arnon.worldSign in

เมตเตยยวรรค

Text layerBuddha’s wordsItems 403–412 (Royal Thai)41/59 in อปทาน4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

เมตเตยยวรรคที่ ๔๑

ติสสเมตเตยยเถราปทานที่ ๑ (๔๐๑)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีปและผลมะพลับ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เมตเตยยวรรค ติสสเมตเตยยเถราปทาน (๔๐๑) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

ปพฺภารกูฏํ นิสฺสาย โสภิโต นาม ตาปโส

ปวตฺตผลํ ภุญฺชิตฺวา วสติ ปพฺพตนฺตเร ฯ

อคฺคิทารุํ อาหริตฺวา อุชฺชเลสึ อหํ ตทา

อุตฺตมตฺถํ คเวสนฺโต พฺรหฺมโลกูปปตฺติยา ฯ

ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห

มมุทฺธริตุกาโม โส อาคญฺฉิ มม สนฺติเก ฯ

กึ กโรสิ มหาปุญฺญ เทหิ เม อคฺคิทารุกํ

อหํ อคฺคึ ปริจเร ตโต เม สุทฺธิ โหหิติ ๑ ฯ

สุภทฺทโก ตฺวํ มนุช เทวเต ตฺวํ ปชานสิ

ตุวํ อคฺคึ ปริจร หนฺท เต อคฺคิทารุกํ ฯ

ตโต กฏฺฐํ คเหตฺวาน อคฺคึ อุชฺชาลยี ชิโน

น ตตฺถ กฏฺฐํ ปชฺฌายิ ปาฏิเหรํ มเหสิโน ฯ

น เต อคฺคิ ปชฺชลติ อาหุติ เต น วิชฺชติ

นิรตฺถกํ จ ๒ ตํ ตุยฺหํ อคฺคึ ปริจรสฺสุ เม ฯ

กีทิโส เต ๓ มหาวีร อคฺคิ ตว ปวุจฺจติ

มยฺหํปิ กถยสฺเสตํ อุโภ ปริจรามเส ฯ

เหตุธมฺมนิโรธาย กิเลสฌาปนาย จ

อิสฺสามจฺฉริยํ หิตฺวา ตโย เอเต มมาหุตี ฯ

กีทิโส ตฺวํ มหาวีร กถํโคตฺโตสิ มาริส

อาจารปฏิปตฺติ เต พาฬฺหํ โข มม รุจฺจติ ฯ

ขตฺติยมฺหิ กุเล ชาโต อภิญฺญาปารมึ คโต

สพฺพาสวปริกฺขีโณ นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ

ยทิ พุทฺโธสิ สพฺพญฺญู ปภงฺกร ตโมนุท

นมสฺสิสฺสามิ ตํ เทว ทุกฺขสฺสนฺตํ กโร ตุวํ ฯ

ปตฺถริตฺวา ชินจมฺมํ นิสีทนมทาสหํ

นิสีท ตตฺถ ๑ สพฺพญฺญู อุปฏฺฐิสฺสามหํ ตุวํ ฯ

นิสีทิ ภควา ตตฺถ อชินมฺหิ สุวิตฺถเต

นิมนฺตยิตฺวา สมฺพุทฺธํ ปพฺพตํ อคมาสหํ ฯ

ขาริภารญฺจ ปูเรตฺวา ตินฺทุกผลมาหรึ

มธุนา โยชยิตฺวาน ผลํ พุทฺธสฺสทาสหํ ฯ

มม นิชฺฌายมานสฺส ปริภุญฺชิ ตทา ชิโน

ตตฺถ จิตฺตํ ปสาเทสิ ๒ เปกฺขนฺโต โลกนายกํ ฯ

ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห

มมสฺสเม นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ

โย เม ๓ ผเลน ตปฺเปสิ ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ

ปญฺจวีสติกฺขตฺตุํ โส เทวรชฺชํ กริสฺสติ

สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส สงฺกปฺปมญฺญาย ปุพฺพกมฺมสมงฺคิโน

อนฺนปานญฺจ วตฺถญฺจ สยนญฺจ มหารหํ ฯ

ปุญฺญกมฺเมน สํยุตฺตา นิพฺพตฺติสฺสนฺติ ตาวเท

สทา สมฺมุทิโต ๑ จายํ ภวิสฺสติ อนามโย ฯ

อุปปชฺชติ ยํ โยนึ เทวตฺตํ อถ มานุสํ

สพฺพตฺถ สุขิโต หุตฺวา มนุสฺสตฺตํ ภวิสฺสติ ฯ

อชฺฌายโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู

สมฺพุทฺธํ อุปคนฺตฺวาน อรหา โส ภวิสฺสติ ฯ

ยโต สรามิ อตฺตานํ ยโต ปตฺโตสฺมิ วิญฺญุตํ

โภเค เม อูนตา นตฺถิ ผลทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

วรธมฺมมนุปฺปตฺโต ราคโทเส สมูหนึ

สพฺพาสวปริกฺขีโณ นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ติสฺสเมตฺเตยฺโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ติสฺสเมตฺเตยฺยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ โป. ยุ. เหหิติ ฯ ๒ ม. ยุ. ว ฯ ๓ ม. ยุ. โส ฯ

๑ ม. ... นาถ สพฺพญฺญุ ฯ ๒ ม. ยุ. ปสาเทสึ ฯ ๓ ม. มํ ฯ

๑ ม. ยุ. ปมุทิโต ฯ

Royal Thai

ดาบสชื่อโสภิตะ บริโภคแต่ผลไม้ที่หล่นเอง อาศัยยอดเงื้อมอยู่ในระหว่างแห่งภูเขา ในกาลนั้น เราแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด เพื่อเข้าถึงพรหมโลก จึงนำเอาฟืนสำหรับติดไฟมาสุมไฟให้ลุกโพลง พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือเรา จึงเสด็จมาในสำนักเราตรัสถามว่าทำอะไรหรือท่านผู้มีบุญหนัก ขอจงให้ฟืนสำหรับติดไฟแก่เรา เราจะบำเรอไฟ เพราะการบำเรอไฟนั้น ความบริสุทธิ์จักมีแก่เรา?

เราทูลว่า

ดูกรท่านผู้เป็นมนุษย์ ท่านเป็นผู้เจริญดี ท่านเข้าใจเทวดาดี เชิญท่านบำเรอไฟ เชิญท่านเอาฟืนสำหรับติดไฟไป.

ลำดับนั้น พระชินเจ้าทรงถือเอาฟืนจะติดไฟให้ลุกโพลง ไฟไม่ติดฟืนในกองฟืนนั้น เพราะพระมเหสี ทรงทำปาฏิหาริย์.

ตรัสว่า

ไฟของท่านไม่ลุกโพลง เครื่องบูชาของท่านไม่มี การบำเรอไฟของท่านไร้ประโยชน์ เชิญท่านบำเรอไฟของเราบ้างซิ.

เราทูลถามว่า

ดูกรท่านผู้มีความเพียรใหญ่ ไฟของท่านเป็นเช่นไร ขอจงบอกไฟของท่าน เมื่อบอกแก่เราแล้ว เราทั้งสองจะบำเรอ?

ตรัสว่า

การบูชาของเรามี ๓ ประการนี้ คือ เพื่อดับธรรมอันเป็นเหตุ ๑ เพื่อเผากิเลส ๑ เพื่อ (เพราะ) ละความริษยา และตระหนี่ ๑.

เราทูลถามว่า

ดูกรท่านมหาวีระผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นเช่นไร มีโคตรอย่างไร อาจาระและข้อปฏิบัติของ ท่านเราชอบใจนัก.

ตรัสตอบว่า

เราเกิดในสกุลกษัตริย์ ถึงที่สุดแห่งอภิญญา มีอาสวะทั้งปวงสิ้นแล้วบัดนี้ ภพใหม่ของเราไม่มี.

ข้าแต่พระองค์ผู้ส่องแสงสว่าง ทรงบรรเทาความมืด ถ้าพระองค์เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ข้าพระองค์จักขอนมัสการพระองค์ พระองค์ผู้ทำที่สุดทุกข์.

เราได้เอาหนังสัตว์ลาดถวาย เป็นที่ประทับนั่ง พระสัพพัญญูประทับนั่งบนหนังสัตว์นั้น เราอุปัฏฐากพระองค์ พระผู้มีพระภาค ประทับนั่งบนหนังสัตว์ที่เราลาดถวายนั้น เรานิมนต์พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ไปสู่ภูเขาเก็บผลมะพลับใส่หาบจนเต็ม นำมาคลุกเคล้าด้วยน้ำผึ้งแล้ว ได้ถวายแด่พระพุทธเจ้า เมื่อเรามองดูอยู่ พระชินเจ้าทรงเสวยในขณะนั้น เรามองดูพระองค์ผู้นำของโลก ยังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์

พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งอยู่ในอาศรมของเรา ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดมีความเลื่อมใส ได้อังคาสเราให้อิ่มหนำด้วยผลมะพลับด้วยมือของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๒๕ ครั้งและจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอน อันสมควรแก่ค่ามากประกอบด้วยบุญกรรม (ดังจะ) รู้ความดำริของผู้นั้นผู้พร้อมเพรียงด้วยบุญกรรม จักบังเกิดขึ้นในทันที ผู้นี้จักเป็นผู้บันเทิงพร้อมและเป็นผู้มีความสบายทุกเมื่อ ผู้นี้เข้าถึงกำเนิดใด คือความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้น

จักเป็นผู้มีสุขทุกแห่ง จักได้เป็นมนุษย์ ผู้นั้นเป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท ได้เข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าแล้ว จักเป็นพระอรหันต์ เราระลึกถึงตนได้ในกาลใดถึงความเป็นผู้รู้แจ้ง ในกาลใด ในกาลนั้น ความพร่องในโภคสมบัติไม่มีแก่เราเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราบรรลุถึงธรรมอันประเสริฐแล้ว ถอนราคะและโทสะขึ้นได้แล้ว เป็นผู้มีอาสวะทั้งปวงสิ้นรอบแล้วบัดนี้ ภพใหม่มิได้มี เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้วตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระติสสเมตเตยยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ติสสเมตเตยยเถราปทาน.

ทุติยํ ปุณฺณกตฺเถราปทานํ (๔๐๒)

ปุณณกเถราปทานที่ ๒ (๔๐๒)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เมตเตยยวรรค ปุณณกเถราปทาน (๔๐๒) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

ปพฺภารกูฏํ นิสฺสาย สยมฺภู อปราชิโต

อาพาธิโก จ ๑ โส พุทฺโธ วสติ ปพฺพตนฺตเร ฯ

มม อสฺสมสามนฺตา ปนาโท อาสิ ตาวเท

พุทฺเธ นิพฺพายมานมฺหิ อาโลโก ๒ อาสิ ตาวเท ฯ

ยาวตา วนสณฺฑสฺมึ อจฺฉโกกตรจฺฉโย

พาลา ๓ จ เกสรี สพฺเพ อภิกุชฺชึสุ ๔ ตาวเท ฯ

อุปฺปาทํ ๕ ตมหํ ทิสฺวา ปพฺภารํ อคมาสหํ

ตตฺถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ นิพฺพุตํ อปราชิตํ ฯ

สุผุลฺลํ สาลราชํว สตรํสีว อุคฺคตํ

วีตจฺจิตํว องฺคารํ นิพฺพุตํ อปราชิตํ ฯ

ติณํ กฏฺฐญฺจ ปูเรตฺวา จิตกํ ตตฺถกาสหํ

จิตกํ สุกตํ กตฺวา สรีรํ ฌาปยึ อหํ ฯ

สรีรํ ฌาปยิตฺวาน คนฺธโตยํ สโมกิรึ

อนฺตลิกฺเข ฐิโต ยกฺโข นามํ อคฺคหิ ตาวเท ฯ

ตํ ๑ ปูริตํ ตยา กิจฺจํ สยมฺภุสฺส มเหสิโน

ปุณฺณโก นาม นาเมน ยทา ๒ โหสิ ตุวํ มุเน ฯ

ตมฺหา กายา จวิตฺวาน เทวโลกํ อคญฺฉหํ

ตตฺถ ทิพฺพมโย คนฺโธ อนฺตลิกฺขา ๓ ปวสฺสติ ฯ

ตตฺราปิ นามเธยฺยํ เม ปุณฺณโกติ อหุ ตทา

เทวภูโต มนุสฺโส วา สงฺกปฺปํ ปูรยามหํ ฯ

อิทํ ปจฺฉิมกํ มยฺหํ จริโม วตฺตตี ๔ ภโว

อิธาปิ ปุณฺณโก นาม นามเธยฺยํ ปกาสติ ๕ ฯ

โตสยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ

สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ

เอกนวุเต อิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ตนุกิจฺจสฺสิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปุณฺณโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ปุณฺณกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ยุ. ... ว โย ... ฯ ๒ ม. อาโลโก อุทปชฺชถ ฯ ๓ ม. ยุ. วาฬา ฯ

๔ ม. ยุ. อภิคชฺชึสุ ฯ ๕ ม. อุปฺปาตํ ฯ

๑ ม. ยํ. ฯ ๒ ม. ยุ. สทา โหหิ ฯ ๓ ยุ. อนฺตลิกฺเข ฯ ๔ ม. ยุ. วตฺตเต ฯ

๕ ยุ. ปญฺญายติ ฯ

Royal Thai

พระพุทธเจ้าผู้สยัมภู ไม่ทรงแพ้อะไรๆ ทรงพระประชวร ทรงอาศัยยอดเงื้อมประทับอยู่ในระหว่างภูเขา ขณะนั้นได้มีเสียงบันลือลั่นโดยรอบอาศรมของเรา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จนิพพาน ได้มีแสงสว่างในขณะนั้นหมี หมาป่า เสือดาว เนื้อร้าย และราชสีห์ มีอยู่ในไพรสณฑ์ประมาณเท่าใด ทั้งหมดนั้นได้พากันส่งเสียงร้องขึ้น ในขณะนั้น เราเห็นความอัศจรรย์นั้นแล้ว ได้ไปสู่เงื้อม ณ ที่นั้น

เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่แพ้อะไรๆ นิพพานแล้ว เหมือนพระยารังมีดอกบานสะพรั่ง เช่นพระอาทิตย์อุทัย ดังถ่านเพลิงปราศจากเปลวไฟ ผู้ดับสนิทแล้ว ไม่แพ้อะไรๆเรานำเอาหญ้าและไม้มากองให้เต็มแล้ว ได้ทำเชิงตะกอนขึ้นบนนั้น ครั้นทำเชิงตะกอนดีแล้ว ได้ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ครั้นถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้วได้เอาน้ำอบปะพรม ในขณะนั้น เทวดายืนอยู่ในอากาศได้ระบุชื่อว่า ท่านผู้เป็นมุนี ในกาลใด ท่านมีนามชื่อว่าปุณณกะ ในกาลนั้น ท่านบำเพ็ญกิจนั้นแก่พระพุทธเจ้าผู้สยัมภูแล้ว เราจุติจากกายนั้นแล้ว ได้ไปสู่เทวโลก ในเทวโลกนั้น กลิ่นอันสำเร็จด้วยทิพย์ย่อมตกลงจากอากาศ แม้ในเทวโลกนั้น เราก็มีชื่อว่าปุณณกะ ในกาลนั้น

เราเป็นเทวดาหรือมนุษย์ย่อมยังความดำริให้บริบูรณ์ ภพนี้เป็นภพที่สุดของเรา ภพที่สุดย่อมเป็นไป แม้ในภพนี้ นามของเราก็ยังปรากฏชื่อว่าปุณณกะ เรายังพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โคดมศากยบุตรให้ทรงโปรดแล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลยนี้เป็นผลแห่งการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระปุณณกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ปุณณกเถราปทาน.

ตติยํ เมตฺตคุตฺเถราปทานํ (๔๐๓)

เมตตคูเถราปทานที่ ๓ (๔๐๓)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายเนยใส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เมตเตยยวรรค เมตตคูเถราปทาน (๔๐๓) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

หิมวนฺตสฺส อวิทูเร อโสโก นาม ปพฺพโต

ตตฺถาปิ อสฺสโม มยฺหํ วิสุกมฺเมน ๑ มาปิโต ฯ

สุเมโธ นาม สมฺพุทฺโธ อคฺโค การุณิโก มุนิ

นิวาสยิตฺวา ปุพฺพเณฺห ปิณฺฑาย เม อุปาคมิ ฯ

อุปาคตํ มหาวีรํ สุเมธํ โลกนายกํ

ปคฺคยฺห สุคตปตฺตํ ๒ สปฺปิเตลํ อปูรยึ ฯ

ทตฺวานาหํ พุทฺธเสฏฺเฐ สุเมเธ โลกนายเก

อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน ภิยฺโย หาสํ ชเนสหํ ฯ

อิมินา สปฺปิทาเนน เจตนาปณิธีหิ จ

เทวภูโต มนุสฺโส วา ลภามิ วิปุลํ สุขํ ฯ

วินิปาตํ วิวชฺเชตฺวา สํสรามิ ภวาภเว

ตตฺถ จิตฺตํ ปณิธิตฺวา ลภามิ อจลํ ปทํ ฯ

ลาภา ตุยฺหํ สุลทฺธนฺเต ยํ มํ อทฺทกฺขิ พฺราหฺมณ ๓

มม ทสฺสนมาคมฺม อรหตฺตํ คมิสฺสติ ๔ ฯ

วิสฺสฏฺโฐ โหหิ มา ภายิ อธิคนฺตฺวา มหายสํ

มมํ หิ สปฺปึ ทตฺวาน ปริโมกฺขาสิ ชาติยา ฯ

อิมินา สปฺปิทาเนน เจตนาปณิธีหิ จ

เทวภูโต มนุสฺโส วา ลภามิ วิปุลํ สุขํ ฯ

อิมินา อธิกาเรน ๑ เมตฺตจิตฺตวตาย จ

อฏฺฐารเส กปฺปสเต เทวโลเก รมิสฺสติ ๒ ฯ

อฏฺฐารส จ ติกฺขตฺตุํ เทวราชา ภวิสฺสติ ๓-2

ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ

เอกปญฺญาสกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ

จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชมฺพูมณฺฑสฺส อิสฺสโร ฯ

มหาสมุทฺโท วกฺโขพฺโภ พุทฺธโร ปฐวี ยถา

เอวเมว จ เม โภคา อปฺปเมยฺยา ภวิสฺสเร้

สฏฺฐิโกฏึ หิรญฺญสฺส ทตฺวาน ๔ ปพฺพชึ อหํ ฯ

กึ กุสลํ คเวสนฺโต พาวรึ อุปสงฺกมึ ฯ

ตตฺถ มนฺเต อธิยามิ ฉฬงฺคํ นาม ลกฺขณํ

ตมนฺธการํ วิธมํ อุปฺปชฺชิ ตฺวํ มหามุนิ ฯ

ตว ทสฺสนกาโมหํ อาคโตมฺหิ มหามุนิ

ตว ธมฺมํ สุณิตฺวาน ปตฺโตมฺหิ อจลํ ปทํ ฯ

ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ สปฺปึ พุทฺธสฺสทาสหํ

เอตฺถนฺตเร นาภิชาเน สปฺปิ วิญฺญาปิตํ มยา ฯ

มม สงฺกปฺปมญฺญาย อุปฺปชฺชติ ยถิจฺฉกํ

จิตฺตมญฺญาย นิพฺพตฺตํ สพฺเพ สนฺตปฺปยามหํ ฯ

อโห พุทฺธา อโห ธมฺมา อโห โน สตฺถุสมฺปทา

โถกญฺหิ สปฺปึ ทตฺวาน อปฺปเมยฺยํ ลภามหํ ฯ

มหาสมุทฺเท อุทกํ ยาวตา เนรุปสฺสโต

มม สปฺปึ อุปาทาย กลภาคํ น หิสฺสติ ฯ

ยาวตา จกฺกวาฬสฺส การยนฺตสฺส ราสิโต

มม นิพฺพตฺตวตฺถานํ โอกาโส โส น สมฺมติ ฯ

ปพฺพตราชา หิมวา ปวโรปิ สิลุจฺจโย

มมานุลิตฺตคนฺธสฺส อุปนิธํ ๑ น หิสฺสติ ฯ

วตฺถํ คนฺธญฺจ สปฺปิญฺจ อญฺญํ วา ทิฏฺฐธมฺมิกํ

อสงฺขตญฺจ นิพฺพานํ สปฺปิทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

สติปฏฺฐานสยโน สมาธิฌานโคจโร

โพชฺฌงฺคชนโน ๒ อชฺช สปฺปิทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา เมตฺตคู เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

เมตฺตคุตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. วิสกมฺเมน ฯ ๒ ยุ. สุภกํ ปตฺตํ ฯ ๓ ยุ. พฺราหฺมโณ ฯ

๔ ม. ภวิสฺสติ ฯ ยุ. ภวิสฺสสิ ฯ

๑ ม. สปฺปิทาเนน ฯ ๒ ม. ยุ. รมิสฺสสิ ฯ ๓ ม. ยุ. ภวิสฺสสิ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๔ ม. จชิตฺวา ฯ

๑ ม. อุปนิธึ ฯ ยุ. อุปนิยํ ฯ ๒ ม. ยุ. โพชฺฌงฺคโภชโน ฯ

Royal Thai

ภูเขาชื่ออโสก มีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ วิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิตอาศรมให้แก่เราที่ภูเขาอโสกนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธ ผู้เลิศประกอบด้วยพระกรุณา เป็นมุนี เวลาเช้าทรงครองผ้าแล้ว เสด็จเข้ามาในสำนักเราเพื่อบิณฑบาต เราได้เห็นพระมหาวีรเจ้า พระนามว่าสุเมธ ผู้นำของโลก เสด็จเข้ามาแล้ว รับบาตรของพระสุคตแล้ว เอาเนยใสและน้ำมันใส่ให้เต็ม ถวายในพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระนามว่าสุเมธผู้นำของโลก ประนมกรอัญชลีแล้ว ยังความโสมนัสให้เกิดโดยยิ่ง ด้วยการถวายเนยใส (และน้ำมัน) นี้ และด้วยการตั้งจิตไว้มั่น เราเป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์ย่อมได้สุขอันไพบูลย์ เราท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ เว้นภพวินิบาต ตั้งจิตมั่นไว้ในพระพุทธเจ้านั้น ย่อมได้บทอันไม่หวั่นไหว

ดูกรพราหมณ์ การที่ท่านได้เห็นเรานั้น เป็นลาภที่ท่านได้ดีแล้ว ด้วยว่า บุคคลอาศัยการเห็นเราแล้ว จักบรรลุถึงอรหัต ท่านจงเป็นผู้เบาใจ ไม่ต้องกลัว บรรลุถึงยศใหญ่ ท่านถวายเนยใสแก่เราแล้วจักพ้นจากชาติทุกข์ได้ด้วยการถวายเนยใสนี้ และด้วยการตั้งจิตไว้มั่นเราเป็นเทวดาหรือมนุษย์ย่อมได้สุขอันไพบูลย์ด้วยอธิการนี้ และด้วยความเป็นผู้มีจิตเมตตา ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๑๘๐๐ กัลป จักได้เป็นท้าวเทวราช ๑๘ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครอบครองแผ่นดิน มีสมุทรสาคร ๔ เป็นที่สุด มีความชนะวิเศษ เป็นใหญ่ในชมพูทวีปมณฑล

๕๑ ครั้งมหาสมุทรกระเพื่อมไม่หยุด และแผ่นดินทรงไว้ยาก ฉันใด โภคสมบัติของเราจักนับประมาณมิได้ ฉันนั้น เราถวายเงิน ๖ ล้านแล้วออกบวชแสวงหากุศลอะไรอยู่ จึงเข้าไปหาพราหมณ์พาวรี เราเล่าเรียนลักษณะมีองค์ ๖ในมนต์นั้นอยู่ ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์เสด็จอุบัติขึ้นกำจัดความมืดนั้นแล้ว ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์ประสงค์จะเฝ้าพระองค์จึงมา ได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหวในกัลปที่ ๓ หมื่นแต่กัลปนี้ เราได้ถวายเนยใสแก่พระพุทธเจ้า ในระหว่างนี้ เราไม่รู้จักทุคติเลยเราให้ขอเนยใสแล้ว เนยใสดังจะรู้ความดำริของเรา ย่อมเกิดตามปรารถนารู้ความดำริแล้วเกิดขึ้น เราอังคาสภิกษุทั้งปวงให้อิ่มหนำ โอ

พระพุทธเจ้าโอ พระธรรม โอ สัตถุสัมปทา ก็เราถวายเนยใสหน่อยเดียวแล้วย่อมได้เนยใสประมาณมิได้ น้ำในมหาสมุทรมีประมาณถึงยอดเขาสุเมรุเมื่อเทียบกับเนยใสของเรา จักไม่เท่าส่วนแห่งเสี้ยว โอกาสแห่งจักรวาฬที่เขาทำให้เป็นกองประมาณเท่าใด โอกาสนั้น ย่อมไม่สมกับกองผ้าทั้งหลายที่เกิดขึ้นแก่เรา ขุนเขาหิมวันต์ล้วนแต่หินแม้จะสูงสุด ก็จักไม่เท่าของหอม เนยใส และสิ่งอื่นอันเกิดในปัจจุบัน และนิพพานอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง นี้เป็นผลแห่งการถวายเนยใส เราเป็นผู้มีสติปัฏฐานเป็นที่นอนมีสมาธิและฌานเป็นอารมณ์ วันนี้ เราเป็นผู้ยังโพชฌงค์ให้เกิด นี้เป็นผลแห่งการถวายเนยใส เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระเมตตคูเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ เมตตคูเถราปทาน.

จตุตฺถํ โธตกตฺเถราปทานํ (๔๐๔)

โธตกเถราปทานที่ ๔ (๔๐๔)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายสะพาน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เมตเตยยวรรค โธตกเถราปทาน (๔๐๔) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

คงฺคา ภาคีรสี ๑ นาม หิมวนฺตา ปภาวิตา

หํสวติยา ทฺวาเรน อนุสนฺทติ ตาวเท ฯ

โสภิโต นาม อาราโม คงฺคากูเล สุมาปิโต

ตตฺถ ปทุมุตฺตโร พุทฺโธ วสเต โลกนายโก ฯ

ติทเสหิ ยถา อินฺโท มนุเชหิ ปุรกฺขโต

นิสีทิ ตตฺถ ภควา อสมฺภีโตว เกสรี ฯ

นคเร หํสวติยา อโหสึ ๒ พฺราหฺมโณ อหํ

ฉฬงฺโค นาม นาเมน เอวํ นาโม มหามุนิ ฯ

อฏฺฐารส สิสฺสสตา ปริวาเรนฺติ มํ ตทา

เตหิ สิสฺเสหิ สมิโต คงฺคาตีรํ อุปาคมึ ฯ

ตตฺถทฺทสาสึ สมเณ นิกฺกุเห โธตปาปเก

ภาคีรสินฺตรนฺโตหํ ๓ เอวํ จินฺเตสิ ตาวเท ฯ

สายํ ปาตํ ตรนฺตาเม พุทฺธปุตฺตา มหายสา

วิเหสยนฺติ อตฺตานํ เตสํ อตฺตา วิหญฺญติ ฯ

สเทวกสฺส โลกสฺส พุทฺโธ อคฺโค ปวุจฺจติ

นตฺถิ เม ทกฺขิเณ การํ คติมคฺควิโสธนํ ฯ

ยนฺนูน พุทฺธเสฏฺฐสฺส เสตุํ คงฺคาย การเย

การาเปตฺวา อิมํ เสตุํ ๔ สนฺตรามิ อิมํ ภวํ ฯ

สตํ สหสฺสํ ทตฺวาน เสตุํ การาปยึ อหํ

สทฺทหนฺโต กตํ การํ วิปุลํ เม ภวิสฺสติ ฯ

การาเปตฺวาน ตํ ๑ เสตุํ อุเปสึ โลกนายกํ

สิรสิ อญฺชลึ กตฺวา อิมํ วจนมพฺรวึ ฯ

สตํ สหสฺสํ สวยํ ๒ ทตฺวา ๓ การาปิโต มยา

ตวตฺถาย มหาเสตุํ ปฏิคฺคณฺห มหามุเน ฯ

ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห

ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ

โย เม เสตุํ อกาเรสิ ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ

ทริโต ปพฺพตโต วา รุกฺขโต ปติโตปิยํ

จุโตปิ ลจฺฉติฏฺฐานํ เสตุทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

วิรูฬฺหมูลสนฺตานํ นิโคฺรธมิว มาลุโต

อมิตฺตา นปฺปสหนฺติ ๔ เสตุทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

นาสฺส โจรา ปสหนฺติ ๕ นาติมญฺญนฺติ ขตฺติยา

สพฺเพ ตริสฺสตามิตฺเต ๖ เสตุทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

อพฺโภกาสคตํ สนฺตํ กฐินาตปตาปิตํ

ปุญฺญกมฺเมน สํยุตฺตํ น ภวิสฺสติ เวทนา ฯ

เทวโลเก มนุสฺเส วา หตฺถิยานํ สุนิมฺมิตํ

ตสฺส สงฺกปฺปมญฺญาย นิพฺพตฺติสฺสติ ตาวเท ฯ

สหสฺสสฺสา วาตชวา สินฺธวา สีฆพาหนา

สยํ ปาตํ อุเปสฺสนฺติ เสตุทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

อาคนฺตฺวาน มนุสฺสตฺตํ สุขิโตยํ ภวิสฺสติ

อิหาปิ ๑ มนุชสฺเสว หตฺถิยานํ ภวิสฺสติ ฯ

กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ

อโห เม สุกตํ กมฺมํ ชลชุตฺตมนามเก

ตตฺถ การํ กริตฺวาน ปตฺโตหํ อาสวกฺขยํ ฯ

ปธานํ ปหิตตฺโตมฺหิ อุปสนฺโต นิรูปธิ

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา โธตโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

โธตกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ภาคีรถี ฯ ๒ ม. ยุ. วสามิ ฯ ๓ ม. ภาคีรถึ ตรนฺเตหํ ฯ ๔ ม. ยุ. กมฺมํ ฯ

๑ ยุ. หํ ฯ ๒ ม. ยุ. สตสหสฺสสฺส วยํ ฯ ๓ ยุ. กตฺวา ฯ ๔ ยุ. น สหิสฺสนฺติ ฯ

๕ ยุ. สหิสฺสนฺติ ฯ ๖ ยุ. อติกฺกมฺมามิตฺเต ฯ

๑ ม. เวหาสํ ฯ

Royal Thai

ในกาลนั้น แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรสี ไหลมาจากภูเขาหิมวันต์ ไหลผ่านไปทางประตูพระนครหงสวดี อารามชื่อโสภิตะ มหาชนสร้างไว้อย่างสวยงามใกล้ฝั่งแม่น้ำ พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ผู้นำของโลก ประทับอยู่ในอารามนั้น พระผู้มีพระภาคอันหมู่มนุษย์แวดล้อมแล้ว ประทับนั่งในอารามนั้น ดังพระอินทร์จากดาวดึงส์ ไม่ครั่นคร้ามดุจไกรสีหราชข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์เป็นพราหมณ์มีนามชื่อว่าฉฬังคะ อยู่ในนครหงสวดีมีชื่ออย่างนั้น ในกาลนั้น ศิษย์ ๑๘๐๐ คนแวดล้อมข้าพระองค์ข้าพระองค์พร้อมด้วยศิษย์เหล่านั้นเข้าไปสู่ฝั่งแม่น้ำ ณ ที่นั้น ข้าพระองค์ได้เห็นพระหลายรูปผู้ไม่คดโกง ผู้ชำระบาปแล้ว กำลังข้ามแม่น้ำภาคีรสีอยู่ขณะนั้นข้าพระองค์คิดอย่างนี้ว่า

บุตรแห่งพระพุทธเจ้าผู้มียศมากเหล่านี้ข้ามแม่น้ำทั้งเย็นและเช้า ย่อมทำตนให้ลำบาก ย่อมทำตนให้เดือดร้อนบัณฑิตย่อมกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้เลิศของโลก พร้อมทั้งเทวโลก เครื่องสักการะสำหรับชำระทางคือคติในทักขิณาของเราไม่มี ถ้าเช่นนั้น เราพึงทำสะพานข้ามแม่น้ำถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดเถิด ครั้นเราให้ทำสะพานนี้แล้ว จะข้ามภพนี้ได้ ข้าพระองค์ได้ให้ทรัพย์๑๐๐ (บ้าง) ๑๐๐๐ (บ้าง) แล้วให้ทำสะพาน ด้วยข้าพระองค์เชื่อว่ากุศลที่เราทำแล้วนี้จักไพบูลย์ ข้าพระองค์ให้ทำสะพานนั้นเสร็จแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้นำของโลก ประนมอัญชลีเหนือเศียร แล้วได้กราบทูลดังนี้ว่า ข้าพระองค์ให้ทรัพย์ ๑๐๐ (บ้าง) ๑๐๐๐ (บ้าง) แล้วให้ทำสะพานนี้

ข้าแต่พระมหามุนี ขอได้โปรดทรงรับสะพานใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่พระองค์เถิด พระเจ้าข้า พระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตระทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดมีความเลื่อมใส ได้ให้ทำสะพานด้วยมือของตนให้แก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นี้แม้ตกลงในเหวก็ดี จากภูเขาก็ดี จากต้นไม้ก็ดี แม้จุติแล้วจักได้ที่ตั้งมั่น นี้เป็นผลแห่งการให้สะพาน ศัตรูทั้งหลายย่อมข่มขี่ไม่ได้ เปรียบเหมือนลมข่มขี่ต้นไทรอันมีรากและย่านงอกงามไม่ได้ ฉะนั้น นี้เป็นผลแห่งการถวายสะพาน พวกโจรย่อมข่มเหงไม่ได้ กษัตริย์ทั้งหลายย่อมไม่ดูหมิ่นผู้นี้จักข้ามพ้นศัตรูทั้งปวง

นี้เป็นผลแห่งการถวายสะพาน ผู้นี้ประกอบด้วยบุญกรรม ถึงจะอยู่ในโอกาสแจ้ง ถูกแดดกล้าจัดแผดเผา ก็จักไม่มีเวทนา ในเทวโลกก็ดี ในมนุษยโลกก็ตาม ยานช้างอันตกแต่งดีแล้วดังจะรู้ความดำริของผู้นั้น จักบังเกิดในทันที ม้าสินธพ ๑๐๐๐ ม้าอันเป็นพาหนะมีกำลังวิ่งเร็วดังลม จักคอยรับใช้ทั้งเวลาเย็นและเช้า นี้เป็นผลแห่งการถวายสะพาน ผู้นี้มาเกิดเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้มีความสุข แม้ในการเกิดเป็นมนุษย์นี้ ก็จักมียานช้าง ในแสนกัลปแต่กัลปนี้ พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้จักเป็นทายาท ในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะนิพพาน โอ

เราได้ทำกุศลกรรมแล้วในพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระผู้อุดม เราเป็นผู้บรรลุความสิ้นอาสวะ เพราะได้ทำกุศลกรรมในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราเป็นผู้ทำความเพียร มีตนส่งไปแล้ว สงบระงับ ไม่มีอุปธิ ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับพระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระโธตกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ โธตกเถราปทาน.

ปญฺจมํ อุปสีวตฺเถราปทานํ (๔๐๕)

อุปสีวเถราปทานที่ ๕ (๔๐๕)

ว่าด้วยผลแห่งการสร้างอาศรม

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เมตเตยยวรรค อุปสีวเถราปทาน (๔๐๕) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

หิมวนฺตสฺส อวิทูเร อโนโม นาม ปพฺพโต

อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา ฯ

นที จ สนฺทติ ตตฺถ สุปติตฺถา มโนรมา

อนูปติตฺเถ ชายนฺติ ปทุมุปฺปลกา พหู ฯ

ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา พลชา ๑ มุญฺชโรหิตา

มจฺฉกจฺฉปสญฺฉนฺนา นทิกา สนฺทเต ตทา ฯ

ติมิรา ปุปฺผิตา ตตฺถ อโสกา ขุทฺทมาลกา

ปุณฺณา วา คิริปุณฺณา วา สมฺปวนฺติ มมสฺสมํ ฯ

กุฏชา ปุปฺผิตา ตตฺถ ติณสูลวนานิ จ

สาลา จ สลฬา ตตฺถ จมฺปกา ปุปฺผิตา พหู ฯ

อชฺชุนา อธิมุตฺตา ๒ จ มหานามา จ ปุปฺผิตา

อสนา มธุคนฺธี จ ปุปฺผิตา เต มมสฺสเม ฯ

อุทฺทาลกา ปาฏลิกา ยูถิกา จ ปิยงฺคุกา

พิมฺพิชาลกสญฺฉนฺนา สมนฺตา อฑฺฒโยชนํ ฯ

มาตกรา ๓ สตฺตลิโย ปาฏลี สินฺธุวาริตา

องฺโกลกา พหู ตตฺถ ตาลกุฏา ๔ จ ปุปฺผิตา ฯ

เสเลยฺยกา พหู ตตฺถ ปุปฺผิตา มม อสฺสเม

เอเตสุ ปุปฺผชาเตสุ โสภนฺติ ปาทปา พหู ฯ

สมนฺตา เตน คนฺเธน วายเต มม อสฺสเม

หรีตกา อามลกา อมฺพชมฺพู วิเภทกา ๑ ฯ

โกลา ภลฺลาตกา เพลฺลา ผารุสกผลานิ จ

ตินฺทุกา จ ปิยาลา จ มธุกา กาสมาริโย ๒ ฯ

ลพุชา ปนสา ตตฺถ กทลี จนฺทรีผลา ๓-ถ

อมฺพาฏกา พหู ตตฺถ วลฺลิการผลานิ จ ฯ

จิรสํรสปากา จ ๔ ผลิตา มม อสฺสเม

อาฬกา อิสิมุคฺคา จ ตโต โสรผลา ๕ พหู ฯ

อวฏา ปกฺกภริตา มิลกฺขุทุมฺพรานิ จ

ปิปฺผลี มริจา ตตฺถ นิโคฺรธา จ กปิฏฺฐนา ฯ

อุทุมฺพรกา พหโว กณฺฑปกฺกา จ ปาริโย ๖

เอเต จญฺเญ จ พหโว ผลิตา อสฺสเม มม ฯ

ปุปฺผรุกฺขาปิ พหโว ปุปฺผิตา มม อสฺสเม

อาลุวา จ กทมฺพา จ พิฬาลิตกฺกลานิ จ ฯ

อาลกา ตาลกา เจว วิชฺชนฺติ มม อสฺสเม

อสฺสมสฺสาวิทูเร เม มหาชาตสฺสโร อหุ ฯ

อจฺโฉทโก สีตชโล สุปติตฺโถ มโนรโม

ปทุมุปฺปลา พหู ตตฺถ ปุณฺฑริกสมายุตา ฯ

มนฺทาลเกหิ สญฺฉนฺนา นานาคนฺธสมีริตา

คพฺภํ คณฺหนฺติ ปทุมา อญฺเญ ปุปฺผนฺติ เกสรี ฯ

โอปุปฺผปตฺตา ติฏฺฐนฺติ ปทุมา กณฺณิกา พหู

มธุ ภิสมฺหา สวติ ขีรสปฺปิ มุฬาลิภิ ฯ

สมนฺตา เตน คนฺเธน นานาคนฺธสโมหิตา

กุมุทา อมฺพคนฺธี จ นยิตา ทิสฺสเร พหู ฯ

ชาตสฺสรสฺสานุกูลํ เกตกา ปุปฺผิตา พหู

สุผุลฺลา พนฺธุชีวา จ เสตวารี สุคนฺธิกา ฯ

กุมฺภีลา สสสุมารา ๑ จ คหกา ตตฺถ ชายเร

อุคฺคาหกา อชครา ตตฺถ ชาตสฺสเร พหู ฯ

ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา พลชา มุญฺชโรหิตา

มจฺฉกจฺฉปสญฺฉนฺนา อโถ สปฏเกหิ ๒ จ ฯ

ปาเรวตา รวิหํสา กุกฺกุตฺถกา ๓ นทีจรา

ทินฺทิภา ๔ จกฺกวากา จ จปฺปกา ชีวชีวกา ฯ

กลนฺทกา อุกฺกุสา จ เสนกา อุทฺธรา พหู

โกตฺถกา สุกโปตา จ กุฬีรา ๕ จมรา พหู ฯ

กาเสนิยา ๖ จ ติลกา อุปชีวนฺติ ตํ สรํ

สีหา พฺยคฺฆา จ ทีปี จ อจฺฉโกกตรจฺฉโย ฯ

วานรา กินฺนรา เจว ทิสฺสนฺติ มม อสฺสเม

ตานิ คนฺธานิ ฆายนฺโต ภกฺขยนฺโต ผลานหํ ฯ

คนฺโธทกํ ปิวนฺโต จ วสามิ มม อสฺสเม

เอณิมิคา วราหา จ ปสทา ขุทฺทรูปกา ฯ

อคฺคิกา โชติกา เจว วสนฺติ มม อสฺสเม

หํสา โกญฺจา มยูรา จ สหิตาปิจ ๑ โกกิลา ฯ

มญฺชริกา ๒ พหู ตตฺถ โกสิกา โปตฺถสีสกา ๓

ปิสาจา ทานวา เจว กุมฺภณฺฑา รกฺขสา พหู ฯ

ครุฬา ปนฺนคา เจว วสนฺติ มม อสฺสเม

มหานุภาวา อิสโย สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

กมณฺฑลุธรา สพฺเพ อชินุตฺตรวาสิโน

ชฏาภารภริตา จ ๔ วสนฺติ มม อสฺสเม ฯ

ยุคมตฺตญฺจ เปกฺขนฺตา นิปกา สนฺตวุตฺติโน

ลาภาลาเภน สนฺตุฏฺฐา วสนฺติ มม อสฺสเม ฯ

วากจีรํ ธุนนฺตา เต โปเฐนฺตา ๕ ชินจมฺมกํ

สพเลหิ อุปตฺถทฺธา คจฺฉนฺติ อมฺพเร ตทา ฯ

นโวทกํ อาหรนฺติ กฏฺฐํ วา อคฺคิทารุกํ

สยญฺจ อุปสมฺปนฺนา สปฺปาฏิหิรสฺสิทํ ผลํ ฯ

โลหโทณึ คเหตฺวาน วนมชฺเฌ วสนฺติ เต

กุญฺชราว มหานาคา อฉมฺภิตาว ๖ เกสรี ฯ

อญฺเญ คจฺฉนฺติ โคยานํ อญฺเญ ปุพฺพวิเทหนํ ๗

อญฺเญ จ อุตฺตรกุรุํ สกมฺพลมปสฺสิตา ๘ ฯ

ตโต ปิณฺฑํ อาหริตฺวา ปริภุญฺชนฺติ เอกโต

สพฺเพสํ ปกฺกมนฺตานํ อุคฺคเตชาน ตาทินํ ฯ

อชินจมฺมสทฺเทน วนํ สทฺทายเต ตทา ฯ

เอทิสา เต มหาวีร สิสฺสา อุคฺคตปา มม

ปริวุโต อหํ เตหิ วสามิ มม อสฺสเม ฯ

โตสิตา สกกมฺเมน วินีตาปิ สมาคตา

อาราธยึสุ มํ เอเต สกกมฺมาภิลาสิโน ๑ ฯ

สีลวนฺโต จ นิปกา อปฺปมญฺญาสุ โกวิทา

ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯ

สมยํ สํวิทิตฺวาน อุปคญฺฉิ วินายโก

อุปคนฺตฺวาน สมฺพุทฺโธ อาตาปี นิปโก มุนิ ฯ

ปตฺตํ ปคฺคยฺห สมฺพุทฺโธ ภิกฺขาย สมุปาคมิ ๒

อุปาคตํ มหาวีรํ ชลชุตฺตมนามกํ ๓ ฯ

ติณตฺถรํ ๔ ปญฺญาเปตฺวา สาลปุปฺเผหิ โอกิรึ

นิสีทิตฺวาน ๕ สมฺพุทฺธํ หฏฺโฐ สํวิคฺคมานโส ฯ

ขิปฺปํ ปพฺพตมารุยฺห อคฬฬ อคฺคหึ อหํ

กุมฺภมตฺตํ คเหตฺวาน ปนสํ เทวคนฺธิกํ ฯ

ขนฺเธ อาโรปยิตฺวาน อุปคญฺฉึ วินายกํ

ผลํ พุทฺธสฺส ทตฺวาน อคฬฬ อนุลิมฺปหํ ฯ

ปสนฺนจิตฺโต สุมโน พุทฺธเสฏฺฐํ อวนฺทิหํ

ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯ

อิสิมชฺเฌ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ

โย จ เม ผลมคฬฬ ๑ อาสนญฺจ อทาสิ เม ฯ

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต

คาเม วา ยทิวารญฺเญ ปพฺภาเรสุ คุหาสุ วา ฯ

อิมสฺส จิตฺตมญฺญาย นิพฺพตฺติสฺสติ โภชนํ

เทวโลเก มนุสฺเส วา อุปปนฺโน อยํ นโร ฯ

โภชเนหิ จ วตฺเถหิ ปริสนฺตปฺปยิสฺสติ

อุปปชฺชติ ยํ โยนึ เทวตฺตํ อถ มานุสํ ฯ

อกฺโขพฺภโภโค หุตฺวาน สํสริสฺสติยํ นโร

ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ ฯ

สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ

เอกสตฺตติกฺขตฺตุญฺจ เทวรชฺชํ กริสฺสติ ฯ

ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ

กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว ฯ

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต ฯ

อุปสีโว นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก

สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหริสฺสตินาสโว ฯ

สุลทฺธลาโภ ลทฺโธ เม โยหํ อทฺทกฺขิ นายกํ

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

คาเม วา ยทิวารญฺเญ ปพฺภาเรสุ คุหาสุ วา

มม สงฺกปฺปมญฺญาย โภชนํ โหติ เม สทา ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุปสีโว เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

อุปสีวตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ยุ. ชลาชา ฯ ๒ ม. ยุ. อติมุตฺตา ฯ ๓ ม. มาตคฺคารา ฯ ยุ. มาตงฺคา วา

๔ ม. ตาลกุฏฺฐิ ฯ ยุ. ตาลกุฏฺฐา ฯ

๑ ม. ยุ. วิภีตกา ฯ ๒ ม. กาสุมารโย ฯ ๓ ม. พทรีผลา ฯ ๔ ม. พีชปูรสปาริโย ฯ

ยุ. วิฏปา จ สปากา จ ฯ ๕ ม. โมทผลา ฯ ยุ. โจรผลา ฯ ๖ ม. กณฺฑุปณฺณา

จ หริโย ฯ

๑ ม. สุสุมารา ฯ ๒ ม. ยุ. ปปฏกาหิ ฯ ๓ ม. กุกฺกุตฺถา จ ฯ ๔ ยุ. ติฏีภา ฯ

๕ ม. ตุลิยา ฯ ๖ ม. กาเรนิโย ฯ ยุ. กาเรริโย ฯ

๑ ม. สาลิกาปิจ ฯ ๒ ม. ยุ. มชฺชาริกา ฯ ๓ ยุ. โปตฺถสีสิกา ฯ ๔ ม. ว ฯ

ยุ. เต ชฏาภารภริตา ฯ ๕ ม. โผเฏนฺตา ฯ ๖ ม. ยุ. อสมฺภีตาว ฯ ๗ ม.

ปุพฺพวิเทหกํ ฯ ๘ ม. สกํ พลมวสฺสิตา ฯ

๑ ยุ. สกกมฺมาภิลาภิโน ฯ ๒ ม. ยุ. มมุปาคมิ ฯ ๓ ม. ยุ. ชลชุตฺตมนายกํ ฯ

๔ ม. ติณสนฺถรํ ฯ ๕ ม. นิสาเทตฺวาน ฯ

๑ ม. โย เม ผลญฺจ อครุํ ฯ ยุ. โย เม ผลญฺจาครุญฺจ ฯ

Royal Thai

เราสร้างอาศรม สร้างบรรณศาลาอย่างสวยงาม ณ ที่ใกล้ภูเขาชื่ออโนมะอันมีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ ณ ที่นั้นมีแม่น้ำไหลอยู่ มีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ กอปทุมและกออุบลเป็นอันมาก ย่อมเกิดที่ท่าน้ำอันชุ่มชื้นในแม่น้ำนั้น มีปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน และเต่าชุกชุม มีน้ำไหลอยู่ในกาลนั้น มีต้นดีหมี ต้นอโสกต้นเข็ม ต้นชาตบุด มะงั่ว และมะนาว มีดอกบาน ขึ้นอยู่รอบอาศรมของเรา ไม่มีอัญชันเขียว มะลิซ้อน ต้นรัง ต้นสน ต้นจำปา ขึ้นอยู่เป็นหมู่ๆ มากด้วยกัน มีดอกบาน ต้นกุ่ม ต้นอุโลก สลัดได มีดอกบาน ต้นประดู่ และมะซางหอม มีดอกบานมีอยู่ในที่ใกล้อาศรมของเรา ต้นราชพฤกษ์

แคฝอย ต้นคัดเค้า ต้นประยงค์ มะกล่ำหลวงไม้ข้างน้าว มีดาษดาอยู่โดยรอบกึ่งโยชน์ มาตกรา ต้นชะบาซ้อน ต้นโลดแดง ขึ้นเป็นหมู่อยู่ใกล้แม่น้ำ ไม้ปรู สมอพิเภก กำลังดอกบานมีอยู่มาก ต้นสมอมีอยู่มาก กำลังดอกบาน อยู่ใกล้อาศรมของเรา เมื่อต้นไม้เหล่านี้มีดอก ต้นไม้ทั้งหลายก็งามมาก โดยรอบที่อาศรมของเราย่อมหอมตระหลบไปด้วยกลิ่นดอกไม้นั้น มีต้นสมอไทย มะขามป้อมมะม่วง ไม้หว้า สมอพิเภก ต้นกะเบา ต้นรกฟ้า ต้นมะตูม ต้นมะปรางต้นมะพลับ ต้นมะหาด ต้นมะทราง ต้นมะดูก ต้นขนุนสำมะลอ ต้นขนุน ต้นกล้วย ต้นจันทรีผลา ต้นมะกอก ต้นวัลลิการ ผลานิ มีมากมาย ผลกำลังสุกงอมหล่นอยู่ใกล้อาศรมของเรา อาฬกา

อิสิมุคคาจ ตโต โสรผลา พหูอวฏา ปกกภริตา มิลกฺขุทุมฺพรานิ จ เถาดีปลีกะวาน ต้นไทร ต้นมะขวิด ต้นมะเดื่อ มีมากมาย มีผลสุก ปาริโยต้นไม้เหล่านี้และชนิดอื่นมีมากมาย กำลังมีผลใกล้อาศรมของเรา แม้ต้นไม้ดอกก็มีมาก กำลังบานใกล้อาศรมของเรา เช่นมะลิวัน ต้นกระทุ่มต้นนมแมว และคนทา อาลกา และต้นปาล์ม มีอยู่ใกล้อาศรมของเราในที่ไม่ไกลอาศรมของเรานั้น มีสระใหญ่ที่เกิดเองสระหนึ่ง มีน้ำใสแจ๋วจืด เย็นสนิท มีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ ในสระนั้น มีกอปทุม กออุบล และกอบุณฑริก มากมาย ดาษดาด้วยบัวขาวและบัวเผื่อน ลมพัดพากลิ่นหอมต่างๆ มา กอปทุมกอหนึ่งกำลังตูม กออื่นๆ มีดอกบานดอกปทุมบานแล้ว

ร่วงหล่นลง คงมีแต่ฝักบัวเป็นอันมาก น้ำหวานที่ไหลออกจากรากเหง้าบัว รสหวานปานดังน้ำผึ้ง นมสด และเนยใส ดอกโกมุทมีกลิ่นหอมต่างๆ ด้วยกลิ่นหอมนั้น มีดอกบานมากมาย เราเห็นอยู่โดยรอบเสมอ ที่ใกล้ขอบสระ มีไม้เกตเป็นอันมาก มีดอกบาน ต้นชะบาดอกบานสะพรั่ง อัญชันขาวดอกมีกลิ่นหอม จระเข้ ปลาฉลามคหกา ย่อมเกิดอยู่ในสระนั้น ในสระนั้น มีอุคฺคาหกา งูเหลือมมาก ปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน เต่า มากมายอโถ สปฏเกหิ จ นกพิราบ นกคับแค นกควัก นกกาน้ำ นกต้อยตีวิด นกสาลิกา นกค้อนหอย นกโพระดก กระรอก นกเขา เหยี่ยวอุทธรา มีอยู่มาก หมาจิ้งจอก ลูกนกแขกเต้า ไก่ป่า ฟาน มีอยู่มากกาเสนิยา

จ ติลกา ย่อมอาศัยสระนั้นเลี้ยงชีวิต ราชสีห์ เสือโคร่งเสือเหลือง หมี หมาไน เสือดาว ลิง กินนร ปรากฏอยู่ใกล้อาศรมของเรา เราสูดกลิ่นหอมเหล่านั้น บริโภคผลไม้ และดื่มน้ำหอม อยู่ในอาศรมของเรา เนื้อทราย หมู เนื้อฟาน ขุทฺทรูปกา อัคคิกา (นกเขาไฟ) นกโชติกร หงส์ นกกะเรียน นกยูง และประกอบด้วยนกดุเหว่าอยู่ใกล้อาศรมของเรา หน่อไม้ ไม้กำคูน ต้นโปตฺถสีสกา มีอยู่มากพวกปีศาจ อสูร กุมภัณฑ์ ผีเสื้อน้ำ มีมาก พวกนกครุฑ งู ย่อมอยู่ใกล้อาศรมของเรา ฤาษีทั้งหลายมีอานุภาพมาก มีจิตสงบระงับมั่นคงทั้งหมดล้วนทรงคนโทน้ำ นุ่งหนังสัตว์ ทั่งเล็บ สวมชฎา และมีหาบเต็ม อยู่ในอาศรมของเรา ทอดตาดูประมาณชั่วแอก

มีปัญญา มีความประพฤติสงบ ยินดีด้วยลาภและความเสื่อมลาภ อยู่ในอาศรมของเราฤาษีเหล่านั้นสลัดผ้าเปลือกไม้กรอง เคาะหนังสัตว์ แข็งแรงด้วยกำลังของตน ย่อมเหาะไปได้ในอากาศในกาลนั้น นำเอาน้ำใหม่และไม้สำหรับทำฟืนใส่ไฟมา และบวชเอาเอง นี้เป็นผลแห่งปาฏิหาริย์ของตนๆ ฤาษีเหล่านั้นถือหม้อโลหะ อยู่ในท่ามกลางป่า เปรียบเหมือนช้างกุญชรมหานาค และไกรสรราชสีห์ผู้ไม่ครั่นคร้าม ฤาษีพวกหนึ่งไปสู่อุตตรกุรุทวีปต่างก็เห็นกำลังของตนๆ (ของกันและกัน) ฤาษีเหล่านั้น ต่างนำเอาอาหารจากทวีปนั้นๆ มาบริโภคร่วมกัน เมื่อฤาษีทั้งหมดผู้มีเดชรุ่งเรืองผู้คงที่ หลีกไป ด้วยเสียงหนังสัตว์ ป่าย่อมมีเสียงดังลั่นในกาลนั้น

ข้าแต่พระมหาวีระ พวกศิษย์ของข้าพระองค์ เหล่านั้นมีเดชรุ่งเรืองเช่นนี้ข้าพระองค์แวดล้อมด้วยฤาษีเหล่านั้น อยู่ในอาศรมของข้าพระองค์ ฤาษีเหล่านี้ยินดีด้วยกรรมของตน ข้าพระองค์แนะนำแล้วมาประชุมกันเพลิดเพลินในกรรมของตน ยังข้าพระองค์ให้ยินดี และเป็นผู้มีศีล มีปัญญา ฉลาดในอัปปมัญญา พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลกผู้ควรรับเครื่องบูชา เป็นผู้นำวิเศษ ทรงทราบเวลาแล้ว เสด็จเข้ามาใกล้ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีความเพียร มีปัญญา เป็นมุนี เสด็จมาใกล้จึงทรงรับบาตร แล้วเสด็จเข้ามาเพื่อภิกษา ข้าพระองค์ได้เห็นพระมหาวีระพระนามว่าปทุมุตระเสด็จเข้ามา จึงปูลาดเครื่องลาดหญ้าแล้วเกลี่ยด้วยดอกรัง

ทูลเชิญพระสัมพุทธเจ้าประทับนั่งแล้วทั้งดีใจและสลดใจ ได้รีบขึ้นไปบนภูเขา นำเอากฤษณามา ได้เก็บเอาขนุนอันมีกลิ่นหอม ผลโตประมาณเท่าหม้อ ยกขึ้นบ่าแบกมา เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้นำชั้นพิเศษได้ถวายผลขนุนแก่พระพุทธเจ้าแล้ว ไล้ทากฤษณา ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางพวกฤาษี ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้ถวายผลขนุน กฤษณาและอาสนะแก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวโภชนาหารดังจะรู้จิตคนผู้นี้ จักเกิดขึ้นทั้งในบ้าน ในป่า ที่เงื้อมเขาหรือในถ้ำ

คนผู้นี้บังเกิดในเทวโลกหรือในมนุษยโลก จักอิ่มเอิบบริบูรณ์ด้วยโภชนาหารและผ้าผ่อน คนผู้นี้เข้าถึงกำเนิดใด คือ เป็นเทวดาหรือมนุษย์จักเป็นผู้มีโภคสมบัติร้อยล้านแสนโกฏิท่องเที่ยวไป จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้งจักเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๗๑ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ ในแสนกัลป สกุลโอกกากะจักสมภพ

พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้จักเป็นทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้นเป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักได้เป็นสาวกของพระศาสดาโดยมีนามชื่อว่าอุปสีวะ จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกนี้ เป็นลาภที่เราได้ดีแล้ว วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ในบ้านก็ตาม ในป่าก็ตาม ที่เงื้อมเขาก็ตาม ในถ้ำก็ตาม โภชนาหารดังจะรู้ความดำริของเราย่อมมีแก่เราทุกเมื่อ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้วตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระอุปสีวเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ อุปสีวเถราปทาน.

ฉฏฺฐํ นนฺทกตฺเถราปทานํ (๔๐๖)

นันทกเถราปทานที่ ๖ (๔๐๖)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายมณฑป

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เมตเตยยวรรค นันทกเถราปทาน (๔๐๖) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

มิคลุทฺโธ ปุเร อาสึ อรญฺเญ กานเน อหํ

ปสทํ มิคเมสนฺโต สยมฺภุํ อทฺทสํ อหํ ฯ

อนุรุทฺโธ นาม สมฺพุทฺโธ สยมฺภู อปราชิโต

วิเวกกาโม โส ธีโร วนํ อชฺโฌคหิ ตทา ฯ

จตุทณฺเฑ คเหตฺวาน จตุฏฺฐาเน ฐเปสหํ

มณฺฑปํ สุกตํ กตฺวา ปทุมปุปฺเผหิ ฉาทยิ ๑ ฯ

มณฺฑปํ ฉาทยิตฺวาน สยมฺภุํ อภิวาทยึ

ธนน ตตฺเถว นิกฺขิปฺป ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ

น จิรํ ปพฺพชิตสฺส พฺยาธิ เม อุปปชฺชถ

ปุพฺพกมฺมํ สริตฺวาน ตตฺถ กาลํ กโต อหํ ฯ

ปุพฺพกมฺเมน สํยุตฺโต ตุสิตํ อคมาสหํ

ตตฺถ โสณฺณมยํ พฺยมฺหํ นิพฺพตฺตติ ยถิจฺฉกํ ฯ

สหสฺสยุตฺตํ หยวาหึ ทิพฺพยานมธิฏฺฐิโต

อาโรหิตฺวาน ตํ ยานํ คจฺฉามหํ ยถิจฺฉกํ ฯ

ตโต เม นียมานสฺส เทวภูตสฺส เม สโต

สมนฺตา โยชนสตํ มณฺฑโป เม ธรียติ ฯ

สยเน โส ๑ ตุวฏฺฏามิ อจฺฉนฺเน ปุปฺผสนฺถเต

อนฺตลิกฺขา จ ปทุมา วสฺสนฺเต นิจฺจกาลิกํ ฯ

มรีจิเก ผนฺทมาเน ตปฺปมาเน จ อาตเป

น มํ ตปติ ๒ อาตปฺโป มณฺฑปสฺส อิทํ ผลํ ฯ

ทุคฺคตึ สมติกฺกนฺโต อปายา ปิหิตา มม

มณฺฑเป รุกฺขมูเล วา สนฺตาโป เม น วิชฺชติ ฯ

มหิสญฺญํ อธิฏฺฐาย โลณโตยํ ตรามหํ

ตสฺส เม สุกตํ กมฺมํ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ

อพฺภมฺหิ ๓ ปถํ กตฺวาน คจฺฉามิ อนิลญฺชเส

อโห เม สุกตํ กมฺมํ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ

ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ

อาสวา เม ปริกฺขีณา พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ

ชหิตา ปุริมา ชาติ พุทฺธสฺส โอรโส อหํ

ทายาโทมฺหิ จ สทฺธมฺเม พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ

อาราธิโตมฺหิ สุคตํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ

ธมฺมธโร ๑ ธมฺมทายาโท พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ

อุปฏฺฐิตฺวาน สมฺพุทฺธํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ

ปารํ คมนิยํ มคฺคํ อปุจฺฉึ โลกนายกํ ฯ

อชฺฌิฏฺโฐ กถยิ พุทฺโธ คมฺภีรํ นิปุณํ ปทํ

ตสฺสาหํ ธมฺมํ สุตฺวาน ปตฺโตมฺหิ อาสวกฺขยํ ฯ

อโห เม สุกตํ กมฺมํ ปริมุตฺโตมฺหิ ชาติยา

สพฺพาสวปริกฺขีโณ นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา นนฺทโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

นนฺทกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. ฉาทยึ ฯ

๑ ม. หํ ฯ ๒ ม. ตาเปติ ฯ ๓ ม. ยุ. อปถมฺปิ ฯ

๑ ม. ยุ. ธมฺมทฺธโช ฯ

Royal Thai

ในกาลก่อน เราได้เป็นพรานเนื้อ (เที่ยว) อยู่ในป่าใหญ่ เที่ยวแสวงหาเนื้อฟานอยู่ ได้พบพระสยัมภู ในกาลนั้น พระสยัมภูสัมพุทธเจ้า ผู้ไม่แพ้อะไรๆ พระนามว่าอนุรุทธะ ผู้เป็นนักปราชญ์ ทรงพระประสงค์วิเวกจึงเสด็จเข้าป่า เราถือเอาท่อนไม้ ๔ ท่อนมาปักลงในที่ ๔ มุม ทำเป็นมณฑปเรียบร้อยแล้ว มุงด้วยดอกปทุม ครั้นมุงมณฑปแล้ว ได้ถวายบังคมพระสยัมภู ทิ้งธนูไว้ ณ ที่นั้นเอง แล้วออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อเราบวชแล้วไม่นานโรคก็เกิดขึ้นแก่เรา เราระลึกถึงบุรพกรรมได้ ได้ทำกาละณ ที่นั้น เราประกอบด้วยบุรพกรรม จึงได้ไปสู่เทวโลกชั้นดุสิต ในชั้นดุสิตนั้นวิมานทองย่อมเกิดขึ้นแก่เราตามปรารถนา เราอธิษฐานยาน

อันเป็นทิพย์อันเทียมด้วยม้าพันม้า ขึ้นบนยานนั้นแล้ว ย่อมไปตามความปรารถนา เมื่อเราอันบุญกรรม นำมาจากมนุษยโลกนั้นมาเป็นเทวดามณฑปย่อมทรงไว้แก่เราในที่ร้อยโยชน์โดยรอบ เรานั้นนอนอยู่บนที่นอนที่ไม่มีเครื่องนุ่ง ลาดด้วยดอกไม้ ดอกปทุมทั้งหลายย่อมตกลงมาจากอากาศเป็นนิตยกาล เมื่อพยับแดดเต้นไหวอยู่ เมื่อแดดแผดเผาอยู่ แดดย่อมไม่แผดเผาเรา นี้เป็นผลแห่งการทำมณฑปถวาย เราล่วงพ้นทุคติแล้ว ปิดอบายทั้งหลาย (เมื่อเราอยู่) ที่มณฑปหรือที่โคนไม้ ความร้อนย่อมไม่มีแก่เรา เราอธิษฐานสัญญาว่าเป็นแผ่นดินแล้ว ข้ามทะเลไปก็ได้ เรานั้นได้ทำกุศลกรรมแล้วหนอ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราทำทางในอากาศแล้วเหาะไปในอากาศก็ได้ โอ

เราได้ทำกุศลกรรมแล้ว นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชาเราย่อมระลึกชาติก่อนๆ ได้ ชำระทิพยจักษุแล้ว อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ชาติก่อนๆ เราละได้แล้ว เราเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า และทายาทในสัทธรรม นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเป็นผู้ยังพระสุคตเจ้า พระนามว่าโคดมศากยบุตรให้โปรดปรานแล้ว เป็นผู้ทรงธรรม เป็นทายาทในธรรม นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราบำรุงพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมศากยบุตรแล้ว ได้ทูลถามพระองค์ผู้นำของโลกถึงทางที่จะไปสู่นิพพาน พระพุทธเจ้าอันเราทูลถามแล้ว ได้ตรัสบอกบทอันลึกซึ้งละเอียด เราฟังธรรมของพระองค์แล้ว ได้บรรลุความสิ้นอาสวะ โอ เราทำกรรมดีแล้ว เราพ้นจากชาติทุกข์แล้ว มีอาสวะทั้งปวงสิ้นรอบแล้วบัดนี้ ภพใหม่มิได้มี เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้วตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระนันทกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ นันทกเถราปทาน.

สตฺตมํ เหมกตฺเถราปทานํ (๔๐๗)

เหมกเถราปทานที่ ๗ (๔๐๗)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายตั่งแก้ว

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เมตเตยยวรรค เหมกเถราปทาน (๔๐๗) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

ปพฺภารกูฏํ นิสฺสาย อโนโม นาม ตาปโส

อสฺสมํ สุกตํ กตฺวา ปณฺณสาเล วสึ ตทา ฯ

สิทฺธํ ตสฺส ตโปกมฺมํ สิทฺธิปตฺโต สเก พเล

สกํสามญฺญวิกฺกนฺโต อาตาปี นิปโก มุนิ ฯ

วิสารโท สสมเย ปรวาเท จ โกวิโท

ปฏฺโฐ ภูมนฺตลิกฺขสฺมึ อุปฺปาทมฺหิ จ โกวิโท ฯ

วีตโสโก นิรารมฺโภ อปฺปาหาโร อโลลุโป

ลาภาลาเภน สนฺตุฏฺโฐ ฌายี ฌานรโต มุนิ ฯ

ปิยทสฺสี นาม สมฺพุทฺโธ อคฺโค การุณิโก มุนิ

สตฺเต ตาเรตุกาโม โส กรุณาย ผริ ตทา ฯ

โพธเนยฺยํ ชนํ ทิสฺวา ปิยทสฺสี มหามุนิ

จกฺกวาฬสหสฺสมฺหิ คนฺตฺวา โอวาทโก ๑ มุนิ ฯ

มมุทฺธริตุกาโม โส มมสฺสมมุปาคมิ

น ทิฏฺโฐ เม ชิโน ปุพฺเพ น สุโตปิ จ กสฺสจิ ฯ

อุปฺปาทา ๒ สุปินา มยฺหํ ลกฺขณา สุปฺปกาสิตา

ปฏฺโฐ ภูมนฺตลิกฺขสฺมึ นกฺขตฺตปทโกวิโท ฯ

โสหํ พุทฺธสฺส สุตฺวาน ตตฺถ จิตฺตํ ปสาทยึ

ติฏฺฐนฺโต ๓ วา นิสินฺโน วา สรามิ นิจฺจกาลิกํ ฯ

มม เอวํ สรนฺตสฺส ๑ ภควาปิ อนุสฺสริ

พุทฺธํ อนุสฺสรนฺตสฺส ปีติ เม โหติ ตาวเท ฯ

กาลญฺจ ปุนราคมฺม มํ อุเปสิ มหามุนิ

สมฺปตฺเตปิ ๒ น ชานามิ อยํ พุทฺโธ มหามุนิ ฯ

อนุกมฺปโก การุณิโก ปิยทสฺสี มหามุนิ

สญฺชานาเปสิ อตฺตานํ อหํ พุทฺโธ สเทวเก ฯ

สญฺชานิตฺวาน สมฺพุทฺธํ ปิยทสฺสึ มหามุนึ

สกํ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ

สพฺเพ ๓ ปีเฐ จ ปลฺลงฺเก อาสนฺทีสุ นิสีทเร

ตุวํปิ สพฺพทยาวี ๔ นิสีท รุจิราสเน ๕ ฯ

สพฺพรตนมยํ ปีฐํ นิมฺมินิตฺวาน ตาวเท

ปิยทสฺสิสฺส มุนิโน อาสนํ อิทฺธินิมฺมิตํ ฯ

รตเนว ๖ นิสินฺนสฺส ปีฐเก อิทฺธินิมฺมิเต

กุมฺภมตฺตํ ชมฺพุผลํ อทาสึ ตาวเท อหํ ฯ

มม หาสํ ชเนตฺวาน ปริภุญฺชิ มหามุนิ

ตทา จิตฺตํ ปสาเทตฺวา สตฺถารํ อภิวาทยึ ฯ

ปิยทสฺสี ตุ ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ

รตนาสนมาสินฺโน อิมา คาถา อภาสถ ฯ

โย เม รตนมยํ ปีฐํ อมตญฺจ ผลํ อทา

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ

สตฺตสตฺตติ กปฺปานิ เทวโลเก รมิสฺสติ

ปญฺจสตฺตติกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ

ทฺวตฺตึสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ

ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ

โสวณฺณมยํ รุจิมยํ ๑ ปลฺลงฺกํ สุกตํ พหุํ

โลหิตงฺกมยญฺเจว ลจฺฉติ รตนามยํ ฯ

จงฺกมนฺตํปิ มนุญฺญํ ๒ ปุญฺญกมฺมสมงฺคินํ

ปลฺลงฺกานิ อเนกานิ ปริวาริสฺสเร สทา ฯ

กูฏาคารา จ ปาสาทา สยนญฺจ มหารหํ

อิมสฺส จิตฺตมญฺญาย นิพฺพตฺติสฺสนฺติ ตาวเท ฯ

สฏฺฐี นาคสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา

สุวณฺณกจฺฉา มาตงฺคา เหมกปฺปนิวาสสา ๓

อารุฬฺหา คามณีเยภิ โตมรํกุสปาณิภิ

เตปิมํ ปริจริสฺสนฺติ รตนปีฐสฺสิทํ ผลํ ฯ

สฏฺฐี อสฺสสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา

อาชานิยา จ ชาติยา สินฺธวา สีฆพาหนา ฯ

อารุฬฺหา คามณีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ๔

เตปิมํ ปริจริสฺสนฺติ รตนปีฐสฺสิทํ ผลํ ฯ

สฏฺฐี รถสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา

ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ฯ

อารุฬฺหา คามณีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ๑

ปริวาเรสฺสนฺติมํ นิจฺจํ รตนปีฐสฺสิทํ ผลํ ฯ

สฏฺฐี เธนุสหสฺสานิ คาวี สุปุงฺควูสภา ๒

วจฺฉเก ชนยิสฺสนฺติ รตนปีฐสฺสิทํ ผลํ ฯ

โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา

วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯ

อาฬารมุขา ๓ หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา

ปริวาเรสฺสนฺติมํ นิจฺจํ รตนปีฐสฺสิทํ ผลํ ฯ

อฏฺฐารเส กปฺปสเต โคตโม นาม จกฺขุมา

ตมนฺธการํ วิธํเสตฺวา ๔ พุทฺโธ โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ทสฺสนมาคมฺม ปพฺพชิสฺสติกิญฺจโน

โตสยิตฺวาน สตฺถารํ สาสเนภิรมิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺมํ สุณิตฺวาน กิเลเส ฌาปยิสฺสติ ๕

สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ

วิริยํ เม ธุรโธรยฺหํ โยคกฺเขมาธิวาหนํ

อุตฺตมตฺถํ ปฏฺฐยาโน สาสเน วิหรามหํ ฯ

อิทํ ปจฺฉิมกํ มยฺหํ จริโม วตฺตเต ภโว

สพฺพาสวปริกฺขีโณ ๖ นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา เหมโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

เหมกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

อฏฺฐารสมํ ภาณวารํ ฯ

๑ ม. ยุ. โอวทเต ฯ ๒ ม. อุปฺปาตา ฯ ๓ ยุ. ภุญฺชนฺโต ฯ

๑ ม. ยุ. สรนฺตมฺหิ ฯ ๒ ยุ. สมฺปตฺโตปิ ฯ ๓ ม. ยุ. อญฺเญ ฯ ๔ ม. ตุวมฺปิ

สพฺพทสฺสาวี ฯ ยุ. ตุวํสิ ... ฯ ๕ ม. ยุ. รตนาสเน ฯ ๖ ม. ยุ. รตเน จ ฯ

๑ ม. ยุ. รูปิมยํ ฯ ๒ ม. ยุ. มนุชํ ฯ ๓ ม. ยุ. เหมกปฺปนวาสสา ฯ ๔ ม. อิลฺลิยา

จาปธาริภิ ฯ ยุ. จาปหตฺเถหิ วมฺมิภิ ฯ

๑ ม. ยุ. วมฺมิภิ ฯ ๒ ม. โทหญฺญา ปุงฺควูสเภ ฯ ยุ. โรหญฺญา ปุงฺควูสภา ฯ

๓ ม. ยุ. อาฬารปมฺหา ฯ ๔ ม. ยุ. วิธเมตฺวา ฯ ๕ ม. ฆาตยิสฺสติ ฯ

๖ ม. สพฺพาสวา ปริกฺขีณา ฯ

Royal Thai

ในกาลนั้น เราเป็นดาบสชื่ออโนมะ ทำอาศรมอย่างสวยงาม ไว้ใกล้ยอดเงื้อมเขา อยู่ในบรรณศาลา กรรมคือตบะของเรานั้นสำเร็จแล้ว เราถึงความสำเร็จในกำลังของตน กล้าหาญในสามัญของตน มีความเพียร มีปัญญา เป็นมุนี แกล้วกล้าในลัทธิสมัยของตน ฉลาดในการโต้ตอบไปได้ทั้งบนพื้นดินและในอากาศ ฉลาดในลางร้ายดี ปราศจากความเศร้าโศก ไม่แข่งดี มีอาหารน้อย ไม่โลภจัด ยินดีด้วยลาภ และความเสื่อมลาภมีปกติเพ่ง ยินดีในฌาน เป็นมุนี ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี ผู้เลิศ มีพระกรุณา เป็นมุนี พระองค์ทรงประสงค์จะขนสัตว์ให้ข้าม จึงทรงแผ่พระกรุณาไป พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสีทรงพิจารณาเห็นคนผู้ควรตรัสรู้แล้ว ก็เสด็จไปประทานโอวาทในพันแห่งจักรวาฬ

พระองค์ทรงประสงค์จะช่วยเหลือเรา จึงเสด็จเข้ามาสู่อาศรมเราพระชินเจ้าเราไม่เคยเห็นมาก่อนและไม่เคยได้ฟังมาแต่ใครๆ แม้แต่การฝันเห็นก็ไม่เคยเกิดแก่เรา แต่ลักษณะทั้งหลายเรารู้ดี เราไปได้ทั้งบนพื้นดินและในอากาศ ฉลาดในบทนักษัตร เรานั้นได้ฟังข่าวพระพุทธเจ้าแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธองค์ จะยืนหรือนั่งอยู่ก็ตาม ย่อมระลึกถึงเป็นนิตยกาล เมื่อเราระลึกอยู่อย่างนี้ แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงระลึกถึง เมื่อเราระลึกถึงพระพุทธเจ้า ปีติย่อมมีแก่เราทุกขณะ พระมหามุนีทรงรอเวลาอีกหน่อยแล้ว จึงเสด็จเข้ามาหาเรา แม้เมื่อพระองค์เสด็จถึง เราก็ไม่รู้ว่าผู้นี้เป็นพระพุทธเจ้ามหามุนี พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสีผู้สงเคราะห์ประกอบด้วยพระกรุณาทรงยังตน (เรา) ให้ทราบว่า

เราเป็นพระพุทธเจ้าในมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก ครั้นเรารู้จักพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี ผู้มหามุนีแล้ว ยังจิตของตนให้เลื่อมใส ได้กราบทูลดังนี้ว่า ขอภิกษุทั้งปวงจงนั่งบนตั่ง บนบัลลังก์ และบนอาสันทิ ส่วนพระองค์ผู้มีพระกรุณาในสัตว์ทั้งปวง เชิญประทับบนอาสนะทอง ในขณะนั้น เรานิรมิตตั่งอันสำเร็จด้วยแก้วล้วนๆ แล้ว นิรมิตอาสนะด้วยฤทธิถวายแด่พระมุนีพระนามว่าปิยทัสสี เมื่อพระพุทธเจ้าประทับนั่งบนตั่งแก้วที่เรานิรมิตด้วยฤทธิแล้ว

เราได้ถวายผลหว้าโต ประมาณเท่าหม้อข้าวทันทีพระมหามุนีทรงยังความยินดี ให้เกิดแก่เราแล้ว เสวยผลหว้าในกาลนั้นเรายังจิตให้เลื่อมใสแล้ว ถวายบังคมพระศาสดา ก็พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปิยทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ประทับนั่งอยู่บนอาสนะแก้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใด ได้ถวายตั่งแก้วและผลหว้าแก่เราเราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๗๗ กัลป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง จักได้เป็นเทวดาเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๒ ครั้ง จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ จักได้บัลลังก์ทองคำ และบัลลังก์อันงาม บัลลังก์แก้วทับทิม

และบัลลังก์รัตนะ เป็นอันมาก ที่ทำอย่างสวยงาม บัลลังก์มากมายอันเป็นที่ชอบใจจักแวดล้อมผู้นี้ ผู้พรั่งพร้อมด้วยบุญกรรม แม้เดินอยู่ ทุกเมื่อ ปราสาทอันเป็นเรือนยอดและที่นอนอันควรค่ามาก ดังจะรู้จิตของผู้นี้ จักบังเกิดขึ้นทุกเมื่อ ช้างพลาย ๖ หมื่น ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีสายประคนพานหน้าและพานหลัง แล้วด้วยทองประกอบด้วยเครื่องประดับศีรษะและข่ายล้วนเป็นทอง อันควาญช้างผู้ถือหอกซัดและขอขึ้นอยู่บนคอ ช้างเหล่านั้นจักบำเรอผู้นี้ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว ม้าสินธพอาชาไนยโดยกำเนิด ๖ หมื่นม้า เป็นพาหนะวิ่งเร็วอันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันหมอม้ามีมือถือธนูสวมเกราะหนังขึ้นขี่อยู่

ม้าเหล่านั้นจักบำเรอผู้นี้ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว รถ ๖หมื่น อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองบ้างหุ้มด้วยหนังเสือโคร่งบ้าง สอดใส่เครื่องรบ ปักธงหน้ารถ อันนายสารถีมีมือถือธนูสวมเกราะขึ้นประจำรถอยู่ จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว แม่โคนมและโคผู้ตัวงาม ๖ หมื่นตัว จักยังลูกโคให้เกิด นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว หญิง ๑๖๐๐๐ คน อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร ประดับประดาด้วยมณีและกุณฑล มีหน้าเบิกบาน ยิ้มแย้ม ตะโพกผึ่งผาย เอวเล็กเอวบางจักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว

ในกัลปที่๑๘๐๐๐ จักมีพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมผู้มีจักษุ กำจัดความมืดมนอันธการในโลก ผู้นี้อาศัยการได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น จักตัดความกังวลออกบวช จักยังพระศาสดาให้โปรดปรานแล้ว ยินดียิ่งอยู่ในศาสนาได้ฟังธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้นแล้ว จักเผากิเลสทั้งหลาย จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะนิพพาน ความเพียรของเราเป็นเครื่องนำไปซึ่งธุระ นำมาซึ่งความเกษมจากโยคะ เราปรารถนาประโยชน์อันสูงสุด อยู่ในพระศาสนา ภพนี้เป็นภพที่สุดของเรา ภพสุดท้ายย่อมเป็นไป เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระเหมกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ เหมกเถราปทาน.

จบ ภาณวารที่ ๑๘.

อฏฺฐมํ โตเทยฺยตฺเถราปทานํ (๔๐๘)

โตเทยยเถราปทานที่ ๘ (๔๐๘)

ว่าด้วยผลแห่งการสร้างบรรณศาลา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เมตเตยยวรรค โตเทยยเถราปทาน (๔๐๘) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

ราชา วิชิตชโย ๑ นาม เกตุมติปุรุตฺตเม

สูโร วิกฺกมสมฺปนฺโน ปุรมชฺฌาวสี ตทา ฯ

ตสฺส รญฺโญ ปมตฺตสฺส รฏฺฐวิสา ๒ สมุฏฺฐหุํ

อุตฺตรา ๓ ตุณฺฑิกา เจว รฏฺฐํ วิทฺธํสยุํ ตทา ฯ

ปจฺจนฺเต กุปฺปิเต ขิปฺปํ สนฺนิปาเตสิรินฺทโม

ภเฏ เจว พลตฺเถ จ อรึ นิคฺคาหยิ ตทา ฯ

หตฺถาโรหา อนีกตฺถา สูรา จ วมฺมโยธิโน ๔

ธนุคฺคหา จ รถิกา ๕ สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ

อาฬารกา กปฺปกา จ นฺหาปกา มาลการกา

สูรา วิชิตสงฺคามา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ

ขคฺคหตฺถา จ ปุริสา จาปหตฺถา จ จมฺมิโน ๑

ลุทฺธา วิชิตสงฺคามา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ

ติธปฺปภินฺนา มาตงฺคา กุญฺชรา สฏฺฐิหายนา

สุวณฺณกจฺฉาลงฺการา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ

ขมา สีตสฺส อุณฺหสฺส อุกฺการุหรณสฺส จ

โยธาชีวา กตกมฺมา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ

สงฺขสทฺทํ เภริสทฺทํ อโถ อุทฺทฏสทฺทกํ ๒

เอเตหิ เต หาสยนฺตา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ

ติสูลโกนฺติมนฺเตหิ ธนูหิ โตมเรหิ จ ๓

โกฏฺฏยนฺตา ๔ นิวตฺเตนฺตา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ

กวจานิ นิวาเสตฺวา ๕ สราชา อชิตญฺชิโน

สฏฺฐิปาณสหสฺสานิ สูเล อุตฺตาสยึ ตทา ฯ

สทฺทํ มานุสกากํสุ อโห ราชา อธมฺมิโก

นิรเย ปจฺจมานสฺส กทา อนฺโต ภวิสฺสติ ฯ

สยเนหํ ตุวฏฺเฏนฺโต ปสฺสามิ ๖ นิรเย ตทา

น สุปามิ ทิวารตฺตึ สูเลน ตชฺชยนฺติ มํ ฯ

กึ ปมาเทน รชฺเชน พาหเนน พเลน จ

น เต ปโหนฺติ ธาเรตุํ ตาสยนฺติ ๗ มมํ สทา ฯ

กึ เม ปุตฺเตหิ ทาเรหิ รชฺเชน สกเลน จ

ยนฺนูน ปพฺพเชยฺยาหํ คติมคฺคํ วิโสธเย ฯ

สฏฺฐินาคสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิเต

สุวณฺณกจฺเฉ มาตงฺเค เหมกปฺปนิวาสเส ฯ

อารุเฬฺห คามณีเยภิ โตมรงฺกุสปาณิภิ

สงฺคามาวจเร ฐาเน ๑ อนเปกฺโข วิหายหํ ฯ

สกกมฺเมน สนฺตตฺโต นิกฺขมึ อนคาริยํ

สฏฺฐิอสฺสสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิเต ฯ

อาชานิเย จ ๒ ชาติยา สินฺธวา ๓ สีฆพาหเน

อารุเฬฺห คามณีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ฯ

ฉฑฺฑยิตฺวาน สพฺเพเต ๔ นิกฺขมึ อนคาริยํ

สฏฺฐิรถสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิเต ฯ

ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช

สพฺเพเต ปริวชฺเชตฺวา ๕ ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ

สฏฺฐิเธนุสหสฺสานิ สพฺพา กํสุปธารณา

คาวิโย ๖ ฉฑฺฑยิตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ

สฏฺฐิอิตฺถีสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา

วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯภ

อาฬารมุขา หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา

ตา หิตฺวา กนฺทมานาโย ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ

สฏฺฐิคามสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส

ฉฑฺฑยิตฺวาน ตํ รชฺชํ ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ

นครา นิกฺขมิตฺวาน หิมวนฺตํ อุปาคมึ

ภาคีรสีนทีตีเร อสฺสมํ มาปยึ อหํ ฯ

ปณฺณสาลํ กริตฺวาน อคฺยาคารํ อกาสหํ ฯ

อารทฺธวิริโย ปหิตตฺโต วสามิ อสฺสเม อหํ

มณฺฑเป รุกฺขมูเล วา สุญฺญาคาเร ว ฌายโต

น ตุ ๑ วิชฺชติ ตาโส เม น ปสฺเส ภยเภรวํ ฯ

สุเมโธ นาม สมฺพุทฺโธ อคฺโค การุณิโก มุนิ

ญาณาโลเกน โชเตนฺโต โลเก อุปฺปชฺชิ ตาวเท ฯ

มม อสฺสมสามนฺตา ยกฺโข อาสิ มหิทฺธิโก

พุทฺธเสฏฺฐมฺหิ อุปฺปนฺเน อาโรเจสิ มมํ ตทา ฯ

พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน สุเมโธ นาม จกฺขุมา

ตาเรสิ ชนตํ สพฺพํ ตมฺปิ โส ตารยิสฺสติ ฯ

ยกฺขสฺส วจนํ สุตฺวา สํวิคฺโค อาสิ ตาวเท

พุทฺโธ พุทฺโธติ จินฺเตนฺโต อสฺสมํ ปฏิสามยึ ฯ

อคฺคิทารุญฺจ ฉฑฺเฑตฺวา สํสาเมตฺวาน สนฺถตํ

อสฺสมํ อภิวนฺทิตฺวา นิกฺขมึ ปวนา ๒ อหํ ฯ

ตโต จนฺทนมาทาย คามา คามํ ปุรา ปุรํ

เทวเทวํ คเวสนฺโต อุปคญฺฉึ วินายกํ ฯ

ภควา ตมฺหิ สมเย สุเมโธ โลกนายโก

จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต โพเธติ ชนตํ พหุํ ๓ ฯ

อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน สีเส กตฺวาน วนฺทนํ ๑

สมฺพุทฺธํ อภิวาเทตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ๒ ฯ

วสฺสิเก ปุปฺผมานสฺมึ สนฺติเก อุปวายติ

ตฺวํ วีร คุณคนฺเธน ทิสา สพฺพา ปวายสิ ฯ

จมฺปเก นาคมลิเก ๓ อธิมุตฺตกเกตเก

สาเลสุ ปุปฺผมาเนสุ อนุวาตํ ปวายติ ฯ

ตว คนฺธํ ฆายิตฺวาน ๔ หิมวนฺตา อิธาคมึ

ปูเชมิ ตํ มหาวีร โลกเชฏฺฐ มหายส ฯ

วรจนฺทเนนานุลิมฺปึ สุเมธํ โลกนายกํ

สกํ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา ตุณฺหี อฏฺฐาสิ ตาวเท ฯ

สุเมโธ นาม ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ

ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ

โย เม คุณํ ๕ ปกิตฺเตสิ จนฺทนญฺจ อปูชยิ

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ

อาเทยฺยวากฺยวจโน พฺรหฺมา อุชุ ปตาปวา

ปญฺจวีสติกปฺปานิ สปฺปภาโส ภวิสฺสติ ฯ

ฉพฺพีสติกปฺปสเต เทวโลเก รมิสฺสติ

สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ

เตตฺตึสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ

ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ

ตโต จุโตยํ มนุโช มนุสฺสตฺตํ คมิสฺสติ

ปุญฺญกมฺเมน สํยุตฺโต พฺรหฺมพนฺธุ ภวิสฺสติ ฯ

อชฺฌายโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู

ตีณิลกฺขณสมฺปนฺโน พาวรี นาม พฺราหฺมโณ ฯ

ตสฺส สิสฺโส ภวิตฺวาน เหสฺสติ มนฺตปารคู

อุปคนฺตฺวาน สมฺพุทฺธํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ ฯ

ปุจฺฉิตฺวา นิปุเณ ปเญฺห หาสยิตฺวาน ๑ มานสํ

สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ ๒ อนาสโว ฯ

ติวิธคฺคิ นิพฺพุตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา โตเทยฺโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

โตเทยฺยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. อชิตญฺชโย ฯ ยุ. ชิตญฺชโย ฯ ๒ ม. ยุ. อฏวิโย ฯ ๓ ม. โอตารา ฯ ยุ. โอจรา ฯ

๔ ม. ยุ. จมฺมโยธิโน ฯ ๕ ม. ยุ. อุคฺคา จ ฯ

๑ ม. ยุ. วมฺมิโน ฯ ๒ ม. อุตุชสทฺทกํ ฯ ยุ. อุทฺธวสทฺทกํ ฯ ๓ ม. ยุ.

กวจโตมเรหิ จ ฯ ๔ ม. ยุ. โกฏฺฏนฺตานํ นิปาเตนฺตา ฯ ยุ .. นิวตฺตนฺตา ฯ

๕ ม. กิเมวาติ นิสาเมตฺวา สราชา อชิตญฺชโย ฯ ๖ ยุ. วสามิ ฯ ๗ ม. ตาปยนฺติ ฯ

๑ ยุ. สงฺคามาวจเรเหว ฯ ๒ ม. ยุ. ว ฯ ๓ ม. ยุ. สินฺธเว สีฆวาหเน ฯ

๔ ม. ปหาเรตฺวาน เต สพฺเพ ฯ ยุ. ปหายิตฺวาน ... ฯ ๕ ม. ปริหาเรตฺวา ฯ

ยุ. ปริหายิตฺวา ฯ ๖ ม. ยุ. ตาโยปิ ฯ

๑ ยุ. น อุปปชฺชถ ฯ ๒ ม. วิปินา ฯ ๓ ยุ. ตทา ฯ

๑ ม. ยุ. จนฺทนํ ฯ ๒ ม. อภาสหํ ฯ ๓ ม. ยุ. นาควนิเก ฯ

๔ ม. ยุ. สุณิตฺวาน ฯ ๕ ม. ยุ. คุเณ ฯ

๑ ม. ยุ. ภาวยิตฺวาน อญฺชสํ ฯ ๒ ม. วิหริสฺสตินาสโว ฯ

Royal Thai

ในกาลนั้น (เราเป็น) พระราชาพระนามว่าวิชิตชัย เป็นผู้กล้า ทรงถึงพร้อมด้วยความกล้าหาญ ประทับอยู่ในท่ามกลางพระนครเกตุมดีอันอุดมในกาลนั้น เมื่อพระราชาพระองค์นั้นประมาท พิษร้ายของแว่นแคว้นก็ดังขึ้น อุตฺตรา ตุณฺฑิกา เจว กำจัดแว่นแคว้นเมื่อปัจจันตชนบทกำเริบพระราชาจึงสั่งให้พลรบและทหารสื่อสารประชุมกัน รับสั่งให้ใช้อาวุธบังคับข้าศึก ในกาลนั้น พลช้าง พลม้า ทหารเสื้อเกราะผู้กล้าหาญ พลธนูและพลรถมาประชุมกันทั้งหมด พวกพ่อครัว พนักงานเครื่องต้น พนักงานสรงสนาน ช่างดอกไม้ผู้กล้าหาญ เคยชนะสงคราม มาประชุมกันทั้งหมดพวกชายฉกรรจ์ผู้ถือแสงขรรค์ ถือธนู สวมเกราะหนัง เป็นคนแข็งกล้าเคยชนะสงคราม

มาประชุมกันทั้งหมด ช้างมาตังคะตกมัน ๓ ครั้งมีอายุ ๖๐ ปี มีสายประคนพานหน้าพานหลัง และเครื่องประดับล้วนทองมาประชุมกันทั้งหมด นักรบอาชีพ อดทนต่อหนาว ร้อน อุจจาระ ปัสสาวะมีกรรมอันทำเสร็จแล้ว มาประชุมกันทั้งหมด ทหารเหล่านั้นยินดีด้วยเสียงสังข์ เสียงกลองและด้วยเสียงแตกตื่น มาประชุมกันทั้งหมด ทหารเหล่านั้นตีกั้นด้วยหลาว หอก แหลน ธนู และหอกอย่าง ๓ เล่ม กลับมาประชุมกันทั้งหมด ในกาลนั้น เราสวมเกราะแล้ว สั่งให้จับพลรบ ๖ หมื่นพร้อมทั้งพระราชาผู้ชนะ ที่ยังไม่เคยชนะ เสียบหลาว พลรบเหล่านั้นพากันส่งเสียงร้องว่า พุทโธ พระราชาอาธรรม์ เมื่อถูกไฟไหม้อยู่ในนรกเมื่อไรจักมีที่สุด

ในกาลนั้น เรานอนอยู่บนที่นอน ย่อมเห็นไฟนรก เรานอนไม่หลับตลอดวันหนึ่งคืนหนึ่ง พวกนายนิริยบาลขู่เราด้วยหลาว (เราคิดว่า) ความมัวเมารัชสมบัติ สัตว์พาหนะ และพลรบจะเป็นประโยชน์อะไร สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถทรงไว้ได้ ย่อมยังเราให้สะดุ้งทุกเมื่อ บุตรภรรยา และรัชสมบัติทั้งสิ้น จะเป็นประโยชน์อะไรแก่เรา ถ้าเช่นนั้นเราพึงบวช พึงชำระทางแห่งคติ เราไม่มีความห่วงใย ปล่อยช้างมาตังคะ๖ หมื่นเชือก อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีรัดประคนพานหน้าพานหลัง เครื่องประดับศีรษะและข่ายล้วนทอง อันควาญช้างผู้ถือหอกซัดและขอประจำคอ ไว้ในที่สนามรบ เร่าร้อน ด้วยกรรมของตน จึงออกบวชเป็นบรรพชิต

เราทิ้งม้าสินธพอาชาไนยโดยกำเนิด ๖ หมื่นม้า อันประกอบด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เป็นพาหนะวิ่งเร็ว อันนายม้ามือถือธนูสวมเกราะหนัง ขึ้นประจำหลังเสียทั้งหมดแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิตเราสละรถ ๖ หมื่นคัน อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองบ้าง ด้วยหนังเสือโคร่งบ้าง สอดเครื่องรบมีธงปักไว้หน้ารถ ทั้งหมดนี้แล้ว บวชเป็นบรรพชิต เราทิ้งแม่โคนม ๖ หมื่นตัว อันรองน้ำนมด้วยขันสำริด ทั้งหมดเสียแล้ว บวชเป็นบรรพชิต เราปล่อยหญิง๖ หมื่นคน ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตรสวมใส่แก้วมณีและกุณฑล มีหน้าเบิกบาน ยิ้มแย้ม ตะโพกผึ่งผาย เอวเล็กเอวบาง

ทุกคนคร่ำครวญอยู่ไว้แล้ว บวชเป็นบรรพชิต เราทิ้งบ้าน๖ หมื่นหลัง อันบริบูรณ์ด้วยประการทั้งปวง ซึ่งเป็นรัชสมบัตินั้นเสียแล้วบวชเป็นบรรพชิต เราออกจากพระนครแล้ว เข้าไปสู่ภูเขาหิมวันต์ ได้สร้างอาศรมไว้ ณ ที่ใกล้แม่น้ำภาคีรสี ทำบรรณศาลาเสร็จแล้ว ทำเรือนสำหรับบูชาไฟ เราปรารถนาความเพียรมีใจแน่วแน่ อยู่ในอาศรม เมื่อเราเพ่งฌานอยู่ในมณฑปก็ดี ที่โคนไม้ก็ดี ในเรือนว่างก็ดี ความสะดุ้งย่อมไม่มีแก่เรา เราไม่เห็นภัยที่น่าหวาดกลัวเลย ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธผู้เลิศ ประกอบด้วยพระกรุณาเป็นมุนี ทรงยังแสงสว่างแห่งญาณให้โชติช่วง เสด็จอุบัติในโลก โดยรอบอาศรมของเรา มียักษ์ (เทวดา) ผู้มีฤทธิ์อยู่ เมื่อพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ อุบัติขึ้นแล้วยักษ์บอกกะเราในกาลนั้นว่า

พระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธผู้มีจักษุ เสด็จอุบัติแล้วในโลก ทรงยังหมู่สัตว์ทั้งปวงให้ข้าม แม้ท่านพระองค์ก็จักทรงให้ข้ามได้ขณะนั้น เราฟังคำของยักษ์แล้วมีความสลดใจ คิดอยู่ว่า พุทโธพุทโธ เก็บอาศรมไว้ ทิ้งฟืนสำหรับบูชาไฟ และเก็บสันถัด ไหว้อาศรมแล้ว ออกจากป่าใหญ่เราถือเอาไม้จันทน์จากที่นั้น จากบ้านนี้ไปบ้านโน้นจากเมืองนี้ไปเมืองโน้น แสวงหาพระพุทธเจ้าอยู่ ได้เข้าไปเฝ้าพระองค์สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสุเมธผู้นำของโลกทรงประกาศสัจจะ ๔ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ตรัสรู้อยู่ เราประนมกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้ากระทำวันทนาการ ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า เมื่อต้นมะลิซ้อนดอกบาน กลิ่นหอมฟุ้งไปในที่ใกล้

ข้าแต่พระวีรเจ้าพระองค์มีกลิ่นคือคุณหอมขจรไปทั่วทิศ เมื่อต้นจัมปา ต้นกะถินพิมานต้นอุโลก ต้นการเกต และต้นรัง กำลังดอกบาน กลิ่นหอมฟุ้งไปตามลมข้าพระองค์สูดกลิ่นของพระองค์จากภูเขาหิมวันต์มาจนถึงที่นี่ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ผู้เชษฐบุรุษของโลก มียศมาก ข้าพระองค์ขอบูชาพระองค์ เราไล้ทาพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธผู้นำของโลก ด้วยแก่นจันทน์อันประเสริฐ ยังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว ได้ยืนนิ่งอยู่ ณ ที่นั่น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสุเมธเชษฐบุรุษของโลก ผู้ประเสริฐกว่านระ ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดสรรเสริญคุณของเรา และได้บูชาเราด้วยแก่นจันทน์

เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นี้จักเป็นผู้กล่าวถ้อยคำที่ควรเชื่อถือได้ เป็นพรหมเป็นผู้ซื่อตรง มีตบะ จักมีรัศมีอันสว่างไสวตลอด ๒๕ กัลป จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๒๖๐๐๐ กัลป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ครั้ง จักได้เป็นจอมเทวดาเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๓ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ คนผู้นี้จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ ประกอบด้วยบุญกรรม จักเป็นบุตรพราหมณ์จักได้เป็นศิษย์ของพราหมณ์ชื่อว่าพาวรี ผู้เล่าเรียนทรงจำมนต์ ถึงที่สุดแห่งไตรเพท ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๓ ประการ จักเป็นผู้รู้จบมนต์

เราได้เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโคดมศากยบุตร ได้ทูลถามปัญหาอันละเอียด ยังใจให้โสมนัส กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ เราดับไฟ ๓ กองได้สิ้นแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระโตเทยยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ โตเทยยเถราปทาน.

นวมํ ชตุกณฺณิกตฺเถราปทานํ (๔๐๙)

ชตุกัณณิกเถราปทานที่ ๙ (๔๐๙)

ว่าด้วยผลแห่งการบำรุงพระพุทธองค์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เมตเตยยวรรค ชตุกัณณิกเถราปทาน (๔๐๙) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

นคเร หํสวติยา เสฏฺฐิปุตฺโต อโหสหํ

สมปฺปิโต กามคุเณหิ ๑ ปริวาเรมหํ ตทา ฯ

ตโต ปาสาทมารุยฺห มหาโภเค วลญฺชโก

ตตฺถ นจฺเจหิ คีเตหิ ปริวาเรมหํ ตทา ฯ

ตุริยา อาหตา มยฺหํ สมฺมตาลสมาหิตา

รญฺชนฺตี ๒ อิตฺถิโย สพฺพา หรนฺติเยว เม มโน ฯ

เจลาวกา วามนิกา ๓ กุญฺชวา สีหิมชฺฌิตา ๔

ลงฺฆิกา โสกชฺฌายี จ ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ

เวตาฬิโน กุมฺภถูนิ นฏา จ นจฺจกา พหู

นฏกา นาฏกา เจว ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ

กปฺปกา นฺหาปกา สูทา มาลาการา สุปาสกา ๕

ชลฺลา มลฺลา จ เต สพฺเพ ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ

เอเตสุ กีฬมาเนสุ สิกฺขิเต กตุปาสเน

รตฺตินฺทิวํ น ชานามิ อินฺโทว ติทเส ปุเร ๖ ฯ

อทฺธิกา กปณา ๗ สพฺเพ ยาจกา จรกา พหู

อุปคจฺฉนฺติ เต นิจฺจํ ภิกฺขยนฺตา มมํ ฆรํ ฯ

สมณา พฺราหฺมณา เจว ปุญฺญกฺเขตฺตา อนุตฺตรา

วฑฺฒยนฺตา มมํ ปุญฺญํ อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ

ปฏกา ๘ ลฏุกา สพฺเพ นิคนฺถา ปุปฺผสาฏกา

เตทณฺฑิกา เอกสิขา อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ

อาชีวิกา วิลุตฺตาวี โคตมา ๑ เทวธมฺมิกา

รโชชลฺลธรา เอเต อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ

ปริวตฺตกา สิทฺธิปตฺตา ๒ โกธปุคฺคนิกา ๓ พหู

ตปสี วนจารี จ อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ

อนฺธกา ๔ ทมิลา เจว สากุฬา มลยาฬกา ๕

สวรา โยนกา เจว อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ

คนฺธกา ๖ มุณฺฑกา สพฺเพ กุฏฺฐลา สานุวินฺทกา ๗

อาราว จีนรฏฺฐา จ อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ

อลสนฺทกา ปลฺลวกา ปพฺพตานคฺคมารุหา ๘

พาหิกา ๙ เจตปุตฺตา จ อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ

มธุรกา โกสลกา กาสิกา ๑๐ หตฺถิโปริกา

อิสินฺทา มกฺกลา ๑๑ เจว อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ

เจลาวกา อารมฺพา จ ๑๒ โอภาสา เมฆลา พหู

ขุทฺทกา สุทฺทกา เจว อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ

โรหกา ๑๓ สินฺธวา เจว จิตฺตกา ๑๔ เอกกณฺณิกา

สุรฏฺฐา อปรนฺตา จ อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ

สุปฺปารกา กุมารา ๑๕ จ มลยา ๑๖ โสณฺณภูมิกา

วชฺชิหารา ๑๗ จ เต สพฺเพ อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ

นฬการา เปสการา จมฺมการา จ ตจฺฉกา

กมฺมการา ๑ กุมฺภการา อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ

มณิการา โลหการา โสณฺณการา จ ทุสฺสิกา

ติปุการา จ เต สพฺเพ อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ

อุสุการา ๒ ภมการา เปสการา จ คนฺธิกา

รชกา ตุนฺนวายา จ อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ

เตลิกา กฏฺฐหารา จ อุทหารา จ เปสิกา

สุปิกา สรทกฺขา จ ๓ อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ

โทวาริกา อนีกตฺถา คนฺถิกา ๔ ปุปฺผฉฑฺฑกา

หตฺถาโรหา หตฺถิปาลา อาคจฺฉนฺติ มมํ ฆรํ ฯ

อานนฺทสฺส นาม รญฺโญ สมคฺคสฺส ๕ อทาสหํ

สตฺตวณฺเณน รตเนน อูนตฺตํ ปูรยามหํ ฯ

เย มยา กิตฺติตา สพฺเพ นานาวณฺณา พหู ชนา

เตสาหํ จิตฺตมญฺญาย ตปฺปยึ รตเนนปิ ๖ ฯ

วคฺคูสุ ภาสมาเนสุ วชฺชมานาสุ เภริสุ

สงฺเขสุ ธมยนฺเตสุ สกเคเห รมามหํ ฯ

ภควา ตมฺหิ สมเย ปทุมุตฺตรนามโก ๗

สห ๘ สตสหสฺเสหิ ปริกฺขีณาสเวหิ โส ฯ

ภิกฺขูหิ สหิโต วีถึ ปฏิปชฺชิตฺถ จกฺขุมา

โอภาเสนฺโต ทิสา สพฺพา ทีปรุกฺโขว โชตติ ฯ

วชฺชนฺติ เภริโย สพฺพา คจฺฉนฺเต โลกนายเก

ปภา นิทฺธาวเต ตสฺส สตรํสีว อุคฺคโต ฯ

กวาฏนฺตริกายาปิ ปวิฏฺเฐน จ รสฺมินา

อนฺโตฆเรสุ วิปุโล อาโลโก อาสิ ตาวเท ฯ

ปภํ ทิสฺวาน พุทฺธสฺส ปาริสชฺเช อโวจหํ

นิสฺสํสยํ พุทฺธเสฏฺโฐ อิมํ วีถิมุปาคโต ฯ

ขิปฺปํ โอรุยฺห ปาสาทา อคมึ อนฺตราปถํ ๑

สมฺพุทฺธํ อภิวาเทนฺโต ๒ อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ

อนุกมฺปตุ เม พุทฺโธ ชลชุตฺตมนามโก ๓

วสีสตสหสฺเสหิ อธิวาเสสิ โส มุนิ ฯ

นิมนฺตยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ อภิเนสึ สกํ ฆรํ

ตตฺถ อนฺเนน ปาเนน สนฺตปฺเปสึ มหามุนึ ฯ

ภุตฺตาวีกาลมญฺญาย พุทฺธเสฏฺฐสฺส ตาทิโน

สงฺคีเตน ๔ ตุริเยน พุทฺธเสฏฺฐํ อุปฏฺฐหึ ฯ

ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห

อนฺโตฆเร นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ

โย มํ ตุริเยนุปฏฺฐาสิ อนฺนปานญฺจทาสิ เม

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ

ปหูตภกฺโข หุตฺวาน สหิรญฺโญ สโภชโน

จตุทฺทีเป เอกรชฺชํ การยิสฺสติยํ นโร ฯ

ปญฺจสีเล สมาทาย ทสกมฺมปเถ รโต ๑

สมาทาย ปวตฺตนฺโต ปริสํ สิกฺขเปสฺสติ ฯ

ตุริยสตสหสฺสานิ นาริโย ๒ สมลงฺกตา

วชฺชยิสฺสนฺติมํ นิจฺจํ อุปฏฺฐานสฺสิทํ ผลํ ฯ

ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ

จตุสฏฺฐิขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ ฯ

จตุสตฺตติกฺขตฺตุํ ๓ จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ

ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ

กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

อุปปชฺชติ ยํ โยนึ เทวตฺตํ อถ มานุสํ

อนูนโภโค หุตฺวาน มนุสฺสตฺตํ คมิสฺสติ ฯ

อชฺฌายโก ภวิตฺวาน ติณฺณํ เวทาน ปารคู

อุตฺตมตฺถํ คเวสนฺโต จริสฺสติ มหึ ตทา ๔ ฯ

โส จ ปจฺฉา ปพฺพชิตฺวา สุกฺกมูเลน โจทิโต

โคตมสฺส ภควโต สาสเนภิรมิสฺสติ ฯ

อาราธยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ

กิเลเส ฌาปยิตฺวาน อรหายํ ภวิสฺสติ ฯ

ปวเน พฺยคฺฆราชาว มิคราชาว เกสรี

อภีโต วิหรามชฺช สกฺยปุตฺตสฺส สาสเน ฯ

เทวโลเก มนุสฺเส วา ทลิทฺเท ทุคฺคติมฺหิ วา

นิพฺพตฺตึ เม น ปสฺสามิ อุปฏฺฐานสฺสิทํ ผลํ ฯ

วิเวกมนุยุตฺโตมฺหิ อุปสนฺโต นิรูปธิ

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ชตุกณฺณิโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ชตุกณฺณิกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. กามคุเณ ฯ ๒ ม. ยุ. นจฺจนฺตา ฯ ๓ ม. เจลาปิกา ลามณิกา ฯ ยุ.

เวลามิกา วามนิกา ฯ ๔ ม. กุญฺชวาสี ติมชฺฌิกา ฯ ๕ ยุ. สุมาสกา ฯ

๖ ม. ยุ. ติทสงฺคเณ ฯ ๗ ม. ยุ. ปถิกา ฯ ๘ ม. ปฏคา ฯ ยุ. ปทกา ฯ

๑ ม. โคธมฺมา ฯ ๒ ม. ปริตฺตกา สนฺติปตฺตา ฯ ๓ ยุ. โกณฺฑปุคฺคลิกา พหู ฯ

๔ ม. ยุ. โอฑฺฑกา ฯ ๕ ม. มลวาฬกา ฯ ๖ ม. ยุ. อนฺธกา ฯ ๗ ม. โกฏลา

หนุวินฺทกา ฯ ยุ. โกลกา ... ฯ ๘ ม. ธมฺมรานิคฺคมานุสา ฯ ยุ. ปพฺพราภคฺคการุสา ฯ

๙ ม. เคหิตา ฯ ๑๐ ม. กลิงฺคา ฯ ๑๑ ยุ. มตฺถลา ฯ ๑๒ ม. อารพฺภา จ โอฆุฏฐา ฯ ยุ.

เวลาวกา อรมฺมา โอกฺกลา เมกลา ฯ ๑๓ ม. ยุ. โรหนา ฯ ๑๔ ยุ. จิตฺตาว ฯ

๑๕ ย. สุปฺปาริกา กิกุมารา จ ฯ ๑๖ ม. มลฺลโสวณฺณภูมิกา ฯ ๑๗ ม. วชฺชีตงฺคา ฯ

๑ ม. ยุ. กมฺมารา ฯ ๒ ยุ. จาปการา ฯ ๓ ม. สูปิกา สูปรกฺขา จ ฯ ยุ. ...

รูทสกฺกา จ ฯ ๔ ม. พนฺธิกา ฯ ยุ. สนฺถิกา ฯ ๕ ม. มมตฺตสฺส ... ฯ ยุ.

ปมตฺตสฺส ฯ ๖ ม. ยุ. รตเนนหํ ฯ ๗ ม. ยุ. ... นายโก ฯ ๘ ม. วสี ฯ

๑ ม. ยุ. อนฺตราปณํ ฯ ๒ ม. อภิวาเทตฺวา ฯ ๓ ม. ยุ. ... นายโก ฯ

๔ ม. ยุ. สตงฺคิเกน ฯ

๑ ม. ยุ. ตโต ฯ ๒ ม. เภริโย ฯ ๓ ม. จตุสฏฺฐิกฺขตฺตุํ ฯ ๔ ม. ยุ. อิมํ ฯ

Royal Thai

ในกาลนั้น เราเป็นบุตรเศรษฐีอยู่ในนครหงสวดี เพียบพร้อมแวดล้อมอยู่ด้วยกามคุณทั้งหลาย ในกาลนั้น เราขึ้นอยู่ในปราสาท ๓ หลัง ใช้สอยโภคสมบัติมากมาย แวดล้อมด้วยการฟ้อนรำขับร้องอยู่ในปราสาทนั้น นักดนตรีอันประกอบด้วยเครื่องประโคมอย่างดีมาประโคมเรา หญิงทั้งปวงบำเรอเรา นำเอาใจของเราไป นักเจลาวกา นักวามนิกา กุญชวาสีหิมชฺฌิตานักห้อยโหน นักจำอวด ย่อมแวดล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ คนเฝ้ายาม คนตีกลองนักเต้นรำ นักฟ้อนรำ ลคร และพวกดีดสีตีเป่าเป็นอันมาก แวดล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ ช่างกัลบก คนรับใช้เมื่ออาบน้ำ พ่อครัว ช่างดอกไม้สุปาสกา ช่างกัลบก และนักมวย ทั้งหมดแวดล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ เมื่อคนเหล่านั้นแสดงกีฬาอยู่

เมื่อเราชื่นชมการบำเรอที่คนเหล่านั้นทำ เราย่อมไม่รู้คืนและวัน เปรียบเหมือนพระอินทร์ในดาวดึงส์ คนเดินทาง คนกำพร้า คนขอทาน นักสืบ (นักเที่ยว) เป็นอันมาก ย่อมเข้ามาขอเราจนถึงเรือนเป็นนิตย์ สมณะและพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นบุญเขตอย่างยิ่งเมื่อจะยังบุญของเราให้เจริญ ย่อมมาจนถึงเรือนเรา พวกนิครนถ์นุ่งผ้าลฏุกาเอาดอกไม้กรองนุ่ง ถือไม้ ๓ อัน ขมวดผมรวมกัน ทั้งปวง ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน พวกอาชีวกถอนผม ถือว่าตนประเสริฐ เกลือกกลั้วด้วยละอองธุลีเหล่านี้ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน ปริวตฺตกา สิทฺธปตฺตาโกธปุคฺคนิกา พหู ตปสี วนจารี จ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน คนตาบอดคนทมิฬ สากุฬา มลยาฬกา

สวรา โยนกา เจว ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน คนฺธกา มุณฺฑกา สพฺเพ กุฏฺฐลา สานุวินฺทกา อาราว จีนรฏฺฐา จย่อมมาหาเราจนถึงเรือน อลสนฺทกา ปลฺลวกา ปพฺพตานคฺคมารุหาพาหิกา เจตปุตฺตา จ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน ชาวมธุรรัฐ ชาวโกศลรัฐ ชาวกาสี ชาวหัตถิบุรี ชาวอิสินทรัฐ ชาวมักกลรัฐ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน เจลาวกา อารมฺพา จ โอภาสา เมฆลา พหู ขุทฺทกาสุทฺทกา เจว ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน โรหกา สินฺธวา เจว จิตฺตกาเอกกณฺณิกา สุรฏฺฐา อปรนฺตาจ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน สุปารกากุมาราจ มลยา โสณฺณภูมิกา วิชฺชิหารา จ เต สพฺเพ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน ช่างสาน ช่างหูก ช่างหนัง ช่างถาก คนงาน และช่างหม้อย่อมมาหาเราจนถึงเรือน

ช่างแก้ว ช่างเหล็ก ช่างทอง ช่างเย็บผ้า และช่างดีบุก ทั้งหมดนั้น ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน ช่างศร ช่างกลึง คนรับใช้ส่งของ ช่างปรุงของหอม ช่างย้อม และช่างชุน ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน คนขาย น้ำมัน คนหาฟืน คนหาบน้ำ คนรับใช้ คนหุงต้มคนตักน้ำ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน คนเฝ้าประตู ทหาร ช่างกรองดอกไม้คนทิ้งดอกไม้ ควาญช้าง คนเลี้ยงช้าง ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน เราได้ถวายแก่พระราชาพระนามว่าอานันทะทุกอย่าง เรายังความพร่องด้วยรัตนะมีวรรณ ๗ ประการให้เต็ม คนทั้งหมดมากด้วยกันมีวรรณะต่างกันเหล่าใดที่เราตั้งไว้แล้ว เรารู้จิตของคนเหล่านั้นแล้วให้เขาอิ่ม (พอใจ) แม้ด้วยรัตนะ เมื่อดนตรีมีเสียงไพเราะบรรเลงอยู่ เมื่อกลองดังก้องอยู่ เมื่อสังข์เขาเป่าอยู่ เรารื่นรมย์อยู่ในเรือนของตน

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตระ พระองค์ผู้มีจักษุ พร้อมด้วยภิกษุขีณาสพประมาณแสนรูป เสด็จดำเนินไปตามถนนด้วยกัน ทรงยังทิศทั้งปวงให้สว่างโชติช่วง เหมือนต้นไม้ประจำทวีป เมื่อพระองค์ผู้นำของโลกกำลังเสด็จไป กลองทั้งปวงยังดังก้องอยู่ รัศมีของพระองค์สว่างไสวดุจพระอาทิตย์อุทัย ฉะนั้น ขณะนั้น แสงสว่างจ้าส่องเข้าไปภายในเรือนของเรา ด้วยพระรัศมีที่ส่องเข้าไปทางช่องหน้าต่าง เราเห็นรัศมีของพระพุทธเจ้าแล้วได้กล่าวกะพวกบริษัทว่า

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดเสด็จมาถึงถนนนี้แน่แล้ว เรารีบลงจากปราสาทแล้ว ได้ไปสู่ระหว่างถนน ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า ได้กราบทูลดังนี้ว่า ขอพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระทรงอนุเคราะห์ข้าพระองค์ พระมุนีพระองค์นั้นพร้อมด้วยพระอรหันต์แสนรูปทรงรับนิมนต์ ครั้นเรานิมนต์พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้นำพระองค์มาสู่เรือนของตน อังคาสพระมหามุนีให้ทรงอิ่มหนำ ด้วยข้าวและน้ำในเรือนนั้นเรารู้เวลาที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้คงที่กำลังเสวย ได้บำรุงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ด้วยการขับร้องและดนตรี

พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระผู้ทรงรู้แจ้งโลก ควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งอยู่ภายในเรือน ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดบำรุงเราด้วยดนตรี แลได้ถวายข้าวน้ำแก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว คนผู้นี้จักเป็นผู้มีอาหารมากมาย มีเงิน มีโภชนะ เสวยรัชสมบัติผู้เดียวในทวีปทั้ง ๔ จักสมาทานศีล ๕ ยินดีในกรรมบถ ๑๐ ครั้นสมาทานแล้วก็ประพฤติ ยังบริษัทให้ศึกษา นางสาวแสนคน อันประดับประดาสวยงาม จักบรรเลงดนตรีบำเรอผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการบำรุง ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นจอมเทวดา เสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๖๔ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๔ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ ในแสนกัลปแต่กัลปนี้

พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้เข้าถึงกำเนิดใด คือเป็นเทวดาหรือมนุษย์ จักเป็นผู้เล่าเรียน รู้จบไตรเทพ จักเที่ยวแสวงหาประโยชน์อันสูงสุดอยู่ในแผ่นดิน ในกาลนั้น และภายหลัง เขาบวชแล้ว อันกุศลมูลตักเตือนแล้วจักยินดียิ่งในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม ผู้นี้จักยังพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมศากยบุตรให้โปรดปราน เผากิเลสทั้งหลายแล้ว จักได้เป็นพระอรหันต์ วันนี้ เราเป็นผู้ไม่ครั่นคร้ามอยู่ในศาสนาของพระศากยบุตร เปรียบเหมือนพระยาเสือโคร่ง และพระยาไกรสรราชสีห์ในป่าใหญ่ ฉะนั้น เราไม่เห็นการบังเกิดของเราในเทวโลกก็ดี ในมนุษยโลกก็ดี เป็นคนยากจนหรือเข็ญใจเลย นี้เป็นผลแห่งการบำรุง

เราเป็นผู้ขวนขวายในวิเวก สงบระงับ ไม่มีอุปธิ ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้ชัดแจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระชตุกัณณิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ชตุกัณณิกเถราปทาน.

ทสมํ อุเทนตฺเถราปทานํ (๔๑๐)

อุเทนเถราปทานที่ ๑๐ (๔๑๐)

ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกบัวบาน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เมตเตยยวรรค อุเทนเถราปทาน (๔๑๐) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

หิมวนฺตสฺส อวิทูเร ปทุโม นาม ปพฺพโต

อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา ฯ

นทิโย สนฺทเร ๑ ตตฺถ สุปติตฺถา มโนรมา

อจฺโฉทกา สีตชลา สนฺทเร ๒ นทิโย สทา ฯ

ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา วลชา ๑ มุญฺชโรหิตา

โสภนฺติ นทิโย เอเต วสนฺติ นทิยา ตทา ฯ

อมฺพชมฺพูหิ สญฺฉนฺนา กเรริติลกา ตถา

อุทฺทาลกา ปาฏลิโย โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

องฺโกลกา ๒ พิมฺพิชาลา มายาหรา ๓ จ ปุปฺผิตา

คนฺเธน อุปวายนฺตา ๔ โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

อธิมุตฺตา สตฺตลิกา นาคา สาลา จ ปุปฺผิตา

ทิพฺพา คนฺธา ๕ สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

โกสุมฺภา สลฬา นีปา หตฺถปาตา ๖ จ ปุปฺผิตา

ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

หรีตกา อามลกา อมฺพา ชมฺพู วิเภทกา

โกลา ภลฺลาตกา เพลฺลา ผลานิ พหุ อสฺสเม ฯ

กลมฺพา กทลี ตตฺถ ปุปฺผนฺติ มม อสฺสเม

ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

อโสกปิณฺฑี จ วรี ๗ นิมฺพรุกฺขา ๘ จ ปุปฺผิตา

ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

ปุณฺณาวา คิริปุณฺณาวา ๙ ติมิรา ตตฺถ ปุปฺผิตา

ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

นิคฺคุณฺฑี สิรินิคฺคุณฺฑี จมฺปรุกฺเขตฺถ ปุปฺผิตา

ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

อวิทูเร โปกฺขรณี จกฺกวากุปกุชฺชิตา

มนฺทาลเกหิ สญฺฉนฺนา ปทุมุปฺปลเกหิ จ ฯ

อจฺโฉทกา สีตชลา สุปติตฺถา มโนรมา

อจฺฉา ผลิกสมานา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

ปทุมา ปุปฺผเร ตตฺถ ปุณฺฑรีกา จ อุปฺปลา

มนฺทาลเกหิ สญฺฉนฺนา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา พลชา มุญฺชโรหิตา

วิจรนฺตาว เต ตตฺถ โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

กุมฺภีลา สสสุมารา จ กจฺฉปา จ คหา พหู

โอคหา ๑ อชครา จ โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

ปาเรวตา รวิหํสา จกฺกวากา นทีจรา

ทินฺทิภา ๒ สาลิกา เจว โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

นยิตา อมฺพคนฺธี จ เกตกา ตตฺถ ปุปฺผิตา

ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺตา โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

สีหา พฺยคฺฆา จ ทีปี จ อจฺฉโกกตรจฺฉโย

อนุสญฺจรนฺตา ปวเน โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

ชฏาภาเรน ภริตา อชินุตฺตรวาสิโน

อนุสญฺจรนฺตา ปวเน โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

อชินานิ ธรา เอเก ๓ นิปกา สนฺตวุตฺติโน

อปฺปาหารา จ เต สพฺเพ โสภนฺติ มม อสฺสมํ ฯ

ขาริกาชํ ๑ คเหตฺวาน อชฺโฌคยฺห วนํ ตทา

มูลผลานิ ภุญฺชนฺตา วสนฺติ อสฺสเม ตทา ฯ

น เต ทารุํ อาหรนฺติ อุทกํ ปาทโธวนํ

สพฺเพสํ อานุภาเวน สยเมวาหรียติ ฯ

จุลฺลาสีติสหสฺสานิ อิสโย ตตฺถ สมาคตา

สพฺเพว ฌายิโน เอเต อุตฺตมตฺถํ คเวสิโน ฯ

ตปสฺสิโน พฺรหฺมจารี โจเทนฺโต อปฺปนาว เต

อมฺพราวจรา สพฺเพ วสนฺติ อสฺสเม ตทา ฯ

ปญฺจาหํ สนฺนิปตนฺติ เอกคฺคา สนฺตวุตฺติโน

อญฺญมญฺญํ ๒ อภิวาเทตฺวา ปกฺกมนฺติ ทิสามุขา ฯ

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู

ตมนฺธการํ วิธมํ อุปฺปชฺชิ ตาวเท ชิโน ฯ

มม อสฺสมสามนฺตา ยกฺโข อาสิ มหิทฺธิโก

โส เม สํสิตฺถ สมฺพุทฺธํ ชลชุตฺตมนามกํ ๓ ฯ

เอส พุทฺโธ สมุปฺปนฺโน ปทุมุตฺตโร มหามุนิ

ขิปฺปํ คนฺตฺวาน สมฺพุทฺธํ ปยิรุปาสสฺสุ ๔ มาริส ๕ ฯ

ยกฺขสฺส วจนํ สุตฺวา วิปฺปสนฺเนน เจตสา

อสฺสมํ สํสาเมตฺวาน นิกฺขมึ ปวนา ตทา ฯ

เจเลว ฑยฺหมานมฺหิ นิกฺขมิตฺวาน อสฺสมา

เอกรตฺตึ นิวาสิตฺวา อุปคญฺฉึ วินายกํ ฯ

ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห

จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต เทเสสิ อมตํ ปทํ ฯ

สุผุลฺลํ ปทุมํ คยฺห อุปคนฺตฺวา มเหสิโน

ปสนฺนจิตฺโต สุมโน พุทฺธสฺส อภิวาทยึ ๑ ฯ

ปูชยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ ชลชุตฺตมนายกํ

เอกํสํ อชินํ กตฺวา สนฺถวึ โลกนายกํ ฯ

เยน ญาเณน สมฺพุทฺโธ วสตีห อนาสโว

ตํ ญาณํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ

สํสารโสตํ ฉินฺทิตฺวา ตาเรสิ สพฺพปาณินํ

ตว ธมฺมํ สุณิตฺวาน ตณฺหาโสตํ ตรนฺติ เต ฯ

ตุวํ สตฺถา จ เกตุว ๒ ธโช ยูโปว ๓ ปาณินํ

ปรายโน ปติฏฺฐาสิ ทีโป จ ทิปทุตฺตโม ๔ ฯ

ยาวตา คณิโน โลเก สตฺถวาหา ปวุจฺจเร

ตุวํ อคฺโคสิ สปฺปญฺโญ ตว อนฺโตคธาว เต ฯ

ตว ญาเณน สปฺปญฺโญ ๕ ตาเรสิ ชนตํ พหุํ

ตว ทสฺสนมาคมฺม ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสเร ฯ

เยเกจิเม คนฺธชาตา โลเก วายนฺติ จกฺขุม

ตว คนฺธสโม นตฺถิ ปุญฺญกฺเขตฺเต มหามุนิ ฯ

ติรจฺฉานโยนึ นิรยํ ปริโมเจหิ ๖ จกฺขุมา

อสงฺขตํ ปทํ สนฺตํ เทเสสิ ตฺวํ มหามุนิ ฯ

ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห

ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ

โย เม ญาณํ อปูเชสิ ปสนฺโน เสหิ ปาณิหิ

ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ

ตึส กปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ

สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ

สุลทฺธลาโภ ๑ ลทฺโธมฺหิ โตสยิตฺวาน สุพฺพตํ

สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุเทโน เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

อุเทนตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

อุทฺทานํ

เมตฺเตยฺโย ปุณฺณโก เถโร เมตฺตคู โธตโกปิจ

อุปสีโว จ นนฺโท จ เหมโก สตฺตโม ตหึ ฯ

โตเทยฺโย ชตุกณฺณี จ อุเทโน จ มหายโส

ตีณิ คาถาสตาเนตฺถ อสีติ ตีณิ จุตฺตรึ ฯ

เมตฺเตยฺยวคฺโค เอกจตฺตาฬีสโม ฯ

___________________

๑-๒ ยุ. สุนฺทรี ฯ

๑ ยุ. ชลชา ฯ ๒ ยุ. อาโกลกา ฯ ๓ ม. มายาการี ฯ ยุ. มายาจารา ฯ

๔-๕ ยุ. ทิพฺพคนฺธสมาปนฺนา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๖ ม. อฏฺฐงฺคาปิ ฯ

ยุ. กฏฺฐงฺคา จ สุปุปฺผิตา ฯ ๗ ม. อโสกาปิณฺฑิวารี จ ฯ ๘ ยุ. นีปรุกฺขา ฯ

๙ ม. ยุ. ปุนฺนาคา คิริปุนฺนาคา ฯ

๑ ยุ. โอคุหา ฯ ๒ ม. จนฺทิภา ฯ ๓ ม. ยุ. เอเต ฯ

๑ ม. ยุ. ขาริภารํ ฯ ๒ ม. ยุ. อญฺโญญฺญํ ฯ ๓ ม. ยุ. ... นายกํ ฯ

๔ ม. ปยิรุปาส ฯ ๕ ยุ. ปยิรุปาสสฺสุ ตํ มุนิ ฯ

๑ ม. ยุ. อภิโรปยึ ฯ ๒-๓ ม. ยุ. จ ฯ ๔ ม. ยุ. ทิปทุตฺตม ฯ

๕ ม. ตุวํ อคฺโคสิ สพฺพญฺญู ฯ ยุ. ตุวํ อคฺโคสิ สปฺปญฺโญ ฯ ๖ ม. ยุ. ปริโมเจสิ ฯ

๑ ม. ยุ. สุลทฺธลาภํ ฯ

Royal Thai

ภูเขาชื่อปทุม ตั้งอยู่ในที่ไม่ไกลต่อภูเขาหิมวันต์ เราทำอาศรมสร้างบรรณศาลาอย่างดีไว้ใกล้ภูเขาปทุมนั้น ที่ใกล้ภูเขานั้น มีแม่น้ำท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ น้ำใสแจ๋ว เย็นจืดสนิท น้ำไหลอยู่เป็นนิตย์ ในกาลนั้นปลาสลาด ปลากะบอก ปลาสวาย ปลาเค้า และปลาตะเพียน อยู่ในแม่น้ำย่อมทำแม่น้ำให้งาม ดาดาษไปด้วยต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นกุ่มต้นหมากเม่า ต้นราชพฤกษ์ ต้นแคฝอย ย่อมทำอาศรมของเราให้งามต้นปรู ต้นมะก่ำหลวง ต้นกะทุ่ม ต้นกาหลง ดอกกำลังบาน กลิ่นหอมฟุ้งไป ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ต้นคำ ต้นสน ต้นกะทุ่ม หตฺถปาตาจ กำลังดอกบาน กลิ่นหอมตลบอบอวล ย่อมทำอาศรมของเราให้งามต้นสมอ ต้นมะขามป้อม

ต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นสมอพิเภก ต้นพุทรา ต้นรกฟ้า ต้นมะตูม มีผลมากอยู่ใกล้อาศรมของเรา ต้นอ้อยต้นกล้วย กำลังผลิดอกออกผลใกล้อาศรมของเรานั้น ไม้กลิ่นหอมตลบอบอวล ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม ต้นอโสก จ วรี และต้นสะเดากำลังดอกบานกลิ่นหอมตลบอบอวล ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม ต้นมะนาว ต้นมะงั่ว ต้นดีหมี มีดอกบาน หอมตลบอบอวล ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม ไม้ยางทราย ต้นคณฑีเขมา และต้นจำปา มีดอกบาน กลิ่นหอมตลบอบอวล ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม ในที่ไม่ไกลมีสระบัว มีนกจากพรากส่งเสียงร้องอยู่ ดาดาษด้วยบัวขม บัวเผื่อนบัวหลวง และอุบล มีน้ำใสแจ๋ว เย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ น้ำใสสะอาด

เสมอด้วยแก้วผลึก ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม ในสระนั้น บัวหลวง บัวขาว บัวอุบล บัวขม และบัวเผื่อน ดอกบานสะพรั่ง ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ปลาสลาด ปลากะบอก ปลาสวายปลาเค้า และปลาตะเพียนว่ายอยู่ในสระนั้น ย่อมทำอาศรมของเราให้งามจระเข้ ปลาฉลาม เต่า คหาโอคหา และงูเหลือมเป็นอันมาก ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม นกพิราบ นกเป็ดน้ำ นกจากพราก นกกาน้ำ นกต้อยตีวิด และนกสาลิกา ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม มะม่วงหอมน่าดู ต้นลำเจียก ดอกกำลังบาน มีกลิ่นหอมอบอวล ย่อมทำอาศรมของเราให้งามราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาป่า หมาไน สัญจรอยู่ในป่าใหญ่ ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ฤาษีทั้งหลาย (เกล้าผมเป็นเชิง)สวมชฎา

มีหาบเต็ม นุ่งห่มหนังสัตว์ สัญจรอยู่ในป่าใหญ่ ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม บางพวกทรงหนังเสือ มีปัญญา มีความประพฤติสงบ และบริโภคอาหารแต่น้อยทั้งหมดนั้น ย่อมทำอาศรมของเราให้งามในกาลนั้น ฤาษีทั้งหลายเอาหาบใส่บ่าเข้าสู่ป่า กินเหง้ามันและผลไม้อยู่อาศรม ในกาลนั้น ฤาษีเหล่านั้นไม่ต้องนำฟืนมา น้ำสำหรับล้างเท้าก็ไม่ต้องนำมา ด้วยอานุภาพแห่งฤาษีทั้งปวง ฟืนและน้ำย่อมนำตัวมาเองฤาษี ๘๔,๐๐๐ ตน ประชุมกันอยู่ในอาศรมนั้น ทั้งหมดนี้เป็นผู้เพ่งฌานแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด ฤาษีเหล่านั้นเป็นผู้มีตบะ ประพฤติพรหมจรรย์ ตักเตือนกันและกัน เป็นผู้แน่นแฟ้น เหาะไปในอากาศได้ทุกคนอยู่ในอาศรมประชุมกันทุก

๕ วัน ไม่ระส่ำระสาย มีความประพฤติสงบระงับ อภิวาทกันและกันแล้ว จึงบ่ายหน้ากลับไปตามทิศ (ที่ตนอยู่)ในกาลนั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง พระองค์เสด็จอุบัติขึ้นกำจัดความมืดโดยรอบอาศรมของเรา มียักษ์ (เทวดา) ผู้มีฤทธิ์ ยักษ์ตนนั้นได้บอกข่าวพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตระแก่เราว่าพระพุทธเจ้าองค์นี้พระนามว่าปทุมุตระ เป็นมหามุนี เสด็จอุบัติแล้ว จงรีบไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าเถิด ท่านผู้เนียรทุกข์ เราได้ฟังคำของยักษ์แล้วมีใจเลื่อมใสยิ่งนัก เก็บอาศรมแล้ว ออกจากป่าในขณะนั้น เมื่อไฟกำลังไหม้ผ้าอยู่ เราออกจากอาศรม พักอยู่กลางทางคืนหนึ่งแล้ว เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา กำลังทรงประกาศสัจจะ ๔ แสดงอมฤตบทอยู่ เราถือดอกปทุมอันบานเต็มที่ เข้าไปเฝ้าพระองค์แล้ว มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ถวายบังคมพระพุทธเจ้า บูชาพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ แล้วเอาหนังสัตว์ห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง สรรเสริญพระองค์ผู้นำของโลกว่า พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ ประทับนั่งอยู่ที่นี้ด้วยพระญาณใด เราจักสรรเสริญพระญาณนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว พระสัมพุทธเจ้าทรงตัดกระแสสงสารแล้ว ทรงยังสรรพสัตว์ให้ข้าม สรรพสัตว์นั้นฟังธรรมของพระองค์แล้ว ย่อมข้ามกระแสตัณหาได้

พระองค์เป็นศาสดา เป็นธงชัยเป็นหลัก เป็นที่ยึดหน่วง เป็นที่พึ่ง และเป็นประทีปของสัตว์ทั้งหลายสูงสุดกว่าสัตว์ คณาจารย์ผู้นำหมู่ประมาณเท่าใด ที่ท่านกล่าวไว้ในโลกพระองค์เป็นผู้มีปัญญาเลิศกว่าคณาจารย์เหล่านั้น คณาจารย์เหล่านั้นนับเป็นภายในของพระองค์ พระองค์ผู้มีปัญญา ทรงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้นด้วยพระญาณของพระองค์ หมู่ชนอาศัยการได้เฝ้าพระองค์แล้วจักทำที่สุดทุกข์ได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ คันธชาติเหล่าใดเหล่าหนึ่งหอมฟุ้งไปในโลก ข้าแต่พระมหามุนีผู้เป็นนาบุญ คันธชาติเหล่านั้นที่จะเสมอด้วยกลิ่นหอมของพระองค์ไม่มี พระองค์ผู้มีจักษุ ขอจงทรงเปลื้องกำเนิดดิรัจฉาน นรก

พระองค์ทรงแสดงบทอันเป็นปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สงบระงับพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก สมควรกับเครื่องบูชาประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดมีความเลื่อมใสได้บูชาญาณของเรา ด้วยมือทั้งสองของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง เราเป็นผู้ได้ลาภอันได้ดีแล้ว เรายังพระพุทธเจ้าผู้มีวัตรงามให้ทรงโปรด กำหนดอาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอวิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วคุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระอุเทนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ อุเทนเถราปทาน.

------------------

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน ๒. ปุณณกเถราปทาน

๓. เมตตคูเถราปทาน ๔. โธตกเถราปทาน

๕. อุปสีวเถราปทาน ๖. นันทกเถราปทาน

๗. เหมกเถราปทาน ๘. โตเทยยเถราปทาน

๙. ชตุกัณณิกเถราปทาน ๑๐. อุเทนเถราปทาน

และในวรรคนี้มีคาถา ๓๘๓ คาถา.

จบ เมตเตยยวรรคที่ ๔๑.

---------------

End of เมตเตยยวรรค