พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · เอกุโปสถวรรค
๘. เขมาเถริยาปทาน เล่ม ๓๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๕๘ (Royal Thai)8/10 in เอกุโปสถวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เอกุโปสถวรรค เขมาเถริยาปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 33, pp. 359–371
[๒๘๕] พระนางมีญาณอันบริสุทธิ์ในอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณ เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรจะเศร้าโศกถึงพระนาง
[๒๘๖] คติของไฟที่ลุกโพลงถูกแผ่นเหล็กทับแล้วก็ดับไปโดยลำดับ ไม่มีใครรู้ได้ ฉันใด
[๒๘๗] บุคคลผู้ที่หลุดพ้นจากกิเลสด้วยดีแล้ว ข้ามพ้นโอฆะคือกามพันธุ์ บรรลุอจลบท (นิพพาน) แล้ว ก็ฉันนั้น ย่อมไม่มีคติที่ใคร ๆ จะรู้ได้[๒๘๘] เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นที่พึ่ง มีสติปัฏฐานเป็นโคจรเถิด เธอทั้งหลายอบรมโพชฌงค์ ๗ ประการแล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้”นัยว่า พระมหาปชาบดีโคตมีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ มหาปชาบดีโคตมีเถรีอุปทานที่ ๗
๘. เขมาเถรีอปทาน
ว่าด้วยบุพประวัติของพระเขมาเถรี
(พระเขมาเถรีได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๕๘} [๒๘๙] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระผู้ทรงมีพระจักษุในธรรมทั้งปวง ผู้ทรงเป็นพระนายก ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
[๒๙๐] ในกาลนั้น ดิฉันเกิดในตระกูลเศรษฐี มีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่าง ๆ ในพระนครหังสวดี เป็นผู้เพียบพร้อมไปด้วยความสุขมาก[๒๙๑] ดิฉันเข้าไปเฝ้าพระพุทธมหาวีรเจ้าพระองค์นั้น แล้วได้ฟังพระธรรมเทศนา เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น จึงได้ถึงพระองค์เป็นสรณะ[๒๙๒] ดิฉันขออนุญาตมารดาบิดาแล้วนิมนต์พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำอย่างพิเศษให้เสวยพร้อมด้วยพระสาวกตลอด ๗ วัน[๒๙๓] เมื่อ ๗ วันล่วงไปแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นสารถีฝึกนรชน ทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่งซึ่งสูงสุดกว่าพวกภิกษุณีฝ่ายที่มีปัญญามากไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ[๒๙๔] ดิฉันได้ฟังเรื่องนั้นแล้ว มีความยินดี
ทำสักการะแด่พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่พระองค์นั้นอีกแล้วหมอบลงปรารถนาตำแหน่งนั้น[๒๙๕] ในทันใดนั้น พระชินเจ้าพระองค์นั้นตรัสกะดิฉันว่า “ความปรารถนาของท่านจักสำเร็จ สักการะที่ท่านทำแล้วแก่เราพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์มีผลมาก[๒๙๖] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในราชวงค์ของพระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก[๒๙๗] หญิงผู้นี้จักได้เป็นภิกษุณีชื่อเขมา จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นธิดาอันธรรมเนรมิต จักถึงตำแหน่งเอตทัคคะ”
[๒๙๘] ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ ดิฉันละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
[๒๙๙] จุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้วไปชั้นยามา จุติจากชั้นยามาแล้วไปชั้นดุสิต จุติจากชั้นดุสิตแล้วไปชั้นนิมมานรดี จุติจากชั้นนิมมานรดีแล้วไปชั้นปรนิมมิตวสวัตดี[๓๐๐] เพราะอำนาจบุญกรรมนั้น ดิฉันเกิดในภพใด ๆ ก็ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระราชาในภพนั้น ๆ
[๓๐๑] ดิฉันจุติจากภพนั้นแล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ และเป็นพระมเหสีของพระเจ้าเอกราช[๓๐๒] เสวยทิพยสมบัติและมนุษย์สมบัติมีความสุขทุกภพ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกัปเป็นอันมาก
[๓๐๓] ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ผู้ทรงเป็นนายกของโลก งดงามน่าดูยิ่งนัก ผู้ทรงเห็นแจ่มแจ้งใน ธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว[๓๐๔] ดิฉันเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้ทรงเป็นนายกของโลก ผู้เป็นสารถีฝึกนรชนฟังธรรมอันประณีตแล้วได้ออกบวชเป็นบรรพชิต[๓๐๕] ในพระศาสนาของพระวีรเจ้าพระองค์นั้น ๑๐,๐๐๐ ปี ประพฤติพรหมจรรย์ ประกอบความเพียร เป็นพหูสูต
[๓๐๖] ฉลาดในปัจจยาการ คล่องแคล้วในจตุราริยสัจ มีปัญญาละเอียด แสดงธรรมไพเราะ ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ๑๐,๐๐๐ ปี[๓๐๗] ด้วยผลแห่งพรหมจรรย์ ดิฉันจุติจากภพนั้นแล้วเข้าถึงสวรรค์ ชั้นดุสิต เป็นผู้มียศ เสวยสมบัติในภพนั้นและภพอื่น
[๓๐๘] ดิฉันเกิดในภพใด ๆ ก็เป็นผู้มีสมบัติมาก มีทรัพย์มาก มีปัญญา รูปงาม มีบริวารชนก็ว่าง่าย
[๓๐๙] ด้วยบุญกรรมและความเพียรในศาสนาของพระชินเจ้านั้น สมบัติทุกอย่างดิฉันหาได้ง่าย เป็นที่รักแห่งใจ
[๓๑๐] ด้วยผลแห่งการปฏิบัติของดิฉัน เมื่อดิฉันเดินไปณที่ใด ๆ สามีของดิฉันและใคร ๆ ก็ไม่ดูหมิ่นดิฉัน
[๓๑๑] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ มียศมาก ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว[๓๑๒] ในกาลนั้นแล กุลธิดาผู้เกิดในตระกูลที่ได้รับความสำเร็จด้วยดี ในพระนครพาราณสี ชื่อธนัญชานี ๑ สุเมธา ๑ ดิฉัน ๑ รวมเป็น ๓ คนด้วยกัน[๓๑๓] ได้ถวายสังฆารามแด่พระมุนีหลายพันรูป และได้สร้างวิหารอุทิศถวายแด่พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์
[๓๑๔] เราทั้งหมดด้วยกันจุติจากภพนั้นแล้วเขาถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยยศกว่าเทพธิดาและกุลธิดาในมนุษย์[๓๑๕] ในภัทรกัปนี้แหละพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพราหมณ์ มียศมาก ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว[๓๑๖] ในกาลนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกีในพระนครพาราณสีอันอุดม เป็นใหญ่กว่าประชาชน เป็นอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
[๓๑๗] ดิฉันเป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของท้าวเธอ มีนามปรากฏว่าสมณี ได้ฟังธรรมของพระชินเจ้าผู้เสิศแล้วพอใจบรรพชา
[๓๑๘] แต่พระชนกนาถไม่ทรงอนุญาตแก่พวกดิฉัน ครั้งนั้นพวกดิฉันท่องเที่ยวอยู่ในการครองเรือนอย่างไม่เบื่อหน่ายถึง ๒๐๐,๐๐๐ ปี
[๓๑๙] พวกดิฉันผู้เป็นราชกัญญา ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารีดำรงอยู่ในสุขสมบัติพระราชธิดา ๗ องค์ล้วนพอใจยินดีในการบำรุงพระพุทธเจ้า
[๓๒๐] พระราชธิดาทั้ง ๗ นั้น คือ พระนางสมณี ๑ พระนางสมณคุตตา ๑ พระนางภิกขุนี ๑ พระนางภิกขุทาสิกา ๑ พระนางธัมมา ๑ พระนางสุธัมมา ๑ พระนางสังฆทาสิกาเป็นคนที่ ๗[๓๒๑] พระราชธิดาทั้ง ๗ นั้นได้กลับมาเกิดเป็นดิฉัน เป็นพระอุบลวรรณาเถรี เป็นพระปฏาจาราเถรี เป็นพระกุณฑลเกสีเถรีเป็นพระกิสาโคตมีเถรี เป็นพระธัมมทินนาเถรี คนที่ ๗ เป็นนางวิสาขาอุบาสิกา[๓๒๒] บางครั้ง พระพุทธเจ้าผู้เป็นดังดวงอาทิตย์ของนรชนพระองค์ นั้นทรงแสดงธรรมเป็นอัศจรรย์ ดิฉันได้ฟังมหานิทานสูตรแล้วเล่าเรียนอยู่
[๓๒๓] ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ ดิฉันละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
[๓๒๔] ในภพหลังครั้งนี้ ดิฉันเป็นพระธิดาที่พอพระทัยโปรดปรานของพระเจ้ามัททราชในสากลนครอันอุดม
[๓๒๕] พร้อมกับเมื่อดิฉันเกิด พระนครนั้นได้มีแต่ความเกษมสุข โดยคุณเนรมิตนั้น ชื่อดิฉันจึงปรากฏว่าเขมา
[๓๒๖] เมื่อดิฉันเจริญวัยโตเป็นสาว มีรูปร่างและผิวพรรณงดงาม พระราชบิดาก็โปรดประทานดิฉันแก่พระเจ้าพิมพิสาร
[๓๒๗] ดิฉันเป็นที่โปรดปรานของพระราชสวามี ยินดีแต่ในการบำรุงรูปร่าง จะไม่พอใจอย่างมากต่อคนที่กล่าวตำหนิรูปร่าง[๓๒๘] ในกาลนั้น พระเจ้าพิมพิสารโปรดให้นักร้องมาร้องเพลงพรรณนาเรื่องพระเวฬุวันให้ดิฉันฟัง ด้วยพระประสงค์จะทรงอนุเคราะห์และให้ดิฉันรู้สึก[๓๒๙] ดิฉันสำคัญว่าพระเวฬุวันอันเป็นที่ประทับแห่งพระสุคตเจ้า เป็นที่น่ารื่นรมย์ ผู้ใดยังมิได้เห็นก็จัดว่าผู้นั้นยังไม่เห็นนันทวัน[๓๓๐] พระเวฬุวันเป็นดังว่านันทวัน อันเป็นที่เพลิดเพลินของนรชน ผู้ใดได้เห็นแล้วนับว่าผู้นั้นเห็นดีแล้วซึ่งนันทวัน อันเป็นที่เพลิดเพลินของท้าวอมรินทร์[๓๓๑] ท้าวสักกเทวราชและทวยเทพละนันทวันแล้วลงมาที่พื้นดิน เห็นพระเวฬุวันอันน่ารื่นรมย์เข้าแล้วก็อัศจรรย์ใจเพลินชมมิได้เบื่อ[๓๓๒] พระเวฬุวันเกิดขึ้นเพราะบุญของพระราชา อันบุญญานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าประดับแล้ว ใครเล่าจะกล่าวถึงความเจริญด้วยคุณแห่งพระเวฬุวันให้จบสิ้นได้[๓๓๓] ในกาลที่ดิฉันได้ฟังความสำเร็จแห่งพระเวฬุวันอันเป็นที่ชอบโสตและชอบใจแล้วประสงค์จะเห็น จึงได้กราบทูลพระราชา[๓๓๔] ในกาลนั้น ท้าวมหิบดีจึงดำรัสสั่งดิฉันผู้มุ่งจะชมพระเวฬุวันพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมากด้วยพระดำรัสว่า
- ๑ท้าวมหิบดี พระเจ้าแผ่นดิน ในที่นี้หมายถึงพระเจ้าพิมพิสาร
[๓๓๕] “พระนางผู้มีสมบัติมาก เชิญเสด็จไปชมพระเวฬุวันอันเป็นที่เย็นตา เปล่งปลั่งด้วยพระรัศมีแห่งพระสุคตเจ้า งามด้วยสิริทุกสมัยเถิด”[๓๓๖] ดิฉันทูลว่า “เมื่อพระพุทธมุนีเสด็จเข้ามาทรงบาตรในพระนครราชคฤห์อันอุดม หม่อมฉันจึงจะเข้าไปชมพระเวฬุวัน”[๓๓๗] เวลานั้น พระเวฬุวันมีสวนดอกไม้กำลังแย้มบาน วู่ว่อนไปด้วยภมรต่าง ๆ และมีเสียงนกดุเหว่ากู่ร้องดังเพลงขับ ทั้งมีเหล่านกยูงฟ้อนรำ[๓๓๘] เงียบเสียง ไม่พลุกพล่าน ประดับไปด้วยที่จงกรมต่าง ๆ สะพรั่งไปด้วยกุฎีและมณฑปที่พระโยคีผู้กล้าชอบกัน[๓๓๙] เมื่อดิฉันเที่ยวชมไปก็ได้รู้สึกว่า “นัยน์ตาของเรามีผล” ครั้งนั้น ดิฉันได้เห็นภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งกำลังประกอบกิจอยู่ จึงได้คิดไปว่า[๓๔๐] “ภิกษุนี้ยังอยู่ในปฐมวัย มีรูปร่างน่าปรารถนา ปฏิบัติดีอยู่ในป่าที่น่ารื่นรมย์เช่นนี้เหมือนคนอยู่ในที่มืด
[๓๔๑] ภิกษุนี้ศีรษะโล้น คลุมสังฆาฏินั่งอยู่ที่โคนไม้ ละความยินดีที่เกิดแต่อารมณ์เจริญฌานอยู่
[๓๔๒] ธรรมดาคฤหัสถ์ควรจะบริโภคกามตามความสุข แก่แล้วจึงควรจะประพฤติธรรมอันเจริญงามนี้ในภายหลัง”[๓๔๓] ดิฉันสำคัญว่าพระคันธกุฎีที่ประทับแห่งพระชินเจ้าว่างเปล่าจึงเข้าไป ได้เห็นพระชินเจ้าดังดวงอาทิตย์แรกอุทัย[๓๔๔] ประทับสำราญพระองค์เดียว มีหญิงสาวสวยพัดถวายอยู่ ครั้นแล้วดำริผิดว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้องอาจกว่านรชนพระองค์ นี้มิได้เศร้าหมอง
[๓๔๕] หญิงสาวคนนั้นมีรัศมีเปล่งปลั่งดังทองคำ มีหน้าตางดงาม เช่นดอกบัว ริมฝีปากแดงดังผลตำลึงสุก ชำเลืองแต่น้อยเป็นที่ดึงดูดใจและนัยน์ตา[๓๔๖] มีลำแขนเหมือนทอง วงหน้าสวย ถันทั้งคู่เต่งตั่งดังดอกบัวตูม มีเอวกลม สะโพกผึ่งผาย ลำขาน่ายินดี มีเครื่องประดับสวยงาม[๓๔๗] เครื่องประดับสีแดงแวววาว นุ่งผ้าเนื้อเกลี้ยงสีเขียว มีรูปสมบัติที่ชมไม่เบื่อ ประดับด้วยสรรพาภรณ์”[๓๔๘] ดิฉันเห็นหญิงสาวนั้นเข้าแล้วคิดว่า “โอ ! หญิงสาวคนนี้รูปงามเหลือเกิน เราไม่เคยเห็นด้วยตาดวงนี้ในครั้งไหน ๆ มาก่อนเลย”[๓๔๙] ขณะนั้น หญิงสาวคนนั้นถูกชราย่ำยี มีผิวพรรณแปลกไปหน้าเหี่ยว ฟันหัก ผมหงอก น้ำลายไหล หน้าไม่สะอาด[๓๕๐] ใบหูแข็งกระด้าง นัยน์ตาขาว นมยานไม่งาม ตัวตกกระ ทั่วไปร่างกายสั่นเทาตลอดศีรษะ
[๓๕๑] หลังขด มีไม้เท้าเป็นคู่เดิน ร่างกายซูบผอมลีบไป ลั่นงันงก ล้มลงแล้วหายใจถี่ ๆ
[๓๕๒] ลำดับนั้น ความสังเวชอันไม่เคยเป็นทำให้ขนลุกชูชัน ได้มีแก่ ดิฉันว่า “น่าตำหนิรูปอันไม่สะอาดที่พวกคนเขลายินดีกัน”[๓๕๓] ในกาลนั้น พระพุทธเจ้าผู้ทรงพระกรุณามาก มีพระหัยปีติโสมนัส ทอดพระเนตรเห็นดิฉันผู้มีใจสังเวชแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า[๓๕๔] “ดูก่อนเขมา จงดูร่างกายอันกระสับกระส่าย ไม่สะอาด โสโครก ไหลเข้า ไหลออก ที่พวกคนเขลายินดีกันนักสิ
[๓๕๕] เธอจงอบรมจิตให้เป็นสมาธิดี มีอารมณ์เดียวโดยเป็นอสุภารมณ์ เถิด เธอจงมีกายคตาสติ มากไปด้วยความเบื่อหน่ายเถิด
[๓๕๖] รูปร่างหญิงนี้ฉันใด รูปร่างของเธอนั้นก็ฉันนั้น รูปร่างของเธอฉันใด รูปร่างหญิงนี้ก็เป็นฉันนั้น เธอจงคลายความพอใจในร่างกายทั้งภายในทั้งภายนอกเสียเถิด[๓๕๗] จงอบรมอนิมิตตวิโมกข์ จงละมานานุสัยเสีย เธอจักเป็นผู้สงบเที่ยวไปเพราะละมานานุสัยนั้นได้
[๓๕๘] เหล่าสัตว์ผู้มีความกำหนัดด้วยราคะย่อมตกไปตามกระแสตัณหา เหมือนแมลงมุมวิ่งไปตามใยที่มันชักไว้เอง นักปราชญ์ทั้งหลายตัดกระแสตัณหาแม้นั้นแล้ว ไม่มีความเยื่อใยย่อมละทุกข์ ทั้งปวงไปได้”[๓๕๙] ขณะนั้น พระบรมศาสดาผู้ทรงเป็นสารถีฝึกนรชนทรงทราบดิฉัน ว่ามีจิตควรแล้ว จึงทรงแสดงมหานิทานสูตรเพื่อทรงแนะนำดิฉัน
[๓๖๐] ดิฉันได้ฟังสูตรอันประเสริฐนั้นแล้วจึงระลึกถึงสัญญาในกาลก่อนได้ ดํารงอยู่ในสัญญานั้นแล้วชำระธรรมจักษุให้หมดจด
- ๑อสุภารมณ์ อารมณ์อันไม่งาม หมายถึงอสุภกัมมัฏฐาน คือ การทำความเพียรฝึกอบรมจิตโดยใช้สภาพอันไม่งามของร่างกายหรือซากศพในสภาพต่าง ๆ เป็นอารมณ์พิจารณา (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๕๗, ขุ.อุ.อ. ๒๕๐)
- ๒กายคตาสติ สติอันไปในกาย หมายถึงสติอันกำหนดพิจารณากายโดยแยกส่วนต่าง ๆ มีผมเป็นต้นให้เห็นเป็นของไม่สะอาดเป็นต้นเป็นอารมณ์ (นัย องฺ.เอกก.อ. ๔๑๙, ขุ.อุ.อ. ๒๐๐)
- ๓อนิมิตตวิโมกข์ ความหลุดพ้นด้วยไม่ถือนิมิตด้วยนิมิตคือราคะ โทสะ โมหะ หมายถึงภาวะที่หลุดพ้นด้วยพิจารณาเห็นนามรูปโดยความไม่เที่ยงแล้วถอนนิมิตเสียได้ หรือภาวะที่หลุดพ้น เพราะเห็นอนิจจลักษณะ (ขุ.เถร.อ. ๑/๓๐๐,ขุ.อป.อ.๑/๒๔๕) จัดเป็น ๑ในวิโมกข์ ๓ ซึ่งอีก ๒ คือ สุญญตวิโมข์ ความหลุดพ้นโดยว่างจากกิเลสมีราคะเป็นต้น อัปปณิหิตวิโมกข์ ความหลุดพ้นด้วยไม่มีกิเลสเหตุให้ปรารถนาคือราคะเป็นต้น
- ๔มานานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือความถือตัว (นัย ขุ.ม.อ. ๙๘,๙๙,ขุ.ปฎิ.อ. ๑/๒๙๘)
[๓๖๑] ทันใดนั้น ดิฉันหมอบลงแทบพระบาทยุคลแห่งพระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เพื่อประสงค์จะแสดงโทษจึงได้กราบทูลว่า
[๓๖๒] “ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเห็นแจ้งธรรมทั้งปวง หม่อมฉันขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระกรุณาเป็นที่อยู่หม่อมฉันขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เสด็จข้ามสงสารแล้ว หม่อมฉันขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ประทานอมตธรรม หม่อมฉันขอนอบน้อมแด่พระองค์[๓๖๓] หม่อมฉันแล่นไปสู่ที่รกชัฏคือทิฏฐิ หลงใหลเพราะกามราคะ อันพระองค์ทรงแนะนำด้วยอุบายที่ชอบแล้ว จึงยินดีในธรรมที่ทรงแนะนำ
[๓๖๔] เพราะไม่ได้พบท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เช่นพระองค์ สัตว์ทั้งหลายจึงเหินห่างจากประโยชน์ ประสบมหันตทุกข์กันอยู่ในสงสารสาคร
[๓๖๕] การที่หม่อมฉันมิได้มาเฝ้าพระองค์ผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์ไลก ไม่เป็นศัตรูแก่สัตวโลก เสด็จถึงที่สุดแห่งมรณะ มีธรรมเป็นประโยชน์อย่างดี หม่อมฉันขอแสดงโทษนั้น
[๓๖๖] หม่อมฉันมัวแต่ยินดีในรูปร่าง ระแวงว่าพระองค์ไม่ทรงเกื้อกูล จึงมิได้มาเฝ้าพร ะองค์ผู้ทรงเกื้อกูลมาก ทรงประทานธรรมอันประเสริฐ หม่อมฉันขอแสดงโทษนั้น”
[๓๖๗] ในกาลนั้น พระองค์ผู้ทรงพระมหากรุณา มีพระกระแสเสียงที่ไพเราะ เมื่อทรงใช้นํ้าอมฤตรดดิฉันได้ตรัสว่า “ลุกขึ้นเถิด เขมา”
[๓๖๘] ในกาลนั้น ดิฉันประนมมือนมัสการด้วยเศียรเกล้าและทำประทักษิณพระองค์แล้ว กลับไปเฝ้าพระราชสวามีผู้เป็นนรบดีแล้วกราบทูลว่า
[๓๖๙] “ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปราบศึก น่าชมพระราโชบายโดยชอบที่พระองค์ทรงดำริแล้ว พระมุนีผู้ไม่มีกิเลสเหมือนป่าอันหม่อมฉันผู้ปรารถนาจะชมพระเวฬุวันได้พบแล้ว[๓๗๐] ขอเดชะ ถ้าพระองค์จะทรงโปรด หม่อมฉันผู้เบื่อหน่าย ในรูปตามที่พระพุทธมุนีตรัสสอน ก็จักขอบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้คงที่พระองค์นั้น
จบ ทุติยภาณวาร
[๓๗๑] ในกาลนั้น พระเจ้าพิมพิสารพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ทรงประคองอัญชลีตรัสว่า “ดูก่อนน้องนาง พี่อนุญาตแก่เธอบรรพชาจงสำเร็จแก่เธอเถิด”[๓๗๒] ในกาลนั้น ดิฉันบวชมาแล้วได้ ๗ เดีอน เห็นประทีปสว่างขึ้นและดับไป ก็มีใจสังเวช
[๓๗๓] เบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง ฉลาดในปัจจยาการ ข้ามพ้นโอฆะ ๔ แล้วได้บรรลุอรหัต
- ๑ปัจจยาการ อาการที่เป็นปัจจัยแก่กันและกัน (วิ.อ. ๓/๓)เป็นไวพจน์ของปฏิจจสมุปบาท ซึ่งหมายถึงธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อมกันหรือความเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันจึงเกิดมีขึ้น การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา(นัย ที.ม.อ. ๖๐, ม.มู.อ. ๒/๘๓, สํ.ส.อ. ๑๘๖, ขุ.อุ.อ. ๓๙) อนึ่ง เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท พึงดูความพิสดารในมหานิทานสูตร ที.ม. (แปล) ๑๐/๙๕/๗๗
- ๒โอฆะ ๔ หมายถึงห้วงวังวนแห่งกิเลส มี ๔ อย่าง คือ (๑) กามโอฆะ คือความพอใจยินดีในกามคุณ ๕ (๒) ภวโอฆะ คือ ความพอใจยินดีในรูปภพหรืออรูปภพ และความติดใจในฌาน (๓) ทิฏฐิโอฆะ คือทิฏฐิ ๖๒ ประการ (๔) อวิชชาโอฆะ คือความไม่รู้ในอริยสัจ ๔ (สํ.ส.อ. ๑๖, ขุ.เถร.อ. ๑/๑๐๐,ขุ.ปฏิ.อ.๑/๑๒๘)
[๓๗๔] เป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ ในทิพพโสตธาตุ และเจโตปริยญาณ
[๓๗๕] รู้ชัดปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพพจักขุให้บริสุทธิ์แล้ว มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก
[๓๗๖] ญาณอันบริสุทธิ์ของดิฉันในอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณเกิดขึ้นแล้วในพระพุทธศาสนา
[๓๗๗] ดิฉันเป็นผู้ฉลาดในวิสุทธิทั้งหลาย คล่องแคล่วในกถาวัตุถุ รู้จักนัยแห่งอภิธรรม ถึงความชำนาญในศาสนา
[๓๗๘] ภายหลัง พระราชสวามีผู้ฉลาดตรัสถามปัญหาละเอียดในโตรณวัตถุ ดิฉันได้วิสัชนาโดยควรแก่กถา
[๓๗๙] ในกาลนั้น พระราชาเสด็จเข้าไปเฝ้าพระสุคตเจ้าแล้วทูลสอบถามปัญหาเหล่านั้น พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์เป็นอย่างเดียวกันกับที่ดิฉันวิสัชนาแล้ว[๓๘๐] พระชินเจ้าผู้สูงสุดกว่านรชนทรงพอพระนัยในคุณสมบัตินั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่าเป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุณีผู้มีปัญญามาก[๓๘๑-๓๘๓] ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดิฉันทําเสร็จแล้ว ดังนี้แล
นัยว่า พระเขมาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ เขมาเถริยาปทานที่ ๘
๙. อุปปลวัณณาเถรีอปทาน
ว่าด้วยบุพประวัติของพระอุบลวรรณาเถรี
(พระอุบลวรรณาเถรีได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๕๙} [๓๘๔] พระอุบลวรรณาภิกษุณีกล่าวถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์ ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดาแล้วทูลว่า
[๓๘๕] “ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันข้ามพ้นชาติสงสารได้แล้ว บรรลุถึงอจลบทหมดสิ้นทุกข์ทั้งปวงแล้ว ขอกราบทูลว่า
[๓๘๖] ขอประชุมชนผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและพวกชนที่หม่อม ฉันได้ทำความผิดให้ จงยกโทษให้หม่อมฉันเฉพาะพระพักตร์พระชินเจ้าด้วย
[๓๘๗] ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันขอกราบทูลว่า เมื่อหม่อมฉันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ ถ้าจะมีความผิดพลาดไป ก็ขอพระองค์ได้ทรงโปรดยกโทษแก่หม่อมฉันด้วยเถิด”[๓๘๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอุบลวรรณาผู้ทำตามคำสั่งสอนของเรา เธอจงแสดงฤทธิ์ตัดความสงสัยแห่งบริษัท ๔ ในวันนี้เถิด”
[๓๘๙] พระอุบลวรรณาเถรีกราบทูลว่า“ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้มีพระปัญญา ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง หม่อมฉันเป็นธิดาของพระองค์มี กรรมที่ทำได้ยากมาก และกรรมที่ทำได้แสนยากหม่อมฉันทำไว้แล้ว[๓๙๐] ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้ทรงมีพระจักษุ หม่อมฉันมีนามว่าอุบลวรรณาเพราะมีสีกายเหมือนสีดอกอุบล เป็นธิดาของพระองค์ ขอถวายบังคมพระยุคลบาท
End of ๘. เขมาเถริยาปทาน