จริยาปิฎก
Text layerBuddha’s wordsItems 1–36 (Royal Thai)15/15 in ขุททกนิกาย4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
๑. ทานปารมิตา
ปฐมํ อกิตฺติจริยํ ๑
จริยาปิฎก
๑. การบำเพ็ญทานบารมี
อกิตติจริยาที่ ๑
ว่าด้วยจริยาวัตรของอกิตติดาบส
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก อกิตติจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
กปฺเป จ สตสหสฺเส จตุโร จ อสงฺเขยฺเย
เอตฺถนฺตเร ยํ จริตํ สพฺพนฺตํ โพธิปาจนํ ฯ
อตีตกปฺเป จริตํ ฐปยิตฺวา ภวาภเว
อิมมฺหิ กปฺเป จริตํ ปวกฺขิสฺสํ สุโณหิ เม ฯ
ยทา อหํ พฺรหารญฺเญ สุญฺเญ วิวนกานเน ๒
อชฺโฌคเหตฺวา วิหรามิ อกิตฺติ ๓ นาม ตาปโส ฯ
ตทา มํ ตปเตเชน สนฺตตฺโต ติทิวาภิภู
ธาเรนฺโต พฺราหฺมณวณฺณํ ภิกฺขาย มํ อุปาคมิ ฯ
ปวนา อาภฏํ ปณฺณํ อเตลญฺจ อโลณิกํ
มม ทฺวาเร ฐิตํ ทิสฺวา สกฏาเหน อากิรึ ฯ
ตสฺส ทตฺวานหํ ปณฺณํ นิกุชฺชิตฺวาน ภาชนํ
ปุเนสนํ ชหิตฺวาน ปาวิสึ ปณฺณสาลกํ ฯ
ทุติยํ ทิวสํ ตติยํปิ อุปคจฺฉิ มมนฺติเก
อกมฺปิโต อโนลคฺโค เอวเมวมทาสหํ ฯ
น เม ตปฺปจฺจยา อตฺถิ สรีรสฺมึ วิวณฺณิยํ
ปีติสุเขน รติยา วีตินาเมมิ ตํ ทิวํ ฯ
ยทิ มาสํปิ ทฺวิมาสํ ทกฺขิเณยฺยํ วรํ ลเภ
อกมฺปิโต อโนลีโน ทเทยฺยํ ทานมุตฺตมํ ฯ
น ตสฺส ทานํ ททมาโน ยสํ ลาภญฺจ ปตฺถยึ
สพฺพญฺญุตํ ปตฺถยาโน ตานิ กมฺมานิ อาจรินฺติ ฯ
อกิตฺติจริยํ ปฐมํ ฯ
๑ ยุ. อกตฺติจริยํ ฯ ๒ ม. วิปินกานเน ฯ ยุ. วิวินกานเน ฯ ๓ ยุ. อกตฺติ นาม ฯ
ในสี่อสงไขยแสนกัป ความประพฤติอันใดในระหว่างนี้ ความประพฤติทั้งหมดนั้น เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ เราจักเว้นความประพฤติในภพน้อยใหญ่ในกัปเสีย จักบอกความประพฤติในกัปนี้จงฟังเรา ในกาลใด เราเป็นดาบสชื่ออกิตติ เข้าไปอาศัยอยู่ในป่าใหญ่อันว่างเปล่า สงัดเงียบปราศจากเสียงอื้ออึง ในกาลนั้น ด้วยเดชแห่งการประพฤติตบะของเรา สมเด็จอัมรินทร์ผู้ครองไตรทิพย์ทรงร้อนพระทัย ทรงแปลงเพศเป็นพราหมณ์เข้ามาหาเราเพื่อภิกษาเราได้เห็นอินทพราหมณ์มายืนอยู่ใกล้ประตูบรรณศาลาของเรา จึงเอาใบหมากเม่าที่เรานำมาแต่ป่า อันไม่มีน้ำมัน ทั้งไม่เค็ม ให้หมดพร้อมกับภาชนะ ครั้นได้ให้หมากเม่าแก่อินทพราหมณ์นั้นแล้วเราจึงคว่ำภาชนะ
ละการแสวงหาใบหมากเม่าใหม่ เข้าไปยังบรรณศาลา แม้ในวันที่ ๒ แม้ในวันที่ ๓ อินทพราหมณ์ก็เข้ามายังสำนักของเรา เราไม่หวั่นไหว ไม่อาลัยในชีวิต ได้ให้หมดสิ้นเช่นวันก่อนเหมือนกัน ในสรีระของเราไม่มีความหมองศรีเพราะการอดอาหารนั้นเป็นปัจจัย เรายับยั้งอยู่ตลอดวันนั้นๆ ด้วยปีติ สุข และความยินดี (อันเกิดแต่ความยินดี) ถ้าเราพึงได้ทักขิเณยยบุคคลผู้ประเสริฐ แม้เดือนหนึ่งสองเดือนเราก็ไม่หวั่นไหว ไม่ท้อแท้ใจพึงให้ทานอันอุดม เมื่อให้ทานแก่อินทพราหมณ์นั้น เราจะได้ปรารถนายศและลาภก็หามิได้ เราปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณ(เท่านั้น) จึงได้ประพฤติกรรมเหล่านั้น ฉะนี้.
จบอกิตติจริยาที่ ๑
ทุติยํ สงฺขพฺราหฺมณจริยํ
สังขพราหมณจริยาที่ ๒
ว่าด้วยจริยาวัตรของสังขพราหมณ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สังขพราหมณจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ พฺราหฺมโณ สงฺขสวฺหโย
มหาสมุทฺทํ ตริตุกาโม อุปคจฺฉามิ ปฏฺฏนํ ฯ
ตตฺถทฺทสามิ ๑ ปฏิปเถ สยมฺภุํ อปราชิตํ
กนฺตารมทฺธานํ ปฏิปนฺนํ ตตฺตาย กฐินภูมิยา ฯ
ตมหํ ปฏิปเถ ทิสฺวา อิมมตฺถํ วิจินฺตยึ
อิมํ ๒ เขตฺตํ อนุปฺปตฺตํ ปุญฺญกามสฺส ชนฺตุโน ฯ
ยถาปิ กสฺสโก ปุริโส เขตฺตํ ทิสฺวา มหารามํ ๓
น ตตฺถ พีชํ โรเปติ น โส ธญฺเญน อตฺถิโก ฯ
เอวเมวาหํ ปุญฺญกาโม ทิสฺวา เขตฺตํ วรุตฺตมํ
ยทิ [๑] การํ น กโรมิ นาหํ ปุญฺเญน อตฺถิโก ฯ
ยถา อมจฺโจ มุทฺทกาโม ๒ รญฺโญ อนฺเตปุเร ชเน
น เทติ เตสํ ธนธญฺญํ มุทฺทโต ๓ ปริหายติ ฯ
เอวเมวาหํ ปุญฺญกาโม วิปุลํ ทิสฺวาน ทกฺขิณํ
ยทิ ตตฺถ ๔ ทานํ น ทามิ ปริหายิสฺสามิ ปุญฺญโต ฯ
เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน โอโรหิตฺวา อุปาหนา
ตสฺส ปาทานิ วนฺทิตฺวา อทาสึ ฉตฺตุปาหนํ ฯ
เตนาหํ ๕ สตคุณโต สุขุมาโล สุเขธิโต
อปิจ ทานํ ปริปูเรนฺโต เอวํ ตสฺส อทาสหนฺติ ฯ
สงฺขพฺราหฺมณจริยํ ทุติยํ ฯ
๑ ม. ตตฺถทฺทสํ ฯ ยุ. ตตฺถ อทสฺสึ ฯ ๒ ม. ยุ. อิทํ ฯ ๓ ม. ยุ. มหาคมํ ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราเป็นพราหมณ์มีนามว่าสังขะ ต้องการจะข้ามมหาสมุทรไปอาศัยปัฏฏนคามอยู่ ในกาลนั้น เราได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้รู้เอง ใครๆ ชนะไม่ได้ ซึ่งเดินสวนทางมาตามทางกันดารบนภาคพื้นอันแข็ง ร้อนจัด ครั้นเราเห็นท่านเดินสวนทางมา จึงคิดเนื้อความนี้ว่า บุญเขตนี้มาถึงแก่เราผู้เป็นสัตว์ที่ต้องการบุญเปรียบเหมือนบุรุษชาวนาเห็นนาอันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ (เป็นที่น่ายินดีมาก) ไม่ปลูกพืชลงในนานั้น เขาชื่อว่าเป็นผู้ไม่ต้องการด้วยข้าวเปลือกฉันใดเราก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้ต้องการบุญ เห็นเขตบุญอันประเสริฐสุดแล้ว ถ้าไม่ทำบุญ (สักการะ) เราก็ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ต้องการบุญเปรียบเหมือนอำมาตย์ต้องการจะให้ชนชาวเมืองของพระราชายินดีแต่ไม่ให้ทรัพย์และข้าวเปลือกแก่เขา ก็ย่อมเสื่อมจากความยินดีฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้ต้องการบุญ เห็นทักขิเณยยบุคคลอันไพบูลย์แล้ว ถ้าไม่ให้ทานในทักขิเณยยบุคคลนั้นก็จักเสื่อมจากบุญ ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้วจึงถอดรองเท้า ไหว้เท้าของท่านแล้ว ได้ถวายร่มและรองเท้า เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้ละเอียดอ่อนเจริญสุขได้ร้อยเท่าพันทวี อนึ่ง เมื่อเราบำเพ็ญทานให้บริบูรณ์ได้ถวายแก่ท่านนั้น อย่างนี้แล.
จบสังขพราหมณจริยาที่ ๒
ตติยํ กุรุธมฺมจริยํ ๖
กุรุธรรมจริยาที่ ๓
ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระเจ้าธนญชัย
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก กุรุธรรมจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ อินฺทปตฺเถ ปุรุตฺตเม
ราชา ธนญฺชโย นาม กุสเลหิ ทสหุปาคโต ฯ
กาลิงฺครฏฺฐวิสยา พฺราหฺมณา อุปคจฺฉุ มํ
อยาจุํ มํ หตฺถินาคํ ธญฺญํ มงฺคลสมฺมตํ ฯ
อวุฏฺฐิโก ชนปโท ทุพฺภิกฺโข ฉาตโก มหา
ททาหิ ปวรํ นาคํ นีลํ อญฺชนสวฺหยํ ฯ
น เม ยาจกมนุปฺปตฺเต ปฏิกฺเขโป อนุจฺฉโว
มา เม ภิชฺชิ สมาทานํ ทสฺสามิ วิปุลํ คชํ ฯ
นาคํ คเหตฺวา โสณฺฑาย ภิงฺคาเร รตนามเย
ชลํ หตฺเถ อากิริตฺวา พฺราหฺมณานํ อทํ คชํ ฯ
ตสฺส ๑ นาเค ปทินฺนมฺหิ อมจฺจา เอตทพฺรวว
กึ นุ ตุยฺหํ วรํ นาคํ ยาจกานํ จ ทสฺสสิ ฯ
ธญฺญํ มงฺคลสมฺปนฺนํ สงฺคามวิชยุตฺตมํ
ตสฺส ๒ นาเค ปทินฺนมฺหิ กินฺเต รชฺชํ กริสฺสติ ฯ
รชฺชมฺปิ เม ทเท สพฺพํ สรีรํ ทชฺชมตฺตโน
สพฺพญฺญุตํ ปิยํ มยฺหํ ตสฺมา นาคํ อทาสหนฺติ ฯ
กุรุธมฺมจริยํ ตติยํ ฯ
๑ ม. ยุ. ตตฺถ ฯ ๒ ม. ยุ. มุทฺทิกาโม ฯ ๓ ม. ยุ. มุทฺทิโต ฯ ๔ ม. ยุ. ... ตสฺส
ทานํ น ททามิ ฯ ๕ ม. ยุ. เตเนวาหํ ฯ ๖ ม. กุรุราชจริยํ ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราเป็นพระราชามีนามว่าธนญชัย อยู่ในอินทปัตถบุรีอันอุดม ประกอบด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการในกาลนั้น พวกพราหมณ์ชาวกาลิงครัฐ ได้มาหาเรา ขอพระยาคชสารทรง อันประกอบด้วยมงคลหัตถี กะเราว่าชนบทฝนไม่ตกเลยเกิดทุพภิกขภัย อดอยากอาหารมาก ขอพระองค์จงทรงพระราชทานพระยาคชสารตัวประเสริฐมีสีกายเขียวชื่ออัญชนะเถิด เราคิดว่าการห้ามยาจกทั้งหลายที่มาถึงแล้ว ไม่สมควรแก่เราเลย กุศลสมาทานของเราอย่าทำลายเสียเลย เราจักให้คชสารตัวประเสริฐเราได้รับงวงพระยาคชสาร วางลงบนมือพราหมณ์ แล้วจึงหลั่งน้ำในเต้าทองลงบนมือได้ให้พระยาคชสารแก่พราหมณ์ เมื่อเราได้ให้พระยาคชสารแล้ว พวกอำมาตย์ได้กล่าวดังนี้ว่า เหตุไรหนอพระองค์จึงพระราชทานพระยาคชสารตัวประเสริฐ อันประกอบด้วยธัญญลักษณ์ สมบูรณ์ด้วยมงคล ชนะในสงครามอันสูงสุด แก่ยาจกเมื่อพระองค์ทรงพระราชทานคชสารแล้ว พระองค์จักเสวยราชสมบัติได้อย่างไร [เราได้ตอบว่า] แม้ราชสมบัติทั้งหมดเราก็พึงให้ ถึงสรีระของตน เราก็พึงให้ เพราะสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเราฉะนั้น เราจึงได้ให้พระยาคชสาร ดังนี้แล.
จบกุรุธรรมจริยาที่ ๓
จตุตฺถํ มหาสุทสฺสนจริยํ
มหาสุทัสนจริยาที่ ๔
ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระมหาสุทัสนจักรพรรดิ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก มหาสุทัสนจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
กุสาวติมฺหิ นคเร ยทา อาสึ มหีปติ
มหาสุทสฺสโน นาม จกฺกวตฺติ มหพฺพโล ฯ
ตตฺถาหํ ทิวเส ติกฺขตฺตุํ โฆสาเปมิ ตหึ ตหึ
โก กึ อิจฺฉติ ปตฺเถติ กสฺส กึ ทิยฺยตู ธนํ ฯ
โก ฉาตโก โก ตสิโต โก มาลํ โก วิเลปนํ
นานารตฺตานิ วตฺถานิ โก นคฺโค ปริทหิสฺสติ
โก ปเถ ฉตฺตมาเทติ โกปาหนา มุทู สุภา ฯ
อิติ สายญฺจ ปาโต จ โฆสาเปมิ ตหึ ตหึ
น ตํ ทสสุ ฐาเนสุ น หิ ๑ ฐานสเตสุ วา ฯ
อเนกสตฐาเนสุ ปฏิยตฺตํ ยาจเก ธนํ
ทิวา วา ยทิวา รตฺตึ ยทิ เอติ วณิพฺพโก ฯ
ลทฺธา ยทิจฺฉกํ โภคํ ปูรหตฺโถว คจฺฉติ
เอวรูปํ มหาทานํ อทาสึ ยาวชีวิกํ ฯ
นปาหํ เทสฺสํ ธนํ ทมฺมิ นปิ นตฺถิ นิจโย มยิ
ยถาปิ อาตุโร นาม โรคโต ปริมุตฺติยา ฯ
ธเนน เวชฺชํ ตปฺเปตฺวา โรคโต ปริมุจฺจติ
ตเถวาหํ ชานมาโน ปริปูเรตุํ อเสสโต ฯ
อูนมนํ ปูรยิตุํ เทมิ ทานํ วณิพฺพเก
นิราลโย อปจฺจาโส สมฺโพธิมนุปตฺติยาติ ฯ
มหาสุทสฺสนจริยํ จตุตฺถํ ฯ
๑-๒ ยุ. ตสฺมึ ฯ
ในเมื่อเราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงพระนามว่ามหาสุทัสนะมีพลานุภาพมาก ได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน เสวยราชสมบัติในพระนครกุสาวดี ในกาลนั้น เราได้สั่งให้ประกาศทุกๆ วัน วันละ ๓ ครั้งว่าใครอยากปรารถนาอะไร เราจะให้ทรัพย์อะไรแก่ใคร ใครหิว ใครกระหาย ใครต้องการดอกไม้ ใครต้องการเครื่องลูบไล้ ใครขาดแคลนผ้าสีต่างๆ ก็จงมาถือเอาไปนุ่งห่ม ใครต้องการร่มไปในหนทางก็จงมารับเอาไป ใครต้องการรองเท้าอันอ่อนงาม ก็จงมารับเอาไปเราให้ประกาศดังนี้ทั้งเวลาเย็น ทั้งเวลาเช้า ทุกวัน ทานนั้นมิใช่เราตกแต่งไว้ในที่ ๑๐ แห่ง หรือมิใช่ ๑๐๐ แห่งเราตกแต่งทรัพย์ไว้สำหรับยาจกในที่หลายร้อยแห่ง วณิพกจะมาในเวลากลางวันก็ตามหรือในเวลากลางคืนก็ตามก็ได้โภคะตามความปรารถนา พอเต็มมือกลับไป
เราได้ให้มหาทานเห็นปานนี้จนตราบเท่าสิ้นชีวิต เราได้ให้ทรัพย์ที่น่าเกลียดก็หามิได้ และเราไม่มีการสั่งสมก็หามิได้ เปรียบเหมือนคนไข้กระสับกระส่าย เพื่อจะพ้นจากโรค ต้องการให้หมอพอใจด้วยทรัพย์จึงหายจากโรคได้ ฉันใด เราก็ฉันนั้น รู้อยู่ (ว่า ทานบริจาคเป็นอุบายเครื่องเปลื้องตนและสัตว์โลกทั้งสิ้น ให้พ้นจากโลกคือสังขารทุกข์ทั้งสิ้นได้) จึงบำเพ็ญทานให้บริบูรณ์โดยไม่มีเศษเหลือเพื่อยังใจที่บกพร่องให้เต็มเราจึงให้ทานแก่วณิพกเรามิได้อาลัย มิได้หวังอะไร ได้ให้ทานเพื่อบรรลุสัมโพธิญาณ ฉะนี้แล.
จบมหาสุทัสนจริยาที่ ๔
ปญฺจมํ มหาโควินฺทจริยํ
มหาโควินทจริยาที่ ๕
ว่าด้วยจริยาวัตรของโควินทพราหมณ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก มหาโควินทจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ สตฺตราชปุโรหิโต
ปูชิโต นรเทเวหิ มหาโควินฺทพฺราหฺมโณ ฯ
ตทาหํ สตฺตรชฺเชสุ ยํ เม อาสิ อุปายนํ
เตน เทมิ มหาทานํ อกฺโขภํ ๒ สาครูปมํ ฯ
น เม เทสฺสํ ธนธญฺญํ นปิ นตฺถิ นิจโย มยิ
สพฺพญฺญุตํ ปิยํ มยฺหํ ตสฺมา เทมิ วรํ ธนนฺติ ฯ
มหาโควินฺทจริยํ ปญฺจมํ ฯ
๑ ม. ยุ. นปิ ฯ ๒ ม. อกฺโขพฺภํ ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพราหมณ์นามว่ามหาโควินท์เป็นปุโรหิตของพระราชา ๗ พระองค์ อันนรชนและเทวดาบูชา ในกาลนั้น เครื่องบรรณาการอันใดในราชอาณาจักรทั้ง ๗ ได้มีแล้วแก่เรา เราได้ให้มหาทานร้อยล้านแสนโกฏิเปรียบด้วยสาครด้วยบรรณาการนั้น เราจะเกลียดทรัพย์และข้าวเปลือกก็หามิได้ และเราจะไม่มีการสั่งสมก็หามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึงให้ทานอย่างประเสริฐ ฉะนี้แล.
จบมหาโควินทจริยาที่ ๕
ฉฏฺฐํ เนมิราชจริยํ
เนมิราชจริยา ที่ ๖
ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระเจ้าเนมิราช
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เนมิราชจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ มิถิลายํ ปุรุตฺตเม
เนมิ นาม มหาราชา ปณฺฑิโต กุสลตฺถิโก ฯ
ตทาหํ มาปยิตฺวาน จตุสาลํ จตุมฺมุขํ
ตตฺถ ทานํ ปวตฺเตสึ มิคปกฺขินราทินํ ๑ ฯ
อจฺฉาทนํ สยนญฺจ อนฺนํ ปานญฺจ โภชนํ
อพฺโพจฺฉินฺนํ กริตฺวาน มหาทานํ ปวตฺตยึ ฯ
ยถาปิ เสวโก สามึ ธนเหตุมุปาคโต
กาเยน วาจามนสา อาราธนียเมสติ ฯ
ตเถวาหํ สพฺพภเว ปริเยสิสฺสามิ โพธิชํ
ทาเนน สตฺเต ตปฺเปตฺวา อิจฺฉามิ โพธิมุตฺตมนฺติ ฯ
เนมิราชจริยํ ฉฏฺฐํ ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นมหาราชาพระนามว่าเนมิเป็นบัณฑิตต้องการกุศลอยู่ในพระนครมิถิลาอันอุดมในกาลนั้น เราได้สร้างศาลา ๔ แห่ง อันมีหน้ามุขหลังละสี่ๆ เรายังทานให้เป็นไปในศาลานั้นแก่ เนื้อ นก และนรชนเป็นต้น ยังมหาทาน คือ เครื่องนุ่งห่ม ที่นอน และโภชนะ คือ ข้าว และน้ำ ให้เป็นไปแล้วไม่ขาดสาย เปรียบเหมือนเสวก เข้าไปหานายเพราะเหตุแห่งทรัพย์ย่อมแสวงหานายที่พึงให้ยินดีได้ ด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมฉันใด เราก็ฉันนั้น จักแสวงหาพระสัพพัญญุตญาณในภพทั้งปวง จึงยังสัตว์ทั้งหลายให้อิ่มหนำด้วยทาน แล้วปรารถนาโพธิญาณอันอุดม ฉะนี้แล.
จบเนมิราชจริยาที่ ๖
สตฺตมํ จนฺทกุมารจริยํ
จันทกุมารจริยาที่ ๗
ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระจันทกุมาร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก จันทกุมารจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ เอกราชสฺส อตฺรโช
นคเร ปุปฺผวติยา กุมาโร จนฺทสวฺหโย ฯ
ตทาหํ ยชนา มุตฺโต นิกฺขนฺโต ยญฺญวา ๑ ตโต
สํเวคํ ชนยิตฺวาน มหาทานํ ปวตฺตยึ ฯ
นาหํ ปิวามิ ขาทามิ นปิ ภุญฺชามิ โภชนํ
ทกฺขิเณยฺเย ๒ อทตฺวาน อปิ ฉปฺปญฺจ รตฺติโย ฯ
ยถาปิ วาณิโช นาม กตฺวาน ภณฺฑสญฺจยํ
ยตฺถ ลาโภ มหา โหติ ตตฺถ ๓ ตํ หรติ ภณฺฑกํ ฯ
ตเถว สกภุตฺตํปิ ๓ ปเร ทินฺนํ มหปฺผลํ
ตสฺมา ปรสฺส ทาตพฺพํ สตภาโค ภวิสฺสติ ฯ
เอตมตฺถวสํ ญตฺวา เทมิ ทานํ ภวาภเว
น ปฏิกฺกมามิ ทานโต สมฺโพธิมนุปตฺติยาติ ฯ
จนฺทกุมารจริยํ สตฺตมํ ฯ
๑ ยุ. ... นรนารินํ ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นโอรสของพระเจ้าเอกราชมีนามว่าจันทกุมาร อยู่ในพระนครปุบผวดี ในกาลนั้นเราพ้นจากการบูชายัญแล้ว ออกไปจากที่บวงสรวงนั้นยังความสังเวชให้เกิดขึ้น แล้วยังมหาทานให้เป็นไป เราไม่ให้ทานแก่ทักขิเณยยบุคคลแล้วย่อมไม่ดื่มน้ำ ไม่เคี้ยวของเคี้ยว และไม่บริโภคโภชนะ ๕-๖ ราตรีบ้างเปรียบเหมือนพ่อค้า รวบรวมสินค้าไว้แล้ว ในที่ใดจะมีลาภมาก(ได้กำไรมาก) ก็นำสินค้าไปในที่นั้น ฉันใดแม้อาหารของตนที่เราให้แล้วแก่คนอื่น มีกำลังมาก (มากมาย) ฉันนั้น (สิ่งของที่เราให้ผู้อื่น มีกำลังมากกว่าสิ่งของที่ตนใช้เอง ฉันนั้น) เพราะฉะนั้น พานที่เราให้ผู้อื่นจักเป็นส่วนร้อย เรารู้อำนาจประโยชน์นี้ จึงให้ทานในภพน้อยภพใหญ่ เราไม่ถอยกลับ (ไม่ท้อถอย) จากการให้ทานเพื่อบรรลุสัมโพธิญาณ ฉะนี้แล.
จบจันทกุมารจริยาที่ ๗
อฏฺฐมํ สิวิราชจริยํ
สีวีราชจริยาที่ ๘
ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระเจ้าสีวีราช
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สีวีราชจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
อริฏฺฐสวฺหเย นคเร สิวิ นามาสิ ขตฺติโย
นิสชฺช ปาสาทวเร เอวํ จินฺเตสหํ ตทา ฯ
ยงฺกิญฺจิ มานุสํ ทานํ อทินฺนํ เม น วิชฺชติ
โยปิ ยาเจยฺย มํ จกฺขุํ ทเทยฺยํ อวิกมฺปิโต ฯ
มม สงฺกปฺปมญฺญาย สกฺโก เทวานมิสฺสโร
นิสินฺโน เทวปริสาย อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ
นิสชฺช ปาสาทวเร สิวิ ราชา มหิทฺธิโก
จินฺเตนฺโต วิวิธํ ทานํ อเทยฺยํ โส น ปสฺสติ ฯ
ตถนฺนุ วิตถนฺเนตํ หนฺท วีมํสยามิ ตํ
มุหุตฺตํ อาคเมยฺยาถ ยาว ชานามิ ตํ มนํ ฯ
ปเวธมาโน ปลิตสิโร วลิคตฺโต ชราตุโร
อนฺธวณฺโณ จ หุตฺวาน ราชานํ อุปสงฺกมิ ฯ
โส ตทา ปคฺคเหตฺวาน วามํ ทกฺขิณพาหุญฺจ
สิรสฺมึ อญฺชลึ กตฺวา อิทํ วจนมพฺรวิ
ยาจามิ ตํ มหาราช ธมฺมิก รฏฺฐวฑฺฒน ๑
ตว ทานรตา กิตฺติ อุคฺคตา เทวมานุเส ฯ
อุโภปิ เนตฺตา นยนา อนฺธอุปหตา ๒ มม
เอกํ เม นยนํ เทหิ ตฺวํปิ เอเกน ยาปย ฯ
ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา หฏฺโฐ สํวิคฺคมานโส
กตญฺชลี เวทชาโต อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ
อิทานาหํ จินฺตยิตฺวาน ปาสาทโต อิธาคโต
ตฺวํ มม จิตฺตมญฺญาย เนตฺตํ ยาจิตุมาคโต ฯ
อโหเม มานสํ สิทฺธํ สงฺกปฺโป เม ๓ ปริปูริโต
อทินฺนปุพฺพํ ทานวรํ อชฺช ทสฺสามิ ยาจเก ฯ
เอหิ สิวก อุฏฺเฐหิ มา ทนฺธยิ มา ปเวธยิ
อุโภปิ นยนํ เทหิ อุปฺปาเฏตฺวา วณิพฺพเก ๔ ฯ
ตโต โส โจทิโต มยฺหํ สิวโก วจนงฺกโร
อุทฺธริตฺวาน ปาทาสิ ตาลมิญฺชํว ยาจเก ฯ
ททมานสฺส เทนฺตสฺส ทินฺนทานสฺส เม สโต
จิตฺตสฺส อญฺญถา นตฺถิ โพธิยาเยว การณา ฯ
น เม เทสฺสา อุโภ จกฺขุ อตฺตาปิ ๑ เม น เทสฺสิโย
สพฺพญฺญุตํ ปิยํ มยฺหํ ตสฺมา จกฺขุํ อทาสหนฺติ ฯ
สิวิราชจริยํ อฏฺฐมํ ฯ
๑ ม. ยญฺญวาฏโต ฯ ยุ. ยญฺญวาฏโก ฯ ๒ ยุ. ทกฺขิเณยฺยํ ฯ ๓ ยุ. ยตฺถาหรติ
ภณฺฑกํ ฯ ๓ ม. ยุ. สกภุตฺตาปิ ฯ
๑ ยุ. รฏฺฐวฑฺฒนํ ฯ ๒ ม. ยุ. อนฺธา อุปหตา มม ฯ ๓ ม. ยุ. เมสทฺโทนตฺถิ ฯ
๓ ยุ. นยเน ฯ ๔ ยุ. ติพฺพก ฯ
ในกาลเมื่อเราเป็นกษัตริย์พระนามว่าสีวี อยู่ในพระนครอันมีนามว่าอริฏฐะ เรานั่งอยู่ในปราสาทอันประเสริฐ ได้ดำริอย่างนี้ว่า ทานที่มนุษย์พึงให้อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เราไม่ได้ให้แล้วไม่มี แม้ผู้ใดพึงขอจักษุกะเรา เราก็พึงให้ไม่หวั่นใจเลย ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าทวยเทพทรงทราบความดำริของเราแล้ว ประทับนั่งในเทพบริษัทได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่าพระเจ้าสีวีผู้มีฤทธิ์มาก ประทับนั่งในปราสาทอันประเสริฐ
พระองค์ทรงดำริถึงทานต่างๆ ไม่ทรงเห็นสิ่งที่ยังมิได้ให้ข้อนั้นจะเป็นจริงหรือไม่หนอ ผิฉะนั้น เราจักทดลองพระองค์ดูท่านทั้งหลายพึงคอยอยู่สักครู่หนึ่ง เพียงเรารู้น้ำใจของพระเจ้าสีรีเท่านั้น ท้าวสักกะจึงทรงแปลงเพศเป็นคนตาบอด มีกายสั่น ศีรษะหงอก หนังหย่อน กระสับกระส่าย เพราะชรา เข้าไปเฝ้าพระราชาในกาลนั้น อินทพราหมณ์นั้น ประคองพระพาหาเบื้องซ้ายขวาประนมกรอัญชลีเหนือเศียรได้กล่าวคำนี้ว่า ข้าแต่พระมหาราชาผู้ทรงธรรม ทรงปกครองรัฐให้เจริญ ข้าพระองค์จะขอกะพระองค์เกียรติคุณคือความยินดีในทานของพระองค์ ขจรไปในเทวดาและมนุษย์หน่วยตาแม้ทั้งสองของข้าพระองค์บอดเสียแล้ว ขอจงพระราชทานพระเนตรข้างหนึ่งแก่ข้าพระองค์เถิด แม้พระองค์จักทรงยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยพระเนตรข้างหนึ่ง
เราได้ฟังคำของพราหมณ์นั้นแล้ว ทั้งดีใจและสลดใจประคองอัญชลี มีปีติและปราโมทย์ ได้กล่าวคำนี้ว่า เราคิดแล้วลงจากปราสาทมาถึงที่นี้บัดนี้เอง ท่านรู้จิตของเราแล้ว มาขอนัยน์ตา โอ ความปรารถนาของเราสำเร็จแล้วความดำริของเราบริบูรณ์แล้ว วันนี้ เราจักให้ทานอันประเสริฐ ซึ่งเราไม่เคยให้ แก่ยาจก มานี่แน่ะหมอสิวิกะ จงขมีขมันอย่าชักช้าอย่าครั่นคร้าม จงควักนัยน์ตาแม้ทั้งสองข้างออกให้แก่วณิพกนี้เดี๋ยวนี้ หมอสิวิกะนั้นเราเตือนแล้ว เชื่อฟังคำของเรา ได้ควักนัยน์ตาทั้งสองออกให้แก่ยาจกทันที เมื่อเราจะให้ก็ดี กำลังให้ก็ดีให้แล้วก็ดี จิตของเราไม่เป็นอย่างอื่น เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณนั้นเอง จักษุทั้งสองเราจะเกลียดชังก็หามิได้ แม้ตนเราก็มิได้เกลียดชัง แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึงได้ให้จักษุ ฉะนี้แล.
จบสีวีราชจริยาที่ ๘
นวมํ เวสฺสนฺตรจริยํ
เวสสันตรจริยาที่ ๙
ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระเวสสันดร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เวสสันตรจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ยา เม อโหสิ ชนิกา ผุสฺสตี นาม ขตฺติยา
สา อตีตาสุ ชาตีสุ สกฺกสฺส มเหสี สิยา ๒ ฯ
ตสฺสา อายุกฺขยํ ทิสฺวา ๓ เทวินฺโท เอตทพฺรวิ
ททามิ เต ทสวเร วรภทฺเท ยทิจฺฉสิ ฯ
เอวํ วุตฺตาว ๔ สา เทวี สกฺกํ ปุนิทมพฺรวิ
กึ นุ เม อปราธตฺถิ กึ นุ เทสฺสา อหนฺตว
รมฺมา จาเวสิ มํ ฐานา วาโตว ธรณีรุหํ ๕ ฯ
เอวํ วุตโตว ๖ โส สกฺโก ปุน ตสฺสิทมพฺรวิ
น เจว เต กตํ ปาปํ น จ เม ตฺวมสิ อปฺปิยา ฯ
เอตฺตกํเยว เต อายุ จวนกาโล ภวิสฺสติ ฯ
ปฏิคฺคณฺห มยา ทินฺเน วเร ทส วรุตฺตเม ฯ
สกฺเกน สา ทินฺนวรา ตุฏฺฐหฏฺฐา ปโมทิตา
มมํ อพฺภนฺตรํ กตฺวา ผุสฺสตี ทส วเร วริ ฯ
ตโต จุตา สา ผุสฺสตี ขตฺติเย อุปปชฺชถ
เชตุตฺตรมฺหิ นคเร สญฺชเยน สมาคมิ ฯ
ยทาหํ ผุสฺสติยา กุจฺฉึ โอกฺกนฺโต ปิยมาตุยา8
มม เตเชน เม มาตา สทา ทานรตา อหุ ฯ
อธเน อาตุเร ชิณฺเณ ยาจเก อทฺธิเก ๑ ชเน
สมเณ พฺราหฺมเณ ขีเณ เทติ ทานํ อกิญฺจเน ฯ
ทส มาเส ธารยิตฺวา กโรนฺเต ปุรํ ปทกฺขิณํ
เวสฺสานํ วีถิยา มชฺเฌ ชเนสิ ผุสฺสตี มมํ ฯ
น มยฺหํ มตฺติกํ นามํ นปิ เปตฺติกสมฺภวํ ๒
ชาเตตฺถ ๓ เวสฺสวีถิยํ ตสฺมา เวสฺสนฺตโร อหุ ฯ
ยทาหํ ทารโก โหมิ ชาติยา อฏฺฐวสฺสิโก
ตทา นิสชฺช ปาสาเท ทานํ ทาตุํ วิจินฺตยึ ฯ
หทยํ ทเทยฺยํ จกฺขุํ มํสํปิ รุธิรํปิ จ ๔
ทเทยฺยํ กายํ สาเวตฺวา ยทิ โก ๕ ยาจเย มมํ ฯ
สภาวํ จินฺตยนฺตสฺส อกปฺปิตมสณฺฐิตํ ๖
อกมฺปิ ตตฺถ ปฐวี สิเนรุวนวฏํสกา ฯ
อนฺวฑฺฒมาเส ปนฺนรเส ปุณฺณมาเส อุโปสเถ
ปจฺจยํ นาคมารุยฺห ทานํ ทาตุํ อุปาคมึ ฯ
กาลิงฺครฏฺฐวิสยา พฺราหฺมณา อุปคจฺฉุ มํ
อยาจุํ มํ หตฺถินาคํ ธญฺญํ มงฺคลสมฺมตํ ฯ
อวุฏฺฐิโก ชนปโท ทุพฺภิกฺโข ฉาตโก มหา
ททาหิ ปวรํ นาคํ สพฺพเสตํ คชุตฺตมํ ฯ
ททามิ น วิกมฺปามิ ยํ มํ ยาจนฺติ พฺราหฺมณา
สนฺตํ นปฺปฏิคุยฺหามิ ทาเน เม รมตี มโน ฯ
น เม ยาจกมนุปฺปตฺเต ปฏิกฺเขโป อนุจฺฉโว
มา เม ภิชฺชิ สมาทานํ ทสฺสามิ วิปุลํ คชํ ฯ
นาคํ คเหตฺวา โสณฺฑาย ภิงฺคาเร รตนามเย
ชลํ หตฺเถ อากิริตฺวา พฺราหฺมณานํ อทํ คชํ ฯ
ปุนาปรํ ททนฺตสฺส สพฺพเสตํ คชุตฺตมํ
ตทาปิ ปฐวี กมฺปิ สิเนรุวนวฏํสกา ฯ
ตสฺส นาคสฺส ทาเนน สิวโย กุทฺธา สมาคตา
ปพฺพาเชสุํ สกา รฏฺฐา วงฺกํ คจฺฉตุ ปพฺพตํ ฯ
เตสํ นิจฺฉุภมานานํ อกมฺปิตมสณฺฐิตํ
มหาทานํ ปวตฺเตตุํ เอกวรมยาจิหํ ๑ ฯ
ยาจิตา สิวโย สพฺเพ เอกํ วรมทํสุ เม
สาวยิตฺวา กณฺณเภรึ มหาทานํ ททามหํ ฯ
อเถตฺถ วตฺตตี สทฺโท ติมุโล ๒ เภรโว มหา
ทาเนนิมํ ๓ นีหรนฺติ ปุน ทานํ ททาตยํ ๔ ฯ
หตฺถี ๑ อสฺเส รเถ ทตฺวา ทาสึ ทาสํ ควํ ธนํ
มหาทานํ ททิตฺวาน นครา นิกฺขมึ ตทา ฯ
นิกฺขมิตฺวาน นครา นิวตฺเตตฺวา วิโลกิเต
ตทาปิ ปฐวี กมฺปิ สุเนรุวนวฏํสกา ฯ
จตุวาหิรถํ ๒ ทตฺวา ฐตฺวา จตุมหาปเถ
เอกากิโก ๓ อทุติโย มทฺทึ ๔ เทวีทมพฺรวึ ฯ
ตฺวํ มทฺทิ กณฺหํ คณฺหาหิ ลหุกา เอสา กนิฏฺฐกา ๕
อหํ ชาลึ คหิสฺสามิ ครุโก ภาติโก หิ โส ฯ
ปทุมํ ปุณฺฑรีกํว มทฺที กณฺหาชินํ ๖ คหิ
อหํ สุวณฺณพิมฺพํ ว ชาลึ ขตฺติยมคฺคหึ ฯ
[๗]
อภิชาตา สุขุมาลา ขตฺติยา จตุโร ชนา
วิสมสมํ อกฺกมนฺตา วงฺกํ คจฺฉาม ปพฺพตํ ฯ
เย เกจิ มนุชา เอนฺติ อนุมคฺเค ปฏิปเถ
มคฺคนฺเต ปฏิปุจฺฉาม กุหึ วงฺกตปพฺพโต ๘ ฯ
เต ตตฺถ อเมฺห ปสฺสิตฺวา กรุณํ คิรมุทีรยุํ
ทุกฺขนฺเต ปฏิเวเทนฺติ ทูเร วงฺกตปพฺพโต ฯ
ยทิ ปสฺสนฺติ ปวเน ทารกา ผลิเต ทุเม
เตสํ ผลานํ เหตุมฺหิ อุปโรทนฺติ ทารกา ฯ
โรทนฺเต ทารเก ทิสฺวา อุพฺภิคฺคา ๙ วิปุลา ทุมา
สยเมโวนมิตฺวาน อุปคจฺฉนฺติ ทารเก ฯ
อิทํ อจฺฉริยํ ทิสฺวา อพฺภูตํ โลมหํสนํ
สาธุการํ ปวตฺเตสิ มทฺที สพฺพงฺคโสภณา ฯ
อจฺเฉรํ วต โลกสฺมึ อพฺภูตํ โลมหํสนํ
เวสฺสนฺตรสฺส เตเชน สยเมโวนตา ๑ ทุมา ฯ
สงฺขิปึสุ ปถํ ยกฺขา อนุกมฺปาย ทารเก
นิกฺขนฺตทิวเสเนว เจตรฏฺฐมุปาคมม ฯ
สฏฺฐิ ราชสหสฺสานิ ตทา วสนฺติ มาตุลา ๒
สพฺเพ ปญฺชลิกา หุตฺวา โรทมานา อุปาคมม ฯ
ตตฺถ วตฺเตตฺวา สลฺลาปํ เจเตหิ เจตปุตฺเตหิ
เต ตโต นิกฺขมิตฺวาน วงฺกํ อคมุ ๓ ปพฺพตํ ฯ
อามนฺตยิตฺวา เทวินฺโท วิสฺสุกมฺมํ มหิทฺธิกํ
อสฺสมํ สุกตํ รมฺมํ ปณฺณสาลํ สุมาปย ฯ
สกฺกสฺส วจนํ สุตฺวา วิสฺสุกมฺโม มหิทฺธิโก
อสฺสมํ สุกตํ รมฺมํ ปณฺณสาลํ สุมาปยิ ฯ
อชฺโฌคเหตฺวา ปวนํ อปฺปสทฺทํ นิรากุลํ
จตุโร ชนา มยํ ตตฺถ วสาม ปพฺพตนฺตเร ฯ
อหญฺจ มทฺที เทวี จ ชาลี กณฺหาชินา จุโภ
อญฺญมญฺญํ โสกนุทา วสาม อสฺสเม ตทา ฯ
ทารเก อนุรกฺขนฺโต อสุญฺเญ โหมิ อสฺสเม
มทฺที ผลํ อาหรติ ๔ โปเสติ สา ตโย ชเน ฯ
ปวเน วสมานสฺส อตฺถิโก มํ อุปาคมิ
อยาจิ ปุตฺตเก มยฺหํ ชาลึ กณฺหาชินํ ๑ จุโภ ฯ
ยาจกํ อุปคตํ ทิสฺวา หาโส เม อุปปชฺชถ
อุโภ ปุตฺเต คเหตฺวาน อทาสึ พฺราหฺมเณ ตทา ฯ
สเก ปุตฺเต จชนฺตสฺส ชูชเก ๒ พฺราหฺมเณ ยทา
ตทาปิ ปฐวี กมฺปิ สิเนรุวนวฏํสกา ฯ
ปุนเทว สกฺโก โอรุยฺห หุตฺวา พฺราหฺมณสนฺนิโภ
อยาจิ มํ มทฺทึ เทวึ สีลวตึ ๓ ปติพฺพตํ ฯ
มทฺทึ หตฺเถ คเหตฺวาน อุทกญฺชลิ ปูรย ๔
ปสนฺนมนสงฺกปฺโป ตสฺส มทฺทึ อทาสหํ ฯ
มทฺทิยา ทียมานาย คคเน เทวา ปโมทิตา
ตทาปิ ปฐวี กมฺปิ สิเนรุวนวฏํสกา ฯ
ชาลึ กณฺหาชินํ ธีตุํ ๕ มทฺทึ เทวึ ปติพฺพตํ
จชมาโน น จินฺเตสึ โพธิยาเยว การณา ฯ
น เม เทสฺสา อุโภ ปุตฺตา มทฺท เทวี น เทสฺสิยา
สพฺพญฺญุตํ ปิยํ มยฺหํ ตสฺมา ปิเย อทาสหํ ฯ
ปุนาปรํ พฺรหารญฺเญ มาตาปิตุสมาคเม
กรุณํ ปริเทวนฺเต สลฺลปนฺเต สุขํ ทุกฺขํ ฯ
หิโรตฺตปฺเปน ครูนํ ๖ อุภินฺนํ อุปสงฺกมิ
ตทาปิ ปฐวี กมฺปิ สิเนรุวนวฏํสกา ฯ
ปุนาปรํ พฺรหารญฺญา นิกฺขมิตฺวา สญาติภิ
ปวิสามิ ปุรํ รมฺมํ เชตุตฺตรปุรุตฺตมํ ฯ
รตนานิ สตฺต วสฺสึสุ มหาเมโฆ ปวสฺสถ
ตทาปิ ปฐวี กมฺปิ สิเนรุวนวฏํสกา ฯ
อเจตนายํ ปฐวี อวิญฺญาย สุขํ ทุกฺขํ
สาปิ ทานพลา มยฺหํ สตฺตกฺขตฺตุมกมฺปถาติ ฯ
เวสฺสนฺตรจริยํ นวมํ ฯ
๑ ม. ยุ. อตฺตา น เมน เทสฺสิโย ฯ ๒ ม. ปิยา ฯ ยุ. จ มเหสิยา ฯ ๓ ม. ยุ.
ญตฺวา ฯ ๔ ม. ยุ. วุตฺตา จ สา เทวี ฯ ๕ ยุ. ธรณึ รุหํ ฯ ๖ ยุ. เอวํ วุตฺเต จ
โส สกฺโก ฯ
๑ ยุ. ปฏฺฐิเก ฯ ๒ ยุ. เมตฺติกสมฺภวํ ฯ ๓ ยุ. ชาโตมฺหิ ฯ ๔ ยุ. รุหิรํปิจ ฯ
๕ ม. ยุ. โกจิ ฯ ๖ ม. ยุ. อกมฺปิตม... ฯ
๑ ม. เอกํ วรมยาจิสํ ฯ ยุ. ...จิสฺสํ ฯ ๒ ม. ยุ. ตุมุโล ฯ ๓ ยุ. ทาเนนมํ ฯ
๔ ยุ. ททามหํ ฯ
๑ ม. หตฺถึ ฯ ๒ ม. ยุ. จตุวาหึ รถํ ฯ ๓ ม. ยุ. เอกากิโย ฯ ๔ ม. ยุ.
มทฺทิเทวึ อิทมพฺรวึ ฯ ๕ ม. กนิฏฺฐิกา ฯ ๖ ม. กณฺหาชินคฺคหี ฯ ยุ ...ชินมคหี ฯ
๗ ยุ. ชลํ หตฺเถ อากิริตฺวา พฺราหฺมณานํ อทํ คชํ ฯ ๘ ม. วงฺกนฺต... ฯ อิโต ปรํ
อีทิสเมว ฯ ๙ ม. ยุ. อุพฺพิธา ฯ
๑ ม. ยุ. สยเมโวณตา ฯ ๒ ม. มาตุเล ฯ ๓ ยุ. อคมฺมม ฯ ๔ ม. อาหริตฺวา ฯ
๑ ยุ. ชาลิกณฺหาชิเน ฯ ๒ ยุ. ยาจเก ฯ ๓ ม. สีลวนฺตึ ฯ ๔ ม. ปูริย ฯ
๕ ม. ยุ. ธีตํ ฯ ๖ ม. ยุ. ครุนา ฯ
นางกษัตริย์พระนามว่าผุสสดีพระชนนีของเรา พระนางเป็นมเหสีของท้าวสักกะ ในชาติที่ล่วงมาแล้ว ท้าวสักกะจอมเทพทรงเห็นว่าพระนางจะสิ้นอายุ จึงตรัสดังนี้ว่า เราจะให้พร ๑๐ ประการแก่เธอนางผู้เจริญ จะปรารถนาพรอันใด พอท้าวสักกะตรัสอย่างนี้เท่านั้นพระเทวีนั้นได้ทูลท้าวสักกะ ดังนี้ว่า หม่อมฉันมีความผิดอะไรหรือหรือพระองค์เกลียดหม่อมฉันเพราะเหตุใด จึงจะให้หม่อมฉันเคลื่อนจากสถานอันรื่นรมย์เหมือนลมพัดให้ต้นไม้หวั่นไหว ฉะนั้นเมื่อพระนางผุสสดีตรัสอย่างนี้ ท้าวสักกะนั้นได้ตรัสกะพระนางดังนี้อีกว่า เธอไม่ได้ทำความชั่วเลย และจะไม่เป็นที่รักของเราก็หามิได้แต่อายุของเธอมีประมาณเท่านี้เอง
เวลานี้เป็นเวลาที่เธอจักต้องจุติเธอจงรับเอาพร ๑๐ ประการอันประเสริฐสุด ที่ฉันให้เถิด พระนางผุสสดีนั้น มีพระทัยยินดี ร่าเริงเบิกบานพระทัย ทรงรับเอาพร ๑๐ประการซึ่งเป็นพรอันท้าวสักกะพระราชทานทรงทำเราไว้ในภายในพระนางผุสสดีนั้น จุติจากดาวดึงส์นั้นแล้ว มาบังเกิดในตระกูลกษัตริย์ ได้สมาคมกับพระเจ้ากรุงสญชัย (เป็นมเหสีของพระเจ้ากรุงสญชัย) ในพระนครเชตุดร ในกาลเมื่อเราลงสู่พระครรภ์ของพระนางผุสสดี พระมารดาที่รัก ด้วยเดชของเรา พระมารดาของเราเป็นผู้ยินดีในทานทุกเมื่อ ทรงให้ทานแก่คนยากจน คนป่วยไข้(กระสับกระส่าย) คนแก่ ยาจก คนเดินทาง สมณพราหมณ์คนสิ้นเนื้อประดาตัว คนไม่มีอะไรเลย
พระนางผุสสดีทรงพระครรภ์ครบ๑๐ เดือน เมื่อพระเจ้าสญชัยทรงทำประทักษิณพระนคร พระนางก็ประสูติเรา ณ ท่ามกลางถนนของพวกคนค้าขาย นามของเราจึงไม่เนื่องข้างฝ่ายพระมารดา และไม่เกิดเนื่องข้างฝ่ายพระบิดา เพราะเราเกิดที่ถนนของคนค้าขายนี้ ฉะนั้น เราจึงมีชื่อว่าเวสสันดร ในกาลเมื่อเราเป็นทารกอายุ ๘ ปีแต่กำเนิด ในกาลนั้น เรานั่งอยู่ในปราสาทคิดเพื่อจะให้ทานว่า เราพึงให้หทัย จักษุ แม้เนื้อและเลือด เราพึงให้ทานทั้งกาย ถ้าใครได้ยินแล้ว พึงขอกะเรา เมื่อเราคิดถึงความเป็นจริง จิตของเราไม่หวั่นไหว ไม่หดหู่ ในขณะนั้น แผ่นดินเขาสิเนรุราชและป่าหิมพานต์ได้หวั่นไหว ในเดือนเต็มวันอุโบสถที่๑๕
ทุกกึ่งเดือน เราขึ้นคอมงคลหัตถีปัจจัยนาค เข้าไปยังศาลาเพื่อจะให้ทานพราหมณ์ทั้งหลายชาวกาลิงครัฐ ได้มาหาเราได้ขอพระยาคชสารทรง อันประกอบด้วยมงคลหัตถีกะเราว่า ชนบทฝนไม่ตกเกิดทุพภิกขภัย อดอยากมากมาย ขอพระองค์ทรงโปรดพระราชทานพระยาคชสารตัวประเสริฐ เผือกผ่อง อันเป็นช้างมงคลอุดมพราหมณ์ทั้งหลายขอสิ่งใดกะเรา เราย่อมให้สิ่งนั้นไม่หวั่นไหวเลยเราไม่ซ่อนเร้นของที่มีอยู่ ใจของเรายินดีในทาน เมื่อยาจกมาถึงแล้วการห้าม (การไม่ให้) ไม่สมควรแก่เรา กุศลสมาทานของเราอย่าทำลายเสีย เราจักให้คชสารตัวประเสริฐ
เราได้จับงวงพระยาคชสารวางลงบนมือพราหมณ์แล้วจึงหลั่งน้ำเต้าทองลงบนมือ ได้ให้พระยาคชสารแก่พราหมณ์ เมื่อเราให้พระยามงคลคชสารอันอุดม เผือกผ่อง อีก แม้ในกาลนั้น แผ่นดินเขาสิเนรุราช และป่าหิมพานต์ก็ได้หวั่นไหว เพราะเราให้พระยาคชสารนั้น ชาวพระนครสีพีพากันโกรธเคือง มาประชุมกันแล้ว ขับไล่เราจากแว่นแคว้นของตนว่าจงไปยังภูเขาวงกต เมื่อชาวพระนครเหล่านั้นขับไล่ จิตของเราไม่หวั่นไหว ไม่หดหู่ เราได้ขอพรอย่างหนึ่ง เพื่อจะยังมหาทานให้เป็นไป เมื่อเราขอแล้ว ชาวพระนครสีพีทั้งหมด ได้ให้พรอย่างหนึ่งแก่เรา เราจึงให้เอากลองคู่หนึ่งไปตีประกาศว่าเราจะให้มหาทานครั้นเมื่อเราให้ทานอยู่ในโรงทานนั้น เสียงดังกึกก้องอึงมี่ย่อมเป็นไปว่า ชาวพระนครสีพีขับไล่พระเวสสันดรนี้เพราะให้ทาน
พระองค์จะยังให้ทานอีกเล่า เราได้ให้ช้าง ม้า รถ ทาสี ทาส แม่โค ทรัพย์ครั้นให้มหาทานแล้ว ก็ออกจากพระนครไปในกาลนั้น ครั้นเราออกจากพระนครแล้ว กลับผินหน้ามาเหลียวดู แม้ในกาลนั้น แผ่นดินเขาสิเนรุราชและป่าหิมพานต์ ก็หวั่นไหว เราให้ม้าสินธพ ๔ ตัวและรถ แล้วยืนอยู่ที่ทางใหญ่ ๔ แยก ผู้เดียวไม่มีเพื่อนสอง ได้กล่าวกะพระนางมัทรีเทวีดังนี้ว่า ดูกรแม่มัทรี เธอจงอุ้มกัณหากุมารีเถิด เพราะเธอเป็นน้องคงเบากว่า พี่จะอุ้มพ่อชาลี เพราะเขาเป็นพี่คงจะหนักพระนางมัทรีทรงอุ้มแม่กัณหาผู้อ่อนนุ่ม ดังดอกปทุมและบัวขาว
เราได้อุ้มพ่อชาลีหน่อกษัตริย์ เปรียบดังแท่งทองคำชนทั้ง ๔เป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติเกิดในสกุลสูง ได้เสด็จดำเนินไปตามทางอันขรุขระและราบเรียบ ไปยังเขาวงกต มนุษย์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เดินตามมาในหนทางก็ดี สวนทางมาก็ดี เราทั้งหลายได้ไต่ถามเขาถึงหนทางว่า เขาวงกตอยู่ที่ไหน เขาเห็นเราทั้งหลาย ณ ที่นั้นแล้ว ได้เปล่งเสียงอันประกอบด้วยกรุณาว่า กษัตริย์เหล่านี้คงจะต้องได้เสวยทุกข์อย่างยิ่ง เพราะเขาวงกตยังไกล ถ้าพระกุมารทั้งหลายเห็นต้นไม้อันมีผลในป่าใหญ่ พระกุมารกุมารีก็จะทรงกรรแสง เพราะเหตุแห่งผลไม้เหล่านั้น ต้นไม้ทั้งหลายอันสูงใหญ่ไพศาล เห็นพระกุมารกุมารีทรงกรรแสงก็โน้มยอดลงมาหาพระกุมารและพระกุมารีเองพระนางมัทรีผู้ทรงความงามทั่วสรรพางค์
ทรงเห็นความอัศจรรย์นี้อันไม่เคยมีมา น่าขนลุกขนพอง จึงยังสาธุการให้เป็นไปว่า ความอัศจรรย์อันไม่เคยมีในโลก บังเกิดขนชูชันหนอ หมู่ไม้น้อมยอดลงมาเอง ด้วยเดชแห่งพระเวสสันดร เทวดาทั้งหลายได้ย่นทางให้ ด้วยความเอ็นดูพระกุมารกุมารี ในวันที่เราออกจากพระนครสีพีนั้นเองเราทั้ง ๔ ได้ไปถึงเจตรัฐ ในกาลนั้น พระราชา (เจ้า) หกหมื่นองค์อยู่ในพระนครมาตุละ ต่างก็ประนมกรอัญชลีพากันร้องไห้มาหา เราเจรจาปราศรัยกับโอรสของพระเจ้าเจตราชเหล่านี้อยู่ ณ ที่นั้น ให้โอรสของพระเจ้าเจตราชเหล่านั้นกลับที่ประตูนั้นแล้ว ได้ไปยังเขาวงกต ท้าวสักกะจอมเทวดา ตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก แล้วรับสั่งให้ไปเนรมิตบรรณศาลาอย่างสวยงาม
น่ารื่นรมย์สำหรับเป็นอาศรม เราทั้ง ๔ คน มาถึงป่าใหญ่อันเงียบเสียงอื้ออึงไม่เกลื่อนกล่นด้วยฝูงชนอยู่ในบรรณศาลานั้น ณ เชิงเขา ในกาลนั้นเขา พระนางมัทรีเทวี พ่อชาลีและแม่กัณหาทั้งสอง บรรเทาความเศร้าโศกของกันและกันอยู่ในอาศรม เรารักษาเด็กทั้งสองอยู่ในอาศรม อันไม่ว่างเปล่า พระนางมัทรีนำผลไม้มาเลี้ยงคนทั้งสามเมื่อเราอยู่ในป่าใหญ่ ชูชกพราหมณ์เดินเข้ามาหาเรา ได้ขอบุตรทั้งสองของเรา คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา เพราะได้เห็นยาจกเข้ามาหา ความร่าเริงเกิดขึ้นแก่เรา ในกาลนั้น
เราได้พาบุตรทั้งสองมาให้แก่พราหมณ์ เมื่อเราสละบุตรทั้งสองของตนให้แก่ชูชกพราหมณ์ในกาลใด แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน เขาสิเนรุราช และป่าหิมพานต์ ก็หวั่นไหว ท้าวสักกะทรงแปลงเพศเป็นพราหมณ์เสด็จลงจากเทวโลก มาขอนางมัทรีผู้มีศีลมีจริยาวัตรอันงาม กะเราอีก เรามีความดำริแห่งใจอันเลื่อมใส จับพระหัตถ์พระนางมัทรี ยังฝ่ามือให้เต็มด้วยน้ำ ได้ให้พระนางมัทรีแก่พราหมณ์นั้น เมื่อเราให้พระนางมัทรี หมู่เทวดาในอากาศเบิกบาน (พลอยยินดี) แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน เขาสิเนรุราช และป่าหิมพานต์ ก็หวั่นไหว เราสละพ่อชาลีแม่กัณหาชินาผู้ธิดา และพระนางมัทรีเทวีผู้มีจริยาวัตรอันงาม ไม่คิดถึงเลย เพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่นเอง
เราจะเกลียดบุตรทั้งสองหามิได้ จะเกลียดพระนางมัทรีก็หามิได้ แต่สัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้นเราให้บุตรและภรรยาผู้เป็นที่รัก อีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมารดาและพระบิดาเสด็จมาพร้อมกัน ณป่าใหญ่ ทรงกรรแสงสะอึกสะอื้นน่าสงสาร ตรัสถามถึงสุขทุกข์กันอยู่ เราได้เข้าเฝ้าพระมารดาและพระบิดาทั้งสองผู้เป็นที่เคารพด้วยหิริและโอตตัปปะ แม้ในกาลนั้น แผ่นดินเขาสิเนรุราช และป่าหิมพานต์ ก็หวั่นไหวอีกครั้งหนึ่งเรากับบรรดาพระญาติของเราออกจากป่าใหญ่ จักเข้าสู่พระนครเชตุดร อันเป็นนครน่ารื่นรมย์ แก้ว๗ ประการตกลงแล้ว มหาเมฆยังฝนให้ตก (มหาเมฆยังฝนแก้ว ๗ประการให้ตกลง) แม้ในกาลนั้นแผ่นดิน เขาสิเนรุราชและป่าหิมพานต์ ก็หวั่นไหว แม้แผ่นดินนี้ไม่มีจิตใจไม่รู้สุขและทุกข์ก็หวั่นไหวถึง ๗ ครั้ง เพราะกำลังแห่งทานของเรา ฉะนี้แล.
จบเวสสันตรจริยาที่ ๙
ทสมํ สสปณฺฑิตจริยํ
สสปัณฑิตจริยาที่ ๑๐
ว่าด้วยจริยาวัตรของสสบัณฑิต
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สสปัณฑิตจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ สสโก ปวนจาริโก ๑
ติณปณฺณสากผลภกฺโข ปรเหฐนวิวชฺชิโต ฯ
มกฺกโฏ จ สิงฺคาโล จ สุตฺตโปโต ๒ จหํ ตทา
วสาม เอกสมคฺคา ๓ สายํ ปาโต จ ทิสฺสเร ๔ ฯ
อหนฺเต อนุสาสามิ กิริเย กลฺยาณปาปเก
ปาปานิ ปริวชฺเชถ กลฺยาเณ อภินิวิสฺสถ ฯ
อุโปสถมฺหิ ทิวเส จนฺทํ ทิสฺวาน ปูริตํ
เอเตสํ ตตฺถ อาจิกฺขึ ๕ ทิวโส อชฺชุโปสโถ ฯ
ทานานิ ปฏิยาเทถ ทกฺขิเณยฺยสฺส ทาตเว
ทตฺวา ทานํ ทกฺขิเณยฺเย ๖ อุปวสฺสถุโปสถํ ฯ
เต เม สาธูติ วตฺวาน ยถาสตฺติ ยถาพลํ
ทานานิ ปฏิยาเทตฺวา ทกฺขิเณยฺยํ คเวสิสุํ ฯ
อหํ นิปชฺช ๑ จินฺเตสึ ทานํ ทกฺขิณนุจฺฉวํ
ยทิหํ ลเภ ทกฺขิเณยฺยํ กึ เม ทานํ ภวิสฺสติ ฯ
น เม อตฺถิ ติลมุคฺคา น มาสา ตณฺฑุลา ฆตํ
อหํ ติเณน ยาเปมิ น สกฺกา ติณทาตเว ฯ
ยทิ โกจิ เอติ ทกฺขิเณยฺโย ภิกฺขาย มม สนฺติเก
ทชฺชาหํ สกมตฺตานํ น โส ตุจฺโฉ คมิสฺสติ ฯ
มม สงฺกปฺปมญฺญาย สกฺโก พฺราหฺมณวณฺณินา
อาสยํ เม อุปคจฺฉิ ทานํ วีมํสนาย เม ฯ
ตมหํ ทิสฺวาน สนฺตุฏฺโฐ อิทํ วจนมพฺรวึ
สาธุ โขสิ อนุปฺปตฺโต ฆาสเหตุ มมนฺติเก ฯ
อทินฺนปุพฺพํ ทานวรํ อชฺช ทสฺสามิ เต อหํ
ตุวํ สีลคุณูเปโต อยุตฺตนฺเต ปรเหธนํ ฯ
เอหิ อคฺคึ ปทีเปหิ นานากฏฺเฐ สมานย
อหํ ปจิสฺสมตฺตานํ ปกฺกํ ตฺวํ ภกฺขยิสฺสสิ ฯ
สาธูติ โส หฏฺฐมโน นานากฏฺเฐ สมานยิ
มหนฺตํ อกาสิ จิตฺตกํ กตฺวานงฺคารคพฺภกํ ฯ
อคฺคึ ตตฺถ ปทีเปสิ ๒ ยถา โส ขิปฺปํ มหาภเว
โผเฏตฺวา รชคเต คตฺเต เอกมนฺตํ อุปาวิสึ ๓ ฯ
ยทา มหากฏฺฐปุญฺโช อาทิตฺโต ธมธมายติ ๑
ตทุปฺปติตฺวา ปปติ ๒ มชฺเฌ ชาลสิขนฺตเร ฯ
ยถา สีโตทกํ นาม ปวิฏฺฐํ ยสฺส กสฺสจิ
สเมติ ทรถปริฬาหํ อสฺสาทํ เทติ ปีติ จ ฯ
ตเถว ชลิตํ อคฺคึ ปวิฏฺฐสฺส มมํ ตทา
สพฺพํ สเมติ ทรถํ ยถา สีโตทกํ วิย ฯ
ฉวิ จมฺมญฺจ มํสญฺจ นฺหารุ อฏฺฐิ หทยพนฺธนํ
เกวลํ สกลํ กายํ พฺราหฺมณสฺส อทาสหนฺติ ฯ
สสปณฺฑิตจริยํ ทสมํ ฯ
ตสฺสุทฺทานํ
อกิตฺติ พฺราหฺมโณ สงฺโข กุรุราชา ธนญฺชโย
มหาสุทสฺสโน ราชา มหาโควินฺทพฺราหฺมโณ ฯ
เนมิ ๓ จนฺทกุมาโร จ สิวิ เวสฺสนฺตโร สโส
อหเมว ตทา อาสึ โย เต ทานวเร อทา ฯ
เอเต ทานปริกฺขารา เอเต ทานสฺส ปารมี
ชีวิตํ ยาจเก ทตฺวา อิมํ ๔ ปารมิ ปูรยึ ฯ
ภิกฺขาย อุปคตํ ทิสฺวา สกตฺตานํ ปรจฺจชึ
ทาเนน เม สโม นตฺถิ เอสา เม ทานปารมีติ ฯ
ทานปารมิตา นิฏฺฐิตา ฯ
๑ ม. ปวนจารโก ฯ ๒ ม. อุทฺทโปโต ฯ ๓ ม. ยุ. เอกสมนฺตา ฯ ๔ ยุ.
ปทิสฺสเร ฯ ๕ ยุ. อาจิกฺขิ ฯ ๖ ยุ. ทกฺขิเณยฺยํ ฯ
๑ ม. ยุ. นิสชฺช ฯ ๒ ยุ. ปทีเปติ ฯ ๓ ยุ. อุปาวิสิ ฯ
๑ ยุ. ธูมมายติ ฯ ๒ ม. ปปตึ ฯ ๓ ม. ยุ. นิมิ ฯ ๔ ยุ. อิทํ ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นกระต่ายเที่ยวอยู่ในป่า มีหญ้าใบไม้ ผักและผลไม้เป็นภักษา เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่น ในกาลนั้น ลิง สุนัขจิ้งจอก ลูกนาค และเราเป็นสหายอยู่ร่วมกันมาพบกันทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า เราสั่งสอนสหายเหล่านั้นในกุศลธรรมและอกุศลธรรมว่าท่านทั้งหลาย จงเว้นบาปกรรมเสีย จงตั้งอยู่ในกรรมอันงาม เราเห็นพระจันทร์เต็มดวงในวันอุโบสถ จึงบอกแก่สหายเหล่านั้นว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถ ท่านทั้งหลายจงตระเตรียมทานทั้งหลายเพื่อให้แก่ทักขิไณยยบุคคล ครั้นให้ทานแก่ทักขิไณยยบุคคลแล้ว จงรักษาอุโบสถ สหายเหล่านั้นรับคำของเราว่าสาธุ แล้วได้ตระเตรียมทานต่างๆ ตามสติกำลัง
แล้วแสวงหาทักขิไณยยบุคคล เรานอนคิดถึงทานอันสมควรแก่ทักขิไณยยบุคคลว่า ถ้าเราพึงได้ทักขิไณยยบุคคล เราจักให้อะไรเป็นทาน งา ถั่วเขียวถั่วเหลือง ข้าวสาร และเปรียง ของเราไม่มี เราเลี้ยงชีวิตด้วยหญ้าถ้าทักขิไณยยบุคคลมาสักท่านหนึ่ง เพื่อขอให้สำนักของเรา เราพึงให้ตนของตน ทักขิไณยยบุคคลจักไม่ไปเปล่า ท้าวสักกะทรงทราบความดำริของเราแล้ว แปลงเพศเป็นพราหมณ์เสด็จเข้ามายังสำนักของเรา เพื่อทรงทดลองทานของเรา เราเห็นพราหมณ์นั้นแล้วก็ยินดี ได้กล่าวคำนี้ว่าท่านมาถึงในสำนักของเรา เพราะเหตุแห่งอาหารเป็นการดีแล วันนี้เราจักให้ทานอันประเสริฐที่ใครๆ ไม่เคยให้แก่ท่าน ท่านผู้ประกอบด้วยศีลคุณ
การเบียดเบียนผู้อื่นไม่ควรแก่ท่าน ท่านจงไปนำเอาไม้ต่างๆ มาก่อไฟขึ้น เราจักปิ้งตัวของเราท่านจักได้กินเนื้อที่สุกพราหมณ์รับคำแล้ว มีใจร่าเริง นำเอาไม้ต่างๆมาได้ทำเชิงตะกอนใหญ่ ทำเป็นห้องอันเต็มด้วยถ่านเพลิงก่อไฟโพลงขึ้น ณ ที่นั้นทันทีเหมือนไฟนั้นเป็นกองใหญ่ฉะนั้น เราสลัดตัวอันมีธุลีแล้ว เข้าไปนั่งอยู่ข้างหนึ่งในเมื่อกองไม้อันไฟติดทั่วแล้ว เป็นควันตระลบอยู่ ในกาลนั้น เราโดดลงในท่ามกลางระหว่างเปลวไฟ น้ำเย็นอันผู้ใดผู้หนึ่งดำลงแล้ว ย่อมระงับความกระวนกระวายและความร้อน ย่อมให้ความยินดีและปีติ ฉันใดในกาลเมื่อเราเข้าไปยังไฟที่ลุกโพลง ก็ฉันนั้นเหมือนกันความกระวนกระวายทั้งปวงย่อมระงับ ดังดำลงในน้ำเย็นฉะนั้น เราได้ให้แล้วซึ่งกายทั้งสิ้นโดยไม่เหลือ คือ ขน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และชิ้นเนื้อหทัยแก่พราหมณ์ ฉะนี้แล.
จบสสปัณฑิตจริยาที่ ๑๐
----------------
รวมจริยาที่มีในวรรณนี้ คือ
อกิตติดาบส สังขพราหมณ์ พระเจ้าธนญชัยกุรุราช พระเจ้ามหาสุทัสนจักรพรรดิราช มหาโควินทพราหมณ์ พระเจ้าเนมิราช จันทกุมารพระเจ้าสีวิราช เวสสันดร และสสบัณฑิตผู้ให้ทานอันประเสริฐในกาลนั้น เป็นเรานี้เอง ทานเหล่านี้เป็นบริวารแห่งทาน เป็นทานบารมี เราได้ให้ชีวิตเป็นทานแก่ยาจกจึงยังบารมีนี้ให้เต็มได้ เราเห็นยาจกเข้ามาเพื่อขอแล้ว ได้สละตนของตนให้ ความเสมอด้วยทานของเราไม่มี นี้เป็นทานบารมีของเรา ฉะนี้แล.
จบการบำเพ็ญทานบารมีที่ ๑
๒. สีลปารมิตา
ปฐมํ สีลวนาคจริยํ
สีลวนาคจริยาที่ ๑
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยาช้างสีลวนาค
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สีลวนาคจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ยทา อโหสึ ปวเน กุญฺชโร มาตุโปสโก
น ตทา อตฺถิ มหิยา คุเณน มม สาทิโส ฯ
ปวเน ทิสฺวา วนจโร รญฺโญ มํ ปฏิเวทยิ
ตวานุจฺฉโว มหาราช คโช อสติ ๑ กานเน ฯ
น ตสฺส ปริกฺขายตฺโถ นปิ อาฬฺหกกาสุยา ๒
สมาคหิเต โสณฺฑาย สยเมว อิเธหิติ ฯ
ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา ราชาปิ ตุฏฺฐมานโส
เปเสสิ หตฺถิทมกํ เฉกาจริยํ สุสิกฺขิตํ ฯ
คนฺตฺวา โส หตฺถิทมโก อทฺทส ปทุมสฺสเร
ภิสมูฬาลํ ๓ อุทฺธรนฺตํ ยาปนตฺถาย มาตุยา ฯ
วิญฺญาย เม สีลคุณํ ลกฺขณํ อุปธารยิ
เอหิ ปุตฺตาติ วตฺวาน โสณฺฑาย มม อคฺคหิ ฯ
ยํ เม ตทา ปากติกํ สรีรานุคตํ พลํ(
อชฺช นาคสหสฺสานํ พเลน สมสาทิสํ ฯ
ยทิหนฺเตสํ ปกุปฺเปยฺยํ อุเปตํ ๔ คหณาย มํ
ปฏิพโล ภเว เตสํ ยาว รชฺชมฺปิ มานุสํ ฯ
อปิจาหํ สีลรกฺขาย สีลปารมิปูริยา
น กโรมิ จิตฺเต อญฺญถตฺตํ ปกฺขิปนฺตํ มมาฬฺหเก ๑ ฯ
ยทิ เต มํ ตตฺถ โกเฏยฺยุํ ผรสูหิ โตมเรหิ จ
เนว เตสํ ปกุปฺเปยฺยํ สีลขณฺฑภยา มมาติ ฯ
สีลวนาคจริยํ ๒ ปฐมํ ฯ
๑ ม. ยุ. วสติ ฯ ๒ ม. ยุ. อาฬก... ฯ ๓ ยุ. ภิสมูลํ ฯ ๔ ม. อุเปตานํ ฯ
ในกาลเมื่อเราเป็นกุญชรเลี้ยงมารดาอยู่ในป่าหิมพานต์ ในกาลนั้นในพื้นแผ่นดินนี้ ไม่มีอะไรที่จะเสมอด้วยศีลคุณของเรา พรานป่าพบเราในป่าใหญ่แล้ว ได้กราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่พระราชาผู้ใหญ่ ช้างมงคลอันสมควรเป็นพระที่นั่งทรง มีอยู่ในป่าใหญ่ อันการจับช้างนั้นไม่ต้องขุดคู แม้การปักเสาตลุงและการขุดหลุมลวง ก็ไม่ต้องในขณะที่จับเข้าที่งวงเท่านั้น ช้างนั้นก็จะมา ณ ที่นี้เองพระเจ้าข้า ฝ่ายพระราชาได้ทรงฟังคำของพรานป่านั้นแล้วทรงดีพระทัย ทรงส่งไปซึ่งควาญช้างซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ฉลาดศึกษาดีแล้วควาญช้างนั้นไปแล้ว ได้พบช้างกำลังถอนเง่าบัวอยู่ในสระบัวหลวงเพื่อต้องการเลี้ยงมารดาควาญช้างรู้ศีลคุณของเรา
พิจารณาดูลักษณะแล้วกล่าวว่า มานี่แน่ะลูกแล้วได้จับเข้าที่งวงของเรา ในกาลนั้นกำลังของเราที่มีอยู่ในกายตามปรกติอันใด วันนี้กำลังของเรานั้นเสมอเหมือนกับกำลังของช้างหลายพัน ถ้าเราโกรธแก่ควาญช้างเหล่านั้นผู้เข้ามาใกล้เพื่อจับเราเราพึงสามารถจะเหยียบย่ำเขาเหล่านั้นได้แม้ตลอดราชสมบัติของมนุษย์แต่ถึงแม้เราจะถูกเขาใส่ไว้ในเสาตลุงเราก็ไม่ทำจิตโกรธเคือง เพื่อรักษาศีล เพื่อบำเพ็ญบารมีให้บริบูรณ์ถ้าเขาเหล่านั้นพึงทำลายเราที่เสาตลุงนี้ด้วยขวานและหอกซัด เราก็จะไม่โกรธเขาเหล่านั้นเลยเพราะเรากลัวศีลของเราจะขาด ฉะนี้แล.
จบสีลวนาคจริยาที่ ๑
ทุติยํ ภูริทตฺตจริยํ
ภูริทัตตจริยาที่ ๒
ว่าด้วยจริยาวัตรของภูริทัตตนาคราช
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ภูริทัตตจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ ภูริทตฺโต มหิทฺธิโก
วิรูปกฺเขน มหารญฺญา เทวโลกมคจฺฉหํ ฯ
ตตฺถ ปสฺสิตฺวาหํ เทเว เอกนฺตํ สุขสมปฺปิเต
ตํ สคฺคํ คมนตฺถาย สีลพฺพตํ สมาทยึ ฯ
สรีรกิจฺจํ กตฺวาน ภุตฺวา ยาปนมตฺตกํ
จตุโร องฺเค อธิฏฺฐาย เสมิ วมฺมิกมุทฺธนิ ฯ
ฉวิยา จมฺเมน มํเสน นฺหารูหิ อฏฺฐิเกหิ วา
ยสฺส เอเตน กรณียํ ทินฺนํเยว หราตุ โส ฯ
สํสิโต อกตญฺญุนา อาลมฺพาโน มมคฺคหิ
เปฬาย ปกฺขิปิตฺวาน กีเฬติ มํ ตหึ ตหึ ฯ
เปฬาย ปกฺขิปนฺเตปิ มํ มทฺทนฺเตปิ ๓ ปาณินา
อาลมฺพาเน น กุปฺปามิ สีลขณฺฑภยา มม ฯ
สกชีวิตปริจฺจาโค ติณโตปิ ๑ ลหุโก มยิ
สีลวีติกฺกโม มยฺหํ ปฐวี อุพฺพตฺตนา ๒ วิย ฯ
นิรนฺตรํ ชาติสตํ จเชยฺยํ มม ชีวิตํ
เนว สีลํ ปภินฺเทยฺยํ จตุนฺนํ ทีปาน เหตุปิ ฯ
อปิจาหํ สีลรกฺขาย สีลปารมิปูริยา
น กโรมิ จิตฺเต อญฺญถตฺตํ ปกฺขิปนฺตํปิ เปฬเกติ ฯ
ภูริทตฺตจริยํ ทุติยํ ฯ
๑ ม. ยุ. มมาฬเก ฯ ๒ ม. มาตุโปสกจริยํ ฯ ๓ ม. ยุ. สมฺมทฺทนฺเตปิ ปาณินา ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระยานาคชื่อภูริทัต มีฤทธิ์มากเราไปยังเทวโลกพร้อมกับท้าววิรูปักข์มหาราช ในเทวโลกนั้น เราได้เห็นทวยเทพผู้สมบูรณ์ด้วยความสุขโดยส่วนเดียว จึงสมาทานศีลวัตร เพื่อต้องการจะไปยังสวรรค์นั้น เราชำระร่างกาย บริโภคอาหารพอเป็นเครื่องเลี้ยงอาชีพแล้ว อธิษฐานอุโบสถมีองค์ ๔ประการว่าผู้ใดพึงทำกิจด้วยผิวหนังก็ดี ด้วยเนื้อก็ดี ด้วยเอ็นก็ดีด้วยกระดูกก็ดี ขอผู้นั้นจงนำเอาอวัยวะที่เราให้นี้ไปเถิด แล้วนอนอยู่บนยอดจอมปลวก พราหมณ์อาลัมพาน อันบุคคลผู้ไม่รู้อุปการะที่บุคคลอื่นทำแล้ว บอกแล้ว ได้จับเราใส่ไว้ในตะกร้า ให้เราเล่นในที่นั้นๆ แม้เมื่อพราหมณ์อาลัมพานใส่เราไว้ในตะกร้า แม้เมื่อบีบเราด้วยฝ่ามือ เราก็ไม่โกรธเพราะเรากลัวศีลของเราจะขาด การที่เราบริจาคชีวิตของตนเป็นของเบาแม้กว่าหญ้า การล่วงศีลของเราเป็นเหมือนดังว่าแผ่นดิน เราพึงสละชีวิตของเราสิ้นร้อยชาติเนืองๆเราไม่พึงทำลายศีลแม้เพราะเหตุแห่งทวีปทั้ง ๔ ถึงแม้เราจะถูกพราหมณ์อาลัมพานใส่ไว้ในตะกร้าเราก็มิได้ทำจิตให้โกรธเคือง เพื่อรักษาศีลเพื่อบำเพ็ญศีลบารมีให้เต็ม ฉะนี้แล.
จบภูริทัตตจริยาที่ ๒
ตติยํ จมฺเปยฺยจริยํ ๓
จัมเปยยกจริยาที่ ๓
ว่าด้วยจริยาวัตรของจัมเปยยกนาคราช
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก จัมเปยยกจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ จมฺเปยฺยโก มหิทฺธิโก
ตทาปิ ธมฺมิโก อาสึ สีลพฺพตสมปฺปิโต ฯ
ตทาปิ มํ ธมฺมจารึ อุปวุฏฺฐํ อุโปสถํ
อหิตุณฺฑิโก คเหตฺวาน ราชทฺวารมฺหิ กีฬติ ฯ
ยํ ๔ โส วณฺณํ จินฺตยติ นีลํ ว ปีตโลหิตํ
ตสฺส จิตฺตานุวตฺเตนฺโต โหมิ จินฺติตสนฺนิโภ ฯ
ถลํ กเรยฺยํ อุทกํ อุทกมฺปิ ถลํ กเร
ยทิหนฺตสฺส กุปฺเปยฺยํ ๕ ขเณน ฉาริกํ กเร ฯ
ยทิ จิตฺตวสี เหสฺสํ ปริหายิสฺสามิ สีลโต
สีเลน ปริหีนสฺส อุตฺตมตฺโถ น สิชฺฌติ ฯ
กามํ ภิชฺชตุ ยํ กาโย อิเธว วิกิรียตุ
เนว สีลํปิ ๑ ภินฺเทยฺยํ วิกิรนฺเต ภุสํ วิยาติ ฯ
จมฺเปยฺยจริยํ ตติยํ ฯ
๑ ม. ยุ. ติณโก ลหุโก มม ฯ ๒ ม. อุปฺปตนํ ฯ ยุ. อุปฺปตฺตนา ฯ ๓ ม.
จมฺเปยฺยนาคจริยํ ฯ ๔ ม. ยํ ยํ โส วณฺณํ จินฺตยิ ฯ ๕ ม. ยุ. ปกุปฺเปยฺยํ ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระยานาคชื่อจัมเปยยกะมีฤทธิ์มากแม้ในกาลนั้น เราเป็นผู้ประพฤติธรรมเพียบพร้อมด้วยศีลวัตร หมองูได้จับเราผู้ประพฤติธรรม รักษาอุโบสถให้เล่นรำอยู่ที่ใกล้ประตูพระราชวัง หมองูนั้นคิดเอาสีเช่นใด คือ สีเขียว สีเหลือง หรือสีแดง เราย่อมเปลี่ยนไปตามจิตของเขา แปลงกายให้เหมือนที่เขาคิดเราได้ทำน้ำให้เป็นบกบ้าง ได้ทำบกให้เป็นน้ำ ถ้าแหละเราโกรธเคืองต่อหมองูนั้น ก็พึงทำเขาให้เป็นเถ้าโดยฉับพลัน ถ้าเราจักเป็นไปตามอำนาจจิตเราก็จักเสื่อมจากศีล เมื่อเราเสื่อมจากศีลประโยชน์อันสูงสุดจะไม่สำเร็จ กายของเรานี้จงแตกไป จงกระจัดกระจายอยู่ ณ ที่นี้ เหมือนแกลบกระจัดกระจายอยู่ก็ตามเถิด เราจะไม่ทำลายศีล ฉะนี้แล.
จบจัมเปยยกจริยาที่ ๓
จตุตฺถํ จูฬโพธิจริยํ
จูฬโพธิจริยาที่ ๔
ว่าด้วยจริยาวัตรของจูฬโพธิปริพาชก
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก จูฬโพธิจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ จูฬโพธิ สุสีลวา
ภวํ ทิสฺวาน ภยโต เนกฺขมฺมํ อภินิกฺขมึ ฯ
ยา เม ทุติยิกา อาสิ พฺราหฺมณี กนกสนฺนิภา
สาปิ ๒ วฏฺเฏ อนเปกฺขา เนกฺขมฺมํ อภินิกฺขมิ ฯ
นิราลยา ฉินฺนพนฺธุ อนเปกฺขา กุเล คเณ
จรนฺตา คามนิคมํ พาราณสึ อุปาคมม ฯ
ตตฺถ วสาม นิปกา อสํสฏฺฐา กุเล คเณ
นิรากุเล อปฺปสทฺเท ราชุยฺยาเน วสามุโภ ฯ
อุยฺยานทสฺสนํ คนฺตฺวา ราชา อทฺทส พฺราหฺมณึ
อุปสงฺคมฺม ๓ มํ ปุจฺฉิ ตุเยฺหสา กา กสฺส ภริยา ฯ
เอวํ วุตฺเต อหนฺตสฺส อิทํ วจนมพฺรวึ
น มยฺหํ ภริยา เอสา สหธมฺมา เอกสาสนี ฯ
ตสฺสา ๔ สารตฺต ๕ คธิโต คาหาเปตฺวาน เจฏเก
นิปฺปีฬยนฺโต พลสา อนฺเตปุรํ ปเวสยิ ฯ
โอทปตฺติกิยา ๖ มยฺหํ สหชาตา ๗ เอกสาสนี
อากฑฺฒิตฺวา นยนฺติยา โกโป เม อุปฺปชฺชถ ฯ
สห โกเป สมุปฺปนฺเน สีลพฺพตมนุสฺสรึ
ตตฺเถว โกปํ นิคฺคณฺหึ นาทาสึ วฑฺฒิตูปริ ๑ ฯ
ยทิ ตํ พฺราหฺมณึ โกจิ โกฏฺเฏยฺย ติณฺหสตฺติยา
เนว สีลํ ปภินฺเทยฺยํ โพธิยา เยว การณา ฯ
น เม สา พฺราหฺมณี เทสฺสา นปิ เม พลํ น วิชฺชติ
สพฺพญฺญุตํ ปิยํ มยฺหํ ตสฺมา สีลานุรกฺขิสฺสนฺติ ฯ
จูฬโพธิจริยํ จตุตฺถํ ฯ
๑ ม. ยุ. เนว สีลํ ปภินฺเทยฺยํ ฯ ๒ ยุ. สา วิวฏฺเฏ ฯ ๓ ม. ยุ. อุปคมฺม ฯ
๔ ม. ติสฺสา ฯ ๕ ยุ. สารตฺตาธิคโต ฯ ๖ ม. โอทปตฺตกิยา ฯ ๒ ม. ยุ. สหชา ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นปริพาชกชื่อจูฬโพธิ มีศีลงามเราเห็นภพโดยเป็นสิ่งน่ากลัว จึงออกบวชเป็นดาบส นางพราหมณีผู้มีผิวพรรณดังทองคำ ซึ่งเป็นภรรยาของเราแม้นางก็มิได้อาลัยในวัฏฏะออกบวชเป็นตาปสินี เราทั้งสองไม่มีความอาลัย ตัดพวกพ้องขาดไม่ห่วงใยในตระกูลและหมู่ญาติเที่ยวไปยังบ้านและนิคม มาถึงยังพระนครพาราณสี เราทั้งสองอยู่ ณ ที่นั้น มีปัญญาไม่เกี่ยวข้องในตระกูลและคณะ เราทั้งสองอยู่ในพระราชอุทยานอันไม่เกลื่อนกล่นสงัดเสียงพระราชาเสด็จทอดพระเนตรพระราชอุทยานได้ทอดพระเนตรเห็นนางพราหมณี จึงเสด็จเข้ามาหาเราแล้วตรัสถามว่า นางพราหมณีคนนี้เป็นอะไรกับท่าน เป็นภริยาของใครเมื่อพระราชาตรัสถามอย่างนี้เราได้ทูลแก่พระองค์ดังนี้ว่า
นางพราหมณีนี้มิใช่ภริยาของอาตภาพ เป็นผู้ประพฤติธรรมร่วมกันเป็นผู้มีคำสอนร่วมกัน พระ-ราชาทรงกำหนัดหนักหน่วงในนางพราหมณีนั้นจึงรับสั่งให้พวกราช-บุรุษจับ ทรงบีบคั้นด้วยกำลังสั่งให้นำเข้าไปยังภายในพระนคร เมื่อภริยาเก่าของเราเกิดร่วมกันมีคำสอนร่วมกัน ถูกฉุดคร่าไปความโกรธพึงเกิดแก่เรา เราระลึกถึงศีลวัตรได้พร้อมกับความโกรธที่เกิดขึ้นเราข่มความโกรธได้ ณ ที่นั้นเอง ไม่ให้มันเจริญขึ้นไปอีก ถ้าใครๆพึงเอาหอกอันคมกริบแทงนางพราหมณีนั้น เราก็ไม่พึงทำลายศีลของเราเลย เพราะเหตุแห่งโพธิญาณเท่านั้นเราจักเกลียดนางพราหมณีนั้นก็หามิได้ และเราจะไม่มีกำลังก็หามิได้ เพราะพระสัมพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้นเราจึงรักษาศีลไว้ ฉะนี้แล.
จบจูฬโพธิจริยาที่ ๔
ปญฺจมํ มหิสราชจริยํ
มหิสราชจริยาที่ ๕
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยากระบือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก มหิสราชจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ มหิโส ๒ ปวนจารโณ
ปวฑฺฒกาโย พลวา มหนฺโต ภีมทสฺสโน ฯ
ปพฺภาเร คิริทุคฺเค จ รุกฺขมูเล ทกาสเย
โหเตตฺถ ฐานํ มหิสานํ โกจิ โกจิ ตหึ ตหึ ฯ
วิจรนฺโต พฺรหารญฺเญ ฐานมทฺทส ภทฺทกํ
ตํ ฐานํ อุปคนฺตฺวาน ติฏฺฐามิ จ สยามิ จ ฯ
อเถตฺถ กปิมาคนฺตฺวา ปาโป อนริโย ลหุ
ขนฺเธ นลาเต ภมุเก มุตฺเตติ โอหเนติ ตํ ฯ
สกึปิ ทิวสํ ทุติยํ ตติยํ จตุตฺถํปิจ
ทูเสติ มํ สพฺพกาลํ เตน โหมิ อุปทฺทุโต ฯ
มมํ อุปทฺทุตํ ทิสฺวา ยกฺโข มํ อิทมพฺรวิ
นาเสเหตํ ฉวํ ปาปํ สงฺเคหิ จ ขุเรหิ จ ฯ
เอวํ วุตฺเต ตทา ยกฺเข อหํ ตํ อิทมพฺรวึ
กึ ตฺวํ มกฺเขสิ กุณเปน ปาเปน อนริเยน มํ ฯ
ยทิหนฺตสฺส ปกุปฺเปยฺยํ ตโต หีนตโร ภเว
สีลญฺจ เม ปภิชฺเชยฺย วิญฺญู จ ครเหยฺยุ มํ ฯ
หิฬิตา ชีวิตา วาปิ ปริสุทฺเธน มตํ วรํ
กฺยาหํ ชีวิตเหตูปิ กาหามิ ปรเหธนํ ฯ
[๑]
หีนมชฺฌิมอุกฺกฏฺเฐ สหนฺโต อวมานิตํ
เอวํ ลภติ สปฺปญฺโญ มนสา ยถา ปตฺถิตนฺติ ฯ
มหิสราชจริยํ ปญฺจมํ ฯ
๑ ยุ. วุฑฺฒิตุํ ปริ ฯ ๒ ม. ยุ. มหีโส ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นกระบือ เที่ยวอยู่ในป่าใหญ่มีกายอ้วนพี มีกำลังมากใหญ่โต ดูหน้ากลัวพิลึก ประเทศไรๆ ในป่าใหญ่นี้อันเป็นที่อยู่ของฝูงกระบือ มีอยู่ที่เงื้อมเขาก็ดี ที่ซอกห้วยธารเขาก็ดี ที่โคนไม้ก็ดีที่ใกล้บึงก็ดี เราเที่ยวไปในที่นั้นๆ เมื่อเราเที่ยวไปในป่าใหญ่ ได้เห็นสถานที่อันเจริญเราจึงเข้าไปสู่ที่นั้น แล้วยืนพักอยู่และนอนอยู่
ครั้งนั้น ลิงป่าผู้ลามก หลุกหลิก ลอกแลกมาณ ที่นั้นถ่ายอุจจาระปัสสาวะรดเราที่คอที่หน้าผาก ที่คิ้ว ย่อมเบียดเบียนเราวันหนึ่งครั้งหนึ่ง วันที่ ๒ วันที่ ๓ แม้วันที่ ๔ ก็วันละครั้ง เราจึงเป็นผู้อันลิงนั้นเบียดเบียนตลอดกาลทั้งปวง เทวดาเห็นเราถูกลิงเบียดเบียน ได้กล่าวกะเราดังนี้ว่า ท่านจงยังลิงลามกตัวนี้ให้ฉิบหายตายโหงเสีย ด้วยเขาและกีบเถิด เมื่อเทวดากล่าวอย่างนี้ในครั้งนั้นแล้ว เราได้ตอบเทวดานั้นว่าเหตุไร ท่านจะให้เราเปื้อนซากศพอันลามกไม่เจริญเล่า ถ้าเราพึงโกรธต่อลิงนั้น เราก็พึงเป็นผู้เลวกว่ามัน ศีลของเราก็จะพึงแตก และวิญญูชนทั้งหลายก็จะพึงติเตียนเรา เราเป็นผู้บริสุทธิ์ ตายเสียยังประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ที่น่าละอายอีกอย่างไรเราจักเบียดเบียนผู้อื่นแม้เพราะเหตุแห่งชีวิตบุคคลผู้มีปัญญา อดกลั้นคำดูหมิ่นในเพราะของคนเลวคนปานกลางและคนชั้นสูง ย่อมได้อย่างนี้ตามใจปรารถนา ฉะนี้แล.
จบมหิสราชจริยาที่ ๕
ฉฏฺฐํ รุรุมิคจริยํ
รุรุมิคจริยาที่ ๖
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยาเนื้อ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก รุรุมิคจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ สุตตฺตกนกสนฺนิโภ
มิคราชา รุรุ นาม ปรมสีลสมาหิโต ฯ
รมฺเม ปเทเส รมฺมณีเย วิวิตฺเต อมนุสฺสเก
ตตฺถ วาสํ อุปคญฺฉึ คงฺคากูเล มโนรเม ฯ
อถ อุปริ คงฺคาย ธนิเกหิ ปริปีฬิโต
ปุริโส คงฺคาย ปตติ ชีวามิ วา มรามิ วา ฯ
รตฺตินฺทิวํ โส คงฺคาย วุยฺหมาโน มโหทเก
รวนฺโต กรุณํ รวํ มชฺเฌ คงฺคาย คจฺฉติ ฯ
ตสฺสาหํ สทฺทํ สุตฺวาน กรุณํ ปริเทวโต
คงฺคาย ตีเร ฐตฺวา ๑ อปุจฺฉึ โกสิ ตฺวํ นโร ฯ
โส เม ปุฏฺโฐ [๒] วิยากาสิ อตฺตโน การณํ ตทา
ธนิเกหิ ภีโต ตสิโต ปกฺขนฺโนมํ ๓ มหานทึ ฯ
ตสฺส กตฺวาน การุญฺญํ จชิตฺวา มม ชีวิตํ
ปวิสิตฺวา นีหรินฺตสฺส อนฺธการมฺหิ รตฺติยา ฯ
อสฺสตฺถกาลมญฺญาย ตสฺสาหํ อิทมพฺรวึ
เอกนฺตํ วรํ ยาจามิ มา มํ กสฺสจิ ปาวท ฯ
นครํ คนฺตฺวาน อาจิกฺขิ ปุจฺฉิโต ธนเหตุโก
ราชานํ โส คเหตฺวาน อุปคญฺฉิ มมนฺติกํ ฯ
ยาวตา การณํ สพฺพํ รญฺโญ อาโรจิตํ มยา
ราชา สุตฺวาน วจนํ อุสุํ ตสฺส ปกปฺปยิ ฯ
อิเธว ฆาฏยิสฺสามิ มิตฺตทุพฺภึ อนริยํ
ตมหํ อนุรกฺขนฺโต นิมฺมินึ มม อตฺตนา ฯ
ติฏฺฐ เต โส มหาราช กามกาโร ภวามิ เต
อนุรกฺขึ มม สีลํ นารกฺขึ มม ชีวิตํ
สีลวา หิ ตทา อาสึ โพธิยาเยว การณาติ ฯ
รุรุมิคจริยํ ฉฏฺฐํ ฯ
๑ ม. ยุ. น เมวายํ มญฺญมาโน อญฺเญเปวํ กริสฺสติ
เตว ตสฺส วธิสฺสนฺติ สา เม มุตฺติ ภวิสฺสติ ฯ
๑ ม. ยุ. ฐตฺวาน ฯ ๒ ม. ยุ. จ ฯ ๓ ม. ปกฺขนฺโทหํ ฯ ยุ. ปกฺขนฺโตหํ ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาเนื้อชื่อรุรุ มีขนสีเหลืองคล้ายหลอมทองคำ ประกอบด้วยศีลอันบริสุทธิ์ยิ่ง เราเข้าไปอาศัยอยู่ ณประเทศน่ารื่นรมย์ เป็นรัมณียสถาน สงัดเงียบปราศจากมนุษย์ เป็นที่ยินดีแห่งใจ ใกล้ฝั่งคงคา ครั้งนั้น บุรุษถูกเจ้าหนี้ทวงถาม จึงโดดลงในแม่น้ำ ในกระแสน้ำข้างเหนือ ด้วยคิดว่า เราจะเป็นหรือตายก็ตามที เขาถูกกระแสน้ำพัดไปในแม่น้ำใหญ่ ตลอดคืนตลอดวันร้องไห้คร่ำครวญควรจะสงสาร ลอยไปในท่ามกลางคงคา เราฟังเสียงของเขาผู้ร้องไห้คร่ำครวญควรจะสงสารแล้ว ไปยืนอยู่ที่ฝั่งคงคาได้ถามว่า ท่านเป็นคนเช่นไร เขาอันเราถามแล้ว ได้แจ้งเหตุของตนในกาลนั้นว่า
เราเป็นผู้ถูกเจ้าหนี้ทำให้สะดุ้งกลัว จึงแล่นมายังมหานทีนี้เราทำความกรุณาแก่เขา สละชีวิตของเราให้ว่ายน้ำไปนำเขามาในเวลากลางคืน ข้างแรมเรารู้กาลว่า เขาหายเหน็ดเหนื่อยล้าแล้วได้กล่าวกะเขาดังนี้ว่า เราจะขอพรกะท่านสักข้อหนึ่ง คือ ท่านอย่าบอกเราแก่ใครๆ เขาไปยังพระนครแล้ว พระราชาตรัสถาม จึงกราบทูลเพราะต้องการทรัพย์ เขาได้พาพระราชาเข้ามายังที่อยู่ของเรา เรากราบทูลเหตุการณ์ทุกอย่างแด่พระราชา พระราชาทรงสดับคำของเราแล้วทรงสอดลูกศรจะยิงบุรุษนั้น ตรัสว่า เราจักฆ่าคนลามกผู้ประทุษร้ายมิตรเสียในที่นี้แหละ เราตามรักษาคนประทุษร้ายมิตรนั้น ได้มอบตนของเราถวายว่า ข้าแต่มหาราชา ขอได้ทรงโปรดก่อนเถิดพระเจ้าข้า ข้าพระบาทจะกระทำตามพระราชประสงค์ของพระราชาเราตามรักษาศีลของเรา ไม่ใช่เราตามรักษาชีวิตของเราเพราะในกาลนั้น เราเป็นผู้มีศีลเพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่นเอง ฉะนี้แล.
จบรุรุมิคจริยาที่ ๖
สตฺตมํ มาตงฺคจริยํ
มาตังคจริยาที่ ๗
ว่าด้วยจริยาวัตรของมาตังคชฏิล
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก มาตังคจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ ชฏิโล อุคฺคตาปโน
มาตงฺโค นาม นาเมน สีลวา สุสมาหิโต ฯ
อหญฺจ พฺราหฺมโณ เอโก คงฺคากูเล วสามุโภ
อหํ วสามิ อุปริ เหฏฺฐา วสติ พฺราหฺมโณ ฯ
วิจรนฺโต อนุกูลมฺหิ อุทฺธมฺเม อสฺสมทฺทส
ตตฺถ มํ ปริภาสิตฺวา อภิสปิ มุทฺธผาลนํ ฯ
ยทิหนฺตสฺส ปกุปฺเปยฺยํ ยทิ สีลํ น โคปเย
โอโลเกตฺวานหนฺตสฺส กเรยฺยํ ฉาริกํ วิย ฯ
ยํ โส ตทา มํ อภิสปิ กุปิโต ทุฏฺฐมานโส
ตสฺเสว มตฺถเก นิปติ โยเคน ตํ ปโมจยึ ฯ
อนุรกฺขึ มม สีลํ นารกฺขึ มม ชีวิตํ
สีลวา หิ ตทา อาสึ โพธิยาเยว การณาติ ฯ
มาตงฺคจริยํ สตฺตมํ ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นชฏิล มีความเพียรอันแรงกล้า มีนามชื่อว่ามาตังคะ เป็นผู้มีศีล มีจิตมั่นคงดี เราและพราหมณ์คนหนึ่งอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา เราอยู่ข้างเหนือ พราหมณ์อยู่ข้างใต้ พราหมณ์เที่ยวไปตามริมฝั่ง ได้เห็นอาศรมของเราข้างเหนือน้ำบริภาษเราในที่นั้น แล้วแช่งให้เราศีรษะแตกถ้าเราพึงโกรธต่อพราหมณ์นั้น ถ้าเราไม่คุ้มครองศีล เราแลดูพราหมณ์นั้นแล้ว พึงทำให้เป็นดังเถ้าได้ครั้งนั้นพราหมณ์นั้นโกรธเคืองมีใจประทุษร้าย แช่งเรามุ่งหมายจะให้ศีรษะแตก คำแช่งนั้นจะตกลงบนศีรษะของเขาเอง เราช่วยเปลื้องเขาให้พ้นโดยควร เราตามรักษาศีลของเรา มิใช่เรารักษาชีวิตของเราเพราะในกาลนั้น เราเป็นผู้มีศีลเพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่นเองฉะนี้แล.
จบมาตังคจริยาที่ ๗
อฏฺฐมํ ธมฺมเทวปุตฺตจริยํ
ธรรมเทวปุตตจริยาที่ ๘
ว่าด้วยจริยาวัตรของธรรมเทพบุตร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ธรรมเทวปุตตจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ มเหสกฺโข ๑ มหิทฺธิโก
ธมฺโม นาม มหายกฺโข สพฺพโลกานุกมฺปโก ฯ
ทส กุสลกมฺมปเถ สมาทเปนฺโต มหาชนํ
จรามิ คามนิคมํ สมิตฺโต สปริชโน ฯ
ปาโป กทริโย ยกฺโข ทีเปนฺโต ทส ปาปเก
โสเปตฺถ มหิยา จรติ สมิตฺโต สปริชโน ฯ
ธมฺมวาที อธมฺโม จ อุโภ ปจฺจนิกา มยํ
ธุเร ธุรํ ฆฏยนฺตา สมิมฺหา ปฏิปเถ อุโภ ฯ
กลโห วตฺตตี เภสฺมา ๑ กลฺยาณปาปกสฺส จ
มคฺคา อุกฺกมนตฺถาย ๒ มหายุทฺโธ อุปฏฺฐิโต ฯ
ยทิหนฺตสฺส ปกุปฺเปยฺยํ ยทิ ภินฺเท ตโปคุณํ
สห ปริชนนฺตสฺส รชภูตํ กเรยฺยหํ ฯ
อปิจาหํ สีลรกฺขาย นิพฺพาเปตฺวาน มานสํ
สห ชเนนุกฺกมิตฺวา ๓ ปถํ ปาปสฺสทาสหํ ฯ
สห ปถโต อุกฺกนฺเต ๔ กตฺวา จิตฺตสฺส นิพฺพุตึ
วิวรํ อทาสิ ปฐวี ปาปยกฺขสฺส ตาวเทติ ฯ
ธมฺมเทวปุตฺตจริยํ อฏฺฐมํ ฯ
๑ ม. มหาปกฺโข ฯ ยุ. มหายกฺโข ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นเทพบุตรชื่อว่าธัมโม มีอานุภาพมากมีฤทธิ์มาก บริวารมากเป็นผู้อนุเคราะห์แก่โลกทั้งปวง เราชักชวนให้มหาชนสมาทานกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ เที่ยวไปยังบ้านและนิคมมีมิตรสหาย มีบริวารชน ในกาลนั้น เทพบุตรลามก เป็นผู้ตระหนี่แสดงอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ แม้เทพบุตรนั้น ก็เที่ยวไปในแผ่นดินนี้ มีมิตรสหาย มีบริวารชน เราทั้งสอง คือ ธรรมวาทีเทพบุตรและอธรรมวาทีเทพบุตร เป็นข้าศึกแก่กัน เราทั้งสองนั่งรถสวนทางกันมา ชนรถของกันและกันที่แอกรถ การทะเลาะวิวาทอันพึงกลัวย่อมเป็นไปแก่เทพบุตรทั้งสองผู้ประกอบด้วยกัลยาณธรรมและบาปธรรม มหาสงครามปรากฏแล้ว เพื่อต้องการจะให้กันและกันหลีกทาง ถ้าเราพึงโกรธเคืองอธรรมเทพบุตรนั้น ถ้าเราพึงทำลายตบะคุณเราพึงทำอธรรมเทพบุตรนั้นพร้อมทั้งบริวารให้เป็นดุจธุลีได้แต่เพื่อจะรักษาศีลไว้ เราจึงระงับความปรารถนาแห่งใจเสียพร้อมทั้งบริษัท ได้หลีกทางให้แก่อธรรมวาทีเทพบุตร พร้อมกับเมื่อเราหลีกจากทาง ทำการระงับจิตได้ แผ่นดินได้ให้ช่องแก่อธรรมเทพบุตรในขณะนั้น ฉะนี้แล.
จบธรรมเทวปุตตจริยาที่ ๘
นวมํ ชยทิสจริยํ
ชยทิสจริยาที่ ๙
ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระเจ้าชยทิส
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ชยทิสจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปญฺจาลรฏฺเฐ นครวเร ๕ กปฺปิลายํ ปุรุตฺตเม
ราชา ชยทิโส นาม สีลคุณมุปาคโต ฯ
ตสฺส รญฺโญ อหํ ปุตฺโต สุตธมฺโม สุสีลวา
อลีนสตฺโต คุณวา อนุรกฺขาปริชโน ๑ สทา ฯ
ปิตา เม มิควํ คนฺตฺวา โปริสาทํ อุปาคมิ
โส เม ปิตุมคฺคเหสิ ภกฺโขสิ มม มา จลิ ฯ
ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา ภีโต ตสิตเวธิโต
อุรุกฺขมฺโภ ๒ อหุ ตสฺส ทิสฺวาน โปริสาทกํ ฯ
มิควํ คเหตฺวา มุญฺจสฺสุ กตฺวา อาคมนํ ปุน
พฺราหฺมณสฺส ธนํ ทตฺวา ปิตา อามนฺตยี มมํ ฯ
รชฺชํ ปุตฺต ปฏิปชฺช มา ปมชฺช ๓ ปุรํ อิทํ
กตํ เม โปริสาเทน มม อาคมนํ ปุน ฯ
มาตุปิตุญฺจ วนฺทิตฺวา นิมฺมินิตฺวาน อตฺตานํ ๔
นิกฺขมิตฺวา ธนุํ ขคฺคํ โปริสาทมุปาคมึ ฯ
สสตฺถหตฺถูปคตํ กทาจิ โส ตสิสฺสติ
เตน ภิชฺชิสฺสตี สีลํ ปริตฺตาสํ กเต มยิ ฯ
สีลขณฺฑภยา มยฺหํ ตสฺส เทสฺสํ น พฺยาหรึ
เมตฺตจิตฺโต หิตวาที อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ
อุชฺชเลหิ มหาอคฺคึ ปปติสฺสามิ รุกฺขโต
สุปกฺกกาลมญฺญาย ๕ ภกฺขย ๖ ตฺวํ ปิตามหา ฯ
อิติ สีลวตํ เหตุ นารกฺขึ มม ชีวิตํ
ปพฺพาเชสิมหนฺตสฺส สทา ปาณาติปาติกนฺติ ฯ
๑ ยุ. อสฺมา ฯ ๒ ม. ยุ. โอกฺกมนตฺถาย ฯ ๓ ม. ยุ. ชเนโนกฺกมิตฺวา ฯ
๔ ม. โอกฺกนฺเต ฯ ยุ. โอกฺกนฺโต ฯ ๕ ยุ. นคเร ฯ
๑ ยุ. อนุตฺตรปริชโน ฯ ๒ ยุ. อุรุถมฺโภ ฯ ๓ ม. ยุ. ปมชฺชิ ฯ ๔ ม. อตฺตนา ฯ
๕ ยุ. สปตฺตกามญฺญลาย ฯ ๖ ม. อกฺขย มํ ปิตามห ฯ
พระราชาทรงพระนามว่าชัยทิศ ทรงประกอบด้วยศีลคุณเสวยสมบัติในพระนครอันประเสริฐชื่อกัปปิลาเป็นนครอุดมในปัญจาลรัฐ เราเป็นโอรสของพระราชาพระองค์นั้น มีธรรมอันสดับแล้ว มีศีลงามมีพระนามว่าอลีนสัตตกุมารมีคุณสงเคราะห์บริวารชนทุกเมื่อพระบิดาของเราเสด็จไปประพาศเนื้อ ได้ทรงพบพระยาโปริสาทพระยาโปริสาทนั้นได้จับพระบิดาของเราแล้วกล่าวว่า ท่านเป็นอาหารของเราอย่าดิ้นรน พระบิดาของเราทรงสดับคำของพระยาโปริสาทนั้นทรงกลัวสะดุ้งหวาดหวั่น
พระองค์มีพระเพลาแข็งกระด้างเพราะทอดพระเนตรเห็นพระยาโปริสาท พระยาโปริสาทรับเอาเนื้อแล้วปล่อยไปโดยบังคับให้กลับมาอีก พระราชบิดา พระราชทานทรัพย์แก่พราหมณ์ แล้วตรัสเรียกเรามาว่าพ่อลูกชาย จงปกครองราชสมบัติอย่าประมาทปกครองนครนี้ พระยาโปริสาทบังคับเราให้เรากลับไปหาอีก เราถวายบังคมพระมารดาพระบิดาแล้ว ตกแต่งร่างกายสพายธนูเหน็บ พระแสงขรรค์ ออกไปหาพระยาโปริสาท (เราคิดว่า)พระยาโปริสาทเห็นมีมือถืออาวุธ บางทีจักสะดุ้งกลัว แต่เพราะเมื่อเราทำความสะดุ้งกลัวแก่พระยาโปริสาท ศีลของเราจะเศร้าหมองเพราะเรากลัวศีลจะขาดจึงไม่นำสิ่งที่น่าเกลียด (อาวุธ) เข้าไปใกล้พระยาโปริสาทนั้น เรามีเมตตาจิต กล่าวคำเป็นประโยชน์ ได้กล่าวคำนี้ว่า ท่านจงเอาแก่นไม้มาก่อไฟให้เป็นกองใหญ่ เราจะโดดเข้าไฟท่านผู้เป็นพระปิตุจฉาทราบเวลาว่าเราสุกดีแล้วจงกินเถิด เราไม่ได้รักษาชีวิตของเราเพราะเหตุแห่งพระบิดาผู้ทรงศีล เราได้ให้พระยาโปริสาทผู้ฆ่าสัตว์เป็นปรกติทุกเมื่อนั้นบวชแล้ว ฉะนี้แล.
จบชยทิสจริยาที่ ๙
ชยทิสจริยํ นวมํ
ทสมํ สงฺขปาลจริยํ
สังขปาลจริยาที่ ๑๐
ว่าด้วยจริยาวัตรของสังขปาลนาคราช
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สังขปาลจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ สงฺขปาโล มหิทฺธิโก
ทาฒาวุโธ โฆรวิโส ทฺวิชิโวฺห อุรคาภิภู ฯ
จตุปฺปเถ มหาปเถ ๑ นานาชนสมากุเล
จตุโร องฺเค อธิฏฺฐาย ตตฺถ วาสมกปฺปยึ ฯ
ฉวิยา จมฺเมน มํเสน นฺหารูหิ อฏฺฐิเกหิ วา
ยสฺส เอเตน กรณียํ ทินฺนํเยว หราตุ โส ฯ
อทฺทสํสุ โภชปุตฺตา ขรา ลุทฺธา อการุณา
อุปคจฺฉฉ มมํ ตตฺถ ทณฺฑมุคฺครปาณิโน ฯ
นาสาย วินิวิชฺฌิตฺวา นงฺคุฏฺเฐ ปิฏฺฐิกณฺฐเก
กาเช อาโรปยิตฺวาน โภชปุตฺตา หรึสุ มํ ฯ
สสาครนฺตํ ปฐวึ สกานนํ สปพฺพตํ
อิจฺฉมาโน จหนฺตตฺถ นาสวาเตน ฌาปเย ฯ
สูเลหิ วิชฺฌยนฺเตปิ โกฏฺฏยนฺเตปิ สตฺติภิ
โภชปุตฺเต น กุปฺปามิ เอสา เม สีลปารมีติ ฯ
สงฺขปาลจริยํ ทสมํ ฯ
ตสฺสุทฺทานํ
หตฺถินาโค ภูริทตฺโต จมฺเปยฺโย โพธิ มาหิโส
รุรุ มาตงฺคธมฺโม จ อตฺรโช จ ชยทฺทิโส ฯ
เอเต ๑ สพฺเพ สีลพลา ปริกฺขารา ปเทสิกา
ชีวิตํ ปริรกฺขิตฺวา สีลานิ อนุรกฺขิสฺสํ ฯ
สงฺขปาลสฺส เม สโต สพฺพกาลํปิ ชีวิตํ
ยสฺส กสฺสจิ นิยฺยนฺตํ ๒ ตสฺมา สา สีลปารมีติ ฯ
สีลปารมินิทฺเทโส นิฏฺฐิโต ฯ
๑ ม. ยุ. มหามคฺเค ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระยานาคชื่อสังขปาละมีฤทธิ์มากมีเขี้ยวเป็นอาวุธ มีพิษแรงกล้า มีลิ้นสองแฉกเป็นใหญ่กว่านาคทั้งหลาย เราอธิษฐานอุโบสถมีองค์ ๔ ประการว่า ผู้ใดมีกิจด้วยผิวหนังก็ดี เนื้อก็ดี เอ็นก็ดี กระดูกก็ดี ของเราผู้นั้นจงนำเอาอวัยวะที่เราให้แล้วนี้ไปเถิด แล้วสำเร็จการอยู่ ณ สถานที่ใกล้ทางใหญ่สี่แยก อันเกลื่อนกล่นด้วยหมู่ชนต่างๆ พวกบุตรของนายพรานเป็นคนดุร้ายหยาบช้าไม่มีกรุณา ได้เห็นเราแล้วมีมือถือไม้พลองตะบองสั้นกรูกันเข้ามาหาเรา ณ ที่นั้น พวกบุตรนายพรานเอาหอกแทงเราที่จมูกที่หาง ที่กระดูกสันหลัง แล้วเอาหวายร้อยหามเราไป ถ้าเราปรารถนาก็พึงยังมหาปฐพีอันมีสมุทรสาครเป็นที่สุด พร้อมทั้งป่าทั้งภูเขาให้ไหม้ด้วยลมจมูกในที่นั้นๆ แต่เราไม่โกรธเคืองพวกนายพรานแม้จะแทงด้วยหลาว แม้จะทุบตีด้วยหอก นี้เป็นศีลบารมีของเราฉะนี้แล.
จบสังขปาลจริยาที่ ๑๐
----------------
รวมจริยาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สีลวจริยา ๒. ภูริทัตตจริยา ๓. จัมเปยยกจริยา
๔. จูฬโพธิจริยา ๕. มหิสจริยา ๖. รุรุมิคจริยา
๗. มาตังคจริยา ๘. ธรรมเทวปุตตจริยา ๙. ชยทิสจริยา
๑๐. สังขปาลจริยา จริยาทั้งหมดนี้เป็นกำลังของศีล เป็นบริขารของศีล เราได้สละชีวิตตามรักษาศีล เราผู้เป็นสังขปาลนาคราช ได้มอบชีวิตให้แก่คนใดคนหนึ่ง แม้ตลอดกาลทุกเมื่อเหตุนั้น จริยานั้นจึงเป็นศีลบารมี ฉะนี้แล.
จบสีลบารมีนิทเทส
๓. เนกฺขมฺมาทิปารมิตา
ปฐมํ ยุธญฺชยจริยํ
การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น
ยุธัญชยจริยาที่ ๑
ว่าด้วยพระจริยาวัตรของยุธัญชยกุมาร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ยุธัญชยจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ยทาหํ อมิตยโส ราชปุตฺโต ยุธญฺชโย
อุสฺสาวพินฺทุํ สุริยาตเป ปติตํ ทิสฺวาน สํวิชึ ฯ
ตเมวาธิปตึ ๓ กตฺวา สํเวคมานุพฺรูหยึ
มาตุปิตุญฺจ วนฺทิตฺวา ปพฺพชฺชมนุยาจิหํ ฯ
ยาจนฺติ มํ ปญฺชลิกา สเนคมา สรฏฺฐกา
อชฺเชว ปุตฺต ปฏิปชฺช อิทฺธํ ผีตํ มหามหึ ฯ
สราชเก สโอโรเธ สเนคเม สรฏฺฐเก
กรุณํ ปริเทวนฺเต อนเปกฺโข ๔ ปริจฺจชึ ฯ
เกวลํ ปฐวีรชฺชํ ญาติปริชนํ ยสํ
จชมาโน น จินฺเตสึ โพธิยาเยว การณา ฯ
มาตา ปิตา น เม เทสฺสา นปิ เม เทสฺสา ๕ มหายสา
สพฺพญฺญุตํ ปิยํ มยฺหํ ตสฺมา รชฺชํ ปริจฺจชินฺติ ฯ
ยุธญฺชยจริยํ ปฐมํ ฯ
๑ ม. เอเต นว สีลพลา ฯ ๒ ม. นิยฺยตฺตํ ฯ ๓ ม. ยุ. ตนฺเยวาธิปตึ ฯ
๔ ม. อนเปกฺโขว ฯ ยุ. ... หิ ฯ ๕ ม. ยุ. เทสฺสํ มหายสํ ฯ
ในกาลเมื่อเราเป็นพระราชโอรส (ของพระเจ้าสัพพทัตตราช) นามว่ายุธัญชัย มีบริวารยศหาประมาณมิได้ สลดใจเพราะได้เห็นหยาดน้ำค้างอันเหือดแห้งเพราะแสงพระอาทิตย์ เราทำความเป็นอนิจจังนั้นแลให้เป็นปุเรจาริก พอกพูนความสังเวช เราถวายบังคมพระมารดาและพระบิดาแล้ว ทูลขอบรรพชา มหาชนพร้อมทั้งชาวนิคมทั้งชาวจังหวัด ประนมอัญชลีอ้อนวอนเรา พระบิดาตรัสว่า วันนี้ เจ้าจงปกครองแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลเถิด ลูก เมื่อมหาชนพร้อมทั้งพระราชบิดา นางสนม ชาวนิคม และชาวแว่นแคว้น ร้องไห้ร่ำไรควรสงสาร เราไม่ห่วงใยสละไปแล้วเราสละราชสมบัติในแผ่นดินหมู่ญาติ บริวารชน และยศศักดิ์ทั้งสิ้นได้ไม่คิดถึงเลย เพราะเหตุแห่งโพธิญาณ เราจะเกลียดพระมารดาพระบิดาก็หามิได้ เราจะเกลียดยศศักดิ์อันยิ่งใหญ่ก็หามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึงสละราชสมบัติ ฉะนี้แล.
จบยุธัญชยจริยาที่ ๑
ทุติยํ โสมนสฺสจริยํ
โสมนัสสจริยาที่ ๒
ว่าด้วยพระจริยาวัตรของโสมนัสสกุมาร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก โสมนัสสจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ อินฺทปตฺเถ ปุรุตฺตเม
กามิโต ทยิโต ปุตฺโต โสมนสฺโสติ วิสฺสุโต ฯ
สีลวา คุณสมฺปนฺโน กลฺยาณปฏิภานวา
วุฑฺฒาปจายี หิริมา สงฺคเหสุ จ โกวิโท ฯ
ตสฺส รญฺโญ ปฏิกโร อโหสิ กุหกตาปโส
อารามํ มาลาคจฺฉญฺจ โรปยิตฺวาน [๑] ชีวติ ฯ
ตมหํ ทิสฺวาน กุหกํ ถุสราสึว อตณฺฑุลํ
ทุมํว อนฺโตสุสิรํ กทลึว อสารกํ ฯ
นตฺถิมสฺส สตํ ธมฺโม สามญฺญา อปคโต อยํ
หิริสุกฺกธมฺมชหิโต ชีวิตวุตฺติการณา ฯ
กุปิโต อาสิ ๒ ปจฺจนฺโต อฏวีหิ จรนฺติหิ ๓
ตํ นิเสเธตุํ คจฺฉนฺโต อนุสาสิ ปิตา มม ฯ
มา ปมชฺช ตุวํ ตาต ชฏิเล ๔ อุคฺคตาปเน
ยทิจฺฉกํ ปวตฺเตหิ สพฺพกามทโท หิ โส ฯ
ตมหํ คนฺตฺวานุปฏฺฐานํ อิทํ วจนมพฺรวึ
กจฺจิ เต คหปติ กุสลํ กึ วา เต อาหรียตุ ฯ
เตน โส กุปิโต อาสิ กุหโก มานนิสฺสิโต
ฆาฏาเปมิ ตุวํ อชฺช รฏฺฐา ปพฺพาชยามิ วา ฯ
นิเสธยิตฺวา ปจฺจนฺตํ ราชา กุหกมพฺรวิ
กจฺจิ ๑ ขมนียํ ตว สมฺมาโน เต ปวตฺติโต ฯ
ตสฺส อาจิกฺขตี ปาโป กุมาโร ยถา นาสิโย ๒
ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา อาณาเปสิ มหีปติ ฯ
สีสํ ตตฺเถว ฉินฺทิตฺวา กตฺวาน จตุขณฺฑิกํ
รถิยา รถิยํ ทสฺเสถ สา คติ ชฏิลหีฬิตา ฯ
ตตฺถ ๓ เต กรณี คนฺตฺวา จณฺฑา ลุทฺธา ๔ อการุณา
มาตุ องฺเก นิสินฺนสฺส อากฑฺฒิตฺวา นยนฺติ มํ ฯ
เตสาหํ เอวมวจํ พนฺธตํ คาฬฺหพนฺธนํ
รญฺโญ ทสฺเสถ มํ ขิปฺปํ ราชกิริยานิ อตฺถิ เม ฯ
เต มํ รญฺโญ ทสฺสยึสุ ปาปสฺส ปาปเสวิโน
ทิสฺวาน ตํ สญฺญาเปสึ มม จ วสมานยึ ฯ
โส มํ ตตฺถ ขมาเปสิ มหารชฺชํ อทาสิ เม
โสหํ ตมํ ทาลยิตฺวา ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ
น เม เทสฺสํ มหารชฺชํ กามโภโค น เทสฺสิโย
สพฺพญฺญุตํ ปิยํ มยฺหํ ตสฺมา รชฺชํ ปริจฺจชินฺติ ฯ
โสมนสฺสจริยํ ทุติยํ ฯ
๑ ยุ. โส ฯ ๒ ม. อหุ ฯ ยุ. อโหสิ ฯ ๓ ยุ. อปรนฺติหิ ฯ ๔ ม. ยุ. ชฏิลํ
อุคฺคตาปนํ ฯ
๑ ม. ยุ. กิจฺจิ เต ภนฺเต ขมนียํ ฯ ๒ ยุ. นาสิโต ฯ ๓ ม. ตตฺถ การณิกา คนฺตฺวา ฯ
ยุ. ... การุณิกา ... ฯ ๔ ม. ยุ. ลุทฺทา ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระราชบุตรสุดที่รัก เป็นที่ปรารถนาของพระมารดาพระบิดาปรากฏนามว่าโสมนัส อยู่ในอินทปัตถนครอันอุดม เป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยคุณธรรม มีปฏิภาณอันเฉียบแหลม เคารพนบนอบต่อบุคคลผู้เจริญมีหิริ และฉลาดในสังคหธรรมครั้งนั้น มีดาบสโกงผู้หนึ่ง เป็นที่โปรดปราน ของพระราชาพระองค์นั้น ดาบสนั้นปลูกต้นผลไม้ ดอกไม้และผัก เก็บขายเลี้ยงชีวิตเราได้เห็นดาบสโกงนั้น เหมือนกองแกลบอันไม่มีข้าวสาร เหมือนไม้เป็นโพลงข้างใน เหมือนต้นกล้วยหาแก่นมิได้ ดาบสโกงผู้นี้ไม่มีธรรมของสัตบุรุษ ปราศจากความเป็นสมณะ ละหิริและธรรมขาวเพราะเหตุแห่งการเลี้ยงชีวิตปัจจันตชนบทกำเริบขึ้น
เพราะโจรอันเที่ยวอยู่ในดง พระราชบิดาของเราเมื่อจะเสด็จไปปราบความกำเริบนั้น ตรัสสั่งเราว่า พ่ออย่าประมาทในชฎิลผู้มีความเพียรอันแรงกล้านะ ลูก พ่อจะอนุวัตรตามความปรารถนา ด้วยว่าชฎิลนั้น เป็นผู้ให้ความสำเร็จความปรารถนาทั้งปวงเราไปสู่ที่บำรุงชฎิลนั้นแล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า ดูกรคฤหบดี ท่านสบายดีดอกหรือ หรือว่าท่านจะให้นำเอาอะไรมา เหตุนั้น ดาบสโกงนั้นอาศัยมานะจึงโกรธเราว่าเราจะให้พระราชาฆ่าท่านเสียในวันนี้ หรือจะให้ขับไล่เสียจากแว่นแคว้น พระราชาทรงปราบปัจจันตชนบทสงบแล้ว ได้ตรัสถามชฎิลโกงว่า พระผู้เป็นเจ้าสบายดีหรือสักการะสัมมานะยังเป็นไปแก่พระผู้เป็นเจ้าหรือชฏิลโกงนั้น
กราบทูลแด่พระราชา เหมือนว่าพระราชกุมารให้ฉิบหายพระเจ้าแผ่นดินทรงสดับคำของชฎิลโกงนั้นทรงบังคับว่าจงตัดศีรษะเสียในที่นี้นั่นแหละ จงสับฟันบั่นออกเป็น ๔ ท่อนทิ้งไว้ในท่ามกลางถนนให้คนเห็นว่า นั่นเป็นผลของคนเบียดเบียนชฎิล พวกโจรฆาตก็ใจดุร้ายไม่มีกรุณาเหล่านั้น เพราะรับสั่งบังคับเมื่อรับนั่งอยู่บนตักของพระมารดา ก็ฉุดคร่านำเราไป เราได้กล่าวแก่เขาเหล่านั้น ซึ่งกำลังผูดมัดอย่างมั่นคงอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงพาเราไปเฝ้าพระราชาโดยเร็ว ราชกิจของเรามีอยู่ เขาเหล่านั้นเป็นคนลามกและเสพคนลามก พาเราไปเฝ้าพระราชา เราไปเฝ้าพระราชาแล้วทูลให้ทรงเข้าพระทัย และนำมาสู่อำนาจของเราพระบิดาขมาเรา ณ ที่นั้นแล้ว ได้พระราชทานราชสมบัติอันใหญ่หลวงแก่เรา เรานั้นทำลายความมืดมัวเมาแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิตเราจะเกลียดราชสมบัติ อันใหญ่หลวงก็หามิได้จะเกลียดกามโภคสมบัติก็หามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้นเราจึง สละราชสมบัติเสีย ฉะนี้แล.
จบโสมนัสสจริยาที่ ๒
ตติยํ อโยฆรจริยํ
อโยฆรจริยาที่ ๓
ว่าด้วยพระจริยาวัตรของอโยฆรกุมาร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก อโยฆรจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ กาสิราชสฺส อตฺรโช
อโยฆรมฺหิ สํวฑฺโฒ นาเมนาสึ อโยฆโร ฯ
ทุกฺเขน ชีวิโต ลทฺโธ สมฺปีเฬ ปติโปสิโต
อชฺเชว ปุตฺต ปฏิปชฺช เกวลํ วสุนฺธรํ ๑ อิมํ ฯ
สรฏฺฐกํ สนิคมํ สชนํ วนฺทิตฺวา ขตฺติยํ
อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ
เย เกจิ มหิยา สตฺตา หีนอุกฺกฏฺฐมชฺฌิมา
นิรารกฺขา สเก เคเห วฑฺฒนฺติ สกญาติหิ ๒ ฯ
อิทํ โลเก อุตฺตริยํ สมฺปีเฬ มม โปสนํ
อโยฆรมฺหิ สํวฑฺโฒ อปฺปเภ จนฺทสุริเย ฯ
ปูติกุณปสมฺปุณฺณา มุญฺจิตฺวา มาตุ กุจฺฉิโต
ตโต โฆรตเร ทุกฺเข ปุน ปกฺขิตฺตโยฆเร ฯ
ยทิหํ ตาทิสํ ปตฺวา ทุกฺขํ ปรมทารุณํ
รชฺเชสุ ยทิ รญฺชามิ ๓ ปาปานํ อุตฺตโม สิยํ ฯ
อุกฺกณฺฐิโตมฺหิ กาเยน รชฺเชนมฺหิ อนตฺถิโก
นิพฺพุตึ ปริเยสิสฺสํ ยตฺถ มํ มจฺจุ น มทฺทิเย ฯ
เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน วิวรนฺเต ๔ มหาชเน
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา ปาวิสึ ๕ กานนํ วนํ ฯ
มาตา ปิตา น เม เทสฺสา นปิ เม เทสฺสา ๑ มหายสา
สพฺพญฺญุตํ ปิยํ มยฺหํ ตสฺมา รชฺชํ ปริจฺจชินฺติ ฯ
อโยฆรจริยํ ตติยํ ฯ
๑ ม. ยุ. วสุธํ ฯ ๒ ยุ. สห ญาติภิ ฯ ๓ ม. ยุ. รชฺชายิ ฯ ๔ ยุ. วิวรนฺตํ
มหาชนํ ฯ ๕ ยุ. ปาวิสิ ฯ
อีกเรื่องหนึ่งในกาลเมื่อเราเป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากาสีเจริญวัยในเรือนเหล็ก มีนามชื่อว่าอโยฆระ พระบิดาตรัสว่าเจ้าได้ความทุกข์ตั้งแต่เกิดมา เขาเลี้ยงไว้ในที่แคบลูกเอ๋ย วันนี้จงปกครองแผ่นดินทั้งสิ้น พร้อมทั้งแว่นแคว้น พร้อมทั้งชาวนิคมและบริวารชนนี้เถิดเราถวายบังคมจอมกษัตริย์แล้วประคองอัญชลี ได้ทูลดังนี้ว่า บรรดาสัตว์ในแผ่นดินบางพวกต่ำช้า บางพวกอุกฤษฏ์ บางพวกปานกลางสัตว์ทั้งหมดนั้นไม่มีอารักขา เจริญอยู่ในเรือนของตนพร้อมด้วยหมู่ญาติ การเลี้ยงดูข้าพระบาทในที่อันคับแคบนี้ไม่มีใครเหมือนในโลกข้าพระบาทเติบโตอยู่ในเรือนเหล็ก เหมือนพระจันทร์พระอาทิตย์ไม่มีรัศมี ข้าพระบาทประสูติจากพระครรภ์พระมารดาอันเต็มไปด้วยซากศพเน่าแล้ว
ยังถูกใส่ (ขัง) ไว้ในเรือนเหล็ก ซึ่งมีทุกข์ร้ายกว่านั้นอีก ข้าพระบาทได้รับความทุกข์ร้ายอย่างยิ่งเช่นนี้แล้ว ถ้ายังยินดีในราชสมบัติ ก็จะเป็นผู้เลวทราม กว่าคนเลวทรามไปข้าพระบาทเป็นผู้เหนื่อยหน่ายในกาย ไม่ต้องการด้วยราชสมบัติ ข้าพระบาทจะแสวงหาธรรมเครื่องดับ ซึ่งเป็นที่ที่มัจจุราชพึงย่ำยีข้าพระบาทไม่ได้ เราคิดอย่างนี้แล้ว เมื่อมหาชนร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ได้ตัดเครื่องผูกเสียแล้วเข้าไปยังป่าใหญ่ เหมือนช้าง ฉะนั้น เราจะเกลียดพระมารดาพระบิดาก็หาไม่ จะเกลียดยศศักดิ์อันใหญ่หลวงก็หามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึงสละราชสมบัติ ฉะนี้แล.
จบอโยฆรจริยาที่ ๓
จตุตฺถํ ภึสจริยํ
ภิงสจริยาที่ ๔
ว่าด้วยจริยาวัตรของภิงสพราหมณ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ภิงสจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ กาสีนํ ปุรวรุตฺตเม
ภคินี จ ภาตโร สตฺต นิพฺพตฺตา โสตฺถิเย กุเล ฯ
เอเตสํ ปุพฺพโช อาสึ หิริสุกฺกมุปาคโต
ภวํ ทิสฺวาน ภยโต เนกฺขมฺมาภิรโต อหํ ฯ
มาตาปิตูหิ ปหิตา สหายา เอกมานสา
กาเมหิ มํ นิมนฺเตนฺติ กุลวํสํ ธาเรหีติ ฯ
ยนฺเตสํ วจนํ วุตฺตํ คิหิธมฺเม สุขาวหํ
ตมฺเม อโหสิ กฐินํ ตตฺตผาลสมํ วิย ฯ
เต มํ ตทา อุกฺขิปนฺตํ ปุจฺฉึสุ ปตฺถิตํ มม
กึ ตฺวํ ปตฺถยสิ ๒ สมฺม ยทิ กาเม น ภุญฺชสิ ฯ
เตสาหํ เอวมวจํ อตฺตกาโม หิเตสินํ
นาหํ ปตฺเถมิ คิหิภาวํ เนกฺขมฺมาภิรโต อหํ ฯ
เต มยฺหํ วจนํ สุตฺวา ปิตุํ มาตุญฺจ สาวยุํ
มาตา ปิตา เอวมาหุ สพฺเพปิ ปพฺพชาม โภ ฯ
อุโภ มาตา ปิตา มยฺหํ ภคินี [๑] สตฺต ภาตโร
อมิตํ ธนํ ฉฑฺฑยิตฺวา ปาวิสิมฺหา มหาวนนฺติ ฯ
ภึสจริยํ จตุตฺถํ ฯ
๑ ม. ยุ. เทสฺสํ มหายสํ ฯ ๒ ม. ปตฺถยเส ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราอยู่ในพระนครกาสีอันประเสริฐสุดน้องหญิงชาย ๗ คน เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาลเราเป็นพี่ใหญ่ของน้องหญิงชายเหล่านั้นประกอบด้วยหิริและธรรมขาว เราเห็นภพโดยความเป็นภัย จึงยินดีอย่างยิ่งในเนกขัมมะ พวกสหายร่วมใจของเรา ที่มารดาและบิดาส่งมาแล้วเชื้อเชิญเราด้วยกามทั้งหลายว่าเชิญท่านดำรงศ์สกุลเถิด คำใดที่สหายเหล่านั้นกล่าวแล้วเป็นเครื่องนำสุขมาให้ในธรรมของคฤหัสถ์ คำเหล่านั้นเป็นเหมือนคำหยาบเสมอด้วยผาลอันร้อน ได้มีแก่เรา ในกาลนั้น สหายเหล่านั้นได้ถามเราผู้ห้ามอยู่ถึงความปรารถนาของเราว่า ท่านปรารถนาอะไรเล่าเพื่อน ถ้าท่านไม่บริโภคกาม เราผู้ใคร่ประโยชน์แก่ตนได้กล่าวแก่สหายผู้แสวงหาประโยชน์เหล่านั้นว่า เราไม่ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ เรายินดีอย่างยิ่งในเนกขัมมะสหายเหล่านั้นฟังคำเราแล้วได้บอกแก่มารดาและบิดา มารดาและบิดาได้กล่าวอย่างนี้ว่า แม้ว่าเราทั้งสองจะบวช พ่อเรา มารดาบิดาทั้งสอง และน้องหญิงชายทั้ง ๗ ของเราสละทิ้งทรัพย์นับไม่ถ้วน เข้าไปยังป่าใหญ่ ฉะนี้แล.
จบภิงสจริยา ๔
ปญฺจมํ โสณนนฺทปณฺฑิตจริยํ
โสณนันทปัณฑิตจริยาที่ ๕
ว่าด้วยจริยาวัตรของโสณนันทบัณฑิต
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก โสณนันทปัณฑิตจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ นคเร พฺรหฺมวทฺธเน
ตตฺถ กุลวเร เสฏฺเฐ มหาสาเล อชายิหํ ฯ
ตทาสึ ๒ โลกํ ทิสฺวาน อนฺธภูตํ ๓ ตโมตฺถตํ
จิตฺตํ ภวโต ปฏิกุฏติ ตุตฺตเวคหตํ วิย ฯ
ทิสฺวาน วิวิธํ ปาปํ เอวํ จินฺเตสหํ ตทา
กทาหํ เคหา นิกฺขมฺม ปวิสิสฺสามิ กานนํ ฯ
ตทาปิ มํ นิมนฺตึสุ กามโภเคหิ ญาตโย
เตสํปิ ฉนฺทมาจิกฺขึ มา นิมนฺเตถ เตหิ มํ ฯ
โย เม กนิฏฺฐโก ภาตา นนฺโท นามาสิ ปณฺฑิโต
โสปิ มํ อนุสิกฺขนฺโต ปพฺพชฺชํ สมโรจสิ ๔ ฯ
อหํ โสโณ จ นนฺโท จ อุโภ มาตา ปิตา มม
ตทาปิ โภเค ฉฑฺเฑตฺวา ปาวิสิมฺหา มหาวนนฺติ ฯ
โสณนนฺทปณฺฑิตจริยํ ปญฺจมํ ฯ
๑ ม. ยุ. จ ฯ ๒ ม. ยุ. ตทาปิ ฯ ๓ ม. อนฺธีภูตํ ฯ ๔ ม. ยุ. สมโรจยิ ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเกิดในตระกูลมหาศาลอันประเสริฐสุดอยู่ในพระนครพรหมวัทธนะ ในกาลนั้น เราเห็นสัตว์โลกเป็นผู้ถูกความมืดครอบงำ จิตของเราเบื่อหน่ายจากภพ เหมือนช้างถูกสับด้วยขอสลดใจ ฉะนั้น เราเห็นความลามกต่างๆ อย่างนี้ จึงคิดอย่างนี้ในกาลนั้นว่าเมื่อไร เราจึงจะออกไปจากเรือนแล้วเข้าป่าได้ แม้ในกาลนั้น พวกญาติก็เชื้อเชิญเราด้วยกามโภคะทั้งหลาย เราได้บอกความพอใจแม้แก่เขาเหล่านั้นว่า อย่าเชื้อเชิญเราด้วยสิ่งเหล่านั้นเลยน้องชายของเราเป็นบัณฑิตชื่อว่านันทะ แม้เขาก็ศึกษาตามเราชอบใจบรรพชา แม้ในกาลนั้น เราคือโสณบัณฑิต นันทบัณฑิต และมารดาบิดาทั้งสองของเราก็ละทิ้งโภคสมบัติทั้งหลายแล้วเข้าป่าใหญ่ ฉะนี้แล.
จบโสณนันทปัณฑิตจริยาที่ ๕
ฉฏฺฐํ มูคผกฺขจริยํ
มูคผักขจริยาที่ ๖
ว่าด้วยพระจริยาวัตรของมูคผักขกุมาร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก มูคผักขจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ กาสิราชสฺส อตฺรโช
มูคผกฺโขติ ๑ นาเมน เตมิโยติ วทนฺติ มํ ฯ
โสฬสิตฺถีสหสฺสานํ น วิชฺชติ ปุโม ตทา
อโหรตฺตานมจฺจเยน นิพฺพตฺโต อหเมกโก ฯ
กิจฺฉา ลทฺธํ ปิยํ ปุตฺตํ อภิชาตํ ชุตินฺธรํ
เสตจฺฉตฺตํ ธารยิตฺวาน สยเน โปเสสิ มํ ปิตา ฯ
นิทฺทายมาโน สยนวเร ปพุชฺฌิตฺวานหํ ตทา
อทฺทสํ ปณฺฑรํ ฉตฺตํ เยนาหํ นิรยํ คโต ฯ
สห ทิฏฺฐิสฺส ๒ เม ฉตฺตํ ตาโส อุปฺปชฺชิ เภรโว
วินิจฺฉยํ สมาปนฺโน กทาหํ อิมํ มุญฺจิสฺสํ ฯ
ปุพฺพสาโลหิตา มยฺหํ เทวตา อตฺถกามินี
สา มํ ทิสฺวาน ทุกฺขิตํ ตึสุ ฐาเนสุ โยชยิ ฯ
มา ปณฺฑิจฺจยํ วิภาวย พาลมโต ภว สพฺพปาณินํ
สพฺโพ ตญฺชโน โอจินายตุ เอวํ ตว อตฺโถ ภวิสฺสติ ฯ
เอวํ วุตฺตายหํ ตสฺสา อิทํ วจนมพฺรวึ
กโรมิ เต ตํ วจนํ ยํ มํ ภณสิ เทวเต ฯ
อตฺถกามาสิ เม อมฺม หิตกามาสิ เทวเต
ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา สาคเรว ถลํ ลภึ ฯ
หฏฺโฐ สํวิคฺคมานโส ตโย องฺเค อธิฏฺฐหึ
มูโค อโหสึ พธิโร ผกฺโข ๑ คติวิวชฺชิโต ฯ
เอเต องฺเค อธิฏฺฐาย วสฺสานิ โสฬสํ วสึ
ตโต เม หตฺเถ ปาเท จ ชิวฺหํ โสตญฺจ มทฺทิย
อนูนตํ เม ปสฺสิตฺวา กาฬกณฺณีติ นินฺทิสุํ ฯ
ตโต ชานปทา สพฺเพ เสนาปติปุโรหิตา
สพฺเพ เอกมนา หุตฺวา ฉฑฺฑนํ อนุโมทิสุํ ฯ
โสหํ เตสํ มตึ สุตฺวา หฏฺโฐ สํวิคฺคมานโส
ยสฺสตฺถาย ตโป จิณฺโณ โส เม อตฺโถ สมิชฺฌถ ฯ
นฺหาเปตฺวา อนุลิมฺเปตฺวา เวเฐตฺวา ราชเวฐนํ
อภิสิญฺจิตฺวา ฉตฺเตน กาเรสุํ ปุรํ ปทกฺขิณํ ฯ
สตฺตาหํ ธารยิตฺวาน อุคฺคเต รวิมณฺฑเล
รเถน มํ นีหริตฺวา สารถิ วนมุปาคมิ ฯ
เอโกกาเส รถํ กตฺวา สชฺชสฺสํ หตฺถมุญฺจิโต ๒
สารถิ ขณตี กาสุํ นิกฺขาตุํ ปฐวิยา มมํ ฯ
อธิฏฺฐิตมธิฏฺฐานํ ตชฺเชนฺโต วิวิธการณา
น ภินฺทึว ตมธิฏฺฐานํ โพธิยาเยว การณา ฯ
มาตา ปิตา น เม เทสฺสา อตฺตา เม น จ เทสฺสิโย
สพฺพญฺญุตํ ปิยํ มยฺหํ ตสฺมา ว ตมธิฏฺฐหึ ฯ
เอเต องฺเค อธิฏฺฐาย วสฺสานิ โสฬสํ วสึ
อธิฏฺฐาเนน [๑] สโม นตฺถิ เอสา เม อธิฏฺฐานปารมีติ
มูคผกฺขจริยํ ฉฏฺฐํ ฯ
๑ ม. ยุ. มูคปกฺโขติ ฯ ๒ ม. ทิฏฺฐสฺส ฯ
๑ ม. ยุ. ปกฺโข ฯ ๒ ยุ. หตฺถมุญฺจิตํ ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากาสีชนทั้งหลายเรียกเราโดยชื่อว่ามูคผักขกุมารบ้าง เตมิยกุมารบ้างในกาลนั้น พระสนมนางในหมื่นหกพัน ไม่มีพระราชโอรส โดยวันคืนล่วงไปๆ เราบังเกิดผู้เดียว พระบิดารับสั่งให้ตั้งเศวตฉัตรให้เลี้ยงดูเราผู้เป็นบุตรสุดที่รัก อันได้ด้วยยากเป็นอภิชาตบุตร ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง บนที่นอน ในกาลนั้น เรานอนอยู่บนที่นอนอันอ่อนนุ่ม ตื่นขึ้นแล้วได้เห็นเศวตฉัตรอันเป็นเหตุให้เราไปสู่นรกความสะดุ้งหวาดกลัวเกิดขึ้นแล้วแก่เรา พร้อมกับได้เห็นฉัตร เราถึงความวินิจฉัยว่า เมื่อไรหนอ เราจึงจะเปลื้องธุลีนี้ได้ เทพธิดาผู้เป็นสาโลหิตของเรามาก่อน
ผู้ใคร่ประโยชน์ต่อเรา นางเห็นเราผู้ประกอบไปด้วยทุกข์ จึงแนะนำให้เราประกอบในเหตุ ๓ ประการว่าท่านจงอย่าแสดงความเป็นบัณฑิต จงแสดงความเป็นคนโง่แก่ชนทั้งปวง ชนทั้งหมดนั้นก็จะดูหมิ่นท่าน ประโยชน์จักมีแก่ท่านด้วยอาการอย่างนี้ เมื่อเทพธิดากล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้กล่าวดังนี้ว่าดูก่อนนางเทพธิดา ข้าพเจ้าจะทำตามคำที่ท่านกล่าวกะเราฉะนั้น ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์ เป็นผู้ใคร่ความเกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า แม่เทพธิดา ครั้นเราได้ฟังคำของเทพธิดานั้นแล้ว เหมือนดังได้พบฝั่งในสาคร ร่าเริงดีใจ ได้อธิษฐานองค์ ๓ ประการ คือ เราเป็นคนใบ้เป็นคนหูหนวก เป็นคนง่อยเปลี้ยเว้นจากคติ เราอธิฐานองค์ ๓ประการนี้อยู่ ๑๖ ปี
ครั้งนั้น เสนาบดีเป็นต้นตรวจดูมือเท้า ลิ้นและช่องหูของเราแล้ว เห็นความไม่บกพร่องของเรา ติเตียนว่าเป็นคนกาฬกิณี ทีนั้นชาวชนบท เสนาบดี และปุโรหิตทั้งปวงร่วมใจกันทั้งหมด พลอยดีใจการที่รับสั่งให้นำไปทิ้ง เรานั้นได้ฟังความประสงค์ของเสนาบดีเป็นต้นนั้นแล้ว ร่าเริงดีใจว่า เราประพฤติตบะมาเพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นจะสำเร็จแก่เรา ราชบุรุษทั้งหลายอาบน้ำให้เรา ไล้ทาด้วยของหอม สวมราชมงกุฏราชาภิเษกแล้ว มีฉัตรที่บุคคลถือไว้ให้ทำประทักษิณพระนครดำรงเศวตฉัตรอยู่ ๗ วัน พอดวงอาทิตย์ขึ้นนายสารถีอุ้มเราขึ้นรถ เข้าไปยังป่า นายสารถีหยุดรถไว้ ณ โอกาสหนึ่งปล่อยรถเทียมม้าพอพ้นมือ ก็ขุดหลุมเพื่อจะฝังเราเสียในแผ่นดิน พระมหากษัตริย์ทรงคุกคามการอธิษฐาน ที่เราอธิษฐานไว้ด้วยเหตุต่างๆ แต่เราก็ไม่ทำลายการอธิษฐานนั้น เพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่นเอง เราจะเกลียดพระมารดาพระบิดาก็หามิได้เราจะเกลียดตนเองก็หามิได้ แต่พระสัญพัญญุตญาณ เป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้นแหละ เราจึงอธิษฐานองค์ ๓ ประการนี้ เราอธิษฐานองค์ ๓ ประการนี้อยู่ ๑๖ ปี ผู้เสมอด้วยอธิษฐานของเราไม่มี นี่เป็นอธิษฐานบารมีของเรา ฉะนี้แล.
จบมูคผักขจริยาที่ ๖
สตฺตมํ กปิลราชจริยํ
กปิลราชจริยาที่ ๗
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยาวานร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก กปิลราชจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ยทา อหํ กปิ อาสึ นทีกูเล ทรีสเย
ปีฬิโต สสสุมาเรน ๒ คมนํ น ลภามหํ ฯ
ยโมฺหกาเส อหํ ฐตฺวา โอรา ปรํ ปตามหํ
ตตฺถจฺฉิ สตฺตุวธโก กุมฺภิโล ลุทฺธทสฺสโน ฯ
โส มํ อสํสิ เอหีติ อหมฺเปมีติ ตํ วทึ ๓
ตสฺส มตฺถกมกฺกมฺม ปรกูเล ปติฏฺฐหึ ฯ
น ตสฺสาลิกํ ภณิตํ ยถา วาจํ อกาสหํ
สจฺเจน เม สโม นตฺถิ เอสา เม สจฺจปารมีติ ฯ
กปิลราชจริยํ สตฺตมํ ฯ
ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาวานร อยู่ ณ ซอกเขาใกล้ฝั่งแม่น้ำ ในกาลนั้น เราถูกจรเข้เบียดเบียนไปไม่ได้ เรายืนอยู่ ณ โอกาสใด โดดจากฝั่งนี้ไปยังฝั่งโน้น จรเข้มันเป็นสัตว์ดุร้าย แสดงความน่ากลัวอยู่ ณ โอกาสนั้น จรเข้นั้นกล่าวกะเราว่า มาเถิด แม้เรากล่าวกะจรเข้นั้นว่า จะมาเราโดดลงเหยียบศีรษะจรเข้นั้นแล้ว โดดไปยืนอยู่ที่ฝั่งโน้น เรามิได้ทำตามคำของจรเข้ที่กล่าวหลอกลวงนั้นหามิได้ผู้เสมอด้วยคำสัตย์ของเราไม่มี นี้เป็นสัจจบารมีของเรา ฉะนี้แล.
จบกปิลราชจริยาที่ ๗
อฏฺฐมํ สจฺจสวฺหยปณฺฑิตจริยํ
สัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘
ว่าด้วยจริยาวัตรของสัจจดาบส
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สัจจสวหยปัณฑิตจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ ตาปโส สจฺจสวฺหโย
สจฺเจน โลกํ ปาเลสึ สมคฺคํ ชนมกาสหนฺติ ฯ
สจฺจสวฺหยปณฺฑิตจริยํ อฏฺฐมํ ฯ
๑ ม. เม ฯ ๒ ม. สุสุมาเรน ฯ ยุ. สํสุมาเรน ฯ ๓ ม. วตึ ฯ ยุ. วทิ ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นดาบสปรากฏ นามว่าสัจจะ เรารักษาสัตว์โลกไว้ด้วยคำสัจ ได้ทำหมู่ชนให้สามัคคีกัน ฉะนี้แล.
จบสัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘
นวมํ วฏฺฏกโปตกจริยํ
วัฏฏกโปตกจริยาที่ ๙
ว่าด้วยจริยาวัตรของลูกนกคุ้ม
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก วัฏฏกโปตกจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ มคเธ วฏฺฏโปตโก
อชาตปกฺโข ตรุโณ มํสเปสิ กุลาวเก ฯ
มุขตุณฺฑเกน อาหริตฺวา มาตา โปสยตี มมํ
ตสฺสา ผสฺเสน ชีวามิ นตฺถิ เม กายิกํ พลํ ฯ
สํวจฺฉเร คิมฺหสมเย ทวทาโห ปทิปฺปติ
อุปคจฺฉติ อมฺหากํ ปาวโก กณฺหวตฺตนิ ฯ
ธมธมํ ๑ อิติ เอวํ สทฺทายนฺโต มหา สิขี
อนุปุพฺเพน ฌาเปนฺโต อคฺคิ มมมุปาคมิ ฯ
อคฺคิเวคภยา ภีตา ตสิตา มาตา ปิตา มม
กุลาวเก มํ ฉฑฺเฑตฺวา อตฺตานํ ปริโมจยุํ ฯ
ปาเท ปกฺเข ปชหามิ นตฺถิ เม กายิกํ พลํ
โสหํ อคติโก ตตฺถ เอวํ จินฺเตสหํ ตทา ฯ
เยสาหํ อุปธาเวยฺยํ ภีโต ตสิตเวธิโต
เต มํ โอหาย ปกฺกนฺตา กถํ เม อชฺช กาตเว ฯ
อตฺถิ โลเก สีลคุโณ สจฺจํ โสเจยฺยนุทฺทยา
เตน สจฺเจน กาหามิ สจฺจกิริยมุตฺตมํ ๒ ฯ
อาวชฺชิตฺวา ธมฺมพลํ สริตฺวา ปุพฺพเก ชิเน
สจฺจพลมวสฺสาย สจฺจกิริยมกาสหํ ฯ
สนฺติ ปกฺขา อปตนา สนฺติ ปาทา อวญฺจนา
มาตา ปิตา จ นิกฺขนฺตา ชาตเวท ปฏิกฺกม ฯ
สห สจฺเจ กเต มยฺหํ มหาปชฺชลิโต สิขี
วชฺเชสิ โสฬส กรีสานิ อุทกํ ปตฺวา ยถา สิขี
สจฺเจน เม สโม นตฺถิ เอสา เม สจฺจปารมีติ ฯ
วฏฺฏกโปตกจริยํ นวมํ ฯ
๑ ม. ธมธมา ฯ ยุ. ธูมธูมญฺชนีเตฺววํ ฯ ๒ สจฺจกิริยมนุตฺตรํ อิติปิ ปาโฐ ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นลูกนกคุ้ม ขนยังไม่งอก ยังอ่อนเป็นดังชิ้นเนื้อ อยู่ในรัง ในมคธชนบท ในกาลนั้น มารดาเอาจะงอยปากคาบเหยื่อมาเลี้ยงเรา เราเป็นอยู่ด้วยผัสสะของมารดา กำลังกายของเรายังไม่มี ในฤดูร้อนทุกๆ ปี มีไฟป่าไหม้ลุกลามมา ไฟไหม้ป่าเป็นทางดำลุกลามมาใกล้เรา ไฟไหม้ป่าลุกลามใหญ่หลวงเสียงสนั่นอื้ออึง ไฟไหม้ลุกลามมาโดยลำดับ เข้ามาใกล้จวนจะถึงเรา มารดาบิดาของเราสะดุ้งใจหวาดหวั่น เพราะกลัวไฟที่ไหม้มาโดยเร็ว จึงทิ้งเราไว้ในรังหนีเอาตัวรอดไปได้ เราเหยียดเท้า กางปีกออกรู้ว่า กำลังกายของเราไม่มี เรานั้นไปไม่ได้อยู่ในรังนั่นเอง จึงคิดอย่างนี้ในกาลนั้นว่า เมื่อก่อนเราสะดุ้งหวาดหวั่น
พึงเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในระหว่างปีกของมารดาบิดา บัดนี้ มารดาบิดาทิ้งเราหนีไปเสียแล้ว วันนี้ เราจะทำอย่างไรศีลคุณ ความสัตย์ พระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยความสัตย์เอ็นดูกรุณามีอยู่ในโลก ด้วยความสัตย์นั้นเราจักกระทำ สัจจกิริยาอันสูงสุดเราคำนึงถึงกำลังพระธรรมระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้พิชิตมารอันมีในก่อน ได้กระทำสัจจกิริยา แสดงกำลังความสัตย์ว่า ปีกของเรามีอยู่ แต่ไม่มีขนเท้าของเรามีอยู่ แต่ยังเดินไม่ได้ มารดาบิดาก็พากันบินออกไปแล้วแน่ะไฟ จงกลับไป(จงดับเสีย) พร้อมกับเมื่อเรากระทำสัจจกิริยา ไฟที่ลุกรุ่งโรจน์ใหญ่หลวงเว้นไว้ ๑๖ กรีส ไฟดับ ณ ที่นั้นเหมือนจุ่มลงในน้ำผู้เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มี นี้เป็นสัจจบารมีของเรา ฉะนี้แล.
จบวัฏฏกโปตกจริยาที่ ๙
ทสมํ มจฺฉราชจริยํ
มัจฉราชจริยาที่ ๑๐
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยาปลา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก มัจฉราชจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ มจฺฉราชา มหาสเร
อุเณฺห สุริยสนฺตาเป สเร อุทกํ ขียถ ฯ
ตโต กากา จ คิชฺฌา จ กงฺกา ๑ กุลลเสนกา
ภกฺขยนฺติ ทิวา รตฺตึ มจฺเฉ อุปนิสีทิย ฯ
เอวํ จินฺเตสหํ ตตฺถ สห ญาตีหิ ปีฬิโต
เกน นุ โข อุปาเยน ญาตี ทุกฺขา ปโมจเย ฯ
จินฺตยิตฺวาน ธมฺมตฺถํ สจฺจํ อทฺทสํ ปสฺสยํ
สจฺเจ ฐตฺวา ปโมเจสึ ญาตีนํ ตํ อติกฺขยํ ฯ
อนุสฺสริตฺวา สตํ ธมฺมํ ปรมตฺถํ วิจินฺตยํ
อกาสึ สจฺจกิริยํ ยํ โลเก ธุวสสฺสตํ ฯ
ยโต สรามิ อตฺตานํ ยโต ปตฺโตสฺมิ วิญฺญุตํ
นาภิชานามิ สญฺจิจฺจ เอกปาณํปิ หึสิตํ ๒ ฯ
เอเตน สจฺจวชฺเชน ปชฺชุนฺโน อภิวสฺสตุ
อภิตฺถนย ปชฺชุนฺน นิธึ กากสฺส นาสย ฯ
กากํ โสกาย รนฺเธหิ มจฺเฉ โสกา ปโมจย
สห กเต สจฺจวเร ปชฺชุนฺโน อภิคชฺชิย ฯ
ถลํ นินฺนญฺจ ปูเรนฺโต ขเณน อภิวสฺสถ
เอวรูปํ สจฺจวรํ กตฺวา วิริยมุตฺตมํ ฯ
วสฺสาเปสึ มหาเมฆํ สจฺจเตชพลสฺสิโต
สจฺเจน เม สโม นตฺถิ เอสา เม สจฺจปารมีติ ฯ
มจฺฉราชจริยํ ทสมํ ฯ
๑ ยุ. พกา ฯ ๒ วิหึสิตํ อิติปิ ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาปลาอยู่ในสระใหญ่น้ำในสระแห้งขอด เพราะแสงพระอาทิตย์ในฤดูร้อน ที่นั้นกา แร้ง นกกระสานกตะกรุมและเหยี่ยว มาคอยจับปลากินทั้งกลางวันกลางคืน ในกาลนั้น เราคิดอย่างนี้ว่า เรากับหมู่ญาติถูกบีบคั้น จะพึงเปลื้องหมู่ญาติให้พ้นจากทุกข์ได้ด้วยอุบายอะไรหนอ เราคิดแล้ว ได้เห็นความสัตย์อันเป็นอรรถเป็นธรรมว่า เป็นที่พึ่งของหมู่ญาติได้ เราตั้งอยู่ในความสัตย์แล้ว จะเปลื้องความพินาศใหญ่ของหมู่ญาตินั้นได้เรานึกถึงธรรมของสัตบุรุษ คิดถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์ อันยั่งยืนเที่ยงแท้ในโลก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้ แล้วได้กระทำสัจจกิริยาว่า ตั้งแต่เราระลึกตนได้
ตั้งแต่เรารู้ความมาจนถึงบัดนี้ เราไม่รู้สึกว่าแกล้งเบียดเบียนสัตว์แม้ตัวหนึ่งให้ได้รับความลำบากเลยด้วยสัจจวาจานี้ ขอเมฆจงยังฝนให้ตกห่าใหญ่ แน่ะเมฆ ท่านจงเปล่งสายฟ้าคำรามให้ฝนตกจงทำขุมทรัพย์ของกาให้พินาศไป ท่านจงยังกาให้เดือดร้อนด้วยความโศก จงปลดเปลื้องฝูงปลาจากความโศกพร้อมกับเมื่อเราทำสัจจกิริยา เมฆส่งเสียงสนั่นครั่นครื้น ยังฝนให้ตกครู่เดียว ก็เต็มเปี่ยมทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม ครั้นเราทำความเพียรอย่างสูงสุด อันเป็นความสัตย์อย่างประเสริฐเห็นปานนี้แล้ว อาศัยกำลังอานุภาพความสัตย์ จึงยังให้ฝนตกห่าใหญ่ผู้เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มี นี้เป็นสัจจบารมีของเราฉะนี้แล.
จบมัจฉราชจริยาที่ ๑๐
เอกาทสมํ กณฺหทีปายนจริยํ
กัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑
ว่าด้วยจริยาวัตรของกัณหทีปายนะดาบส
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก กัณหทีปายนจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ กณฺหทีปายโน อิสิ
ปโรปญฺญาสวสฺสานิ อนภิรโต จรึ อหํ ฯ
น โกจิ เอตํ ชานาติ อนภิรติมนํ มม
อหํปิ กสฺสจิ นาจิกฺขึ อรติ ๑ เม จ รติมานเส ฯ
สพฺรหฺมจารี มณฺฑโพฺย สหาโย เม มหาอิสิ
ปุพฺพกมฺมสมายุตฺโต สูลมาโรปนํ ลภิ ฯ
ตมหํ อุปฏฺฐหิตฺวาน อาโรคฺยมนุปาปยึ
อาปุจฺฉิตฺวาน อาคญฺฉึ ยํ มยฺหํ สกมสฺสมํ ฯ
สหาโย พฺราหฺมโณ มยฺหํ ภริยํ อาทาย ปุตฺตกํ
ตโย ชนา สมาคนฺตฺวา อาคจฺฉฉ ปาหุนาคตํ ฯ
สมฺโมทมาโน เตหิ สห นิสินฺโน สกอสฺสเม
ทารโก วฏฺฏมนุกฺขิปํ อาสีวิสมโกปยิ ฯ
ตโต โส วฏฺฏคตํ มคฺคํ อเนฺวสนฺโต กุมารโก
อาสีวิสสฺส หตฺเถน อุตฺตมงฺคํ ปรามสิ ฯ
ตสฺส อามสเน กุทฺโธ สปฺโป วิสพลสฺสิโต
กุปิโต ปรมโกเปน อฑํสิ ทารกํ ขเณ ฯ
สห ทฏฺโฐ อติวิเสน ทารโก ปปติ ภูมิยํ
เตนาหํ ทุกฺขิโต อาสึ มม วา หสิตํ ทุกฺขํ ฯ
ตฺยาหํ อสฺสาสยิตฺวาน ทุกฺขิเต โสกสลฺลิเน ๑
ปฐมํ อกาสึ กิริยํ อคฺคํ สจฺจวรุตฺตมํ ฯ
สตฺตาหเมวาหํ ปสนฺนจิตฺโต
ปุญฺญตฺถิโก อจรึ พฺรหฺมจริยํ
อถาปรํ ยํ จริตํ มมํ อิทํ
วสฺสานิ ปญฺญาสสมาธิกานิ ฯ
อากามโกวาหิ อหญฺจรามิ
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ
หตํ วิสํ ชีวตุ ยญฺญทตฺโต ฯ
สห สจฺเจ กเต มยฺหํ วิสเวเคน เวธิโต
อพุชฺฌิตฺวาน วุฏฺฐาสิ อโรโค วาสิ ๑ มาณโว
สจฺเจน เม สโม นตฺถิ เอสา เม สจฺจปารมีติ ฯ
กณฺหทีปายนจริยํ เอกาทสมํ ฯ
๑ ยุ. อรตึ ฯ
๑ ม. ยุ. โสกสลฺลิเต ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นฤาษีชื่อว่ากัณหทีปายนะ เราไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ยิ่งกว่า ๕๐ ปี ใครๆ จะรู้ใจที่ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ของเรานั้นหามิได้ แม้เราก็ไม่บอกแก่ใครๆ ว่า ความไม่ยินดีมีในใจของเรา สหายเพื่อนพรหมจรรย์ของเรา ชื่อมัณฑัพยะเป็นฤาษีมีอานุภาพมากประกอบด้วยบุรพกรรม (กรรมเก่าให้ผล)ถูกเสียบหลาวทั้งเป็น เราทำการพยาบาลมัณฑัพยะดาบสนั่นให้หายโรคแล้วได้อำลามาสู่บรรณศาลาอันเป็นอาศรมของเราเอง พราหมณ์ผู้เป็นสหายของเรา ได้พาภริยาและบุตร ต่างถือสักการะสำหรับต้อนรับแขก รวมสามคนมาหาเรา เรานั่งเจรจาปราศรัยกับสหายและภรรยาของเขาอยู่ในอาศรมของตน เด็กโยนลูกข่างเล่นอยู่ ทำงูเห่าให้โกรธแล้ว ทีนั้น เด็กนั้นเอามือควานหาลูกข่างไปตามปล่องจอมปลวก ควานไปถูกเอาศีรษะงูเข้าพอมือไปถูกศีรษะของมัน งูก็โกรธ อาศัยกำลังพิษ เคืองจนเหลือจะอดกลั้นได้กัดเด็กทันทีพร้อมกับถูกงูกัด เด็กล้มลงที่พื้นดิน ด้วยกำลังพิษกล้า เหตุนั้นเราเป็นผู้ได้รับทุกข์หรือว่าเรามีความรักจึงเป็นทุกข์ เราได้ปลอบมารดาบิดาของทารกนั้น ผู้มีทุกข์เศร้าโศก ให้สว่างแล้ว ได้ทำสัจจกิริยาอันประเสริฐสุดก่อนว่า
เราผู้ต้องการบุญ ได้ประพฤติพรหมจรรย์ มีจิตเลื่อมใสอยู่ ๗ วันเท่านั้น ต่อแต่นั้นมา การประพฤติของเราไม่เลื่อมใส ๕๐ ปีเศษ เราไม่ปรารถนาจะประพฤติเสียเลย ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เด็กนี้เถิด พิษจงระงับ ยัญญทัตตกุมารจงเป็นอยู่
พร้อมกับเมื่อเราทำสัจจกิริยา มาณพหวั่นไหวด้วยกำลังพิษได้ฟื้นกายหายโรค ลุกขึ้นได้ ผู้เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มี นี้เป็นสัจจบารมีของเรา ฉะนี้แล.
จบกัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑
ทฺวาทสมํ สุตโสมจริยํ
สุตโสมจริยาที่ ๑๒
ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระเจ้าสุตโสม
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สุตโสมจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ สุตโสโม มหีปติ๋
คหิโต โปริสาเทน พฺราหฺมเณ สงฺครํ สรึ ฯ
ขตฺติยานํ เอกสตํ อาวุณิตฺวา กรตเล
เอเต สมฺมมิลาเปตฺวา ยญฺญตฺเถ อุปนยี มมํ ฯ
อาปุจฺฉิ มํ โปริสาโท กึ ตฺวํ อิจฺฉสิ นิสฺสชํ
ยถามตึ เต กาหามิ ยทิ เม ตฺวํ ปุเนหิสิ ฯ
ตสฺส ปฏิสุณิตฺวาน ปเญฺห อาคมนํ มม
อุปคนฺตฺวา ปุรํ รมฺมํ รชฺชํ นิยฺยาทยึ ตทา ฯ
อนุสฺสริตฺวา สตํ ธมฺมํ ปุพฺพกํ ชินเสวิตํ
พฺราหฺมณสฺส ธนํ ทตฺวา โปริสาทํ อุปาคมึ ฯ
นตฺถิ เม สํสโย ตตฺถ ฆาฏยิสฺสติ วา น วา
สจฺจวาจานุรกฺขนฺโต ชีวิตํ จชิตุมุปาคมึ
สจฺเจน เม สโม นตฺถิ เอสา เม สจฺจปารมีติ ฯ
สุตโสมจริยํ ทฺวาทสมํ ฯ
๑ ม. ยุ. จาสิ ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระนามว่าสุตโสมถูกพระเจ้าโปริสาทจับไปได้ ระลึกถึงคำผัดเพี้ยนไว้กะพราหมณ์พระยาโปริสาทเอาเชือกร้อยฝ่ามือกษัตริย์ ๑๐๑ ไว้แล้ว ทำกษัตริย์เหล่านั้นให้ได้รับความลำบาก นำเราไปด้วยเพื่อต้องการทำพลีกรรมพระยาโปริสาทได้ถามเราว่าท่านปรารถนาจะให้ปล่อยหรือ เราจักทำตามชอบใจของท่าน ถ้าท่านจะกลับมาสู่สำนักเรา เรารับคำพระยาโปริสาทนั้นว่าจะกล่าวใย ถึงการมาของเรา แล้วเข้าไปยังพระนครอันรื่นรมย์มอบราชสมบัติแล้วในกาลนั้น เพราะเราระลึกถึงธรรมของสัตบุรุษ เป็นของเก่า อันพระพุทธเจ้า เป็นต้นเสพแล้วให้ทรัพย์แก่พราหมณ์แล้ว จึงเข้าไปหาพระยาโปริสาท ในการมาในสำนักพระยาโปริสาทนั้น เราไม่มีความสงสัยว่าจักฆ่าหรือไม่ เราตามรักษาสัจจวาจายอมสละชีวิตเข้าไปหาพระยาโปริสาท ผู้เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มี นี้เป็นสัจจบารมีของเรา ฉะนี้แล.
จบสุตโสมจริยาที่ ๑๒
เตรสมํ สุวณฺณสามจริยํ
สุวรรณสามจริยาที่ ๑๓
ว่าด้วยพระจริยาวัตรของสุวรรณสามดาบส
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สุวรรณสามจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
สาโม ยทา วเน อาสึ สกฺเกน อภินิมฺมิโต
ปวเน สีหพฺยคฺเฆหิ เมตฺตายมุปนามยึ ฯ
สีหพฺยคฺเฆหิ ทีปีหิ อจฺเฉหิ มหิเสหิ จ
ปสทมิควราเหหิ ปริวาเรตฺวา วเน วสึ ฯ
น มํ โกจิ อุตฺตสติ นปิหํ ภายามิ กสฺสจิ
เมตฺตา พเลนุปตฺถทฺโธ รมามิ ปวเน ตทาติ ฯ
สุวณฺณสามจริยํ เตรสมํ ฯ
ในกาลเมื่อเราเป็นดาบส อันท้าวสักกะเชื้อเชิญมาอยู่ในป่า เรากับราชสีห์แลเสือโคร่งในป่าใหญ่ ต่างน้อมเมตตาเข้าหากัน (เราเข้าใกล้ราชสีห์และเสือโคร่งในป่าใหญ่ได้ด้วยเมตตา) เราแวดล้อมด้วยราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี กระบือ กวางดาวและหมูอยู่ในป่าใหญ่ สัตว์อะไรๆ มิได้สะดุ้งกลัวเรา แม้เรามิได้กลัวสัตว์อะไรๆ เพราะเรากำลังเมตตาค้ำจุน จึงยินดีอยู่ในป่าในกาลนั้นฉะนี้แล.
จบสุวรรณสามจริยาที่ ๑๓
จุทฺทสมํ เอกราชจริยํ
เอกราชจริยาที่ ๑๔
ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระเจ้าเอกราช
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เอกราชจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปุนาปรํ ยทา โหมิ เอกราชาติ วิสฺสุโต
ปรมํ สีลํ อธิฏฺฐาย ปสาสามิ มหามหึ ฯ
ทส กุสลกมฺมปเถ วตฺตามิ อนวเสสโต
จตูหิ สงฺคหวตฺถูหิ สงฺคณฺหามิ มหาชนํ ฯ
เอวํ เม อปฺปมตฺตสฺส อิธ โลเก ปรตฺถ จ
ทพฺพเสโน อุปาคนฺตฺวา อจฺฉินฺทนฺโต ปุรํ มม ฯ
ราชูปชีเว นิคเม สพลฏฺเฐ สรฏฺฐเก
สพฺพํ หตฺถคตํ กตฺวา กาสุยา นิกฺขณี มมํ ฯ
อมจฺจมณฺฑลํ รชฺชํ ผีตํ อนฺเตปุรํ มม
อจฺฉินฺทิตฺวาน คหิตํ ปิยปุตฺตํว ปสฺสหํ
เมตฺตาย เม สโม นตฺถิ เอสา เม เมตฺตาปารมีติ ฯ
เอกราชจริยํ จุทฺทสมํ ฯ
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระราชา ปรากฏพระนามว่าเอกราชในกาลนั้น เราอธิษฐานศีลอันบริสุทธิ์ยิ่งปกครองแผ่นดินใหญ่สมาทานกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการประพฤติโดยไม่มีเศษ สงเคราะห์มหาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทในประโยชน์โลกนี้และโลกหน้า ด้วยอาการอย่างนี้ พระเจ้าโกศลพระนามว่าทัพพเสนะ ยกกองทัพมาชิงเอาพระนครเราได้ ทรงทำข้าราชการ ชาวนิคม พร้อมด้วยทหาร ชาวชนบทให้อยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ทั้งหมดแล้ว ตรัสสั่งให้ฝังเราเสียในหลุม เราเห็นพระเจ้าทัพพเสนะกับหมู่อำมาตย์ ชิงเอาราชสมบัติอันมั่งคั่งภายในพระนครของเรา เหมือนบุตรสุดที่รัก ฉะนั้น ผู้เสมอด้วยเมตตาของเราไม่มีนี้เป็นเมตตาบารมีของเรา ฉะนี้แล.
จบเอกราชจริยาที่ ๑๕
ปณฺณรสมํ มหาโลมหํสจริยํ
มหาโลมหังสจริยาที่ ๑๕
ว่าด้วยจริยาวัตรของมหาโลมหังสบัณฑิต
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก มหาโลมหังสจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
สุสาเน เสยฺยํ กปฺเปมิ ฉวฏฺฐิกํ อุปนิธาย ๑
คามมณฺฑลา อุปาคนฺตฺวา รูปํ ทสฺเสนฺติ นปฺปกํ ฯ
อปเร คนฺธญฺจ มาลญฺจ โภชนํ วิวิธํ พหุํ
อุปายนานิ อุปเนนฺติ หฏฺฐา สํวิคฺคมานสา ฯ
เย เม ทุกฺขํ อุปหรนฺติ เย จ เทนฺติ สุขํ มม
สพฺเพสํ สมโก โหมิ ทยา โกโป น วิชฺชติ ฯ
สุขทุกฺเข ตุลาภูโต ยเสสุ อยเสสุ จ
สพฺพตฺถ สมโก โหมิ เอสา เม อุเปกฺขาปารมีติ ฯ
มหาโลมหํสจริยํ ปณฺณรสมํ ฯ
ตสฺสุทฺทานํ
ยุธญฺชโย โสมนสฺโส อโยฆรภิเสน จ
โสณนนฺโท มูคผกฺโข กปิราชา สจฺจสวฺหโย ฯ
วฏฺฏโก มจฺฉราชา จ กณฺหทีปายโน อิสิ
สุตโสโม ปุเร ๒ อาสิ สาโม จ เอกราชา ๓ จ
อุเปกฺขาปารมี อาสิ อิติ วุตฺตํ มเหสินา ฯ
เอวํ พหุวิธํ ทุกฺขํ สมฺปตฺติญฺจ พหูวิธํ
ภวาภเว อนุภวิตฺวา ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ
ทตฺวา ทาตพฺพกํ ทานํ สีลํ ปูเรตฺวา อเสสโต
นิกฺขมฺมปารมึ คนฺตฺวา ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ
ปณฺฑิเต ปริปุจฺฉิตฺวา วิริยํ กตฺวาน อุตฺตมํ
ขนฺติยา ปารมึ คนฺตฺวา ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ
กตฺวา ทฬฺหมธิฏฺฐานํ สจฺจวาจานุรกฺขิย
เมตฺตาย ปารมึ คนฺตฺวา ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ
ลาภาลาเภ ยสายเส สมฺมานนาวมานเน
สพฺพตฺถ สมโก หุตฺวา ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ
โกสชฺชํ ภยโต ทิสฺวา วิริยารมฺภญฺจ เขมโต
อารทฺธวิริยา โหถ เอสา พุทฺธานุสาสนี ฯ
วิวาทํ ภยโต ทิสฺวา อวิวาทญฺจ เขมโต
สมคฺคา สขิลา โหถ เอสา พุทฺธานุสาสนี ฯ
ปมาทํ ภยโต ทิสฺวา อปฺปมาทญฺจ เขมโต
ภาเวถฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ เอสา พุทฺธานุสาสนี ฯ
อิตฺถํ สุทํ ภควา อตฺตโน ปุพฺพจริยํ สมฺภาวยมาโน
พุทฺธาปทานิยํ นาม ธมฺมปริยายํ อภาสิตฺถาติ ฯ
จริยาปิฏกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
๑ ม. อุปนิธายหํ ฯ ยุ. นิธายหํ ฯ ๒ ม. ยุ. ปุน อาสึ ฯ ๓ ม. ยุ. เอกราชหุ ฯ
๑ ยุ. ยสฺมา ปน อยํ ปาลิ ปรมฺปราย ลิกฺขิตา
วิปลฺลตฺถกฺขรา ตสฺมา สายํ สุฏฺฐุ วิโสธิตา
ปญฺญาสี โหติ นาเมน อนุเถเรน ธีมตา
สาสนฺฏฐิติกาเมน พหุคนฺเธสุ อาคตํ
อตฺถํ สํสนฺทิตฺวา มยา ตสฺส เตเชน ปาณิโน
สมิทฺธสงฺกปฺปา โหนฺตุ เทวา รกฺขนฺตุ สาสนํ ฯ
จริยาปิฏกปาลิ สมตฺตา ฯ
เรานอนอยู่ในป่าช้า เอาซากศพอันมีแต่กระดูกทำเป็นหมอนหนุนเด็กชาวบ้านพวกหนึ่ง พากันเข้าไปทำความหยาบช้าร้ายกาจนานัปการอีกพวกหนึ่งร่าเริงดีใจ พากันนำเอาของหอม ดอกไม้ อาหาร และเครื่องบรรณาการต่างๆ เป็นอันมากมาให้เรา พวกใดนำทุกข์มาให้เราและพวกใดให้สุขแก่เรา เราเป็นผู้มีจิตเสมอแก่เขาทั้งหมดไม่มีความเอ็นดู ไม่มีความโกรธ เราเป็นผู้วางเฉยในสุขและทุกข์ ในยศและความเสื่อมยศ เป็นผู้มีใจเสมอในสิ่งทั้งปวง นี้เป็นอุเบกขาบารมีของเรา ฉะนี้แล.
จบมหาโลมหังสจริยาที่ ๑๕
----------------
รวมจริยาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ยุธัญชยจริยา ๒. โสมนัสสจริยา ๓. อโยฆรจริยา๔. ภิงสจริยา ๕. โสณนันทปัณฑิตจริยา ๖. มูคผักขจริยา๗. กปีลราชจริยา ๘. สัจจสวหยปัณฑิตจริยา ๙. วัฏฏกโปตกจริยา๑๐. มัจฉราชจริยา ๑๑. กัณหทีปายนจริยา ๑๒. สุตโสมจริยา๑๓. สุวรรณสามจริยา ๑๔. เอกราชจริยา ๑๕. มหาโลมหังสจริยาเป็นอุเบกขาบารมีดังนี้
พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ตรัสแล้ว เราได้เสวยทุกข์และสมบัติมากมายหลายอย่าง ในภพน้อยภพใหญ่ ตามนัยที่กล่าวแล้วอย่างนี้ แล้วจึงได้บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด เราได้ให้ทานอันควรให้ บำเพ็ญศีลโดยหาเศษมิได้ถึงเนกขัมมบารมีแล้ว จึงบรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุดเราสอบถามบัณฑิตทั้งหลายทำความเพียรอย่างอุกฤษฏ์อย่างถึงขันติบารมีแล้วจึงบรรลุโพธิญาณอันสูงสุด เรากระทำอธิษฐานอย่างมั่น ตามรักษาสัจจวาจา ถึงเมตตาบารมีแล้ว จึงบรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด เราเป็นผู้มีจิตเสมอในลาภและความเสื่อมลาภ ในยศและความเสื่อมยศ ในความนับถือและการดูหมิ่นทั้งปวงแล้ว จึงบรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด ท่านทั้งหลายจงเห็นความเกียจคร้านโดยความเป็นภัย และเห็นการปรารภความเพียรโดยเป็นทางเกษมแล้วจงปรารภความเพียรเถิด นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย และเห็นความไม่วิวาทโดยเป็นทางเกษมแล้วจงกล่าววาจาอ่อนหวานอันสมัครสมานกันเถิด นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงเห็นความประมาทโดยความเป็นภัย และเห็นความไม่ประมาทโดยเป็นทางเกษม แล้วจงเจริญมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการเถิด นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายฯ
ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงยกย่องบุรพจรรยาของพระองค์ จึงได้ตรัสธรรมบรรยายชื่อพุทธาปทานีย์ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบจริยาปิฎก
[๑]
สโมธานกถา ๑
สโมธานกถา
สรุปการบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สโมธานกถา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ทเสเต ปารมี โหนฺติ ทเสเต อุปปารมี
ปรมตฺถา ทส โหนฺติ โพธิยา ปริปาจนา ฯ
สิวิราชสฺส เสฏฺฐสฺส ทานปารมิตา ภเว
เวสฺสนฺตโร จ เวลาโม ภวนฺติ อุปปารมี ฯ
อกิตฺติวิสยฺหทาเนน โหนฺติ ตา อุปปารมี
กุกฺกุฏสีลสโส ภูโต ปรมตฺถา ทานปารมี ฯ
มหากปิ จ ฉทฺทนฺโต นาโค จ มาตุโปสโก
สีลปารมิตา ยนฺติ อิติ วุตฺตํ มเหสินา ฯ
จมฺเปยฺยโก ภูริทตฺโต สีเลน อุปปารมี
สงฺขปาโล จ โย ธีโร ปรมตฺถา สีลปารมี ฯ
ยุธญฺชโย จ โควินฺโท หตฺถิปาโล จ โย ฆโร
ภลฺลาติ โย สุสาโม จ ..................
มฆเทโว นิมิ เจว โหนฺเตตา อุปปารมี ฯ
มโหสโถ ธนรฏฺโฐ กุณฺฑโล จาปิ ตณฺฑิโล
ติตฺติโร จ สกุโณ จ โหนฺเตตา อุปปารมี ฯ
วิธุรํ สมฺภวํ ปญฺญาย อุโภตา โหนฺติ ปารมี
โย สิสฺโส อาจริยํ โปรา สุริยพฺราหฺมโณ มาตงฺโค ฯ
สตฺตุภสฺตญฺจ ปรมตฺถา เอตา เว ปญฺญาปารมี
สีลวา วิริโย ราชา ชาตกํ ชานกา วิภู ฯ
ทฬฺหปรกฺกโม อาสิ ปรมตฺถา วิริยปารมี
มหากปิ ปญฺจ ครุกา วิริยา โหนฺติ ปารมี ฯ
ธมฺมปาโล กุมาโร จ ขนฺติยา โหนฺติ ปารมี
อุปปารมีติ วุจฺจนฺติ ธมฺมาธมฺมิกททฺทวา ฯ
ขนฺติวาเทน ปรมตฺถา ขนฺติปารมิปูริยา
พุทฺธภูมึ คเวสนฺโต อกาสิ ทุกฺกรํ พหุํ ฯ
ตถูปริสจฺจคุณํ สสวฏฺฏกชาตกํ
สจฺเจนคฺคินิพฺพาปิโต เอสา ปารมิตา ภเว ฯ
อุทเก มจฺโฉ ภวิตฺวาน อกาสิ สจฺจมุตฺตมํ
มหาเมฆํ ปวสฺเสสิ เอสา เม สจฺจปารมี ฯ
สจฺเจน นาวํ ตาเรสิ ธีโร สุปารปณฺฑิโต
วิสํ สจฺเจน ฆาเฏสิ กณฺหทีปายโน อิสิ ฯ
สจฺเจน วานโร หุตฺวา คงฺคา โสตํ ตรี ตทา
เอสา ปารมิตา สตฺถุ โหนฺติ ตา อุปปารมี ฯ
สุตโสโม นาม ราชา รกฺขนฺโต สจฺจมุตฺตมํ
โมเจติ เอกสตํ ขเตฺย ปรมตฺถา สจฺจปารมี ฯ
อธิฏฺฐาเนน กึ ฉนฺโท ปารมี ภวตี ตทา
ทุโก มาตงฺคโย เจว อธิฏฺฐานอุปปารมี ฯ
มุคผกฺเขน ปรมตฺถา อธิฏฺฐานํ อาสิ ปารมี
มหากโณฺห จ เมตฺตาย ตตฺถ จ ราชโสธนา ฯ
เอสา ทุวิธา อกฺขาตา เมตฺตาปารมิตา ภเว
สีเลน พฺรหฺมทตฺโต จ โย วายํ คณฺฑิติณฺฑโก ฯ
อกาสิ นนฺโท ปิยสฺส โหนฺติ ตา อุปปารมี
เอกราเชน ปรมตฺถา นตฺถิ เมตฺตาย อีทิโส ฯ
เทฺว สุวา อุปปารมี ปรมตฺถา โลมหํสนํ
เอตา ทส ปารมี มยฺหํ ปฏิเวโส อคฺคโพธิยา ฯ
ทสโต ปรมา นตฺถิ ทสโต นตฺถิ อูนกา
อนูนานธิกา สพฺพา ปูริตา ทสปารมีติ ฯ
สโมธานกถา นิฏฺฐิตา
จริยาปิฏกํ สมตฺตํ ฯ
________
๑ ม. ยุ. สโมธานกถา นตฺถิ ฯ
การบำเพ็ญบารมีอันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณเหล่านี้ จัดเป็นบารมี๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ คือการบำเพ็ญทานในภพที่ตถาคตเป็นพระเจ้าสิวิราชผู้ประเสริฐเป็นทานบารมี ในภพที่เราเป็นเวสสันดรและเป็นเวลามพราหมณ์ เป็นทานอุปบารมี ในภพที่เราเป็นอกิติดาบสอดอาหารนั้น เป็นทานอุปบารมี ในภพที่เราเป็นพระยาไก่ป่า สีลวนาคและพระยากระต่าย เป็นทานปรมัตถบารมีในภพที่เราเป็นพระยาวานร ช้างฉัททันต์ และช้างเลี้ยงมารดาเป็นศีลบารมี พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ตรัสไว้ดังนี้ การรักษาศีลในภพที่เราเป็นจัมเปยยกนาคราช และภูริทัตตนาคราช เป็นศีลอุปบารมี ในภพที่เราเป็นสังขปาลบัณฑิต เป็นศีลปรมัตถบารมีในภพที่เราเป็นยุธัญชยกุมาร
มหาโควินทพราหมณ์ คนเลี้ยงช้างอโยฆรราชโอรส ภัลลาติ สุวรรณสาม มฆเทวะและเนมิราช บารมีเหล่านี้เป็นอุปบารมี ในภพที่เราเป็นมโหสถผู้เป็นทรัพย์ของรัฐกุลฑลตัณฑิละและนกกระทาบารมีเหล่านี้เป็นปัญญาอุปบารมี ในภพที่เราเป็นวิธูรบัณฑิตและสุริยพราหมณ์มาตังคะ ผู้เป็นศิษย์เก่าของอาจารย์บารมีทั้ง ๒ ครั้งนี้ เป็นปัญญาบารมี ในภพที่เราเป็นพระราชาผู้มีศีล มีความเพียร เป็นผู้ก่อให้เกิดสัตตุภัสตชาดก บารมีนี้แลเป็นปัญญาปรมัตถบารมี ในภพที่เราเป็นพระราชาผู้มีความเพียรบากบั่น เป็นวิริยปรมัตถบารมี ในภพที่เราเป็นพระยาวานรผู้มีครุธรรม๕ ประการ เป็นวิริยบารมี ในภพที่เราเป็นธรรมปาลกุมาร เป็นขันติบารมี
ในภพที่เราเป็นธรรมิกเทพบุตร ทำสงครามกับอธรรมิกเทพบุตร เรียกว่าขันติอุปบารมี ในภพที่เราเป็นขันติวาทีดาบสแสวงหาพุทธภูมิด้วยการบำเพ็ญขันติบารมี ได้ทำกรรมที่ทำได้ยากเป็นอันมาก นี้เป็นขันติปรมัตถบารมี ในภพที่เราเป็นสสบัณฑิตนกคุ่ม ซึ่งประกาศคุณสัจจะ ยังไฟให้ดับด้วยสัจจะ นี้เป็นสัจจบารมีในภพที่เราเป็นปลาอยู่ในน้ำ ได้ทำสัจจะอย่างสูงยังฝนให้ตกใหญ่นี้เป็นสัจจบารมีของเรา ในภพที่เราเป็นสุปารบัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์ยังเรือให้ข้ามสมุทรจนถึงฝั่ง เป็นกัณหทีปายนดาบส ระงับยาพิษได้ด้วยสัจจะ และเป็นวานรข้ามกระแสแม่น้ำคงคาได้ด้วยสัจจะนี้เป็นสัจจอุปบารมีของเรา ในภพที่เราเป็นสุตโสมราชา
รักษาสัจจะอย่างสูง ช่วยปล่อยกษัตริย์ ๑๐๑ นี้เป็นสัจจปรมัตถบารมี อะไรที่จะเป็นความพอใจไปกว่าอธิษฐาน นี้เป็นอธิษฐานบารมี ในภพที่เราเป็นมาตังฏิล และช้างมาตังคะ นี้เป็นอธิษฐานอุปบารมี ในภพที่เราเป็นมูคผักขกุมาร เป็นอธิษฐานปรมัตถบารมี ในภพที่เป็นมหากัณหฤาษี และพระเจ้าโสธนะ และบารมีสองอย่าง คือในภพที่เราเป็นพระเจ้าพรหมทัตต์ และคัณฑิติณฑกะ ที่กล่าวแล้วเป็นเมตตาบารมี ในภพที่เราเป็นโสณนันทบัณฑิตผู้ทำความรัก บารมีเหล่านั้นเป็นเมตตาอุปบารมี เมตตาบารมีในภพที่เราเป็นพระเจ้าเอกราช เป็นบารมีไม่มีของผู้อื่นเหมือน นี้เป็นเมตตาปรมัตถบารมีในภพที่เราเป็นนกแขกเต้าสองครั้ง เป็นอุเบกขาบารมี ในภพที่เราเป็นโลมหังสบัณฑิต เป็นอุเบกขาปรมัตถบารมี บารมีของเรา ๑๐ประการนี้ เป็นส่วนแห่งโพธิญาณอันเลิศ บารมียิ่งกว่า ๑๐ ไม่มีหย่อนกว่า ๑๐ ก็ไม่มี เราบำเพ็ญบารมีทุกอย่างไม่ยิ่งไม่หย่อน เป็นบารมี ๑๐ ประการฉะนี้แล.
จบสโมธานกถา
จบจริยาปิฎก
----------------
End of จริยาปิฎก