arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ภัททิยวรรค

๘. โลมสติยเถราปทาน เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๓๘ (Royal Thai)8/10 in ภัททิยวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

อฏฺฐมํ โลมสติยตฺเถราปทานํ ๑ (๕๔๘)

โลมสติยเถราปทานที่ ๘

ว่าด้วยบุพจริยาของพระโลมสติยเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค โลมสติยเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

Pali (Siam Rath)

อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส

กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ

ตทาหํ จนฺทโน เจว ปพฺพชิตฺวาน สาสเน

อาปาณโกฏิยํ ๒ กมฺมํ ปูรยิตฺวาน สาสเน ฯ

ตโต จุตา สนฺตุสิตํ อุปปนฺนา อุโภ มยํ

ตตฺถ ทิพฺเพหิ นจฺเจหิ คีเตหิ วาทิเตหิ จ ฯ

รูปาทิทสหงฺเคหิ อภิโภตฺวาน เสสเก

ยาวตายุํ วสิตฺวาน อนุโภตฺวา ๓ มหาสุขํ ฯ

ตโต จวิตฺวา ติทสํ จนฺทโน อุปปชฺชถ

อหํ กปิลวตฺถุสฺมึ อชายึ ๔ สากิยตฺรโช ฯ

ยทา อุทายิเถเรน อชฺฌิฏฺโฐ โลกนายโก

อนุกมฺปิย สกฺยานํ อุเปสิ กปิลวฺหยํ ฯ

ตทาติมานิโน สกฺยา น พุทฺธสฺส คุณญฺญุโน

ปณมนฺติ น สมฺพุทฺธํ ชาติถทฺธา อนาทรา ฯ

เตสํ สงฺกปฺปมญฺญาย อากาเส จงฺกมิ ชิโน

ปชฺชุนฺโน วิย วสฺสิตฺถ ปชฺชลิตฺถ ยถา สิขี ฯ

ทสฺเสตฺวา รูปมตุลํ ปุน อนฺตรธายถ

เอโกปิ หุตฺวา พหุธา อโหสิ ปุนเรกโก ฯ

อนฺธการํ ปกาสญฺจ ทสฺสยิตฺวา อเนกธา

ปาฏิเหรํ กริตฺวาน วินยิ ญาตเก มุนิ ฯ

จาตุทฺทีโป มหาเมโฆ ตาวเทว ปวสฺสถ ๑

ตทา หิ ชาตกํ พุทฺโธ เวสฺสนฺตรมเทสยิ ฯ

ตทา เต ขตฺติยา สพฺเพ นิหนฺตฺวา ชาติชํ มทํ

อุเปสุํ สรณํ พุทฺธํ อาห สุทฺโธทโน ตทา ฯ

อิทํ ตติยํ ตว ภูริปญฺญ

ปาทานิ วนฺทามิ สมนฺตจกฺขุ

ยทา หิ ชาโต ปฐวี ปกมฺปยิ

ยทา จ ตํ นชฺชหิ ชมฺพุฉายา ฯ

ตทา พุทฺธานุภาวนฺตํ ทิสฺวา วิมฺหิตมานโส

ปพฺพชิตฺวาน ตตฺเถว นิวสึ มาตุปูชโก ฯ

จนฺทโน เทวปุตฺโต มํ อุปคนฺตฺวา อปุจฺฉถ ๒

ภทฺเทกรตฺตสฺส ตทา สงฺเขปวิตฺถารํ นยํ ฯ

โจทิโตหํ ตทา เตน อุเปจฺจ นรนายกํ

ภทฺเทกรตฺตํ สุตฺวาน สํวิคฺโค วนมามโก ฯ

ตทา มาตรมาปุจฺฉิ วเน วจฺฉามิ เอกโก

สุขุมาโลติ เม มาตา วารยิ ๑ เต ตทา วจํ ฯ

สพฺพํ ๒ กุสํ โปฏกิลํ อุสีรํ มุญฺชปพฺพชํ

อุรสา ปนุทิสฺสามิ วิเวกมนุพฺรูหยํ ฯ

ตทา วนํ ปวิฏฺโฐหํ สริตฺวา ชินสาสนํ

ภทฺเทกรตฺตโมวาทํ อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ

อตีตํ นานฺวาคเมยฺย นปฺปฏิกงฺเข อนาคตํ

ยทตีตมฺปหีนนฺตํ อปฺปตฺตญฺจ อนาคตํ ฯ

ปจฺจุปฺปนฺนญฺจ โย ธมฺมํ ตตฺถ ตตฺถ วิปสฺสติ

อสํหิรํ อสงฺกุปฺปํ ตํ วิทฺธา อนุพฺรูหเย ฯ

อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โก ชญฺญา มรณํ สุเว

น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจฺจุนา ฯ

เอวํ วิหาริมาตาปึ อโหรตฺตมตนฺทิตํ

ตํ เว ภทฺเทกรตฺโตติ สนฺโต อาจิกฺขเต มุนิ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา โลมสติโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

โลมสติยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. โสมสกงฺกิยตฺ... ฯ ๒ ม. ยุ. อาปาณโกฏิกํ ธมฺมํ ฯ ๓ ยุ.

อนุโภม ฯ ๔ ยุ. อโหสึ ฯ

๑ ยุ. สมฺปวสฺสถ ฯ ๒ ม. อุปคนฺตฺวานุปุจฺฉถ ฯ ยุ. อุปคนฺตฺวานุรญฺชถ ฯ

๑ ม. วารยี ตํ ฯ ยุ. ธารยึ เต ฯ ๒ ม. กาสํ ฯ ยุ. ทพฺพํ ฯ

Royal Thai

ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัปผู้เป็น (เผ่าพันธุ์) พรหมมีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้นเราและสหายชื่อจันทนะ ได้บรรพชาในพระศาสนา บำเพ็ญกิจพระศาสนาที่ท้ายร้านตลาด จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิตทั้งสองคน ครอบงำเทพบุตรที่เหลือในดุสิตนั้น ด้วยการฟ้อนการขับ การประโคม และองค์ ๑๐ มีรูปเป็นต้นอันเป็นทิพย์ อยู่เสวยมหันตสุขตราบเท่าสิ้นอายุ จุติจากดุสิตนั้นแล้ว จันทนเทพบุตรเข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ส่วนเราเกิดเป็นโอรสของเจ้าศากยะในพระนครกบิลพัสดุ์ ในคราวที่พระศาสดาผู้นายกของโลก อันพระอุทายีเถระเชิญเสด็จมาถึงพระนครกบิลพัสดุ์ เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เจ้าศากยะ

ครั้งนั้น พวกเจ้าศากยะมีมานะจัด ไม่รู้จักคุณของพระพุทธเจ้าเป็นคนกระด้างเพราะชาติ ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่นอบน้อมพระสัมพุทธเจ้าพระพิชิตมารผู้เป็นมุนี ทรงทราบความดำริของเจ้าศากยะเหล่านั้น จึงได้เสด็จจงกรมในอากาศยังธุลีพระบาทให้ตกลง เหมือนเมฆยังฝนให้ตกโพลงแล้วเหมือนเปลวไฟลุกโพลงอยู่ ฉะนั้น ทรงแสดงพระรูปที่ไม่กระสับกระส่าย แล้วทรงหายไปเสียอีก แม้พระองค์เดียวก็เป็นมากองค์ได้ แล้วกลับเป็นพระองค์เดียวอีก ทรงแสดงความมืดและแสงสว่าง ทรงทำพระปาฏิหาริย์มากมาย ทรงปราบพวกพระญาติให้หมดมานะ ขณะนั้นเอง มหาเมฆอันตั้งขึ้นในทวีปทั้ง ๔ ยังฝนให้ตกลงแล้ว ก็ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสเทสนาเวสสันดรชาดกคราวนั้น กษัตริย์เหล่านั้นทุกๆ พระองค์ กำจัดความเมาอันเกิดจากชาติได้แล้ว ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ ในการนั้น พระเจ้าสุทโธทนะได้ตรัสว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน มีจักษุโดย

รอบ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ ที่หม่อมฉันถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระองค์ ก็ในครั้งพระองค์ประสูติ แผ่นดินไหว หม่อมฉันก็ได้ถวายบังคม และครั้งที่เงาไม้หว้าไม่เอนเอียง หม่อมฉันก็ถวายบังคมพระองค์ฯ.

ครั้งนั้น เราเห็นพุทธานุภาพนั้นแล้ว เป็นผู้อัศจรรย์ใจจึงได้บรรพชาเป็นคนบูชามารดา จึงได้อาศัยอยู่ในพระนครกบิลพัสดุ์นั่นเอง ครั้งนั้นจันทเทพบุตรได้เข้ามาหาเราแล้ว ถามถึงนัยแห่งผู้มีราตรีเดียวเจริญทั้งย่อและพิสดาร ครั้งนั้น เราอันจันทเทพบุตรตักเตือนแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดาผู้นำของนรชน ได้สดับภัทเทกรัตตคาถา เป็นผู้สลดใจรักใคร่ป่า ได้บอกลามารดาว่า จักอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว เมื่อถูกมารดาห้ามปรามว่า ท่านเป็นคนละเอียดอ่อน เราได้ตอบว่า เราจักทำหญ้าคาหญ้าเลา แฝก หญ้าปล้อง หญ้ามุงกระตาย ให้แหลกละเอียดทั้งหมดด้วยอก พอกพูนวิเวก ครั้งนั้น

เราได้เข้าป่านึกถึงคำสอนของพระพิชิตมาร คือ ภัทเทกรัตโตวาทว่า ผู้มีปัญญาไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึงสิ่งใดที่ล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็ละไปแล้ว และสิ่งใดที่ยังไม่มาถึง สิ่งนั้นก็ยังไม่ได้ไม่ถึง ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ในที่นั้นๆ ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน บุคคลนั้นมารู้แจ้งธรรมนั้นแล้ว ควรเจริญธรรมนั้นไว้เนืองๆความเพียรควรทำเสียในวันนี้แหละ เพราะใคร่เล่าจะพึงรู้ว่าความตายจะมีในวันพรุ่งนี้ การผัดเพี้ยนกับพระยามัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้นย่อมไม่มีเลย มุนีผู้สงบระงับ ย่อมกล่าวสรรเสริญบุคคลผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ มีความเพียรเผากิเลสไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างนี้นั้นแลว่า ผู้มีราตรีเดียวเจริญ ดังนี้แล้ว ได้บรรลุอรหัต เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระโลมสติยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ โลมสติยเถราปทาน.

End of ๘. โลมสติยเถราปทาน