arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ภัททิยวรรค

๑๐. จูฬสุคันธเถราปทาน เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๔๐ (Royal Thai)10/10 in ภัททิยวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

ทสมํ จูฬสุคนฺธตฺเถราปทานํ (๕๕๐)

จูฬสุคันธเถราปทานที่ ๑๐

ว่าด้วยบุพจริยาของพระจูฬสุคันธเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค จูฬสุคันธเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

Pali (Siam Rath)

อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส

กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ

อนุพฺยญฺชนสมฺปนฺโน พตฺตึสวรลกฺขโณ

พฺยามปฺปภาปริวุโต รํสิชาลสโมคโต ๑ ฯ

อสฺสาเสตา ยถา จนฺโท สุริโยว ปภงฺกโร

นิพฺพาเปตา ยถา เมโฆ สาคโรว คุณากโร ฯ

ธรณีริว สีเลน หิมวาว สมาธินา

อากาโส วิย ปญฺญาย อสงฺโค อนิโล ยถา ฯ

ตทาหํ พาราณสิยํ อุปปนฺโน มหากุเล

ปหูตธนธญฺญสฺมึ นานารตนสญฺจเย ฯ

มหตา ปริวาเรน นิสินฺนํ โลกนายกํ

อุเปจฺจ ธมฺมมสฺโสสึ อมตํว ๑ มโนรหํ ๒ ฯ

ทฺวตฺตึสลกฺขณธโร สุนกฺขตฺโตว จนฺทิมา

อนุพฺยญฺชนสมฺปนฺโน สาลราชาว ผุลฺลิโต ฯ

รํสิชาลปริกฺขิตฺโต ทิตฺโตว กนกาจโล

พฺยามปฺปภาปริวุโต สตรํสีว ๓ ทิวากโร ฯ

โสณฺณานโน ชินวโร รมฺมณีว ๔ สิลุจฺจโย

กรุณาปุณฺณหทโย คุเณน ๕ วิย สาคโร ฯ

โลกวิสฺสุตกิตฺติ จ สิเนรุว นคุตฺตโม

ยสสา วิตโต ธีโร อากาสสทิโส มุนิ ฯ

อสงฺคจิตฺโต สพฺพตฺถ อนิโล วิย นายโก

ปติฏฺฐา สพฺพภูตานํ มหีว มุนิ สตฺตโม ฯ

อนูปลิตฺโต โลเกน โตเยน ปทุมํ ยถา

กุวาทคจฺฉทหโน อคฺคิกฺขนฺโธว โส ๖ วสิ ฯ

อคโท วิย สพฺพตฺถ กิเลสวิสนาสโก

คนฺธมาทนเสโลว คุณคนฺธวิภูสิโต ฯ

คุณานํ อากโร ธีโร รตนานํว สาคโร

สินฺธุว ๗ จ นราชญฺโญ ๘ กิเลสมลหารโก ฯ

วิชยีว มหาโยโธ มารเสนาปฺปมทฺทโน ๑

จกฺกวตฺตีว โส ราชา โพชฺฌงฺครตนิสฺสโร ฯ

มหาภิสกฺกสงฺกาโส โทสพฺยาธิติกิจฺฉโก

สลฺลกตฺโต ยถา เสฏฺโฐ ๒ ทิฏฺฐิคณฺฑวิผาลโก ฯ

โส ตทา โลกปชฺโชโต สนรามรสกฺกโต

ปริสาสุ นราทิจฺโจ ธมฺมํ เทสยเต ชิโน ฯ

ทานํ ทตฺวา มหาโภโค สีเลน สุคตูปโค

ภาวนาย จ นิพฺพาติ อิจฺเจวมนุสาสถ ฯ

เทสนนฺตํ มหสฺสาทํ อาทิมชฺฌนฺตโสภนํ

สุณนฺติ ปริสา สพฺพา อมตํว มหารสํ ฯ

สุตฺวา สุมธุรํ ธมฺมํ ปสนฺโน ชินสาสเน

สุคตํ สรณํ คนฺตฺวา ยาวชีวํ นมสฺสหํ ฯ

มุนิโน คนฺธกุฏิยา อุพฺพฏฺเฏสึ ๓ ตทา มหึ

จตุชฺชาเตน คนฺเธน มาเส อฏฺฐ ทิเน สฺวหํ ฯ

ปณิธาย สุคนฺธนฺตํ ๔ สรีรสฺส วิคนฺธิโน

ตทา ชิโน วิยากาสิ สุคนฺธตนุลาภิตํ ฯ

โยยํ คนฺธกุฏิภูมึ คนฺเธน อุพฺพโฏ ๕ สกึ

เตน กมฺมวิปาเกน อุปปนฺโน ยหึ ตหึ ฯ

สุคนฺธเทโห สพฺพตฺถ ภวิสฺสติ อยํ นโร

คุณคนฺธายุโต หุตฺวา นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ ชาโต วิปฺปกุเล อหํ

คพฺภํ เม วสโต มาตา เทเหนาสิ สุคนฺธิกา ฯ

ยทา จ มาตุกุจฺฉิมฺหา นิกฺขมามิ ตทา ปุรํ ๑

สาวตฺถิ สพฺพคนฺเธหิ วาสิตา วิย วายถ ฯ

ปุปฺผวสฺสญฺจ สุรภิ ทิพฺพคนฺธํ มโนรมํ

ธูปานิ จ มหคฺฆานิ อุปวายึสุ ตาวเท ฯ

เทวา จ สพฺพคนฺเธหิ ธูปปุปฺเผหิ ตํ ฆรํ

วาสยึสุ สุคนฺเธน ยสฺมึ ชาโต อหํ ฆเร ฯ

ยทา จ ตรุโณ ภทฺโท ปฐเม โยพฺพเน ฐิโต

ตทา เสสํ ๒ สปริสํ วิเนตฺวา นรสารถิ ฯ

เตหิ สพฺเพหิ สหิโต ๓ สาวตฺถิปุรมาคโต

ตทา พุทฺธานุภาวนฺตํ ทิสฺวา ปพฺพชิโต อหํ ฯ

สีลํ สมาธิปญฺญญฺจ วิมุตฺติญฺจ อนุตฺตรํ

ภาเวตฺวา จตุโร ธมฺเม ปาปุณึ อาสวกฺขยํ ฯ

ยทา ปพฺพชิโต จาหํ ยทา จ อรหํ ๔ อหํ

นิพฺพายิสฺสํ ยทา จาหํ คนฺธวสฺโส ตทา อหุ ฯ

สรีรคนฺโธ จ เสฏฺโฐติเสติ ๕ เม

มหารหํ จนฺทนํ จมฺปกุปฺปลํ

ตเถว คนฺเธ อิตเร จ สพฺพโส ๑

ปสยฺห วายามิ คโต ยหึ ตหึ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา จูฬสุคนฺโธ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

จูฬสุคนฺธตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

อุทฺทานํ

ภทฺทิโย เรวโต เถโร มหาลาภี จ สีวลี

วงฺคีโส นนฺทโก เจว กาฬุทายี ตถาภโย ฯ

โลมโส วนวจฺโฉ จ สุคนฺโธ ทสโม กโต

ตีณิ คาถาสตา ตตฺถ โสฬสา จ ตทุตฺตริ ฯ

ภทฺทิยวคฺโค ปญฺจปญฺญาโส ฯ

อถ วคฺคุทฺทานํ

กณิการวฺหโย วคฺโค ผลโท ติณทายโก

กจฺจาโน ภทฺทิโย วคฺโค คาถาโย คณิตา วสา ๒ ฯ

นว คาถาสตานิ จ จตุราสีติเมว จ

ฉปญฺญาสํ ปญฺจสตา อปทานา ปกาสิตา ฯ

สห อุทฺทานคาถาหิ ฉ สหสฺสานิ โหนฺติมา

เทฺว สตานิ จ คาถานํ อฏฺฐารส ตทุตฺตริ ฯ

เอตฺตาวตา พุทฺธาปทานญฺจ ปจฺเจกพุทฺธาปทานญฺจ เถราปทานญฺจ

สมตฺตานิ ฯ

๑ ม. รํสิชาลสโมตฺถโฏ ฯ ยุ. รํสิชาลสโมตโต ฯ

๑ ยุ. อมตํ จ ฯ ๒ ม. มโนหรํ ฯ ๓ ยุ. สรสฺมึว ฯ ๔ ม. สมณีว ฯ

๕ ยุ. วิวทฺโธ ฯ ๖ ม. ยุ. โสภสิ ฯ ๗ ยุ. สินฺธว ว ฯ ๘ ม. วนราชีนํ ฯ

๑ ม. มารเสนาวมทฺทโน ฯ ๒ ม. เวชฺโช ฯ ๓ ม. โอปุญฺเชสึ ฯ

ยุ. โอปุญฺเฉสิ ฯ ๔ ม. สุคนฺธตฺตํ ฯ ๕ ม. ยุ. คนฺเธโนปุญฺชเต ฯ

๑ ม. ยุ. ปุรี ฯ ๒ ม. ยุ. เสลํ ฯ ๓ ม. ปริวุโต ฯ ๔ ม. อรหา อหุํ ฯ

๕ ม. สทาติเสติ เม ฯ

๑ ยุ. สพฺพโต ฯ ๒ ม. จิมา ฯ ยุ. วิห ฯ

Royal Thai

ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้ามีพระนามว่ากัสสปผู้เป็นพงศ์พันธุ์พรหมทรงพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์สมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ มีพระลักษณะอันประเสริฐ๓๒ ประการ มีพระรัศมีล้อมรอบข้างละวา ประกอบด้วยข่ายรัศมีทรงยังสัตว์ให้ยินดีได้เหมือนพระจันทร์ แผดแสงเหมือนพระอาทิตย์ ทำให้เยือกเย็นเหมือนเมฆ เป็นบ่อเกิดแห่งคุณเหมือนสาคร มีศีลเหมือนแผ่นดิน มีสมาธิเหมือนขุนเขาหิมวันต์ มีปัญญาเหมือนอากาศ ไม่ข้องเหมือนกับลม ครั้งนั้น เราเกิดในสกุลใหญ่ มีทรัพย์และธัญญาหารมากมาย เป็นที่สั่งสมแห่งรัตนะต่างๆ ในพระนครพาราณสี เราได้เข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้เป็นนายกของโลก ซึ่งประทับนั่งอยู่กับบริวารมากมาย ได้สดับอมตธรรมอันนำมาซึ่งความยินดีแห่งจิต

พระพุทธองค์ทรงพระมหาปุริสลักษณะ๓๒ ประการ มีนักษัตฤกษ์ดีเหมือนพระจันทร์ ทรงสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ บานเหมือนต้นพญารัง อันข่ายคือพระรัศมีแวดวงมีพระรัศมีรุ่งเรือง เหมือนภูเขาทอง มีพระรัศมีล้อมรอบด้านละวามีรัศมีนับด้วยร้อยเหมือนอาทิตย์ มีพระพักตร์เหมือนทองคำเป็นพระพิชิตมารผู้ประเสริฐ เป็นเหมือนภูเขาอันให้เกิดความยินดีมีพระหฤทัยเต็มด้วยพระกรุณา มีพระคุณปานดังสาคร มีพระเกียรติปรากฎแก่โลก เหมือนเขาสิเนรุซึ่งเป็นภูเขาสูงสุด มีพระยศเป็นที่ปลื้มใจ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาเช่นเดียวกับอากาศ เป็นนักปราชญ์ มีพระทัยไม่ข้องในที่ทั้งปวงเหมือนลม เป็นผู้นำ เป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์เหนือแผ่นดิน

เป็นมุนีผู้สูงสุด อันโลกไม่เข้าไปฉาบทาได้เหมือนปทุมน้ำไม่ติด ฉะนั้น เป็นผู้เช่นกับกองไฟเผาหญ้าคือวาทะลวงโลก พระองค์เป็นเสมือนยาบำบัดโรค ทำให้ยาพิษคือกิเลสพินาศ ประดับด้วยกลิ่นคือคุณเหมือนภูเขาคันธมาทน์เป็นนักปราชญ์ที่เป็นบ่อเกิดของคุณ ดุจดังสาครเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะทั้งหลาย ฉะนั้น และเป็นเหมือนม้าสินธพอาชาไนย เป็นผู้นำไปซึ่งมลทินคือกิเลส ทรงย่ำยีมารและเสนามารเสียได้ เหมือนนายทหารใหญ่ผู้มีชัยโดยพิเศษ ทรงเป็นใหญ่เพราะรัตนะคือโพชฌงค์เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงเป็นผู้เยียวยาพยาธิ คือโทสะเหมือนกับหมอใหญ่ ทรงเป็นหมอผ่าฝีคือทิฏฐิ เหมือนศัลยแพทย์ผู้ประเสริฐสุด ครั้งนั้น

พระองค์ทรงส่องโลกให้โชติช่วงอันมนุษย์และทวยเทพสักการะ เป็นดังพระอาทิตย์ส่องแสงสว่างให้แก่นรชน ทรงแสดงพระธรรมเทสนาในบริษัททั้งหลาย พระองค์ทรงพร่ำสอนอย่างนี้ว่า บุคคลจะมีโภคทรัพย์มากได้เพราะให้ทาน จะเข้าถึงสุคติก็เพราะศีล จะดับกิเลสได้เพราะภาวนา ดังนี้บริษัททั้งหลายฟังเทศนานั้น อันให้เกิดความแช่มชื่นมากไพเราะทั้งเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด มีรสใหญ่ ประหนึ่งน้ำอมฤต เราได้สดับพระธรรมเทศนาอันไพเราะดี ก็เลื่อมใสในพระศาสนาของพระพิชิตมาร จึงถึงพระสุคตเจ้าเป็นสรณะ นอบน้อมตราบเท่าสิ้นชีวิตครั้งนั้น เรานั้นได้เอาของหอมมีชาติ ๔ ทาพื้นพระคันธกุฎีของพระมหามุนีเดือนหนึ่ง ๘ วัน โดยตั้งปณิธานให้สรีระที่ปราศจากกลิ่นหอมให้มีกลิ่นหอม

ครั้งนั้น พระพิชิตมารได้ตรัสพยากรณ์เราผู้อยากได้กายมีกลิ่นหอมว่านระใด เอาของหอมทาพื้นพระคันธกุฎีคราวเดียว ด้วยผลของกรรมนั้น นระนี้เกิดในชาติใดๆ จักเป็นผู้มีตัวหอมทุกชาติไป จักเป็นผู้เจริญด้วยกลิ่นคือคุณ จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะปรินิพพาน เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุลอันมั่งคั่ง เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์มารดา มารดาเป็นหญิงมีกลิ่นตัวหอม และในเวลาที่เราคลอดจากครรภ์มารดานั้นพระนครสาวัตถีหอมฟุ้งเหมือนกับถูกอบด้วยกลิ่นหอมทุกอย่างขณะนั้นฝนดอกไม้อันหอมหวล กลิ่นทิพย์อันน่ารื่นรมย์ใจ

และธูปมีค่ามาก หอมฟุ้งไป เราเกิดในเรือนหลังใด เรือนหลังนั้นเทวดาได้เอาธูปและดอกไม้ล้วนแต่มีกลิ่นหอม และเครื่องหอมมาอบ ก็ในเวลาที่เรายังเยาว์ ตั้งอยู่ในปฐมวัย พระศาสดาผู้เป็นสารถีฝึกนระ ทรงแนะนำบริษัทของพระองค์ที่เหลือแล้ว เสด็จมายังพระนครสาวัตถี พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นทั้งหมด ครั้งนั้น เราได้พบพุทธานุภาพจึงออกบวช เราเจริญธรรม ๔ ประการคือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุติอันยอดเยี่ยม แล้วบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะในคราวที่เราออกบวช ในคราวที่เราเป็นพระอรหันต์ และในคราวที่เราจักนิพพาน ได้มีฝนมีกลิ่นหอมตกลงมาก็กลิ่นสรีระอันประเสริฐสุดของเรา ครอบงำจันทน์อันมีค่า ดอกจำปาและดอกอุบลเสีย และเราไปในที่ใดๆก็ย่อมจะข่มขี่กลิ่นเหล่านี้เสียโดยประการทั้งปวง ฟุ้งไปเช่นนั้นเหมือนกัน

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มายังสำนักของพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระจูฬสุคันธเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ จูฬสุคันธเถราปทาน.

----------------

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. ลกุณฏกภัททิยเถราปทาน ๒. กังขาเรวตเถราปทาน ๓. สีวลิเถราปทาน ๔. วังคีส

เถราปทาน ๕. นันทกเถราปทาน๖. กาฬุทายีเถราปทาน ๗. อภยเถราปทาน ๘. โลมสติยเถราปทาน ๙. วนวัจฉเถราปทาน ๑๐. จูฬสุคันธเถราปทาน และในวรรคนี้มีคาถา ๓๑๖ คาถา.

จบ ภัททิยวรรคที่ ๕๕

----------------

รวมวรรค

๑. กณิการวรรค ๒. ผลทายกวรรค ๓. ติณทายกวรรค ๔. กัจจายนวรรค ๕. ภัททิยวรรคบัณฑิตคำนวณคาถาไว้แผนกหนึ่ง รวมได้ ๙๘๔ คาถา และประกาศอปทานรวมได้ ๕๕๖ อปทานพร้อมกับอุทานคาถา มีคาถารวม ๖๒๑๘ คาถา.

จบ พุทธาปทาน ปัจเจกพุทธาปทาน และเถราปทานแต่เท่านี้

End of ๑๐. จูฬสุคันธเถราปทาน