พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · กัจจายวรรค
๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน เล่ม ๓๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๒๘ (Royal Thai)8/10 in กัจจายวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กัจจายวรรค อุรุเวลกัสสปเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 33, pp. 227–233
[๒๔๔] เราเลื่อมใสในพระสุคตเจ้า จึงได้ออกบวชเป็นบรรพชิต พระโมคคัลลานะเป็นอาจารย์ พระสารีบุตรเป็นอุปัชฌาย์[๒๔๕] เราตัดทิฏฐิพร้อมด้วยมูลรากเสียได้ในเมื่อกำลังปลงผม และเมื่อกำลังนุ่งผ้ากาสาวะก็ได้บรรลุอรหัต
[๒๔๖] เรามีปรีชาแตกฉานในอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เลิศกว่าโลกจึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ[๒๔๗] เราอันท่านพระอุปติสสะไต่ถามในปฏิสัมภิทา ก็แก้ได้ไม่ขัดข้อง ฉะนั้น เราจึงเป็นผู้เลิศในพระพุทธศาสนา[๒๔๘-๒๕๐] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล
นัยว่า ท่านพระมหาโกฏฐิตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ มหาโกฏฐิตเถราปทานที่ ๗
๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน
ว่าด้วยบุพประวัติของพระอุรุเวลกัสสปเถระ
(ท่านพระอุรุเวลกัสสปเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๒๘} [๒๕๑] พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระผู้ทรงรู้แจ้งโลกทั้งหมด เป็นพระมุนี มีพระจักษุ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้
[๒๕๒] พระองค์ตรัสสอนให้รู้ซัด ยังสรรพสัตว์ให้ข้ามวัฏฏสงสาร ทรงฉลาดในเทศนา เป็นผู้เบิกบาน ทรงยังประชุมชนเป็นอันมาก ให้ข้ามฟันไปได้[๒๕๓] พระองค์เป็นผู้อนุเคราะห์ ทรงประกอบด้วยพระกรุณา ทรงแสวงหาประโยชน์แก่สรรพสัตว์ ยังเดียรถีย์ที่มาเฝ้าทุกคน ให้ดำรงอยู่ในเบญจศีล[๒๕๔] เมื่อเป็นเช่นนี้ พระศาสนาจึงหมดความอากูล ว่างจากพวกเดียรถีย์ และวิจิตรด้วยพระอรหันต์ผู้คงที่ มีความชำนาญ
[๒๕๕] พระมหามุนีพระองค์นั้นสูง ๕๘ ศอก มีพระฉวีวรรณงามคล้ายทองคำอันลํ้าค่า มีพระลักษณะประเสริฐ ๓๒ ประการ
[๒๕๖] ในกาลนั้น อายุขัยของสัตว์ ๑๐๐,๐๐๐ ปี พระชินสีห์พระองค์ นั้นดำรงพระชนม์อยู่โดยกาลประมาณเท่านั้น ทรงยังประชุมชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้นวัฏฏสงสารไปได้[๒๕๗] ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์ชาวเมืองหังสวดี ผู้คนรู้กันทั่วไปว่าเป็นสาธุ ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ส่องโลกแล้วสดับพระธรรมเทศนา[๒๕๘] ครั้งนั้น เราได้ฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งสาวกของพระองค์ ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะในที่ประชุมใหญ่ก็ชอบใจ
[๒๕๙] จึงนิมนต์พระมหาชินเจ้ากับบริวารเป็นอันมาก แล้วได้ถวายทานพร้อมกับพราหมณ์อีก ๑,๐๐๐ คน
[๒๖๐] ครั้นแล้ว เราได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายก ยืนปลื้มใจอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ได้กราบทูลว่า
[๒๖๑] “ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ด้วยศรัทธาในพระองค์และด้วยคุณความดี ขอให้ข้าพระองค์ผู้เกิดในภพนั้น ๆ มีบริษัทพวกพ้องมากด้วยเกิด”[๒๖๒] ครั้งนั้น พระศาสดาผู้มีพระสุรเสียงเหมือนคชสารคำรณ มีพระสำเนียงเหมือนนกการะเวก ได้ตรัสกะบริษัทว่า “จงดูพราหมณ์ผู้นี้[๒๖๓] ผู้มีผิวพรรณเหมือนทอง แขนใหญ่ ปากและตาเหมือนดอกบัว มีกายและใจสูงเพราะปีติ ร่าเริง มีศรัทธาในคุณของเรา[๒๖๔] เขาปรารถนาตำแหน่งแห่งภิกษุผู้มีเสียงเหมือนราชสีห์ ในอนาคตกาลเขาจักได้ตำแหน่งนี้สมดังมโนรถปรารถนา
[๒๖๕] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระศาลดามีพระนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในราชวงค์ของพระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก[๒๖๖] พราหมณ์นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่ากัสสปะ”[๒๖๗] พระอัครนายกของโลกพระนามว่าผุสสะ ผู้เป็นพระศาสดาอย่างยอดเยี่ยมหาผู้เปรียบมิได้ ไม่มีใครจะเสมอเหมือน ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้[๒๖๘] พระศาสดาพระนามว่าผุสสะพระองค์นั้นแลทรงกำจัดความมืดทั้งปวง สางรกชัฏใหญ่ ทรงยังฝนคืออมตธรรมให้ตกลง ให้มนุษย์และทวยเทพอิ่มหนำ
[๒๖๙] ครั้งนั้น เราสามคนพี่น้องเป็นราชมหาอำมาตย์ในพระนครพาราณสี ล้วนแต่เป็นที่ไว้วางพระทัยของพระมหากษัตริย์
[๒๗๐] รูปร่างองอาจแกล้วกล้า สมูบรณ์ด้วยกำลัง ไม่พ่ายแพ้ใครเลยในสงคราม ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินทรงถูกเมืองชายแดนก่อการร้าย จึงได้ตรัสสั่งเราว่า[๒๗๑] “ท่านทั้งหลายจงไปชนบทชายแดน สะสางกำลังของแผ่นดินให้เรียบร้อย ทำแว่นแคว้นของเราให้เกษมสำราญแล้วกลับมา”[๒๗๒] ลำดับนั้น เราได้กราบทูลว่า “ถ้าพระองค์จะพระราชทานพระนายกเจ้าเพื่อให้พวกข้าพระองค์ได้อุปัฏฐากบ้างไซร้ พวกข้าพระองค์ก็จักทำกิจของพระองค์ให้สำเร็จ”[๒๗๓] สำดับนั้น เราผู้ได้รับพระราชทานพร สมเด็จพระภูมิบาลส่งไปทำชนบทชายแดนให้วางอารุธแล้วกลับมายังพระนครนั้น
[๒๗๔] เราทูลขอการอุปัฏฐากพระศาสดาแต่พระราชา ได้พระศาสดาผู้ทรงเป็นนายกของโลกผู้ประเสริฐกว่ามุนีแล้ว ได้บูชาพระองค์ตราบเท่าสิ้นชีวิต[๒๗๕] ผ้ามีค่ามาก รสอันประณีต เสนาสนะอันน่ารื่นรมย์ และเภสัชที่เป็นประโยชน์
[๒๗๖] ที่ตนให้เกิดขึ้นโดยชอบธรรม พวกเราก็ได้ถวายแก่พระมุนี พร้อมทั้งพระสงฆ์ พวกเราเป็นผู้มีศีล ประกอบด้วยกรุณา มีใจประกอบด้วยภาวนา[๒๗๗] อุปัฏฐากพระองค์ด้วยจิตเมตตาตลอดกาล ครั้นพระศาสดาผู้เลิศพระองค์นั้นเสด็จนิพพานแล้ว พวกเราได้ทำการบูชาตามกำลัง
[๒๗๘] เราทุกคนจุติจากอัตภาพนั้น แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เสวยสุขยิ่งใหญ่อยู่ในชั้นดาวดึงส์นั้น นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
[๒๗๙] เมื่อเรากำลังหมุนเวียนอยู่ในภพ ได้เกิดเป็นพระเจ้าวิเทหราช เหมือนช่างดอกไม้ผู้ได้ดอกไม้แล้วแสดงชนิดดอกไม้ได้หลายอย่างฉะนั้น[๒๘๐] เพราะถ้อยคำของคุณอเจลก เราจึงมีอัธยาศัยอันมิจฉาทิฏฐิ กำจัดแล้วขึ้นสู่ทางนรก ไม่เอื้อเฟื้อโอวาทของธิดาเราผู้ชื่อว่ารุจา[๒๘๑] เมื่อถูกพรหมนารทะสั่งสอนเสียมากมาย จึงละความเห็นที่ชั่วช้าเสียได้
[๒๘๒] บำเพ็ญกุศลกรรมบถ ๑๐ ให้บริบูรณ์โดยพิเศษ ละทิ้งร่างกายแล้วได้ไปสวรรค์เหมือนไปที่อยู่ของตัวฉะนั้น
[๒๘๓] เมื่อถึงภพสุดท้าย เราเป็นบุตรของพราหมณ์ เกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลในพระนครพาราณสีอันมั่งคั่ง
[๒๘๔] เรากลัวต่อความตาย ความเจ็บไข้ และความแก่ชราจึงเข้าป่าใหญ่ แสวงหาหนทางนิพพาน ได้บวชในสำนักของชฎิล
[๒๘๕] ครั้งนั้น น้องชายทั้งสองของเราก็ได้บวชพร้อมกับเรา เราได้สร้างอาศรมอาศัยอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา
[๒๘๖] เรามีนามตามโคตรว่ากัสสปะ แต่เพราะอาศัยอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา เราจึงมีนามบัญญัติว่า อุรุเวลกัสสปะ
[๒๘๗] เพราะน้องชายของเราอาศัยอยู่ที่ชายแม่น้ำ เขาจึงได้นามว่านทีกัสสปะ เพราะน้องชายของเราอีกคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่ตำบลคยา เขาจึงประกาศนามว่าคยากัสสปะ
[๒๘๘] น้องชายคนเล็กมีศิษย์ ๒๐๐ คน น้องชายกลางมี ๓๐๐ คน เรามี ๕๐๐ ถ้วน ศิษย์ทุกคนล้วนแต่ประพฤติตามเรา[๒๘๙] ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้เลิศในโลก เป็นสารถีฝึกนรชน ได้เสด็จมาหาเรา ทรงทำปาฏิหาริย์ต่าง ๆ แก่เราแล้วทรงแนะนํา[๒๙๐] เรากับบริวาร ๑,๐๐๐ ได้อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุ ได้บรรลุอรหัตพร้อมกับภิกษุเหล่านั้นทุกองค์
[๒๙๑] ภิกษุเหล่านั้นและภิกษุพวกอื่นเป็นอันมาก แวดล้อมเราเป็นยศบริวาร และเราก็สามารถที่จะสั่งสอนได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สูงสุด[๒๙๒] จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ในความเป็นผู้มีบริษัทมาก โอ ! สักการะที่ได้ทำไว้ในพระพุทธเจ้าได้ก่อให้เกดสิ่งที่มีผลต่อเราแล้ว[๒๙๓-๒๙๕] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล
นัยว่า ท่านพระอุรุเวลกัสสปเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ อุรุเวลกัสสปเถราปทานที่ ๘
๙. ราธเถราปทาน
ว่าด้วยบุพประวัติของพระราธเถระ
(ท่านพระราธเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
[๒๙๖] พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระผู้ทรงรู้แจ้งโลกทั้งหมด เป็นพระมุนี มีพระจักษุ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้[๒๙๗] พระองค์ตรัสสอนให้รู้ชัด ยังสรรพสัตว์ให้ข้ามวัฏฏสงสาร ทรงฉลาดในเทศนา เป็นผู้เบิกบาน ทรงยังประชุมชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้นไปได้{๑๒๙} [๒๙๘] พระองค์เป็นผู้อนุเคราะห์ ทรงประกอบด้วยพระกรุณา ทรงแสวงหาประโยชน์แก่สรรพสัตว์ ยังเดียรถีย์ที่มาเฝ้าทุกคน ให้ดำรงอยู่ในเบญจศีล[๒๙๙] เมื่อเป็นเช่นนี้ พระศาสนาจึงหมดความอากูล ว่างจากพวกเดียรถีย์ และงดงามด้วยพระอรหันต์ผู้คงที่มีความชำนาญ
[๓๐๐] พระมหามุนีพระองค์นั้นสูง ๕๘ ศอก มีพระฉวีวรรณงามคล้ายทองคำอันลํ้าค่า มีพระลักษณะประเสริฐ ๓๒ ประการ
[๓๐๑] ในกาลนั้น อายุขัยของสัตว์ ๑๐๐,๐๐๐ ปี พระชินสีห์พระองค์ นั้นดำรงพระชนม์อยู่โดยกาลประมาณเท่านั้น ทรงยังประชุมชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้นวัฏฎสงสารไปได้[๓๐๒] ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์ชาวพระนครหังสวดีผู้เรียนจบไตรเพท ได้เข้าไปเฝ้าพร ะผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสร็จกว่านรชน
End of ๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน