พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ปังสุกุลสวรรค
๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน เล่ม ๓๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๗๗ (Royal Thai)7/10 in ปังสุกุลสวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปังสุกุลสวรรค ปุฬินุปปาทกเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 33, pp. 123–127
๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน
บุพประวัติของพระปุฬินุปปาทกเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการก่อเจดีย์ทราย
(ท่านพระปุฬินุปปาทกเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๗๗} [๑๑๑] เราเป็นดาบสชื่อเทวละอาศัยอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ ที่จงกรมของเราเป็นที่อันอมนุษย์เนรมิตไว้ให้ ณ ภูเขานั้น
[๑๑๒] ครั้งนั้น เรามุ่นมวยผม สะพายคนโทนํ้า เมื่อจะแสวงหา ประโยชน์อันสูงสุดจึงได้ออกจากป่าใหญ่ไป
[๑๑๓] ครั้งนั้น ศิษย์ ๘๔,๐๐๐ คนอุปัฏฐากเรา พวกเขาขวนขวาย เฉพาะการงานของตนอยู่ในป่าใหญ่
[๑๑๔] เราออกจากอาศรมก่อพระเจดีย์ทรายแล้วรวบรวมเอาดอกไม้นานาชนิดมาบูชาพระเจดีย์นั้น
[๑๑๕] เราทำจิตให้เลื่อมใสในพระเจดีย์นั้นแล้วเข้าไปสู่อาศรม พวกศิษย์ได้มาประชุมพร้อมกันทุกคนแล้วถามถึงความข้อนี้ว่า[๑๑๖] “ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ สถูปที่ท่านนมัสการก่อด้วยทราย แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็อยากจะรู้ ท่านถูกพวกข้าพเจ้าถามแล้ว ขอจงบอกแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย,,[๑๑๗] เราตอบว่า “พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้มีพระจักษุ มีพระยศใหญ่ ท่านทั้งหลายได้พบแล้วในบทมนต์ของเรามิใช่หรือ เรานมัสการพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด มีพระยศใหญ่เหล่านั้น”[๑๑๘] ศิษย์เหล่านั้นได้ถามอีกว่า“พระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรใหญ่ รู้เญยยธรรมทั้งปวง เป็นพระนายกของโลกเหล่านั้นเป็นเช่นไร
มีคุณเป็นอย่างไร มีศีลเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่เหล่านั้นเป็นไฉน,,
[๑๑๙] เราได้ตอบว่า “พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มีพระทนต์ครบ ๔๐ ทัศ มีดวงพระเนตรดังตาแห่งโคและเหมือนผลมะกล่ำ[๑๒๐] อนึ่ง พระพุทธเจ้าเหล่านั้นเมื่อเสด็จดำเนินไป ก็ทอดพระเนตรดูเพียงชั่วแอก พระชานุของพระองค์ไม่ลั่น ใคร ๆ ไม่ได้ยินเสียงที่ข้อต่อ[๑๒๑] อนึ่ง พระสุคตเจ้าทั้งหลายเมื่อเสด็จดำเนินไป ก็ไม่รีบร้อนเสด็จดำเนินไป ทรงก้าวพระบาทเบื้องขวาก่อน นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย[๑๒๒] และพระพุทธเจ้าเหล่านั้นเป็นผู้ไม่หวาดกลัว เหมือนดังไกรสรมฤคราชฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้นไม่ทรงยกพระองค์และไม่ทรงข่มขี่สัตว์ทั้งหลาย[๑๒๓] ทรงหลุดพ้นจากความถือตัวและดูหมิ่น ทรงเป็นผู้มีพระองค์เสมอในสัตว์ทั้งปวง พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ไม่ทรงยกพระองค์ นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย[๑๒๔] และพระพุทธเจ้าทั้งหลายเมื่อเสด็จอุบัติขึ้น พระองค์ทรงแสดงแสงสว่าง ทรงประกาศวิการ ๖ ทั่วพื้นแผ่นดินนี้ทั้งสิ้น
- ๑วิการ ๖ หมายถึงอาการที่แผ่นดินไหว ๖ อย่าง คือ (๑) ยืดยวบขึ้นด้านตะวันออก ยุบยวบลงด้านตะวันตก (๒) ยืดยวบขึ้นด้านตะวันตก ยุบยวบลงด้านตะวันออก (๓) ยืดยวบขึ้นด้านเหนือ ยุบยวบลงด้านใต้ (๔) ยืดยวบขึ้นด้านใต้ ยุบยวบลงด้านเหนือ (๕) ยืดยวบขึ้นตรงกลาง ยุบยวบลงด้านริมขอบ (๖) ยืดยวบขึ้นด้านริมขอบ ยุบยวบลงตรงกลาง (ขุ.พุทฺธ.อ. ๙๓)
[๑๒๕] ทั้งพระองค์ทรงเห็นนรกด้วย ครั้งนั้นไฟนรกก็ดับ มหาเมฆยังฝนให้ตก นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
[๑๒๖] พระพุทธเจ้าผู้มหานาคเหล่านั้นเป็นเช่นนี้ พระพุทธเจ้าเป็นผู้มีพระคุณหาประมาณมิได้ ทรงมีพระยศใหญ่ ใคร ๆ ก็ไม่เกินพระองค์โดยพระเกียรติคุณ”[๑๒๗] ศิษย์ทุกคนเป็นผู้มีความเคารพชื่นชมถ้อยคำของเรา ต่างได้ปฏบัติเช่นนั้นตามสติกำลัง
[๑๒๘] พวกเขามีความเพลิดเพลินในกรรมของตน เชื่อฟังถ้อยคำของเรา มีฉันทะอัธยาศัยน้อมไปในความเป็นพระพุทธเจ้า พากันบูชาพระเจดีย์ทราย[๑๒๙] ในกาลนั้น เทพบุตรผู้มียศใหญ่จุติจากชั้นดุสิตบังเกิดในพระครรภ์ของพระมารดา หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว
[๑๓๐] เรายืนอยู่ในที่จงกรมไม่ไกลอาศรม ศิษย์ทุกคนได้มาประชุมพร้อมกันในสำนักของเราถามว่า
[๑๓๑] “แผ่นดินบันลือลั่นดุจโคอุสภะ คำรามดุจมฤคราช ร้องดุจจระเข้ จักมีผลเป็นอย่างไร”
[๑๓๒] เราตอบว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดที่เราประกาศ ณ ที่ใกล้พระสถูปกองทราย บัดนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีโชคเป็นศาสดาพระองค์นั้นเสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดาแล้ว”[๑๓๓] เราแสดงธรรมกถาแก่พวกศิษย์เหล่านั้นแล้วกล่าวสดุดีพระมหามุนี ส่งศิษย์ของตนไปแล้วนั่งขัดสมาธิ
[๑๓๔] ก็กำลังของเราสิ้นไปแล้วหนอ เราเจ็บหนัก ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดแล้วก็ทำกาลกิริยา ณ ที่นั้นเอง
[๑๓๕] ครั้งนั้น ศิษย์ทุกคนพร้อมกันทำเชิงตะกอนแล้วยกซากศพของเราขึ้นเชิงตะกอน
[๑๓๖] พวกเขาล้อมเชิงตะกอนประคองอัญชลีเหนือเศียร ถูกลูกศรคือความโศกครอบงำ ชวนกันมาคร่ำครวญ
[๑๓๗] เมื่อศิษย์เหล่านั้นพิไรรำพันอยู่ เราได้ไปใกล้เชิงตะกอน สั่งสอนพวกเขาว่า “เราคืออาจารย์ของพวกท่าน แน่ะท่านผู้มีปัญญาดีทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าได้เศร้าโศกไปเลย[๑๓๘] ท่านทั้งหลายควรเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน เพียรพยายามในประโยชน์ของตนทั้งกลางคืนและกลางวัน ท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาท ควรทำขณะเวลาให้ถึงพร้อม”
[๑๓๙] เราพร่ำสอนศิษย์ของตนแล้วกลับไปยังเทวโลก เราได้อยู่ในเทวโลกถึง ๑๘ กัป
[๑๔๐] ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และได้เสวยรัชสมบัติ ในเทวโลกเกิน ๑๐๐ ครั้ง
[๑๔๑] ในกัปที่เหลือ เราได้เวียนว่ายตายเกิดปนเปไป แต่ก็ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการก่อเจดีย์ทราย
[๑๔๒] ในเดือนที่ดอกโกมุทบาน ต้นไม้เป็นอันมากต่างก็ออกดอกบานฉันใด เราก็เป็นผู้อันพระศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ให้บานแล้วในสมัย ฉันนั้นเหมือนกัน[๑๔๓] ความเพียรของเรานำธุระน้อยใหญ่ไป นำเอาธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะมา เราตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
[๑๔๔] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้สรรเสริญพระพุทธเจ้าไว้ ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ[๑๔๕-๑๔๗] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล
นัยว่า ท่านพระปุฬินุปปาทกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ ปุฬินุปปาทกเถราปทานที่ ๗
๘. ตรณิยเถราปทาน
บุพประวัติของพระตรณิยเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการทอดตนเป็นสะพาน
(ท่านพระตรณิยเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๗๘} [๑๔๘] ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสีผู้เป็นพระสยัมภู เป็นพระนายกโลก เป็นพระตถาคต ได้เสด็จไปที่ส่งแม่น้ำวินดา[๑๔๙] เราเป็นเต่าสัญจรอยู่ในน้ำ ออกไปจากน้ำแล้วประสงค์จะเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จข้ามฟาก จึงเข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้นายกของโลก[๑๕๐] กราบทูลว่า“ขอเชิญพระพุทธเจ้าอัตถทัสสีผู้เป็นพระมหามุนีเสด็จ ขึ้นหลังข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์จะให้พระองค์เสด็จข้ามฟาก ขอพระองค์โปรดทรงทำที่สุดแห่งทุกข์แก่ข้าพระองค์เถิด,,
End of ๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน