arnon.world

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ปังสุกุลสวรรค

๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน เล่ม ๓๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในปังสุกุลสวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

สตฺตมํ ปุฬินุปฺปาทกตฺเถราปทานํ (๔๘๗)

ปุฬินุปปาทกเถราปทานที่ ๗

ว่าด้วยผลแห่งการก่อเจดีย์ทราย

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปังสุกุลสวรรค ปุฬินุปปาทกเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ เทวโล นาม ตาปโส

ตตฺถ เม จงฺกโม อาสิ อมนุสฺเสหิ มาปิโต ฯ

ชฏาภารสฺส ๑ ภริโต กมณฺฑลุธโร ตทา

อุตฺตมตฺถํ คเวสนฺโต ปวนา นิกฺขมึ ๒ ตทา ฯ

จุลฺลาสีติสหสฺสานิ สิสฺสา มยฺหํ อุปฏฺฐหุํ

สกกมฺมาภิปสุตา วสนฺติ ปวเน ตทา ฯ

อสฺสมา อภินิกฺขมฺม อกํ ปุฬินเจติยํ

นานาปุปฺผํ สมาเนตฺวา ตํ เจติยํ อปูชยึ ฯ

ตตฺถ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา อสฺสมํ ปวิสามหํ

สพฺเพ สิสฺสา สมาคนฺตฺวา เอตมตฺถํ อปุจฺฉิสุํ ๓ ฯ

ปุฬิเนน กโต ถูโป ยํ ตฺวํ เทว นมสฺสสิ

มยมฺปิ ญาตุมิจฺฉาม ปุฏฺโฐ อาจิกฺข โน ตุวํ ฯ

ทิฏฺฐา โน ๔ โว มนฺตปเท จกฺขุมนฺโต มหายสา

เต โข อหํ นมสฺสามิ พุทฺธเสฏฺเฐ มหายเส ฯ

กีทิสา เต มหาวีรา สพฺพญฺญู โลกนายกา

กถํวณฺณา กถํสีลา กีทิสา เต มหายสา ฯ

พตฺตึสลกฺขณา พุทฺธา จตฺตาริว ๕ ทิชาปิจ

เนตฺตา โคปขุมา ๖ เตสํ ชิญฺชุกผลสนฺนิภา ฯ

คจฺฉมานา จ เต พุทฺธา ยุคมตฺตญฺจ เปกฺขเร

น เตสํ ชาณุ นทติ สนฺธิสทฺโท น สุยฺยติ ฯ

คจฺฉมานา จ สุคตา อตุริตาว ๗ คจฺฉเร

ปฐมํ ทกฺขิณํ ปาทํ พุทฺธานํ เอส ธมฺมตา ฯ

อสมฺภีตา จ เต พุทฺธา มิคราชาว เกสรี

เนวุกฺกํเสนฺติ อตฺตานํ โน จ วมฺเภนฺติ ปาณินํ ฯ

มานาติมานโต ๑ มุตฺตา สมา สพฺเพสุ ปาณิสุ

อนตฺตุกฺกํสกา พุทฺธา พุทฺธานํ เอส ธมฺมตา ฯ

อุปฺปชฺชนฺตา จ สมฺพุทฺธา อาโลกํ ทสฺสยนฺติ เต

ฉพฺพิการํ ๒ ปกาเสนฺติ ๓ เกวลํ วสุธํ อิมํ ฯ

ปสฺสนฺติ นิรยญฺเจเต นิพฺพาติ นิรโย ตทา

ปวสฺสติ มหาเมโฆ พุทฺธานํ เอส ธมฺมตา ฯ

อีทิสา เต มหานาคา อตุลา เต ๔ มหายสา

วณฺณโต อนติกฺกนฺตา อปฺปเมยฺยา ตถาคตา ฯ

อนุโมทึสุ เม วากฺยํ สพฺเพ สิสฺสา สคารวา

ตถาว ๕ ปฏิปชฺชึสุ ยถาสตฺติ ยถาพลํ ฯ

ปฏิปูเชนฺติ ปุฬินํ เต ๖ สกมฺมาภิลาสิโน

สทฺทหนฺตา มม วากฺยํ พุทฺธตฺตคตมานสา ๗ ฯ

ตทา จวิตฺวา ตุสิตา เทวปุตฺโต มหายโส

อุปฺปชฺชิ มาตุกุจฺฉิสฺมึ ทสสหสฺสิ กมฺปถ ฯ

อสฺสมสฺสาวิทูรมฺหิ จงฺกมมฺหิฏฺฐิโต อหํ

สพฺเพ สิสฺสา สมาคนฺตฺวา อาคจฺฉฉ มม สนฺติเก ฯ

อุสโภว มหิ นทติ มิคราชาว กุชฺชติ

สสสุมาโรว สฬติ ๘ กึ วิปาโก ภวิสฺสติ ฯ

ยํ ปกิตฺเตมิ สมฺพุทฺธํ สิกตา ถูปสนฺติเก

โส ทานิ ภควา สตฺถา มาตุกุจฺฉิมุปาคมิ ฯ

เตสํ ธมฺมกถํ กตฺวา ๑ กิตฺตยิตฺวา มหามุนึ

อุยฺโยเชตฺวา สเก สิสฺเส ปลฺลงฺเก อาภุชึ อหํ ฯ

พลญฺจ วต เม ขีณํ พฺยาธิโก ๒ ปรเมนหํ

พุทฺธเสฏฺฐํ สริตฺวาน ตตฺถ กาลํ กโต อหํ ฯ

สพฺเพ สิสฺสา สมาคนฺตฺวา อกํสุ จิตกํ ตทา

กเลวรญฺจ เม คยฺห จิตกํ อภิโรปยุํ ฯ

จิตกํ ปริวาเรตฺวา สีเส กตฺวาน อญฺชลึ

โสกสลฺลปเรตา เต วิกนฺทึสุ สมาคตา ฯ

เตสํ ลาลปฺปมานานํ อคมํ ๓ จิตกนฺติกํ

อหํ อาจริโย ตุยฺหํ มา โสจิตฺถ สุเมธสา ฯ

สทตฺเถ วายเมยฺยาถ รตฺตินฺทิวมตนฺทิตา

มา โว ปมตฺตา อหุตฺถ ขโณ โว ปฏิปาทิโต ฯ

สเก สิสฺเสนุสาสิตฺวา เทวโลกํ ปุนาคมึ

อฏฺฐารส ๔ จ กปฺปานิ เทวโลเก อโหสหํ ๕ ฯ

สตานํ ปญฺจกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ อโหสหํ

อเนกสตกฺขตฺตุญฺจ เทวรชฺชํ อการยึ ฯ

อวเสเสสุ กปฺเปสุ โวกิณฺณํ ๖ สํสรึ อหํ

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ อุปฺปาทสฺส อิทํ ผลํ ฯ

ยถา โกมุทิเก มาเส พหู ปุปฺผนฺติ ปาทปา

ตเถวาหมฺปิ สมเย ปุปฺผิโตมฺหิ มเหสินา ๑ ฯ

วิริยํ เม ธุรโธรยฺหํ โยคกฺเขมาธิวาหนํ

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ พุทฺธมภิกิตฺตยึ

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ กิตฺตนาย อิทํ ผลํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปุฬินุปฺปาทโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ปุฬินุปฺปาทกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. ชฏาภาเรน ฯ ๒ ยุ. อภินิกฺขมึ ฯ ๓ ม. ยุ. ปุจฺฉึสุ มํ ฯ ๔ ม. ... นุ

มนฺตปเท ฯ ๕ ม. ยุ. จตฺตาฬีส ฯ ๖ ยุ. โคปมุขา ฯ ๗ ม. อุทฺธรนฺตาว ฯ

๑ ม. ยุ. มานาวมานโต ฯ ๒ ม. ฉปฺปการํ ฯ ๓ ยุ. ปกมฺเปนฺติ ฯ ๔-๕ ม. ยุ. จ ฯ

๖ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๗ ม. พุทฺธสกฺกตมานสา ฯ ๘ ยุ. สทฺทติ ฯ

๑ ม. วตฺวา ฯ ๒ ม. พฺยาธินา ฯ ๓ ม. อคมํ จิตกํ ตทา ฯ ยุ. อคมาสึ ... ฯ

๔ โป. ยุ. อฏฺฐารสาหํ กปฺปานิ ฯ ๕ ม. รมามหํ ฯ ยุ. รมึ อหํ ฯ ๖ ม. ยุ.

โวกิณฺโณ ฯ

ฉบับหลวง

เราเป็นดาบสชื่อเทวละ อาศัยอยู่ที่ภูเขาหิมพานต์ ที่จงกรมของเราเป็นที่อันอมนุษย์ เนรมิตให้ ณ ภูเขานั้น ครั้งนั้นเรามุ่นมวยผมสะพายคนโทน้ำ เมื่อจะแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด ได้ออกจากป่าใหญ่ไป ครั้งนั้น ศิษย์ ๘,๔๐๐๐ คน อุปัฏฐากเรา เขาทั้งหลายขวนขวายเฉพาะกรรมของตนอยู่ในป่าใหญ่ เราออกจากอาศรมก่อพระเจดีย์ทรายแล้วรวบรวมเอาดอกไม้นานาชนิดมาบูชาพระเจดีย์นั้นเรายังจิตให้เลื่อมใสในพระเจดีย์นั้นแล้ว เข้าไปสู่อาศรม พวกศิษย์ได้มาประชุมพร้อมกันทุกคนแล้ว ถามถึงความข้อนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ สถูปที่ท่านนมัสการก่อด้วยทราย แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็อยากจะรู้ ท่านอันข้าพเจ้าทั้งหลายถามแล้วขอจงบอกแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย.

เราตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้มีพระจักษุ มียศใหญ่ ท่านทั้งหลายได้พบแล้วในบทมนต์ของเรามิใช่หรือ เรานมัสการพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดมียศใหญ่เหล่านั้น.

ศิษย์เหล่านั้นได้ถามอีกว่า พระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรใหญ่รู้ไญยธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำโลกเหล่านั้น เป็นเช่นไร มีคุณเป็นอย่างไร มีศีลเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่เหล่านั้นเป็นดังฤา.

เราได้ตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย มีพระมหาปุริสลักษณะ๓๒ ประการ มีพระทนต์ครบ ๔๐ ทัศ มีดวงพระเนตรดังตาแห่งโคและเหมือนผลมะกล่ำ อนึ่ง พระพุทธเจ้าเหล่านั้นเมื่อเสด็จดำเนินไป ก็ย่อมทอดพระเนตรดูเพียงชั่วแอก พระชานุของพระองค์ไม่ลั่น ใครๆ ไม่ได้ยินเสียงที่ต่อ อนึ่ง พระสุคตทั้งหลาย เมื่อเสด็จดำเนินไป ย่อมไม่รีบร้อนเสด็จดำเนินไป ทรงก้าวพระบาทเบื้องขวาก่อน นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้ไม่หวาดกลัว เปรียบเหมือนไกรสรมฤคราช ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ไม่ทรงยกพระองค์และไม่ทรงข่มขี่สัตว์ทั้งหลาย ทรงหลุดพ้นจากการถือตัว และดูหมิ่น ท่านเป็นผู้มีพระองค์เสมอในสัตว์ทั้งปวง

พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ไม่ทรงยกพระองค์ นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระพุทธเจ้าทั้งหลายเมื่อเสด็จอุบัติขึ้นพระองค์ทรงแสดงแสงสว่าง ทรงประกาศวิการ ๖ทั่วพื้นแผ่นดินนี้ทั้งสิ้นทั้งพระองค์ทรงเห็นนรกด้วย ครั้งนั้น ไฟนรกดับ มหาเมฆยังฝนให้ตก นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระพุทธเจ้าผู้มหานาคเหล่านั้น เป็นเช่นนี้ พระพุทธเจ้าผู้มียศใหญ่เหล่านั้น ไม่มีใครเทียมเท่า พระตถาคตทั้งหลาย เป็นผู้มีพระคุณหาประมาณมิได้ ใครๆไม่เกินพระองค์ไปโดยเกียรติคุณ.

ศิษย์ทุกคนเป็นผู้มีความเคารพ ชื่นชมถ้อยคำของเรา ต่างได้ปฏิบัติเช่นนั้น ตามสติกำลัง พวกเขามีความเพลิดเพลินในกรรมของตนเชื่อฟังถ้อยคำของเรา มีฉันทะอัธยาศัยน้อมไปในความเป็นพระพุทธเจ้า พากันบูชาพระเจดีย์ทราย ในกาลนั้น เทพบุตรผู้มียศใหญ่ จุติจากชั้นดุสิต บังเกิดในพระครรภ์ของพระมารดา หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว เรายืนอยู่ในที่จงกรมไม่ไกลอาศรม ศิษย์ทุกคนได้มาประชุมพร้อมกันในสำนักของเรา ถามว่า แผ่นดินบันลือลั่นดุจโคอุสภะ คำรณดุจมฤคราช ร้องดุจจระเข้ จักมีผลเป็นอย่างไร.

เราตอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดที่เราประกาศ ณ ที่ใกล้พระสถูปคือกองทราย บัดนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีโชค เป็นศาสดา พระองค์นั้น เสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดาแล้ว.

เราแสดงธรรมกถาแก่พวกศิษย์เหล่านั้นแล้ว กล่าวสดุดีพระมหามุนีส่งศิษย์ของตนไปแล้ว นั่งขัดสมาธิ ก็เราเป็นผู้สิ้นกำลังหนอเจ็บหนัก ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทำกาลกิริยา ณที่นั้นเอง ครั้งนั้น ศิษย์ทุกคนพร้อมกันทำเชิงตะกอนแล้ว ยกซากศพของเราขึ้นเชิงตะกอน พวกเขาล้อมเชิงตะกอน ประนมอัญชลีเหนือเศียร อันลูกศรคือ ความโศกครอบงำ ชวนกันมาคร่ำครวญเมื่อศิษย์เหล่านั้นพิไรรำพันอยู่ เราได้ไปใกล้เชิงตะกอน สั่งสอนพวกเขาว่า เราคืออาจารย์ของท่าน แน่ะท่านผู้มีปัญญาดีทั้งหลายท่านทั้งหลายอย่าได้เศร้าโศกเลย ท่านทั้งหลายควรเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน พยายามในประโยชน์ของตน ทั้งกลางคืนและกลางวันท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาท ควรทำขณะเวลาให้ถึงเฉพาะ เราพร่ำสอนศิษย์ของตนแล้วกลับไปยังเทวโลก

เราได้อยู่ในเทวโลกถึง๑๘ กัป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และได้เสวยราชสมบัติในเทวโลกเกินร้อยครั้ง ในกัปที่เหลือ เราได้ท่องเที่ยวไปอย่างสับสน แต่ก็ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการก่อเจดีย์ทรายในเดือนที่ดอกโกมุทบาน ต้นไม้เป็นอันมากต่างก็ออกดอกบานฉันใดเราก็เป็นผู้อันพระศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ให้บานแล้วในสมัยฉันนั้นเหมือนกัน ความเพียรของเรานำธุระน้อยใหญ่ไป นำเอาธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะมา เราตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้สรรเสริญพระพุทธเจ้าใด ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลยนี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระปุฬินุปปาทกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ปุฬินุปปาทกเถราปทาน.

จบ ๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน