arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ภัททิยวรรค

๔. วังคีสเถราปทาน เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๓๔ (Royal Thai)4/10 in ภัททิยวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค วังคีสเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

The Mahamakut edition prints the commentary in the same volumes as the canon, so this text includes commentary.

ไทย (มหามกุฏฯ), vol. 72, pp. 352–364

Page 352

วังคีสเถราปทานที่ ๔ (๕๔๔)

ว่าด้วยบุพจริยาของพระวังคีสเถระ

[๑๓๔] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระ-

พิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระ-ศาสนาของพระองค์ วิจิตรไปด้วยพระอรหันต์ทั้งหลายเหมือนคลื่นในสาคร และเหมือนดาวในท้องฟ้า พระพิชิตมารผู้สูงสุด อันมนุษย์พร้อมทั้งทวยเทพ อสูรและนาคห้อมล้อม ในท่ามกลางหมู่ชนซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยสมณะและพราหมณ์

พระพิชิตมารผู้ถึงที่สุดโลก ทรงทำโลก

ทั้งหลายให้ยินดีด้วยพระรัศมี พระองค์ยังดอกปทุม คือเวไนยสัตว์ให้ชื่นบานด้วยพระดำรัส ทรงสมบูรณ์ด้วยเวสารัชชธรรม ๔ เป็นอุดมบุรุษ และความกลัวแลความยินดีให้เด็ดขาด ทรงถึงธรรมอันเกษม องอาจกล้าหาญ

พระผู้เลิศในโลกทรงปฏิภาณซึ่งฐานะของ

ผู้เป็นโจกอันประเสริฐและพุทธภูมิทั้งสิ้น ไม่มีใครจะทักท้วงได้ในฐานะไหน ๆ

Page 353

เมื่อพระพุทธเจ้าผู้คงที่พระองค์นั้นบันลือ

สีหนาทอันน่าสะพรึงกลัว ย่อมไม่มีเทวดามนุษย์หรือพรหมบันลือตอบได้

พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้าในบริษัท ทรง

แสดงธรรมอันประเสริฐ ช่วยมนุษย์พร้อมทั้งเทวดาให้ข้ามวัฏสงสาร ทรงประกาศธรรมจักร

พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสสรรเสริญคุณ

เป็นอันมากของพระสาวก ผู้ได้รับสมมติว่า เลิศกว่าภิกษุผู้ที่มีปฏิภาณทั้งหลาย แล้วทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ

ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์ชาวเมืองหังสวดีเป็นผู้ได้รับสมมติว่าเป็นคนดี รู้แจ้งพระเวททุกคัมภีร์ มีนามว่า วังคีสะ เป็นที่ไหลออกแห่งนักปราชญ์

เราเข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้นสดับพระธรรมเทศนานั้นแล้วได้ปีติอันประเสริฐเป็นผู้ยินดีในคุณของพระสาวก จึงได้นิมนต์พระสุคต ผู้ทำให้โลกให้เพลิดเพลิน พร้อมด้วยพระสงฆ์ให้เสวยและฉัน ๗ วันแล้ว นิมนต์ให้ครองผ้า.

ในครั้งนั้น เราได้หมอบลงแทบพระบาท

ทั้งสองด้วยเศียรเกล้า ได้โอกาสจึงยืนประนม

Page 354

อัญชลีอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เป็นผู้ร่าเริงกล่าวสดุดีพระชินสีห์ผู้สูงสุดว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่ไหลออกแห่งนัก-

ปราชญ์ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นฤาษีสูงสุด ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เลิศกว่าโลกทั้งปวง ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำความไม่มีภัย

ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงย่ำยีมารข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำทิฏฐิให้ไหลออก ข้า-พระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงประทานสันติสุข ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์.

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำให้เป็นที่นับถือ

ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ พระ-องค์เป็นที่พึ่งของชนทั้งหลายผู้ไม่มีที่พึ่ง ทรงประทานความไม่มีภัยแก่คนทั้งหลายที่กลัว เป็นที่คุ้นเคยของคนทั้งหลาย ที่มีภูมิธรรมสงบระงับเป็นที่พึ่งที่ระลึกของคนทั้งหลายผู้แสวงหาที่พึ่ง ที่ระลึก

Page 355

เราได้ชมเชยพระสัมพุทธเจ้าด้วยคำกล่าว

สดุดีมีอาทิอย่างนี้ แล้วได้กล่าวสรรเสริญพระคุณอันใหญ่ จึงได้บรรลุคติของภิกษุผู้กล้าว่านักพูด

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปฏิญาณ

ไม่มีที่สิ้นสุดได้ตรัสว่า ผู้ใดเป็นผู้เลื่อมใสนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวก ให้ฉันสิ้น ๗ วันด้วยมือทั้งสองของตน และได้กล่าวสดุดีคุณของเรา ปรารถนาตำแหน่งแห่งภิกษุผู้กล้ากว่านักพูด

ในอนาคตกาล ผู้นั้นจักได้ตำแหน่งนี้

สมดังมโนรถปรารถนา เขาจักได้เสวยทิพยสมบัติและมนุษย์สมบัติมีประมาณไม่น้อย

ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามี

พระนามว่าโคดมซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกาก-ราช จักเสด็จอุบัติขึ้น พราหมณ์นี้จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดามีนามชื่อว่า วังคีสะ

เราได้สดับพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้วเป็น

ผู้มีความเบิกบาน มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารด้วยปัจจัยทั้งหลายในกาลครั้งนั้น จนตราบเท่าสิ้นชีวิต

Page 356

เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะ

การตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไป

สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุล

ปริพาชก เมื่อเราเกิดในครั้งหลัง มีอายุได้ ๗ ปีแต่กำเนิด เราเป็นผู้รู้เวททุกคัมภีร์แกล้วกล้าในวาทศาสตร์มีเสียงไพเราะ มีถ้อยคำวิจิตร ย่ำยีวาทะของผู้อื่น

เพราะเราเกิดที่วังคชนบท และเราเป็นใหญ่ในถ้อยคำ เราจึงชื่อว่า วังคีสะ เพราะฉะนั้นถึงแม้ชื่อของเราจะเป็นเลิศ ก็เป็นชื่อสมมติตามโลก

ในเวลาที่เรารู้เดียงสาตั้งอยู่ในปฐมวัย เราได้พบท่านพระสารีบุตรเถระในพระนครราชคฤห์อันรื่นรมย์

จบภาณวารที่ ๒๕

ท่านถือบาตร สำรวมดี ตาไม่ลอกแลก

พูดแต่พอประมาณ แลดูเพียงชั่วแอก เที่ยวบิณฑบาตอยู่

ครั้นเราเห็นท่านแล้วก็เป็นผู้อัศจรรย์ใจ

ได้กล่าวบทคาถาอันวิจิตร เป็นหมวดหมู่เหมือนดอกกรรณิการ์ ที่ร้อยไว้แล้ว

Page 357

ท่านบอกแก่เราว่าพระสัมพุทธเจ้าผู้นำ

โลก เป็นศาสดาของท่าน ครั้งนั้นท่านพระสารี-บุตรเถระผู้ฉลาด เป็นนักปราชญ์นั้น ได้พูดแก่เราเป็นอย่างดียิ่ง

เราอันพระเถระผู้คงที่ให้ยินดีด้วยปฏิภาณ

อันวิจิตร เพราะทำถ้อยคำที่ปฏิสังยุตด้วยวิราค-ธรรมเห็นได้ยาก สูงสุด จึงซบศีรษะลงแทบเท้าของท่านแล้วก็กล่าวว่า ขอได้โปรดให้กระผมบรรพชาเถิด ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรบุตรผู้มีปัญญามาก ได้นำเราไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประ-เสริฐสุด

เราซบเศียรลงแทบพระบาทแล้ว นั่งลง

ในที่ใกล้พระศาสดา พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย ได้ตรัสถามเราว่า ดูก่อนวังคีสะ ท่านรู้ศีรษะของคนที่ตายไปแล้วว่า จะไปสู่สุคติหรือทุคติด้วยวิชาพิเศษของท่านจริงหรือ

ถ้าท่านสามารถก็ขอให้ท่านบอกมาเถิด

เมื่อเรากราบทูลว่า เป็นศีรษะของคนที่เกิดในนรกและเทวดา

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้นำของ

โลกได้แสดงศีรษะของพระขีณาสพ ลำดับนั้น

Page 358

เราเหมดมานะ จึงได้ทูลอ้อนวอนขอบรรพชาครั้นบรรพชาแล้ว ได้กล่าวสดุดีพระสุคตเจ้าโดยไม่เลือกสถานที่ ครั้งนั้นแล ภิกษุทั้งหลายพากันโพนทนาว่า เราเป็นจิตตกวี

ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าผู้ชั้นวิเศษได้

ตรัสถามเราเพื่อทดลองว่า คาถาเหล่านี้ย่อมแจ่ม-แจ้งโดยควรแก่คนทั้งหลายผู้ตรึกตรอง

แล้วมิใช่หรือ

เราทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร

ข้าพระองค์ไม่ใช่นักกาพย์กลอน แต่ว่าคาถาทั้งหลายแจ่มแจ้งโดยควรแก่เหตุแก่ข้าพระองค์

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนวังคีสะถ้ากระนั้นท่านาจงกล่าวคาถาสดุดีพระธีรเจ้าผู้เป็นพระฤาษีสูงสุดแล้ว พระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคราวนั้น จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ

เราดูหมิ่นภิกษุอื่น ๆ ก็เพราะปฏิภาณอัน

วิจิตร เราเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก จึงเกิดความสลดใจเพราะเหตุนั้นได้บรรลุพระอรหัต

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ไม่มีใคร

อื่นที่จะเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ที่มีปฏิภาณเหมือนดัง วังคีสะภิกษุนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงทรงจำไว้อย่างนี้

Page 359

กรรมที่เราได้ทำไว้ในกัปที่แสน ได้

แสดงแก่ผลแก่เราแล้วในอัตภาพนี้ เราหลุดพ้น

จากกิเลส เหมือนลูกศรพ้นจากแล่งฉะนั้น กิเลส

ทั้งหลายเราเผาเสียแล้ว

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน

ทั้งหลายพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระวังคีสเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบวังคีสเถราปทาน

๕๔๔. อรรถกถาวังคีสเถราปทาน

พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้:-

อปทานของท่านพระวังคีสเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นามชิโน ดังนี้.

แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระ-องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในตระกูลที่มีโภคะมากมาย ในหังสวดีนคร เจริญวัยแล้วได้ไปยังพระวิหารพร้อมกับชาวพระนคร ผู้กำลังเดินไปเพื่อฟังธรรม ขณะ กำลังฟังธรรม ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีปฏิภาณแล้ว ได้บำเพ็ญกรรมที่ดียิ่งแด่พระศาสดาแล้ว ตั้งความ

Page 360

ปรารถนาไว้ว่า ในอนาคตกาล แม้เราก็พึงเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีปฏิภาณบ้าง ดังนี้ ได้รับการพยากรณ์จากพระศาสดาแล้ว ก็บำเพ็ญแต่กุศลกรรมจนตลอดชีวิต แล้ว ได้เสวยสมบัติทั้งสองในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุป-บาทกาลนี้ เขาได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกรุงสาวัตถี เพราะมีปริพาชิกาเป็นมารดา ในกาลย่อมา จึงได้ปรากฏว่า ปริพพาชก และมีชื่อว่า วังคีสะ เล่าเรียนไตรเพทแล้ว เพราะไตรเพทนั้นจึงทำอาจารย์ให้ยินดี ได้ศึกษามนต์ชนิดที่สามารถจะรู้ได้ด้วยหัวกระโหลก เอาเล็บดีดหัวกระโหลกแล้ว ย่อมรู้ว่า สัตว์ผู้นี้ได้บังเกิดในกำเนิดโน้น.

พวกพราหมณ์ พากันคิดว่า อาชีพนี้ เป็นทางเครื่องเลี้ยงชีวิตของพวกเรา จึงพาวังคีสะนั้นท่องเที่ยวไปในหมู่บ้าน ตำบลและตัวเมือง. วังคีสะประกาศให้ผู้คนนำเอาศีรษะ เฉพาะของพวกคนผู้ตายไปแล้ว ภายในขอบเขต๓ ปีมาแล้ว เอาเล็บคิดแล้วกล่าวว่า สัตว์ผู้นี้ บังเกิดแล้วในกำเนิดโน้นดังนี้แล้ว ให้ชนเหล่านั้นนำเอามาเพื่อกำจัดตัดความสงสัยของมหาชนเสียแล้วก็ให้หัวกระโหลกบอกถึงคติของตนของตน. ด้วยเหตุนั้น มหาชนจึงเลื่อมใสอย่างยิ่งในตัวเขา. เขาอาศัยมนต์อันนั้น ย่อมได้เงิน ๑๐๐ กหาปณะบ้าง๑,๐๐๐ กหาปณะบ้าง จากมือของมหาชน พวกพราหมณ์ อาศัยวังคีสะพากันเที่ยวไปแล้วตามความสบายใจ. วังคีสะได้สดับพระคุณทั้งหลายของพระ-ศาสดาแล้ว ได้มีความประสงค์จะเข้าไปเฝ้าพระศาสดา. พวกพราหมณ์ พากันห้ามว่า พระสมณโคดมจักเอามายาเข้ากลับใจท่านเสีย.

วังคีสะ ไม่เชื่อคำของพราหมณ์เหล่านั้น เข้าไปเฝ้าพระศาสดากระทำการปฏิสันถารแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง. พระศาสดาตรัสถามเขาว่าวังคีสะ เธอรู้ศิลปะอะไรบ้าง. วังคีสะกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ

Page 361

ใช่แล้ว ข้าพระองค์ รู้มนต์อย่างอนึ่งชื่อว่า มนต์สำหรับดีดหัวกระโหลก โดยการที่ข้าพระองค์ เอาเล็บดีดศีรษะแม้ของคนที่ตายแล้ว ภายในระยะเวลา ๓ ปีก็จะรู้ถึงที่ที่เขาไปบังเกิดแล้วได้. ลำดับนั้น พระศาสดารับสั่งให้ภิกษุนำเอาศีรษะของผู้ที่บังเกิดในนรก ๑ ศีรษะ ศีรษะของคนที่บังเกิดในหมู่มนุษย์๑ ศีรษะ ศีรษะของผู้บังเกิดในหมู่เทวดา ๑ ศีรษะ ศีรษะของผู้ปรินิพพานแล้ว ๑ ศีรษะ ให้แสดงแก่วังคีสะนั้น. เขาดีดศีรษะที่ ๑ แล้วกราบทูลว่าข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สัตว์ผู้นี้ไปบังเกิดในนรก. พระศาสดาตรัสว่า ดีละวังคีสะ เธอเห็นแล้วด้วยดี แล้วตรัสถามอีกว่า สัตว์ผู้นี้ ไปบังเกิดทีไหน ?

วังคีสะ กราบทูลว่า ในมนุษยโลกพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามอีกว่าสัตว์ผู้นี้ ไปบังเกิดที่ไหน วังคีสะกราบทูลว่า ในเทวโลกพระเจ้าข้า. วังคีสะได้กราบทูลที่บังเกิดของสัตว์ทั้ง ๓ ได้อย่างถูกต้อง. แต่เมื่อเอาเล็บดีดศีรษะของผู้ปรินิพพานแล้ว ก็ไม่เห็นเบื้องต้นและเบื้องปลาย. ลำดับนั้น พระศาสดาจึงตรัสถามเขาว่า วังคีสะไม่สามารถหรือ วังคีสะกราบทูลว่า ข้าแต่พระ-โคดมผู้เจริญ พระองค์คอยดูนะ ขอให้ข้าพระองค์พิจารณาดูก่อน ดังนี้แล้วแม้จะพยายามร่ายมนต์กับไปกลับมา ก็ไม่สามารถจะรู้ศีรษะของพระขีณาสพด้วยมนต์ภายนอก. ลำดับนั้น เหงื่อได้ไหลออกจากศีรษะของเขาแล้ว. เขาละอายใจได้แต่นิ่งเงียบไป. ลำดับนั้น พระศาสดา จึงได้ตรัสกะเขาว่า ลำบากใจนักหรือ วังคีสะ. วังคีสะ กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ใช่แล้วข้าพระองค์ไม่สามารถที่จะรู้ถึงที่บังเกิดของศีรษะนี้ได้ ถ้าพระองค์ทรงทราบขอจงตรัสบอก. พระศาสดาตรัสว่า วังคีสะ เรารู้ถึงศีรษะนี้ได้อย่างดี เรารู้ยิ่งกว่านี้ ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถานี้ว่า.

ผู้ใดรู้การจุติและการอุบัติของสัตว์ทั้งปวงสัตว์

ได้ทั้งหมด เรากล่าวผู้นั้น ซึ่งไม่ขัดข้อง ไปดี

Page 362

แล้ว รู้แล้วว่า เป็นพราหมณ์. เทวดา คนธรรพ์

และหมู่มนุษย์ ไม่รู้ทางไปของผู้ใด เรากล่าว

ผู้นั้น ผู้สิ้นอาสวะ เป็นพระอรหันต์ ว่าเป็น

พราหมณ์ ดังนี้.

วังคีสะนั้น กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้นขอพระ-องค์ จงประทานวิชานั้นให้แก่ข้าพระองค์เถิด แล้ว แสดงความเคารพนั่งเฝ้าพระศาสดาแล้ว. พระศาสดาตรัสว่า เราจะให้แก่คนที่มีเพศเสมอกับเรา.

วังคีสะคิดว่า เราควรทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเรียนมนต์นี้ให้ได้ จึงเข้าไปหาพวกพราหมณ์พูดว่า เมื่อเราออกบวชพวกท่านก็อย่าคิดอะไรเลยเราเรียนมนต์แล้ว จักได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีปทั้งสิ้น แม้พวกท่านก็จักมีชื่อเสียงไปกับเรานั้นด้วย. วังคีสะนั้น เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว ทูลขอบวชเพื่อต้องการมนต์. ก็ในเวลานั้นพระนิโครธกัปปเถระ อยู่ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสั่งเธอว่า นิโครธกัปปะเธอจงบวชวังคีสะผู้นี้ด้วยเถิด ดังนี้แล้ว ทรงบอก (สมถะ) กัมมัฏฐานคืออาการ ๓๒ และวิปัสสนากัมมัฏฐานให้แล้ว. พระวังคีสะนั้น

เมื่อกำลังสาธยายกัมมัฏฐานคืออาการ ๓๒ อยู่ ก็เริ่มบำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐานแล้ว. พวกพราหมณ์เข้าไปหาวังคีสะนั้นแล้ว ถามว่า วังคีสะผู้เจริญ ท่านเล่าเรียนศิลปะในสำนักของพระสมณโคดมจบแล้วหรือ. พระวังคีสะตอบว่า ใช่ เราเล่าเรียนจบแล้ว. พวกพราหมณ์กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงมา พวกเราจักไปกัน ประโยชน์อะไรด้วยการศึกษาศิลปะ. พระวังคีสะ ตอบว่า พวกท่านจงไปกันเถิด เราไม่มีกิจที่จะพึงทำร่วมกับพวกท่าน. พวกพราหมณ์ กล่าวว่าบัดนี้ ท่านตกอยู่ภายใต้อำนาจของพระสมณโคดม พระสมณโคดมใช้มายา

Page 363

กลับใจท่านเสียแล้ว พวกเราจักทำอะไรในสำนักของท่านได้ ดังนี้แล้ว จึงหลีกไปตามหนทางที่มาแล้วนั่นเอง. พระวังคีสะเจริญวิปัสสนาแล้วกระทำให้แจ้งพระอรหัต.

พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้วอย่างนั้น ก็ระลึกถึงบุรพกรรมของตนเกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. ข้าพเจ้าจักพรรณาเฉพาะบทที่มีเนื้อความยากเท่านั้น. บทว่า ปภาหิ อนุรญฺชนฺโตความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระพระองค์นั้น ทรงเปล่งปลั่งรุ่งเรือง สวยงาม โชติช่วงด้วยพระรัศมี มีแสงสว่างด้วยฉัพพรรณรังสี มีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น. บทว่า เวเนยฺยปทุมานิ โส ความว่า พระอาทิตย์คือพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ. ทรงยังดอกปทุมคือเวไนยชนให้ตื่น ให้เบิกบานโดยพิเศษ ด้วยรัศมีแห่งพระอาทิตย์ กล่าวคือพระดำรัสของพระองค์ได้แก่ ทรงกระทำให้ผลิผลได้ ด้วยการบรรลุอรหัตมรรคแล. บทว่าเวสารชฺเชหิ สมฺปนฺโน ความว่า สมบูรณ์ พรั่งพร้อมคือประกอบพร้อมแล้วด้วยจตุเวสารัชชญาณ สมตามที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า:-

พระพุทธเจ้า ทรงแกล้วกล้าเป็นอย่างดี

ในฐาน ๔ เหล่านี้คือ ในเมื่อมีอันตราย ในธรรม

เครื่องนำออกจาวัฏฏะ ในความเป็นพระพุทธเจ้า

และในการทำอาสวะให้สิ้นไปห ดังนี้.

บทว่า วาคีโส วาทิสูทโน ความว่า เป็นใหญ่คือเป็นประธานของพวกนักปราชญ์ คือ พวกบัณฑิต. พึงทราบว่า ควรจะกล่าวว่า วาทีโส แต่กล่าวไว้อย่างนั้น เพราะทำ ท อักษรให้เป็น ค อักษร. ชื่อว่า วาทิสูทนะ เพราะทำ

Page 364

อรรถะของตนให้เป็นอรรถะอื่น คือ ให้ไหลออก ได้แก่ ทำให้ชัดเจนบทว่า มารมสนา มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า มารมสนะ เพราะถูกต้อง ลูบคลำทำลายมาร ๕ มีขันธมารเป็นต้นได้. บทว่า ทิฏฺฐสูทนา มีวิเคราะห์ว่าชื่อว่า ทิฏฐิสูทนะ เพราะความเห็นตามทิฏฐิคือจริงตามที่โลกกล่าว ย่อมหลั่งไหลออก คือแสดงถึงความไหลออก. บทว่า วิสฺสามภูมิ สนฺตานํความว่า ภูมิเป็นที่พัก ที่เป็นที่หยุดอยู่ ได้แก่เป็นที่เข้าไปสงบของสัตว์ผู้ต้องสืบต่อ ผู้ลำบากอยู่ในสงสารสาครทั้งสิ้น ด้วยการบรรลุมรรคมีโสดาปัตติ-มรรคเป็นต้น. บทว่า ตโตหํ วิหตารมฺโก ความว่า เพราะได้เห็นพระสรีระของพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราฆ่าความหัวดื้อ ทำความแข่งดีให้พินาศไป กำจัดมานะเสียไม่มัวเมาแล้ว จึงอ้อนวอนขอการบวชแล้ว. คำที่เหลือมีเนื้อความพอจะรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล.

จบอรรถกถาวังคีสเถราทาน

นันทกเถราปทานที่ ๕ (๕๔๕)

ว่าด้วยบุพจริยาของพระนันทกเถระ

[๑๓๕] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระ-

พิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีจักษุในธรรม

ทั้งปวง เป็นพระผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระ-

องค์ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย เป็นบุรุษ

อาชาไนย ทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูล เพื่อประโยชน์

เพื่อสุขแก่สรรพสัตว์ ในโลกพร้อมด้วยเทวโลก.

End of ๔. วังคีสเถราปทาน