arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ปังสุกุลสวรรค

๔. ญาณถวิกเถราปทาน เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๗๔ (Royal Thai)4/10 in ปังสุกุลสวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปังสุกุลสวรรค ญาณถวิกเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

The Mahamakut edition prints the commentary in the same volumes as the canon, so this text includes commentary.

ไทย (มหามกุฏฯ), vol. 72, pp. 122–126

Page 122

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน

ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

จบภิสทายกเถราปทาน

๔๘๓. อรรถกถาภิสทายกเถราปทาน

พึงทราบเรื่องราวในอุปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า มธุํ ภิเสหิ สวติ ความว่า น้ำผึ้งกำลังไหลหลั่งออกจากเกสรบัว. บทว่า ขีรํ สปฺปึ มุฬาลิภิ ความว่า น้ำนมและรสเนยใส กำลังไหลหลั่งออกจากเหง้าบัว อธิบายว่า เพราะฉะนั้น ขอพระพุทธเจ้า จงรับภิกษาทั้ง ๒ นั้นของข้าพระองค์เถิด.

จบอรรถกถาภิสทายกเถราปทาน

ญาณถวิกเถราปทานที่ ๔ (๔๘๕)

ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญพระพุทธญาณ

[๗๔] เราสร้างอาศรมอย่างสวยงามไว้ ณ

ทิศทักษิณแห่งภูเขาหิมวันต์ ครั้งนั้น เราเสาะหา

ประโยชน์อันสูงสุด จึงอยู่ในป่าใหญ่

เรายินดีด้วยลาภและความเสื่อมลาภ คือ

ด้วยเหง้ามันและผลไม้ ไม่เบียดเบียนใคร ๆ เที่ยว

ไป เราอยู่คนเดียว

Page 123

ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า

สุเมธะ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์กำลังรื้อขนมหาชน ทรงประกาศสัจจะอยู่

เรามิได้สดับข่าวพระสัมพุทธเจ้า ถึง

ใคร ๆ ที่จะบอกกล่าวให้เรารู้ก็ไม่มี เมื่อล่วงไปได้ ๘ ปี เราจึงได้สดับข่าวพระนายกของโลก

เรานำเอาไฟและฟืนออกไปเสียแล้ว

กวาดอาศรม ถือเอาหาบสิ่งของออกจากเตาไป

ครั้งนั้นเราพักอยู่ในบ้านและนิคมแห่ง

ละคืน เข้าไปใกล้พระนครจันทวดีโดยลำดับ

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของ

โลกพระนามว่าสุเมธะ กำลังรื้อขนสัตว์เป็นอันมาก ทรงแสดงอมตบท

เราได้ผ่านหมู่ชนไปถวายบังคมพระชินเจ้าผู้เสด็จมาดี ทำหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้วสรรเสริญพระผู้นำของโลกว่า

พระองค์เป็นพระศาสดาประหนึ่งยอด

เป็นธงชัยและเป็นเสายัญของหมู่สัตว์ เป็นที่ยึดหน่วง เป็นที่พึ่ง และเป็นเกาะของหมู่สัตว์ เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์.

จบภาณวารที่ ๒๑

Page 124

พระองค์เป็นผู้ฉลาด เป็นนักปราชญ์ใน

ทัศนะ ทรงช่วยประชุมชนให้ข้ามพ้นไปได้ข้าแต่พระมุนี ผู้อื่นที่จะช่วยให้สัตว์ข้ามพ้นไปยิ่งไปกว่าพระองค์ ไม่มีในโลก

สาครแสนลึกสุด ก็พึงอาจที่จะประมาณ

ได้ด้วยปลายหญ้าคา ข้าแต่พระสัพพัญญู ส่วนพระญาณของพระองค์ ใคร ๆ ไม่อาจจะประมาณได้เลย

แผ่นดิน ก็อาจที่จะวางบนตาชั่งแล้ว

กำหนดได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ แต่สิ่งที่เสมอกับพระปัญญาของพระองค์ไม่มีเลย

อากาศก็อาจจะวัดได้ด้วยเชือกและนิ้วมือ

ข้าแต่พระสัพพัญญู ส่วนศีลของพระองค์ ใคร ๆไม่อาจจะประมาณได้เลย

น้ำในมหาสมุทร อากาศและภูมิภาค ๓

อย่างนี้ประมาณเอาได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุพระองค์ย่อมเป็นผู้อันใคร ๆ จะประมาณเอาไม่ได้เลย

เรากล่าวสรรเสริญพระสัพพัญญู ผู้มี

พระยศใหญ่ ด้วยคาถา ๖ คาถาแล้ว ประนมกรอัญชลี ยืนนิ่งอยู่ในเวลานั้น

Page 125

พระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาเสมอด้วย

แผ่นดิน เป็นเมธีชั้นดี เขาขนานพระนามว่าสุเมธะ.

ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว

ได้ตรัสพระคาลาเหล่านี้ว่า ผู้ใดมีใจเลื่อมใส ได้กล่าวสรรเสริญญาณของเรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้นท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว

ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๗๗ กัป จักเป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติอยู่ในเทวโลก๑,๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเกินกว่าร้อยครั้ง

และจักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอัน

ไพบูลย์ โดยคณานับมิได้ เขาเป็นเทวดาหรือมนุษย์ จักเป็นผู้ตั้งมั่นในบุญกรรม จักเป็นผู้ความดำริแห่งใจไม่บกพร่อง มีปัญญากล้า

ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ พระศาสดามีพระนามว่าโคดม จักทรงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก

ผู้นี้ไม่มีความกังวล ออกบวชเป็น

บรรพชิต จักบรรลุพระอรหัตแต่อายุ ๗ ขวบ ในระหว่างเวลาที่เราระลึกถึงคน และได้บรรลุศาสน-

Page 126

ธรรม เจตนาที่ไม่น่ารื่นรมย์ใจ เราไม่รู้จักเลย

เราท่องเที่ยวไปเสวยสมบัติในภพน้อยภพใหญ่

ความบกพร่องในโภคทรัพย์ไม่มีแก่เราเลย นี้เป็น

ผลในการสรรเสริญพระญาณ

ไฟ ๓ กองเราดับสนิทแล้ว เราถอนภพ

ทั้งปวงขึ้นหมดแล้ว เราเป็นผู้สิ้นอาสวะทุกอย่าง

แล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก

ในกัปที่สามหมื่น เราได้สรรเสริญ

พระญาณใด ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จัก

ทุคติเลย นี้ก็เป็นผลแห่งการสรรเสริญพระญาณ

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน

ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระญาณถวิกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบญาณถวิกเถราปทาน

จันทนมาลิยเถราปทานที่ ๕ (๔๘๕)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายแก่นจันทร์และดอกรัง

[๗๕] เราละเบญจกามคุณอันน่ารัก น่า

รื่นรมย์ใจและละทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิแล้วบวชเป็นบรรพชิต

End of ๔. ญาณถวิกเถราปทาน