พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ภัททิยวรรค
๔. วังคีสเถราปทาน เล่ม ๓๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๓๔ (Royal Thai)4/10 in ภัททิยวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
จตุตฺถํ วงฺคีสตฺเถราปทานํ (๕๔๔)
วังคีสเถราปทานที่ ๔
ว่าด้วยบุพจริยาของพระวังคีสเถระ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค วังคีสเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺเมสุ จกฺขุมา
อิโต สตสหสฺสสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ
ยถาปิ สาคเร อุมฺมิ ๑ คคเน วิย ตารกา
เอวํ ปาวจนํ ตสฺส อรหนฺเตหิ จิตฺติตํ ฯ
สเทวาสูรนาเคหิ มนุเชหิ ปุรกฺขโต
สมณพฺราหฺมณากิณฺเณ ชนมชฺเฌ ชินุตฺตโม ฯ
ปภาหิ อนุรญฺชนฺโต โลเก โลกนฺตคู ชิโน
วจเนน วิโพเธนฺโต เวเนยฺยปทุมานิ โส ฯ
เวสารชฺเชหิ สมฺปนฺโน จตูหิ ปุริสุตฺตโม
ปหีนภยสารชฺโช เขมปฺปตฺโต วิสารโท ฯ
อาสภํ ปวรํ ฐานํ พุทฺธภูมิญฺจ เกวลํ
ปฏิชานาติ โลกคฺโค นตฺถิ สญฺโจทโก กฺวจิ ฯ
สีหนาทมสมฺภีตํ นทโต ตสฺส ตาทิโน
เทโว นโร วา พฺรหฺมา วา ปฏิวตฺตา น วิชฺชติ ฯ
เทเสนฺโต ปวรํ ธมฺมํ สนฺตาเรนฺโต สเทวกํ
ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ปริสาสุ วิสารโท ฯ
ปฏิภาณวตํ อคฺคํ สาวกํ สาธุสมฺมตํ
คุณํ พหุํ ปกิตฺเตตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสิ ตํ ฯ
ตทาหํ หํสวติยา พฺราหฺมโณ สาธุสมฺมโต
สพฺพเวทวิทู ชาโต วงฺคีโส ๑ วาทิสูทโน ฯ
อุเปจฺจ ตํ มหาวีรํ สุตฺวา ตํ ธมฺมเทสนํ
ปีติวรํ ปฏิลภึ สาวกสฺส คุเณ รโต ฯ
นิมนฺตยิตฺวา สุคตํ สสงฺฆํ โลกนนฺทนํ
สตฺตาหํ โภชยิตฺวาหํ ทุสฺเสหิ ฉาทยึ ตทา ฯ
นิปจฺจ สิรสา ปาเท กโตกาโส กตญฺชลี
เอกมนฺตํ ฐิโต หฏฺโฐ สนฺถวึ ชินมุตฺตมํ ฯ
นโม เต วาทิสูทน ๒ นโม เต อิสิสตฺตม ๓
นโม เต สพฺพโลกคฺค นโม เต อภยํกร ฯ
นโม เต มารมถน นโม เต ทิฏฺฐิสูทน
นโม เต สนฺติสุขท นโม เต สรณํกร ๔ ฯ
อนาถานํ ภวํ นาโถ ภีตานํ อภยปฺปโท
วิสฺสาสํ ๑ ภูมิสนฺตานํ สรณํ สรเณสินํ ฯ
เอวมาทีหิ สมฺพุทฺธํ สนฺถวิตฺวา มหาคุณํ
อโวจํ วาทิสูรสฺส ๒ คตึ ปปฺโปมิ ภิกฺขุโน ฯ
ตทา อโวจ ภควา อนนฺตปฏิภาณวา
โย โส พุทฺธํ อโภเชสิ ๓ สตฺตาหํ สหสาวกํ ฯ
คุณญฺจ เม ปกิตฺเตสิ ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ
เอโส ปตฺถยเต ฐานํ วาทิสูรสฺส ๔ ภิกฺขุโน ฯ
อนาคตมฺหิ อทฺธาเน ลจฺฉเสตํ มโนรถํ
เทวมนุสฺสสมฺปตฺตึ อนุโภตฺวา อนปฺปกํ ฯ
สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ
ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต
วงฺคีโส นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ
ตํ สุตฺวา มุทิโต หุตฺวา ยาวชีวํ ตทา ชินํ
ปจฺจเยหิ อุปฏฺฐาสึ เมตฺตจิตฺโต ตถาคตํ ฯ
เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ
ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ ๕ อคญฺฉหํ ฯ
ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ ปริพฺพาชกุเล ๖ อหํ
ปจฺฉา ชาโต ยทา อาสึ ชาติยา สตฺตวสฺสิโก ฯ
สพฺพเวทวิทู ชาโต วาทสตฺถวิสารโท
วคฺคุสฺสโร ๑ จิตฺตกถี ปรวาทปฺปมทฺทโน ฯ
วงฺเค ชาโตติ วงฺคีโส วจเน อิสฺสโรติ วา
วงฺคีโส อิติ เม นามํ อคฺคมฺปิ ๒ โลกสมฺมตํ ฯ
ยทาหํ วิญฺญุตํ ปตฺโต ฐิโต ปฐมโยพฺพเน
ตทา ราชคเห รมฺเม สารีปุตฺตญฺจ อทฺทสํ ๓ ฯ
ปญฺจวีสติมํ ภาณวารํ ฯ
ปิณฺฑาย วิจรนฺตํ ตํ ปตฺตปาณึ สุสํวุตํ
อโลลกฺขึ มิตภาณึ ยุคมตฺตํ อุทิกฺขตํ ๔ ฯ
ตํ ทิสฺวา วิมฺหิโต หุตฺวา อโวจมนนุจฺฉวํ
กณิการํว นิจิตํ จิตฺตํ คาถาปทํ อหํ ฯ
อาจิกฺขิ โส เม สตฺถารํ สมฺพุทฺธํ โลกนายกํ
ตทา โส ปณฺฑิโต ธีโร อุตฺตรํ สมโวจ เม ฯ
วิราคสหิตํ วากฺยํ กตฺวา ทุทฺทสมุตฺตมํ
วิจิตฺตปฏิภาเณหิ โตสิโต เตน ตาทินา ฯ
นิปจฺจ สิรสา ปาเท ปพฺพาเชหีติ ๕ อพฺรวึ
ตโต มํ ส มหปฺปญฺโญ พุทฺธเสฏฺฐมุปานยิ ฯ
นิปจฺจ สิรสา ปาเท นิสีทึ สตฺถุ สนฺติเก
มมาห วทตํ เสฏฺโฐ สจฺจํ วงฺคีส กจฺจิ ๖ เต ฯ
[๑]
มตํ ๒ สีสํว วิทิตํ สุคติทุคฺคติมตํ
ตุยฺหํ วิชฺชาวิเสเสน สเจ สกฺโกสิ วาจย ฯ
อาโมติ ๓ เม ปฏิญฺญาเต ตีณิ สีสานิ ทสฺสยิ
อโถ นิรยเทเวสุ ๔ อุปปนฺเน อวาจยึ ฯ
ตทา ขีณาสวสฺเสว ๕ สีสํ ทสฺเสสิ นายโก
ตโตหํ วิหตารมฺโภ ปพฺพชฺชํ สมยาจิสํ ฯ
ปพฺพชิตฺวาน สุคตํ สนฺถวามิ ยหึ ๖ ตหึ
ตโต มํ กวิจิตฺโตติ ๗ อุชฺฌายนฺติ หิ ภิกฺขโว ฯ
ตโต วีมํสนตฺถํ เม อาห พุทฺโธ วินายโก
ตกฺกิตานํ ๘ อิมา คาถา ฐานโส ปฏิภนฺติ วา ๙ ฯ
น กพฺยจิตฺโตหํ ๑๐ วีร ฐานโส ปฏิภนฺติ เม
เตนหิ ทานิ วงฺคีส ฐานโส สนฺถวาหิ มํ ฯ
ตทาหํ สนฺถวึ ธีรํ คาถาหิ อิสิสตฺตมํ
โส ๑๑ ฐานโส ตทา ตุฏฺโฐ ชิโน อคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ
ปฏิภาเณน จิตฺเตน อญฺเญสมติมญฺญหํ
เปสโล ๑๒ เตน สํวิคฺโค อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ
ปฏิภาณวตํ อคฺโค อญฺโญ โกจิ น วิชฺชติ
ยถายํ ภิกฺขุ วงฺคีโส เอวํ ธาเรถ ภิกฺขโว ฯ
สตสหสฺเส กตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ
สุมุตฺโต สรเวโคว กิเลสา ๑๓ ฌาปิตา มม ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา วงฺคีโส เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
วงฺคีสตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑. ม. ยุ. อูมิ ฯ
๑ ม. ยุ. วาคีโส ฯ ๒ ม. วาทิมทฺทน ฯ ยุ. วาลิสทฺทูร ฯ ๓ ยุ. อิสิสุตฺตม ฯ
๔ ยุ. สรณนฺตค ฯ
๑ ม. วิสฺสามภูมิ สนฺตานํ ฯ ยุ. วิสฺสานภูมิสนฺตานํ ฯ ๒-๔ ม. วาทิสูทสฺส ฯ
๓ ยุ. อปูเชสิ ฯ ๕ ม. ยุ. ตุสิตํ ฯ ๖ ม. ชาโต วิปฺปกุเล อหํ ฯ
๑ ม. วาทิสฺสโร ฯ ๒ ม. ยุ. อภวี ฯ ๓ ม. สารีปุตฺตมหทฺทสํ ฯ
ยุ. สารีปุตฺตมถทฺทสํ ฯ ๔ ม. นิทกฺขิตํ ฯ ยุ. นิริกฺขิตํ ฯ ๕ ม. ปพฺพาเชหีติมํ
พฺรวิ ฯ ยุ. ...หีติ จ พฺรวึ ฯ ๖ ม. กจฺจิ วํคีส ชานาสิ ฯ
๑. ม. กิญฺจิ สิปฺปนฺติ ตสฺสาหํ ชานามีติ จ อพฺรวึ ฯ ๒ ม. ยุ. มตสีสํ วนจฺฉุทฺธํ
อปิ พาลสวตฺถิกํ ฯ ๓ ยุ. อามาติ ฯ ๔ ม. นิรยนรเทเวสุ ฯ ๕ ยุ.
ปจฺเจกพุทฺธสฺส ฯ ๖ ม. ตหึ ตหึ ฯ ๗ ม. กพฺพวิตฺโตสิ ฯ ๘ ม. ตกฺกิกา
ปนิมา คาถา ฯ ๙ ม. ตํ ฯ ๑๐ ม. กพฺพวิตฺโตหํ ฯ ๑๑ ม. ฐานโส เม ฯ
๑๒ ม. ยุ. เปสเล ฯ ๑๓ ม. ยุ. กิเลเส ฌาปยึ ฯ อิโต ปรํ สทิสเมว ฯ
ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระศาสนาของ พระองค์ วิจิตรไปด้วยพระอรหันต์ทั้งหลายเหมือนคลื่น สาครและเหมือนดาวบนท้องฟ้า พระพิชิตมารผู้สูงสุด อันมนุษย์พร้อมทั้งทวยเทพอสูรและนาคห้อมล้อมในท่ามกลางหมู่ชนซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยสมณะและพราหมณ์ พระพิชิตมารผู้ถึงที่สุดโลก ทรงทำโลกทั้งหลายให้ยินดีด้วยพระรัศมี
พระองค์ยังดอกปทุม คือ เวไนยสัตว์ให้บานด้วยพระดำรัส ทรงสมบูรณ์ด้วยเวสารัชชธรรม ๔ เป็นอุดมบุรุษ ละความกลัวและความยินดีได้เด็ดขาด ทรงถึงธรรมอันเกษม องอาจกล้าหาญ พระผู้เลิศโลกทรงปฏิญาณซึ่งฐานะของผู้เป็นโจกอันประเสริฐและพุทธภูมิทั้งสิ้น ไม่มีใครจะทักท้วงได้ในฐานะไหนๆ เมื่อพระพุทธเจ้าผู้คงที่พระองค์นั้นบันลือสีหนาทอันหน้าสพึงกลัวอยู่ ย่อมไม่มีเทวดา มนุษย์ หรือพรหมบันลือตอบได้พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้าในบริษัท ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐช่วยมนุษย์พร้อมทั้งเทวดาให้ข้ามวัฏสงสาร ทรงประกาศธรรมจักรพระผู้มีพระภาคตรัสสรรเสริญคุณเป็นอันมาก ของพระสาวกผู้ได้รับสมมติดีว่า เลิศกว่าภิกษุที่มีปฏิภาณทั้งหลาย แล้วทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ครั้งนั้น
เราเป็นพราหมณ์ชาวเมืองหงสวดี เป็นผู้ได้รับสมมุติว่าเป็นคนดีรู้แจ้งพระเวททุกคัมภีร์ มีนามว่าวังคีสะเป็นที่ไหลออกแห่งนักปราชญ์ เราเข้าไปเฝ้าพระมหาวีระเจ้าพระองค์นั้น สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้วได้ปีติอันประเสริฐ เป็นผู้ยินดีในคุณของพระสาวก จึงได้นิมนต์พระสุคตผู้ทำโลกให้เพลิดเพลินพร้อมด้วยพระสงฆ์ให้เสวยและฉัน ๗ วันแล้ว นิมนต์ให้ครองผ้าในครั้งนั้นเราได้หมอบลงแทบพระบาททั้งสองด้วยเศียรกล้าได้โอกาสจึงยืนประนมอัญชลีอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เป็นผู้ร่าเริง กล่าวสดุดีพระชินสีห์ผู้สูงสุดว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่ไหลออกแห่งนักปราชญ์ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นฤาษีสูงสุด ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์
ข้าแต่พระองค์ผู้เลิศกว่าโลกทั้งปวง ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำความไม่มีภัย ข้าพระองค์ของนอบน้อมแต่พระองค์ผู้ทรงย่ำยีมาร ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแต่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำทิฏฐิให้ไหลออก ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงประทานด้วยสันติสุข ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำให้เป็นที่นับถือ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ พระองค์เป็นที่พึ่งของชนทั้งหลายผู้ไม่มีที่พึ่ง ทรงประทานความไม่มีภัยแก่ตนทั้งหลายที่กลัว เป็นที่คุ้นเคยของคนทั้งหลายที่มีภูมิธรรมสงบระงับ เป็นที่พึ่งที่ระลึกของคนทั้งหลายผู้แสวงหาที่พึ่งที่ระลึก
เราได้ชมเชยพระสัมพุทธเจ้าด้วยคำกล่าวสดุดีมีอาทิ อย่างนี้ แล้วได้กล่าวสรรเสริญพระคุณอันใหญ่ จึงได้บรรลุคติของภิกษุผู้กล้ากว่านักพูด ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคผู้มีพระปฏิภาณไม่มีที่สิ้นสุดได้ตรัสว่า ผู้ใดเป็นผู้เลื่อมใสนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวก ให้ฉันสิ้น ๗ วัน ด้วยมือทั้งสองของตน และได้กล่าวสดุดีคุณของเรา ปรารถนาตำแหน่งแห่งภิกษุผู้กล้ากว่านักพูดในอนาคตกาล ผู้นั้นจักได้ตำแหน่งนี้สมดังมโนรถปรารถนา เขาจักได้เสวยทิพยสมบัติมีประมาณไม่น้อยในกัปที่แสนแต่กัปนี้ไป พระศาสดามีนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้น พราหมณ์นี้จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้นจักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดามีนามชื่อว่าวังคีสะ
เราได้สดับพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว เป็นผู้มีความเบิกบานมีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารด้วยปัจจัยทั้งหลายในกาลครั้งนั้น จนตราบเท่าสิ้นชีวิต เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้นและเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุลปริพาชก เมื่อเราเกิดในครั้งหลัง มีอายุได้ ๗ ปีแต่กำเนิด เราเป็นผู้รู้เวททุกคัมภีร์แกล้วกล้าในวาทศาสตร์ มีเสียงไพเราะ มีถ้อยคำวิจิตร ย่ำยีวาทะของผู้อื่นได้ เพราะเราเกิดที่วังคชนบท และเราเป็นใหญ่ในถ้อยคำเราจึงชื่อว่าวังคีสะ เพราะฉะนั้น ถึงแม้ชื่อของเราจะเป็นเลิศ ก็เป็นชื่อสมมติตามโลก ในเวลาที่เรารู้เรียงสาตั้งอยู่ในปฐมวัย เราได้พบท่านพระสารีบุตรเถระในพระนครราชคฤห์อันรื่นรมย์.
จบ ภาณวารที่ ๒๕
ท่านถือบาตร สำรวมดี ตาไม่ลอกแลก พูดแต่พอประมาณ แลดูเพียงชั่วแอก เที่ยวบิณฑบาตอยู่ ครั้นเราเห็นท่านแล้วก็เป็นผู้อัศจรรย์ใจ ได้กล่าวบทคาถาอันวิจิตร เป็นหมวดหมู่เหมือนดอกกรรณิการ์ เหมาะสม ท่านบอกแก่เราว่า พระสัมพุทธเจ้าผู้นำโลกเป็นศาสดาของท่าน ครั้งนั้นท่านพระสารีบุตรเถระผู้ฉลาดเป็นนักปราชญ์นั้น ได้พูดแก่เราเป็นอย่างดียิ่ง เราอันพระเถระผู้คงที่ให้ยินดีด้วยปฏิภาณอันวิจิตร เพราะถ้อยคำที่ปฏิสังยุตด้วยวิราคธรรมเห็นได้ยาก สูงสุด จึงซบศีรษะลงแทบเท้าของท่านแล้วก็กล่าวว่าขอได้โปรดให้กระผมบรรพชาเถิด ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรผู้มีปัญญามาก ได้นำเราไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราซบเศียรลงแทบพระบาท นั่งลงในที่ใกล้พระศาสดา
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลายได้ตรัสถามเราว่า ดูกรวังคีสะ ท่านรู้ศีรษะของคนที่ตายไปแล้วว่า จะไปสู่สุคติหรือทุคติด้วยวิชาพิเศษของท่านจริงหรือ ถ้าท่านสามารถก็ขอให้ท่านบอกมาเถิด เมื่อเราทูลรับรองแล้ว พระองค์ก็ทรงแสดงศีรษะสามศีรษะเราได้กราบทูลว่า เป็นศีรษะของคนที่เกิดในนรกและเทวดา ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคผู้นำของโลกได้แสดงศีรษะของพระขีณาสพ ลำดับนั้น เราหมดมานะจึงได้ทูลอ้อนวอนขอบรรพชา ครั้นบรรพชาแล้ว ได้กล่าวสุคตเจ้าโดยไม่เลือกสถานที่ ทีนั้นแหละภิกษุทั้งหลายพากันโพนทนาว่าเราเป็นจินตกวี ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าผู้นำชั้นวิเศษได้ตรัสถามเราเพื่อทดลองว่า คาถาเหล่านี้ย่อมแจ่มแจ้งโดยควรแก่เหตุแก่คนทั้งหลายผู้ตรึกตรองแล้วมิใช่หรือ เราทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ข้าพระองค์ไม่ใช่นักกาพย์กลอน แต่ว่าคาถาทั้งหลายแจ่มแจ้งโดยควรแก่เหตุแก่ข้าพระองค์ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรวังคีสะถ้ากระนั้น ท่านจงกล่าวสดุดีเราโดยควรแก่เหตุในบัดนี้ ครั้งนั้น เราได้กล่าวคาถาสดุดีพระธีรเจ้าผู้เป็นพระฤาษีสูงสุดแล้ว พระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคราวนั้น จึงทรงตั้งเราในตำแหน่งเอตทัคคะ เราหมิ่นภิกษุอื่นๆ ก็เพราะปฏิภาณอันวิจิตร เราเป็นผู้มีศีลเป็นที่รักจึงเกิดความสลดใจเพราะเหตุนั้น ได้บรรลุอรหัต พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ไม่มีใครอื่นที่จะเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายที่มีปฏิภาณเหมือนดังวังคีสะภิกษุนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงทรงจำไว้อย่างนี้ กรรมที่เราได้ทำไว้ในกัปที่แสน ได้แสดงผลแก่เราแล้วในอัตภาพนี้ เราหลุดพ้นจากกิเลส เหมือนลูกศรพ้นจากแล่ง ฉะนั้นกิเลสทั้งหลายอันเราเผาเสียแล้ว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระวังคีสเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ วังคีสเถราปทาน.
End of ๔. วังคีสเถราปทาน