arnon.worldSign in

ปิลินทวรรค

Text layerBuddha’s wordsItems 393–402 (Royal Thai)40/59 in อปทาน4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

จตฺตาฬีโส ปิลินฺทวคฺโค

ปฐมํ ปิลินฺทวจฺฉตฺเถราปทานํ (๓๙๑)

ปิลินทวรรคที่ ๔๐

ปิลินทวัจฉเถราปทานที่ ๑ (๓๙๑)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายไทยธรรมอันสมควร

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปิลินทวรรค ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๓๙๑) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

นคเร หํสวติยา อาสึ โทวาริโก อหํ

อกฺโขพฺภํ ๑ อมิตํ โภคํ ฆเร สนฺนิจิตํ มม ฯ

รโหคโต นิสีทิตฺวา ปหํสิตฺวาน มานสํ

นิสชฺช ปาสาทวเร เอวํ จินฺเตสหํ ตทา ฯ

พหู เมว ๒ คตา โภคา ผีตํ อนฺเตปุรํ มม

ราชาปิ มํ นิมนฺเตสิ ๓ อานนฺโท ปฐวิสฺสโร ฯ

อยญฺจ พุทฺโธ อุปฺปนฺโน อธิจฺจุปฺปตฺติโก มุนิ

สํวิชฺชนฺติ จ เม โภคา ทานํ ทสฺสามิ สตฺถุโน ฯ

ปทุเมน ๔ ราชปุตฺเตน ทินฺนํ ทานวรํ ชิเน

หตฺถินาเค จ ปลฺลงฺเก อปสฺเสนํ จนปฺปกํ ฯ

อหํปิ ทานํ ทสฺสามิ สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ๕

อทินฺนปุพฺพํ ทานวรํ ๖ ภวิสฺสํ อาทิกมฺมิโก ฯ

จินฺเตตฺวาหํ พหุวิธํ ยาเค ยสฺส สุขํ ผลํ

ปริกฺขารทานมทฺทกฺขึ มม สงฺกปฺปปูรณํ ฯ

ปริกฺขารานิ ทสฺสามิ สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ๗

อทินฺนปุพฺพมญฺเญสํ ภวิสฺสํ อาทิกมฺมิโก ฯ

นฬกาเร อุปาคมฺม ฉตฺตํ กาเรสิ ตาวเท

ฉตฺตสตสหสฺสานิ เอกโต สนฺนิปาตยึ ฯ

ทุสฺสสตหสฺสานิ เอกโต สนฺนิปาตยึ

ปตฺตสตสหสฺสานิ เอกโต สนฺนิปาตยึ ฯ

วาสิโย สตฺถเก จาปิ สูจิโย นขเฉทเน

เหฏฺฐา ฉตฺเต ฐปาเปสึ กาเรตฺวา ตทนุจฺฉเว ฯ

วิธูปเน ตาลปณฺเณ ๑ โมรหตฺเถ จ จามเร

ปริสฺสาวเน เตลธาเร การยึ ตทนุจฺฉเว ฯ

สูจิฆเร อํสวทฺเธ อโถปิ กายพนฺธเน

อาธารเก จ สุกเต การยึ ตทนุจฺฉเว ฯ

ปริโภคภาชเน จ อโถปิ โลหถาลเก

เภสชฺเช ๒ ปูรยิตฺวาน เหฏฺฐาฉตฺเต ฐเปสหํ ฯ

วจํ อุสีรํ ลฏฺฐิมธธ ปิปฺผลิมริจานิ จ

หรีตกึ สิงฺคิเวรํ สพฺเพ ปูเรสิ ภาชเน ฯ

อุปาหนา ปาทุกาโย อโถ อุทกปุญฺฉเน

กตฺตรทณฺเฑ สุกเต การยึ ตทนุจฺฉเว ฯ

โอสถํ อญฺชนาปิจ ๓ สลากา ธมฺมกุตฺตรา

กุญฺจิกา ปญฺจวณฺเณหิ สิพฺพิเต กุญฺจิกาฆเร ฯ

อาโยเค ธูมเนตฺเต จ อโถปิ ทีปธารเก

ตุมฺพเก จ กรณฺเฑ จ การยึ ตทนุจฺฉเว ฯ

สณฺฑาเส ปิปฺผเล เจว อโถปิ มลหาริโน ๑

เภสชฺชถวิเก เจว การยึ ตทนุจฺฉเว ฯ

อาสนฺทิโย ปีฐเก จ ปลฺลงฺเก จตุโรมเย

ตทนุจฺฉเว กาเรตฺวา เหฏฺฐาฉตฺเต ฐเปสหํ ฯ

อุณฺณาภิสึ ๒ ตุลภิสึ อโถปิ ปีฐกาภิสึ

พิพฺโพหเน จ สุกเต การยึ ตทนุจฺฉเว ฯ

กุรุวินฺเท มธุสิตฺเถ เตลหตฺถปตาปกํ

สิเวฏิผลกํ ๔ สุจึ มญฺจํ อตฺถรเณน จ ฯ

เสนาสเน ปาทปุญฺเฉ สยนาสนฑณฺฑเก

ทนฺตโปเณ จ กถลึ ๕ สีสเลปนคนฺธเก ๖ ฯ

อรณึ ๗ ผลปีเฐ จ ปตฺตปิธานถาลเก

อุทกสฺส กฏจฺฉุญฺจ ๘ จุณฺณกํ รชนมฺพณํ ฯ

สมฺมุญฺชนํ ๙ อุทวตฺถํ ตถา วสฺสิกสาฏกํ

นิสีทนํ กณฺฑุจฺฉาทึ อถ อนฺตรวาสกํ ฯ

อุตฺตราสงฺคสงฺฆาฏึ นตฺถุกํ มุขโสธนํ

พิลงฺคโลณภูตญฺจ ๑๐ มธธ จ ทธิปานกํ ฯ

ปุปฺผสิตฺถํ ปิโลติญฺจ มุขปุญฺฉนสุตฺตกํ

ทาตพฺพํ นาม ยํ อตฺถิ ยญฺจ กปฺปติ สตฺถุโน ฯ

สพฺพเมตํ สมาเนตฺวา อานนฺทํ อุปสงฺกมึ

อุปสงฺกมฺม ราชานํ ชเนตารํ มหายสํ ๑๑ ฯ

สิรสา อภิวาเทตฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ

เอกโต ชาติสํวฑฺฒา อุภินฺนํ เอกโต ยโส ๑ ฯ

สาธารณา สุเข ทุกฺเข อุโภ จ อนุวตฺตกา

อตฺถิ เจตสิกํ ทุกฺขํ ตวาเธยฺยํ ๒ อรินฺทม ฯ

ยทิ สกฺโกสิ ตํ ทุกฺขํ วิโนเทยฺยาสิ ขตฺติย

ตว ทุกฺขํ มม ทุกฺขํ อภินฺนํ เอกโต มนํ ๓ ฯ

นิฏฺฐิตนฺติ วิชานาสิ ๔ ตํ โมเจยฺย สเจ ตุวํ

ชานาหิ โข มหาราช ทุกฺขํ เม ทุพฺพิโนทยํ ฯ

พหุํ สมาโน คชฺชสฺสุ เอตนฺเต ทุจฺจชํ ธนํ ๕

ยาวตา วิชิเต ๖ อตฺถิ ยาวตา มม ชีวิตํ ฯ

เอเตหิ ยทิ เต อตฺโถ ทสฺสามิ อวิกมฺปิโต

คชฺชิตํ โข ตยา เทว มิจฺฉา ตํ พหุคชฺชิตํ ฯ

ชานิสฺสามิ ตุวํ อชฺช สพฺพธมฺเม ปติฏฺฐิตํ

อติพาฬฺหํ นิปีเฬสิ ททมานสฺส เม สโต ฯ

กินฺเต ๗ สลฺลปิเตนตฺโถ ปตฺถิตํ เต กเถหิ เม

อิจฺฉามหํ มหาราช พุทฺธเสฏฺฐํ อนุตฺตรํ ฯ

โภชยิสฺสามิ สมฺพุทฺธํ วชฺชํ เม มาหุ ชีวิตํ

อญฺญํ เตหํ วรํ ทมฺมิ อยาจิโต ๘ ตถาคโต ฯ

อเทยฺโย กสฺสจิ พุทฺโธ มณิ โชติรโส ยถา

นนุ เต คชฺชิตํ เทว ยาว ๙ ชีวิตมตฺถิกํ ฯ

ชีวิตํ ททมาเนน ยุตฺตํ ทาตุํ ตถาคตํ

ฐปนีโย มหาวีโร อเทยฺโย กสฺสจิ ชิโน ฯ

น เม ปฏิสฺสุโต พุทฺโธ วรสฺสุ อมิตํ ธนํ

วินิจฺฉยํ ปาปุณามิ ๑ ปุจฺฉิสฺสามิ ๒ วินิจฺฉเย ฯ

ยถา สณฺหํ กเถสฺสนฺติ ปฏิปุจฺฉาม ตํ ตถา

รญฺโญ หตฺเถ คเหตฺวาน อคมาสึ วินิจฺฉยํ ฯ

ปุรโต อกฺขทสฺสานํ อิทํ วจนมพฺรวึ

สุณนฺตุ เม อกฺขทสฺสา ราชา วรํ อทาสิ เม ฯ

น กิญฺจิ ฐปยิตฺวาน ชีวิตํปิ ปวารยึ ๓

ตสฺส เม วรทินฺนสฺส พุทฺธเสฏฺฐํ วรึ อหํ ฯ

สุทินฺโน โหติ เม พุทฺโธ ฉินฺทถ ๔ สํสยํ มม

สุสฺสาม ตว วจนํ ภูมิปาลสฺส ราชิโน ฯ

อุภินฺนํ วจนํ สุตฺวา ฉินฺทิสฺสาเมตฺถ สํสยํ

สพฺพํ เทว ตยา ทินฺนํ อิมสฺส สพฺพคาหิตํ ๕ ฯ

น กิญฺจิ ฐปยิตฺวาน ชีวิตํปิ ปวารยึ

กิจฺฉปฺปตฺโตว หุตฺวาน ยาวชีวมนุตฺตรํ ๖ ฯ

อิมํ สุทุกฺขิตํ ญตฺวา อทาสึ สพฺพคาหิตํ ๗

ปราชโย ตุวํ เทว อสฺส เทยฺโย ตถาคโต ฯ

อุภินฺนํ สํสโย ฉินฺโน ยถา สณฺฐมฺหิ ติฏฺฐถ

ราชา ตตฺเถว ฐตฺวาน อกฺขทสฺเสตทพฺรวิ ฯ

สมฺมา มยฺหํปิ เทยฺยาถ ปุน พุทฺธํ ลภามหํ

ปูเรตฺวา ตว สงฺกปฺปํ โภชยิตฺวา ตถาคตํ ฯ

ปุน เทยฺยาสิ สมฺพุทฺธํ อานนฺทสฺส ยสสฺสิโน

อกฺขทสฺเสภิวาเทตฺวา อานนฺทมปิ ๑ ขตฺติยํ ฯ

ตุฏฺโฐ ปมุทิโต หุตฺวา สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมึ

อุปสงฺกมฺม สมฺพุทฺธํ โอฆติณฺณํ อนาสวํ ฯ

สิรสา อภิวาเทตฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ

วสีสตสหสฺเสหิ อธิวาเสหิ จกฺขุมา ฯ

หาสยนฺโต มม จิตฺตํ นิเวสนมุเปหิ เม

ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯไ

มม สงฺกปฺปมญฺญาย อธิวาเสสิ จกฺขุมา

อธิวาสนมญฺญาย อภิวาทิย สตฺถุโน ฯ

หฏฺโฐ อุทคฺคจิตฺโตหํ นิเวสนมุปาคมึ

มิตฺตามจฺเจ สมาเนตฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ

สุทุลฺลโภ มยา ลทฺโธ มณิ โชติรโส ยถา

เกน ตํ ปูชยิสฺสามิ ๒ อปฺปเมยฺโย อนูปโม ฯ

อตุโล อสโม ธีโร ๓ ชิโน อปฺปฏิปุคฺคโล

ตถาสมสโม เจว อทุติโย นราสโภ ฯ

ทุกฺกรํ อธิการํ หิ พุทฺธานุจฺฉวิกํ มยา ๔

นานาปุปฺเผ สมาเนตฺวา กโรม ปุปฺผมณฺฑปํ ฯ

พุทฺธานุจฺฉวิกํ เอตํ สพฺพปูชา ภวิสฺสติ

อุปฺปลํ ปทุมํ วาปิ วสฺสิกํ อธิมุตฺตกํ ฯ

จมฺปกํ นาคปุปฺผญฺจ มณฺฑปํ การยึ อหํ

สตาสนสหสฺสานิ ฉตฺตฉายาย ปญฺญปึ ฯ

ปจฺฉิมํ อาสนํ มยฺหํ อธิกํ สตมคฺฆติ

สตาสนสหสฺสานิ ฉตฺตฉายาย ปญฺญปึ ฯ

ปฏิยาเทตฺวา อนฺนปานํ กาลํ อาโรจยึ อหํ

อาโรจิตมฺหิ กาลมฺหิ ปทุมุตฺตโร มหามุนิ ฯ

วสีสตสหสฺเสหิ นิเวสนมุเปสิ เม

ธาเรนฺตํ อุปริจฺฉตฺตํ สุผุลฺลปุปฺผมณฺฑเป ฯ

วสีสตสหสฺเสหิ นิสีทิ ปุริสุตฺตโม

ฉตฺตสตสหสฺสานิ สตสหสฺสมาสนํ ฯ

กปฺปิยํ อนวชฺชญฺจ ปฏิคฺคณฺหาหิ จกฺขุมา

ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯ

มมํ ตาเรตุกาโม โส สมฺปฏิจฺฉิ มหามุนิ

ภิกฺขุโน เอกเมกสฺส ปจฺเจกํ ปตฺตทาสหํ ฯ

ชหึสุ สมฺภตํ ๑ ปตฺตํ โลหปตฺตํ อธารยุํ

สตฺตรตฺตินฺทิวํ พุทฺโธ นิสีทิ ปุปฺผมณฺฑเป ฯ

โพธยนฺโต พหู สตฺเต ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตยิ

ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตนฺโต เหฏฺฐโต ปุปฺผมณฺฑเป ฯ

จุลฺลาสีติสหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย อหุ

สตฺตเม ทิวเส ปตฺเต ปทุมุตฺตโร มหามุนิ ฯ

ฉตฺตฉายาย นิสินฺโน อิมา คาถา อภาสถ

อนูนกํ ทานวรํ โย เม ปาทาสิ มาณโว ฯ

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต

หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี เสนา จ จตุรงฺคินี ฯ

ปริวาเรสฺสนฺติ ตํ ๑ นิจฺจํ สพฺพทานสฺสิทํ ผลํ

หตฺถิยานํ อสฺสยานํ สิวิกํ ๒ สนฺทมานิกํ ฯ

อุปฏฺฐิสฺสนฺติ ตํ นิจฺจํ สพฺพทานสฺสิทํ ผลํ

สฏฺฐี รถสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา ฯ

ปริวาเรสฺสนฺติ ตํ นิจฺจํ สพฺพทานสฺสิทํ ผลํ

สฏฺฐี ตุริยสหสฺสานิ เภริโย สมลงฺกตา ฯ

วชฺชยิสฺสนฺติ ตํ นิจฺจํ สพฺพทานสฺสิทํ ผลํ

ฉฬาสีติสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา ฯ

วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา

อาฬารมุขา ๓ หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา ฯ

ปริวาเรสฺสนฺติ ตํ นิจฺจํ สพฺพทานสฺสิทํ ผลํ

ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ ฯ

สหสฺสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ

สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ

ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ

เทวโลเก วสนฺตสฺส ปุญฺญกมฺมสมงฺคิโน ฯ

เทวโลกานุปริยนฺเต ๑ รตนฉตฺตํ ธริสฺสติ

อิจฺฉิสฺสติ ยทา วายํ ๒ ฉทนํ ทุสฺสปุปฺผชํ ฯ

อิมสฺส จิตฺตมญฺญาย นิวทฺธํ ฉาทยิสฺสติ

เทวโลกา จวิตฺวาน สุกฺกมูเลน โจทิโต ฯ

ปุญฺญกมฺเมน สํยุตฺโต พฺรหฺมพนฺธุ ภวิสฺสติ

กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว ฯ

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ

สพฺพเมตํ อภิญฺญาย โคตโม สกฺยปุงฺคโว ฯ

ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสฺสติ

ปิลินฺทวจฺโฉ นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ

เทวานํ อสุรานญฺจ คนฺธพฺพานญฺจ สกฺกโต

ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนญฺจ คิหีนญฺจ ตเถว โส ฯ

ปิโย หุตฺวาน สพฺเพสํ วิหริสฺสตินาสโว

สตสหสฺเส กตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ ฯ

สุมุตฺโต สรเวโคว กิเลเส ฌาปยึ ๓ อหํ

อโห เม สุกตํ กมฺมํ ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร ฯ

ยตฺถ การํ กริตฺวาน ปตฺโตสฺมิ อจลํ ปทํ

อนูนกํ ทานวรํ อทาสิ โย หิ มาณโว ฯ

อาทิปุพฺพงฺคโม อาสิ ตสฺส ทานสฺสิทํ ผลํ

ฉตฺเต ๑ สุคเต ทตฺวาน สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ๒ ฯ

อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม

สีตํ อุณฺหํ น ชานามิ รโชชลฺลํ น ลิมฺปติ ฯ

อนุปทฺทโว อนีติ จ โหมิ อปจิโต สทา

สุขุมจฺฉวิโก โหมิ วิสทํ โหมิ มานสํ ฯ

ฉตฺตสตสหสฺสานิ ภเว สํสรโต มม

สพฺพาลงฺการยุตฺตานิ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา ฯ

อิมํ ๓ ชาตึ ฐเปตฺวาน มตฺถเก ธารยนฺติ เม

ตสฺมา ๔ อิมาย ชาติยา นตฺถิ เม ฉตฺตธารณา ฯ

มม สพฺพํ กตํ กมฺมํ วิมุตฺติฉตฺตปตฺติยา

ทุสฺสานิ สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ

อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม

สุวณฺณวณฺโณ วิรโช สปฺปภาโส ปตาปวา ฯ

สินิทฺธํ โหติ เม คตฺตํ ภเว สํสรโต มม

ทุสฺสสตสหสฺสานิ เสตา ปีตา จ โลหิตา ฯ

ธาเรนฺติ มตฺถเก มยฺหํ ทุสฺสทานสฺสิทํ ผลํ

โกเสยฺยกมฺพลิยานิ โขมกปฺปาสิกานิ จ ฯ

สพฺพตฺถ ปฏิลภามิ เตสํ นิสฺสนฺทโต อหํ

ปตฺเต จ สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ

ทสานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม

สุวณฺณถาเล มณิถาเล รชเตปิจ ถาลเก ฯ

โลหิตงฺกมเย ถาเล ปริภุญฺชามิ สพฺพทา

อนุปทฺทโว อนีติ จ โหมิ อปจิโต สทา ฯ

ลาภี อนฺนสฺส ปานสฺส วตฺถสฺส สยนสฺส จ

น วินสฺสนฺติ เม โภคา ฐิตจิตฺโต ภวามหํ ฯ

ธมฺมกาโม สทา โหมิ อปฺปเกฺลโส อนาสโว

เทวโลเก มนุสฺเส วา อนุพนฺธา อิเม คุณา ฯ

ฉายา ยถาปิ รูปสฺส ๑ สพฺพตฺถ น ชหนฺติ มํ

จิตฺตพนฺธนสมฺพทฺธา สุกตา วาสิโย พหู ฯ

ทตฺวาน พุทฺธเสฏฺฐสฺส สงฺฆสฺส จ ตเถวหํ

อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

สูโร ๒ โหมิ ๓ วิสารี จ เวสารชฺเชสุ ปารมี

ธิติวิริยวา โหมิ ปคฺคหิตมโน สทา ฯ

กิเลสจฺเฉทนํ ญาณํ สุขุมํ อตุลํ สุจึ

สพฺพตฺถ ปฏิลภามิ ตสฺส นิสฺสนฺทโต มม ฯ

อกกฺกเส อผรุเส อโธเต สตฺถเก พหู

ปสนฺนจิตฺโต ทตฺวาน พุทฺเธ สงฺเฆ ตเถว จ ฯ

ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม

กลฺยาณมิตฺตํ วิริยํ ขนฺติญฺจ เมตฺติสตฺถกํ ฯ

ตณฺหาสลฺลสฺส ฉินฺนตฺตา ปญฺญาสตฺถํ อนุตฺตรํ

วชิเรน สมํ ญาณํ เตสํ นิสฺสนฺทโต ลเภ ฯ

สูจิโย สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

นมสฺสิโย กงฺขจฺเฉโท อภิรูโป จ โภควา

ติกฺขปญฺโญ สทา โหมิ สํสรนฺโต ภวาภเว ฯ

คมฺภีรํ นิปุณํ ฐานํ อตฺถํ ญาเณน ปสฺสยึ

วชิรคฺคสมํ ญาณํ โหติ เม ตมฆาตนํ ฯ

นขจฺเฉทเน สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

ทาสทาสี ควสฺเส จ ภฏเก นาฏเก ๑ พหู

นฺหาปิเต ภตฺตเก สูเท สพฺพตฺเถว ลภามหํ ฯ

วิธูปเน สุคเต ทตฺวา ตาลปณฺเณ จ โสภเน

อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

สีตํ อุณฺหํ น ชานามิ ปริฬาโห น วิชฺชติ

ทรถํ นาภิชานามิ จิตฺตสนฺตาปนํ มม ฯ

ราคคฺคิ โทสโมหคฺคิ มานคฺคิ ทิฏฺฐิอคฺคิ จ

สพฺพคฺคิ นิพฺพุโต มยฺหํ ตสฺส นิสฺสนฺทโต มม ฯ

โมรหตฺเถ จามริโย ทตฺวา สงฺเฆ คณุตฺตเม

อุปสนฺตกิเลโสหํ วิหรามิ อนงฺคโณ ฯ

ปริสฺสาวเน สุคเต ทตฺวา สุคเต ๑ ธมฺมกุตฺตเร

ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

สพฺเพสํ สมติกฺกมฺม ทิพฺพํ อายุํ ลภามหํ

อปฺปสโยฺห สทา โหมิ โจรปจฺจตฺถิเกหิ วา ฯ

สตฺเถน วา วิเสน วา วิเหสํปิ น กุพฺพเต

อนฺตรามรณํ นตฺถิ เตสํ นิสฺสนฺทโต มม ฯ

เตลธาเร สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

สุจารุรูโป สุภทฺโท ๒ สุสมุคฺคตมานโส

อวิกฺเขปมโน โหมิ สพฺพารกฺเขหิ รกฺขิโต ฯ

สูจิฆเร สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

เจโตสุขํ กายสุขํ อิริยาปถชํ สุขํ_

อิเม คุเณ ปฏิลภามิ ๓ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ ฯ

อํสวทฺเธ ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

สทฺธมฺเม คาฬฺหํ ๔ วินฺทามิ สรามิ ทุติยํ ภวํ

สพฺพตฺถ สุจฺฉวิ โหมิ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ ฯ

กายพนฺเธ ชิเน ๕ ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ฉานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

สมาธีสุ น กมฺปามิ วสี โหมิ สมาธิสุ

อเภชฺชปริโส โหมิ อาเทยฺยวจโน สทา ฯ

อุปฏฺฐิตสฺสติ โหมิ ตาโส มยฺหํ น วิชฺชติ

เทวโลเก มนุสฺเส วา อนุพนฺธา อิเม คุณา ฯ

อาธารเก ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ปญฺจวณฺเณ ๑ ภยาภาโว อจโล โหมิ เกนจิ ฯ

เยเกจิ เม สุตา ธมฺมา สติญาณปฺปโพธนา

ธตา ๒ เม น วินสฺสนฺติ ภวนฺติ สุวินิจฺฉิตา ฯ

ภาชเน ปริโภเค จ ทตฺวา พุทฺเธ คณุตฺตเม

ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

โสวณฺณมเย มณิมเย อโถปิ ผลิกามเย

โลหิตงฺกมเย เจว ลภามิ ภาชเน อหํ ฯ

ภริยา ทาสทาสี จ หตฺถิสฺสรถปตฺติเก

อิตฺถี ปติพฺพตา เจว ปริโภคานิ สพฺพทา ฯ

วิชฺชา มนฺตปเท เจว วิวิเธ อาคเม พหู

สพฺพสิปฺปํ นิสาเมมิ ปริโภคานิ สพฺพทา ฯ

ถาลเก สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คุณวรุตฺตเม

ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

โสวณฺณมเย มณิมเย อโถปิ ผลิกามเย

โลหิตงฺกมเย เจว ลภามิ ถาลเก อหํ ฯ

อสฺสฏฺฐเก ผลมเย อโถ โปกฺขรปตฺตเก

มธุปานกสงฺเข จ ลภามิ ถาลเก อหํ ฯ

วตฺเต คุเณ ปฏิปตฺตึ ๑ อาจารกิริยาสุ จ

อิเม คุเณ ปฏิลเภ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ ฯ

เภสชฺชํ สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ทสานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

อายุวา พลวา ธีโร วณฺณวา ยสวา สุขี

อนุปทฺทโว อนีติ จ โหมิ ๒ อปจิโต สทา

น เม ปิยวิโยคตฺถิ ตสฺส นิสฺสนฺทโต มม ฯ

อุปาหเน ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

หตฺถิยานํ อสฺสยานํ สิวิกํ สนฺทมานิกํ

สฏฺฐี รถสหสฺสานิ ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ

มณิมยา ตมฺพมยา ๓ โสณฺณรชตปาทุกา

นิพฺพตฺตนฺติ ปทุทฺธาเร ภเว สํสรโต มม ฯ

นิยามํ ปฏิธาวนฺติ ๔ อาจารคุณโสธนํ ๕

อิเม คุเณ ปฏิลเภ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ ฯ

ปาทุเก สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คุณวรุตฺตเม

อิทฺธิปาทุกมารุยฺห วิหรามิ ยถิจฺฉกํ ฯ

มุขปุญฺฉนํ ๑ สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

สุวณฺณวณฺโณ วิรโช สปฺปภาโส ปตาปวา

สินิทฺธํ โหติ เม คตฺตํ รโชชลฺลํ น ลิมฺปติ ฯ

อิเม คุเณ ปฏิลเภ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ

กตฺตรทณฺเฑ สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ๒ ฯ

ปญฺจานิสํเส ๓ อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม

ปุตฺตา มยฺหํ พหู โหนฺติ ตาโส มยฺหํ น วิชฺชติ ฯ

อปฺปสโยฺห สทา โหมิ สพฺพารกฺเขหิ รกฺขิโต

ขลิตมฺปิ ๔ น ชานามิ อภนฺตํ มานสํ มม ฯ

โอสถํ อญฺชนํ ทตฺวา สงฺเฆ ๕ คณวรุตฺตเม

อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

วิสาลนยโน โหมิ เสตปิโต จ โลหิโต

อนาวิลปสนฺนกฺโข สพฺพโรควิวชฺชิโต ฯ

ลภามิ ทิพฺพนยนํ ปญฺญาจกฺขุํ อนุตฺตรํ

อิเม คุเณ ปฏิลเภ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ ฯ

กุญฺจิเก สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ธมฺมทฺวารวิวรณํ ลภามิ ญาณกุญฺจิกํ ฯ

กุญฺจิกานํ ฆเร ทตฺวา สงฺเฆ ๖ คณวรุตฺตเม

ทฺวานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

อปฺปโกโธ อนุปายาโส สํสรนฺโต ภเว อหํ

อาโยเค สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ

ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม

สมาธีสุ น กมฺปามิ วสี โหมิ สมาธิสุ ฯ

อเภชฺชปริโส โหมิ อาเทยฺยวจโน สทา

ชายติ ๑ โภคสมฺปตฺติ ภเว สํสรโต มม ฯ

ธูมเนตฺเต ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

สติ เม อุชุกา โหติ สุสมฺพนฺธา จ นฺหารุโย ๒

ลภามิ ทิพฺพสยนํ ๓ ตสฺส นิสฺสนฺทโต อหํ ฯ

ทีปทาเน ๔ ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ตีณานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

ชาติมา องฺคสมฺปนฺโน ปญฺญวา พุทฺธสมฺมโต

อิเม คุเณ ปฏิลเภ ตสฺส นิสฺสนฺทโต มม ๕ ฯ

ตุมฺพเก จ กรณฺเฑ จ ทตฺวา พุทฺเธ คณุตฺตเม

ทสานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

ตทา ๖ คุตฺโต ๗ สุขสมงฺคี มหายสวา ตถา คติ

วิภตฺติคตฺโต ๘ สุขุมาโล สพฺพีติปริวชฺชิโต ฯ

วิปุเล จ คุเณ ลาภี สมฺมานจลนา ๙ มม

สุวิวชฺชิตอุพฺเพโค ตุมฺพเก จ กรณฺฑเก ฯ

ลภามิ จตุโร วณฺเณ หตฺถิสฺสรตนานิ จ

ตานิ เม น วินสฺสนฺติ ตุมฺพกาเร ๑ อิทํ ผลํ ฯ

หตฺถลีลงฺคเก ๒ ทตฺวา พุทฺเธ สงฺเฆ คณุตฺตเม

ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

สพฺพลกฺขณสมฺปนฺโน อายุปญฺญาสมาหิโต

สพฺพายาสวินิมุตฺโต กาโย เม โหติ สพฺพทา ฯ

ตนุธาเร สุนิสิเต สงฺเฆ ทตฺวาน ปิปฺผเล

กิเลสกนฺตนํ ญาณํ ลภามิ อตุลํ สุจึ ฯ

สณฺฑาเส สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

กิเลสลุญฺจนํ ๓ ญาณํ ลภามิ อตุลํ สุจึ ฯ

นตฺถุเก สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

อฏฺฐานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

สทฺธา สีลํ หิริญฺจาปิ อถ โอตฺตปฺปิยํ คุณํ

สุตํ จาคญฺจ ขนฺตี ๔ จ ปญฺญา เม อฏฺฐมํ คุณํ ฯ

ปีฐเก สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

อุจฺเจ กุเล ปชายามิ มหาโภโค ภวามหํ

สพฺเพ มํ อปจายนฺติ กิตฺติ อพฺภุคฺคตา มม ฯ

กปฺปสตสหสฺสานิ ปลฺลงฺกา จตุรสฺสกา

ปริวาเรนฺติ มํ นิจฺจํ สํวิภาครโต อหํ ฯ

ภิสิโย สุคเต ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ฉานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

สมสุคตฺโตปจิโต ๑ มุทุโก จารุทสฺสโน

ลภามิ ญาณปวรํ ๒ ภิสิทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

ตูลิกา วิกติกาโย กฏิสฺสา จิตฺตกา พหู

วรโปตฺถเก กมฺพเล จ ลภามิ วิวิเธ อหํ ฯ

ปาวารเก จ มุทุเก มุทุกาชินเวณิโย

ลภามิ วิวิธฏฺฐาเน ๓ ภิสิทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

ยโต สรามิ อตฺตานํ ยโต ปตฺโตสฺมิ วิญฺญุตํ

อตุจฺโฉ ฌานมญฺโจมฺหิ ภิสิทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

พิพฺโพหเน ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ฉานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

อุณฺณิเก ปทุมเก จ อโถ โลหิตจนฺทเน

พิพฺโพหเน อุปาเตมิ ๔ อุตฺตมงฺคํ สทา มม ฯ

อฏฺฐงฺคิเก มคฺควเร สามญฺเญ จตุโร ผเล

เตสุ ญาณํ อุปฺปาเทตฺวา ๕ วิหเร นิจฺจกาลิกํ ฯ

ทาเน ทเม สญฺญเม จ อปฺปมญฺญาสุ รูปิสุ

เตสุ ญาณํ อุปฺปาเทตฺวา วิหเร สพฺพกาลิกํ ฯ

วตฺเต คุเณ จ ๖ ปฏิเม อาจารกิริยาสุ จ

เตสุ ญาณํ อุปฺปาเทตฺวา วิหเร สพฺพทา อหํ ฯ

จงฺกเม วา ปธาเน วา วิริเย โพธิปกฺขิเก ๑

เตสุ ญาณํ อุปฺปาเทตฺวา วิหรามิ ยถิจฺฉกํ ฯ

สีลํ สมาธิ ปญฺญา จ วิมุตฺติ จ อนุตฺตรา

เตสุ ญาณํ อุปฺปาเทตฺวา วิหรามิ สุขํ อหํ ฯ

ผลปีเฐ ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ทฺวานิสํเส ๒ อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

โสณฺณมเย มณิมเย ทนฺตสารมเย พหู

ปลฺลงฺกเสฏฺเฐ วินฺทามิ ผลปีฐสฺสิทํ ผลํ ฯ

ปาทปีเฐ ชิเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ทฺวานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

ลภามิ พหุเก ยาเน ปาทปีฐสฺสิทํ ผลํ

ทาสี ทาสา จ ภริยา เย จญฺเญ อนุชีวิโน ฯ

สมฺมา ปริจรนฺเตว ๓ ปาทปีฐสฺสิทํ ผลํ

เตลอพฺภญฺชเน ทตฺวา สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ

ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม

อพฺยาธิตา รูปวตา ขิปฺปํ ธมฺมนิสนฺธิตา ๔ ฯ

ลาภิตา อนฺนปานสฺส อายุํ ปญฺจมกํ มม

สปฺปิเตลญฺจ ทตฺวาน สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ

ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม

ถามวา รูปสมฺปนฺโน ปหฏฺฐตนุโช สทา ฯ

อพฺยาธิ ๑ จ สทา โหมิ สปฺปิเตลสฺสิทํ ผลํ

มุขโธวนํ ทตฺวาน สงฺเฆ คณวรุตฺตเม ฯ

ปญฺจานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม

วิสุทฺธกณฺโฐ มธุสฺสโร กาสสาสวิวชฺชิโต ฯ

อุปฺปลคนฺโธ มุขโต อุปวายติ เม สทา

ทธึ ทตฺวาน สมฺปนฺนํ พุทฺเธ สงฺเฆ คณุตฺตเม ฯ

ภุญฺชามิ อมตํ ภตฺตํ ๒ วรํ กายคตาสตึ

วณฺณคนฺธรโสเปตํ มธธ ทตฺวา ชิเน คเณ ฯ

อนูปมํ อนญฺญมฺปิ ๓ ลภามิ วิมุตฺติรสํ

ยถาภูตํ รสํ ทตฺวา พุทฺเธ สงฺเฆ คณุตฺตเม ฯ

จตุโร ผเล อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม

อนฺนปานญฺจ ทตฺวาน พุทฺเธ สงฺเฆ คณุตฺตเม ฯ

ทสานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม

อายุวา พลวา ธีโร วณฺณวา ยสวา สุขี ฯ

ลาภี อนฺนสฺส ปานสฺส สูโร ปญฺญาณวา ตถา ๔

อิเม คุเณ ปฏิลเภ สํสรนฺโต ภเว อหํ ฯ

ธูปํ ทตฺวาน สุคเต สงฺเฆ คณวรุตฺตเม

ทสานิสํเส อนุโภมิ กมฺมานุจฺฉวิเก มม ฯ

สุคนฺธเทโห ยสวา สีฆปญฺโญ จ กิตฺติมา

ติกฺขปญฺโญ ภูริปญฺโญ หาสคมฺภีรปญฺญวา ฯ

เวปุลฺลชวนสปฺปญฺโญ ๑ สํสรนฺโต ภวาภเว

ตสฺเสว วาหสา ทานิ ปตฺโต สนฺติสุขํ สิวํ ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปิลินฺทวจฺโฉ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ปิลินฺทวจฺฉตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. อกฺโขภํ ฯ ๒ ม. ยุ. พหูเมธิคตา ฯ ๓ ม. ยุ. ราชาปิ สนฺนิมนฺเตสิ ฯ

๔ ยุ. ปทุเม ฯ ๕-๗ โป. ยุ. คุณวรุตฺตเม ฯ ๖ ม. ยุ. อทินฺนปุพฺพมญฺเญสํ ฯ

๑ ม. ยุ. ตาลวณฺเฏ ฯ ๒ ยุ. เภสชฺชํ ฯ ๓ ม. ยุ. โอสธญฺชนนาฬี จ ฯ

๑ ม. ยุ. มลหารเก ฯ ๒ ม. ยุ. อูณฺณาภิสี ... ปิฐกาภิสี ฯ ๓ ม. ยุ. พิมฺโพหเน ฯ

๔ ม. ยุ. สิปาฏิผลเก สุจี ฯ ๕ ม. อาฏฺลี ฯ ๖ ม. ยุ. สีสาเลปนคนฺธเก ฯ

๗ ม. ยุ. อรณี ฯ ๘ ม. กฏจฺฉู จ ฯ ๙ ม. สมฺมชฺชนํ ฯ ๑๐ ม. พิลงฺคโลณํ ปหูตํ จ ฯ

๑๑ ม. มเหสิโน ฯ

๑ ม. มนํ ฯ ยุ. ยสํ ฯ ๒ โป. วิโนเทตุํ ฯ ๓ ม. มโน ฯ ๔ ม. ยุ. วิชานาหิ ฯ

๕ ม. วรํ ฯ ๖ ยุ. วิชิตํ ฯ ๗ ม. กึ เต เม ปิฬิเตนตฺโถ ฯ ๘ ม. มายาจิตฺโถ

๘ ม. มายาจิตฺโถ ตถาคตํ ฯ ๙ ม. ยาว ชีวิตมตฺตโน ฯ

๑ ม. ยุ. ปาปุณาม ฯ ๒ ม. ยุ. ปุจฺฉิสฺสาม ฯ ๓ โป. ม. ยุ. ปวารยิ ฯ

๔ ยุ. อถวา ฯ ๕-๗ ม. ยุ. สพฺพคาหิกํ ฯ ๖ ม. ยุ. ยาจีวรมนุตฺตรํ ฯ

๑ ม. ยุ. อานนฺทญฺจาปิ ฯ ๒ ม. ยุ. ปูชยิสฺสาม ฯ ๓ ยุ. วีโร ฯ ๔ ยุ. ตยา ฯ

๑ ม. สุมฺภกํ ฯ ยุ. ปุปฺผกํ ฯ

๑ ม. ยุ. สพฺพตฺถ มํ ฯ ๒ ม. สิวิกา สนฺทมานิกา ฯ ๓ ม. อาฬารปมฺหา ฯ

๑ ม. เทวโลกปริยนฺตํ ฯ ๒ ม. ฉายํ ฯ ยุ. จายํ ฯ ๓ ม. ฌาปยี มม ฯ ยุ. ฌาปยิสฺสติ ฯ

๑ ม. ฉตฺเต จ สุกเต ทตฺวา ฯ ๒ โป. ม. ยุ. คุณวรุตฺตเม ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๓ ยุ. อิทํ ฯ ๔ ม. กสฺมา ฯ

๑ ม. ยุ. รุกฺขสฺส ฯ ๒ โป. สีโห ฯ ๓ ม. โหม ฯ

๑ ยุ. อารกฺเข ฯ

๑ ยุ. สงฺเฆ คณุตฺตเม ฯ ม. ธมฺมกรุตฺตเม ฯ ๒ ยุ. สุคโต ฯ ๓ ม. ปฏิลเภ ฯ

๔ โป. พนฺธามิ ฯ ม. ยุ. คาธํ ฯ ๕ ยุ. สุคเต ฯ

๑ ม. ยุ. ปญฺจวณฺเณหิ ทายาโท ฯ ๒ ยุ. วตา ฯ

๑ ม. ปฏิปตฺติ ฯ ยุ. ปฏิลเภ ฯ ๒ ยุ. โภมิ จาปจิโต สทา ฯ ๓ ยุ. มณฺฑลกา ฯ

๔ ม. สติ ธาวนฺติ ฯ ๕ ม. อาคุอาจารโสธนํ ฯ

๑ ม. ยุ. มุขปุญฺฉนโจเล ทตฺวา พุทฺเธ คณุตฺตเม ฯ ๒ ม. คณุตฺตเม ฯ

๓ ม. ยุ. ฉานิสํเส ฯ ๔ ยุ. ชลิตํ มํ น ชานามิ ฯ ๕-๖ ม. ยุ. พุทฺเธ

สงฺเฆ คณุตฺตเม ฯ

๑ ยุ. ชาติจฺจ ฯ ๒ ม. นหารโว ฯ ๓ ม. ยุ. ทิพฺพนยนํ ฯ ๔ ม. ยุ. ทีปธาเร ฯ

๕ ม. ยุ. อหํ ฯ ๖ ยุ. สทา ฯ ๗ ม. สุคุตฺโต ฯ ๘ ม. วิปตฺติวิคโต ฯ ยุ. ภตฺติกโต ฯ

๙ ม. สมาวจลนา ฯ

๑ ม. ยุ. ตุมฺพทาเน ฯ ๒ ม. มลหรณิโย ฯ ๓ ม. กิเลสภญฺชนํ ฯ ๔ ม. ยุ. ขนฺติญฺจ ฯ

๑ ยุ. สมํ สมฺภตฺโตปจิโต ฯ ๒ ม. ยุ. ญาณปริวารํ ฯ ๓ ม. ยุ. วิวิธตฺถาเร ฯ

๔ ม. อุปาเธมิ ฯ ยุ. อุปาเทมิ ฯ ๕ ยุ. สพฺพตฺถ อุปาเนตฺวา ฯ

๖ ม. ปฏิปตฺติ ฯ ยุ. ปญฺจเม ฯ

๑ ม. โพธิปกฺขิเย ฯ ๒ ยุ. จตุรานิสํเส ฯ ๓ ม. ยุ. ปริจรนฺเต มํ ฯ

๔ ม. ยุ. ธมฺมนิสนฺติตา ฯ

๑ ม. อพฺยาธิ วิสโท โหมิ ฯ ยุ. ... วิสชี ... ฯ ๒ ยุ. จิตฺตํ ฯ

๓ ม. ยุ. อตุลิยํ ปิเว มุตฺติรสํ อหํ ฯ ๔ ม. สทา ฯ

Royal Thai

เราเป็นนายประตูอยู่ที่นครหงสวดี เรารวบรวมโภคสมบัติเก็บไว้ในเรือนมากมายนับไม่ถ้วน ในกาลนั้น เราอยู่ในที่ลับ ทำใจให้รื่นเริง นั่งอยู่ในปราสาทอันประเสริฐแล้ว ได้คิดอย่างนี้ว่า โภคสมบัติของเรามีมากมากแพร่หลายไปภายในบุรี แม้พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินพระนามว่าอานนท์ ก็ทรงเชื้อเชิญเรา พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ เป็นมุนี เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ และโภคสมบัติของเราก็มีอยู่ เราจักถวายทานแก่พระศาสดา พระราชบุตรพระนามว่าปทุม ทรงถวายทานอันประเสริฐคือ ช้างตัวประเสริฐ บัลลังก์และพนักพิง มีประมาณไม่น้อย ในพระชินเจ้า แม้เราก็จักถวายทานในสงฆ์อันเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดทานอันประเสริฐที่ใครยังไม่เคยถวาย

เราจักเป็นคนแรกในทานนั้น เราคิดที่จะถวายทานหลายวิธี สุขเป็นผลเพราะการบูชาทานใด จึงได้เห็นการถวายบริขาร อันจะเป็นเครื่องทำความดำริของเราให้เต็ม เราจักถวายบริขาร ในสงฆ์อันเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด การถวายบริขารคนอื่นยังไม่เคยถวาย เราจักเป็นคนแรก ในขณะนั้น เราจึงเข้าไปหาช่างจักสาน จ้างให้ทำฉัตร ได้รวบรวมฉัตรไว้หนึ่งแสนคัน ได้รวบรวมผ้าไว้หนึ่งแสนผืน จ้างช่างให้ทำมีด (โกน) พร้า เข็ม และมีดสำหรับตัดเล็บ อันสมควร แล้วให้วางไว้ภายใต้ฉัตรทั้งหลาย จ้างช่างให้ทำพัดใบตาล พัดขนปีกนกยูง พัดจามร ผ้ากรองน้ำ และภาชนะน้ำมัน อันสมควร จ้างช่างให้ทำกล่องเข็ม ผ้าอังสะ ประคตเอวและเชิงรองบาตรที่ทำอย่างสวยงาม

อันสมควร ให้เอาเภสัชใส่ในภาชนะสำหรับใส่ของบริโภคและในขันสำริดให้เต็มแล้ว ให้วางไว้ภายใต้ฉัตร ให้ใส่ว่านน้ำหญ้าคา ชะเอม ดีปลี พริก ผลสมอ และขิงสด ให้เต็มในภาชนะทุกๆ อย่าง จ้างช่างให้ทำรองเท้า เขียงเท้า ผ้าสำหรับเช็ดน้ำ และไม้เท้าคนแก่ ให้ทำอย่างสวยงาม อันสมควร จ้างช่างให้ทำยารักษาไข้ยาหยอดตา ไม้ป้ายยาตา ธรรมกุตตรา กุญแจ และกล่องกุญแจอันเย็บด้วยด้าย ทำสี สายโยค กล้องเป่าควันไฟ ตะเกียงตั้ง คนโทน้ำและผอบ อันสมควรกัน จ้างช่างให้ทำคีม กรรไกร ผ้าสำหรับเช็ดสนิมและถุงสำหรับเภสัชอันสมควรกัน จ้างช่างให้ทำเก้าอี้นอน ตั่งบัลลังก์อันมีเท้าสี่ให้สมควร แล้วให้ตั้งไว้ภายใต้ฉัตร

จ้างช่างให้ทำฟูกยัดด้วยนุ่น ฟูกนั่ง และหมอนให้ทำอย่างดี อันสมควรกัน จ้างช่างให้ทำกุรุวินเท (ทับทิม) มธุสิตฺเถ (ขี้ผึ้ง) เตลหตถปตาปกํ สิเวฏิผลปกํสุจึ เตี่ยงพร้อมด้วยเครื่องลาด เสนาสนะ ผ้าสำหรับเช็ดเท้า ที่นอนที่นั่ง ไม้เท้า ไม้ชำระฟัน (แปรงฟัน) กระเบื้อง ของหอมสำหรับไล้ทาศีรษะ ไม้สีไฟ ดั่งแผ่นกระดาน ฝาบาตร ถุงบาตร กระบวยตักน้ำเครื่องอบ (สีผงย้อมผ้า) รางย้อมผ้า ไม้กวาด ผ้าอาบน้ำ ผ้าอาบน้ำฝนผ้านิสีทนะ ผ้าปิดฝี ผ้าอันตรวาสก ผ้าอุตราสงค์ ผ้าสังฆาฏิ ยานัตถุ์ผ้าเช็ดหน้า น้ำส้ม น้ำปลา น้ำผึ้ง นมส้ม น้ำปานะ ขี้ผึ้ง ผ้าเก่าผ้าเช็ดปาก ด้าย สิ่งใดชื่อว่าเป็นของควรให้ทานมีอยู่ และสมควรแก่พระศาสดา เรารวบรวมสิ่งนั้นทั้งหมดแล้วเข้าเฝ้าพระเจ้าอานนท์ ครั้นเข้าไปเฝ้าพระราชาผู้นำหมู่ชน มียศมาก ถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแล้วได้กราบทูลว่า เราทั้งสองเจริญโดยชาติร่วมกัน มียศร่วมกัน ทั่วไปในสุขในทุกข์ และประพฤติตามกัน ทุกข์ทางใจมีอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้ปราบข้าศึก ข้าพระองค์พึงทรงไว้ซึ่งทุกข์นั้น ข้าแต่กษัตริย์ ถ้าพระองค์สามารถก็ขอได้ทรงพระกรุณาบรรเทาทุกษ์นั้นเถิด.

พระราชาตรัสว่า

ทุกข์ของท่านก็เป็นทุกข์ของเรา เราทั้งสองมีใจร่วมกัน ท่านย่อมรู้ว่าสำเร็จ ถ้าท่านพึงเปลื้องทุกข์นั้น.

ข้าแต่พระราชาผู้ใหญ่ ขอจงทรงทราบทุกข์ของข้าพระองค์บรรเทาได้ยาก.

ท่านคำรนมากไป สิ่งที่มีอยู่ในแว่นแคว้นประมาณเท่าใด ชีวิตของเราประมาณเท่าใด สิ่งนั้น (แม้) เป็นทรัพย์ที่ท่านสละได้ยาก ถ้าท่านต้องการสิ่งเหล่านี้ เราก็จักให้ไม่หวั่นไหวเทียว.

ขอเดชะ พระองค์ทรงบันลือแล้ว การบันลือมากนั้นผิด ข้าพระองค์จักทราบด้วยเกล้าว่าวันนี้ พระองค์ทรงดำรงอยู่ในธรรมทั้งปวง พระองค์จงทรงบีบคั้นหนักนัก เมื่อข้าพระองค์ให้ (ขอ).

ท่านจะต้องการด้วยการพูดไปทำไป ท่านปรารถนาสิ่งใดจงบอกแก่เรา.

ข้าแต่พระราชาผู้ใหญ่ ข้าพระองค์ปรารถนาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐยิ่งข้าพระองค์จักนิมนต์พระสัมพุทธเจ้าให้เสวย ชีวิตของข้าพระองค์อย่าเป็นโทษ.

เราจะให้พรอย่างอื่นแก่ท่าน ท่านอย่าขอพระตถาคตเลย ใครไม่พึงให้พระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนแก้วมณีรัศมีรุ่งเรือง.

ขอเดชะ พระองค์ทรงบันลือแล้วมิใช่หรือว่าตลอดถึงชีวิตอันมีอยู่ เมื่อพระองค์ประทานชีวิตได้ ก็ควรพระราชทานพระตถาคตได้.

พระมหาวีรเจ้าควรงดไว้ เพราะใครๆ ไม่พึงให้พระชินเจ้า พระพุทธเจ้ารับให้ไม่ได้ ท่านจงรับเอาทรัพย์จนนับไม่ถ้วนเถิด.

เราจะต้องถึงการวินิจฉัย จักถามผู้วินิจฉัยทั้งหลาย ผู้วินิจฉัยจักตัดสินละเอียด ฉันใด เราสอบถามข้อนั้น ฉันนั้น.

เราได้จับที่พระหัตถ์ของพระราชา พากันไปสู่ศาลพิพากษา เราได้กล่าวคำนี้ตรงหน้าของตุลาการและผู้พิพากษาทั้งหลายว่า ขอตุลาการและผู้พิพากษาจงฟังเรา พระราชาได้พระราชทานพรแก่เราว่า เราไม่ยกเว้นอะไรๆ แม้ชีวิตก็ปวารณาให้ได้ เมื่อเราขอพระราชทานพร เราจึงขอพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระพุทธเจ้าเป็นอันพระราชทานแก่เราด้วยดีท่านทั้งหลายจงตัดความสงสัยของเรา เราทั้งหลายจะเชื่อฟังคำท่านผู้เป็นพระราชารักษาแผ่นดิน เราทั้งหลายฟังคำของทั้งสองฝ่ายแล้ว จักตัดความสงสัยในข้อนี้.

ขอเดชะ พระองค์พระราชทานสิ่งทั้งปวง ท่านผู้นี้เป็นอันถือเอาสิ่งทั้งปวงหรือ พระเจ้าข้า.

เราไม่ยกเว้นอะไรๆ ปวารณาแม้ชีวิต เป็นผู้ถึงความยากตลอดชีวิตเป็นอย่างยิ่งเทียว เรารู้ว่าผู้นี้ทุกข์ด้วยดี จึงได้ให้ถือเอาสิ่งทั้งปวง.

ขอเดชะ พระองค์เป็นผู้แพ้ ควรพระราชทานพระตถาคต เราตัดความสงสัยของทั้งสองฝ่ายแล้ว เหมือนท่านทั้งสองตั้งอยู่ในคำมั่น.

พระราชาประทับอยู่ ณ ที่นั้นแล ได้ตรัสกะตุลาการและผู้พิพากษาว่า ท่านทั้งหลายพึงให้แม้แก่เราโดยชอบ เราพึงได้พระพุทธเจ้าอีก.

ท่านยังความดำริของท่านให้เต็ม นิมนต์พระตถาคตให้เสวยแล้ว พึงคืนพระสัมพุทธเจ้าให้แก่พระเจ้าอานนท์ผู้มียศอีก.

เราไหว้ตุลาการและผู้พิพากษา และถวายบังคมพระเจ้าอานนท์ จอมกษัตริย์เป็นผู้ยินดีปราโมทย์ เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะ ผู้ไม่มีอาสวะ ถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า.

ขอพระองค์ผู้มีจักษุพร้อมด้วยพระอรหันต์หนึ่งแสนโปรดทรงรับนิมนต์ ขอจงทรงยังจิตของข้าพระองค์ให้รื่นเริง เสด็จเข้านิเวศน์ของข้าพระองค์พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชาผู้มีจักษุทรงรู้ความดำริของเรา จึงทรงรับนิมนต์ (ด้วยดุษณีภาพ) เราทราบว่า พระองค์ทรงรับนิมนต์แล้ว ถวายบังคมแด่พระศาสดา มีจิตร่าเริงเบิกบาน เข้ามายังนิเวศน์ของตน ประชุมมิตรและอำมาตย์แล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า

เราได้สิ่งที่ได้โดยยากนักแล้ว เปรียบเหมือนแก้วมณีมีรัศมีโชติช่วง เราจักบูชาองค์พระพุทธเจ้าด้วยอะไร พระชินเจ้ามีคุณหาประมาณมิได้ หาที่เปรียบมิได้ ไม่มีใครเสมอเหมือน เป็นนักปราชญ์ ไม่มีบุคคลเปรียบ หาผู้เสมอเหมือนเช่นนั้นมิได้ ไม่มีที่สอง ประเสริฐกว่านระก็อธิการอันสมควรแก่พระพุทธเจ้า เราทำได้โดยยาก เราทั้งหลายจงรวบรวมดอกไม้ต่างๆ เอามาทำมณฑปดอกไม้เถิด สิ่งนี้ย่อมสมควรแก่พระพุทธเจ้า จักเป็นอันบูชาด้วยสิ่งทั้งปวง เราจึงให้ทำดอกบัวเผื่อน ดอกบัวหลวง ดอกมะลิ ดอกลำดวน ดอกจำปา ดอกกถินพิมาน ให้เป็นมณฑป ปูลาดอาสนะหนึ่งแสนที่ไว้ภายในเงาฉัตร อาสนะของเรามีค่ายิ่งกว่าร้อยมีอยู่เบื้องหลัง

ปูลาดอาสนะหนึ่งแสนที่ไว้ภายในเงาฉัตร จัดแจงข้าวและน้ำเสร็จ แล้วให้คนไปทูลเวลาภัตกาล เมื่อคนไปทูลภัตกาลแล้วพระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตระ พร้อมด้วยพระอรหันต์หนึ่งแสนเสด็จเข้ามาสู่นิเวศน์ของเรา ฉัตรทรงอยู่ในเบื้องบน ในมณฑปดอกไม้อันบานดีพระพุทธเจ้าผู้อุดมบุรุษ ประทับนั่งพร้อมด้วยพระอรหันต์หนึ่งแสน (เราทูลว่า) ขอพระองค์ผู้มีจักษุ โปรดทรงรับฉัตรหนึ่งแสนและอาสนะหนึ่งแสน อันควรและไม่มีโทษเถิด พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควรรับเครื่องบูชา พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือเรา จึงทรงรับไว้เราได้ถวายบาตรแก่ภิกษุเฉพาะรูปละหนึ่งบาตร ภิกษุทั้งหลายละบาตรที่จัดเอง ทรงบาตรเหล็ก

พระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ในมณฑปดอกไม้ตลอด๗ คืน ๗ วัน ทรงยังสัตว์เป็นอันมากให้ตรัสรู้ ทรงประกาศพระธรรมจักรเมื่อทรงประกาศพระธรรมจักรภายใต้มณฑปดอกไม้ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่เทวดาและมนุษย์ ๘๔๐๐๐ เมื่อถึงวันที่ ๗ พระมหามุนี พระนามว่าปทุมุตระ ประทับนั่งอยู่ภายในเงาฉัตร ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า มาณพผู้ใดได้ถวายทานอันประเสริฐ ไม่พร่องแก่เรา เราจักพยากรณ์มาณพนั้นท่านทั้งหลาย จงฟังเรากล่าว จตุรงคินีเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถและพลเดินเท้า จักแวดล้อมมาณพนั้นเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่งทั้งปวง ยานช้าง ยานม้า วอจะไหลมาเทมา ชนทั้งหลายจักบำรุงมาณพนั้นเนืองนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่งทั้งปวง

รถ ๖ หมื่น อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง จักแวดล้อมมาณพนั้นเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่งทั้งปวง ดนตรี ๖ หมื่น กลองเภรีทั้งหลายอันประดับดีแล้วจักประโคมมาณพนั้นเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่งทั้งปวง นางนารี๘๖๐๐๐ อันประดับประดาสวยงาม มีผ้าและอาภรณ์อย่างวิจิตร สวมใส่แก้วมณีและกุณฑล มีหน้าแฉล้ม ยิ้มแย้ม ตะโพกผึ่งผาย เอวเล็กเอวบางจัดแวดล้อมมาณพนั้นเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่งทั้งปวง มาณพนั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นจอมเทวดาเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๑๐๐๐ ครั้ง และจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์

โดยคณนานับมิได้ เมื่อมาณพนี้อยู่ในเทวโลก พรั่งพร้อมด้วยบุญกรรม เทวดาจักทรงฉัตรแก้วไว้ในที่สุดแห่งเทวโลก มาณพนี้จักปรารถนาเมื่อใด ฉัตรอันเกิดแต่ผ้าและดอกไม้ (ดังจะ) รู้จิตของมาณพนี้ จักกั้นอยู่เนืองนิตย์เมื่อนั้น มาณพนี้จุติจากเทวโลกแล้ว อันกุศลตักเตือนประกอบด้วยบุญกรรม จักเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ใน (อีก) แสนกัลป พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติในโลก พระศากยโคดมผู้ประเสริฐ ทรงทราบคุณข้อนี้ทั้งหมดแล้ว จักประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งไว้ในเอตทัคสถาน มาณพผู้นี้จักได้เป็นพระสาวกของพระศาสดา มีชื่อว่าปิลินทวัจฉะ จักเป็นผู้อันเทวดา

อสูร คนธรรพ์ ภิกษุภิกษุณี และคฤหัสถ์ทั้งหลาย สักการะ จักเป็นที่รักของคนทั้งปวง จักไม่มีอาสวะ นิพพาน กรรมที่เราทำแล้วในแสนกัลป ได้ให้ผลแก่เราแล้วในภพนี้ เราหลุดพ้นดี ดังกำลังลูกศร เผากิเลสทั้งหลายแล้ว โอ กุศลกรรม เราได้ทำแล้ว ในบุญเขตอันยอดเยี่ยมอันเป็นฐานะที่เราทำกุศลกรรมแล้ว ได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว ก็มาณพใดได้ให้ทานอันประเสริฐไม่บกพร่อง มาณพนั้นได้เป็นหัวหน้า นี้เป็นผลแห่งทานนั้น เราได้ถวายฉัตรในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ได้เสวยอานิสงส์ ๘ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราไม่รู้สึกหนาว ๑ ไม่รู้สึกร้อน ๑ ละอองและธุลีไม่แปดเปื้อน ๑

เราเป็นผู้ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มีจัญไร ๑ อันมหาชนยำเกรงทุกเมื่อ ๑ เป็นผู้มีผิวพรรณละเอียด ๑ เป็นผู้มีใจกว้างขวาง (ไม่หดหู่) ๑ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ ฉัตรหนึ่งแสนคันอันประกอบด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง เว้นชาตินี้แล้ว ทรงไว้เหนือศีรษะของเรา เพราะผลแห่งกรรมนั้น เพราะฉะนั้น ในชาตินี้ การทรงฉัตรจึงไม่มีแก่เรา กรรมทั้งปวงที่เราทำแล้ว เพราะผลบุญแห่งฉัตรหลุดพ้นไปเราได้ถวายผ้าในพระสุคตเจ้า และในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๘ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ

เราเป็นผู้มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดังทอง ๑ ปราศจากธุลี ๑ มีรัศมีผ่องใส ๑ มีเดช ๑ตัวของเราละเอียดอ่อน ๑ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ มีผ้าสีขาวแสนผืน ๑สีเหลืองแสนผืน ๑ สีแดงแสนผืน ๑ ทรงอยู่เหนือศีรษะของเรา นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้า เราย่อมได้ผ้าไหม ผ้ากัมพล ผ้าป่าน และผ้าฝ้ายในที่ทุกแห่ง เพราะผลอันหลั่งออกแห่งการถวายผ้านั้น เราได้ถวายบาตรในพระสุคตเจ้า และในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์๑๐ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราย่อมบริโภคโภชนาหารในภาชนะทองคำ ภาชนะแก้วมณี ภาชนะเงิน และภาชนะที่ทำด้วยทับทิมในกาลทั้งปวง ๑ เราเป็นผู้ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มีจัญไร ๑ มหาชนยำเกรงทุกเมื่อ ๑ เป็นผู้ได้ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอน เป็นปกติ ๑ โภคสมบัติของเราไม่พินาศ ๑

เราเป็นผู้มีจิตมั่นคง ๑ เป็นผู้ใคร่ธรรมทุกเมื่อ ๑ เป็นผู้ไม่มีกิเลส ๑ ไม่มีอาสวะ ๑ คุณเหล่านี้ ติดตามเราไปทั้งในเทวโลกและมนุษยโลก ย่อมไม่ละเราในที่ทุกแห่ง เปรียบเหมือนเงาไม่ละรูป ฉะนั้นเราได้ถวายมีดโกนที่ทำอย่างสวยงาม อันเนื่องด้วยเครื่องผูกอย่างวิจิตรมากมาย แก่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดและแก่พระสงฆ์แล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๘ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ

เราเป็นผู้กล้า ๑เป็นผู้ไม่มีความเดือดร้อน ๑ ถึงที่สุดในเวสารัชธรรม ๑ เป็นผู้มีธิติ ๑มีความเพียร ๑ มีใจอันประคองไว้ทุกเมื่อ ๑ ย่อมได้ญาณอันสุขุมเครื่องตัดกิเลส ๑ ความบริสุทธิ์อันชั่งไม่ได้ ๑ ในที่ทั้งปวง เพราะผลอันหลั่งออกแห่งกรรมของเรานั้น เรามีจิตเลื่อมใสได้ถวายพร้าอันราบเรียบ ไม่หยาบ ไม่ต้องขัดถู เป็นอันมากในพระพุทธเจ้าและในสงฆ์แล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือเราย่อมได้ความเพียรอันเป็นกัลยาณมิตร ๑ ขันติ ๑ ศาตราคือความไมตรี ๑ ศาตราคือปัญญาอันยิ่งเพราะตัดลูกศรคือตัณหา ๑ ญาณอันเสมอด้วยแก้ววิเชียร ๑เพราะผลอันหลั่งออกแห่งกรรมเหล่านั้น

เราได้ถวายเข็มในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการอันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ ย่อมเป็นผู้อันมหาชนนอบน้อม ๑ ตัดความสงสัยได้ ๑ มีรูปงาม ๑ มีโภคสมบัติ ๑ มีปัญญากล้า ๑ ทุกเมื่อ เราพิจารณาเห็นอรรถอันเป็นฐานะละเอียดลึกซึ้งด้วยญาณ ญาณของเราเสมอด้วยแก้ววิเชียรอันเลิศ เป็นเครื่องกำจัดความมืด เราได้ถวายมีดตัดเล็บในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราย่อมได้ทาสชายหญิง วัวและม้า ลูกจ้าง คนฟ้อนรำช่างตัดผม พ่อครัวผู้ทำอาหารเป็นอันมาก ในที่ทั้งปวง

เราได้ถวายพัดใบตาลอันงามในพระสุคตเจ้าแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือเราย่อมไม่รู้สึกหนาว ๑ ร้อน ๑ ความเร่าร้อนไม่มีแก่เรา ๑ ไม่รู้สึกความกระวนกระวาย ๑ ไม่รู้สึกความเดือดร้อนจิตของเรา ๑ เราดับไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ และไฟทั้งปวงได้แล้ว เพราะผลอันหลั่งออกแห่งกรรมนั้นของเรา เราได้ถวายพัดจามรี มีขนนกยูงเป็นด้ามในคณะสงฆ์ผู้สูงสุดแล้ว ย่อมเป็นผู้มีกิเลสสงบระงับ ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวนอยู่

เราได้ถวายผ้ากรองน้ำและธรรมกุตตระในพระสุคตเจ้าแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราก้าวล่วงอันตรายทั้งปวง ๑ ย่อมได้อายุอันเป็นทิพย์ ๑เป็นผู้อันโจรหรือข้าศึกไม่ข่มขี่ในกาลทุกเมื่อ ๑ ศาตราหรือยาพิษย่อมไม่ทำความเบียดเบียนเรา ๑ ไม่มีความตายในระหว่าง ๑ เพราะผลอันหลั่งออกแห่งกรรมนั้นของเรา เราได้ถวายภาชนะน้ำมัน ในพระสุคตเจ้า และในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราเป็นผู้มีรูปสวยงาม ๑ มีความเจริญดี ๑ มีใจเบิกบานดี ๑ มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ๑ เป็นผู้อันอารักขาทั้งปวงรักษาแล้ว ๑

เราได้ถวายกล่องเข็มในพระสุคตเจ้า และในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้วย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๓ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราย่อมได้คุณทั้งหลายนี้ คือ ความสุขใจ ๑ ความสุขกาย ๑ ความสุขเกิดแต่อิริยาบถ ๑ เพราะผลอันหลั่งออกแห่งกรรมนั้น เราได้ถวายผ้าอังสะในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้อานิสงส์ ๔ ประการอันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราย่อมได้ความหนักในพระสัทธรรม ๑ย่อมระลึกถึงภพที่สองได้ ๑ เป็นผู้มีฉวีวรรณงามในที่ทั้งปวง ๑ เพราะผลอันหลั่งออกแห่งกรรมนั้น

เราได้ถวายประคตเอวในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๖ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราย่อมไม่หวั่นไหวในสมาธิ ๑ เป็นผู้มีความชำนาญในสมาธิ ๑ มีบริษัทไม่แตกกัน ๑ มีถ้อยคำอันมหาชนเชื่อถือทุกเมื่อ ๑มีสติตั้งมั่น ๑ ความสะดุ้งกลัวไม่มีแก่เรา ๑ คุณเหล่านี้ ติดตามเราไปทั้งในเทวโลกและมนุษยโลก เราได้ถวายเชิงรองบาตรในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีภัยในเพราะวรรณะ ๕ ไม่หวั่นไหวด้วยอะไรๆ ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งอันเป็นเครื่องตรัสรู้ญาณด้วยสติ

เราฟังแล้ว ธรรมที่เราทรงไว้ย่อมไม่พินาศ เป็นอันวินิจฉัยดีแล้วเราได้ถวายภาชนะ และเครื่องบริโภคในพระพุทธเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้อุดมแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๓ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือเราย่อมได้ภาชนะทองคำ ภาชนะแก้วมณี ภาชนะแก้วผลึก และภาชนะแก้วทับทิม ๑ ภริยา คนใช้ชายหญิง พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้าและหญิง มีวัตร ยำเกรงนาย ๑ ได้เครื่องบริโภคทุกเวลา ๑ วิชาในบทมนต์ และในอาคมต่างๆ เป็นอันมาก เราย่อมใคร่ครวญศิลปะทั้งปวงใช้ได้ทุกเวลา

เราได้ถวายขันในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๓ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือเราย่อมได้ขันทองคำ ขันแก้วมณี ขันแก้วผลึก และขันแก้วทับทิมย่อมได้ขัน อสฺสฏฐเก ผลมเย อโถ โปกฺขรปตฺตเก มธุปานกสงฺเข จย่อมได้คุณเหล่านี้ คือ ข้อปฏิบัติในวัตรอันงาม ในอาจาระและกิริยาเพราะผลอันหลั่งออกแห่งกรรมนั้น เราได้ถวายเภสัชในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้อานิสงส์ ๑๐ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราเป็นผู้มีอายุยืน ๑ มีกำลัง ๑ มีปัญญา ๑ มีวรรณะ ๑ มียศ ๑ มีสุข ๑ ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มีจัญไร ๑ มหาชนยำเกรงทุกเมื่อ ๑ เราไม่มีความพลัดพรากจากของที่รัก ๑ เพราะกรรมนั้นให้ผลแก่เรา

เราได้ถวายรองเท้าในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้อานิสงส์ ๓ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ ยานช้าง ยานม้า วอ ย่อมไหลมาเทมา ๑ รถ ๖ หมื่นคันแวดล้อมเราทุกเมื่อ ๑เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ รองเท้าแก้วมณี รองเท้าทองแดง รองเท้าทองคำ รองเท้าเงิน ย่อมเกิดขึ้นในขณะที่ยกเท้าขึ้น ๑ บุญกรรมทั้งหลายย่อมช่วยชำระอาจารคุณให้สะอาดแน่นอน เราย่อมได้คุณเหล่านี้ เพราะกรรมนั้นให้ผล เราได้ถวายเขียงเท้าในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ได้สวมเขียงเท้ามีฤทธิ์แล้วอยู่ได้ตามปรารถนา เราได้ถวายผ้าเช็ดหน้าในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ

เราเป็นผู้มีผิวพรรณดุจทองคำปราศจากธุลี ๑ มีรัศมีผ่องใส ๑ มีเดช ๑ ตัวของเราละเอียดอ่อน ๑ ฝุ่นละอองไม่ติดตัวเรา ๑ เราได้คุณเหล่านี้เพราะกรรมนั้นให้ผล เราได้ถวายไม้เท้าคนแก่ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้อานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือเรามีบุตรมาก ๑ เราไม่มีความสะดุ้งกลัว ๑ เป็นผู้อันอารักขาทุกอย่างรักษาไว้ ใครๆ ข่มขี่ไม่ได้ทุกเมื่อ ๑ ย่อมไม่รู้สึกความพลั้งพลาด ๑ ใจของเราไม่ขลาดกลัว ๑ เราได้ถวายยาหยอดตาในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้วย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๘ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ

เราเป็นผู้มีนัยน์ตากว้างใหญ่ ๑ โลหิตของเราขาว ๑ เหลือง ๑ เป็นผู้มีนัยน์ตาไม่มัว ๑ มีนัยน์ตาแจ่มใส ๑ เว้นจากโลกตาทั้งปวง ๑ ย่อมได้ตาทิพย์ ๑ได้ปัญญาจักษุอันสูงสุด ๑ เราได้คุณเหล่านี้เพราะกรรมนั้นให้ผล เราได้ถวายลูกกุญแจในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้ลูกกุญแจ คือ ญาณอันเป็นเครื่องเปิดทวารธรรม เราได้ถวายเรือนกุญแจในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๒ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ เป็นผู้มีความโกรธน้อย ๑ ไม่มีความคับแค้น ๑

เราได้ถวายสายโยคในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราย่อมไม่หวั่นไหวในสมาธิ ๑ มีความชำนาญในสมาธิ ๑ มีบริษัทไม่แตกกัน ๑ มีถ้อยคำอันมหาชนเชื่อถือทุกเมื่อ ๑ โภคสมบัติย่อมเกิดแก่เรา เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในภพ ๑ เราได้ถวายกล้องเป่าควันในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๓ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ สติของเราเป็นธรรมชาติตรง ๑เส้นเอ็นของเราต่อเนื่องกันดี ๑ เราย่อมได้ตาทิพย์ ๑ เพราะกรรมนั้นให้ผลเราได้ถวายตะเกียงตั้งในพระชินเจ้า และในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้วย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๓ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ

เราเป็นผู้มีสกุล ๑ มีอวัยสมบูรณ์ ๑ มีปัญญาอันพระพุทธเจ้าสรรเสริญ ๑เราได้คุณเหล่านี้เพราะกรรมนั้นให้ผล เราได้ถวายคนโทน้ำและผอบในพระพุทธเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้อุดมแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๑๐ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ ในกาลนั้น เราได้เป็นผู้คุ้มครองแล้ว ๑ พร้อมพรั่งด้วยสุข ๑ มียศมาก ๑ มีคติ ๑ มีตัวอันจำแนกไป ๑ เป็นสุขุมาลชาติ ๑ เว้นจากอันตรายทั้งปวง ๑ เป็นผู้ได้คุณอันไพบูลย์ ๑ หวั่นไหวด้วยความนับถือ ๑ มีความหวาดเสียวอันเว้นดีแล้ว ๑ เพราะการถวายคนโทน้ำและผอบ เราได้วรรณะ ๔ ช้างแก้วและม้าแก้ว คุณของเราเหล่านั้นไม่พินาศ ผลนี้ เพราะถวายคนโทน้ำและผอบ เราได้ถวาย หตฺถลีลงฺคเก ในพระพุทธเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้อุดมแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของของเรา คือ

เราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยลักษณะทั้งปวง ๑ มีอายุยืน ๑ มีปัญญา ๑ จิตมั่นคง ๑ กายของเราพ้นแล้วจากความยากลำบากทุกอย่างในกาลทั้งปวง ๑ เราได้ถวายมีดบางอันลับคมดีและกรรไกรในสงฆ์แล้วย่อมได้ญาณเป็นเครื่องตัดกิเลส อันหาน้ำหนักมิได้ สะอาด เราได้ถวายคีมพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้ญาณเป็นเครื่องถอนกิเลสอันหาน้ำหนักมิได้ สะอาด เราได้ถวายยานัตถุ์ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๘ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ ศรัทธา ๑ ศีล ๑ หิริ ๑โอตตัปปะ ๑ สุตะ ๑ จาคะ ๑ ขันติ ๑ และปัญญาเป็นคุณข้อที่ ๘ของเรา

เราได้ถวายตั่งในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้วย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราย่อมเกิดในสกุลสูง เป็นผู้มีโภคสมบัติมาก ๑ ชนทั้งปวงยำเกรงเรา ๑ชื่อเสียงของเราฟุ้งไป ๑ บัลลังก์สี่เหลี่ยมจัตุรัส ย่อมแวดล้อมเราเป็นนิตย์ตลอดแสนกัลป ๑ เราเป็นผู้ยินดีในการจำแนกทาน ๑ เราได้ถวายที่นอนในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๖ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เรามีร่างกายสมส่วนอันบุญกรรมก่อให้ เป็นผู้อ่อนโยน มีรูปงาม น่าดู (ดูไม่เบื่อ) เราย่อมได้ญาณอันประเสริฐ นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน เราย่อมได้นวมผ้าลวดลายรูปสัตว์

ผ้าลาดทอด้วยไหม ผ้าลาดอันวิจิตร ผ้าลาดอย่างดีและผ้ากัมพลต่างๆ เป็นอันมาก ย่อมได้ผ้าปาวารก์มีขนอ่อนนุ่ม ผ้าทำด้วยขนสัตว์อ่อนนุ่ม ในที่ต่างๆ นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน เมื่อใดเราระลึกถึงตน เมื่อใด เราเป็นผู้รู้เดียงสา เมื่อนั้น เราเป็นผู้ไม่เปล่ามีฌานเป็นเตียงนอน นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน เราได้ถวายหมอนในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์๖ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราย่อมยังศีรษะของเราให้หนุนบนหมอนอันยัดด้วยขนสัตว์ หมอนยัดด้วยเกษรบัวหลวง และยัดด้วยจันทน์แดงทุกเมื่อ ๑ เรายังญาณให้เกิดในอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐ และในสามัญผล

๔ เหล่านั้นแล้ว ย่อมอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ ๑ยังญาณให้เกิดในทาน ทมะ สัญญมะ อัปปมัญญา และรูปฌานเหล่านั้นแล้ว ย่อมอยู่ตลอดกาลทั้งปวง ๑ ยังญาณให้เกิดในวัตรคุณ รูปปฏิมาและในอาจารกิริยาแล้ว ย่อมอยู่ในกาลทั้งปวง ๑ ยังญาณให้เกิดในการจงกรม ความเพียรอันเป็นประธาน และในโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้นแล้ว ย่อมอยู่ตามปรารถนา ๑ ยังญาณให้เกิดในศีล สมาธิ ปัญญาวิมุติ และในวิมุตติญาณทัสสนะเหล่านั้นแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข ๑ เราได้ถวายตั่งแผ่นกระดานในพระชินเจ้า และในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้วย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๒ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราย่อมได้บัลลังก์อันประเสริฐ อันทำด้วยทอง แก้วมณี และทำด้วยงาช้างสารเป็นอันมาก นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแผ่นกระดาน

เราได้ถวายตั่งรองเท้า ในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๒ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราย่อมได้ยวดยานเป็นอันมาก นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งรองเท้า ๑ ทาสหญิงชายภรรยา และคนอาศัยเลี้ยงชีวิตเหล่าอื่น ย่อมบำเรอเราโดยชอบ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งรองเท้า ๑ เราได้ถวายน้ำมันสำหรับทาเท้าในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ ความที่เราเป็นผู้ไม่ป่วยไข้ ๑ มีรูปงาม ๑ เส้นเอ็น(ประสาท) รับรสได้เร็ว ๑ ความได้ข้าวและน้ำ ๑ ได้อายุยืนนานเป็นที่ห้า ๑ เราได้ถวายเนยใสและน้ำมันในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ

เราเป็นผู้มีกำลัง ๑ มีรูปสมบูรณ์ ๑ เป็นผู้ร่าเริงทุกเมื่อ ๑ มีบุตรทุกเมื่อ ๑ และเป็นผู้ไม่ป่วยไข้ทุกเมื่อ ๑ นี้เป็นผลแห่งการถวายเนยใสและน้ำมัน เราได้ถวายน้ำบ้วนปากในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือ เราเป็นผู้มีลำคอบริสุทธิ์ ๑มีเสียงไพเราะ ๑ เว้นจากโรคไอ ๑ โรคหืด ๑ กลิ่นดอกอุบลฟุ้งออกจากปากของเราทุกเมื่อ ๑ เราได้ถวายนมส้มอย่างดีในพระพุทธเจ้าและคณะสงฆ์ผู้อุดมแล้ว ได้บริโภคภัตอันไม่ขาดสาย คือ กายคตาสติอันประเสริฐ เราได้ถวายน้ำผึ้งอันประกอบด้วยสี กลิ่นและรสในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์แล้วย่อมได้รส คือ วิมุติอันไม่มีรสอื่นเปรียบ ไม่เป็นอย่างอื่น

เราได้ถวายรสตามเป็นจริงในพระพุทธเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้อุดมแล้ว ย่อมได้เสวยผล ๔ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา เราได้ถวายข้าวและน้ำในพระพุทธเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้อุดมแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๑๐ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือเราเป็นผู้มีอายุยืน ๑ มีกำลัง ๑เป็นนักปราชญ์ ๑ มีวรรณะ ๑ มียศ ๑ มีสุข ๑ เป็นผู้ได้ข้าว ๑ น้ำ ๑เป็นคนกล้า ๑ มีญาณรู้ทั่ว ๑ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ ย่อมได้คุณเหล่านี้

เราได้ถวายธูปในพระสุคตเจ้า และในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๑๐ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือเมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ เป็นผู้มีกลิ่นตัวหอมฟุ้ง ๑ มียศ ๑มีปัญญาเร็ว ๑ มีชื่อเสียง ๑ มีปัญญาคมกล้า ๑ มีปัญญากว้างขวาง ๑มีปัญญาร่าเริง ๑ มีปัญญาลึกซึ้ง ๑ มีปัญญาเครื่องแล่นไปไพบูลย์ ๑เพราะผลการถวายธูปนั้น บัดนี้ เราเป็นผู้บรรลุนิพพานอันเป็นสันติสุข ๑การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดุจช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระปิลินทวัจฉเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ปิลินทวัจฉเถราปทาน.

ทุติยํ เสลตฺเถราปทานํ (๓๙๒)

เสลเถราปทานที่ ๒ (๓๙๒)

ว่าด้วยการประพฤติธรรม

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปิลินทวรรค เสลเถราปทาน (๓๙๒) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

นคเร หํสวติยา วีถิสามิ อโหสหํ

มม ญาตี สมาเนตฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ

พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน ปุญฺญกฺเขตฺโต อนุตฺตโร

อาสิ ๒ โส สพฺพโลกสฺส อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯ

ขตฺติยา เนคมา เจว มหาสาลา จ พฺราหฺมณา

ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

หตฺถาโรหา อนีกตฺถา รถิกา ปตฺติการกา

ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

อุคฺคา จ ราชปุตฺตา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา

ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

อาฬาริกา จ สูทา ๑ จ นฺหาปกา มาลการกา

ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

รชกา เปสการา จ ตุนฺนวายา จ นฺหาปิกา

ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

อุสุการา ภมการา จมฺมการา จ ตจฺฉกา

ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

กมฺมารา โสณฺณการา จ ติปุโลหกรา ตถา

ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

ภตกา เจลกา ๒ เจว ทาสกมฺมกรา พหู

ยถา สเกน ถาเมน ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

อุทหารา กฏฺฐหารา กสิกา ๓ ติณหารกา

ยถา สเกน ถาเมน ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

ปุปฺผิกา มาลิกา เจว ปณฺณิกา ผลหารกา

ยถา สเกน ถาเมน ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

คณิกา กุมฺภทาสี จ ปูวิกา มจฺฉิกาปิจ ๔

ยถา สเกน ถาเมน ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

เอเต ๑ สพฺเพ สมาคนฺตฺวา คณพนฺธาว ๒ เอกโต

อธิการํ กริสฺสาม ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร ฯ

เต เม สุตฺวาน วจนํ คณํ พนฺธึสุ ตาวเท

อุปฏฺฐานสาลํ สุกตํ ภิกฺขุสงฺฆสฺส การยุํ ฯ

นิฏฺฐาเปตฺวาน ตํ สาลํ อุทคฺโค ตุฏฺฐมานโส

ปเรโต เตหิ สพฺเพหิ สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมึ ฯ

อุปสงฺกมฺม สมฺพุทฺธํ โลกนาถํ นราสภํ

วนฺทิตฺวา สตฺถุโน ปาเท อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ

อิเม ตีณิสตา วีร ปุริสา เอกโต คณา

อุปฏฺฐานสาลํ สุกตํ นิยฺยาเทนฺติ ตว ๓ มุนิ ฯ

ภิกฺขุสงฺฆสฺส ปุรโต สมฺปฏิจฺฉตุ จกฺขุมา

ติณฺณํ สตานํ ปุรโต อิมา คาถา อภาสถ ฯ

ติสตาปิ จ เชฏฺโฐ จ อนุวตฺตึสุ เอกโต

สมฺปตฺตี ๔ หิ กริตฺวาน สพฺเพ อนุภวิสฺสถ ฯ

ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต ๕ สีติภาวมนุตฺตรํ

อชรํ อมรํ ๖ เขมํ นิพฺพานํ ปสฺสยิสฺสถ ๗ ฯ

เอวํ พุทฺโธ วิยากาสิ สพฺพญฺญูตมนุตฺตโร ๘

พุทฺธสฺส วจนํ สุตฺวา โสมนสฺสมฺปเวทยึ ฯ

ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมึ อหํ

เทวาธิโป ปญฺจสตํ เทวรชฺชมการยึ ฯ

สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ อโหสหํ

ปเทสรชฺชํ ๑ วิปุลํ คณนาโต ๒ อสงฺขยํ ฯ

อิธ มานุสเก รชฺเช ๓ ปริสา โหนฺติ พนฺธวา

ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต วาเสฏฺโฐ นาม พฺราหฺมโณ ฯ

อสีติโกฏินิจฺจโย ตสฺส ปุตฺโต อโหสหํ

เสโล อิติ มม นามํ ฉฬงฺเค ปารมึ คโต ฯ

ชงฺฆาวิหารํ วิจรํ สสิสฺเสหิ ปุรกฺขโต

ชฏาภารภริตํปิ ๔ เกนิยํ นาม ตาปสํ ฯ

ปฏิยตฺตาหุตึ ทิสฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ

อาวาโห วา วิวาโห วา ราชา วา เต นิมนฺติโต ฯ

อาหุตึ ยิฏฺฐุกาโมหํ พฺราหฺมเณ เทวสมฺมเต

น นิมนฺเตมิ ราชานํ อาหุติ เม น วิชฺชติ ฯ

น จตฺถิ มยฺหมาวาโห วิวาโห เม น วิชฺชติ

สกฺยานํ นนฺทิชนโน เสฏฺโฐ โลเก สเทวเก ฯ

สพฺพโลกหิตตฺถาสิ ๕ สพฺพสตฺตสุขาวโห

โส เม นิมนฺติโต อชฺช ตสฺเสตํ ปฏิยาทนํ ฯ

ตมฺพรุสกวณฺณาโภ อปฺปเมยฺโย อนูปโม

รูเปนาสทิโส พุทฺโธ สฺวาตนาย นิมนฺติโต ฯ

อุกฺกามุขปหฏฺโฐ ๖ จ ๗ ขทิรงฺคารสนฺนิโภ

วิชฺชูปโม มหาวีโร โส เม นาโถ ๘ นิมนฺติโต ฯ

ปพฺพตคฺเค ยถา อคฺคิ ปุณฺณมาเยว จนฺทิมา

นฬคฺคิวณฺณสงฺกาโส โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

อสมฺภีโต ภยาตีโต ภวนฺตกรโณ มุนิ

สีหูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

กุสโล พุทฺธธมฺเมสุ อปฺปสโยฺห ปเรหิ โส

นาคูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

สทฺธมฺมปารกุสโล พุทฺธนาโค อสาทิโส

อุสภูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

อนนฺตวณฺโณ อมิตยโส วิจิตฺตสพฺพลกฺขโณ

สกฺกูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

วสี คณี ปตาปี จ เตชสี จ ทุราสโท

พฺรหฺมูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

มหคฺคธมฺโม ๑ ทสพโล พลาติพลปารคู ๒

ธรณูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

สีลธีติสมากิณฺโณ ธมฺมวิญฺญาณโขภิโต

อุทธูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

ทุราสโท ทุปฺปสโห อจโล อุคฺคโต พฺรหฺมา ๓

เนรูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

อนนฺตญาโณ อสโม ๔ อตุโล อคฺคตํ คโต

คคนูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

ปนฺนรสมํ ภาณวารํ ฯ

ปติฏฺฐา ภยภีตานํ ตาโณ สรณคามินํ

อสฺสาสโก มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

อาสโย พุทฺธิมนฺตานํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ สุเขสินํ

รตนากโร มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

อสฺสาสโก เทวกโร สามญฺญผลทายโก

เมฆูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

โลเก ๑ สมุสฺสิโต วีโร สพฺพตมวิโนทโน

สุริยูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

อารมฺมณวิมุตฺตีสุ สภาวทสฺสโก มุนิ

จนฺทูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

พุทฺโธ สมุสฺสิโต โลเก ลกฺขเณหิ อลงฺกโต

อปฺปเมยฺโย มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

ยสฺส ญาณํ อปฺปเมยฺยํ สีลํ ยสฺส อนูปมํ

วิมุตฺติ อสทิสา ยสฺส โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

ยสฺส ธีติ อสทิสา ถาโม ยสฺส อจินฺติโย

ยสฺส ปรกฺกโม เสฏฺโฐ โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

ราโค โทโส จ โมโห จ วิสา สพฺเพ สมูหตา

อคทูปโม ๒ มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

กิเลสพฺยาธิ พหุทุกฺขา โอสถีว ๓ วิโนทโก

วิชฺชูปโม ๔ มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

พุทฺโธติ โฆสํ ๑ วเทสิ โฆโส เม โส สุทุลฺลโภ

พุทฺโธติ ๒ โฆสนํ สุตฺวา ปีติ เม อุปปชฺชถ ฯ

อพฺภนฺตรํ อคณฺหนฺตํ ปีติ เม พหิ นิจฺฉเร

โสหํ ปีติมโน สนฺโต อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ

กหํ นุ โข โส ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ

ตตฺถ คนฺตฺวา นมสฺสิสฺสํ สามญฺญผลทายกํ ฯ

ปคฺคยฺห ทกฺขิณํ พาหุํ เวทชาโต กตญฺชลี

อาจิกฺข ๓ เม ธมฺมราชํ โสกสลฺลวิโนทนํ ฯ

อุเทนฺตํว มหาเมฆํ นีลํ อญฺชนสนฺนิภํ

สาครํ วิย ทิสฺสนฺตํ ปสฺสเสตํ มหาวนํ ฯ

เอตฺถ โส วสเต พุทฺโธ อทนฺตทมโก มุนิ

วินยนฺโต จ เวเนยฺเย โพเธนฺโต โพธิปกฺขิเย ฯ

ปิปาสิโตว อุทกํ โภชนํว ชิคจฺฉโต ๔

คาวี ยถา วจฺฉคิทฺธา เอวาหํ วิจินึ ชินํ ฯ

อาจารอุปจารญฺญู ธมฺมานุจฺฉวิสํวรํ

สิกฺขาเปสึ สเก สิสฺเส คจฺฉนฺเต ๕ ชินสนฺติกํ ฯ

ทุราสทา ภควนฺโต สีหาว เอกจาริโน

ปาเท ปาทํ นิกฺขิปนฺตา อาคจฺเฉยฺยาถ มาณวา ฯ

อาสิวิโส ยถา โฆโร มิคราชาว เกสรี

มตฺโตว กุญฺชโร ทนฺโต ๖ เอวํ พุทฺธา ทุราสทา ฯ

อุกฺกาสิตญฺจ ขิปิตํ อชฺฌุเปกฺขาย มาณวา

ปาเท ปาทํ นิกฺขิปนฺตา อุเปถ พุทฺธสนฺติกํ ฯ

ปฏิสลฺลานครุกา อปฺปสทฺทา ทุราสทา

ทุรูปสงฺกมา พุทฺธา ครู โหนฺติ สเทวเก ฯ

ยมหํ ๑ ปญฺหํ ปุจฺฉามิ ปฏิสมฺโมทยามิ ๒ วา

อปฺปสทฺทา ตทา โหถ มุนีภูตาว ติฏฺฐถ ฯ

ยํ โส เทเสสิ สทฺธมฺมํ ๓ เขมํ นิพฺพานปตฺติยา

ตเมวตฺถํ นิสาเมถ สทฺธมฺมสฺสวนํ สุภํ ฯ

อุปสงฺกมฺม สมฺพุทฺธํ สมฺโมทึ มุนินา อหํ

ตํ กถํ วีติสาเรตฺวา ลกฺขเณ อุปธารยึ ฯ

ลกฺขเณ เทฺว น ทกฺขามิ ๔ ปสฺสามิ ตึสลกฺขเณ

โกโสหิตวตฺถุํ ๕ คุยฺหํ อิทฺธิยา ทสฺสยิ มุนิ ฯ

ชิวฺหํ นินฺนามยิตฺวา จ ๖ กณฺณโสเต จ นาสิเก

ปฏิมสฺส ๗ นลาตนฺตํ เกวลํ ฉาทยิ ชิโน ฯ

ตสฺสาหํ ลกฺขเณ ทิสฺวา ปริปุณฺเณ สพฺยญฺชเน

พุทฺโธติ นิฏฺฐํ คนฺตฺวาน สห สิสฺเสหิ ปพฺพชึ ฯ

สเตหิ ตีหิ สหิโต ปพฺพชึ อนคาริยํ

อฑฺฒมาเส อสมฺปตฺเต สพฺเพ ปตฺตมฺห นิพฺพุตึ ฯ

เอกโต กมฺมํ กตฺวาน ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร

เอกโต สํสริตฺวาน เอกโต วินิวฏฺฏยุํ ฯ

โคปานสิโย ทตฺวาน ปูคธมฺเม วสึ อหํ

เตน กมฺเมน สุกเตน อฏฺฐ เหตู ลภามหํ ฯ

ทิสาสุ ปูชิโต โหมิ โภคา จ อมิตา มม

ปติฏฺฐา โหมิ สพฺเพสํ ตาโส มม น วิชฺชติ ฯ

พฺยาธโย ๑ เม น วิชฺชนฺติ ทีฆายุํ ปาลยามิ จ

สุขุมจฺฉวิโก โหมิ อาวาเส ปตฺติเต วสฺเส ๒ ฯ

อฏฺฐ โคปานสี ทตฺวา ปูคธมฺเม วสึ อหํ

ปฏิสมฺภิทา อรหตฺตญฺจ เอตํ เม อปรฏฺฐมํ ฯ

สพฺพโวสิตโวสาโน กตกิจฺโจ อนาสโว

อฏฺฐโคปานสี นาม ตว ปุตฺโต มหามุนิ

ปญฺจ ถมฺภานิ ทตฺวาน ปูคธมฺเม วสึ อหํ

เตน กมฺเมน สุกเตน ปญฺจ เหตู ลภามหํ ฯ

อจโล โหมิ เมตฺตาย อนูนโภความหํ ๓

อาเทยฺยวจโน โหมิ น ธํเสมิ ยถา อหํ ฯ

อภนฺตํ โหติ เม จิตฺตํ อขิโล ๔ โหมิ กสฺสจิ

เตน กมฺเมน สุกเตน วิมโล โหมิ สาสเน ฯ

สคารโว สปฺปติสฺโส กตกิจฺโจ อนาสโว

สาวโก เต มหาวีร ภิกฺขุ ตํ วนฺทเต มุนิ ฯ

กตฺวา สุกตปลฺลงฺกํ สาลายํ ปญฺญเปสหํ

เตน กมฺเมน สุกเตน ปญฺจ เหตู ลภามหํ ฯ

อุจฺเจ กุเล ปชายามิ ๑ มหาโภโค ภวามหํ

สพฺพสมฺปตฺติโก โหมิ มจฺเฉรํ เม น วิชฺชติ ฯ

คมเน ปตฺถิเต มยฺหํ ปลฺลงฺโก อุปติฏฺฐติ

สห ปลฺลงฺกเสฏฺเฐน คจฺฉามิ มม ปตฺถิตํ ฯ

เตน ปลฺลงฺกทาเนน ตมํ สพฺพํ วิโนทยึ

สพฺพาภิญฺญาพลปฺปตฺโต เถโร วนฺทติ ตํ มุเน ๒ ฯ

ปรกิจฺจตฺตกิจฺจานิ สพฺพกิจฺจานิ สาธยึ

เตน กมฺเมน สุกเตน ปาวิสึ อภยํ ปุรํ ฯ

ปรินิฏฺฐิตสาลสฺมึ ปริโภคมทาสหํ

เตน กมฺเมน สุกเตน เสฏฺฐตฺตํ อชฺฌุปาคโต ฯ

เยเกจิ ทมกา โลเก หตฺถิอสฺเส ทเมนฺติ เต ๓

กาเรตฺวา ๔ การณา นานา ทารุเณน ทเมนฺติ เต ฯ

นเหว ๕ ตฺวํ มหาวีร ทเมสิ นรนาริโย

อทณฺเฑน อสตฺเถน ทเมสิ อุตฺตเม ทเม ฯ

ทานสฺส วณฺเณ กิตฺเตนฺโต เทสนากุสโล มุนิ

เอกปญฺหํ กเถนฺโต จ ๖ โพเธสิ ติสเต มุนิ ฯ

ทนฺตา มยํ สารถินา สุวิมุตฺตา อนาสวา

สพฺพาภิญฺญาพลปฺปตฺตา นิพฺพุตา อุปธิกฺขเย ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ ทานมททินฺตทา

อติกฺกนฺตา ภยา สพฺเพ สาลทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ8

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา เสโล สปริโส ภควโต สนฺติเก อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

เสลตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. เวปุลฺลชวนปญฺโญ ฯ ๒ ยุ. อาธาโร สพฺพโลกสฺส ฯ

๑ ม. ยุ. กปฺปกา ฯ ๒ ยุ. คีตกา ฯ ๓ ม. กสฺสกา ฯ ๔ ยุ. มจฺฉกายิกา ฯ

๑ ม. เอถ ฯ ๒ ม. ยุ. คณํ พนฺธาม ฯ ๓ ม. ยุ. ตวํ ฯ ๔ ม. ยุ. สมฺปตฺตึ ฯ

๕ ม. ยุ. ภเว สมฺปตฺเต ฯ ๖ ม. อมตํ สนฺตํ ฯ ยุ. อมรํ สนฺตึ ฯ

๗ ม. ผสฺสยิสฺสถ ฯ ยุ. ผุสฺสยิสฺสถ ฯ ๘ ม. ยุ. สพฺพญฺญู สมณุตฺตโร ฯ

๑ ม. ยุ. เทวรชฺชํ กโรนฺตสฺส ฯ ๒ ม. ยุ. มหาเทวา อวนฺทิสุํ ฯ ๓ ม. รชฺชํ ฯ

๔ ม. ชฏาภาริกภริตํ ฯ ยุ. ชฏาภารภริตํ ฯ ๕ ม. ยุ. สพฺพโลกหิตตฺถาย ฯ

๖ ยุ. อุกฺกามุขปหโต ว ฯ ๗ ม. ว ฯ ๘ ม. ยุ. พุทฺโธ ฯ

๑ ม. ปตฺตธมฺโม ฯ ยุ. มหนฺตธมฺโม ฯ ๒ ม. ยุ. พลาติพลปารโค ฯ

๓ ยุ. พฺรหา ฯ ๔ ม. ยุ. อสมสโม ฯ

๑ ม. โลกจกฺขุ มหาเตโช ฯ ๒ ยุ. อครูปโม ฯ ๓ ม. สพฺพตมวิโนทโน ฯ

ยุ. สพฺพนฺตมวิโนทโก ฯ ๔ ม. เวชฺชูปโม ฯ

๑ ม. ยุ. โภ ยํ ฯ ๒ ม. ยุ. พุทฺโธ พุทฺโธติ สุตฺวาน ฯ ๓ ม. อาจิกฺขิ ฯ

๔ ม. ยุ. ชิคจฺฉิโต ฯ ๕ ยุ. คจฺฉนฺโต ฯ ๖ ม. ยุ. ทนฺตี ฯ

๑ ม. ยทาหํ ฯ ยุ. ยาวาหํ ฯ ๒ ยุ. ปฏิสมฺโมทิยามิ วา ฯ ๓ ม. สมฺพุทฺโธ ฯ

๔ ม. จ กงฺขามิ ฯ ยุ. ว กงฺขามิ ฯ ๕ ม. ยุ. โกโสหิตวตฺถคุยฺหํ ฯ

๖ ม. นินฺนามยิตฺวาน ฯ ๗ ม. ปฏิมสิ ฯ

๑ ยุ. พฺยาธิโย ฯ ๒ ม. ยุ. วเส ฯ ๓ ม. อนูนงฺโค ภวามหํ ฯ ๔ ยุ. อจโล ฯ

๑ ม. ปชายิตฺวา ฯ ๒ ม. ยุ. มุนิ ฯ ๓ ม. เย ฯ ยุ. เม ฯ

๔ ม. กริตฺวา ฯ ยุ. กเรตฺวา ฯ ๕ ม. นเหวํ ฯ ๖ ม. ยุ. ว ฯ

Royal Thai

ข้าพระองค์เป็นเจ้าของถนนอยู่ในนครหงสวดี ได้ประชุมบรรดาญาติของข้าพระองค์แล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลกเป็นบุญเขตอันสูงสุด พระองค์เป็นผู้สมควรรับเครื่องบูชาของโลกทั้งปวงกษัตริย์ก็ดี ชาวนิคมก็ดี พราหมณ์มหาศาลก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัสได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้าล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก คนครึ่งชาติ (ลูกกษัตริย์แม่เป็นศูทร) ก็ดี ราชบุตรก็ดี พ่อค้าก็ดี พราหมณ์ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก พ่อครัวก็ดี คนรับจ้างก็ดี คนรับใช้อาบน้ำก็ดี ช่างกรองดอกไม้ก็ดี

ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก ช่างย้อมก็ดีช่างหูกก็ดี ช่างเย็บผ้าก็ดี ช่างกัลบกก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก ช่างศรก็ดี ช่างกลึงก็ดี ช่างหนังก็ดีช่างถากก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก ช่างเหล็กก็ดี ช่างทองก็ดี ช่างดีบุกและช่างทองแดงก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก ลูกจ้างก็ดี ช่างซักรีดก็ดี ทาสและกรรมกรก็ดี เป็นอันมากได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตนๆ คนตักน้ำขายก็ดี คนขนไม้ก็ดี ชาวนาก็ดี คนเกี่ยวหญ้าก็ดีได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตนๆ คนขายดอกไม้ คนขายพวงมาลัย

คนขายใบไม้ และคนขายผลไม้ ได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตนๆ หญิงแพศยา นางกุมภทาสี คนขายขนม และคนขายปลาได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตนๆ เราทั้งหมดนี้มาประชุมร่วมเป็นพวกเดียวกันแล้ว จักทำบุญกุศล ในพระพุทธเจ้าผู้เป็นเขตบุญอย่างยอดเยี่ยม ญาติเหล่านั้นฟังคำของข้าพระองค์แล้ว ร่วมกันเป็นคณะในขณะนั้นกล่าวว่า พวกเราควรให้สร้างโรงฉันอันทำอย่างสวยงามถวายแด่ภิกษุสงฆ์ข้าพระองค์ให้สร้างโรงฉันนั้นสำเร็จแล้ว มีใจเบิกบานยินดี แวดล้อมด้วยญาติทั้งหมดนั้น เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ครั้นเข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลก ผู้ประเสริฐกว่านระ ถวายบังคมแทบพระบาทของพระศาสดาแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า

ข้าแต่พระวีรมุนี บุรุษประมาณ๓๐๐ คนนี้ ร่วมกันเป็นคณะ ขอมอบถวายโรงฉันอันสร้างอย่างสวยงามแด่พระองค์ ขอพระองค์ผู้มีจักษุ ผู้เป็นประธานของภิกษุสงฆ์ โปรดทรงรับเถิด พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ต่อหน้าบุรุษ ๓๐๐ คนว่า บุรุษทั้ง ๓๐๐ คนและผู้เป็นหัวหน้า ร่วมกันประพฤติ ท่านทั้งปวงพากันทำแล้ว จักได้เสวยสมบัติ เมื่อถึงภพหลังสุด ท่านทั้งหลายจักเห็นนิพพาน อันเป็นภาวะเย็นยอดเยี่ยม ไม่แก่ไม่ตาย เป็นแดนเกษม

พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมกว่าผู้รู้ธรรมทั้งปวง ทรงพยากรณ์อย่างนี้ข้าพระองค์ได้ฟังพระพุทธพจน์แล้ว ได้เสวยโสมนัส ข้าพระองค์รื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป เป็นใหญ่กว่าเทวดา เสวยรัชสมบัติอยู่ในเทวโลก ๕๐๐ กัลป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ ในรัชสมบัติในมนุษย์นี้ มีพวกญาติเป็นบริษัท ในภพอันเป็นที่สุดที่ถึงนี้ ข้าพระองค์เป็นบุตรพราหมณ์ชื่อว่าวาเสฏฐะ ผู้สั่งสมสมบัติไว้ประมาณ ๘๐ โกฏิ ข้าพระองค์มีชื่อว่าเสละ ถึงที่สุดในองค์ ๖ แวดล้อมด้วยพวกศิษย์ของตน เดินเที่ยวไปสู่วิหารได้เห็นดาบสชื่อเกนิยะ ผู้เต็มไปด้วยภาระคือชฏา จัดแจงเครื่องบูชา จึงได้ถามดังนี้ว่า ท่านจักทำอาวาหมงคล วิวาหมงคล หรือท่านเชื้อเชิญพระราชา.

เกนิยดาบสตอบว่า

เราใคร่จะบวงสรวงเครื่องบูชา ในพราหมณ์ที่สมมติกันว่าประเสริฐ เราไม่ได้เชื้อเชิญพระราชา ไม่มีการบวงสรวง อาวาหมงคลของเราไม่มี และวิวาหมงคลของเราไม่มี พระพุทธเจ้าผู้ให้เกิดความยินดีแก่ศากยะทั้งหลายประเสริฐที่สุดในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ทรงทำประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งปวง นำสุขมาให้แก่สรรพสัตว์ วันนี้ เรานิมนต์พระองค์ เราจัดแจงเครื่องบูชานี้เพื่อพระองค์ พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีดุจสีมะพลับ มีพระคุณหาประมาณมิได้ ไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูป เรานิมนต์เพื่อเสวย ณ วันพรุ่งนี้และพระองค์มีพระพักตร์ร่าเริงดังปากเบ้า สุกใสเช่นกับถ่านเพลิงไม้ตะเคียน เปรียบด้วยสายฟ้า เป็นมหาวีระ เป็นนาถะของโลก เรานิมนต์แล้ว

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เปรียบเหมือนไฟบนยอดภูเขา ดังพระจันทร์วันเพ็ญ เช่นกับสีแห่งไฟไหม้อ้อ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไม่ทรงครั่นคร้ามล่วงภัยได้แล้ว ทรงทำให้เป็นผู้เจริญ เป็นมุนีเปรียบด้วยสีหะ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้วพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงฉลาดในธรรมของผู้ตรัสรู้ ผู้อื่นข่มขี่ไม่ได้เปรียบด้วยช้างตัวประเสริฐ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงฉลาดในฝั่งคือ สัทธรรม เป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐไม่มีใครเปรียบ เปรียบด้วยโคอุสภราช เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้วพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีวรรณะไม่สุด มียศนับมิได้ มีลักษณะทั้งปวงวิจิตร เปรียบด้วยท้าวสักกะ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีความชำนาญ เป็นผู้นำหมู่ มีตบะ มีเดชคร่าได้ยาก เปรียบด้วยพรหม เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีธรรมเลิศน่าบูชา เป็นพระทศพล ถึงที่สุด กำลังล่วงกำลังเปรียบด้วยแผ่นดิน เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น.

ทรงเกลื่อนกล่นด้วยศีลและปัญญา มากด้วยการทรงรู้แจ้งธรรม เปรียบด้วยทะเล เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นยากที่จะคร่าไปได้ ยากที่จะข่มขี่ไม่ทรงหวั่นไหว เลิศกว่าพรหม เปรียบด้วยเขาสุเมรุ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีญาณไม่สิ้นสุด ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เทียบเท่า ถึงความเป็นยอด เปรียบด้วยท้องฟ้า เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.

จบ ภาณวารที่ ๑๕.

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นที่พึ่งของบรรดาผู้กลัวภัย เป็นที่ต้านทานของบรรดาผู้ถึงสรณะ เป็นที่เบาใจ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นที่อาศัยแห่งมนต์คือความรู้ เป็นบุญเขตของผู้แสวงหาสุข เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้วพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ให้เบาใจ เป็นผู้ทำให้ประเสริฐ เป็นผู้ประทานสามัญผลเปรียบด้วยเมฆ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นวีระที่เขายกย่องในโลก เป็นผู้บรรเทาความมืดทั้งปวง เปรียบด้วยพระอาทิตย์ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงสภาพในอารมณ์และวิมุติ เป็นมุนี เปรียบด้วยพระจันทร์ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสรู้แล้ว เขายกย่องในโลกประดับด้วยลักษณะทั้งหลาย หาประมาณมิได้ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระญาณหาประมาณมิได้ มีศีลไม่มีเครื่องเปรียบ มีวิมุติ ไม่มีอะไรเทียมทันเรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีธิติไม่มีอะไรเหมือน มีกำลังอันไม่ควรคิด มีความบากบั่นอันประเสริฐสุด เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงถอนราคะ โทสะ โมหะ และยาพิษทั้งปวงแล้ว เปรียบด้วยยา เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบรรเทาพยาธิคือกิเลสและทุกข์เป็นอันมาก เปรียบเหมือนโอสถ เปรียบด้วยสายฟ้า เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว เกนิยพราหมณ์กล่าวประกาศว่า พุทโธ เสียงประกาศนั้นข้าพระองค์ได้แสนยาก เพราะได้ฟังเสียงประกาศว่า พุทโธ ปีติย่อมเกิดแก่ข้าพระองค์ ปีติของข้าพระองค์ไม่จับอยู่เฉพาะภายใน แผ่ซ่านออกภายนอก ข้าพระองค์มีใจปิติ ได้กล่าวดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ประทับอยู่ที่ไหน เราจักไปนมัสการพระองค์ผู้ประทานสามัญผล ณ ที่นั้น ขอท่านผู้เกิดโสมนัสประนมกรอัญชลี โปรดยกหัตถ์เบื้องขวาขึ้นชี้บอกพระธรรมราชาผู้บรรเทาลูกศร คือความโศกเศร้าแก่ข้าพเจ้าเถิด.

ท่านย่อมเห็นป่าใหญ่อันเขียวขจี ดังมหาเมฆที่ขึ้นลอยอยู่เสมอด้วยดอกอัญชัน ปรากฏดุจสาคร พระพุทธเจ้าผู้ฝึกบุคคลที่ยังมิได้ฝึก เป็นมุนี ทรงแนะนำเวไนยสัตว์ ให้ตรัสรู้ในโพธิปักขิยธรรม พระองค์นั้นประทับอยู่ที่นั่น ข้าพระองค์ค้นหาพระชินเจ้า เปรียบเหมือนคนกระหายน้ำหาน้ำ เช่นดังคนหิวข้าวหาข้าว ปานดังแม่โครักลูกค้นหาลูก ฉะนั้นข้าพระองค์ผู้รู้อาจาระและอุปจาระ สำรวมตามสมควรแก่ธรรม ให้พวกศิษย์ของตนผู้จะไปยังสำนักพระชินเจ้าศึกษาว่า พระผู้มีพระภาคทั้งหลายใครๆ คร่าไปได้ยาก เสด็จเที่ยวอยู่พระองค์เดียว เปรียบเหมือนราชสีห์ ท่านมาณพทั้งหลายควรเดินเรียงลำดับกันมา

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ยากที่ใครๆ จะคร่าไป เปรียบเหมือนอสรพิษร้าย ดุจไกรสรมฤคราช ดังช้างกุญชรที่ฝึกแล้วตกมัน ฉะนั้น ท่านมาณพทั้งหลายจงอย่าจาม และอย่าไอ เดินเรียงลำดับกันเข้าไปสู่สำนักของพระพุทธเจ้าเถิด พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเป็นผู้หนักในการอยู่ในที่เร้น ชอบเงียบเสียง ยากที่จะคร่าไปได้ ยากที่จะเข้าเฝ้า เป็นครูในมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก เราทูลถามปัญหาใด หรือได้ปราศัยโต้ตอบอยู่ ขณะนั้น ท่านทั้งหลายจงเงียบเสียงหยุดนิ่งอยู่

พระองค์ทรงแสดงพระสัทธรรม อันเป็นแดนเกษมเพื่อบรรลุนิพพาน ท่านทั้งหลายจงใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมนั้น เพราะการฟังสัทธรรมเป็นความงาม ข้าพระองค์ได้เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าได้ปราศัยกับพระมุนี ครั้นผ่านการปราศัยไปแล้ว จึงตรวจดูพระลักษณะทั้งหลาย ไม่เห็นพระลักษณะ ๒ ประการ เห็นแต่พระลักษณะ๓๐ ประการ พระมุนีทรงแสดงพระคุยหฐานอันเร้นอยู่ในฝักด้วยฤทธิ์และพระชินเจ้าทรงแสดงพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณและพระนาสิกทรงแผ่พระชิวหาปกปิดถึงที่สุดพระนลาฏทั้งสิ้น ข้าพระองค์ได้เห็นพระลักษณะของพระองค์ บริบูรณ์พร้อมด้วยพยัญชนะ จึงลงความสันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธเจ้าแน่ แล้วบวชพร้อมด้วยพวกศิษย์

ข้าพระองค์พร้อมด้วยศิษย์ ๓๐๐ คนออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อข้าพระองค์ทั้งหลายบวชแล้วยังไม่ถึงกึ่งเดือน ได้บรรลุถึงความดับทุกข์ทั้งหมด ข้าพระองค์ทั้งหลายร่วมกันทำกรรม ในบุญเขตอันยอดเยี่ยม ท่องเที่ยวไปร่วมกันคลายกิเลสได้ร่วมกัน เพราะได้ถวายไม้กลอนทั้งหลาย ข้าพระองค์จึงอยู่ในธรรมเป็นอันมาก เพราะกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ย่อมได้เหตุ ๘ ประการ คือ ข้าพระองค์เป็นผู้อันเขาบูชาในทิศทั้งหลาย ๑ โภคสมบัติของข้าพระองค์นับไม่ถ้วน ๑ ข้าพระองค์เป็นที่พึ่งของคนทั้งปวง ๑ความสะดุ้งหวาดเสียวไม่มีแก่ข้าพระองค์ ๑ ความป่วยไข้ไม่มีแก่ข้าพระองค์ ๑ ข้าพระองค์ย่อมรักษาอายุยืนนาน

๑ ข้าพระองค์เป็นผู้มีผิวพรรณละเอียดอ่อน เมื่ออยู่ในที่ฝนตก ๑ เพราะได้ถวายไม้กลอน ๘ อันข้าพระองค์จึงได้อยู่ในหมวดธรรมอีกข้อหนึ่ง คือ ปฏิสัมภิทาและอรหัตนี้เป็นข้อที่ ๘ ของข้าพระองค์ ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์มีธรรมเครื่องอยู่อันอยู่จบหมดแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ เป็นบุตรของพระองค์ชื่อว่าอัฏฐโคปานสี เพราะได้ถวายเสา ๕ ต้น ข้าพระองค์จึงได้อยู่ในธรรมเป็นอันมาก ด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ย่อมได้เหตุ ๕ ประการ คือ ข้าพระองค์เป็นผู้ไม่หวั่นไหวด้วยเมตตา ๑มีโภคสมบัติไม่รู้จักพร่อง ๑ มีถ้อยคำควรเชื่อถือได้ ดังข้าพระองค์ไม่จำกัด ๑ จิตของข้าพระองค์ไม่หวาดกลัว ๑ ข้าพระองค์ไม่เป็นเสี้ยนหนามต่อใครๆ ๑ ด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์เป็นผู้ปราศจากมลทินในศาสนา

ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ภิกษุสาวกของพระองค์มีความเคารพ มีความยำเกรงได้ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ถวายบังคมพระองค์ข้าพระองค์ได้ทำบัลลังก์อันทำอย่างสวยงามแล้ว จัดตั้งไว้ในศาลาด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ย่อมได้เหตุ ๕ ประการ คือ ย่อมเกิดในสกุลสูง ๑ เป็นผู้มีโภคสมบัติมาก ๑ เป็นผู้มีสมบัติทั้งปวง ๑ ไม่มีความตระหนี่ ๑ เมื่อข้าพระองค์ปรารถนาจะไป บัลลังก์ย่อมสั้งรออยู่ ๑ ย่อมไปสู่ที่ปรารถนาพร้อมด้วยบัลลังก์อันประเสริฐ ๑ เพราะการถวายบัลลังก์นั้น ข้าพระองค์กำจัดความมืดได้หมด

ข้าแต่พระมหามุนี พระเถระผู้บรรลุอภิญญาและพละทั้งปวงถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์ทำกิจทั้งปวงอันเป็นกิจของผู้อื่นและของตนสำเร็จแล้ว ด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้นข้าพระองค์ได้เข้าไปสู่บุรีอันไม่มีภัย ข้าพระองค์ได้ถวายเครื่องบริโภคในศาลาที่สร้างสำเร็จแล้ว ด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าถึงความเป็นผู้ประเสริฐ ผู้ฝึกเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลก ผู้ฝึกเหล่านั้นย่อมฝึกช้างและม้า ย่อมให้ทำเหตุต่างๆ นานา แล้วฝึกด้วยความทารุณ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์หาได้ฝึกชายและหญิงเหมือนอย่างนั้นไม่

พระองค์ทรงฝึกในวิธีฝึกอันสูงสุด ด้วยไม่ต้องใช้อาชญาไม่ใช้ศาตรา พระมุนีทรงสรรเสริญคุณแห่งทาน ทรงฉลาดในเทศนา และพระมุนีตรัสปัญหาข้อเดียวยังคน ๓๐๐ คน ให้ตรัสรู้ได้ ข้าพระองค์ทั้งหลาย อันพระองค์ผู้เป็นสารถีฝึกแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ไม่มีอาสวะ บรรลุอภิญญาและพละทั้งปวงดับแล้วในธรรม เป็นที่สิ้นอุปธิ ในกัลปที่แสนแต่กัลปนี้ ข้าพระองค์ได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น ภัยทั้งปวงล่วงพ้นไปแล้ว นี้เป็นผลแห่งการถวายศาลา การที่ข้าพระองค์ได้มาในสำนักพระพุทธเจ้านี้เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลาย ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระเสลเถระพร้อมด้วยบริษัทได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ในสำนักของพระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ เสลเถราปทาน.

ตติยํ สพฺพกิตฺติกตฺเถราปทานํ (๓๙๓)

สรรพกิตติกเถราปทานที่ ๓ (๓๙๓)

ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญธรรม

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปิลินทวรรค สรรพกิตติกเถราปทาน (๓๙๓) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

กณิการํว ชลิตํ ทีปรุกฺขํว โชติตํ ๑

โอสธึว วิโรจนฺตํ วิชฺชูว คคเน ยถา ฯ

อสมฺภีตํ อนุตฺราสึ มิคราชํว เกสรึ

ญาณาโลกํ ปกาเสนฺตํ มทฺทนฺตํ ติตฺถิเย คเณ ฯ

อุทฺธรนฺตํ อิมํ โลกํ ฉินฺทนฺตํ สพฺพสํสยํ

อสมฺภีตํ ๒ มิคราชํว อทฺทสํ โลกนายกํ ฯ

ชฏาชินธโร อาสึ พฺรหฺมา ๓ อุชุ ปตาปวา

วากจีรํ คเหตฺวาน ปาทมูเล อปตฺถรึ ฯ

กาฬานุสาริยํ คยฺห อนุลิมฺปึ ตถาคตํ

สมฺพุทฺธํ อุปลิมฺปิตฺวา สนฺถวึ โลกนายกํ ฯ

สมุทฺธรสิมํ โลกํ โอฆติณฺโณ มหามุนิ

ญาณาโลเกน โชเตสิ ปวรํ ๑ ญาณมุตฺตมํ ฯ

ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตสิ มทฺทเส ปรติตฺถิเย

อุสโภ ชิตสงฺคาโม ๒ สมฺปกมฺเปสิ เมทนึ ฯ

มหาสมุทฺเท อุมฺมีว ๓ เวลนฺตมฺหิ ปภิชฺชติ ๔

ตเถว ตว ญาณสฺมึ สพฺพทิฏฺฐิ ปภิชฺชติ ๕ ฯย

สุขุมจฺฉิกชาลานิ ๖ สรมฺหิ สมฺปตานิ เต

อนฺโตชาลิคตา ปาณา ปีฬิตา โหนฺติ ตาวเท ฯ

ตเถว ติตฺถิยา โลเก มุฬฺหา ๗ สจฺจวินิสฺสิตา

อนฺโตญาณวเร ตุยฺหํ ปริวตฺตนฺติ มาริส ฯ

ปติฏฺฐา ว วุยฺหตํ โอเฆ ตฺวญฺหิ นาโถ อพนฺธุนํ

ภยฏฺฐิตานํ สรโณ ๘ มุตฺตตฺถีนํ ปรายโน ๙ ฯ

เอกจฺจโร ๑๐ อสทิโส เมตฺตากรุณสญฺญุโต

ปญฺญวา ๑๑ ยุตฺตจาโค จ วสี ตาที คุณาลโย ฯ

ธีโร วิคตสมฺโมโห อเนญฺโช อกถํกถี

ตุสฺสิโต ๑๒ วนฺตโทโสสิ นิมฺมโล สํยโต สุจิ ฯ

สงฺคาตีโต ๑๓ คตมโท เตวิชฺโชสิ ๑๔ ภวนฺตโค

สีมาติโค ธมฺมครุ ตตตฺโถ หิตวปฺปโก ๑๕ ฯ

ตารโก ตฺวํ ยถา นาวา นิธิวสฺสาสการโก

อสมฺภีโต ยถา สีโห คชราชาว ทมฺมิโต ฯ

โถเมตฺวา ทสคาถาหิ ปทุมุตฺตรํ มหามุนึ ๑

วนฺทิตฺวา สตฺถุโน ปาเท ตุณฺหี อฏฺฐาสหํ ตทา ฯ

ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห

ภิกฺขุสงฺเฆ ฐิโต สตฺถา อิมา คาถา อภาสถ ฯ

โย เม สีลญฺจ ปญฺญญฺจ ๒ ธมฺมญฺจาปิ ๓ ปกิตฺตยิ

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ

สฏฺฐี กปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ

อญฺเญ เทเว อภิภวิตฺวา อิสฺสรํ การยิสฺสติ ฯ

โส ปจฺฉา ปพฺพชิตฺวาน สุกฺกมูเลน โจทิโต

โคตมสฺส ภควโต สาสเน ปพฺพชิสฺสติ ฯ

ปพฺพชิตฺวาน กาเยน ปาปกมฺมํ วิวชฺชิย

สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ

ยถา จ ๔ เมโฆ ถนยํ ตปฺเปติ เมทนึ อิมํ

ตเถว ตฺวํ มหาวีร ธมฺเมน ตปฺปยิ มมํ ฯ

สีลํ ปญฺญญฺจ ธมฺมญฺจ ถวิตฺวา โลกนายกํ

ปตฺโตมฺหิ ปรมํ สนฺตํ นิพฺพานํ ปทมจฺจุตํ ฯ

อโห นูน ส ภควา จิรํ ติฏฺเฐยฺย จกฺขุมา

อญฺญาตญฺจ วิชาเนยฺยํ ปสฺเสยฺยํ อมตํ ปทํ ฯ

อยํ เม ปจฺฉิมา ชาติ ภวา สพฺเพ สมูหตา

สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ พุทฺธมภิโถมยึ ๑

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ กิตฺตนาย อิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

สพฺพาสวา ปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สพฺพกิตฺติโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

สพฺพกิตฺติกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. อุชฺชลํ ฯ ม. วิชฺชุตํ .. ฯ ยุ. วิชฺชุํ อพฺภฆเน ฯ ๒ ม. คชฺชนฺตํ .. ฯ

ยุ. ลสนฺตํ .. ฯ ๓ ม. ยุ. พฺรหา ฯ

๑ ยุ. วชิร .. ฯ ๒ ยุ. ชิตสงฺคาเม ฯ ๓ ม. อูมิโย ฯ ๔-๕ ม. ยุ. ปภิชฺชเร ฯ

๖ ม. .. ชาเลน ฯ ยุ. ชาเลว ฯ ๗ ม. ปุถุปสณฺฑนิสฺสิตา ฯ ยุ. ผุฏา สจฺจ .. ฯ

๘ ม. สรณํ ฯ ๙ ม. ปรายนํ ฯ ๑๐ ม. ยุ. เอกวีโร ฯ ๑๑ ม. .. สญฺจโย ฯ ยุ.

เมตฺตาการุณาทิสญฺจโย ฯ ๑๒ ม. อสโม สุสโม สนฺโต วสี ตาที ชิตญฺชโย ฯ ยุ.

สุสีโล อสโม สนฺโต วสิตวิชิตญฺชโย ฯ ๑๓ ยุ. วุสิโต ฯ ๑๔ ยุ. สงฺคาติโค หตมโท ฯ

๑๕ ม. หิตวพฺภุโต ฯ ยุ. หิตธมฺมโต ฯ

๑ ม. ยุ. มหายสํ ฯ ๒ ม. ยุ. ญาณญฺจ ฯ ๓ ม. สทฺธมฺมญฺจาปิ วณฺณยิ ฯ

๔ ม. ยุ. ยถาปิ ฯ

Royal Thai

เราเป็นพราหมณ์ผู้ทรงชฏาและหนังสัตว์ เป็นผู้ซื่อตรง มีตบะ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้นายกของโลก ทรงรุ่งเรืองดังดอกกรรณิการ์ โชติช่วงดังดวงไฟรุ่งโรจน์ดังดาวประกายพฤกษ์ เปรียบเหมือนสายฟ้าในอากาศ ไม่ทรงครั่นคร้าม ไม่ทรงสะดุ้งกลัว ดังพระยาไกรสรราชสีห์ ทรงประกาศแสงสว่างแห่งพระญาณ ทรงย่ำยีพวกเดียรถีย์ ทรงช่วยเหลือสัตว์โลกนี้ ทรงตัดความสงสัยทั้งปวง ไม่ทรงหวาดหวั่นดังพระยาเนื้อ จึงถือเอาผ้าเปลือกไม้กรองลาดลง ณ ที่ใกล้พระบาท หยิบเอากะลำพักมาชะโลมทาพระตถาคตครั้นชะโลมทาพระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ชมเชยพระองค์ผู้เป็นนายกของโลกว่า ข้าแต่พระมหามุนี

พระองค์ทรงข้ามพ้นโอฆะแล้ว ทรงยังโลกนี้ให้ข้ามพ้น โชติช่วงด้วยแสงสว่างแห่งพระญาณ พระญาณประเสริฐสุด ทรงประกาศธรรมจักร ทรงย่ำยีเดียรถีย์อื่น ทรงเป็นผู้กล้าหาญ ทรงชนะสงครามแล้ว ยังแผ่นดินให้หวั่นไหว คลื่นในมหาสมุทรย่อมแตกในที่สุดฝั่ง ฉันใด ทิฏฐิทั้งปวงย่อมแตกทำลายในเพราะพระญาณของพระองค์ฉันนั้น ข่ายตาเล็กๆ ที่เขาเหวี่ยงลงไปในสระแล้ว สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ภายในข่าย เป็นผู้ถูกบีบคั้นในขณะนั้น ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์พวกเดียรถีย์ในโลกเป็นผู้หลงงมงายไม่อาศัยสัจจะ ย่อมเป็นไปภายในพระญาณอันประเสริฐของพระองค์ ฉันนั้น

พระองค์เท่านั้นเป็นที่พึ่งของผู้ที่ว่ายอยู่ในห้วงน้ำ เป็นนาถะของผู้ไม่มีเผ่าพันธุ์ เป็นสรณะของผู้ที่ตั้งอยู่ในภัย เป็นผู้นำหน้าของผู้ต้องการความพ้น เสด็จเที่ยวไปผู้เดียว ไม่มีใครเหมือน ทรงประกอบด้วยพระเมตตากรุณา ทรงมีปัญญา ประกอบการสละ มีความชำนาญ คงที่ เป็นที่อยู่แห่งคุณ เป็นนักปราชญ์ ปราศจากความหลง ไม่ทรงหวั่นไหว ไม่มีความสงสัย เป็นผู้พอพระทัย มีโทสะอันคายแล้ว ไม่มีมลทิน ทรงสำรวม มีความสะอาด ล่วงธรรมเครื่องข้อง มีความเมาไปปราศแล้ว ได้วิชชา ๓ ถึงความเจริญ ทรงถึงเขตแดนเป็นผู้หนักในธรรม มีประโยชน์อันถึงแล้ว ทรงหว่านประโยชน์ ทรงยังสัตว์ให้ข้ามเปรียบเหมือนเรือ

ทรงมีขุมทรัพย์ ทรงทำความเบาใจ ไม่ทรงครั่นคร้ามดังราชสีห์ เหมือนพระยาคชสารอันฝึกแล้ว ในกาลนั้น ครั้นเราสรรเสริญพระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตระด้วยคาถา ๑๐ คาถา ถวายบังคมพระบาทพระศาสดาแล้ว ได้ยืนนิ่งอยู่ พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตระผู้รู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา ประทับอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดสรรเสริญศีล ปัญญา และธรรมของเรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๖ หมื่นกัลป จักเสวยความเป็นอิสระครอบงำเทวดาเหล่าอื่น ภายหลังอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว เขาจักออกบวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคมีพระนามว่าโคดม

ครั้นบวชแล้ว เว้นบาปกรรมด้วยกาย กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ นิพพาน เมฆครางกระหึ่ม ย่อมยังพื้นดินนี้ให้อิ่ม ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ทรงยังข้าพระองค์ ให้อิ่มด้วยธรรม ฉันนั้น ครั้นเราเชยชมศีล ปัญญา ธรรม และพระนายกของโลกแล้ว ได้บรรลุนิพพานอันเป็นธรรมระงับอย่างยิ่ง เป็นบทไม่เคลื่อนโอหนอ พระผู้มีพระภาคผู้มีจักษุพระองค์นั้น พึงดำรงอยู่นานแน่ เราก็พึงรู้แจ้งธรรมที่ยังไม่รู้แจ้ง พึงเห็นอมตบท ชาตินี้เป็นชาติที่สุดของเรา เราถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัลปที่แสนแต่กัลปนี้ เราได้สรรเสริญพระพุทธเจ้าใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว อาสวะทั้งปวงสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วคุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระสรรพกิตติกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ สรรพกิตติกเถราปทาน.

จตุตฺถํ มธุทายกตฺเถราปทานํ (๓๙๔)

มธุทายกเถราทานที่ ๔ (๓๙๔)

ว่าด้วยอานิสงส์การถวายน้ำผึ้งและลาดหญ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปิลินทวรรค มธุทายกเถราทาน (๓๙๔) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

สินฺธุยา นทิยา ตีเร สุกโต อสฺสโม มม

ตตฺถ วาเจมหํ สิสฺเส อิติหาสํ สลกฺขณํ ฯ

ธมฺมกามา วินีตา เต โสตุกามา สุสาสนํ

ฉฬงฺเค ปารมิปฺปตฺตา สินฺธุกูเล วสนฺติ เต ฯ

อุปฺปาทาคมเน เจว ลกฺขเณสุ จ โกวิทา

อุตฺตมตฺถํ คเวสนฺตา วสนฺติ ปวเน ตทา ฯ

สุเมโธ นาม สมฺพุทฺโธ โลเก อุปฺปชฺชิ ตาวเท

อมฺหากํ อนุกมฺปนฺโต อุปคญฺฉิ วินายโก ฯ

อุปาคตํ มหาวีรํ สุเมธํ โลกนายกํ

ติณสนฺถารกํ กตฺวา โลกเชฏฺฐสฺสทาสหํ ฯ

ปวนาโต มธธ คยฺห พุทฺธเสฏฺฐสฺสทาสหํ

สมฺพุทฺโธ ปริภุญฺชิตฺวา อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ

โย ๑ ตํ อทาสิ มธธ เม ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ

อิมินา มธุทาเนน ติณสนฺถารเกน จ

ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ ฯ

ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ

เทวโลกา อิธาคนฺตฺวา มาตุกุจฺฉิมฺหุปาคโต

มธุวสฺโส ปวสฺสิตฺถ ฉาทยํ มธุนา มหึ ฯ

มม นิกฺขนฺตมตฺตมฺหิ กุมฺภิยา จ สุทุตฺตรา

ตตฺราปิ มธุวสฺโส ๒ เม วสฺสเต นิจฺจกาลิกํ ฯ

อคารา อภินิกฺขมฺม ปพฺพชึ อนคาริยํ

ลาภี อนฺนสฺส ปานสฺส มธุทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

สพฺพกามสมิทฺโธหํ ภวิตฺวา เทวมานุเส

เตเนว มธุทาเนน ปตฺโตมฺหิ อาสวกฺขยํ ฯ

วุฏฺฐมฺหิ เทเว จตุรงฺคุเล ติเณ

สุปุปฺผิเต ธรณีรุเห วปฺปเทเส ๑

สุญฺเญ ฆเร มณฺฑปรุกฺขมูลเก

วสามิ นิจฺจํ สุขิโต อนาสโว ฯ

มชฺเฌ ๒ มยฺหํ ภวา อสฺสุ เย ภเว สมติกฺกมึ

อชฺช เม อาสวา ขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ

ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ ยํ ทานมททึ ตทา

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ มธุทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

สพฺพาสวา ปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา มธุทายโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

มธุทายกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

ปญฺจมํ ปทุมกูฏาคาริกตฺเถราปทานํ (๓๙๕)

๑ ยุ. พุทฺธมภิปูชยึ ฯ

๑ ยุ. ยํ ฯ ๒ มธุวสฺสํ ฯ

๑ ม. สญฺฉนฺเน ฯ ยุ. จ ฉปฺปเท ฯ ๒ ม. มชฺเฌ มหนฺเต หีเน จ ภเว สพฺเพ อติกฺกมึ ฯ

Royal Thai

เราได้สร้างอาศรมอย่างสวยงามไว้ใกล้ฝั่งแม่น้ำสินธุ เราบอกคัมภีร์อิติหาสะพร้อมทั้งตำราทายลักษณะ กะพวกศิษย์ที่อาศรมนั้น ศิษย์เหล่านั้นเป็นผู้ใคร่ธรรม เราแนะนำดี เป็นผู้ใคร่ฟังคำสั่งสอนดี ถึงที่สุดในองค์ ๖ ประการอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำสินธู เป็นผู้ฉลาดในการทำนายการมาเกิด และในลักษณะทั้งหลาย แสวงหาประโยชน์อันสูงสุดอยู่ในป่าใหญ่ ในกาลนั้น ครั้งนั้นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ผู้ทรงแนะนำให้วิเศษ จะทรงอนุเคราะห์พวกเรา จึงเสด็จเข้ามา

เราได้เห็นมหาวีระพระนามว่าสุเมธ ผู้เป็นนายกของโลก เสด็จเข้ามา จึงได้เอาหญ้าลาดถวายแด่พระองค์ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก เราถือเอาน้ำผึ้งจากป่าใหญ่ มาถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระสัมพุทธเจ้าเสวยแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า ผู้ใดมีความเลื่อมใส ได้ถวายน้ำผึ้งแก่เราด้วยมือทั้งสองของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ด้วยการถวายน้ำผึ้ง และด้วยการลาดหญ้าถวายนี้ ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด๓ หมื่นกัลป ใน ๓ หมื่นกัลป

พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ทรงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นจักเป็นทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะนิพพาน เมื่อเราจากเทวโลกมาในมนุษยโลกนี้ เข้าอยู่ในครรภ์มารดา เมล็ดฝนน้ำผึ้งได้ตกปกปิดแผ่นดินด้วยน้ำผึ้ง แม้ในขณะเมื่อเราพอออกจากครรภ์นั้น ฝนน้ำผึ้งก็ตกให้แก่เรา เต็มเปี่ยมหม้อตลอดกาลเป็นนิตย์ เมื่อเราออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว ย่อมได้ข้าวและน้ำ นี้เป็นผลแห่งการถวายน้ำผึ้ง เราเกิดในเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยกามทั้งปวง ได้บรรลุความสิ้นอาสวะ เพราะการถวายน้ำผึ้งนั้นแล.

เมื่อฝนตกแล้ว หญ้างอกยาว ๔ นิ้ว เมื่อต้นไม้ในแถวฝั่งน้ำมีดอกบานสะพรั่ง เราผู้ไม่มีอาสวะเป็นสุขอยู่เป็นนิตย์ ในเรือนว่างเปล่า ที่มณฑปและโคนไม้

เราก้าวล่วงภพเหล่าใด ภพเหล่านั้นของเราพึงมีในท่ามกลาง อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้วในวันนี้ บัดนี้ ภพใหม่มิได้มีอีก ใน ๓ หมื่นกัลป (แต่กัลปนี้) เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลยนี้เป็นผลแห่งการถวายน้ำผึ้ง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว อาสวะทั้งปวงสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้วพระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระมธุทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ มธุทายกเถราปทาน.

ปทุมกูฏาคาริกเถราปทานที่ ๕ (๓๙๕)

ว่าด้วยผลแห่งการทำพุทธบูชา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปิลินทวรรค ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน (๓๙๕) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

ปิยทสฺสี นาม ภควา สยมฺภู โลกนายโก

วิเวกกาโม สมฺพุทฺโธ สมาธิกุสโล มุนิ ฯ

วนสณฺฑํ สโมคฺคยฺห ปิยทสฺสี มหามุนิ

ปํสุกูลํ ปตฺถริตฺวา นิสีทิ ปุริสุตฺตโม ฯ

มิคลุทฺโธ ปุเร อาสึ อิริเน ๑ กานเน อหํ

ปสทํ มิคเมสนฺโต อาหิณฺฑามิ อหํ ตทา ฯ

ตตฺถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ โอฆติณฺณํ อนาสวํ

ปุปฺผิตํ สาลราชํว สตรํสีว อุคฺคตํ ฯ

ทิสฺวานาหํ เทวเทวํ ปิยทสฺสึ มหายสํ

ชาตสฺสรํ สโมคฺคยฺห ปทุมํ อาหรึ ตทา ฯ

อาหริตฺวาน ปทุมํ สตปตฺตํ มโนรมํ

กูฏาคารํ กริตฺวาน ฉาทยึ ปทุเมนหํ ฯ

อนุกมฺปโก การุณิโก ปิยทสฺสี มหามุนิ

สตฺต รตฺตินฺทิเว พุทฺโธ กูฏาคาเร วสี ชิโน ฯ

ปุราณํ ฉฑฺฑยิตฺวาน นเวน ฉาทยึ อหํ

อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน อฏฺฐาสึ ตาวเท อหํ ฯ

วุฏฺฐหิตฺวา สมาธิมฺหา ปิยทสฺสี มหามุนิ

ทิสา ๒ อนุวิโลเกนฺโต นิสีทิ โลกนายโก ฯ

ตทา สุทสฺสโน นาม อุปฏฺฐาโก มหิทฺธิโก

จิตฺตมญฺญาย พุทฺธสฺส ปิยทสฺสิสฺส สตฺถุโน ฯ

อสีติยา สหสฺเสหิ ภิกฺขูหิ ปริวาริโต

วนนฺเต สุขมาสีนํ อุเปสิ โลกนายกํ ฯ

ยาวตา วนสณฺฑมฺหิ อธิวตฺถา จ เทวตา

พุทฺธสฺส จิตฺตมญฺญาย สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ

สมาคเตสุ ยกฺเขสุ กุมฺภณฺเฑ สหรกฺขเส

ภิกฺขุสงฺเฆ จ สมฺปตฺเต คาถา สพฺยาหรี ๑ ชิโน ฯ

โย มํ สตฺตาหํ ปูเชสิ อาวาสญฺจ อกาสิ เม

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ

สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ คมฺภีรํ สุปฺปกาสิตํ

ญาเณน กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ

จตุทฺทสานิ กปฺปานิ เทวรชฺชํ กริสฺสติ

กูฏาคารํ พฺรหนฺตสฺส ๒ ปทุมปุปฺเผหิ ๓ ฉาทิตํ ฯ

อากาเส ธารยิสฺสนฺติ ปุพฺพกมฺมสฺสิทํ ผลํ

จตุทฺทเส ๔ กปฺปสเต โวกิณฺณํ สํสริสฺสติ ฯ

ตตฺถ ปุปฺผมยํ พฺยมฺหํ อากาเส ธารยิสฺสติ

ยถา ปทุมปตฺตมฺหิ โตยํ น อุปลิมฺปติ ฯ

ตเถวิมสฺส ญาณมฺหิ กิเลสา โนปลิมฺปเร

มนสา วินิวฏฺเฏตฺวา ปญฺจนีวรเณ อยํ ฯ

จิตฺตํ ชเนตฺวา นิกฺขมฺเม อคารา ปพฺพชิสฺสติ

ตโต ปุปฺผมยํ ๑ พฺยมฺหํ ธาเรนฺตํ นิกฺขมิสฺสติ ฯ

รุกฺขมูเล วสนฺตสฺส นิปกสฺส สตีมโต

ตตฺถ ปุปฺผมยํ พฺยมฺหํ มตฺถเก ธารยิสฺสติ ฯ

จีวรํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปจฺจยํ สยนาสนํ

ททิตฺวา ภิกฺขุสงฺฆสฺส นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ

กูฏาคาเรน จริเต ๒ ปพฺพชฺชํ อภินิกฺขมิ ๓

รุกฺขมูเล วสนฺตํปิ กูฏาคารํ ธรียติ ฯ

จีวเร ปิณฺฑปาเต จ เจตนา เม น วิชฺชติ

ปุญฺญกมฺเมน สํยุตฺโต ลภามิ ปรินิฏฺฐิตํ ฯ

คณนาโต อสงฺเชยฺยา กปฺปโกฏี พหู มม

ริตฺตกา เต อติกฺกนฺตา สุมุตฺตา ๔ โลกนายกา ฯ

อฏฺฐารเส กปฺปสเต ปิยทสฺสี วินายโก

ตมหํ ปยิรุปาสิตฺวา อิมํ โยนึ ๕ อุปาคโต ฯ

ตมทฺทสามิ ๖ สมฺพุทฺธํ อโนมํ นาม จกฺขุมํ

ตมหํ อุปคนฺตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ

ทุกฺขสฺสนฺตํ กโร พุทฺโธ สทฺธมฺเม ๗ เทสยี ชิโน

ตสฺส ธมฺมํ สุณิตฺวาน ปตฺโตมฺหิ อจลํ ปทํ ฯ

โตสยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ

สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ

อฏฺฐารเส กปฺปสเต ยํ พุทฺธมภิปูชยึ

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

สพฺพาสวา ปริกฺขีณา นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา ๑ กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปทุมกูฏาคาริโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ปทุมกูฏาคาริกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. อรญฺเญ ฯ ๒ ม. ทิสํ ฯ

๑ ม. ปพฺยาหรี ฯ ยุ. มพฺยาหรี ฯ ๒ ม. มหนฺตสฺส ฯ ๓ ม. ปทฺมปุปฺเผหิ ฯ

๔ ม. ยุ. จตุพฺพีเส ฯ

๑ ม. ตโต ปุปฺผมเย พฺยเมฺห ธาเรนฺเต นิกฺขมิสฺสติ ฯ ๒ ม. จรตา ฯ ยุ. จรณา ฯ

๓ ม. ยุ. อภินิกฺขมึ ฯ ๔ ม. ปมุตฺตา ฯ ยุ. ปวุตฺตา โลกนายินา ฯ

๕ โป. ฌานํ ฯ ๖ ม. อิธ ปสฺสามิ ฯ ๗ ม. ยุ. มคฺคํ ... ฯ

Royal Thai

พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปิยทัสสี ผู้สยัมภู เป็นนายกของโลก ตรัสรู้แล้วเอง ทรงใคร่ในวิเวก ฉลาดในสมาธิ เป็นมุนี พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสี ผู้อุดมบุรุษ เสด็จไปสู่ไพรสณฑ์ ทรงลาดผ้าบังสุกุลแล้วประทับนั่งอยู่ ในกาลก่อน เราเป็นพรานเนื้ออยู่ในป่าใหญ่ในกาลนั้น เราเที่ยวแสวงหาเนื้อฟานอยู่ในป่านั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะแล้ว ไม่มีอาสวะ เปรียบเหมือนพระยารังมีดอกบาน เหมือนพระอาทิตย์อุทัย ครั้นเห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสีผู้มียศมากแล้ว เราจึงลงไปสู่สระบัวนำเอาดอกปทุมมาในขณะนั้น ครั้นนำเอาดอกปทุมอันเป็นที่รื่นรมย์ใจมาแล้ว จึงสร้างเรือนมียอด (ปราสาท) แล้วมุงบังด้วยดอกปทุม

พระพุทธชินเจ้าพระนามว่าปิยทัสสีเป็นมหามุนี ผู้ทรงอนุเคราะห์ประกอบด้วยพระกรุณา ประทับอยู่ในกูฏาคาร ๗ คืน ๗ วัน เราเอาดอกปทุมที่เก่าๆ ทิ้งเสียแล้ว มุงบังด้วยดอกปทุมใหม่ ขณะนั้นเราได้ยืนประนมกรอัญชลีอยู่พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสี รู้เป็นนายกของโลก เสด็จออกจากสมาธิแล้วประทับนั่งเหลียวแลดูทิศอยู่ ในกาลนั้น พระเถระผู้อุปัฏฐากนามว่าสุทัสสนะ มีฤทธิ์มาก รู้พระดำริของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสีผู้ศาสดา อันภิกษุ ๘ หมื่นแวดล้อมแล้ว เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ซึ่งประทับนั่งทรงพระสำราญอยู่ที่ชายป่า และในกาลนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในไพรสณฑ์ประมาณเท่าใด เทวดาเหล่านั้นทราบพระพุทธดำริแล้ว

พากันมาประชุมทั้งหมด เมื่อพวกยักษ์ กุมภัณฑ์ พร้อมทั้งผีเสื้อน้ำมาพร้อมกัน และเมื่อภิกษุสงฆ์มาถึงพร้อมแล้ว พระชินเจ้าได้ตรัสพระคาถาว่า ผู้ใดบูชาเราตลอด ๗ วัน และได้สร้างอาวาสถวายเรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เราจักพยากรณ์สิ่งที่เห็นได้ยากนักละเอียดนัก ลึกซึ้ง ปรากฏดีด้วยญาณ ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เสวยราชสมบัติในเทวโลกตลอด ๑๔ กัลป เทวดาทั้งหลายจักทรงกูฏาคาร อันประเสริฐที่มุงบังด้วยดอกปทุมไว้แก่ผู้นั้นในอากาศ นี้เป็นผลแห่งบุรพกรรม เขาจักท่องเที่ยวสับสนอยู่ตลอด ๑๔๐๐ กัลป ใน ๑๔๐๐กัลปนั้น วิมานดอกไม้จักทรงอยู่ในอากาศ น้ำย่อมไม่ติดในใบบัว

ฉันใดกิเลสก็ไม่ติดอยู่ในญาณของผู้นั้น ฉันนั้น ผู้นี้หมุนกลับนิวรณ์ ๕ ออกไปด้วยใจ ยังจิตให้เกิดในเนกขัมมะแล้ว จักออกบวช ในกาลนั้น วิมานดอกไม้อันทรงอยู่ก็จักออกไปด้วย เมื่อผู้นั้นผู้มีปัญญา มีสติ อยู่ที่โคนไม้ที่โคนไม้นั้น วิมานดอกไม้จักทรงอยู่เหนือศีรษะผู้นั้น จักถวายจีวรบิณฑบาตคิลานปัจจัย ที่นอนและที่นั่งแก่ภิกษุสงฆ์แล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน เมื่อผู้นั้นเที่ยวไปพร้อมด้วยกูฏาคารออกบวชแล้ว กูฏาคารย่อมทรงผู้นั้นแม้อยู่ที่โคนไม้ เจตนาในจีวรและบิณฑบาตย่อมไม่มีแก่เรา เราประกอบด้วยบุญกรรม จึงได้จีวรและบิณฑบาตที่สำเร็จแล้ว

พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกล่วงเราไปเปล่าๆ พ้นไปแล้วด้วยดีตลอดโกฏิกัลปเป็นอันมากโดยจะนับจะประมาณมิได้ ในกัลปที่ ๑๘๐๐ แต่กัลปนี้ เราจึงได้เฝ้าพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี ผู้แนะนำให้วิเศษ แล้วจึงเข้าถึงกำเนิดนี้ เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมะ ผู้มีจักษุ ได้เข้าเฝ้าพระองค์แล้ว บวชเป็นบรรพชิต พระพุทธชินเจ้าผู้ทรงทำที่สุดทุกข์ได้ทรงแสดงพระสัทธรรม เราได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว เรายังพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมศากยบุตรให้ทรงโปรดกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัลปที่ ๑๘๐๐ แต่กัลปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลยนี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้วอาสวะทั้งปวงของเราสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำสำเร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้ชัดแจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระปทุมกูฏาคาริกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน.

ฉฏฺฐํ พกฺกุลตฺเถราปทานํ (๓๙๖)

พักกุลเถราปทานที่ ๖ (๓๙๖)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายยา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปิลินทวรรค พักกุลเถราปทาน (๓๙๖) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

หิมวนฺตสฺสวิทูเร โสภิโต นาม ปพฺพโต

อสฺสโม สุกโต มยฺหํ สกสิสฺเสหิ มาปิโต ฯ

มณฺฑปา จ พหู ตตฺถ ปุปฺผิตา สินฺทุวาริตา ๒

กปิฏฺฐา ๓ จ พหู ตตฺถ จมฺปกา ๔ นาคเกตกา ฯ

นิคุณฺฑิโย พหู ตตฺถ พทรามลกาปิ ๕ จ

ผารุสกา อลาพู จ ปุณฺฑรีกา จ ปุปฺผิตา ฯ

อฬกฺกา เพลุวา ตตฺถ กทลี มาตุลุงฺคกา

มหานามา พหู ตตฺถ อชฺชุนา จ ปิยงฺคุกา ฯ

โกสุมฺภา ๑ สลฬา นีปา นิโคฺรธา จ กปิฏฺฐนา

เอทิโส อสฺสโม มยฺหํ สสิสฺโสหํ ตหึ ๒ วสึ ฯ

อโนมทสฺสี ภควา สยมฺภู โลกนายโก

คเวสํ ปฏิสลฺลานํ มมสฺสมํ อุปาคมิ ฯ

อุเปตญฺจ ๓ มหาวีรํ อโนมทสฺสึ มหายสํ

ขเณน โลกนาถสฺส วาตาพาโธ สมุฏฺฐหิ ฯ

วิจรนฺโต อรญฺญมฺหิ อทฺทสํ โลกนายกํ

อุปคนฺตฺวาน สมฺพุทฺธํ จกฺขุมนฺตํ มหายสํ ฯ

อิริยาปถญฺจ ๔ ทิสฺวาน อุปลกฺเขสหํ ตทา

นิสฺสํสยํ ๕ หิ พุทฺธสฺส พฺยาธิโน อุปปชฺชถ ฯ

ขิปฺปํ อสฺสมมาคญฺฉึ มม สิสฺสาน สนฺติเก

เภสชฺชํ กตฺตุกาโมหํ สิสฺสํ ๖ อามนฺตยึ ตทา ฯ

ปฏิสุณิตฺวาน เม วากฺยํ สิสฺสา สพฺเพ สคารวา

เอกชฺฌํ สนฺนิปตึสุ สตฺถุ คารวตา มม ฯ

ขิปฺปํ ปพฺพตมารุยฺห สพฺโพสถมกาสหํ ๗

ปานียโยคํ กตฺวาน พุทฺธเสฏฺฐสฺสทาสหํ ฯ

ปริภุตฺเต ๘ มหาวีเร สพฺพญฺญุโลกนายเก

ขิปฺปํ วาโต วูปสมิ สุคตสฺส มเหสิโน ฯ

ปสฺสทฺธํ ทรถํ ทิสฺวา อโนมทสฺสี มหายโส

สกาสเน นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ

โย เม อทาสิ ๑ เภสชฺชํ พฺยาธิญฺจ สมยี ๒ มม

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ

กปฺปสตสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ

วาทิเต ตูริเย ตตฺถ โมทิสฺสติ สทา อยํ ฯ

มนุสฺสโลกมาคนฺตฺวา สุกฺกมูเลน โจทิโต

สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชาปิ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ

ปญฺจปญฺญาสกปฺปมฺหิ อโนมิ ๓ นาม ขตฺติโย

จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชมฺพูทีปสฺส ๔ อิสฺสโร ฯ

สตฺตรตนสมฺปนฺโน จกฺกวตฺติ มหพฺพโล

ตาวตึเสหิ ๕ โขเภตฺวา อิสฺสรํ การยิสฺสติ ฯ

เทวภูโต มนุสฺโส วา อปฺปาพาโธ ภวิสฺสติ

ปริทาหํ ๖ วิวชฺเชตฺวา พฺยาธึ โลเก ตริสฺสติ ฯ

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน ๗ สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ

กิเลเส ฌาปยิตฺวาน ตณฺหาโสตํ ตริสฺสติ

พกฺกุโล ๘ นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ

อิทํ สพฺพํ อภิญฺญาย โคตโม สกฺยปุงฺคโว

ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสฺสติ ฯ

อโนมทสฺสี ภควา สยมฺภู โลกนายโก

วิเวกมนุโลเกนฺโต มมสฺสมํ อุปาคมิ ฯ

อุปาคตํ มหาวีรํ สพฺพญฺญญ โลกนายกํ

สพฺโพสเถน ตปฺเปสึ ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ ฯ

ตสฺส เม สุกตํ กมฺมํ สุเขตฺเต พีชสมฺปทา

เขเปตุํ เนว สกฺโกมิ ตทา หิ สุกตํ มม ฯ

ลาภา มม สุลทฺธํ เม โยหํ อทฺทกฺขิ นายกํ

เตน กมฺมาวเสเสน ปตฺโตมฺหิ อจลํ ปทํ ฯ

สพฺพเมตํ อภิญฺญาย โคตโม สกฺยปุงฺคโว

ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ เภสชฺชสฺส อิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

สพฺพาสวปริกฺขีโณ ๑ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา พกฺกุโล เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

พกฺกุลตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ โป. สจฺฉิกตา ฯ ๒ ม. ยุ. สินฺทุวารกา ฯ ๓ ยุ. กปิฏฺฐํ จ พหุํ ตตฺถ ฯ

๔ ม. ยุ. ปุปฺผิตา ชีวชีวกา ฯ ๕ ม. ยุ. พทรามลกานิ จ ฯ

๑ ม. โกสมฺพา สลฬา นิมฺพา ฯ ๒ ตทา ฯ ๓ ม. อุเปตมฺหิ มหาวีเร อโนมทสฺสิมหายเส ฯ

๔ ม. ยุ. อิริยญฺจาปิ ทิสฺวาน ฯ ๕ ม. ยุ. อสํสยํ ฯ ๖ ม. ยุ. สิสฺเส ฯ

๗ ม. สพฺโพสธมหาสหํ ฯ ๘ ยุ. ปริภุตฺโต มหาวีโร สพฺพญฺญุโลกนายโก ฯ

๑ ม. ยุ. ปาทาสิ ฯ ๒ ยุ. สมยี มยี ฯ ๓ ม. อโนโม ... ฯ ยุ. อโนม ... ฯ

๔ ม. ชมฺพุมณฺฑสฺส ฯ ยุ. ชมฺพุสณฺฑสฺส ฯ ๕ ม. ตาวตึเสปิ ฯ ยุ. ตาวตึเสโต ฯ

๖ ม. ยุ. ปริคฺคหํ ฯ ๗ ม. โคตฺเตน ฯ ๘ ม. พาลุโก ฯ สพฺพตฺถ อีทิสเมว ฯ

๑ ม. ... ปริกฺขีณา ฯ

Royal Thai

ภูเขาชื่อโสภิตะ มีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ พวกศิษย์ของเราช่วยกันสร้างอาศรมอย่างสวยงามให้เราที่ใกล้ภูเขานั้น ที่ใกล้อาศรมนั้น มีมณฑปเป็นอันมาก ไม้ยางทรายกำลังดอกบาน ไม้มะขวิด ต้นจำปา ไม้กากะทิงไม้เกต มีเป็นอันมาก มีไม้ยางทราย ต้นพุทรา และต้นมะขามป้อม เป็นอันมาก มีต้นมะปราง น้ำเต้า และบัวขาว กำลังมีดอกบาน มีต้นรักขาวต้นมะตูม ต้นกล้วย และต้นมะงั่ว (มะนาว) ต้นสะท้อน ต้นรกฟ้าขาวและต้นประยงค์ มีอยู่มาก มีต้นคำไม้สน ต้นกระทุ่ม ต้นไทร และมะกอก อาศรมของเราเป็นเช่นนี้ เราพร้อมด้วยศิษย์อยู่ที่อาศรมนั้น พระผู้มีพระภาคผู้สยัมภู พระนามว่าอโนมทัสสี เป็นนายกของโลก ทรงแสวงหาที่เร้น

เสด็จเข้าสู่อาศรมของเรา และเมื่อเราเข้าไปเฝ้า พระมหาวีระพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้มียศมาก โรคลมก็เกิดขึ้นแก่พระโลกนาถ โดยฉับพลันเราเที่ยวไปในป่า ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกของโลก ผู้มีจักษุมียศมาก จึงได้เข้าไปเฝ้า ครั้นได้เห็นพระอิริยาบถเข้าก็เข้าใจได้ในทันทีว่าโรคเกิดขึ้นแก่พระพุทธเจ้าแน่แล้ว เราจึงรีบกลับมาอาศรม ในสำนักของพวกศิษย์เรา ขณะนั้นเราปรึกษาศิษย์ว่า เราต้องการทำยา ศิษย์ทั้งหมดผู้มีความเคารพ รับคำของเราแล้วร่วมประชุมกันเพราะเคารพในเราผู้เป็นครูเรารีบขึ้นภูเขาไปเก็บยาทุกสิ่งมาปรุง ได้ปรุงเป็นยาต้มแล้ว รินเอาน้ำยามาถวายพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เมื่อพระมหาวีระผู้สัพพัญญู เป็นนายกของโลก เสวยแล้ว โรคลมของพระสุคตเจ้าผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ก็สงบลงฉับพลัน

พระพุทธเจ้า พระนามว่าอโนมทัสสี ผู้มียศมาก ทรงเห็นความกระวนกระวายสงบแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะของพระองค์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้ถวายยาแก่เรา และระงับโรคของเราได้ เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดแสนกัลป ผู้นี้จักบันเทิงอยู่ในเทวโลกนั้น อันมีดนตรีประโคมอยู่ทุกเมื่อ มาสู่มนุษยโลกแล้ว อันกุศลมูลตักเตือน จักได้เป็นจักรพรรดิราช๑๐๐๐ ครั้ง ใน ๕๕ กัลป จักได้เป็นกษัตริย์พระนามว่าอโนมิ ทรงชำนะวิเศษ มีสมุทรสาคร ๔ เป็นขอบเขต เป็นใหญ่ในชมพูทวีป เป็นพระเจ้าจักรพรรดิสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก จักยังดาวดึงส์ให้กระฉ่อนแล้ว

จักเสวยความเป็นใหญ่ เป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้ไม่อาพาธ จักเว้นความเร่าร้อนแล้ว ข้ามพ้นความป่วยไข้ได้ในโลก ในกัลปอันประมาณมิได้แต่กัลปนี้ พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก เขาจักเป็นทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ นิพพาน จักเผากิเลสทั้งหลายแล้วข้ามพ้นกระแสตัณหาได้ จักเป็นสาวกของพระศาสดามีนามชื่อว่าพักกุละพระโคดมศากยบุตร ทรงรู้คุณทั้งปวงนี้แล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์จักทรงตั้งไว้ในเอตทัคคสถาน พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้สยัมภู

เป็นนายกของโลก ผู้ต้องการความวิเวก จึงเสด็จมายังอาศรมของเรา เรามีความเลื่อมใส ได้ยังพระมหาวีระ ผู้สัพพัญญู เป็นนายกของโลก ซึ่งเสด็จเข้ามา ให้อิ่มหนำด้วยโอสถทั้งปวง ด้วยมือของตนเรานั้นได้ทำกรรมดีแล้วในเขตที่ดี สมบูรณ์ด้วยพืช ก็ในกาลนั้น เราไม่อาจให้กรรมที่เราทำแล้วสิ้นไปได้เลย การที่เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคผู้เป็นนายกนั้น เป็นลาภที่เราได้ดีแล้ว ด้วยกรรมอันเหลือนั้น เราได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว พระโคดมศากยบุตรทรงทราบคุณทั้งหมดนี้ประทับนั่งในท่ามภิกษุสงห์ ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน ในกัลปอันประมาณมิได้แต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายยา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ของเรามิได้มีการที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้วพระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระพักกุลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ พักกุลเถราปทาน.

สตฺตมํ คิริมานนฺทตฺเถราปทานํ (๓๙๗)

คิริมานันทเถราปทานที่ ๗ (๓๙๗)

ว่าด้วยผลแห่งการทำพุทธบูชา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปิลินทวรรค คิริมานันทเถราปทาน (๓๙๗) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

ภริยา เม กาลํ กตา ปุตฺโต สีวถิกํ คโต

มาตา ๑ ปิตา จ ภาตา จ เอกจิตมฺหิ ๒ ฑยฺหเร ฯ

เตน โสเกน สนฺตตฺโต กิโส ปณฺฑุ อโหสหํ

จิตฺตุกฺเขปญฺจ ๓ เม อาสิ เตน โสเกน อฑฺฑิโต ฯ

โสกสลฺลปเรโตปิ ๔ วนนฺตํ อุปสงฺกมึ

ปวตฺตผลํ ภุญฺชิตฺวา รุกฺขมูเล วสามหํ ฯ

สุเมโธ นาม สมฺพุทฺโธ ทุกฺขสฺสนฺตํ กโร ชิโน

มมุทฺธริตุกาโม โส อาคญฺฉิ มม สนฺติเก ๕ ฯ

ปทสทฺทํ สุณิตฺวาน สุเมธสฺส มเหสิโน

ปคฺคเหตฺวานหํ สีสํ โอโลเกสึ มหามุนึ ฯ

อุปคญฺฉิ ๖ มหาวีโร ปีติ เม อุปปชฺชถ

ตทาสิ เมกคฺคมโน ทิสฺวา ตํ โลกนายกํ ฯ

สตึ ปฏิลภิตฺวาน ปณฺณมุฏฺฐึ อทาสหํ

นิสีทิ ภควา ตตฺถ อนุกมฺปาย จกฺขุมา ฯ

นิสชฺช ตตฺถ ภควา สุเมโธ โลกนายโก

ธมฺมํ เม กถยิ พุทฺโธ โสกสลฺลวิโนทนํ ฯ

อนวฺหตา ๑ ตโต อาคา ๒ นานุญฺญาตา อิโต คตา

ยถา คตา ตถา คตา ตตฺถ กา ปริเทวนา ฯ

ยถาปิ ปตฺติกา ๓ สตฺตา วสฺสมานาย วุฏฺฐิยา

สภตฺเต ๔ อุปคจฺฉนฺติ วสฺสาย ๕ ปตนาย เต ฯ

วสฺเสว ๖ เต โอรมิเต สมฺปยนฺติ ยทิจฺฉกํ

เอวํ มาตา ปิตา ตุยฺหํ ตตฺถ กา ปริเทวนา ฯ

อาคนฺตุกา ปาหุนกา จลิเตทิตกมฺปิกา ๗

เอวํ มาตา ปิตา ตุยฺหํ ตตฺถ กา ปริเทวนา ฯ

ยถาปิ อุรโค ชิณฺณํ หิตฺวา คจฺฉติ สนฺตนน ๘

เอวํ มาตา ปิตา ตุยฺหํ สนฺตนน อิธ หิยฺยเร ฯ

พุทฺธสฺส คิรมญฺญาย โสกสลฺลํ วิวชฺชยึ

ปามุชฺชํ ชนยิตฺวาน พุทฺธเสฏฺฐํ อวนฺทหํ ฯ

วนฺทิตฺวาน มหานาคํ คิริมญฺชริ ๙ ปูชยี

ทิพฺพคนฺเธน สมฺปนฺนํ สุเมธํ โลกนายกํ ฯ

ปูชยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ สิเร กตฺวาน อญฺชลึ

อนุสฺสรํ คุณคฺคานิ สนฺถวึ โลกนายกํ ฯ

วิติณฺโณสิ ๑๐ มหาวีร สพฺพญฺญู โลกนายโก

สพฺเพ สตฺเต อุทฺธเรสิ ญาเณน ตฺวํ มหามุเน ฯ

วิมตึ เทฺวฬฺหกํ วาปิ สญฺฉินฺทสิ มหามุเน

ปฏิปาเทสิ เม มคฺคํ ตว ญาเณน จกฺขุม ฯ

อรหา สิทฺธิปตฺตา ๑ จ ฉฬภิญฺญา มหิทฺธิกา

อนฺตลิกฺขจรา ธีรา ปริวาเรนฺติ ตาวเท ฯ

ปฏิปนฺนา จ เสขา จ ผลฏฺฐา สนฺติ สาวกา ฯ

สูโรทเยว ปทุมา ปุปฺผนฺติ ตว สาวกา ฯ

มหาสมุทฺโท วกฺโขพฺโภ อตุโลปิ ทุรุตฺตโร

เอวํ ญาเณน สมฺปนฺโน อปฺปเมยฺโยสิ จกฺขุม ฯ

วนฺทิตฺวาหํ โลกชินํ จกฺขุมนฺตํ มหายสํ

จตุทฺทิสา ๒ นมสฺสนฺโต ปฏิกุฏิโก อคญฺฉหํ ฯ

เทวโลกา จวิตฺวาน สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต

โอกฺกมึ มาตุยา กุจฺฉึ สนฺธาวนฺโต ภวาภเว ฯ

อคารา อภินิกฺขมฺม ปพฺพชึ อนคาริยํ

อาตาปี นิปโก จาปิ ปฏิสลฺลานโคจโร ฯ

ปธานํ ปทหิตฺวาน โตสยิตฺวา มหามุนึ

จนฺโทวพฺภฆนา มุตฺโต วิจรามิ อหํ สทา ๓ ฯ

วิเวกมนุยุตฺโตมฺหิ อุปสนฺโต นิรูปธิ

สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ

ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ ยํ พุทฺธมภิปูชยึ

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

สพฺพาสวา ปริกฺขีณา นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา คิริมานนฺโท เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

คิริมานนฺทตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

อฏฺฐมํ สลฬมณฺฑปิยตฺเถราปทานํ (๓๙๘)

๑ ม. มาตา ปิตา มตา ภาตา ฯ ๒ ยุ. เอกจิตกมฺหิ ... ฯ ๓ ม. จิตฺตกฺเขโป จ ... ฯ

๔ ม. ยุ. โสกสลฺลปเรโตหํ ฯ ๕ ม. สนฺติกํ ฯ ๖ ม. อุปาคเต มหาวีเร ฯ

๑ ม. อนวฺหิตา ฯ ๒ ม. ยุ. อาคุํ ฯ ๓ ม. ยุ. ปถิกา ฯ ๔ ม. ยุ. สภณฺฑา ฯ

๕ ม. ยุ. วสฺสสฺสาปตนาย ... ฯ ๖ ยุ. วสฺเส เอเต ฯ ๗ ม. ยุ. จลิเตริตกมฺปิตา ฯ

๘ ม. สํ ตจํ ... ฯ ๙ ยุ. คิรปญฺชลึ ฯ ๑๐ ม. ยุ. นิตฺติณฺโณสิ ฯ

๑ ม. ... วสิปตฺตา จ ฯ ๒ ม. ยุ. ปุถุทิสา ฯ ๓ ยุ. ตทา ฯ

Royal Thai

ภริยาของเราทำกาละแล้ว บุตรของเราก็ไปสู่ป่าช้า มารดา บิดา และพี่ชายเราเผาที่เชิงตะกอนเดียวกัน เพราะความเศร้าโศกนั้น เราเป็นผู้เร่าร้อนเป็นผู้ผอมเหลือง จิตของเราฟุ้งซ่าน เพราะเราประกอบด้วยความเศร้าโศกนั้น เรามากด้วยลูกศรคือความโศกจึงเข้าไปสู่ชายป่า บริโภคผลไม้ที่หล่นเองอยู่ที่โคนต้นไม้ พระสัมพุทธชินเจ้าพระนามว่าสุเมธ ผู้กระทำที่สุดทุกข์พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือเรา จึงเสด็จมาในสำนักของเรา เราได้ยินเสียงพระบาทของพระพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธ ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ยิ่ง จึงชะเง้อศีรษะดูพระมหามุนี พระมหาวีรเจ้าเสด็จเข้ามา ปีติเกิดขึ้นแก่เราในกาลนั้น

เราได้เห็นพระองค์ผู้เป็นนายกของโลกแล้วมีใจไม่ฟุ้งซ่านกลับได้สติ แล้วได้ถวายใบไม้กำมือหนึ่ง พระผู้มีพระภาคผู้มีจักษุประทับนั่งบนใบไม้นั้น ด้วยความอนุเคราะห์ พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสุเมธผู้เป็นนายกของโลก ผู้ตรัสรู้แล้ว ครั้นประทับนั่งบนใบไม้นั้นแล้ว ทรงแสดงธรรมเครื่องบรรเทาลูกศร คือความโศกแก่เราว่า ชนเหล่านั้น ใครมิได้เชื้อเชิญให้มาก็มาจากปรโลกนั้นเอง ใครมิได้อนุญาตให้ไปก็ไปจากมนุษยโลกนี้แล้ว เขามาแล้วฉันใด ก็ไปฉันนั้น จะปริเทวนาไปทำไมในการตายของเขานั้น สัตว์มีเท้า เมื่อฝนตกลงมา เขาก็เข้าไปอาศัยในโรงเพราะฝนตก เมื่อฝนหายแล้ว เขาก็ไปตามปรารถนาฉันใด มารดาบิดาของท่านก็ฉันนั้น

จะปริเทวนาไปทำไมในการตายของเขานั้น แขกผู้จรมาเป็นผู้สั่นหวั่นไหว ฉันใด มารดาบิดาของท่านก็ฉันนั้น จะปริเทวนาไปทำไมในการตายของเขานั้น งูละคราบเก่าแล้ว ย่อมไปสู่กายเดิม ฉันใดมารดาบิดาของท่าน ก็ฉันนั้น จะปริเทวนาไปทำไมในการตายของเขานั้นเราได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสแล้ว เว้นลูกศรคือความโศกได้ ยังความปราโมทย์ให้เกิดแล้ว ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้นถวายบังคมแล้วได้บูชาพระพุทธเจ้าผู้ล่วงพ้นภูเขาคือกิเลส เป็นพระมหานาค ทรงสมบูรณ์ด้วยกลิ่นหอมอันเป็นทิพย์ พระนามว่าสุเมธ เป็นนายกของโลก ครั้นบูชาพระสัมพุทธเจ้าแล้ว ประนมกรอัญชลีขึ้นเหนือเศียรอนุสรณ์ถึงคุณอันเลิศแล้ว ได้สรรเสริญพระองค์ผู้เป็นนายกของโลกว่า ข้าแต่พระมหามุนีมหาวีรเจ้า

พระองค์เป็นสัพพัญญู เป็นนายกของโลก ทรงข้ามพ้นแล้วยังทรงรื้อขนสรรพสัตว์ด้วยพระญาณอีก ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีพระจักษุพระองค์ตัดความเคลือบแคลงสงสัยแล้ว ยังทรงยังมรรคให้เกิดแก่ข้าพระองค์ ด้วยพระญาณของพระองค์ พระอรหันต์ผู้ถึงความสำเร็จ ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก เที่ยวไปในอากาศได้ เป็นนักปราชญ์ ห้อมล้อมอยู่ทุกขณะ พระเสขะผู้กำลังปฏิบัติ และผู้ตั้งอยู่ในผล เป็นสาวกของพระองค์ สาวกทั้งหลายของพระองค์ย่อมบาน เหมือนดอกปทุมเมื่อพระอาทิตย์อุทัย มหาสมุทรประมาณไม่ได้ ไม่มีอะไรเหมือน ยากที่จะห้ามได้ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ

พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยพระญาณก็ประมาณไม่ได้ ฉันนั้น เราถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ชนะโลก มีจักษุ มียศมากนมัสการทั่ว ๔ ทิศแล้วได้กลับไป เราเคลื่อนจากเทวโลกแล้ว รู้สึกตัวกลับมีสติ ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ ลงสู่ครรภ์มารดา ออกจากเรือนแล้วบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้มีความเพียร มีปัญญา มีการหลีกเร้นอยู่เป็นอารมณ์ ตั้งความเพียร ยังพระมหามุนีให้ทรงโปรดปราน พ้นแล้วจากกิเลสดังพระจันทร์พ้นแล้วจากกลีบเมฆ อยู่ทุกเมื่อ เราเป็นผู้ขวนขวายในวิเวกสงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ในกัลปที่ ๓ หมื่น แต่กัลปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยการบูชานั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้วถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว อาสวะทั้งปวงของเราสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอวิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระคิริมานันทเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ คิริมานันทเถราปทาน.

สลฬมัณฑปิยเถราปทานที่ ๘ (๓๙๘)

ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกสน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปิลินทวรรค สลฬมัณฑปิยเถราปทาน (๓๙๘) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

นิพฺพุเต กกุสนฺธมฺหิ พฺราหฺมณมฺหิ วุสีมเต

คเหตฺวา สลฬํ มาลํ มณฺฑปํ การยึ อหํ ฯ

ตาวตึสํ คโต สนฺโต ลภามิ พฺยมฺหมุตฺตมํ

อญฺเญ เทเว อภิโภมิ ๑ ปุญฺญกมฺมสฺสิทํ ผลํ ฯ

ทิวา วา ยทิวา รตฺตึ จงฺกมนฺโต ฐิโต จหํ

ฉนฺโน สลฬปุปฺเผหิ ปุญฺญกมฺมสฺสิทํ ผลํ ฯ

อิมสฺมึเยว กปฺปมฺหิ ยํ พุทฺธมภิปูชยึ

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สลฬมณฺฑปิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

สลฬมณฺฑปิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. - ติโรจามิ ฯ

Royal Thai

เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ มีพระชาติเป็นพราหมณ์ มีธรรมอยู่

จบแล้ว นิพพานแล้ว เราได้เก็บเอาพวงดอกสนมาทำเป็นมณฑป เราเป็นผู้ไปสู่ดาวดึงส์ ย่อมได้วิมานอันอุดม ย่อมครอบงำเทวดาเหล่าอื่น นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม เราเดินและยืนอยู่ในเวลากลางวันหรือกลางคืน เป็นผู้อันดอกสนกำบังไว้ นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม ในกัลปนี้เอง เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชาเราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับพระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระสลฬมัณฑปิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ สลฬมัณฑปิยเถราปทาน.

นวมํ สพฺพทายกตฺเถราปทานํ (๓๙๙)

สัพพทายกเถราปทานที่ ๙ (๓๙๙)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายทานทุกสิ่งทุกอย่าง

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปิลินทวรรค สัพพทายกเถราปทาน (๓๙๙) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

มหาสมุทฺทโมคฺคยฺห ภวนํ เม สุนิมฺมิตํ

สุนิมฺมิตา โปกฺขรณี จกฺกวากุปกุชฺชิตา ๑ ฯ

มนฺทาลเกหิ สญฺฉนฺนา ปทุมุปฺปลเกหิ จ

นที จ สนฺทเต ตตฺถ สุปติตฺถา มโนรมา ฯ

มจฺฉกจฺฉปสญฺฉนฺนา นานามิคสโมตฺถฏา ๒

มยูรโกญฺจาภิรุทา โกกิลาทีหิ วคฺคุหิ ฯ

ปาเรวตา รวิหํสา จกฺกวากา นทีจรา

ทินฺทิภา สาลิกา เจตฺถ จปฺปกา ๓ ชีวชีวกา ฯ

หํสา โกญฺจาภินทิกา ๑ โกสิยา ๒ สิงฺคลา พหู

สตฺตรตนสมฺปนฺนา มณิมุตฺติกวาลุกา ฯ

สพฺพโสณฺณมยา ๓ รุกฺขา นานาคนฺธสเมริตา

อุชฺโชเตนฺติ ทิวา รตฺตึ ภวนํ สพฺพกาลิกํ ฯ

สฏฺฐี ตุริยสหสฺสานิ สายํ ปาโต ปวชฺชเร

โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ

อภินิกฺขมฺม ภวนา สุเมธํ โลกนายกํ(

ปสนฺนจิตฺโต สุมโน วนฺทิย ๔ ตํ มหายสํ ฯ

สมฺพุทฺธํ อภิวาเทตฺวา สสิสฺสนฺตํ นิมนฺตยึ

อธิวาเสสิ โส ธีโร สุเมโธ โลกนายโก ฯ

มม ธมฺมกถํ กตฺวา อุยฺโยเชสิ มหามุนิ!

สมฺพุทฺธํ อภิวาเทตฺวา ภวนํ เม อุปาคมึ ฯ

อามนฺตยึ ปริชนํ สพฺเพ สนฺนิปตาถ โว

ปุพฺพณฺหสมยํ พุทฺโธ ภวนํ อาคมิสฺสติ ฯ

ลาภา อมฺหํ สุลทฺธา โน เย วสาม ตวนฺติเก

มยํปิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส ปูชํ กสฺสาม สตฺถุโน ฯ

อนฺนปานํ ปฏฺฐเปตฺวา กาลํ อาโรจยึ อหํ

วสีสตสหสฺเสหิ อุเปสิ โลกนายโก ฯ

สงฺคีเตหิ ๕ ตุริเยหิ ปจฺจุคฺคมนกาสหํ

สพฺพโสณฺณมเย ปีเฐ นิสีทิ ปุริสุตฺตโม ฯ

อุปริจฺฉทนํ อาสิ ๑ สพฺพโสณฺณมยํ ตทา

วีชนิโย ปวายนฺติ ภิกฺขุสงฺฆสฺส อนฺตเร ฯ

ปหูเตนนฺนปาเนน ภิกฺขุสงฺฆํ อตปฺปยึ

ปจฺเจกทุสฺสยุคเล ภิกฺขุสงฺฆสฺสทาสหํ ฯ

ยํ วทนฺติ สุเมโธติ โลกาหุติปฏิคฺคโห ๒

ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ

โย เม อนฺนญฺจ ๓ ปานญฺจ สพฺพเมเตน ตปฺปยิ ๔

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ

อฏฺฐารเส กปฺปสเต เทวโลเก รมิสฺสติ

สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ

อุปปชฺชติ ยํ โยนึ เทวตฺตํ อถ มานุสํ

สพฺพทา สพฺพโสวณฺณํ ฉทนํ ธารยิสฺสติ ฯ

ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ

ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา สีหนาทํ นทิสฺสติ

จิตเก ฉตฺตํ ธาเรนฺติ เหฏฺฐาฉตฺตมฺหิ ฑยฺหถ ฯ

สามญฺญํ เม อนุปฺปตฺตํ กิเลสา ฌาปิตา มยา

มณฺฑเป รุกฺขมูเล วา สนฺตาโป เม น วิชฺชติ ฯ

ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ ยํ ทานมททินฺตทา

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ สพฺพทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สพฺพทายโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

สพฺพทายกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. จกฺกวากปกุชฺชิตา ฯ ๒ ม. นานาทิชสโมตฺถฏา ฯ ๓ ม. ปมฺมกา ฯ

ยุ. ปมฺปกา ฯ

๑ ม. ... โกญฺจาปินทิตา ฯ ยุ. โกญฺจาภินาทิตา ฯ ๒ ม. โกสิยา ปิงฺคลา พหู ฯ

ยุ. โกสิกา ... ฯ ๓ โป. ยุ. สพฺเพ โสวณฺณยา รุกฺขา ฯ ๔ ม. วนฺทยึ ฯ ยุ.

วนฺทิสฺสํ ฯ ๕ ม. ปญฺจงฺคิเกหิ ... ฯ ยุ. สตงฺคิเกหิ ตูริเยหิ ฯ

๑ ยุ. กาสึ ฯ ๒ ม. ยุ. โลกาหุตปฏิคฺคหํ ฯ ๓ ม. อนฺเนน ปาเนน ฯ

๔ ม. ... ตปฺปยึ ฯ ยุ. สงฺฆํ เอเตน ตปฺปยึ ฯ

Royal Thai

ภพของเราหยั่งลงถึงมหาสมุทร ตกแต่งดีแล้ว สระโปกขรณี ตกแต่งสวยงาม มีนกจากพรากส่งเสียงร้องอยู่ ดาดาษด้วยบัวขม บัวเผื่อนบัวหลวงและอุบล ในสระนั้นมีน้ำไหล มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจมีปลาและเต่าชุกชุม มีเนื้อต่างๆ ลงกินน้ำ มีนกยูง นกกะเรียนและนกดุเหว่า เป็นต้นร่ำร้องด้วยเสียงไพเราะ นกเขา นกเป็ดน้ำ นกจากพรากนกกาน้ำ นกต้อยตีวิด นกสาลิกา นกค้อนหอย นกโพรดก หงส์ นกกะเรียน นกแสกสิงคลา (หมาจิ้งจอก) เที่ยวอยู่มากมาย สระโปกขรณีสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีแก้วมณี ไข่มุกและทราย ต้นไม้ทั้งหลายเป็นสีทองทั้งหมด มีกลิ่นหอมต่างๆ ฟุ้งขจรไป ส่องภพของเราให้สว่างไสวตลอดกาลทั้งปวง

ทั้งกลางวันกลางคืน ดนตรี ๖ หมื่น ประโคมอยู่ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า หญิง ๑๖๐๐ คน ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ เราออกจากภพแล้ว ได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธ ผู้นำของโลก มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายบังคมพระองค์ผู้มียศมาก ครั้นถวายบังคมแล้ว ได้ทูลนิมนต์ พระองค์พร้อมด้วยศิษย์พระพุทธเจ้าผู้เป็นนักปราชญ์ พระนามว่าสุเมธ ผู้นำของโลก ทรงรับ พระมหามุนีกล่าวธรรมกถาแก่เราแล้วทรงส่งเราไป เราถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า แล้วกลับเข้าภพของเรา เราเรียกบริวารชนมาว่า ท่านทั้งหมดมาประชุมกัน เวลาเช้า

พระพุทธเจ้าจะเสด็จมาสู่ภพของเรา การที่เราทั้งหลายจะได้อยู่ในสำนักของพระองค์ เป็นลาภที่เราทั้งหลายได้ดีหนอ แม้เราทั้งหลายจักทำการบูชาแด่พระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด ผู้ศาสดา เราตระเตรียมข้าวและน้ำเสร็จแล้ว จึงกราบทูลภัตกาลพระพุทธเจ้าผู้นำของโลก เสด็จเข้ามาพร้อมด้วยพระอรหันต์หนึ่งแสนเราได้ทำการต้อนรับด้วยสังคีตและดนตรี พระพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษประทับนั่งบนตั่งทองล้วน ในกาลนั้น หลังคาเบื้องบนก็มุงด้วยทองล้วนๆคนทั้งหลายโบกพัดถวายในระหว่างภิกษุสงฆ์

เราได้อังคาสภิกษุสงฆ์ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำเพียงพอ ได้ถวายผ้าแก่ภิกษุสงฆ์รูปละ ๑ คู่พระพุทธเจ้าที่เขาเรียกพระนามว่าสุเมธ ผู้สมควรรับเครื่องบูชาของโลกประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดอังคาสเราให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำทั้งปวง เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๑๘๐๐ กัลปจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง ผู้นั้นจะเข้าถึงกำเนิดใด คือเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้น หลังคาทองล้วนๆ จักกั้นร่มให้ในทุกขณะ ใน ๓ หมื่นกัลป

พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นจักเป็นทายาทในธรรมของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะนิพพาน จักนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้วบันลือสีหนาท ชนทั้งหลายจะกั้นฉัตรไว้ที่เชิงตะกอน จักเผาภายใต้ฉัตรสามัญผลบรรลุแล้วโดยลำดับ กิเลสทั้งหลายเราเผาแล้ว ความเร่าร้อนไม่มีแก่เราที่มณฑปหรือที่โคนไม้ ในกัลปที่ ๓ หมื่น แต่กัลปนี้ เราได้ถวายทานใด ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งทานทุกสิ่งเราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระสัพพทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ สัพพทายกเถราปทาน.

ทสมํ อชิตตฺเถราปทานํ (๔๐๐)

อชิตเถราปทานที่ ๑๐ (๔๐๐)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีป

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปิลินทวรรค อชิตเถราปทาน (๔๐๐) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู

อชฺโฌคเหตฺวา หิมวนฺตํ นิสีทิ โลกนายโก ฯ

นาหํ อทฺทกฺขิ ๑ สมฺพุทฺธํ นปิ สทฺทํ สุโณมหํ

มม ภิกฺขํ ๒ คเวสนฺโต อาหิณฺฑามิ วเน อหํ ฯ

ตตฺถทฺทสฺสามิ สมฺพุทฺธํ ทฺวตฺตึสวรลกฺขณํ

ทิสฺวาน จิตฺตมาปชฺชึ ๓ สตฺโต โก นามยํ ภเว ฯ

ลกฺขณานิ วิโลเกตฺวา มม วิชฺชํ อนุสฺสรึ

สุตํ หิ เมตํ พุทฺธานํ ปณฺฑิตานํ สุภาสิตํ ฯ

เตสํ ยถา ๑ ตํ วจนํ อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ

ยนฺนูน ๒ ตํ สกฺกเรยฺยํ คตึ เม โสธยิสฺสติ ฯ

ขิปฺปํ อสฺสมมาคนฺตฺวา มธุเตลํ ๓ คหึ อหํ

โกลมฺพกํ คเหตฺวาน อุปคญฺฉึ วินายกํ ฯ

ติทณฺฑเก คเหตฺวาน อพฺโภกาเส ฐเปสหํ

ปทีปํ ปชฺชลิตฺวาน อฏฺฐกฺขตฺตุํ อวนฺทหํ ฯ

สตฺตรตฺตินฺทิวํ พุทฺโธ นิสีทิ ปุริสุตฺตโม

ตโต รตฺยา วิวสเน วุฏฺฐาสิ โลกนายโก ฯ

ปสนฺนจิตฺโต สุมโน สพฺพรตฺตินฺทิวํ อหํ

ทีปํ พุทฺธสฺส ปาทาสึ ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ ฯ

สพฺเพ คนฺธา ๔ วนมยา ปพฺพเต คนฺธมาทเน

พุทฺธสฺส อานุภาเวน อาคญฺฉฉ พุทฺธสนฺติเก ฯ

เยเกจิ ปุปฺผคนฺธา เส ปุปฺผิตา ธรณีรุหา

พุทฺธสฺส อานุภาเวน สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ

ยาวตา หิมวนฺตมฺหิ นาคา จ ครุฬา อุโภ

ธมฺมญฺจ โสตุกามา เต อาคญฺฉฉ พุทฺธสนฺติเก ฯ

เทวโล นาม สมโณ พุทฺธสฺส อคฺคสาวโก

วสีสตสหสฺเสหิ พุทฺธสนฺติกุปาคมิ ฯ

ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห

ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ

โย เม ทีปํ ปทีเปสิ ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ

สฏฺฐี กปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ

สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ

โสฬสมํ ภาณวารํ ฯ

ฉตฺตึสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ

ปฐวิยํ สตฺตสตํ วิปุลํ รชฺชํ กริสฺสติ ฯ

ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ

อิมินา ทีปทาเนน ทิพฺพจกฺขุ ภวิสฺสติ ฯ

สมนฺตโต อฑฺฒโกสํ ปสฺสิสฺสติ อยํ สทา

เทวโลกา จวนฺตสฺส นิพฺพตฺตนฺตสฺส ชนฺตุโน ฯ

ทิวา วา ยทิวา รตฺตึ ปทีปํ ธารยิสฺสติ

ชายมานสฺส สนฺตสฺส ปุญฺญกมฺมสมงฺคิโน ฯ

ยาวตา นครํ อาสิ ตาวตา โชตยิสฺสติ

อุปปชฺชติ ยํ โยนึ เทวตฺตํ อถ มานุสํ ฯ

อสฺเสว ทีปทานสฺส อฏฺฐทีปผเลน จ ๑

อุปฏฺฐิสฺสนฺติมํ ๒ ชนฺตุํ ทีปทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ

โตสยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ

อชิโต นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ

สฏฺฐิกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมึ อหํ

ตตฺราปิ เม ทีปสตํ โชตเต ๑ นิจฺจกาลิกํ ฯ

เทวโลเก มนุสฺเส วา นิทฺธาวนฺติ ปภา มม

พุทฺธเสฏฺฐํ สริตฺวาน ภิยฺโย หาสํ ชเนสหํ ฯ

ตุสิตาหํ จวิตฺวาน โอกฺกมึ มาตุกุจฺฉิยา

ชายมานสฺส สนฺตสฺส อาโลโก วิปุโล อหุ ฯ

อคารา อภินิกฺขมฺม ปพฺพชึ อนคาริยํ

พาวรึ อุปสงฺกมฺม สิสฺสตฺตํ อชฺฌุปาคมึ ฯ

หิมวนฺเต วสนฺโตหํ อสฺโสสึ โลกนายกํ

อุตฺตมตฺถํ คเวสนฺโต อุปคญฺฉึ วินายกํ ฯ

ทนฺโต พุทฺโธ ทเมตาปิ ๒ โอฆติณฺโณ นิรูปธิ

นิพฺพานํ กถยิ พุทฺโธ สพฺพทุกฺขา ปโมจนํ ฯ

ตมฺเม อาคมนํ สิทฺธํ โตสิโตหํ มหามุนึ

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ ทีปํ อททินฺตทา

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ทีปทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อชิโต เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

อชิตตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

อุทฺทานํ

ปิลินฺทวจฺโฉ เสโล จ สพฺพกิตฺตมธูทโท

กูฏาคารี พกุโล จ คิริสลฬสวฺหโย ฯ

สพฺพโท อชิโต เจว คาถาโย คณิตา วิสา

สตานิ ปญฺจ คาถานํ วีสติ จ ตทุตฺตริ ฯ

ปิลินฺทวคฺโค จตฺตาฬีโส ฯ

อถ วคฺคุทฺทานํ

ปทุมารกฺขโท เจว อุมฺมา คนฺโธทเกน จ

เอกปฺปทสทฺทสญฺญี มนฺทารํ โพธิวนฺทโก ฯ

อมฺพฏญฺจ ปิลินฺที จ คาถาโย คณิตาปิจ

จตุสตฺตติ คาถาโย เอกาทสสตานิ จ ฯ

ปทุมวคฺคทสกํ ฯ

จตุตฺถํ สตกํ สมตฺตํ ฯ

______________

เอกจตฺตาฬีสโม เมตฺเตยฺยวคฺโค

ปฐมํ ติสฺสเมตฺเตยฺยตฺเถราปทานํ (๔๐๑)

๑ ม. ยุ. อทฺทกฺขึ ฯ ๒ ม. ภกฺขํ ฯ ๓ ม. วิตฺติมาปชฺชึ ฯ

๑ ยุ. ตถา ฯ ๒ ม. ยุ. ยนฺนูนาหํ ฯ ๓ โป. ยุ. ทุมเตลํ ฯ ๔ ม. ... วนา คนฺธมยา ฯ

๑ ม. ยุ. หิ ฯ ๒ ม. ยุ. น จชิสฺสนฺติมํ ชนฺตุํ ฯ

๑ ยุ. โชตเร ฯ ๒ ม. ทเมตาวี ฯ ยุ ... จ เมธาวี ฯ

Royal Thai

พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เป็นนายกของโลกเสด็จสู่ภูเขาหิมวันต์ แล้วประทับนั่งอยู่ เราไม่ได้ (เคย) เห็นพระสัมพุทธเจ้า แม้เสียงของพระองค์ เราก็ไม่เคยได้ฟัง เราเที่ยวแสวงหาอาหารของเราอยู่ในป่า ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้ามีพระลักษณะอันประเสริฐ๓๒ ประการในป่านั้น ครั้นเห็นแล้วจึงได้คิดว่า สัตว์นี้พึงชื่อว่าอะไรเรามองดูลักษณะทั้งหลายแล้ว ระลึกถึงความรู้ของเราได้ ความจริงเราได้ยินมาว่า ลักษณะนี้ของพระพุทธเจ้า บัณฑิตทั้งหลายก็กล่าวไว้ ผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า จริงเหมือนคำของบัณฑิตเหล่านั้น ถ้าเช่นนั้น เราควรสักการะพระองค์

พระองค์จะชำระคติของเราได้ เราจึงรีบกลับมาสู่อาศรม ถือเอาน้ำผึ้งและน้ำมัน หยิบเอาหม้อแล้ว เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ทรงแนะนำให้วิเศษ ถือเอาไม้ ๓ ท่อนไปวางไว้ที่โอกาสแจ้ง ก่อไฟให้ลุกโพลงแล้วได้ถวายบังคม ๘ ครั้ง พระพุทธเจ้าผู้อุดมบุรุษประทับนั่งอยู่ตลอด ๗ คืน ๗ วันพระพุทธเจ้าผู้นำโลกเสด็จลุกขึ้น ในเมื่อราตรีนั้นปราศไป เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ตามประทีปถวายแด่พระพุทธเจ้าด้วยมือทั้งสองของตน ตลอด๗ คืน ๗ วัน กลิ่นหอมทุกอย่างอันมีอยู่ในป่าที่ภูเขาคันธมาทน์ มาหอมฟุ้งในสำนักพระพุทธเจ้า ด้วยพุทธานุภาพ เวลานั้น ต้นไม้มีดอกหอมทุกชนิด ดอกบานสะพรั่งโชยกลิ่นมาหอมตลบพร้อมกัน

ด้วยพุทธานุภาพนาคและครุฑทั้งสองพวกที่ภูเขาหิมวันต์มีประมาณเท่าใด นาคและครุฑเหล่านั้นต้องการจะฟังธรรม จึงพากันมาในสำนักพระพุทธเจ้า พระสมณะนามว่าเทวละ เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้า ท่านพร้อมด้วยพระอรหันต์หลายแสน เข้ามาสู่สำนักพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดมีความเลื่อมใส ตามปทีปถวายเราด้วยมือทั้งสองของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เขาจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๖ หมื่นกัลป และจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง.

จบ ภาณวารที่ ๑๖

จักได้เป็นจอมเทวดาเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๖ ครั้ง จักได้เสวยรัชสมบัติอันไพบูลย์ในปฐพี ๗๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ ด้วยการตามประทีปถวายนี้ จักเป็นผู้มีทิพยจักษุผู้นี้จักมองเห็นไกล ๒๕๐ ชั่วธนู โดยรอบทุกเมื่อ เมื่อเขาจุติจากเทวโลกบังเกิดเป็นคน ประทีปจักทรงอยู่ตลอดทั้งกลางวันกลางคืน เมื่อผู้นี้เกิดพรั่งพร้อมด้วยบุญกรรม ตลอดทั่วนครจักโชติช่วง ผู้นี้เข้าถึงกำเนิดใดคือ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ เพราะผลแห่งการตามประทีปถวาย ๘ ดวงนั้นชนทั้งหลายจักบำรุงผู้นี้ นี้เป็นผลแห่งการตามปทีปถวาย ในแสนกัลปแต่กัลปนี้

พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้จักเป็นทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วเป็นผู้ไม่มีอาสวะ นิพพาน ยังพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมศากยบุตรให้ทรงโปรดปรานแล้ว จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าอชิตะเรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๖ หมื่นกัลป แม้ในเทวโลกนั้น ประทีป๑๐๐ ดวงส่องสว่างให้แก่เราเป็นนิตยกาล รัศมีของเราพุ่ง (โพลง) ออกไปในเทวโลกและมนุษยโลก เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดแล้วยังความโสมนัสให้เกิดยิ่ง เราจุติจากเทวโลกชั้นดุสิตแล้ว ลงสู่ครรภ์มารดา

เมื่อเราเกิดได้มีแสงสว่างไพบูลย์ เราออกจากเรือนแล้ว บวชเป็นบรรพชิต ได้เข้าไปหาพราหมณ์พาวรี ยอมตนเข้าเป็นศิษย์ เมื่อเราอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ ได้ทราบข่าวพระพุทธเจ้าผู้นำของโลก เราแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด จึงเข้าไปเฝ้าพระองค์ พระพุทธเจ้าผู้ฝึก พระองค์แล้วทรงฝึกแม้ผู้อื่น ทรงข้ามโอฆะแล้ว เป็นผู้ไม่มีอุปธิ ตรัสบอกนิพพานเครื่องพ้นจากทุกข์ทั้งปวง กรรมของเรานั้นสำเร็จประโยชน์ เรายังพระมหามุนีให้ยินดี วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ในกัลปที่แสนแต่กัลปนี้ เราได้ถวายประทีปใด ในกาลนั้นด้วยการถวายประทีปนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระอชิตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ อชิตเถราปทาน

----------

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน ๒. เสลเถราปทาน

๓. สรรพกิตติกเถราปทาน ๔. มธุทายกเถราปทาน

๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน ๖. พักกุลเถราปทาน

๗. คิริมานันทเถราปทาน ๘. สลฬมัณฑปิยเถราปทาน

๙. สัพพทายกเถราปทาน ๑๐. อชิตเถราปทาน

ท่านนับคาถาได้ ๒๕๐ คาถา.

จบ ปิลินทวรรคที่ ๔๐.

----------

และรวมวรรคได้ ๑๐ วรรค คือ

๑. ปทุมเกสริยวรรค ๒. อารักขทายกวรรค

๓. อุมมาปุปผิยวรรค ๔. คันโธทกวรรค

๕. เอกปทุมวรรค ๖. สัททสัญญิกวรรค

๗. มันทารวปุปผิยวรรค ๘. โพธิวันทกวรรค

๙. อัมพฏผลวรรค ๑๐. ปิลินทวรรค

และท่านคำนวณคาถาได้ ๑๑๗๕ คาถา

จบหมวด ๑๐ แห่งปทุมวรรค.

จบ หมวด ๑๐๐ ที่ ๔.

End of ปิลินทวรรค