปัญญา กินหนเดียว
ไม่โลภ สันโดษด้วยลาภและความเสื่อมลาภ บำรุงเราทุกเมื่อ เป็นผู้เพ่งฌาน ยินดีในฌาน เป็นนักปราชญ์ มีจิตสงบ ตั้งมั่น ปรารถนาความไม่มีกังวล บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ เป็นผู้ถึงที่สุดอภิญญา ยินดีในอารมณ์อันเป็นโคจรของบิดาเที่ยวไปในอากาศ เป็นนักปราชญ์ บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ ศิษย์ของเราเหล่านั้นสำรวมในทวารทั้ง ๖ ไม่หวั่นไหว รักษาอินทรีย์ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะเป็นนักปราชญ์ หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์ของเราเหล่านั้นยับยั้งอยู่ด้วยการนั่งคู้บัลลังก์ การยืนและการเดินตลอดราตรี หาผู้อื่นเสมอได้ยากมวลศิษย์ของเราไม่กำหนัด ในธรรมเป็นที่ตั้งความกำหนัด ไม่ขัดเคืองในธรรมเป็นที่ตั้งความขัดเคือง
ไม่หลงในธรรมเป็นที่ตั้งความหลง หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์เหล่านั้นแผลงฤทธิ์ได้ต่างๆ ประพฤติอยู่เป็นนิตยกาลบันดาลให้แผ่นดินไหวก็ได้ ยากที่ใครๆ จะแข่งได้ ศิษย์เหล่านั้นเข้าปฐมฌานเป็นต้น พวกหนึ่งไปยังอมรโคยานทวีป พวกหนึ่งไปยังปุพพวิเทหทวีป พวกหนึ่งไปยังอุตตรกุรุทวีป ไปนำเอาผลหว้ามา ศิษย์ของเรา หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์เหล่านั้นส่งหาบไปข้างหน้า ตนไปข้างหลัง ท้องฟ้าเป็นฐานะอันดาบส ๒๔,๐๐๐ ปกปิดแล้ว ศิษย์บางพวกปิ้งให้สุกด้วยไฟกินบางพวกกินดิบๆ นั่นเอง บางพวกเอาฟันแทะเปลือกออกแล้วกิน บางพวกซ้อมด้วยครกแล้วกิน บางพวกตำด้วยครกหินกิน บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง บางพวกชอบสะอาด
ลงอาบน้ำทั้งเวลาเย็นและเช้า บางพวกเอาน้ำรดอาบ ศิษย์ของเราหาผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์ของเราปล่อยเล็บมือเล็บเท้าและขนรักแร้งอกยาว ขี้ฟันเลอะเทอะ มีธุลีบนศีรษะ หอมด้วยกลิ่นศีล หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ดาบสทั้งหลายมีตบะแรงกล้า ประชุมกันในเวลาเช้าแล้ว ไปประกาศลาภน้อยลาภมากในอากาศในกาลนั้น เมื่อดาบสนี้หลีกไป เสียงอันดังย่อมเป็นไป เทวดาทั้งหลายย่อมยินดีด้วยเสียงหนังสัตว์ ฤษีเหล่านั้นกล้าแข็งด้วยกำลังของตน เหาะไปในอากาศ ไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่ตามปรารถนา ปวงฤาษีนี้แล ทำแผ่นดินให้หวั่นไหวเที่ยวไปในอากาศ มีเดชแผ่ไป ยากที่จะข่มขี่ได้ ดังสาครยากที่ใครๆ จะให้ขุ่นได้ ฤาษีศิษย์ของเราบางพวกประกอบการยืนและเดิน
บางพวกไม่นอน บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ท่านเหล่านี้ มีปกติอยู่ด้วยเมตตาแสวงหาประโยชน์ เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ไม่ยกย่องตนทั้งหมด ไม่ติเตียนใครๆ ทั้งนั้น เป็นผู้สะดุ้ง ดังพระยาราชสีห์ มีกำลังเหมือนพระยาคชสาร ยากที่จะข่มได้ ดุจเสือโคร่ง ย่อมมาในสำนักของเรา พวกวิชาธร เทวดา นาค คนธรรพ์ ผีเสื้อน้ำ กุมภัณฑ์ อสูรและครุฑ ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ศิษย์ของเราเหล่านั้น ทรงชฎา เลี้ยงชีวิตด้วยผลไม้และเหง้ามัน นุ่งห่มหนังสัตว์ เที่ยวไปในอากาศได้ทุกตน อยู่ใกล้สระนั้น ในกาลนั้น ศิษย์เหล่านี้เป็นผู้สมควร มีความเคารพกันและกัน เสียงไอจามของศิษย์ทั้ง
๒๔,๐๐๐ ย่อมไม่มี ท่านเหล่านี้ซ้อนเท้าบนเท้า เงียบเสียง สังวรดี เข้ามาไหว้ เราด้วยเศียรเกล้าทั้งหมดนั้น เราผู้เพ่งฌาน ยินดีในฌาน ห้อมล้อมด้วยศิษย์เหล่านั้นผู้สงบระงับ มีตบะ อยู่ในอาศรมนั้น อาศรมของเรามีกลิ่นหอมด้วยกลิ่นศีลของเหล่าฤาษีและด้วยกลิ่นสองอย่าง คือ กลิ่นดอกไม้และกลิ่นผลไม้เราไม่รู้สึกตลอดคืนตลอดวัน ความไม่ยินดีไม่มีแก่เรา เราสั่งสอนบรรดาศิษย์ของตน ย่อมได้ความร่าเริงอย่างยิ่ง เมื่อดอกไม้ทั้งหลายบาน และเมื่อผลไม้ทั้งหลายสุก กลิ่นหอมตลบอบอวล ทำอาศรมของเราให้งามเราออกจากสมาธิแล้ว มีความเพียร มีปัญญาถือเอาภาระคือหาบ เข้าป่าในกาลนั้น เราศึกษาชำนาญในลางดีลางร้าย
ฝันดีฝันร้าย และตำราทำนายลักษณะ ทรงลักษณมนต์อันกำลังเป็นไป พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี เป็นผู้ประเสริฐในโลก เป็นนระผู้องอาจ ทรงใคร่วิเวก เป็นสัมพุทธเจ้า เข้าไปยังป่าหิมวันต์ พระองค์ผู้เลิศ เป็นมุนีประกอบด้วยกรุณา เป็นอุดมบุรุษ เสด็จเข้าป่าหิมวันต์แล้ว ทรงนั่งคู้บัลลังก์ เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีรัศมีสว่างจ้า น่ารื่นรมย์ใจ ดังดอกบัวเขียว ทรงรุ่งเรืองควรบูชา ดังกองไฟ
เราได้เห็นพระนายกของโลกทรงรุ่งโรจน์ดุจดวงไฟ เหมือนสายฟ้าในอากาศ เช่นกับพระยารังมีดอกบานสะพรั่ง เพราะอาศัยการได้เห็นพระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐ เป็นมหาวีระทรงทำที่สุดทุกข์ เป็นมุนีนี้ ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ครั้นเราได้เห็นพระผู้มีพระภาคผู้เป็นเทวดาล่วงเทวดาแล้ว ได้ตรวจดูลักษณะว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือมิใช่ ผิฉะนั้นเราจะดูพระผู้มีพระภาคผู้มีจักษุ
เราได้เห็นจักรมีกำพันหนึ่งที่พื้นฝ่าพระบาท ครั้นได้เห็นพระลักษณะของพระองค์แล้วจึงถึงความตกลงในพระตถาคตในกาลนั้น เราจับไม้กวาดกวาดที่นั้นแล้วได้นำเอาดอกไม้ ๘ ดอกมาบูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้นบูชาพระพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะไม่มีอาสวะนั้นแล้ว ทำหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างหนึ่งนมัสการพระนายกของโลก พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ ทรงอยู่ด้วยพระญาณใด เราจักประกาศพระญาณนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังคำเรากล่าวพระสยัมภูผู้มีความเจริญมากที่สุด ทรงถอนสัตว์โลกนี้แล้ว สัตว์เหล่านั้นอาศัยการได้เห็นพระองค์ ย่อมข้ามกระแสน้ำคือความสงสัยได้
พระองค์เป็นพระศาสดา เป็นยอด เป็นธงไชย เป็นหลัก เป็นร่มเงา เป็นที่พึ่งเป็นประทีปส่องทาง เป็นพระพุทธเจ้าของสัตว์ทั้งหลาย น้ำในสมุทรอาจประมาณได้ด้วยมาตราดวง แต่ใครๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ได้เลย เอาดินมาชั่งดูแล้วอาจประมาณแผ่นดินได้ แต่ใครๆไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ได้เลย อาจวัดอากาศได้ด้วยเชือก หรือด้วยนิ้วมือ แต่ใครๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ได้เลย พึงประมาณลำน้ำในมหาสมุทรและแผ่นดินทั้งหมดได้แต่จะถือเอาพระพุทธญาณมาประมาณนั้นไม่ควร ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุจิตของสัตวโลกพร้อมทั้งเทวโลก ย่อมเป็นไป สัตว์เหล่านี้เข้าไปภายในข่าย คือ พระญาณของพระองค์
พระองค์ทรงบรรลุโพธิญาณอันอุดมสิ้นเชิงด้วยพระญาณใด พระสัพพัญญูก็ทรงย่ำยีอัญเดียรถีย์ด้วยพระญาณนั้น ท่านสุรุจิ ดาบสกล่าวชมเชยด้วยคาถาเหล่านี้แล้ว ปูลาดหนังเสือบนแผ่นดินแล้วนั่งอยู่ ท่านกล่าวไว้ในบัดนี้ว่า ขุนเขาสูงสุดหยั่งลงในห้วงมหรรณพ ๘๔๐๐๐ โยชน์ ขุนเขาสิเนรุทั้งด้านยาวและด้านกว้าง สูงสุดเพียงนั้น ทำให้ละเอียดได้ด้วยประเภทการนับว่าแสนโกฏิ เมื่อตั้งเครื่องหมายไว้ พึงถึงความสิ้นไป แต่ใครๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ได้เลย ผู้ใดพึงเอาข่ายตาเล็กๆ ล้อมน้ำไว้ สัตว์น้ำบางเหล่าพึงเข้าไปภายในข่ายของผู้นั้น
ข้าแต่พระมหาวีระ เดียรถีย์ผู้มีกิเลสหนาบางพวกก็ฉันนั้น แล่นไปถือเอาทิฏฐิผิด หลงอยู่ด้วยการลูบคลำ เดียรถีย์เหล่านี้เข้าไปภายในข่าย ด้วยพระญาณอันบริสุทธิ์อันแสดงว่าไม่มีอะไรห้ามได้ของพระองค์ ไม่ล่วงพระญาณของพระองค์ไปได้ ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค พระนามว่าอโนมทัสสี ผู้มียศใหญ่ ทรงชำนะกิเลส เสด็จออกจากสมาธิแล้วทรงตรวจดูทิศ พระอัครสาวกนามว่า นิสภะ ของพระมุนีพระนามว่าอโนมทัสสี ทราบพระดำริของพระพุทธเจ้าแล้ว อันพระขีณาสพหนึ่งแสน ผู้มีจิตสงบระงับ มั่นคง บริสุทธิ์สะอาด ได้อภิญญา ๖ คงที่แวดล้อมแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้นายกของโลก ท่านเหล่านั้นอยู่บนอากาศ ได้ทำประทักษิณพระผู้มีพระภาคแล้วลงมาประนมอัญชลี
นมัสการอยู่ในสำนักพระพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาค พระนามอโนมทัสสี เชฏฐบุรุษของโลก เป็นนระอาจหาญ ทรงชำนะกิเลส ประทับนั่งท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงยิ้มแย้ม ภิกษุนามว่าวรุณ อุปัฏฐากของพระศาสดาพระนามว่าอโนมทัสสี ห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว ทูลถามพระผู้มีพระภาคผู้นายกของโลกว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค อะไรเป็นเหตุให้พระศาสดาทรงยิ้มแย้มหนอ อันพระพุทธเจ้าย่อมไม่ทรงยิ้มแย้ม เพราะไม่มีเหตุ พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าอโนมทัสสีเชษฐบุรุษของโลก เป็นนระองอาจ ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า ผู้ใดบูชาเราด้วยดอกไม้ และเชยชมญาณของเรา เราจักประกาศผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเทวดาทั้งปวง
พร้อมทั้งมนุษย์ ทราบพระดำรัสของพระพุทธเจ้าแล้วประสงค์จะฟังพระสัทธรรม จึงพากันมาเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า หมู่ทวยเทพผู้มีฤทธิ์มากในหมื่นโลกธาตุ ประสงค์จะฟังพระสัทธรรม จึงพากันมาเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า จตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้าจักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ดนตรีหกหมื่นกลองที่ประดับสวยงาม จักบำรุงผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า หญิงล้วนแต่สาวๆ หกหมื่น ประดับประดาสวยงาม มีผ้าและเครื่องอาภรณ์อันวิจิตร สวมแก้วมณี และกุณฑล มีหน้าแฉล้ม ยิ้มแย้มตะโพกผายไหล่ผึ่ง เอวเล็กเอวกลม จักห้อมล้อมผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดแสนกัลป์ จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชในแผ่นดินพันครั้ง จักเป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลกพันครั้ง จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับไม่ถ้วน ครั้นถึงภพที่สุด ถึงความเป็นมนุษย์ จักคลอดจากครรภ์แห่งนางพราหมณีชื่อสารี นระนี้จักปรากฏตามชื่อและโคตรของมารดา โดยชื่อว่าสารีบุตร จักมีปัญญาคมกล้า จักเป็นผู้ไม่มีกังวล ละทิ้งทรัพย์ประมาณ๘๐ โกฏิแล้วออกบวช จักเที่ยวแสวงหาสันติบททั่วแผ่นดินนี้ สกุลโอกกากะสมภพ ในกัลป์อันประมาณมิได้ แต่กัลป์นี้
พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร จักมีในโลก ผู้นี้จักเป็นโอรสทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น อันธรรมนิรมิตแล้ว จักได้เป็นพระอัครสาวกมีนามว่าสารีบุตร แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรสีนี้ ไหลมาแต่ประเทศหิมวันต์ย่อมไหลไปถึงมหาสมุทรยังห้วงน้ำใหญ่ให้เต็ม ฉันใด พระสารีบุตรนี้ก็ฉันนั้น เป็นผู้อาจหาญ แกล้วกล้าในประเภทสาม ถึงที่สุดแห่งปัญญาบารมี จักยังสัตว์ทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญ ตั้งแต่ภูเขาหิมวันต์จนถึงมหาสมุทรสาคร ในระหว่างนี้ โดยจะนับทรายนั้นนับไม่ถ้วน การนับทรายแม้นั้น ก็อาจนับได้โดยไม่เหลือ ฉันใด ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตรจักไม่มี ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อตั้งคะแนนไว้
ทรายในแม่น้ำคงคาพึงสิ้นไป ฉันใด แต่ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตรจักไม่เป็นฉันนั้นเลยคลื่นในมหาสมุทรโดยจะนับก็นับไม่ถ้วน ฉันใด ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตรจักไม่มี ฉันนั้นเหมือนกัน พระสารีบุตร ยังพระสัมพุทธเจ้าผู้ศากยโคดมสูงสุดให้โปรดปรานแล้ว จักได้เป็นพระอัครสาวกถึงที่สุดแห่งปัญญา จักยังธรรมจักรที่พระผู้มีพระภาคศากยบุตรให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามโดยชอบ จักยังเมล็ดฝน คือ ธรรมให้ตกลง พระโคดมผู้ศากยสูงสุดทรงทราบข้อนั้นทั้งมวลแล้ว จักประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอัครสาวก โอ กุศลกรรมเราได้ทำแล้ว
เราได้ทำการบูชาพระศาสดาพระนามว่าอโนมทัสสีด้วยดอกไม้แล้ว ได้ถึงที่สุดในที่ทุกแห่ง กรรมที่เราทำแล้วประมาณไม่ได้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงผลแก่เรา ณ ที่นี้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว เปรียบเหมือนกำลังลูกศรอันพ้นแล้วด้วยดี เรานี้แสวงหาบทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ดับสนิท ไม่หวั่นไหวค้นหาลัทธิทั้งปวงอยู่ ท่องเที่ยวไปแล้วในภพ คนเป็นไข้พึงแสวงหาโอสถต้องสั่งสมทรัพย์ไว้ทุกอย่างเพื่อพ้นจากความป่วยไข้ ฉันใด เราก็ฉันนั้นแสวงหาบทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ดับสนิท ไม่หวั่นไหว ได้บวชเป็นฤาษีห้าร้อยครั้งไม่คั่นเลย เราทรงชฎาเลี้ยงชีวิตด้วยหาบคอน นุ่งห่มหนังเสือถึงที่สุดอภิญญาแล้ว ได้ไปสู่พรหมโลก
ความบริสุทธิ์ในลัทธิภายนอกไม่มี เว้นศาสนาของพระชินเจ้า สัตว์ผู้มีปัญญาทั้งปวง ย่อมบริสุทธิ์ได้ในศาสนาของพระชินเจ้า ฉะนั้น เราจึงไม่นำเรานี้ผู้ใคร่ประโยชน์ไปในลัทธิภายนอก เราแสวงหาบท อันปัจจัยไม่ปรุงอยู่ เที่ยวไปสู่ลัทธิอันผิดบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ พึงตัดต้นกล้วยแล้วผ่าออก ก็ไม่พึงได้แก่นไม้ในต้นกล้วยนั้น เพราะมันว่างจากแก่น ฉันใด คนในโลก ผู้เป็นเดียรถีย์เป็นอันมาก มีทิฏฐิต่างกัน ก็ฉันนั้น คนเหล่านั้นเป็นผู้ว่างเปล่าจากอสังขตบท เหมือนต้นกล้วยว่างเปล่าจากแก่น ฉะนั้น ครั้นเมื่อภพถึงที่สุดแล้ว เราได้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ เราละทิ้งโภคสมบัติเป็นอันมากแล้วออกบวชเป็นบรรพชิต.
จบ ปฐมภาณวาร ฯ
ข้าพระองค์อยู่ในสำนักพราหมณ์นามว่าสัญชัย ซึ่งเป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเทพ ข้าแต่พระมหาวีระ พราหมณ์ชื่ออัสสชิสาวกของพระองค์ หาผู้เสมอได้ยาก มีเดชรุ่งเรือง เที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกาลนั้นข้าพระองค์ได้เห็นท่านผู้มีปัญญา เป็นมุนี มีจิตตั้งมั่นในความเป็นมุนีมีจิตสงบระงับ เป็นมหานาคแย้มบานดังดอกประทุม ครั้นข้าพระองค์เห็นท่านผู้มีอินทรีย์ฝึกดีแล้ว มีใจบริสุทธิ์ องอาจประเสริฐ มีความเพียรจึงเกิดความคิดว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระอรหันต์ ท่านผู้นี้มีอิริยาบถน่าเลื่อมใส มีรูปงาม สำรวมดี จักเป็นผู้ฝึกแล้วในอุบายเครื่องฝึกอันสูงสุดจักเป็นผู้เห็นอมตบท ผิฉะนั้น เราเราพึงถามท่านผู้มีใจยินดีถึงประโยชน์อันสูงสุด
หากเราถามแล้ว ท่านจักตอบ เราจักสอบถามท่านอีกข้าพระองค์ได้ตามไปข้างหลังของท่านซึ่งกำลังเที่ยวบิณฑบาต รอคอยโอกาสอยู่ เพื่อจะสอบถามอมตบท ข้าพระองค์เข้าไปหาท่านซึ่งพักอยู่ในระหว่างถนน แล้วได้ถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เนียรทุกข์ มีความเพียร ท่านมีโคตรอย่างไร ท่านเป็นศิษย์ของใคร ท่านอันข้าพระองค์ถามแล้ว ไม่ครั่นคร้ามดังพระยาไกรสร พยากรณ์ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก ฉันเป็นศิษย์ของพระองค์จ๊ะ ท่านผู้มีความเพียรใหญ่ผู้เกิดตามมียศมาก ศาสนธรรมแห่งพระพุทธเจ้าของท่านเช่นไร ขอได้โปรดบอกแก่ข้าพเจ้าเถิดท่าน ข้าพระองค์ถามแล้ว ท่านกล่าวบทอันลึกซึ้งละเอียดทุกอย่าง เป็นเครื่องฆ่าลูกศร
คือ ตัณหา เป็นเครื่องบรรเทาความทุกข์ทั้งมวล ว่าธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตเจ้าตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะเจ้ามีปกติตรัสอย่างนี้จ๊ะ เมื่อท่านอัสสชิแก้ปัญหาแล้ว ข้าพระองค์นั้นได้บรรลุผลที่หนึ่ง เป็นผู้ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เพราะได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ฟังคำของท่านมุนีได้เห็นธรรมอันสูงสุด จึงหยั่งลงสู่พระสัทธรรม ได้กล่าวคาถานี้ว่า ธรรมนี้แล เหมือนบทอันมีสภาพเห็นประจักษ์ ไม่มีความโศก ข้าพระองค์ไม่ได้เห็นล่วงเลยไปแล้วหลายหมื่นกัลป์ ข้าพระองค์แสวงหาธรรมอยู่ ได้เที่ยวไปในลัทธิผิดประโยชน์นั้นข้าพระองค์บรรลุแล้ว
ไม่ใช่กาลที่เราจะประมาท ข้าพระองค์อันท่านพระอัสสชิให้ยินดีแล้ว บรรลุบทอันไม่หวั่นไหวแสวงหาสหายอยู่จึงได้ไปยังอาศรม สหายเห็นข้าพระองค์แต่ไกลทีเดียว อันข้าพระองค์ให้ศึกษาดีแล้ว ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ ได้กล่าวคำนี้ว่า ท่านเป็นผู้มีหน้าและตาอันผ่องใส ย่อมจะเห็นความเป็นมุนีแน่ ท่านได้บรรลุอมตบทอันดับสนิทไม่เคลื่อนแลหรือ ท่านมีรูปงามราวกะว่ามีความไม่หวั่นไหวอันได้ทำแล้ว มาแล้ว ฝึกแล้วในอุบายอันฝึกแล้ว เป็นผู้สงบระงับแล้วหรือพราหมณ์ เราได้บรรลุอมตบท อันเป็นเครื่องบรรเทาลูกศร คือ ความโศกแล้ว แม้ท่านก็จงบรรลุอมตบทนั้น เราไปสำนักพระพุทธเจ้ากันเถิดสหายผู้อันข้าพระองค์ให้ศึกษาดีแล้ว รับคำแล้ว ได้จูงมือพากันเข้ามายังสำนักของพระองค์
ข้าแต่พระองค์ผู้ศากโยรส แม้ข้าพระองค์ทั้งสองจักบวชในสำนักของพระองค์ จักขออาศัยคำสอนของพระองค์ เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ท่านโกลิตะเป็นผู้ประเสริฐด้วยฤทธิ์ ข้าพระองค์ถึงที่สุดแห่งปัญญา เราทั้งสองจะร่วมกันทำพระศาสนาให้งาม เรามีความดำริยังไม่ถึงที่สุด จึงเที่ยวไปในลัทธิผิด เพราะได้อาศัยทัสสนะของท่าน ความดำริของเราจึงเต็ม ต้นไม้ตั้งอยู่บนแผ่นดิน มีดอกบานตามฤดูกาล ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล ยังสัตว์ทั้งปวงให้ยินดี ฉันใด
ข้าแต่พระมหาวีรศากโยรสผู้มียศใหญ่ ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ดำรงอยู่ในศาสนธรรมของพระองค์แล้วย่อมเบ่งบานในสมัย ข้าพระองค์แสวงหาดอกไม้ คือ วิมุติ เป็นที่พ้นภพสงสาร ย่อมยังสัตว์ทั้งปวงให้ยินดี ด้วยการให้ได้ดอกไม้ คือ วิมุติข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ เว้นพระมหามุนีแล้วตลอดพุทธเขต ไม่มีใครเสมอด้วยปัญญาแห่งข้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นบุตรของพระองค์ ศิษย์และบริษัทของพระองค์
พระองค์แนะนำดีแล้ว ให้ศึกษาดีแล้ว ฝึกแล้วในอุบายเครื่องฝึกจิตอันสูงสุด ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นเพ่งญาณยินดีในญาณ เป็นนักปราชญ์ มีจิตสงบ ตั้งมั่นเป็นมุนี ถึงพร้อมด้วยความเป็นมุนี ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นมีความปรารถนาน้อย มีปัญญาเป็นนักปราชญ์ มีอาหารน้อย ไม่โลเล ยินดีทั้งลาภและความเสื่อมลาภ ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นถืออยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีธุดงค์ เพ่งฌาน มีจีวรเศร้าหมอง ยินดียิ่งในวิเวก เป็นนักปราชญ์ ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ปฏิบัติตั้งอยู่ในผล เป็นพระเสขะ พรั่งพร้อมด้วยผล หวังผลประโยชน์อันอุดม
ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ทั้งท่านที่เป็นโสดาบันทั้งที่เป็นพระสกทาคามี อนาคามี และอรหันต์ ปราศจากมลทิน ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ สาวกของพระองค์เป็นอันมาก ฉลาดในสติปัฏฐาน ยินดีในโพชฌงคภาวนา ทุกท่าน ย่อมแวดล้อมพระองค์ทุกเมื่อท่านเหล่านั้นเป็นผู้ฉลาดในอิทธิบาท ยินดีในสมาธิภาวนา หมั่นประกอบในสัมมัปปธาน ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นมีวิชชา ๓มีอภิญญา ๖ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ ถึงที่สุดแห่งปัญญา ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า บรรดาศิษย์ของพระองค์เช่นนี้แลหนอศึกษาดีแล้ว หาผู้เสมอได้ยาก มีเดชรุ่งเรืองแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อพระองค์อันศิษย์เหล่านั้นผู้สำรวมแล้ว มีตบะแวดล้อมแล้วไม่ครั่นคร้ามดังราชสีห์ ย่อมงดงามดุจพระจันทร์ ต้นไม้ตั้งอยู่บนแผ่นดินแล้วย่อมงาม ถึงความไพบูลย์ และย่อมเผล็ดผล ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้ศากบุตร ผู้มียศใหญ่ พระองค์เป็นเช่นกับแผ่นดิน ศิษย์ทั้งหลายก็ฉันนั้นตั้งอยู่ในศาสนาของพระองค์แล้ว ย่อมได้อมฤตผล แม่น้ำสินธู แม่น้ำสรัสสดี แม่น้ำจันทภาคา แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำสรภู และแม่น้ำมหี เมื่อแม่น้ำเหล่านั้นไหลมา สาครย่อมรับไว้หมด แม่น้ำเหล่านี้ย่อมละชื่อเดิม
ย่อมปรากฏเป็นสาครนั้นเอง ฉันใด วรรณ ๔ เหล่านี้ก็ฉันนั้น บวชแล้วในสำนักของพระองค์ ย่อมละชื่อเดิมทั้งมวล ปรากฏว่าเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนดวงจันทร์อันปราศจากมลทินโคจรอยู่ในอากาศ ย่อมรุ่งโรจน์ล่วงมวลหมู่ดาวในโลกด้วยรัศมี ฉันใดข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น อันศิษย์ทั้งหลายแวดล้อมแล้วย่อมรุ่งเรือง ก้าวล่วงเทวดาและมนุษย์ตลอดพุทธเขตทุกเมื่อ คลื่นตั้งขึ้นในน้ำอันลึก ย่อมไม่ล่วงเลยฝั่งไปได้ คลื่นเหล่านั้นกระทบทั่วฝั่ง ย่อมเป็นระลอกเล็กน้อย เรี่ยรายหายไป ฉันใด ชนในโลกเป็นอันมากผู้เป็นเดียรถีย์ก็ฉันนั้น มีทิฏฐิต่างๆ กัน ต้องการจะข้ามธรรมของพระองค์แต่ก็ไม่ล่วงเลยพระองค์ผู้เป็นมุนีไปได้
ข้าแต่พระองค์มีพระจักษุ ก็ถ้าชนเหล่านั้นมาถึงพระองค์ด้วยความประสงค์จะคัดค้าน เข้ามายังสำนักของพระองค์แล้ว ย่อมกลายเป็นจุรณไป เปรียบเหมือนดอกโกมุท บัวขมและบัวเผื่อนเป็นอันมาก เกิดในน้ำ ย่อมเอิบอาบ (ฉาบ) อยู่ด้วยน้ำและเปือกตม ฉันใด สัตว์เป็นอันมากก็ฉันนั้น เกิดแล้วในโลก ย่อมงอกงาม ไม่อิ่มด้วยราคะและโทสะ เหมือนดอกกุมุทในเปือกตม ฉะนั้นดอกบัวหลวงเกิดในน้ำ ย่อมไพโรจน์ในท่ามกลางน้ำ มันมีเกษรบริสุทธิ์ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น เป็นมหามุนีเกิดแล้วในโลก ไม่ติดอยู่ด้วยโลภ ดังดอกปทุมไม่ติดด้วยน้ำฉะนั้น เปรียบเหมือนดอกไม้อันเกิดในน้ำเป็นอันมาก ย่อมบานในเดือนกัตติกมาส ไม่พ้นเดือนนั้นไป สมัยนั้นเป็นสมัยดอกไม้น้ำบาน ฉันใดข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร
พระองค์ก็ฉันนั้น เป็นผู้บานแล้วด้วยวิมุติของพระองค์ สัตว์ทั้งหลายไม่ล่วงเลยศาสนาของพระองค์ ดังดอกบัวเกิดในน้ำย่อมบานไม่พ้นเดือนกัตติกมาส ฉะนั้น เปรียบเหมือนพระยาไม้รังดอกบานสะพรั่ง กลิ่นหอมตลบไป อันไม้รังอื่นแวดล้อมแล้วย่อมงามยิ่งฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น บานแล้วด้วยพระพุทธญาณ อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว ย่อมงามเหมือนพระยาไม้รัง ฉะนั้นเปรียบเหมือนภูเขาหินหิมวา เป็นโอสถของปวงสัตว์ เป็นที่อยู่ของพวกนาค อสูร และเทวดาทั้งหลาย ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น เป็นโอสถของมวลสัตว์
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า บุคคลผู้บรรลุเตวิชชา บรรลุอภิญญา ๖ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ ผู้ที่พระองค์ทรงพระกรุณาพร่ำสอนแล้ว ย่อมยินดีด้วยความยินดีในธรรม ย่อมอยู่ในศาสนาของพระองค์ เปรียบเหมือนราชสีห์ผู้พระยาเนื้อ ออกจากถ้ำที่อยู่แล้วเหลียวดูทิศทั้ง ๔ แล้วบันลือสีหนาท ๓ ครั้ง เมื่อราชสีห์คำราม เนื้อทั้งปวงย่อมสะดุ้ง แท้จริง ราชสีห์ผู้มีชาตินี้ ย่อมยังสัตว์เลี้ยงให้สะดุ้งทุกเมื่อฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่ พสุธานี้ย่อมหวั่นไหว สัตว์ผู้ควรจะตรัสรู้ย่อมตื่น หมู่มารย่อมสะดุ้งฉันนั้น
ข้าแต่พระมหามุนี เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่ ปวงเดียรถีย์ย่อมสะดุ้ง ดังฝูงกาเหยี่ยวและเนื้อ วิ่งกระเจิงเพราะราชสีห์ ฉะนั้น ผู้เป็นเจ้าคณะทั้งปวงชนทั้งหลายเรียกว่าเป็นพระศาสดาในโลก ท่านเหล่านั้น ย่อมแสดงธรรมอันสืบๆ กันมาแก่บริษัท ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ส่วนพระองค์ไม่ทรงแสดงธรรมแก่มวลสัตว์อย่างนั้น ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายและพระโพธิปักขิยธรรมด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงทราบอัธยาศัย กิเลส อินทรีย์ พละและมิใช่พละ ทรงทราบภัพบุคคลและอภัพบุคคลแล้ว จึงทรงบันลือเหมือนมหาเมฆ บริษัทพึงนั่งอยู่เต็มตลอดที่สุดจักรวาล มีทิฏฐิต่างๆ กันคิดต่างๆ กัน เพื่อจะทรงตัดความสงสัยของบริษัทเหล่านั้น
พระองค์ผู้เป็นมุนี ทรงทราบจิตของบริษัททั้งปวง ทรงฉลาดในข้ออุปมาตรัสแก้ปัญหาข้อเดียวเท่านั้น ก็ทรงตัดความสงสัยของสัตว์ทั้งหลายได้ แผ่นดินพึงเต็มด้วยต้นไม้ หญ้า (และมนุษย์) ทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหมดนั้นประนมมืออัญชลีสรรเสริญพระองค์ผู้นายกโลก หรือว่าเขาเหล่านั้นสรรเสริญอยู่ตลอดกัลป์ พึงสรรเสริญด้วยคุณต่างๆ ก็ไม่สรรเสริญคุณให้สิ้นสุดประมาณได้ พระตถาคตเจ้ามีพระคุณหาประมาณมิได้ ด้วยว่าพระมหาชินเจ้า อันใครๆ สรรเสริญและด้วยกำลังของตนเหมือนอย่างนั้นชนทั้งหลายสรรเสริญจนที่สุดกัลป์ ก็พึงสรรเสริญอย่างนี้ๆ ถ้าแหละว่าใครๆ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ผู้ศึกษาดีแล้ว พึงสรรเสริญให้สุดประมาณผู้นั้นก็พึงได้ความลำบากเท่านั้น
ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร มียศมากข้าพระองค์ตั้งอยู่ในศาสนาของพระองค์ ถึงที่สุดแห่งปัญญาแล้ว เป็นผู้หาอาสวะมิได้อยู่ ข้าพระองค์จะย่ำยีพวกเดียรถีย์ ยังศาสนาของพระชินเจ้าให้เป็นไป วันนี้เป็นวันธรรมเสนาบดี ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคศากยบุตร กรรมที่ข้าพระองค์ทำแล้วหาประมาณมิได้ แสดงผลแก่ข้าพระองค์ ณ ที่นี้ ข้าพระองค์เผากิเลสได้แล้ว ดังกำลังลูกศรพ้นดีแล้วมนุษย์คนใดคนหนึ่งเทิน (ทูน) ของหนักไว้บนศีรษะเสมอ ต้องลำบากด้วยภาระฉันใด อันภาระเราต้องแบกอยู่ ฉันนั้น เราถูกไฟ ๓ กองเผาอยู่เป็นทุกข์ด้วยการแบกภาระในภพ ท่องเที่ยวไปในภพทั้งหลาย เหมือนถอนขุนเขาสิเนรุ ฉะนั้น ก็ (บัดนี้)
เราปลงภาระลงแล้ว กำจัดภพทั้งหลายได้แล้ว กิจที่ควรทำทุกอย่างในศาสนาของพระผู้มีพระภาคศากยบุตรเราทำเสร็จแล้ว ในกำหนดพุทธเขต เว้นพระผู้มีพระภาคศากยบุตร เราเป็นผู้เลิศด้วยปัญญา ไม่มีใครเหมือนเรา (ด้วยปัญญา) เราเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ วันนี้เราปรารถนาจะนิรมิตคนสักพันคนก็ได้พระมหามุนีทรงเป็นผู้ชำนาญในอนุปุพพวิหารธรรม ตรัสคำสั่งสอนแก่เรานิโรธเป็นที่นอนของเรา เรามีทิพยจักษุอันหมดจด
เราเป็นผู้ฉลาดในสมาธิหมั่นประกอบในสัมมัปปธาน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ อันกิจทุกอย่างที่พระสาวกพึงทำ เราทำเสร็จแล้วแล เว้นพระโลกนาถแล้ว ไม่มีใครเสมอด้วยเรา เป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ ได้ฌานและวิโมกข์เร็วพลัน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ ถึงที่สุดแห่งสาวกคุณ เราทั้งหลายมีความเคารพในอุดมบุรุษ ด้วยการถูกต้องสาวกคุณ ด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้ จิตของเราสงเคราะห์เพื่อนพรหมจรรย์ด้วยศรัทธาทุกเมื่อ เรามีมานะและความเขลา (กระด้าง) วางเสียแล้ว ดุจงูถูกถอนเขี้ยวแล้ว ดังโคอุสภราชถูกตัดเขาเสียแล้ว เข้าไปหาหมู่คณะด้วยคารวะหนัก ถ้าปัญญาของเราพึงมีรูป ก็พึงเสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย นี้เป็นผลแห่งการชมเชยพระญาณของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี
เราย่อมยังธรรมจักรอันพระผู้มีพระภาคศากยบุตรผู้คงที่ ให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามโดยชอบนี้เป็นผลแห่งการชมเชยพระญาณ บุคคลผู้มีความปรารถนาลามก ผู้เกียจคร้าน ผู้ละความเพียร ผู้มีสุตะน้อย และผู้ไม่มีอาจาระ อย่าได้สมาคมกับเราในที่ไหนๆ สักครั้งเลย ส่วนบุคคลผู้มีสุตะมาก ผู้มีเมธา ผู้ตั้งมั่นอยู่ด้วยดีในศีลทั้งหลาย และผู้ประกอบด้วยสมถะทางใจ ขอจงตั้งอยู่บนกระหม่อมของเรา เหตุนั้น เราจึงขอกล่าวกะท่านทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย ผู้มาประชุมกันในสมาคมนี้ ท่านทั้งหลายจงมีความปรารถนาน้อย สันโดษ ให้ทานทุกเมื่อ เราเป็นผู้ปราศจากธุลีปราศจากมลทิน เพราะเห็นท่านอัสสชิก่อน ท่านพระสาวกนามว่าอัสสชินั้น เป็นอาจารย์ของเรา เป็นนักปราชญ์
เราเป็นสาวกของท่าน วันนี้เป็นวันธรรมเสนาบดี ถึงที่สุดในที่ทุกแห่ง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ท่านพระสาวกนามว่าอัสสชิ เป็นอาจารย์ของเรา ย่อมอยู่ในทิศใด เราย่อมทำท่านไว้เหนือศีรษะในทิศนั้น (นอนผันศีรษะไปทางทิศนั้น) พระโคดมศากยบุตรพุทธเจ้า ทรงระลึกถึงกรรมของเราแล้วประทับนั่งใน (ท่ามกลาง) ภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งอันเลิศ คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราก็ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระสารีบุตรเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สารีปุตตเถราปทาน
มหาโมคคัลลานเถราปทานที่ ๔ (๒)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระมหาโมคคัลลาน์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค มหาโมคคัลลานเถราปทาน (๒) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 70 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
อโนมทสฺสี ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ
วิหาสิ หิมวนฺตมฺหิ เทวสงฺฆปุรกฺขโต ฯ
วรุโณ นาม นาเมน นาคราชา อหํ ตทา
กามรูปี วิกุพฺพามิ มโหทธินิวาสหํ ฯ
องฺคนิยคณํ หิตฺวา ตุริยํ ปฏฺฐเปสหํ
สมฺพุทฺธํ ปริวาเรตฺวา วาเทสุํ อจฺฉรา ตทา ฯ
วิชฺชมาเนสุ ๑ ตุริเยสุ เทวตุริยานิ วชฺชยุํ
อุภินฺนํ สทฺทํ สุตฺวาน พุทฺโธปิ สมฺปพุชฺฌถ ฯ
นิมนฺตยิตฺวา สมฺพุทฺธํ สกํ ภวนมุปาคมึ
อาสนํ ปญฺญเปตฺวาน กาลมาโรจยึ อหํ ฯ
ขีณาสวสหสฺเสหิ ปุริโต ๒ โลกนายโก
โอภาเสนฺโต ทิสา สพฺพา ภวนมฺเม อุปาคมิ ฯ
อุปวิฏฺฐํ มหาวีรํ เทวเทวํ นราสภํ
ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺตปฺเปสึ ๓ อนฺนปาเนนหํ ตทา ฯ
อนุโมทิ มหาวีโร สยมฺภู อคฺคปุคฺคโล
ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ
โย โส สงฺฆํ อปูเชสิ พุทฺธญฺจ โลกนายกํ
เตน จิตฺตปฺปสาเทน เทวโลกํ คมิสฺสติ ฯ
สตฺตสตฺตติกฺขตฺตุญฺจ เทวรชฺชํ กริสฺสติ
ปฐพฺยา รชฺชํ อฏฺฐสตํ วสุธํ อาวสิสฺสติ ฯ
ปญฺจปญฺญาสกฺขตฺตุํ จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ
โภคา อสงฺขยา ตสฺส อุปฺปชฺชิสฺสนฺติ ตาวเท ฯ
อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ
นิรยา โส จวิตฺวาน มนุสฺสตฺตํ คมิสฺสติ
โกลิโต นาม นาเมน พฺรหฺมพนฺธุ ภวิสฺสติ ฯ
โส ปจฺฉา ปพฺพชิตฺวาน กุสลมูเลน โจทิโต
โคตมสฺส ภาวโต ทุติโย เหสฺสติ สาวโก ฯ
อารทฺธวิริโย ปหิตตฺโต อิทฺธิยา ปารมึ คโต
สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตฺยนาสโว ฯ
ปาปมิตฺโตปนิสฺสาย กามราควสํ คโต
มาตรํ ปิตรญฺจาปิ ฆาตยึ ทุฏฺฐมานโส ฯ
ยํ ยํ โยนูปปชฺชามิ นิรยํ อถ มานุสํ
ปาปกมฺมสมงฺคิตํ ๑ ภินฺนสีโส มรามหํ ๒ ฯ
อิทํ ปจฺฉิมกํ มยฺหํ จริโม วตฺตเต ภโว
อิธาปิ อีทิสํ มยฺหํ มรณกาเล ภวิสฺสติ ฯ
ปวิเวกมนุยุตฺโต สมาธิภาวนารโต
สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ
ธรณึปิ สุคมฺภีรํ พหลํ ทุปฺปธํสิยํ
วามงฺคุฏฺเฐน จาเลยฺยํ ๓ อิทฺธิยา ปารมึ คโต ฯ
อสฺมิมานํ น ปสฺสามิ มาโน มยฺหํ น วิชฺชติ
สามเณเร อุปาทาย ครุจิตฺตํ กโรมหํ ฯ
อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป ยํ กมฺมํ อภินีหรํ
ตมหํ ภูมึ อนุปฺปตฺโต ปตฺโตมฺหิ อาสวกฺขยํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
มหาโมคฺคลฺลานตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. ยุ. อหํ ฯ ๒ ยุ. วีโร ฯ ๓ ม. ยุ. ตสฺสาหํ อาหสา อชฺช ฯ
๔ ม. กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
มาโคว พนฺธนํ หิตฺวา วิหรามิ อนาสโว
สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
๕ ม. สพฺพตฺถ อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ
๑ ม. วชฺชมาเนสุ ตูเรสุ เทวา ตูรานิ วชฺชยุ ฯ ยุ. อชฺชมาเนสุ ฯ ๒ ม. ปริวุโต ฯ
ยุ. ปุรโต ฯ ๓ ม. ส ภิกฺขุสงฺฆํ ตปฺเปสึ ฯ
๑ ม. ปาปกมฺมสมงฺคิตา ฯ ยุ. ปาปกมฺมสมงฺคีนํ ฯ ๒ ยุ. ภวามหํ ฯ
๓ ม. ยุ. โขเภยฺยํ ฯ
พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี เป็นผู้ประเสริฐสุดในโลก เป็นนระผู้องอาจ อันเทวดาและภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับอยู่ ณ ประเทศหิมวันต์ เวลานั้น เราเป็นนาคราช มีนามชื่อว่าวรุณแปลงรูปอันน่าใคร่ได้ต่างๆ อาศัยอยู่ในทะเลใหญ่ เราละหมู่นาคซึ่งเป็นบริวารทั้งสิ้น มาตั้งวงดนตรีในกาลนั้น หมู่นางนาคแวดล้อมพระสัมพุทธเจ้าประโคมอยู่เมื่อดนตรีของมนุษย์และนาคประโคมอยู่ ดนตรีของเทวดาก็ประโคมพระพุทธเจ้าทรงสดับเสียงดนตรีทั้งสองฝ่ายแล้ว ทรงตื่นบรรทม เรานิมนต์พระสัมพุทธเจ้า ทูลเชิญให้เสด็จเข้าไปยังภพของเรา เราปูลาดอาสนะแล้วกราบทูลเวลาเสวยพระกระยาหาร พระผู้มีพระภาคผู้นายกของโลก อันพระขีณาสพพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว
ทรงยังทิศทุกทิศให้สว่างไสวเสด็จมายังภพของเรา เวลานั้น เรายังพระมหาวีรเจ้าผู้ประเสริฐกว่าเทวดาเป็นนระผู้องอาจ ซึ่งเสด็จเข้ามา (พร้อม) กับภิกษุสงฆ์ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ พระมหาวีรเจ้าผู้เป็นสยัมภูอัครบุคคลทรงอนุโมทนาแล้วประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้บูชาสงฆ์และได้บูชาพระพุทธเจ้าผู้นายกของโลก ด้วยจิตอันเลื่อมใส ผู้นั้นจักไปสู่เทวโลก จักเสวยเทวรัชสมบัติสิ้น ๓๓ ครั้ง จักเสวยราชสมบัติในแผ่นดิน ครอบครองพสุธา ๑๐๘ ครั้ง และจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ๕๕ ครั้ง โภคสมบัติอันนับไม่ถ้วน จักบังเกิดแก่ผู้นั้นในขณะนั้น ในกัลป์นับไม่ถ้วน แต่กัลป์นี้
พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ผู้นั้นเคลื่อนจากนรกแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักเป็นบุตรพราหมณ์ มีนามว่าโกลิตะภายหลังอันกุศลมูลตักเตือนแล้วเขาจักออกบวช จักได้เป็นพระสาวกองค์ที่สองของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม จักปรารภความเพียรมอบกายถวายชีวิต ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะจักปรินิพพาน จักอาศัยมิตรผู้ลามกตกอยู่ในอำนาจกามราคะ มีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว ฆ่ามารดาและแม้บิดาได้ เราไม่ได้เข้าถึงนรกหรือความเป็นมนุษย์ อันพรั่งพร้อมด้วยกรรมลามก ยังต้องศีรษะแตกตายนี้เป็นกรรมครั้งหลังสุดของเรา
ภพที่สุดย่อมเป็นไป กรรมเช่นนี้จักมีแก่เราในเวลาใกล้จะตายแม้ในที่นี้ เราหมั่นประกอบในวิเวก ยินดีในสมาธิภาวนา กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ แม้แผ่นดินอันลึกซึ้ง หนาอันอะไรขจัดได้ยาก เราผู้ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์พึงให้ไหวได้ด้วยนิ้วแม่มือซ้าย เราไม่เห็นอัสมีมานะ มานะของเราไม่มี (เราไม่มีมานะ)เรากระทำความยำเกรงอย่างหนักแม้ที่สุดในสามเณร ในกัลป์อันประมาณมิได้แต่กัลป์นี้ เราสั่งสมกรรมใดไว้ เราบรรลุถึงภูมิแห่งกรรมนั้น เป็นผู้บรรลุถึงธรรมเครื่องสิ้นอาสวะแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนา เราทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.
จบมหาโมคคัลลานเถราปทาน
ปญฺจมํ มหากสฺสปตฺเถราปทานํ (๓)
มหากัสสปเถราปทานที่ ๕ (๓)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างพุทธเจดีย์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค มหากัสสปเถราปทาน (๓) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 70 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต โลกเชฏฺฐสฺส ตาทิโน
นิพฺพุเต โลกนาถสฺมึ ปูชํ กุพฺพนฺติ สตฺถุโน ฯ
อุทคฺคจิตฺตา ชนตา อาโมทิตปฺปโมทิตา
เตสุ สํเวคชาเตสุ ปีติ เม อุปปชฺชถ ๑ ฯ
ญาติมิตฺเต สมาเนตฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ
ปรินิพฺพุโต มหาวีโร หนฺท ปูชํ กโรม เส ฯ
สาธูติ เต ปฏิสฺสุตฺวา ภิยฺโย หาสํ ชนึสุ เม
พุทฺธสฺมึ โลกนาถสฺมึ กาหาม ปุญฺญสญฺจยํ ฯ
อคฺฆิยํ สุกตํ กตฺวา สตหตฺถํ สมุคฺคตํ
ทิยฑฺฒํ หตฺถสตํปิ วิมานํ นภมุคฺคตํ ฯ
กตฺวาน อคฺฆิยํ ตตฺถ กุสลปนฺตีหิ จิตฺติตํ
สกํ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา เจติยํ ปูชยุตฺตมํ ฯ
อคฺคิกฺขนฺโธว ชลติ สาลราชาว ผุลฺลิโต ๑
อินฺทลฏฺฐีว อากาเส โอภาสติ ๒ จตุทฺทิสา ฯ
ตตฺถ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา กตฺวาน กุสลํ พหุํ
ปุพฺพกมฺมํ สริตฺวาน ติทสํ อุปปชฺชหํ ฯ
สหสฺสยุตฺตํ หยวาหึ ทิพฺพยานํ อธิฏฺฐิโต
อุพฺพิทฺธํ ภวนํ มยฺหํ สตฺตภุมฺมํ สมุคฺคตํ ฯ
กูฏาคารสหสฺสานิ สพฺพโสณฺณมยา อหุ ๓
ชลนฺติ สกเตเชน ทิสา สพฺพา ปภาสยุํ ๔ ฯ
สนฺติ อญฺเญปิ นิยฺยุหา โลหิตงฺกมยา ๕ ตทา
เตปิ โชตนฺติ อาภาย สมนฺตา จตุโร ทิสา ฯ
ปุญฺญกมฺมาภินิพฺพตฺตา กูฏาคารา สุนิมฺมิตา
มณิมยาปิ โชตนฺติ ทิโสทิสํ ๖ สมนฺตโต ฯ
เตสํ อุชฺโชตมานานํ โอภาโส วิปุโล อหุ
สพฺเพ เทเว อภิโภมิ ปุญฺญกมฺมสฺสิทํ ผลํ ฯ
สฏฺฐิกปฺปสหสฺสมฺหิ อุพฺพิทฺโธ นาม ขตฺติโย
จาตุรนฺโต วิชิตาวี ปฐวึ อาวสึ อหํ
ตเถว ภทฺทเก กปฺเป ตึสกฺขตฺตุํ อโหสหํ ฯ
สกกมฺมาภิรทฺโธมฺหิ จกฺกวตฺติ มหพฺพโล ฯ
สตฺตรตนสมฺปนฺโน จตุทีปมฺหิ อิสฺสโร
ตตฺถาปิ ภวนํ มยฺหํ อินฺทลฏฺฐีว อุคฺคตํ ฯ
อายามโต จตุพฺพีสา วิตฺถาเรน จ ทฺวาทสา
รมฺมกํ ๑ นาม นครํ ทฬฺหปาการโตรณํ ฯ
อายามโต ปญฺจสตํ วิตฺถาเรน ตทฑฺฒกํ
อากิณฺณํ ชนกาเยหิ ติทสานํ ปุรํ วิย ฯ
ยถา สูจิฆเร สูจิ ปกฺขิตฺตา ปณฺณวีสติ
อญฺญมญฺญํ ปฆฏฺเฏนฺติ อากิณฺณา โหติ สตตา ๒ ฯ
เอวมฺปิ นครํ มยฺหํ หตฺถสฺสรถสงฺกุลํ ๓
มนุสฺเสหิ ตทากิณฺณํ รมฺมกํ ๑ นครุตฺตมํ ฯ
ตตฺถ ภุตฺวา ปิวิตฺวา จ ปุน เทวตฺตตํ คโต
ภเว ปจฺฉิมเก มยฺหํ อโหสิ กุลสมฺปทา ฯ
พฺรหฺมญฺญกุลสมฺภูโต มหารตนสญฺจโย
อสีติโกฏิโย หิตฺวา หิรญฺญสฺส ปริพฺพชึ ๔ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา มหากสฺสโป เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
มหากสฺสปตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. ยุ. อุทปชฺชถ ฯ
๑ ม. อคฺคิกฺขนฺโธว ชลิโต กึสุโกอิว ผุลฺลิโต ฯ ยุ... ชลิโต... ฯ ๒ ม. โอภาเสติ ฯ
๓ ม. อหํ ฯ ยุ. สพฺเพ โสวณฺณมยา อหํ ฯ ๔ ม. ยุ. ปภาสยํ ฯ
๕ ม. นิยฺยูหา โลหิตงฺคมยา ฯ ๖ ม. ยุ. ทิสา ทส ฯ
๑ ม. รมฺมณํ ฯ ๒ ม. อากิณฺณํ โหติ ลงฺกตํ ฯ ยุ. .. โหติ ตํ ตทา ฯ
๓ ม. หตฺถิสฺสรถสงฺกุลํ ฯ ๔ ม. หิรญฺญสฺสาปิ ปพฺพชึ ฯ
ในกาลเมื่อพระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระเชฏฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ผู้เป็นนาถะของโลก นิพพานแล้ว ชนทั้งหลายทำการบูชาพระศาสดา หมู่ชนมีจิตร่าเริง เบิกบาน บันเทิง เมื่อเขาเหล่านั้นเกิดความสังเวช ปีติย่อมเกิดแก่เรา เราประชุมญาติและมิตรแล้ว ได้กล่าวคำนี้ว่า พระมหาวีรเจ้าปรินิพพานแล้ว เชิญเรามาทำการบูชากันเถิด พวกเขารับคำว่าสาธุแล้วทำความร่าเริงให้เกิดแก่เราอย่างยิ่งว่า พวกเราจักทำทานก่อสร้างบุญ ในพระพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลก
เราได้สร้างเจดีย์อันมีค่าทำอย่างเรียบร้อยสูงร้อยศอก สร้างปราสาทร้อยห้าสิบศอก สูงจรดท้องฟ้า ครั้นสร้างเจดีย์อันมีค่างดงามด้วยระเบียบอันดีไว้ที่นั้นแล้ว ได้ยังจิตของตนให้เลื่อมใสบูชาเจดีย์อันอุดม ปราสาทย่อมรุ่งเรือง ดังกองไฟโพลงอยู่ในอากาศ เช่นพระยารังกำลังดอกบาน ย่อมสว่างจ้าทั่วสี่ทิศเหมือนสายฟ้าในอากาศ เรายังจิตให้เลื่อมใสในห้องพระบรมธาตุนั้น ก่อสร้างกุศลเป็นอันมาก ระลึกถึงกรรมเก่าแล้ว ได้เข้าถึงไตรทศ เราอยู่บนยานทิพย์อันเทียมด้วยม้าสินธพพันตัว วิมานของเราสูงตระหง่าน สูงสุดเจ็ดชั้น กูฏาคาร (ปราสาท)พันหนึ่ง สำเร็จด้วยทองคำล้วน ย่อมรุ่งเรือง ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสวด้วยเดชของตน
ในกาลนั้น ศาลาหน้ามุขแม้เหล่าอื่นอันสำเร็จด้วยแก้วมณีมีอยู่ แม้ศาลาหน้ามุขเหล่านั้นก็โชติช่วงด้วยรัศมีทั่วสี่ทิศโดยรอบกูฏาคารอันบังเกิดขึ้นด้วยบุญกรรม อันบุญกรรมนิรมิตไว้เรียบร้อย สำเร็จด้วยแก้วมณีโชติช่วงทั่วทิศน้อยทิศใหญ่โดยรอบ โอภาสแห่งกูฏาคารอันโชติช่วงอยู่เหล่านั้น เป็นสิ่งไพบูลย์ เราย่อมครอบงำเทวดาทั้งปวงได้ นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครอบครองแผ่นดิน มีสมุทรสาครสี่เป็นขอบเขต ในหกหมื่นกัลป์ ในภัทรกัลป์นี้
เราได้เป็นเหมือนอย่างนั้น ๓๓ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีกำลังมาก ยินดีในกรรมของตนสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ ในครั้งนั้น ปราสาทของเราสว่างไสวดังสายฟ้า ด้านยาว ๒๔ โยชน์ ด้านกว้าง ๑๒ โยชน์พระนครชื่อรัมมกะ มีกำแพงและค่ายมั่นคงด้านยาว ๕๐๐ โยชน์ ด้านกว้าง๒๕๐ โยชน์ คับคั่งด้วยหมู่ชน เหมือนเทพนครของชาวไตรทศ เข็ม ๒๕ เล่มเขาใส่ไว้ในกล่องเข็ม ย่อมกระทบกันและกัน เบียดเสียดกันเป็นนิจ ฉันใดแม้นครของเราก็ฉันนั้น เกลื่อนด้วยช้างม้าและรถ คับคั่งด้วยหมู่มนุษย์น่ารื่นรมย์ เป็นนครอุดม เรากินและดื่มอยู่ในนครนั้น แล้วไปเกิดเป็นเทวดาอีกในภพที่สุด กุศลสมบัติได้มีแล้วแก่เรา เราสมภพในสกุลพราหมณ์สั่งสมรัตนะมาก ละเงินประมาณ ๘๐ โกฏิ เสียแล้วออกบวช คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้วพระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระมหากัสสปเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.
จบมหากัสสปเถราปทาน.
ฉฏฺฐํ อนุรุทฺธตฺเถราปทานํ (๔)
อนุรุทธเถราปทานที่ ๖ (๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีป
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค อนุรุทธเถราปทาน (๔) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 70 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
สุเมธํ ภควนฺตาหํ โลกเชฏฺฐํ นราสภํ
วูปกฏฺฐํ วิหรนฺตํ อทฺทสํ โลกนายกํ ฯ
อุปคนฺตฺวาน สมฺพุทฺธํ สุเมธํ โลกนายกํ
อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน พุทฺธเสฏฺฐํ อยาจหํ ฯ
อนุกมฺป มหาวีร โลกเชฏฺฐ นราสภ
ปทีปนฺเต ปทสฺสามิ รุกฺขมูลมฺหิ ฌายโต ฯ
อธิวาเสสิ โส ธีโร สยมฺภู วทตํ วโร
ทุเมสุ วินิวิชฺฌิตฺวา ยนฺตํ โยเชตฺวหนฺตทา ๑ ฯ
สหสฺสวฏฺฏิปาทาสึ พุทฺธสฺส โลกพนฺธุโน
สตฺตาหํ ปชฺชลิตฺวาน ปทีปา วูปสมฺมิสุํ ๒ ฯ
เตน จิตฺตปฺปสาเทน เจตนาปณิธีหิ จ
ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ วิมานํ อุปปชฺชหํ ฯ
อุปปนฺนสฺส เทวตฺตํ พฺยมฺโห ๓ อาสิ สุนิมฺมิโต
สมนฺตโต ปชฺชลติ ทีปทานสฺสิทํ ผลํ ฯ
อฏฺฐวีสติกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ อโหสหํ
ทิวารตฺติญฺจ ปสฺสามิ สมนฺตา โยชนนฺตทา ฯ
สมนฺตา โยชนํ สพฺพํ วิโรเจมิ อหํ ตทา
สพฺเพ เทเว อภิโภมิ ทีปทานสฺสิทํ ผลํ ฯ
ตึสกปฺปานิ เทวินฺโท เทเว รชฺชมการยึ
น มํ เกจาติมญฺญนฺติ ทีปทานสฺสิทํ ผลํ ฯ
สหสฺสโลกํ ญาเณน ปสฺสามิ สตฺถุสาสเน
ทิพฺพจกฺขุํ อนุปฺปตฺโต ทีปทานสฺสิทํ ผลํ ฯ
สุเมโธ นาม สมฺพุทฺโธ ตึสกปฺปสหสฺสิโก ๑
ตสฺส ทีโป มยา ทินฺโน วิปฺปสนฺเนน เจตสา ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิ จ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อนุรุทฺโธ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
อนุรุทฺธตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
สตฺตมํ ปุณฺณมนฺตานีปุตฺตตฺเถราปทานํ (๕)
๑ ม. โยชิยหํ ตทา ฯ ๒ ม. ทีปา วูปสมึสุ เม ฯ ๓ ม. พฺยมฺหํ อาสิ สุนิมฺมิตํ ฯ
ยุ. ถมฺโภ ฯ
เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสุเมธเชฏฐบุรุษของโลก เป็นนระผู้องอาจ ผู้นายกของโลก เสด็จหลีกออกเร้นอยู่ จึงได้เข้าไปเฝ้าพระสุเมธสัมพุทธเจ้า ผู้นายกของโลก แล้วได้ประคองอัญชลีทูลอ้อนวอนพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้เชฏฐบุรุษของโลก เป็นนระผู้องอาจ ขอจงทรงอนุเคราะห์เถิด ข้าพระองค์ขอถวายประทีปแก่พระองค์ผู้เข้าฌานอยู่ที่ควงไม้ พระสยัมภูผู้ประเสริฐธีรเจ้านั้น ทรงรับคำแล้ว เราจึงห้อยไว้ที่ต้นไม้ประกอบยนต์ในกาลนั้น ได้ถวายไส้ตะเกียงน้ำมันพันหนึ่ง แก่พระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์ของโลก ประทีปโพลงอยู่ตลอด๗ วันแล้วดับไปเอง ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น และด้วยการตั้งเจตนาไว้
เราละกายมนุษย์แล้ว ได้เข้าถึงวิมาน เมื่อเราเข้าถึงความเป็นเทวดา วิมานอันบุญกุศลนิรมิตไว้เรียบร้อย ย่อมรุ่งโรจน์โดยรอบ นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๘ ครั้ง เวลานั้น เรามองเห็นได้ตลอดโยชน์หนึ่งโดยรอบ ทั้งกลางวันกลางคืน เราย่อมไพโรจน์ทั่วโยชน์หนึ่งโดยรอบ ในกาลนั้นย่อมครอบงำเทวดาทั้งปวงได้ นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป เราได้เห็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐ กัลปใครๆ ย่อมดูหมิ่นเราได้ นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป เราได้บรรลุทิพยจักษุ ย่อมมองเห็นได้ด้วยญาณตลอดพันโลก ในศาสนาของพระพุทธเจ้านี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าสุเมธเสด็จอุบัติในสามหมื่นกัลปแต่กัลปนี้ เรามีจิตผ่องใส ได้ถวายประทีปแก่พระองค์ คุณวิเศษคือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระอนุรุทธเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบอนุรุทธเถราปทาน
ปุณณมันตานีปุตตเถราปทานที่ ๗ (๕)
ว่าด้วยผลแห่งการแสดงธรรม
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค ปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน (๕) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 70 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
อชฺฌานโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู
ปุรกฺขโตมฺหิ สิสฺเสหิ อุปคญฺฉึ นรุตฺตมํ ฯ
ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห
มม กมฺมํ ปกิตฺเตสิ สงฺขิตฺเตน มหามุนิ ฯ
ตาหํ ธมฺมํ สุณิตฺวาน อภิวาเทตฺวาน สตฺถุโน
อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน ปกฺกามึ ๒ ทกฺขิณามุโข ฯ
สงฺขิตฺเตน สุณิตฺวาน วิตฺถาเรน อเทสยึ ๑
สพฺเพ สิสฺสา อตฺตมนา สุตฺวาน มม ภาสโต ฯ
สกํ ทิฏฺฐึ วิโนเทตฺวา พุทฺเธ จิตฺตํ ปสาทยุํ
สงฺขิตฺเตนปิ เทเสมิ วิตฺถาเรน ตเถวหํ ฯ
อภิธมฺมนยญฺโญหํ กถาวตฺถุวิสุทฺธิยา
สพฺเพสํ วิญฺญาเปตฺวาน วิหรามิ อนาสโว ฯ
อิโต ปญฺจสเต กปฺเป จตุโร สุปฺปกาสกา
สตฺตรตนสมฺปนฺนา จตุทีปมฺหิ อิสฺสรา ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปุณฺโณ มนฺตานีปุตฺโต เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
ปุณฺณสฺส มนฺตานีปุตฺตตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. ยุ. ตึสกปฺปสหสฺสิโต ฯ ๒ ม. ปกฺกมึ ฯ
เราเป็นพราหมณ์ผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท พวกศิษย์ห้อมล้อมแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้อุดมบุคคล พระมหามุนี พระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก ทรงรับเครื่องบูชาแล้ว ทรงประกาศกรรมของเราโดยย่อ เราได้ฟังธรรมนั้นแล้ว ได้บังคมพระศาสดาประคองอัญชลี มุ่งหน้าเฉพาะทิศทักษิณกลับไป ครั้นได้ฟังโดยย่อแล้ว แสดงได้โดยพิสดารศิษย์ทุกท่านดีใจ ฟังคำเราผู้กล่าวอยู่ บรรเทาทิฏฐิของตนแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนเราแม้ฟังโดยย่อ ก็แสดงได้โดยพิสดาร ฉะนั้น เราเป็นผู้ฉลาดในนัยแห่งพระอภิธรรม เป็นผู้ฉลาดในความหมดจดแห่งกถาวัตถุ ยังปวงชนให้รู้แจ้งแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัลปที่ ๕๐๐ แต่ภัทรกัลปนี้ มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระองค์ผู้ปรากฏด้วยดีทรงสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ใน ๔ ทวีป คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระปุณณมันตานีปุตตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน
อฏฺฐมํ อุปาลิตฺเถราปทานํ (๖)
อุปาลีเถราปทานที่ ๘ (๖)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างสังฆาราม
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค อุปาลีเถราปทาน (๖) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 70 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
นคเร หํสวติยา สุชาโต นาม พฺราหฺมโณ
อสีติโกฏิสนฺนิจโย ๒ ปหูตธนธญฺญวา ฯ
อชฺฌายโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู
ลกฺขเณ อิติหาเส จ สทฺธมฺเม ปารมึ คโต ฯ
ปริพฺพชา เอกสิขา โคตมา พุทฺธสาวกา
จรกา ตาปสา เจว จรนฺติ มหิยา ตทา ฯ
เตปิ มํ ปริวาเรนฺติ พฺราหฺมโณ วิสฺสุโต อิติ
พหู ชนา มํ ปูเชนฺติ ๑ นาหํ ปูเชมิ กิญฺจินํ ฯ
ปูชารหํ น ปสฺสามิ มานถทฺโธ อหํ ตทา
พุทฺโธติ วจนํ นตฺถิ ตาว นุปฺปชฺชเต ชิโน ฯ
อจฺจเยน อโหรตฺตํ ปทุมุตฺตรนายโก ๒
สพฺพํ ตมํ วิโนเทตฺวา โลเก อุปฺปชฺชิ จกฺขุมา ฯ
วิตฺถาริเก พหู ชญฺเญ ปุถุภูเต จ สาสเน
อุปาคมิ ตทา พุทฺโธ นครํ หํสสวฺหยํ ฯ
ปิตุ อตฺถาย โส พุทฺโธ ธมฺมํ เทเสสิ จกฺขุมา
เตน กาเลน ปริสา สมนฺตา โยชนํ ตทา ฯ
สมฺมโต มนุชานํ โย ๓ สุนนฺโท นาม ตาปโส
ยาวตา พุทฺธปริสา ปุปฺเผหิจฺฉาทยิ ตทา ฯ
จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต เสฏฺเฐ จ ปุปฺผมณฺฑเป
โกฏิสตสหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย อหุ ฯ
สตฺตรตฺตินฺทิวํ พุทฺโธ วสฺสิตฺวา ธมฺมวุฏฺฐิยา
อฏฺฐเม ทิวเส ปตฺเต สุนนฺทํ กิตฺตยี ชิโน ฯ
เทวโลเก มนุสฺเส วา สํสรนฺโต อยํ ภเว
สพฺเพสํ ปวโร หุตฺวา ภเวสุ สํสริสฺสติ ฯ
กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ
ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต
มนฺตานีปุตฺโต ปุณฺโณติ เหสฺสติ สตฺถุ สาวโก ฯ
เอวํ กิตฺตยิ สมฺพุทฺโธ สุนนฺทํ ตาปสํ ตทา
หาสยนฺโต ชนํ สพฺพํ ทสฺสยนฺโต สกํ พลํ ฯ
กตญฺชลี นมสฺสนฺติ สุนนฺทํ ตาปสํ ตทา ๑
พุทฺเธ การํ กริตฺวาน โสเธสิ คติมตฺตโน ฯ
ตตฺถ เม อหุ สงฺกปฺโป สุตฺวาน มุนิโน วจํ
อหํ ๒ การํ กริสฺสามิ ยถา ปสฺสามิ โคตมํ ฯ
เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน กิริยํ จินฺตยึ มมํ
กฺยาหํ กมฺมํ อาจรามิ ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร ฯ
อยญฺจ ปาฐิโก ภิกฺขุ สพฺพปาฐีน ๓ สาสเน
วินเย อคฺคนิกฺขิตฺโต ตํ ฐานํ ปตฺถยึ ๔ อหํ ฯ
อิทํ เม อมิตํ โภคํ อกฺโขภํ สาครูปมํ
เตน โภเคน พุทฺธสฺส อารามํ มาปเย อหํ ฯ
โสภนํ นาม อารามํ นครสฺส ปุรตฺถโต
กตฺวา ๕ สตสหสฺเสน สงฺฆารามํ อมาปยึ ฯ
กูฏาคาเร จ ปาสาเท มณฺฑเป หมฺมิเย คุหา
จงฺกเม สุกเต กตฺวา สงฺฆาราเม ๖ อมาปยึ ฯ
ชนฺตาฆรํ อคฺคิสาลํ อโถ อุทกมาฬกํ
นฺหานฆรํ มาปยิตฺวา ภิกฺขุสงฺฆสฺสทาสหํ ฯ
อาสนฺทิโย จ ปีฐเก ปริโภเค จ ภาชเน
อารามิกญฺจ เภสชฺชํ สพฺพเมตํ อทาสหํ ฯ
อารกฺขํ ปฏฺฐเปตฺวาน ปาการํ การยึ ทฬฺหํ
มา นํ โกจิ วิเหเฐสิ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ
อาวาเส ๑ สตสหสฺเส สงฺฆาราเม ๒ อมาปยึ
เวปุลฺลตํ มาปยิตฺวา สมฺพุทฺธํ อุปนามยึ ฯ
นิฏฺฐาปิโต มยาราโม สมฺปฏิจฺฉ ตุวํ มุนิ
นิยฺยาเทสฺสามิ ตํ ๓ ธีร อธิวาเสหิ จกฺขุม ฯ
ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห
มม สงฺกปฺปมญฺญาย อธิวาเสหิ นายโก ฯ
อธิวาสนมญฺญาย สพฺพญฺญุสฺส มเหสิโน
โภชนํ ปฏิยาเทตฺวา กาลมาโรจยึ อหํ ฯ
อาโรจิตมฺหิ กาลมฺหิ ปทุมุตฺตรนายโก
ขีณาสวสหสฺเสหิ อารามํ เม อุปาคมิ ฯ
นิสินฺนกาลมญฺญาย อนฺนปาเนน ตปฺปยึ
ภุตฺตาวีกาลมญฺญาย อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ
กีโต สตสหสฺเสน ตตฺตเกเนว การิโต
โสภโน นาม อาราโม สมฺปฏิจฺฉ ตุวํ มุนิ ฯ
อิมินา ภูมิทาเนน เจตนาปณิธีหิ จ
ภเว นิพฺพตฺตมาโนหํ ลภามิ มม ปตฺถิตํ ฯ
ปฏิคฺคเหตฺวา สมฺพุทฺโธ สงฺฆารามํ สุมาปิตํ
ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ
โย โส พุทฺธสฺส ปาทาสิ สงฺฆารามํ สุมาปิตํ
ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ
หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี เสนา จ จตุรงฺคินี
ปริวาเรนฺติมํ นิจฺจํ สงฺฆารามสฺสิทํ ผลํ ฯ
สฏฺฐี ตุริยสหสฺสานิ เภริโย สมลงฺกตา
ปริวาเรนฺติมํ นิจฺจํ สงฺฆารามสฺสิทํ ผลํ ฯ
ฉฬาสีติสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา
วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯ
อาฬารมุขา ๑ หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา
ปริวาเรสฺสนฺติมํ นิจฺจํ สงฺฆารามสฺสิทํ ผลํ ฯ
ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ
สหสฺสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ ฯ
เทวราเชน ปตฺตพฺพํ สพฺพํ ปฏิลภิสฺสติ
อนูนโภโค หุตฺวาน เทวรชฺชํ กริสฺสติ ฯ
สหสฺสกฺขตฺตุํ จกฺกวตฺติ ราชา รฏฺเฐ ภวิสฺสติ ฯ
ปฐพฺยา รชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ๒ ฯ
กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ
ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต
อุปาลิ นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุ สาวโก ฯ
วินเย ปารมึ ปตฺวา ฐานาฐาเน จ โกวิโท
ชินสาสนํ ธารยนฺโต วิหริสฺสตินาสโว ฯ
สพฺพเมตํ อภิญฺญาย โคตโม สกฺยปุงฺคโว
ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสฺสติ ฯ
อปริเมยฺยํ อุปาทาย ปตฺเถมิ ตว สาสนํ
โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโย ฯ
ยถา สูลาวุโต โปโส ราชทณฺเฑน ตชฺชิโต
สูเล สาตํ อวินฺทนฺโต ปริมุตฺตึว อิจฺฉติ ฯ
ตเถวาหํ มหาวีร ภวทณฺเฑน ตชฺชิโต
กมฺมสูลาวุโต สนฺโต ปิปาสาเวทนาฏฺฐิโต ฯ
ภเว สาตํ น วินฺทามิ ฑยฺหนฺโต ตีหิ อคฺคิหิ
ปริมุตฺตึ คเวสามิ ยถา จ ราชทณฺฑโต ฯ
ยถา วิสารโท ปุริโส วิเสน ปริปีฬิโต
อคทํ โส คเวเสยฺย วิสฆาตายุปายนํ ๑ ฯ
คเวสมาโน ปสฺเสยฺย อคทํ วิสฆาตกํ
ตํ ปิวิตฺวา สุขี อสฺส วิสมฺหา ปริมุตฺติยา ฯ
ตเถวาหํ มหาวีร ยถา วิสคโต ๑ นโร
สมฺปีฬิโต อวิชฺชาย สทฺธมฺมาคทเมสหํ ฯ
ธมฺมาคทํ คเวสนฺโต อทฺทกฺขึ สกฺยสาสนํ
อคฺคสจฺโจสถานนฺตํ ๒ สพฺพสลฺลวิโนทนํ ฯ
ธมฺโมสถํ ปิวิตฺวาน วิสํ สพฺพํ สมูหนึ
อชรามรํ สีติภาวํ นิพฺพานํ ปสฺสยึ ๓ อหํ ฯ
ยถา ภูตตชฺชิโต โปโส ภูตคฺคาเหน ปีฬิโต
ภูตเวชฺชํ คเวเสยฺย ภูตสฺมา ปริมุตฺติยา ฯ
คเวสมาโน ปสฺเสยฺย ภูตวิชฺชาสุ โกวิทํ
ตสฺส โส วิหญฺเญ ภูตํ สมูลญฺจ วินาสเย ฯ
ตเถวาหํ มหาวีร ตมคฺคาเหน ปีฬิโต
ญาณาโลกํ คเวสามิ ตมโต ปริมุตฺติยา ฯ
อถทฺทสํ สกฺยมุนึ กิเลสตมโสธนํ
โส เม ตมํ วิโนเทสิ ภูตเวชฺโชว ภูติกํ ๔ ฯ
สํสารโสตํ สญฺฉินฺทึ ตณฺหาโสตํ นิวารยึ
ภวํ อุคฺฆาตยึ สพฺพํ ภูตเวชฺโชว มูลโต ฯ
ครุโฬ ยถา โอปตติ ปนฺนคํ ภกฺขมตฺตโน
สมนฺตา โยชนสตํ วิกฺโขเภติ มหาสรํ ฯ
ปนฺนคํ โส คเหตฺวาน อโธสีสํ วิเหฐยํ
อาทาย โส ปกฺกมติ เยน กามํ วิหงฺคโม ฯ
ตเถวาหํ มหาวีร ยถาปิ ครุโฬ พลี
อสงฺขตํ คเวสนฺโต โทเส วิกฺขาลยึ อหํ ฯ
ทิฏฺโฐ อหํ ธมฺมวรํ สนฺติปทํ อนุตฺตรํ
อาทาย วิหราเมตํ ครุโฬ ปนฺนคํ ยถา ฯ
อาสาวตี นาม ลตา ชาตา จิตฺตลตาวเน
ตสฺสา วสฺสสหสฺเสน เอกํ นิพฺพตฺตเต ผลํ ฯ
ตํ เทวา ปยิรุปาสนฺติ ตาว ทูรผลํ ๑ สกึ
เทวานํ สา ปิยา เอวํ อาสาวตี ผลุตฺตมา ๒ ฯ
สตสหสฺสํ อุปาทาย ตาหํ ปริจเร มุนึ ๓
สายํ ปาตํ นมสฺสามิ เทวา อาสาวตึ ยถา ฯ
อวญฺฌา ปาริจริยา อโมฆา จ นมสฺสนา
ทูราคตํปิ มํ สนฺตํ ขโณ มํ ๔ น วิราธยิ ฯ
ปฏิสนฺธึ น ปสฺสามิ วิจินนฺโต ภเว อหํ
นิรูปธิ วิปฺปมุตฺโต อุปสนฺโต จรามหํ ฯ
ยถาปิ ปทุมํ นาม สุริยรํเสน ปุปฺผติ
ตเถวาหํ มหาวีร พุทฺธรํเสน ปุปฺผิโต ฯ
ยถา พลากโยนิมฺหิ น วิชฺชติ ปุมา ๔ สทา
เมเฆสุ คชฺชมาเนสุ คพฺภํ คณฺหนฺติ ตา สทา ฯ
จิรํปิ คพฺภํ ธาเรนฺติ ยาว เมโฆ น คชฺชติ
ภารโต ปริมุจฺจนฺติ ยทา เมโฆ ปวสฺสติ ฯ
ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ธมฺมเมเฆน คชฺชโต ๑
สทฺเทน ธมฺมเมฆสฺส ธมฺมคพฺภํ อคณฺหหํ ฯ
สตสหสฺสํ อุปาทาย ปุญฺญคพฺภํ ธเรมหํ
นปฺปมุญฺจามิ ภารโต ธมฺมเมโฆ น คชฺชติ ฯ
ยทา ตุวํ สกฺยมุนิ รมฺเม กาปิลวตฺถเว
คชฺชสิ ธมฺมเมเฆน ภารโต ปริมุจฺจหํ ฯ
สุญฺญตํ อนิมิตฺตญฺจ อถาปณิหิตํปิ ๒ จ
จตุโร จ ผเล สพฺเพ ธมฺมํ ๓ วิชฏิ ตํปิหํ ฯ
ทุติยภาณวารํ ฯ
อปริเมยฺยํ อุปาทาย ปตฺเถมิ ตว สาสนํ
โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สนฺติปทํ อนุตฺตรํ ฯ
วินเย ปารมึ ปตฺโต ยถาปิ ปาฐิโก อิสี
น เม สมสโม อตฺถิ ธาเรมิ สาสนํ อหํ ฯ
วินเย ขนฺธเก จาปิ ติกจฺเฉเทว ปญฺจเก
เอตฺถ เม วิมติ นตฺถิ อกฺขเร พฺยญฺชเนปิ วา ฯ
นิคฺคเห ปฏิกมฺเม จ ฐานาฐาเน จ โกวิโท
โอสารเณ วุฏฺฐาปเน สพฺพตฺถ ปารมึ คโต ฯ
วินเย ขนฺธเก จาปิ ๔ นิกฺขิปิตฺวา ปทํ อหํ
อุภโต ๕ วิภงฺเค เจว รสโต โอสเรยฺยหํ ฯ
นิรุตฺติยา จ กุสโล ๑ อตฺถานตฺเถ จ โกวิโท
อนญฺญาตํ มยา นตฺถิ เอกคฺโค สตฺถุ สาสเน ฯ
รูปทกฺโข อหํ อชฺช สกฺยปุตฺตสฺส สาสเน
กงฺขํ สพฺพํ วิโนเทมิ ฉินฺทามิ สพฺพสํสยํ ฯ
ปทํ อนุปทญฺจาปิ อกฺขรญฺจาปิ พฺยญฺชนํ
นิทาเน ปริโยสาเน สพฺพตฺถ โกวิโท อหํ ฯ
ยถาปิ ราชา พลวา นิหนิตฺวา ๒ ปรนฺตเป
วิชินิตฺวาน สงฺคามํ นครํ ตตฺถ มาปเย ฯ
ปาการํ ปริกฺขญฺจาปิ เอสิกํ ทฺวารโกฏฺฐกํ
อฏฺฏาลเก จ วิวิเธ การเย นคเร พหู ฯ
สึฆาฏกํ ปจฺจุรญฺจ ๓ สุวิภตฺตนฺตราปณํ
การาเปยฺย ๔ สภํ ตตฺถ อตฺถานตฺถวินิจฺฉยํ ฯ
นิคฺฆาฏตฺถํ อมิตฺตานํ ฉิทฺทาฉิทฺทญฺจ ชานิตุํ
พลกายสฺส รกฺขาย เสนามจฺจํ ๕ ฐเปติ โส ฯ
อารกฺขตฺถาย ภณฺฑสฺส นิธานกุสลํ นรํ
มา เม ภณฺฑํ วินสฺสีติ ภณฺฑรกฺขํ ฐเปติ โส ฯ
สมคฺโค ๖ โหติ โส ๗ รญฺโญ วุฑฺฒึ ยสฺส จ อิจฺฉติ
ตสฺสาธิกรณํ เทติ มิตฺตสฺส ปฏิปชฺชิตุํ ฯ
อุปฺปาเทสุ ๘ นิมิตฺเตสุ ลกฺขเณสุ จ โกวิทํ
อชฺฌายกํ มนฺตธรํ โปโรหิจฺเจ ฐเปติ โส ฯ
เอเตหงฺเคหิ สมฺปนฺโน ขตฺติโยติ ปวุจฺจติ
สทา รกฺขนฺติ ราชานํ จกฺกวาโกว ทุกฺขินํ ๑ ฯ
ตเถว ตฺวํ มหาวีร หตามิตฺโตว ขตฺติโย
สเทวกสฺส โลกสฺส ธมฺมราชาติ วุจฺจติ ฯ
ติตฺถิเย นีหริตฺวาน ๒ มารญฺจาปิ สเสนกํ
ตมนฺธการํ วิธํเสตฺวา ๓ ธมฺมนครํ อมาปยิ ฯ
สีลํ ปาการิกํ ตตฺถ ญาณนฺเต ทฺวารโกฏฺฐกํ
สทฺธา เต เอสิกา ธีร ทฺวารปาโล จ สํวโร ฯ
สติปฏฺฐานมฏฺฏาลํ ปญฺญา เต จจฺจรํ มุเน
อิทฺธิปาทญฺจ สิงฺฆาฏํ ธมฺมวีถิ ๔ สุมาปิตํ ๕ ฯ
สุตฺตนฺตํ อภิธมฺมญฺจ วินยํ จาปิ เกวลํ
นวงฺคํ พุทฺธวจนํ เอสา ธมฺมสภา ตว ฯ
สุญฺญตํ อนิมิตฺตญฺจ วิหารญฺจาปณีหิตํ
อเนโช จ นิโรโธ จ เอสา ธมฺมกุฏี ตว ฯ
ปญฺญาย อคฺโค นิกฺขิตฺโต ปฏิภาเณ จ โกวิโท
สารีปุตฺโตติ นาเมน ธมฺมเสนาปตี ตว ฯ
จุตูปปาตกุสโล อิทฺธิยา ปารมึ คโต
โกลิโต นาม นาเมน โปโรหิจฺโจ ตว ๖ มุเน ฯ
โปราณกวํสธโร อุคฺคเตโช ทุราสโท
ธุตวาทิคุเณ อคฺโค อกฺขทสฺโส ตว มุเน ฯ
พหุสฺสุโต ธมฺมธโร สพฺพปาฐี จ สาสเน
อานนฺโท นาม นาเมน ธมฺมรกฺโข ตว มุเน ฯ
เอเต สพฺเพ อติกฺกมฺม มเหสี ภควา มม
วินิจฺฉยํ เม ปาทาสิ วินเย วิญฺญุเทสิตํ ฯ
โย โกจิ วินเย ปญฺหํ ปุจฺฉติ พุทฺธสาวโก
ตตฺถ เม จินฺตนา นตฺถิ ตญฺเญวตฺถํ กเถมหํ ฯ
ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ ฐเปตฺวา จ ๑ มหามุนึ
วินเย มาทิโส นตฺถิ กุโต ภิยฺโย ภวิสฺสติ ฯ
ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอวํ คชฺชติ โคตโม
อุปาลิสฺส สโม นตฺถิ วินเย ขนฺธเกสุ จ ฯ
ยาวตา พุทฺธภณิตํ นวงฺคํ สตฺถุสาสนํ
วินเย ๒ กถิตํ สพฺพํ วินยมูลปสฺสิโน ฯ
มม กมฺมํ สริตฺวาน โคตโม สกฺยปุงฺคโว
ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ
สตสหสฺสํ อุปาทาย อิมํ ฐานํ อปตฺถยึ
โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต วินเย ปารมึ คโต ฯ
สกฺยานํ นนฺทิชนโก ๓ กปฺปโก อาสิหํ ปุเร
วิชหิตฺวาน ตํ ชาตึ ปุตฺโต ชาโต มเหสิโน ฯ
อิโต ทุติยเก กปฺเป อญฺชโส นาม ขตฺติโย
อนนฺตเตโช อมิตยโส ภูมิปาโล มหทฺธโน ฯ
ตสฺส รญฺโญ อหํ ปุตฺโต จนฺทโน นาม ขตฺติโย
ชาติมเทน ปตฺถทฺโธ ยโสโภคมเทน จ ฯ
นาคสตสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา
ติธา ปภินฺนา มาตงฺคา ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ
สพเลหิ ปเรโตหํ อุยฺยานํ คนฺตุกามโก
อารุยฺห สิริกํ นาคํ นครา นิกฺขมึ ตทา ฯ
จรเณน จ สมฺปนฺโน คุตฺตทฺวาโร สุสํวุโต
เทวโล นาม สมฺพุทฺโธ อาคจฺฉิ ปุรโต มมํ ฯ
เปเสตฺวา สิริกํ นาคํ พุทฺธํ อาสาทยึ ตทา
ตโต สญฺชาตโกโปว ๑ นาโค นุทฺธรโก ๒ ปทํ ฯ
นาคํ รุณฺณมนํ ๓ ทิสฺวา พุทฺเธ โกปํ อกาสหํ
วิเหฐยิตฺวา สมฺพุทฺธํ อุยฺยานํ อคมาสหํ ฯ
สาตํ ตตฺถ น วินฺทามิ สิโร ปชฺชลิโต ยถา
ปริฬาเหน ฑยฺหามิ มจฺโฉว พลิสาทโก ฯ
สสาครนฺตา ปฐวี อาทิตฺตา วิย โหติ เม
ปิตุ สนฺติกุปาคมฺม อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ
อาสีวิสํว กุปิตํ อคฺคิกฺขนฺธํว อาคตํ
มตฺตํว กุญฺชรํ ทนฺตึ ยํ สยมฺภุํ อสาทยึ ฯ
อาสาทิโต มยา พุทฺโธ โฆโร อุคฺคตโป ชิโน
ปุรา สพฺเพ วินสฺสาม ขมาเปสฺสาม ตํ มุนึ ฯ
โน เจ ตํ นิชฺฌาเปสฺสาม อตฺตทนฺตํ สมาหิตํ
โอเรน ๑ สตฺตเม ทิวเส รฏฺฐมฺเม วิธมิสฺสติ ฯ
สุเมขโล โกสิโย จ สิคฺคโว จาปิ สตฺตโก
อาสาทยิตฺวา อิสโย ทุคฺคตา เต สเสนกา ฯ
ยทา กุปฺปนฺติ อิสโย สญฺญตา พฺรหฺมจาริโน
สเทวกํ วินาเสนฺติ สสาครํ สปพฺพตํ ฯ
ติโยชนสหสฺสมฺหิ ปุริเส สนฺนิปาตยึ
อจฺจยํ เทสนตฺถาย สยมฺภุํ อุปสงฺกมึ ฯ
อลฺลวตฺถา อลฺลสิรา สพฺเพว ปญฺชลีกตา
พุทฺธสฺส ปาเท นิปติตฺวา อิทํ วจนมพฺรวว ฯ
ขมสฺสุ ตฺวํ มหาวีร อภิยาจติ ตํ ชโน
ปริฬาหํ วิโนเทหิ มา จ ๒ รฏฺฐํ วินาสเย ฯ
สเทวมานุสา สพฺเพ สทานวา สรกฺขสา
อโยมเยน กูเฏน สิรํ ภินฺเทยฺยุ เม สทา ฯ
อุทเก อคฺคิ น สณฺฐาติ วีชํ เสเล น รูหติ
อคเท กิมิ น สณฺฐาติ โกโป พุทฺเธ น ชายติ ฯ
ยถา จ ภูมิ อจลา อปฺปเมยฺโย จ สาคโร
อนนฺตโก จ อากาโส เอวํ พุทฺธา ๓ อโขภิยา ฯ
อตฺตทนฺตา ๔ มหาวีรา ขมิตา จ ตปสฺสิโน
ขนฺตานํ ขมิตานํ จ คมนํ โว ๕ น วิชฺชติ ฯ
อิทํ วตฺวาน สมฺพุทฺโธ ปริฬาหํ วิโนทยิ ๑
มหาชนสฺส ปุรโต นภํ อพฺภุคฺคมี ตทา ฯ
เตน กมฺเมนหํ วีร ๒ หีนตฺตํ อชฺฌุปาคโต
สมติกฺกมฺม ตํ ชาตึ ปาวิสึ อภยํ ปุรํ ฯ
ตทาปิ มํ มหาวีร ฑยฺหมานํ สุสณฺฐิตํ ๓
ปริฬาหํ วิโนเทสิ สยมฺภุํ จ ขมาปยึ ฯ
อชฺชาปิ มํ มหาวีร ฑยฺหมานํ ติหคฺคิภิฬ
นิพฺพาเปสิ ตโย อคฺคี สีติภาวญฺจ ปาปยึ ฯ
เยสํ ๔ โสตาวธานตฺถิ สุณาถ มม ภาสโต
อตฺถํ ตุยฺหํ ปวกฺขามิ ยถาทิฏฺฐํ ปทํ มมํ ฯ
สยมฺภุํ ตํ วิมาเนตฺวา สนฺตจิตฺตํ สมาหิตํ
เตน กนฺเมนหํ อชฺช ชาโตมฺหิ นีจโยนิยํ ฯ
มา โว ขณํ วิราเธถ ขณาตีตา หิ โสจเร
สทตฺเถ วายเมยฺยาถ ขโณ โว ปฏิปาทิโต ฯ
เอกจฺจานญฺจ วมนํ เอกจฺจานํ วิเรจนํ
วิสํ หลาหลํ เอเก ๕ เอกจฺจานญฺจ โอสถํ ฯ
วมนํ ปฏิปนฺนานํ ผลฏฺฐานํ วิเรจนํ
โอสถํ ผลลาภีนํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ คเวสินํ ฯ
สาสเนน วิรุทฺธานํ วิสํ หลาหลํ ยถา
อาสีวิโส ทุฏฺฐวิโส ๖ เอกํ ๗ ฌาเปติ ตํ นรํ ฯ
สกึ ปีตํ หลาหลํ อุปรุทฺเธติ ชีวิตํ
สาสเนน วิรุชฺฌิตฺวา กปฺปโกฏิมฺหิ ฑยฺหติ ฯ
ขนฺติยา อวิหึสาย เมตฺตจิตฺตวตาย จ
สเทวกํ โส ตรติ ตสฺมา เต ๑ อวิโรธิยา ๒ ฯ
ลาภาลาเภ น สชฺชนฺติ สมฺมานเน วิมานเน
ปฐวีสทิสา พุทฺธา ตสฺมา เต น วิโรธิยา ๓ ฯ
เทวทตฺเต จ วธเก โจเร จงฺคุลิมาลเก
ราหุเล ธนปาเล จ สพฺเพสํ สมโก มุนิ ฯ
เอเตสํ ปฏิฆํ นตฺถิ ราโคเมสํ น วิชฺชติ
สพฺเพสํ สมโก พุทฺโธ วธกสฺโสรสสฺส จ ฯ
ปนฺเถ ทิสฺวาน กาสาวํ ฉฑฺฑิตํ มิฬฺหมกฺขิตํ
สิรสา ๔ อญฺชลึ กตฺวา วนฺทิตพฺพํ อิสิทฺธชํ ฯ
อพฺภตีตา จ เย พุทฺธา วตฺตมานา อนาคตา
ธเชนาเนน สุชฺฌนฺติ ตสฺมา เอเต นมสฺสิยา ฯ
สตฺถุกปฺปํ สุวินยํ ธาเรมิ หทเยนหํ
นมสฺสมาโน วินยํ วิหริสฺสามิ สพฺพทา ฯ
วินโย อาสโย มยฺหํ วินโย ฐานจงฺกมํ
กปฺเปมิ วินเย วาสํ วินโย มยฺห โคจโร ฯ
วินเย ปารมิปฺปตฺโต สมเถ จาปิ โกวิโท
อุปาลิ ตํ มหาวีร ปาเท วนฺทติ สตฺถุโน ฯ
โส อหํ วิจริสฺสามิ คามา คามํ ปุรา ปุรํ
นมสฺสมาโน สมฺพุทฺธํ ธมฺมสฺส จ สุธมฺมตํ ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
สพฺพาสวา ปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุปาลิ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
อุปาลิตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. อภาสยึ. ฯ ๒ ม. ยุ. อสีติโกฏินิจโย ฯ
๑ ม. ยุ. พหุชฺชโน มํ ปูเชติ ฯ ๒ ม. ปทุมุตฺตรนามโก ฯ ๓ ม. ยุ. โส ฯ
๑ ม. ชนา ฯ ๒ ม. อหมฺปิ การํ กสฺสามิ ฯ ๓ ม. สพฺพปาฐิสฺส ฯ ยุ. สพฺพปาฐิกสาสเน ฯ
๔ ม. ยุ. ปตฺถเย ฯ ๕ ม. กิณิตฺวา ฯ ๖ ม. สงฺฆารามํ ฯ
๑ ม. สตสหสฺเสนาวาสํ ฯ ๒ ยุ. สงฺฆารามํ ฯ ๓ ยุ. เต วีร ฯ ม. ตํ วีร ฯ
๑ ม. ยุ. อาฬารปมฺหา ฯ ๒ โป. ม. ยุ. อสงฺขิยํ ฯ
๑ ม. วิสฆาตายุปาลนํ ฯ ยุ. .. ปายโส ฯ
๑ ม. ยุ. วิสหโต ฯ ๒ ม. อคฺคํ สพฺโพสธานํ ตํ ฯ ยุ. อคฺคสพฺโพ ... ฯ
๓ โป. ผุสฺสยึ ฯ ม. ผสฺสยึ ฯ ๔ ม. ภูตกํ ฯ
๑ ม. ตาว ทูรผเล สติ ฯ ๒ ม. ยุ. ลตุตฺตมา ฯ ๓ ม. มุนิ ฯ ๔ ม. ยํ ฯ
๕ โป. ม. ปุโม ฯ
๑ โป. คชฺชิโต ฯ ๒ ม. ยุ. ตถาปฺปณิหิตมฺปิ จ ฯ ๓ ม. ธมฺเมวํ วิชนยึ อหํ ฯา
ยุ. ... วิชฏายหํ ฯ ๔ ม. วาปิ ฯ ๕ ม. ยุ. อุภโต วินิเวเฐตฺวา ฯ
๑ ม. สุกุสโล ฯ ๒ ม. ยุ. นิคฺคณฺหิตฺวา ฯ ๓ ม. ยุ. สึฆาฏกํ จจฺจรญฺจ ฯ
๔ ม. ยุ. การเยยฺย ฯ ๕ ม. ยุ. เสนาปจฺจํ ฯ ๖ โป. สมตฺโต ฯ ม. มมตฺโต ฯ
ยุ. สามโก ฯ ๗ โป. ม. ยุ. โย ฯ ๘ โป. ม. อุปฺปาเตสุ ฯ
๑ ม. ยุ. ทุกฺขิตํ ฯ ๒ ม. นีหนิตฺวาน ฯ ๓ ม. ยุ. วิธมิตฺวา ฯ ๔ ยุ. ธมฺมวีถึ ฯ
๕ ม. สุมาปิตา ฯ ๖ โป. ตุวํ. ฯ ม. ตฺวํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
๑ ม. ยุ. ตํ มหามุนิ ฯ ๒ ม. ยุ. วินโยคธํ ตํ สพฺพํ ฯ ๓ ม. ยุ. นนฺทิชนโน ฯ
๑ ม. ยุ. สญฺชาตโกโป โส ฯ ๒ ม. ยุ. นุทฺธรเต ฯ ๓ ยุ. ทุฏฺฐมนํ ฯ
๑ ม. โอเรน สตฺตทิวสา ฯ ๒ ม. โน ฯ ๓ ยุ. พุทฺโธ อโขภิโย ฯ
๔ ม. ยุ. สทา ขนฺตา ฯ ๕ โป. เต ฯ ม. ตํ ฯ
๑ ม. วิโนทยํ ฯ ๒ ยุ. ธีร ฯ ๓ โป. สุเข ฐิตํ ฯ ๔ โป. สํสาเร สสฺสตา นตฺถิ ฯ
๕ ยุ. เอเต ฯ ๖ ม. ทิฏฺฐวิโส ฯ ยุ. ทฏฺฐวิโส ฯ ๗ โป. ม. ยุ. เอวํ ฯ
๑ ยุ. โว ฯ ๒-๓ ม. อวิราธิยา ฯ ๔ ม. สิรสฺมึ ฯ
ในพระนครหงสวดี มีพราหมณ์ชื่อว่าสุชาต สั่งสมทรัพย์ไว้ประมาณ ๘๐ โกฏิมีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย เป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ ผู้จบไตรเพทถึงที่สุดในตำราทำนายลักษณะคัมภีร์อิติหาสะ และในคัมภีร์พราหมณ์ ในกาลนั้น ปริพาชกผู้มุ่นผมรวมกัน สาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ และดาบสผู้สืบข่าว เที่ยวไปในพื้นแผ่นดิน แม้พวกเขาก็ห้อมล้อมข้าพระองค์ ด้วยคิดว่า เป็นพราหมณ์มีชื่อเสียง ชนเป็นอันมากบูชาข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์ไม่บูชาใครๆ เพราะข้าพระองค์ไม่เห็นใครที่ควรบูชา เวลานั้น ข้าพระองค์มีมานะจัด คำว่าพุทโธ ยังไม่มี ตลอดเวลาที่พระชินเจ้ายังไม่อุบัติโดยกาลล่วงวันและคืนไป
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระผู้เป็นนายกทรงบันเทาความมืดทั้งปวงแล้ว เสด็จอุบัติขึ้นในโลกในศาสนาของพระองค์ มีหมู่ชนแพร่หลายมากมาย แน่นหนา เวลานั้นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปสู่พระนครหงสวดี พระพุทธเจ้าผู้มีจักษุ ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่พระพุทธธิดา ในกาลนั้น บริษัทโดยรอบประมาณโยชน์หนึ่ง ในกาลนั้น ดาบสชื่อสุนันทะอันหมู่มนุษย์สมมติแล้ว (ว่าเลิศ)ได้เอาดอกไม้ทำร่มบังแดดให้ทั่วพุทธบริษัท พระพุทธเจ้าทรงประกาศสัจจะ ๔ภายใต้มณฑปดอกไม้อันประเสริฐ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ประมาณแสนโกฏิ
พระพุทธเจ้าทรงยังเมล็ดฝน คือ ธรรมให้ตกตลอด ๗ คืน ๗ วันเมื่อถึงวันที่ ๘ พระชินเจ้าทรงพยากรณ์สุนันทะดาบสว่า ท่านผู้นี้เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกหรือในมนุษย์ จักเป็นคนประเสริฐกว่าเขาทั้งหมดท่องเที่ยวไปในภพ ในแสนกัลป พระศาสดามีพระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้เป็นบุตรของนางมันตานีชื่อปุณณะ จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสผู้รับมรดกในธรรมทั้งหลาย อันธรรมนิรมิตแล้ว เวลานั้น พระสัมพุทธเจ้าทรงยังชนทั้งปวงให้ร่าเริง ทรงแสดงพระกำลังของพระองค์ พยากรณ์สุนันท-ดาบสด้วยประการอย่างนี้ ชนทั้งหลายประนมอัญชลีนมัสการสุนันทดาบสในการนั้น
ครั้นสุนันทดาบสทำสักการะในพระพุทธเจ้าแล้ว จึงชำระคติของตน เพราะข้าพระองค์ได้ฟังดำรัสของพระมุนี จึงได้มีความดำริ ณ ที่นั้นว่า เราจักก่อสร้างบุญสมภาร ขณะที่กำลังเห็นพระโคดมอยู่ ครั้นข้าพระองค์คิดอย่างนี้แล้ว จึงคิดถึงบุญกิริยาว่า เราจะพึงก่อสร้างอย่างไร จะประพฤติกรรมอะไร ในบุญเขตอันยอดเยี่ยม ก็ภิกษุนี้ชำนาญบาลีทั้งปวงในศาสนา พระศาสดาทรงตั้งไว้เป็นเลิศฝ่ายวินัย เราพึงปรารถนาฐานะนั้นเถิด โภคสมบัติของข้าพระองค์ประมาณมิได้ เปรียบดังสาครอันอะไรให้กระเพื่อมไม่ได้ ข้าพระองค์ได้สร้างอารามถวายแก่พระพุทธเจ้า ด้วยโภคสมบัตินั้น ได้ซื้ออารามนามว่าโสภณ ณ เบื้องหน้าพระนคร
ด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง ถวายให้เป็นสังฆาราม ข้าพระองค์ได้สร้างเรือนยอด ปราสาทมณฑป เรือนโล้น และถ้ำอย่างสวยงาม ไว้ในที่จงกรม ใกล้สังฆารามได้สร้างเรือนไฟ โรงไฟ หม้อน้ำ และห้องอาบน้ำแล้ว ได้ถวายแก่ภิกษุสงฆ์ ได้ถวายเก้าอี้นอน ตั่ง ภาชนะเครื่องใช้สอย คนเฝ้าอารามและเภสัชนั้นทุกๆ อย่าง ได้ตั้งอารักขาไว้แล้ว ให้สร้างกำแพงอย่างมั่นคงด้วยหวังว่า ใครๆ อย่าเบียดเบียนสังฆารามของท่านผู้มีจิตระงับ ผู้คงที่เลยได้ให้สร้างกุฏีที่อยู่ ๑๐๐ หลังไว้ในสังฆาราม ครั้นให้สร้างสำเร็จไพบูลย์แล้ว น้อมถวายกะพระสัมพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์สร้างอารามสำเร็จแล้ว ขอพระองค์โปรดทรงรับเถิด ข้าแต่พระธีรเจ้า ข้าพระองค์มอบถวายพระองค์ ขอได้โปรดทรงรับเถิดพระเจ้าข้า
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระผู้ทรงรู้แจ้งโลก เป็นนายกของโลก ทรงควรรับเครื่องบูชา ทรงทราบความดำริของข้าพระองค์แล้ว ได้ทรงรับสังฆาราม ข้าพระองค์ทราบว่าพระสัพพัญญูผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงรับแล้ว ให้ตระเตรียมโภชนะเสร็จแล้ว จึงกราบทูลเวลาเสวย เมื่อข้าพระองค์กราบทูลเวลาเสวยแล้วพระปทุมุตระผู้นายกของโลก เสด็จมาสู่อารามของข้าพระองค์ พร้อมด้วยพระขีณาสพพันหนึ่ง ข้าพระองค์ทราบเวลาว่าพระองค์ประทับนั่งแล้ว ได้เลี้ยงดูให้อิ่มหนำด้วยข้าวน้ำ ครั้นได้ทราบเวลาเสวยเสร็จแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า ข้าพระองค์ซื้ออารามชื่อ โสภณ ด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง ได้สร้างจนเสร็จด้วยทรัพย์เท่านั้นเหมือนกัน
ขอได้โปรดทรงรับเถิดพระมุนี ด้วยการถวายอารามนี้ และด้วยการตั้งเจตนาไว้ เมื่อข้าพระองค์เกิดอยู่ในภพ ย่อมได้สิ่งที่ปรารถนา พระสัมพุทธเจ้าทรงรับสังฆารามที่ข้าพระองค์สร้างเสร็จแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า ผู้ใดได้ถวายสังฆารามที่สร้างสำเร็จแล้วแด่พระพุทธเจ้า เราจะพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว จตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลราบจะแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม ดนตรีหกหมื่นและเภรีอันประดับประดาสวยงาม จะแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม นางนารีแปดหมื่นหกพัน อันตกแต่งงดงาม มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร
สวมสอดแก้วมณีและกุณฑล มีหน้าแฉล้ม ยิ้มแย้มตะโพกผึ่งผาย เอวเล็กเอวบาง จะแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ตลอดสามหมื่นกัลปจักเป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลกพันครั้ง จักได้ของทุกอย่างที่ท้าวเทวราชจะพึงได้ จักเป็นผู้มีโภคสมบัติไม่รู้จักพร่อง เสวยเทวราชสมบัติอยู่ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่ในแว่นแคว้นพันครั้ง จักเป็นพระราชาอันไพบูลย์ในแผ่นดินโดยจะคณานับไม่ถ้วน ในแสนกัลป
พระศาสดาพระนามว่า โคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสผู้รับมรดกในธรรม อันธรรมนิรมิต มีนามชื่อว่า อุบาลี จักถึงที่สุดในพระวินัยฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะ ดำรงพระศาสนาของพระชินเจ้า ไม่มีอาสวะอยู่พระโคดมศากยบุตรผู้ประเสริฐ ได้ทรงทราบข้อนี้ทั้งสิ้นแล้วประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ จักทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะสถาน ข้าพระองค์อาศัยบุญกุศลอันประมาณมิได้ ย่อมปรารถนา (ว่าพึงเป็นภิกษุผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้ทรงพระวินัย) ในศาสนาของพระองค์ ประโยชน์ คือ ความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงนั้น ข้าพระองค์บรรลุแล้วเปรียบเหมือนคนอันพระราชอาญาคุกคามถูกเสียบด้วยหลาว
ไม่ได้ความสุขที่หลาวปรารถนาจะพ้นไปอย่างเดียว ฉันใดข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น อันอาญา คือ ภพคุกคามแล้วถูกเสียบด้วยหลาว คือ กรรม ถูกเวทนา คือ ความกระหายบีบคั้น ไม่ได้ความสุขในภพ ถูกไฟ ๓ กองแผดเผาอยู่ ย่อมแสวงหาอุบายเครื่องพ้นดังคนแสวงหาอุบายเมื่อฆ่ายาพิษ พึงแสวงหายา เมื่อแสวงหาอยู่ พึงพบยาเครื่องฆ่ายาพิษ ดื่มยานั้นแล้วพึงมีสุข เพราะพ้นจากพิษฉันใด
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็เหมือนคนอันยาพิษบีบคั้น ฉันนั้น ถูกอวิชชาบีบคั้นแล้ว ก็พึงแสวงหายา คือ สัทธรรม เมื่อแสวงหายา คือธรรมอยู่ได้พบศาสนาของพระองค์ผู้ศากยบุตร อันเป็นของจริงอย่างเลิศสุดยอดโอสถ เป็นเครื่องบรรเทาลูกศรทั้งปวง ข้าพระองค์ดื่มยา คือ ธรรมแล้วถอนยาพิษ คือ สังสารทุกข์ได้หมดแล้ว ข้าพระองค์ได้พบนิพพานอันไม่แก่ไม่ตาย เป็นธรรมชาติเย็นสนิท เปรียบเหมือนคนถูกผีคุกคาม ได้รับทุกข์เพราะผีสิง พึงแสวงหาหมอผีเพื่อจะพ้นจากผี เมื่อแสวงหาไป ก็พึงพบหมอฉลาดในวิชาไล่ผี หมอนั้นพึงขับผีให้แก่คนนั้น และพึงให้พินาศ(ขับไล่ไป) พร้อมทั้งราก
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ได้รับทุกข์เพราะความมืดเข้าจับ จึงต้องแสวงหาแสงสว่าง คือ ญาณเพื่อจะพ้นจากความมืด ที่นั้นจึงได้พบพระศากยมุนี ผู้ชำระความมืด คือ กิเลสให้หมดจด (สว่าง) ได้ พระองค์ทรงบรรเทาความมืดให้ข้าพระองค์แล้วดังหมอผีขับไล่ผีไปได้ ฉะนั้น ข้าพระองค์ตัดกระแสสงสารได้แล้ว ห้ามกระแสตัณหาได้แล้ว ถอนภพได้สิ้นเชิงเหมือนหมอผีขับไล่ผีพร้อมทั้งถอนราก ฉะนั้น เปรียบเหมือนพระยาครุฑ โฉบลงเพื่อจับนาคอันเป็นเหยื่อของตน ย่อมยังน้ำในสระใหญ่ให้กระเพื่อมตลอดร้อยโยชน์โดยรอบ ครั้นมันจับนาคได้แล้ว ห้อยหัวนาคไว้เบื้องต่ำทำให้ลำบาก ครุฑนั้นพาเอานาคไปได้ตามความปรารถนา ฉันใด
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์แสวงหาอสังขตธรรม เหมือนครุฑมีกำลังบินแสวงหานาค ฉะนั้น ข้าพระองค์ได้คายโทษทั้งหลายแล้ว ข้าพระองค์เห็นธรรมอันประเสริฐ เป็นสันติบทไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ข้าพระองค์ถือเอาธรรมนี้อยู่ เหมือนครุฑจับนาคบินไปฉะนั้น เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี เกิดในสวนจิตลดา โดยล่วงไปพันปี จึงเผล็ดผลๆ หนึ่ง เทวดาทั้งหลายได้ใช้สอยผลอาสวดีนั้น ซึ่งมีผลคราวหนึ่งนานเพียงนั้น เถาวัลย์อาสวดีนั้นมีผลอุดม เป็นที่รักของเทวดาทั้งหลายอย่างนี้ ข้าพระองค์อาศัยแสนปี จึงได้เที่ยวมาใกล้พระองค์ผู้เป็นมุนี ได้นมัสการทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า เหมือนเทวดาเชยชมผลอาสวดี ฉะนั้น การได้มาใกล้ไม่เป็นหมัน
และการนมัสการไม่เป็นโมฆะ แม้ข้าพระองค์จะมาแต่ที่ไกล ขณะก็ไม่ล่วงเลยข้าพระองค์ไป ข้าพระองค์ค้นคว้าหาปฏิสนธิในภพก็ไม่พบ ฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่มีอุปธิ พ้นวิเศษแล้ว สงบระงับเที่ยวไป เปรียบเหมือนดอกปทุม ย่อมบานเพราะรัศมีพระอาทิตย์ถูกต้องฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น บานแล้วเพราะรัศมีพระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนนกยางตัวผู้ ย่อมไม่มีในกำเนิดนกยางทุกเมื่อเมื่อเมฆร้องกระหึ่ม นกยางมันย่อมมีครรภ์ทุกเมื่อ พวกมันย่อมทรงครรภ์อยู่แม้นาน ตลอดเวลาที่สายฝนยังไม่ตก พวกมันย่อมพ้นจากการทรงครรภ์เมื่อเวลาที่สายฝนตก ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตระ
ทรงประกาศกึกก้องด้วยเมฆ คือ ธรรม ได้ถือเอาครรภ์ คือ ธรรม ด้วยเสียงแห่งเมฆ คือ ธรรม ข้าพระองค์อาศัยแสนกัลปทรงครรภ์ คือ บุญอยู่ ยังไม่พ้นจากภาระ คือ สงสาร ตลอดเวลาที่สายฝนคือ ธรรมยังไม่ตก ข้าแต่พระศากยมุนี เมื่อเวลาที่พระองค์ทรงประกาศกึกก้องด้วยสายฝน คือ ธรรม ในพระนครกบิลพัศดุ์ อันน่ารื่นรมย์ ข้าพระองค์จึงได้พ้นจากภาระ คือ สงสาร ข้าพระองค์สะสาง (ชำระ) ธรรมคือสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ และผล ๔ ทั้งหมดแม้นั้น (สะอาด) ได้แล้ว.
จบทุติยภาณวาร.
ข้าพระองค์ปรารถนาศาสนาของพระองค์ ตั้งต้นแต่กัลปอันประมาณมิได้ประโยชน์นั้น ข้าพระองค์ถึงแล้ว สันติบทอันยอดเยี่ยมข้าพระองค์บรรลุแล้ว ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศ เหมือนภิกษุผู้ชำนาญพระบาลีถึงที่สุดในพระนัย ฉะนั้น ไม่มีใครเสมอด้วยข้าพระองค์ ข้าพระองค์ย่อมทรงพระศาสนาไว้ ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยในวินัยขันธกะ คัมภีร์บริวารในอักขระหรือพยัญชนะ ในวินัยปิฎกนี้เลย ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในการข่มในการแก้ไขในฐานะและมิใช่ฐานะในการชักเข้าหมู่และในการให้ออกจากอาบัติ ถึงที่สุดในวินัยกรรมทั้งปวง ข้าพระองค์ตั้งบทไว้ในวินัยขันธกะและในอุภโตวิภังค์แล้ว พึงชักเข้าหมู่ (ประชุม) จากกิจ ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในนิรุติ
และเฉียบแหลมในประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์ข้าพระองค์จะไม่รู้นั้นไม่มี ข้าพระองค์เป็นผู้มีจิตมีอารมณ์เดียวในพุทธศาสนา วันนี้ ข้าพระองค์บรรเทาความเคลือบแคลงได้ทั้งสิ้น ตัดความสงสัยได้ทั้งหมด ในคราวตัดสินวินัย ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคศากยบุตร ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในฐานะทั้งปวง คือ บัญญัติ อนุบัญญัติอักขระ พยัญชนะ นิทาน และปริโยสาน เปรียบเหมือนพระราชาผู้ทรงพระกำลัง ทรงกำจัดเสนาของพระราชาอื่นแล้ว ทำให้เดือดร้อนชนะสงครามแล้ว สร้างนครไว้ ณ ที่นั้นรับสั่งให้สร้างกำแพง คู เสาระเนียดซุ้มประตู และป้อมต่างๆ ไว้ในนครเป็นอันมาก พึงรับสั่งให้สร้างถนนวงเวียน ร้านตลาดอันจัดไว้เรียบร้อย
และสภาไว้ในนครนั้น เพื่อวินิจฉัยคดีและมิใช่คดี เพื่อจะป้องกันพวกศัตรู เพื่อจะรู้จักโทษและมิใช่โทษและเพื่อจะรักษาพลกาย พระองค์จึงโปรดตั้งเสนาบดีไว้ เพื่อประสงค์จะทรงรักษาสิ่งของ พระองค์จึงโปรดตั้งขุนคลังไว้ในหน้าที่รักษาสิ่งของ โดยทรงหวังว่า สิ่งของของเราอย่าฉิบหายเสียเลย เขาเป็นผู้สามัคคีกับพระราชาปรารถนาความเจริญแก่ผู้ใด ย่อมให้อธิกรณ์แก่ผู้นั้น เพื่อปฏิบัติต่อมิตร(โดยไม่มีวิวาท) พระองค์โปรดตั้งคนผู้ฉลาดในลางดีลางร้ายในนิมิต และตำราทำนายลักษณะ ผู้เล่าเรียนทรงจำมนต์ ไว้ในตำแหน่งปุโรหิตพระราชานั้นทรงสมบูรณ์ด้วยองค์เหล่านี้ มหาชนย่อมเรียกว่า กษัตริย์เสนาบดีเป็นต้นเหล่านี้ย่อมรักษาพระราชาทุกเมื่อ ดังนกจักพรากรักษานกผู้เป็นญาติของตนที่ได้ทุกข์ ฉันใด
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้นมหาชนย่อมกล่าวว่า พระธรรมราชาของโลกพร้อมทั้งเทวโลก เช่นพระราชาทรงกำจัดศัตรูได้แล้ว มหาชนเรียกว่า กษัตริย์ ฉะนั้น พระองค์ทรงปราบพวกเดียรถีย์ ทรงกำจัดมารพร้อมทั้งเสนาและความมืดมนอนธการแล้ว ได้ทรงสร้างนครธรรมไว้ ข้าแต่พระธีรเจ้า ในนครธรรมนั้น มีศีลเป็นกำแพง พระญาณของพระองค์เป็นซุ้มประตู ศรัทธาของพระองค์เป็นเสาระเนียด และสังวรของพระองค์เป็นนายประตู
ข้าแต่พระมุนี สติปัฏฐานของพระองค์เป็นป้อม ปัญญาของพระองค์เป็นทางสี่แพร่ง อิทธิบาทเป็นทางสามแพร่ง ธรรมวิถีพระองค์ทรงสร้างไว้สวยงาม พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม และพระพุทธพจน์อันมีองค์ ๙ ทั้งสิ้นนี้ เป็นธรรมสภาในนครธรรมของพระองค์ วิหารธรรม คือ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ อเนญชสมาบัติ และนิโรธนี้เป็นธรรมกุฎีในนครธรรมของพระองค์ ธรรมเสนาบดีของพระองค์ มีนามชื่อว่าพระสารีบุตร ทรงตั้งไว้ว่า เป็นผู้เลิศด้วยปัญญาและว่าฉลาดในปฏิภาณ ข้าแต่พระมุนี ปุโรหิตของพระองค์มีนามชื่อว่าพระโกลิตะ ผู้ฉลาดในจุติและอุปบัติ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์, ข้าแต่พระมุนี พระมหากัสสปเถระผู้ดำรงวงศ์โบราณ มีเดชรุ่งเรือง หาผู้เสมอได้ยาก เลิศในธุดงคคุณ เป็นผู้พิพากษาของพระองค์
ข้าแต่พระมุนี พระเถระขุนคลังธรรมของพระองค์ มีนามชื่อว่าพระอานนท์ เป็นพหูสูต ทรงธรรม และชำนาญในพระบาลีทั้งหมดในศาสนา พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันมากแก่ข้าพระองค์ ทรงตั้งพระเถระทั้งหมดนี้แล้ว ทรงประทานการวินิจฉัยในพระวินัย อันภิกษุผู้รู้แจ้งแสดงแล้ว แก่ข้าพระองค์ ภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้าบางรูป ถามปัญหาในวินัย ในปัญหานั้นข้าพระองค์ไม่ต้องคิด ย่อมแก้เนื้อความนั้นได้ทันที ตลอดในพระพุทธเขต เว้นพระมหามุนีเสีย ไม่มีใครเสมอกับข้าพระองค์ในวินัย ที่ไหนจะมียิ่งกว่า พระโคดมประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์แล้ว ทรงประกาศอย่างนี้ว่า ไม่มีใครจะเสมอกับพระอุบาลี ในวินัยและในขันธกะ
เรากล่าวสัตถุศาสน์มีองค์ ๙ ตลอดถึงที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้วทั้งหมด ไว้ในวินัยแก่บุคคลผู้เห็นมูลพระวินัย พระโคดมศากยบุตรผู้ประเสริฐ ทรงระลึกถึงกรรมของเรา ประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคะสถาน เราได้ปรารถนาตำแหน่งนี้ไว้ ตั้งต้นแต่แสนกัลปประโยชน์นั้นเราได้ถึงแล้ว เราถึงที่สุดในพระวินัย เมื่อก่อนเราเป็นช่างกัลบกผู้ยังความยินดีให้เกิดแก่เจ้าศากยะทั้งหลาย เราละชาตินั้นแล้ว เกิดเป็นบุตรของพระมเหสีในกัลปที่สองแต่ภัทรกัปนี้ พระมหากษัตริย์เจ้าแผ่นดินพระนามว่าอัญชสะ มีพระเดชานุภาพสูงสุด มีบริวารประมาณมิได้มีทรัพย์มากมาย
เราเป็นกษัตริย์พระนามว่าจันทนะ เป็นโอรสของพระราชาพระองค์นั้น เป็นคนกระด้างเพราะความเมาด้วยชาติ และเพราะความเมาด้วยยศและโภคะ ช้างแสนหนึ่ง อันประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่างเป็นช้างตกมันโดยฐานะสาม เกิดในตระกูลมาตังคะ ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ เราห้อมล้อมด้วยพลของตน ประสงค์จะประพาสอุทยาน จึงขึ้นช้างชื่อศิริแล้ว ออกจากนครในกาลนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าเทวละสมบูรณ์ด้วยจรณะ คุ้มครองทวาร และสำรวมเป็นอันดี เดินมาข้างหน้าเรา เวลานั้นเราได้ไสช้างศิรินาคไปให้จับพระปัจเจกพุทธเจ้า
ลำดับนั้นช้างทำเหมือนเกิดความโกรธ แต่ไม่ยกเท้าขึ้น เราเห็นช้างร้องไห้ ได้ทำความโกรธในพระปัจเจกพุทธเจ้า เราเบียดเบียนพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วได้ไปสู่อุทยาน ณ ที่นั้นเรา ไม่ได้ความสุขเสียเลย เหมือนไฟโพลงอยู่บนศีรษะ และย่อมเดือดร้อนด้วยความเร้าร้อนดังปลาติดเบ็ด แผ่นดินมีสมุทรสาครเป็นที่สุด ปรากฏเหมือนไฟติดทั่วแก่เรา เราเข้าไปเฝ้าพระชนกแล้วได้กราบทูลดังนี้ว่า หม่อมฉันได้ไสช้างอันซับมัน ดังอสรพิษโกรธ ดังกองไฟไหม้ลามมา ผู้ฝึกแล้ว ไปให้จับพระปัจเจกพุทธเจ้า หม่อมฉันรุกรานพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นพระชินเจ้า มีเดชรุ่งเรืองพึงกลัว (พระชนกตรัสว่า) พวกเราชาวบุรีทั้งหมดจักพินาศ
เราจะขอขมาพระมุนีนั้นถ้าเราจะไม่ขมาท่านผู้มีตนอันฝึกแล้ว มีจิตตั้งมั่น ภายในวันที่ ๗ แว่นแคว้นของเราจักพินาศ สุเมขลราชา โกสิยราชา สิคควราชา และสัตตกราชา ได้รุกรานฤาษีทั้งหลาย ท่านเหล่านั้นพร้อมทั้งเสนาตกยาก (ถึงความพินาศ) ฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ โกรธเคืองเมื่อใด เมื่อนั้น ท่านย่อมยังมนุษย์โลกพร้อมทั้งเทวโลก สาครและภูเขาให้พินาศ เราจึงสั่งให้ประชุมบุรุษทั้งหลายในประเทศ ประมาณสามพันโยชน์ เพื่อต้องการจะแสดงโทษ จึงได้เข้าไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้า เราทั้งหมดมีผ้าเปียก มีศีรษะเปียก ประนมอัญชลี พากันหมอบลงแทบเท้าของพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วได้เรียนท่านดังนี้ว่า
ข้าแต่พระมหาวีระ ขอเจ้าประคุณได้โปรดอดโทษเถิด มหาชนอ้อนวอนเจ้าประคุณ ขอเจ้าประคุณได้โปรดบรรเทาความเร่าร้อน และขออย่าให้แว่นแคว้นพินาศเสียเลย มนุษย์พร้อมทั้งเทวดา อสูร และผีเสื้อทั้งหมด พึงต่อยศีรษะของกระผมด้วยฆ้อนเหล็กทุกเมื่อ (พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า) ไฟไม่ตั้งอยู่ในน้ำ พืชไม่งอกบนหินล้วน กิมิชาติไม่ดำรงอยู่ในยาพิษฉันใด ความโกรธย่อมไม่เกิดในพระพุทธะฉันนั้น อนึ่ง พื้นดินไม่หวั่นไหว สมุทรสาครประมาณไม่ได้ และอากาศไม่มีที่สุด ฉันใด พระพุทธะใครๆ ให้กำเริบไม่ได้ ฉันนั้น พระมหาวีรเจ้าทั้งหลายมีตนฝึกแล้ว อดทน และมีตบะ เจ้าประคุณทั้งหลายผู้อดทน ประกอบด้วยความอดทน จะไม่มีการไป พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวดังนี้แล้ว ได้บรรเทาความเร่าร้อนให้หมดไปเวลานั้น
เราได้เหาะขึ้นสู่อากาศข้างหน้าของมหาชน กล่าวว่า ข้าแต่พระวีรเจ้า เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าถึงความเลวทราม ล่วงชาตินั้นแล้ว จึงได้เข้าสู่บุรีอันไม่มีภัย ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า แม้ในกาลนั้นพระองค์ก็ได้บรรเทาความเร่าร้อนอันตั้งอยู่ด้วยดี ให้แก่ข้าพระองค์ผู้เดือดร้อนอยู่ และข้าพระองค์ก็ได้ขมาพระสยัมภูแล้ว ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าแม้วันนี้ พระองค์ได้ดับไฟ ๓ กองให้ข้าพระองค์ผู้ถูกไฟ ๓ กองเผาอยู่และข้าพระองค์ได้ถึงความเย็นแล้ว ท่านเหล่าใดมีการเงี่ยโสตลงฟัง ขอท่านเหล่านั้นจงฟังเรากล่าว เราจักบอกเนื้อความแก่ท่านตามบทที่เราเห็นแล้ว เราดูหมิ่นพระสยัมภู (พระปัจเจกพุทธเจ้า)
ผู้มีจิตสงบระงับมีใจมั่นคงนั้นแล้ว เพราะกรรมนั้น วันนี้ จึงได้เกิดในกำเนิดต่ำทรามขณะอย่าพลาด (ล่วงเลย) ท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะผู้ที่ล่วงขณะย่อมเศร้าโศก ท่านทั้งหลายพึงพยายามในประโยชน์ของตน ท่านทั้งหลายจงจงเก็บขณะไว้ ยาสำรอกของบุคคลบางพวก เป็นยาถ่ายของบุคคลบางพวก,ยาพิษแข็งกล้าร้ายของคนบางพวก เป็นยาถ่ายของคนบางพวก, ยาพิษกล้าร้ายแรงของคนบางพวก เป็นยารักษาโรคของคนบางพวก, (พระผู้มีพระภาคทรงทราบแล้วโดยลำดับ) ได้ตรัสบอกอาการเปลื้องสงสารแก่ผู้ปฏิบัติการถอนออกจากสงสารแก่ผู้ตั้งอยู่ในผล ตรัสบอกโอสถแก่ผู้ได้ผลตรัสบอกบุญเขตแก่ผู้แสวงหา ตรัสบอกยาพิษอันกล้าแข็งแก่บุคคลผู้เป็นปฏิปักข์ต่อพระศาสนา
อบายสี่ย่อมเผานระนั้น เหมือนอสรพิษมีพิษร้ายฉะนั้น ยาพิษอันกล้าแข็งที่บุคคลดื่มแล้วย่อมยังชีวิตให้พินาศครั้งเดียวคนผิดในพระศาสนาแล้ว ย่อมถูกไฟเผาในโกฏิกัป พระพุทธะนั้นย่อมข้ามโลกพร้อมทั้งเทวโลกได้เพราะขันติ อวิหิงสา และเพราะมีจิตเมตตาฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ใครๆ ให้พิโรธไม่ได้ เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายเช่นกับแผ่นดินไม่ข้องอยู่ในลาภและความเสื่อมลาภ ในความสรรเสริญและดูหมิ่น ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ใครๆ ให้พิโรธไม่ได้พระมุนีมีจิตเสมอในสรรพสัตว์ คือ ในพระเทวทัต นายขมังธนูองคุลิมาลโจร พระราหุล และในช้างธนบาล พระพุทธเจ้าเหล่านี้ย่อมไม่มีความโกรธ ไม่มีความกำหนัด
พระพุทธเจ้ามีจิตเสมอในชนทั้งปวงคือในผู้ฆ่าและโอรส ใครๆ เห็นผ้ากาสาวะอันเขาทิ้งไว้ที่หนทางเปื้อนของไม่สะอาด อันเป็นธงชัยของฤาษี พึงยกกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้าไหว้พระพุทธเจ้าในอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี อนาคตก็ดี ย่อมบริสุทธิ์ด้วยธงชัยนั้น เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านี้ควรนมัสการ เราย่อมทรงพระวินัยอันงามเช่นกับพระศาสดาไว้ด้วยหทัย เราจักนมัสการพระวินัยในกาลทุกเมื่อ พระวินัยเป็นที่อาศัยของเรา พระวินัยเป็นที่ยืนเดินของเราเราจะสำเร็จการอยู่ในพระวินัย พระวินัยเป็นโคจรของเรา
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า เพราะฉะนั้น พระอุบาลีผู้ถึงที่สุดในพระวินัย และฉลาดในสมถะถวายบังคมพระบาทของพระศาสดา ข้าพระองค์นั้น จะไปจากบ้านนี้สู่บ้านโน้น จากบุรีนี้สู่บุรีโน้น เที่ยวนมัสการพระสัมพุทธเจ้าและพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงดีแล้ว ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้วถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีข้าพระองค์ได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดดีแล้วหนอ วิชชา๓ ข้าพระองค์บรรลุแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ อุปาลีเถราปทาน
นวมํ อญฺญาโกณฺฑญฺญตฺเถราปทานํ (๗)
อัญญาโกณฑัญญเถราปทานที่ ๙ (๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายปฐมภัตแก่พระพุทธเจ้า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน (๗) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 70 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
ปทุมุตฺตรสมฺพุทฺธํ โลกเชฏฺฐํ วินายกํ
พุทฺธภูมึ อนุปฺปตฺตํ ปฐมํ อทฺทสํ อหํ ฯ
ยาวตา โพธิยา มูเล ยกฺขา สพฺเพ สมาคตา
สมฺพุทฺธํ ปริวาเรตฺวา วนฺทนฺติ ปญฺชลีกตา ฯ
สพฺเพ เทวา ตุฏฺฐมนา อากาเส สญฺจรนฺติ เต
พุทฺโธ อยํ อนุปฺปตฺโต อนฺธการตโมนุโท ฯ
เตสํ หาสปเรตานํ มหานาโท อวตฺตถ
กิเลเส ฌาปยิสฺสาม สมฺมาสมฺพุทฺธสาสเน ฯ
เทวานํ คิรมญฺญาย วาจาย ๑ สมุทีริตํ
หฏฺโฐ หฏฺเฐน จิตฺเตน อาทิภิกฺขมทาสหํ ฯ
มม สงฺกปฺปมญฺญาย สตฺถา โลเก อนุตฺตโร
เทวสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ
สตฺตาหํ อภินิกฺขมฺม โพธึ อชฺฌคมํ อหํ
อิทํ เม ปฐมํ ภตฺตํ พฺรหฺมจาริสฺส ยาปนํ ฯ
ตุสิตาหิ อิธาคนฺตฺวา โย เม ภิกฺขํ อุปานยิ
ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ
ตึสมตฺเต ๒ กปฺปสหสฺเส เทวรชฺชํ กริสฺสติ
สพฺเพ เทเว อภิโภตฺวา ติทิวํ อาวสิสฺสติ ฯ
เทวโลกา จวิตฺวาน มนุสฺสตฺตํ คมิสฺสติ
สหสฺสธา ๓ จกฺกวตฺติ ตตฺถ รชฺชํ กริสฺสติ ฯ
กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ
ติทสา โส จวิตฺวาน มนุสฺสตฺตํ คมิสฺสติ
อคารา ปพฺพชิตฺวาน ฉพฺพสฺสานิ วสิสฺสติ ฯ
ตโต สตฺตมเก วสฺเส พุทฺโธ สจฺจํ กเถสฺสติ
โกณฺฑญฺโญ นาม นาเมน ปฐมํ สจฺฉิกาหิติ ฯ
นิกฺขนฺเตนานุปพฺพชฺชึ ปธานํ สุกตํ มยา
กิเลเส ฌาปนตฺถาย ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ
อธิคนฺตฺวาน สพฺพญฺญู พุทฺโธ โลเก สเทวเก
อิมินา ๑ เม มหารญฺญํ ๒ อมตเภริมาหนิ ฯ
โสทานิ ปตฺโต อมตํ สนฺตํ ๓ ปทมนุตฺตรํ
สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อญฺญาโกณฺฑญฺโญ ๔ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
อญฺญาโกณฺฑญฺญตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ทสมํ ปิณฺโฑลภารทฺวาชตฺเถราปทานํ (๘)
๑ ม. ยุ. วาจาสภิมุทีริตํ ฯ ๒ ม. ตึสกปฺปสหสฺสานิ ฯ ๓ ยุ. สหสฺสํว ฯ
เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ เชษฐบุรุษของโลก เป็นนายกอย่างวิเศษ บรรลุพุทธภูมิแล้ว เป็นครั้งแรก เทวดาประมาณเท่าไร มาประชุมกันที่ควงไม้โพธิทั้งหมด แวดล้อมพระสัมพุทธเจ้าประนมกรอัญชลีไหว้อยู่ เทวดาทั้งปวงมีใจยินดี เที่ยวประกาศไปในอากาศว่า พระพุทธเจ้านี้ทรงบรรเทาความมืดมนอนธกาลแล้ว ทรงบรรลุแล้ว เสียงบันลือลั่นของเทวดาผู้ประกอบด้วยความร่าเริงเหล่านั้นได้เป็นไปว่า เราจักเผากิเลสทั้งหลาย ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรารู้(ได้ฟัง) เสียงอันเทวดาทั้งหลายเปล่งแล้วด้วยวาจา ร่าเริงแล้ว มีจิตยินดีได้ถวายภิกษาก่อน
พระศาสดาผู้สูงสุดในโลก ทรงทราบความดำริของเราแล้วประทับนั่ง ณ ท่ามกลางหมู่เทวดา ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า เราออกบวชได้ ๗ วันแล้ว จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ ภัตอันเป็นปฐมของเรานี้เป็นเครื่องยังชีวิตให้เป็นไปของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เทพบุตรได้จากดุสิตมา ณ ที่นี้ ได้ถวายภิกษาแก่เรา เราจักพยากรณ์เทพบุตรนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักเสวยเทวราชสมบัติอยู่ประมาณ ๓ หมื่นกัลป์ จักครอบครองไตรทิพย์ ครอบงำเทวดาทั้งหมด เคลื่อนจากเทวโลกแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เสวยราชสมบัติในมนุษย์โลกนับพันครั้ง ในแสนกัลป
พระศาสดาพระนามว่าโคดม โดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลกผู้นั้นเคลื่อนจากไตรทศแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักออกบวชเป็นบรรพชิตอยู่ ๖ ปี แต่นั้นในปีที่ ๗ พระพุทธเจ้าจักตรัสจตุราริยสัจ ภิกษุมีนามชื่อว่าโกณฑัญญะ จักทำให้แจ้งเป็นปฐม เมื่อเราออกบวช ได้บวชตามพระโพธิสัตว์ ความเพียรเราทำดีแล้ว เราบวชเป็นบรรพชิตเพื่อต้องการจะเผากิเลส พระสัพพัญญูพุทธเจ้าเสด็จมา ตีกลองอมฤตในโลกพร้อมทั้งเทวโลกในป่าใหญ่กับเราด้วยนี้ บัดนี้ เราบรรลุอมตบทอันสงบระงับ อันยอดเยี่ยมนั้นแล้ว เรากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖เราทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน
ปิณโฑภารทวาชเถราปทานที่ ๑๐ (๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกปทุม
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค ปิณโฑภารทวาชเถราปทาน (๘) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 70 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สยมฺภู อคฺคปุคฺคโล
ปุรโต หิมวนฺตสฺส จิตฺตกูเฏ วสี ตทา ฯ
อภีตรูโป ตตฺถาสึ มิคราชา จตุกฺกโม
ยสฺส ๕ สทฺทํ สุณิตฺวาน วิกฺขมฺภนฺติ พหู ชนา ฯ
สุผุลฺลํ ปทุมํ คยฺห อุปคญฺฉึ นราสภํ
วุฏฺฐิตสฺส สมาธิมฺหา พุทฺธสฺส อภิโรปยึ ฯ
จาตุทฺทิสํ นมสฺสิตฺวา พุทฺธเสฏฺฐํ นรุตฺตมํ
สกํ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา สีหนาทํ นทึ ตทา ๑ ฯ
ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห
สกาสเน นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ
พุทฺธสฺส คิรมญฺญาย สพฺเพ เทวา สมาคตา
อาคโต วทตํ เสฏฺโฐ ธมฺมํ โสสฺสาม ตํ มยํ ฯ
เตสํ หาสปเรตานํ ปุรโต โลกนายโก
มม สทฺทํ ปกิตฺเตสิ ทีฆทสฺสี มหามุนิ ฯ
เยนิทํ ปทุมํ ทินฺนํ สีหนาโท จ นาทิโต
ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ
อิโต อฏฺฐมเก กปฺเป จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ
สตฺตรตนสมฺปนฺโน จตุทีปมฺหิ อิสฺสโร ฯ
การยิสฺสติ อิสฺสรํ ๒ มหิยา จตุสฏฺฐิยา
ปทุโม นาม นาเมน จกฺกวตฺติ มหาพโล ฯ
กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ
ปกาสิเต ปาวจเน พฺรหฺมพนฺธุ ภวิสฺสติ
พฺรหฺมญฺญา อภินิกฺขมฺม ปพฺพชิสฺสติ ตาวเท ฯ
ปธานํ ปหิตตฺโต โส อุปสนฺโต นิรูปธิ
สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ
วิชฺชเน ๑ ปนฺตเสยฺยมฺหิ วาฬมิคสมากุเล
สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปิณฺโฑลภารทฺวาโช เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
ปิณฺโฑลภารทฺวาชตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
เอกาทสมํ ขทิรวนิยเรวตตฺเถราปทานํ (๙)
๑ ม. อิสินาเม มิคารญฺเญ ฯ ๒ ยุ. มิครญฺเญ ฯ ๓ ม. สนฺติปทมนุตฺตรํ ฯ
๔ โป. อญฺญาตโกณฺฑญฺโญ ฯ ม. อญฺญาสิโกณฺฑญฺโญ ฯ ๕ ม. ตสฺส ฯ
๑ ม. อหํ ฯ ยุ. อทาสหํ ฯ ๒ โป. ม. อิสฺสริยํ ฯ
พระสยัมภูชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ เป็นบุคคลผู้เลิศประทับอยู่บนยอดภูเขาจิตกูฏข้างหน้าภูเขาหิมวันต์ เราเป็นพระยาเนื้อผู้ไม่มีความกลัวสามารถจะไปได้ในทิศทั้ง ๔ อยู่ ณ ที่นั้น สัตว์เป็นอันมากได้ฟังเสียงของเราแล้วย่อมครั้นคร้าม เราคาบดอกปทุมที่บาน เข้าไปหาพระนราสภได้บูชาพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จออกจากสมาธิ เวลานั้น เรานมัสการพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสูงสุดกว่านระในสี่ทิศ ยังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้วได้บันลือสีหนาท พระปทุมุตรพุทธเจ้าผู้ทรงรู้แจ้งโลก ทรงรับเครื่องบูชาของเรา แล้วประทับนั่งบนอาสนะของพระองค์ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ทวยเทพทั้งปวงได้ทราบพระดำรัสของพระพุทธเจ้าแล้ว มาประชุมกันกล่าวกันว่า
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐจักเสด็จมาแล้ว เราทั้งหลายจักฟังธรรมนั้นพระมหามุนีทรงเห็นกาลยาวผู้เป็นนายกของโลก ทรงประกาศเสียงของเราข้างหน้าของทวยเทพและมนุษย์ผู้ประกอบด้วยความร่าเริงเหล่านั้นว่า ผู้ใดได้ถวายปทุมนี้ และได้บันลือสีหนาท เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ในกัลปที่ ๘ แต่ภัทรกัลปนี้ ผู้นั้นจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ จักเสวยความเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ๖๔ ชาติ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงกำลัง มีพระนามชื่อว่าปทุม ในแสนกัลป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลกเมื่อพระศาสดาพระองค์นั้นทรงประกาศพระศาสนาแล้ว พระยาสีหะนี้จักเป็นบุตรของพราหมณ์ จักออกจากสกุลพราหมณ์แล้วบวชในพระศาสนาของพระศาสดาพระองค์นั้น เขามีตนส่งไปแล้วเพื่อความเพียร สงบระงับไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน ณ เสนาสนะอันสงัด ปราศจากชนเกลื่อนกล่นด้วยเนื้อร้าย คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระปิณโฑภารทวาชเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ปิณโฑภารทวาชเถราปทาน
ขทิรวนิยเรวตเถราปทานที่ ๑๑ (๙)
ว่าด้วยผลแห่งการจัดเรือนำข้ามฟาก
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน (๙) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 70 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
คงฺคา ภาคีรสี ๒ นาม หิมวนฺตา ปภาวิตา
กุติตฺเถ นาวิโก อาสึ โอริมํ ๓ จ ตเร อหํ ฯ
ปทุมุตฺตรนายโก สมฺพุทฺโธ ทิปทุตฺตโม
วีสสตสหสฺเสหิ คงฺคาโสตํ ๔ ตริสฺสติ ฯ
พหู นาวา สมาเนตฺวา วฑฺฒกีหิ สุสงฺขตํ
นาวาย ฉทนํ กตฺวา ปฏิมานึ นราสภํ ฯ
อาคนฺตฺวาน จ สมฺพุทฺโธ อารุยฺหิ ๕ นาวลญฺชกํ
วาริมชฺเฌ ฐิโต สตฺถา อิมา คาถา อภาสถ ฯ
โย โส ตาเรสิ สมฺพุทฺธํ สงฺฆํ จาปิ อนาสวํ
เตน จิตฺตปฺปสาเทน เทวโลเก รมิสฺสติ ฯ
นิพฺพตฺติสฺสติ เต พฺยมฺหํ สุกตํ นาวสณฺฐิตํ
อากาเส ปุปฺผฉทนํ ธารยิสฺสติ สพฺพทา ฯ
อฏฺฐปญฺญาสกปฺปมฺหิ ตารโณ ๑ นาม ขตฺติโย
จาตุรนฺโต วิชิตาวี จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ
สตฺตปญฺญาสกปฺปมฺหิ จมฺพโก นาม ขตฺติโย
อุคฺคจฺฉนฺโตว สุริโย โชติสฺสติ มหาพโล ฯ
กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ
ติทสาว ๒ จวิตฺวาน มนุสฺสตฺตํ คมิสฺสติ
เรวโต นาม นาเมน พฺรหฺมพนฺธุ ภวิสฺสติ ฯ
อคารา นิกฺขมิตฺวาน สุกฺกมูเลน โจทิโต
โคตมสฺส ภควโต สาสเน ปพฺพชิสฺสติ ฯ
โส ปจฺฉา ปพฺพชิตฺวาน ยุตฺตโยโค วิปสฺสโก
สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตฺยนาสโว ฯ
วิริยํ เม ธุรโธรยฺหํ โยคกฺเขมาธิวาหนํ
ธาเรมิ อนฺติมํ เทหํ สมฺมาสมฺพุทฺธสาสเน ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส [๓] วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ขทิรวนิโย เรวตตฺเถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
ขทิรวนิยเรวตตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. วิชเน ฯ ยุ. วิปิเน ฯ ๒ ม. ภาคีรถี ฯ ๓ ม. ยุ. โอริเม จ ตรึ อหํ ฯ
๔ ม. คงฺคาตีรมุปาคโต ฯ ๕ ม. อารูหิ ตญฺจนาวกํ ฯ
๑ ม. ตารโก นาม ฯ ๒ ม. ยุ. ติทสา โส ฯ
๓ ม. สตสหสฺเส กตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ
สุมุตฺโต สรเวโคว กิเลเส ฌาปยี มม
ตโตมํ วนนิรตํ ทิสฺวา โลกนฺตคู มุนิ
วนวาสิ ภิกฺขูนคฺคํ ปญฺญเปสิ มหามติ ฯ
แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรสี เกิดแต่ประเทศหิมวันต์ เราเป็นนายเรืออยู่ที่ท่าอันขรุขระ ข้ามส่งคนจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระผู้นายกของโลก สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ กับพระขีณาสพหนึ่งแสน จักข้ามกระแสแม่น้ำคงคา เรานำเรือมารวมไว้เป็นอันมากแล้วนำประทุนเรือที่นายช่างตกแต่งเป็นอันดีไว้ต้อนรับพระนราสภ ก็สัมพุทธเจ้าเสด็จมาแล้วเสด็จขึ้นเรือ
พระศาสดาประทับยืน ณ ท่ามกลางน้ำ (เมื่อเรือถึงกลางน้ำพระศาสดาประทับยืน) ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดข้ามส่งพระสัมพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผู้ไม่มีอาสวะ ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น วิมานอันบุญกรรมทำไว้อย่างสวยงามมีสัณฐานดังเรือ จักเกิดแก่ท่าน หลังคาดอกไม้จักกั้นอยู่บนอากาศทุกเมื่อ ในกัลปที่๕๔ ผู้นี้จักได้เป็นกษัตริย์พระนามว่าตารณะ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงครอบครองแผ่นดิน มีสมุทรสาครเป็นที่ลุด ในกัลปที่ ๕๗ จักได้เป็นกษัตริย์พระนามว่าจัมพกะ ทรงพระกำลังมาก จักรุ่งเรือง ดังพระอาทิตย์อุทัย ฉะนั้น ในแสนกัลป
พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้เคลื่อนจากไตรทศแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักเป็นบุตรแห่งพราหมณ์ มีนามชื่อว่าเรวตะ อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักออกจากเรือนบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม ภายหลังเขาบวชแล้ว จักประกอบความเพียร เจริญวิปัสสนากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน เรามีความเพียรอันนำไปซึ่งธุระ อันนำมาซึ่งธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ เราทรงกายอันมีในที่สุด ในศาสนาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระขทิรวนิยเรวตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน.
ทฺวาทสมํ อานนฺทตฺเถราปทานํ (๑๐)
อานันทเถราปทานที่ ๑๒ (๑๐)
ว่าด้วยผลแห่งการกางฉัตรถวายพระพุทธเจ้า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค อานันทเถราปทาน (๑๐) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 70 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
อารามทฺวารา นิกฺขมฺม ปทุมุตฺตโร มหามุนิ
วสฺสนฺโต อมตวุฏฺฐึ นิพฺพาเปสิ มหาชนํ ฯ
สตสหสฺสา ๑ เต ธีรา ฉฬภิญฺญา มหิทฺธิกา
ปริวาเรนฺติ สมฺพุทฺธํ ฉายาว อนุปายินี ฯ
หตฺถิกฺขนฺธคโต อาสึ เสตจฺฉตฺตํ วรุตฺตมํ
สุตานุรูปํ ๒ ทิสฺวาน ปีติ เม อุปปชฺชถ ฯ
โอรุยฺห หตฺถิกฺขนฺธมฺหา อุปคญฺฉึ นราสภํ
รตนมยํ ฉตฺตํ เม พุทฺธเสฏฺฐสฺส ธารยึ ฯ
มม สงฺกปฺปมญฺญาย ปทุมุตฺตโร มหาอิสิ
ตํ กถํ ฐปยิตฺวาน อิมา คาถา อภาสถ ฯ
โย โส ฉตฺตํ อธารยิ โสณฺณลงฺการภูสิตํ
ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ
อิโต คนฺตฺวา อยํ โปโส ตุสิตํ อาวสิสฺสติ
อนุโภสฺสติ สมฺปตฺตึ อจฺฉราหิ ปุรกฺขโต ฯ
จตุตฺตึสติกฺขตฺตุํ จ เทวรชฺชํ กริสฺสติ
นราธิโป ๓ อฏฺฐสตํ วสุธํ อาวสิสฺสติ ฯ
อฏฺฐปญฺญาสกฺขตฺตุํ จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ มหิยา การยิสฺสติ ฯ
กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ
สกฺยานํ กุลเกตุสฺส ญาติพนฺธุ ภวิสฺสติ
อานนฺโท นาม นาเมน อุปฏฺฐาโก มเหสิโน ฯ
อาตาปี นิปโก จาปิ พาหุสจฺเจสุ โกวิโท
นิวาตวุตฺติ อตฺถทฺโธ สพฺพปาฐี ภวิสฺสติ ฯ
ปธานํ ปหิตตฺโต โส อุปสนฺโต นิรูปธิ
สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตฺยนาสโว ฯ
สนฺติ อารญฺญกา นาคา กุญฺชรา สฏฺฐิหายนา
ติธปฺปภินฺนา มาตงฺคา อีสาทนฺตา อุรุฬฺหวา ฯ
อเนกสตสหสฺสา ปณฺฑิตาปิ มหิทฺธิกา
สพฺเพ เต พุทฺธนาคสฺส น โหนฺติ ๑ ปริวิมฺภิตา ฯ
อาทิยาเม นมสฺสามิ มชฺฌิเม อถ ปจฺฉิเม
ปสนฺนจิตฺโต สุมโน พุทฺธเสฏฺฐํ อุปฏฺฐหึ ฯ
อาตาปี นิปโก จาปิ สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต
โสตาปตฺติผลํ ปตฺโต เสขภูมีสุ โกวิโท ฯ
กปฺเปโต สตสหสฺเส ยํ กมฺมมภินีหรึ
ตาหํ ภูมึ อนุปฺปตฺโต ฐิตา ๒ สทฺธา มหปฺผลา ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อานนฺโท เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
อานนฺทตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
อุทฺทานํ
พุทฺโธ ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ สารีปุตฺโต จ โกลิโต
กสฺสโป อนุรุทฺโธ จ ปุณฺณตฺเถโร อุปาลิ จ ฯ
โกณฺฑญฺโญ จาปิ ปิณฺโฑโล เรวโตนนฺทปณฺฑิโต
ฉ สตานิ จ ปญฺญาสา คาถาโย สพฺพปิณฺฑิตา ฯ
อปทาเน พุทฺธวคฺโค ปฐโม ฯ
๑ ม. สตสหสฺสํ ฯ ๒ ม. ยุ. สุจารุรูปํ ฯ ๓ ม. ยุ. พลาธิโป ฯ
๑ ม. น โหนฺตุ ฯ ๒ ม. ฐิตา สทฺธมฺมมาจลา ฯ ยุ. ฐิโต สงฺคามมาจโล ฯ
พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตระ เสด็จออกจากประตูพระอารามแล้ว ทรงยังเมล็ดฝนอมฤตให้ตกอยู่ ยังมหาชนให้เย็นสบาย พระขีณาสพผู้เป็นนักปราชญ์เหล่านั้นประมาณตั้งแสน ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก แวดล้อมพระสัมพุทธเจ้า ดุจพระฉายาตามพระองค์ ฉะนั้น เวลานั้น เราอยู่บนคอช้าง ทรงไว้ซึ่งฉัตรขาวอันประเสริฐสุด ปีติย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีรูปงาม เราลงจากคอช้างแล้วเข้าไปเฝ้าพระนราสภได้กั้นฉัตรแก้วของเราถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระมหาฤาษีพระนามว่าปทุมุตระ ทรงทราบความดำริของเราแล้ว ทรงหยุดกถานั้นไว้แล้วตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้กั้นฉัตรอันประดับด้วยเครื่องอลังการทอง
เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว สัตว์ผู้นี้ไปจากมนุษยโลกแล้ว จักครอบครองดุสิต จักเสวยราชสมบัติ มีนางอัปสรทั้งหลายแวดล้อม จักเสวยเทวราชสมบัติ ๓๔ ครั้ง จักเป็นอธิบดีแห่งชนครอบครองแผ่นดิน ๘๐๐ ครั้ง จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๘ ครั้ง จักเสวยราชสมบัติในประเทศราชอันไพบูลย์ในแผ่นดิน ในแสนกัลป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้จักเป็นโอรสแห่งพระญาติของพระพุทธเจ้าผู้เป็นธงชัย แห่งสกุลศากยะ จักเป็นพุทธอุปัฏฐาก มีนามชื่อว่าอานนท์จักมีความเพียร ประกอบด้วยปัญญา ฉลาดในพาหุสัจจะ มีความประพฤติอ่อนน้อม
ไม่กระด้าง ชำนาญในบาลีทั้งปวง พระอานนท์นั้นมีตนส่งไปแล้วเพื่อความเพียร สงบระงับ ไม่มีอุปธิ จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน มีช้างกุญชรอยู่ในป่า อายุ ๖๐ ปีตกมันสามครั้ง เกิดในตระกูลช้างมาตังคะ มีงางอนงาม ควรเป็นราช -พาหนะฉันใด แม้บัณฑิตทั้งหลายก็ฉันนั้น ประมาณได้หลายแสน มีฤทธิ์มาก ทั้งหมดนั้น ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นผู้ไม่มีกิเลสเราจักมนัสการทั้งในยามต้น ในยามกลาง และในยามสุด เรามีจิตผ่องใส ปลื้มใจ บำรุงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เรามีความเพียรประกอบด้วยปัญญา มีสติสัมปชัญญะ บรรลุโสดาปัตติผล ฉลาดในเสขภูมิ ในแสนกัลปแต่ละกัลปนี้ เราก่อสร้างกรรมใด เราบรรลุถึงภูมิแห่งกรรมนั้นแล้ว ศรัทธาตั้งมั่นมีผลมาก การมาในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดของเรา เป็นการมาดีหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระอานันทเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ อานันทเถราปทาน.
----------
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. พุทธาปทาน ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน
๓. สารีปุตตเถราปทาน ๔. มหาโมคคัลลานเถราปทาน
๕. มหากัสสปเถราปทาน ๖. อนุรุทธเถราปทาน
๗. ปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน ๘. อุปาลีเถราปทาน
๙. อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน ๑๐. ปิณโฑภารทวาชเถราปทาน
๑๑. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน ๑๒. อานันทเถราปทาน
ท่านรวบรวมคาถาทั้งหมดได้ ๖๕๐ คาถา.
จบ อปทานพุทธวรรคที่ ๑
End of พุทธวรรค