พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ขัตติยกัญญาวรรค
๕. สุกกาเถริยาปทาน เล่ม ๓๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๗๕ (Royal Thai)5/10 in ขัตติยกัญญาวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ขัตติยกัญญาวรรค สุกกาเถริยาปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 33, pp. 454–458
[๑๐๖] รู้ชัดปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพพจักขุให้บริสุทธิ์แล้ว มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก[๑๐๗] ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณในอรรถ ธรรม นิรุตติและปฏิภาณอันเกิดขึ้นในสำนักของพระองค์[๑๐๘-๑๑๐] หม่อมฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าหม่อมฉันทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล
นัยว่า พระภิกษุณีมารดาสิงคาลมาณพได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ สิงคาลมาตาเถรีอปทานที่ ๔
๕. สุกกาเถรีอปทาน
ว่าด้วยบุพประวัติของพระสุกกาเถรี
(พระสุกกาเถรีได้กราบทูลบุพประวัติของตนว่า)
{๑๗๕} [๑๑๑] ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นนายกของโลกพระนามว่าวิปัสสี ผู้มีพระเนตรงาม ผู้ทรงเห็นแจ้งซึ่งธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว[๑๑๒] ในกาลนั้น หม่อมฉันเกิดในตระกูลแห่งหนึ่งในนครพันธุมดีได้ฟังธรรมของพระมุนีแล้วออกบวชเป็นภิกษุณี[๑๑๓] เป็นผู้มีสุตะมาก ทรงธรรม มีปฏิภาณ กล่าวธรรมกถาไพเราะทำตามคำสั่งสอนของพระชินเจ้า
[๑๑๔] ในกาลนั้น หม่อมฉันแสดงธรรมกถาเพื่อประโยชน์แก่ประชุมชนทุกเมื่อ หม่อมฉันจุติจากอัตภาพนั้นแล้วไปเกิดเป็นเทพธิดาผู้มียศในภพดุสิต[๑๑๕] ในกัปที่ ๓ แต่ภัทรกัปนี้ พระชินเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้ทรงมีพระรัศมีดังไฟ สง่าอยู่ในโลกด้วยพระยศ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว[๑๑๖] แม้ในกาลนั้น หม่อมฉันก็บวช เป็นผู้ฉลาดในพุทธศาสนา ยังพระพุทธพจน์ให้กระจ่างแล้วเข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
[๑๑๗] ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นนายกของโลก พระนามว่าเวสสภู ผู้มีธรรมประหนึ่งยานใหญ่ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว หม่อมฉันก็เป็นเหมือนอย่างก่อน[๑๑๘] คือ บวชแล้วก็เป็นผู้ทรงธรรม ยังพุทธศาสนาให้กระจ่างแล้วเข้าถึงเทพบุรีที่น่ารื่นรมย์ ได้เสวยความสุขมาก
[๑๑๙] ในภัทรกัปนี้ พระชินเจ้าผู้สูงสุดพระนามว่ากกุสันธะ ผู้ประเสริฐกว่านรชนเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว แม้ในครั้งนั้นหม่อมฉันก็เป็นเหมือนอย่างก่อน[๑๒๐] คือ บวชแล้วก็ยังพุทธศาสนาให้กระจ่างจนตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้วได้เข้าถึงสวรรค์ดาวดึงส์เหมือนดังไปสู่ที่อยู่ของตน[๑๒๑] ในภัทรกัปนี้แล พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นนายกของโลกพระนามว่าโกนาคมนะ ผู้ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย ผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
[๑๒๒] แม้ในกาลนั้น หม่อมฉันก็บวชในพระศาสนาของพระองค์ผู้คงที่เป็นพหูสูต ทรงธรรม ยังพุทธศาสนาให้กระจ่างแล้ว
[๑๒๓] ในภัทรกัปนี้ก็เหมือนกัน พระมุนีพระนามว่ากัสสปะผู้มีพระคุณอันประเสริฐ เป็นสรณะแห่งสัตว์โลก ไม่มีข้าศึก ถึงที่สุดแห่งมรณะ เสด็จอุบติขึ้นแล้ว
[๑๒๔] หม่อมฉันบวชในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ทรงพระปรีชากว่าประชากรพระองค์นั้น ศึกษาพระสัทธรรมแล้วคล่องแคล่วในปริปุจฉา
[๑๒๕] ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันมีศีลงาม มีความละอาย ฉลาดในไตรสิกขา แสดงธรรมกถามากจนตลอดชีวิต
[๑๒๖] ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นและด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ หม่อมฉันละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงภพดาวดึงส์
[๑๒๗] ในภพสุดท้ายในบัดนี้ หม่อมฉันเกิดในตระกูลเศรษฐีที่รุ่งเรือง สะสมรัตนะไว้มาก ในพระนครราชคฤห์อันอุดม
[๑๒๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นนายกของโลก มีภิกษุขีณาสพ ๑,๐๐๐ รูปห้อมล้อมเสด็จเข้าไปยังพระนครราชคฤห์
[๑๒๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงฝึกอินทรีย์แล้ว พ้นขาดจากสรรพกิเลส มีวรรณะเปล่งปลั่งดังแท่งทองสิงคี เสด็จพร้อมด้วยพระขีณาสพ ซึ่งเคยเป็นชฎิลผู้ฝึกอินทรีย์ พ้นขาดจากสรรพกิเลสแล้ว เข้าไปยังพระนครราชคฤห์[๑๓๐] หม่อมฉันได้เห็นพระพุทธานุภาพและได้ฟังธรรมอันเป็นที่สั่งสมคุณแล้ว ทำจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า บูชาพระองค์ผู้ทรงมีพลธรรมมาก
[๑๓๑] เวลาต่อมา หม่อมฉันออกบวชเป็นภิกษุณี ในสำนักของพระธัมมทินนาเถรี
[๑๓๒] เมื่อปลงผมอยู่ หม่อมฉันก็เผากิเลสทั้งหลายได้ บวชแล้วไม่นานก็ศึกษาศาสนธรรมได้ทั้งหมด
[๑๓๓] แต่นั้น ได้แสดงธรรมในสมาคมแห่งมหาชน เมื่อหม่อมฉันกำลังแสดงอยู่ ธรรมาภิสมัย (การตรัสรู้ธรรม) ได้มีแล้ว[๑๓๔] แก่ประชุมชนหลายพัน มียักษ์ตนหนึ่งได้ฟังธรรมนั้นแล้วเกิดอัศจรรย์ใจเลื่อมใสต่อหม่อมฉัน จึงได้ไปยังพระนครราชคฤห์แล้วประกาศว่า[๑๓๕] “พวกมนุษย์ในพระนครราชคฤห์เหล่านี้มัวทำอะไรกันอยู่ เหมือนดื่มน้ำผึ้งกันอยู่ จึงไม่เข้านั่งใกล้ภิกษุณีชื่อสุกกาผู้แสดงอมตบท[๑๓๖] อตมบทนั้นเป็นเหตุไม่ให้ถอยกลับ ให้เกิดความสดชื่นมีรสโอชา ซึ่งพวกคนมีปัญญาเขาดื่มกัน เหมือนเดินทางไกลได้ดื่มนํ้าฝนฉะนั้น”[๑๓๗] ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพพโสตธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ[๑๓๘] รู้ชัดปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพพจักขุให้บริสุทธิ์แล้ว มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก
[๑๓๙] ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณในอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณอันเกิดขึ้นแล้วในสำนักของพระองค์[๑๔๐-๑๔๒] หม่อมฉันเผากิเลลทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล
นัยว่า พระสุกกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ สุกกาเถรีอปทานที่ ๕
จบ ภาณวารที่ ๕
๖. อภิรูปนันทาเถรีอปทาน
ว่าด้วยบุพประวัติของพระอภิรูปนันทาเถรี
(พระอภิรูปนันทาเถรีได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๗๖} [๑๔๓] ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นนายกของโลกพระนามว่าวิปัสสี ผู้มีพระเนตรงาม ผู้มีพระจักษุในธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว[๑๔๔] ครั้งนั้น หม่อมฉันเกิดในตระกูลใหญ่ที่เจริญมั่งคงในพระนครพันธุมดี เป็นผู้มีรูปงามน่าพึงใจ และเป็นที่บูชาของผู้คน[๑๔๕] ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าวิปัสสีผู้ทรงมีความเพียรมาก ผู้ทรงเป็นพระนายกของโลก ได้ฟังธรรมแล้วถึงพระองค์เป็นสรณะ[๑๔๖] สำรวมอยู่ในศีล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สูงสุดกว่านรชนพระองค์นั้นปรินิพพานแล้ว หม่อมฉันได้บูชาฉัตรทองไว้ที่เบื้องบนพระสถูปที่บรรจุพระธาตุ[๑๔๗] หม่อมฉันเป็นผู้มีจาควัตถุอันสละแล้ว มีศีลจนตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้น ละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
End of ๕. สุกกาเถริยาปทาน