arnon.world

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · เอกุโปสถวรรค

๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๖๐ (Royal Thai)10/10 in เอกุโปสถวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

ทสมํ ปฏาจาราเถริยาปทานํ (๒๐)

ปฏาจาราเถริยาปทานที่ ๑๐

ว่าด้วยบุพจริยาของพระปฏาจาราเถรี

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เอกุโปสถวรรค ปฏาจาราเถริยาปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

Pali (Siam Rath)

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู

อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ

ตทาหํ หํสวติยํ ชาตา เสฏฺฐิกุเล อหุ

นานารตนปชฺโชเต มหาสุขสมปฺปิตา ฯ

อุเปตฺวา ตํ มหาวีรํ อสฺโสสึ ธมฺมเทสนํ

ตโต ชาตปฺปสาทาหํ อุเปสึ สรณํ ชินํ ฯ

ตโต วินยธารีนํ อคฺคํ วณฺเณสิ นายโก

ภิกฺขุนึ ลชฺชินึ ตาทึ กปฺปากปฺปวิสารทํ ฯ

ตทา มุทิตจิตฺตาหํ ตํ ฐานํ อภิกงฺขยึ

นิมนฺเตตฺวา ทสพลํ สสงฺฆํ โลกนายกํ ฯ

โภชยิตฺวาน สตฺตาหํ ททิตฺวา ๑ ปตฺตจีวรํ

นิปจฺจ สิรสา ปาเท อิมํ วจนมพฺรวึ ฯ

ยา ตยา วณฺณิตา ธีร อิโต อฏฺฐมเก มุนิ ๒

ตาทิสาหํ ภวิสฺสามิ ยทิ สิชฺฌติ นายก ฯ

ตทา อโวจ มํ สตฺถา ภทฺเท มา ภายิ อสฺสุํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน ลจฺฉเสตํ มโนรถํ ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว(

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาทา โอรสา ธมฺมนิมฺมิตา

ปฏาจาราติ นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวิกา ฯ

ตทาหํ มุทิตา หุตฺวา ยาวชีวํ ตทา ชินํ

เมตฺตจิตฺตา ปริจรึ สสงฺฆํ โลกนายกํ ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส

กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ

อุปฏฺฐาโก มเหสิสฺส ตทา อาสิ นริสฺสโร

กาสิราชา กิกี นาม พาราณสิปุรุตฺตเม ฯ

ตสฺสาสึ ตติยา ธีตา ภิกฺขุนี อิติ วิสฺสุตา

ธมฺมํ สุตฺวา ชินคฺคสฺส ปพฺพชฺชํ สมโรจยึ ฯ

อนุชานิ น โน ตาโต อคาเรว ตทา มยํ

วีสํ วสฺสสหสฺสานิ วิจริมฺห อตนฺทิตา ฯ

โกมาริพฺรหฺมจริยํ ราชกญฺญา สุเขฏฺฐิตา ๑

พุทฺโธปฏฺฐานนิรตา มุทิตา สตฺต ธีตโร ฯ

สมณี สมณคุตฺตา จ ภิกฺขุนี ภิกฺขุทาสิกา

ธมฺมา เจว สุธมฺมา จ สตฺตมี สงฺฆทาสิกา ฯ

อหํ อุปฺปลวณฺณา จ เขมา ภทฺทา จ ภิกฺขุนี

กิสาโคตมี ธมฺมทินฺนา วิสาขา โหติ สตฺตมี ฯ

เตหิ กมฺเมหิ สุกเตหิ เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ๒ ฯ

ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ ชาตา เสฏฺฐิกุเล อหํ

สาวตฺถิยํ ปุรวเร อิทฺเธ ผีเต มหทฺธเน ฯ

ยทา จ โยพฺพนูเปตา วิตกฺกวสคา อหํ

นรญฺชานปทํ ๓ ทิสฺวา เตน สทฺธึ อคญฺฉหํ ฯ

เอกปุตฺตปฺปสุตาหํ ทุติโย กุจฺฉิยา มม

ตทาหํ มาตาปิตโร อิกฺขามีติ ๔ สุนิจฺฉิตา ฯ

นาโรเจสึ ปตึ มยฺหํ ตทา ตมฺหิ ปวาสิเต

เอกิกา นิคฺคตา เคหา คนฺตุํ สาวตฺถิมุตฺตมํ ฯ

ตโต เม สามิ อาคนฺตฺวา สมฺภาเวสิ ปเถ มมํ

ตทา เม กมฺมชา วาตา อุปฺปนฺนา อติทารุณา ฯ

อุทิโตว ๑ มหาเมโฆ ปสูติสมเย มม

ทพฺพตฺถาย ตทา คนฺตฺวา สามิ สปฺเปน มาริโต ฯ

ตทา วิชาตทุกฺเขน อนาถา กปณา อหํ

กุนฺนทึ ปูริตํ ทิสฺวา คจฺฉนฺตี สกุลาลยํ ๒ ฯ

พาลํ อาทาย โอตรึ ๓ ปารกูเล จ เอกิกา ๔

ปาเยตฺวา ๕ พาลกํ ปุตฺตํ อิตรํ ตารณายหํ ฯ

นิวตฺตา อุกฺกุโส หาสิ ตรุณํ วิลปนฺตกํ

อิตรญฺจ วหิ โสโต สาหํ โสกสมปฺปิตา ฯ

สาวตฺถินครํ คนฺตฺวา อสฺโสสึ สชเน มเต

ตทา อโวจ ๖ โสกฏฺฏา มหาโสกสมปฺปิตา ฯ

อุโภ ปุตฺตา กาลกตา วเน มยฺหํ ปติ มโต

มาตา ปิตา จ ภาตา จ เอกจิตมฺหิ ฑยฺหเร ฯ

ตทา กิสา จ ปณฺฑุ จ อนาถา ทินมานสา

อิโต ตโต คจฺฉนฺตีหํ ๗ อทฺทสํ นรสารถึ ฯ

ตโต อโวจ มํ สตฺถา ปุตฺเต มา โสจิ อสฺสุํ

อตฺตานํ เต คเวสสฺสุ กึ นิรตฺถํ วิหญฺญสิ ฯ

น สนฺติ ปุตฺตา ตาณาย น ญาติ นปิ พนฺธวา

อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส นตฺถิ ญาตีสุ ตาณตา ฯ

ตํ สุตฺวา มุนิโน วากฺยํ ปฐมํ ผลมชฺฌคํ

ปพฺพชิตฺวาน น จิรํ อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ

อิทฺธีสุ จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา

ปรจิตฺตานิ ชานามิ สตฺถุ สาสนการิกา ฯ

ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ

เขเปตฺวา อาสเว สพฺเพ วิสุทฺธาสึ สุนิมฺมลา ฯ

ตโตหํ วินยํ สพฺพํ สนฺติเก สพฺพทสฺสิโน

อุคฺคหึ สพฺพวิตฺถารํ พฺยาหรึ จ ยถาตถํ ฯ

ชิโน ตสฺมึ คุเณ ตุฏฺโฐ เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ

อคฺคํ ๑ วินยธารีนํ ปฏาจาราว ๒ เอกิกา ฯ

ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ

โอหิโต ครุโก ภาโร ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ

ยสฺส อตฺถาย ปพฺพชิตา อคารสฺมา อนคาริยํ

โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโย ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ ปฏาจารา ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ปฏาจาราเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ

อุทฺทานํ

เอกุโปสถิกา เจว สลฬา จาถ โมทกา

เอกาสนา ปญฺจทีปา นฬมาลี จ โคตมี ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ ปฏาจารา จ ภิกฺขุนี

คาถาสตานิ ปญฺเจว ๑ นว จาปิ ตทุตฺตริ ฯ

เอกุโปสถวคฺโค ทุติโย ฯ

_______________

๑ ม. ททิตฺวาว ติจีวรํ ฯ ยุ. ททิตฺวา จ ติจีวรํ ฯ ๒ ยุ. ทิเน ฯ

๑ ม. สพฺพตฺถ สุเขธิตา ฯ ๒ ม. สพฺพตฺถ อคจฺฉหํ ฯ ยุ. อคมฺหเส ฯ

๓ ม. นรญฺชารปตึ ฯ ๔ ม. ยุ. โอกฺกามีติ ฯ

๑ ม. ยุ. อุทิโต จ ฯ ๒ ยุ. สกุณาลยํ ฯ ๓ ม. ยุ. อตรึ ฯ ๔ ม. เอกกํ ฯ ยุ. เอกโก ฯ

๕ โป. ม. ยุ. สาเยตฺวา ฯ ๖ ยุ. อโวจํ ฯ ๗ ม. ยุ. ภมนฺตีหํ ฯ

๑ ม. อคฺคา ฯ ๒ โป. ยุ. จ ฯ

๑ โป. ยุ. ... จตฺตาริ นวุตึ สตฺตเมว จ ฯ

Royal Thai

ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้นายกของโลกพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้วครั้งนั้น ดิฉันเกิดในตระกูลเศรษฐี อันมีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ ในเมืองหงสวดี เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความสุขเป็นอันมาก ดิฉันเข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้นแล้วได้ฟังพระธรรมเทศนา มีความเลื่อมใสอันเกิดในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นได้ถึงพระองค์เป็นสรณะ

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญภิกษุณีองค์หนึ่ง ผู้มีความละอายคงที่คล่องแคล่วในกิจที่ควรและกิจที่ไม่ควร ว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายทรงวินัย ดิฉันมีจิตยินดีปรารถนาตำแหน่งนั้น จึงนิมนต์พระทศพลผู้เป็นนายกพร้อมด้วยพระสงฆ์ให้เสวยและฉันตลอดสัปดาห์หนึ่ง ถวายบาตรและจีวรแล้วซบศีรษะลงแทบพระบาทแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระธีรมุนีผู้นายกของโลก ภิกษุณีองค์ใดพระองค์ทรงสรรเสริญในตำแหน่งอันประเสริฐกว่าภิกษุณีสงฆ์นี้ ถ้าตำแหน่งนั้นมะสำเร็จแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันจักเป็นเช่นภิกษุณีองค์นั้น ครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัสกะดิฉันว่า นางผู้เจริญ อย่างกลัวเลย จงเบาใจเถิด ท่านจักได้ตำแหน่งนั้นตามใจปรารถนาในอนาคตกาล ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้

พระศาสดาพระนามว่าโคดมมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านผู้เจริญนี้ จักได้เป็นภิกษุณีธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้นเป็นโอรสอันธรรมนิรมิต เป็นสาวิกาของพระศาสดา มีนามว่าปฏาจารา ครั้งนั้น ดิฉันยินดีมีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกกับพระสงฆ์จนตลอดชีวิต ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ผู้เป็นพงศ์พันธุ์ แห่งพราหมณ์ มีบริวารยศมากประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกีผู้เป็นใหญ่กว่านรชน ในพระนครพาราณสีอันอุดมทรงเป็นอุปัฏฐากของพระศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ดิฉันเป็นพระธิดาคนที่สามของท้าวเธอมีนามปรากฏว่าภิกษุณี ได้ฟังธรรมของพระพิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา ... ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพหลัง บัดนี้ ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีที่มั่งคั่งเจริญ มีทรัพย์มากในพระนครสาวัตถี เมื่อใด ดิฉันเจริญวัยเป็นสาวตกอยู่ในอำนาจวิตก พบบุรุษชาวชนบทผู้หนึ่งแล้วได้ไปกับเขา ดิฉันคลอดบุตรคนหนึ่ง มีท้องบุตรคนที่สอง เมื่อนั้นดิฉันปรารถนาว่า จะไปเยี่ยมมารดาบิดา

ครั้งนั้น ดิฉันมิได้บอกสามีเมื่อสามีของดิฉันเข้าไปป่า ดิฉันคนเดียวออกจากเรือน จะไปยังพระนครสาวัตถีอันอุดม ภายหลังสามีของดิฉันมาตามทันที่หนทางเวลานั้น ลมกรรมชวาตอันทำให้เจ็บปวดเหลือทนเกิดขึ้นแก่ดิฉันทั้งมหาเมฆก็เกิดขึ้นในเวลาที่ดิฉันจะคลอด สามีไปหาที่กำบังก็ถูกงูกัดตาย เวลานั้นดิฉันมีทุกข์ที่จะคลอด หมดที่พึ่ง เป็นคนกำพร้าเดินไปเห็นแม่น้ำน้อยแห่งหนึ่ง ซึ่งมีน้ำเต็มเป็นที่อยู่แห่งสัตว์น้ำอุ้มบุตรน้อยข้ามไป ที่ฝั่งข้างโน้นคนเดียว ให้บุตรน้อยดื่มนมแล้วประสงค์จะให้บุตรคนใหญ่ข้าม จึงกลับมา เหยี่ยวตัวหนึ่ง เฉี่ยวบุตรน้อยที่ร้องจ้าไปเสียแล้ว บุตรคนใหญ่ก็ถูกกระแสน้ำพัดไปดิฉันนั้นมากไปด้วยความโศกเดินไปยังพระนครสาวัตถี

ได้ยินข่าวว่ามารดาบิดาและพี่ชายของตนตายเสียแล้ว เวลานั้น ดิฉันแน่นไปด้วยความโศกเปี่ยมไปด้วยความโศกมาก ได้กล่าวว่า บุตรสองคนตายเสียแล้ว สามีของเราก็ตายเสียในป่า มารดาบิดาและพี่ชายของเรา ก็ถูกเผาที่เชิงตะกอนเดียวกัน ครั้งนั้น ดิฉันทั้งซูบผอมทั้งผิวเหลือง ไม่มีที่พึ่ง ตรอมใจทุกวัน เมื่อเดินไปข้างนี้ข้างนั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาค ผู้เป็นสารถีฝึกนรชน ขณะนั้น

พระศาสดาได้ตรัสกะดิฉันว่า ท่านอย่าโศรกเศร้าถึงบุตรเลยจงเบาใจเถิด จงแสวงหาตนของท่านเถิดเดือดร้อนไปไม่มีประโยชน์อะไรเลย บุตรธิดา ญาติและพวกพ้องไม่ป้องกันคนผู้ถึงที่ตายได้เลย ความป้องกันไม่มีในญาติทั้งหลาย ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้ว ได้บรรลุถึงปฐมผล บวชแล้วไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล เป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์และทิพโสตธาตุ รู้ปรจิตตวิชา เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้ารู้ปุพพนิวาสญาณชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ ทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์หมดมลทินด้วยดี ในกาลนั้น ดิฉันศึกษาพระวินัยทั้งปวงในสำนักพระบรมศาสดา ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงและกล่าวพระวินัยทั้งมวลกว้างขวางได้ตามจริงพระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคุณสมบัตินั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่าปฏาจาราภิกษุณีผู้เดียวเลิศกว่าพวกภิกษุณีฝ่ายที่ทรงพระวินัย ...

ทราบว่า ท่านพระปฏาจาราภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบปฏาจาราเถริยาปทาน.

๑. เอกุโปสถิกาเถริยาปทาน ๒. สลฬปุพพิกาเถริยาปทาน ๓. โมทกทายิกาเถริยาปทาน๔. เอกาสนทายิกาเถริยาปทาน ๕. ปัญจะทีปทายิกาเถริยาปทาน ๖. นฬมาลิกาเถริยาปทาน๗. มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทาน ๘. เขมาเถริยาปทาน ๙. อุบลวรรณเถริยาปทาน๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน ในวรรคนี้บัณฑิคำนวณคาถาได้ ๕๐๙ คาถา.

จบเอกุโปสถวรรคที่ ๒.

End of ๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน