พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · กัจจายวรรค
๒. วักกลิเถราปทาน เล่ม ๓๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๒๒ (Royal Thai)2/10 in กัจจายวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
ทุติยํ วกฺกลิตฺเถราปทานํ (๕๓๒)
วักกลิเถราปทานที่ ๒
ว่าด้วยบุพจริยาของพระวักกลิเถระ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กัจจายวรรค วักกลิเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก
อโนมนาโม อมิโต นาเมน ปทุมุตฺตโร ฯ
ปทุมาการวทโน ปทุมามลสุจฺฉวี
โลเกนานูปลิตฺโต จ โตเยน ปทุมํ ยถา ฯ
ธีโร ปทุมปตฺตกฺโข กนฺโต จ ปทุมํ ยถา
ปทุมุตฺตรคนฺโธ จ ตสฺมา โส ปทุมุตฺตโร ฯ
โลกเชฏฺโฐ จ นิมฺมาโน อนฺธานํ นยนูปโม
สนฺตเวโส คุณนิธิ กรุณามติสาคโร ฯ
ส กทาปิ มหาวีโร พฺรหฺมาสุราสุรอจฺฉิโต ๑
สเทวมนุชากิณฺเณ ๒ ชนมชฺเฌ ชนุตฺตโม ๓ ฯ
วทเนน สุคนฺเธน มธุเรน สุเตน ๔ จ
รญฺชยํ ปริสํ สพฺพํ สนฺถวิ สาวกํ สกํ ฯ
สทฺธาธิมุตฺโต สุมติ มม ทสฺสนสาลโย
นตฺถิ เอตาทิโส อญฺโญ ยถายํ ภิกฺขุ วกฺกลิ ฯ
ตทาหํ หํสวติยา นคเร พฺราหฺมณสฺสตฺรโช
หุตฺวา สุตฺวา จ ตํ วากฺยํ ตณฺฐานํ อภิโรจยึ ฯ
สสาวกนฺตํ วิมลํ นิมนฺเตตฺวา ตถาคตํ
สตฺตาหํ โภชยิตฺวาน ทุสฺเสหิ ฉาทยึ ตทา ฯ
นิปจฺจ สิรสา ตสฺส อนนฺตคุณสาคเร
นิมุคฺโค ปีติสมฺปุณฺโณ อิมํ วจนมพฺรวึ ฯ
โย โส ตยา สนฺถวิโต อิธ ๑ สทฺธาธิมุตฺโต อิสิ
ภิกฺขุ สทฺธาวตํ อคฺโค ตาทิโสหํ ๒ มหามุนิ ฯ
เอวํ วุตฺเต มหาวีโร อนาวรณทสฺสโน
อิมํ วากฺยํ อุทีรยิ ๓ ปริสาย มหามุนิ ฯ
ปสฺสเถตํ มาณวกํ ปีตมฏฺฐนิวาสนํ
เหมยญฺโญปจิตงฺคํ ชนเนตฺตมโนหรํ ฯ
เอโส อนาคตทฺธาเน โคตมสฺส มเหสิโน
อคฺโค สทฺธาธิมุตฺตานํ สาวโกยํ ภวิสฺสติ ฯ
เทวภูโต มนุสฺโส วา สพฺพสนฺตาปวชฺชิโต
สพฺพโภคปริพฺยุโฬฺห สุขิโต สํสริสฺสติ ฯ
สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ
ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต
วกฺกลิ นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ
เตน กมฺมวิเสเสน เจตนาปณิธีหิ จ
ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ
สพฺพตฺถ สุขิโต หุตฺวา สํสรนฺโต ภวาภเว
สาวตฺถิยํ ปุเร ชาโต กุเล อญฺญตเร อหํ ฯ
โนนิตํ สุขุมาลํ มํ ฐิตํ ๑ ปลฺลวโกมลํ
มาตา ๒ อุตฺตานสยนํ ปิสาจภยตชฺชิตา ฯ
ปาทมูเล มเหสิสฺส สยาเปสิ ๓ ทินมานสา
อิมํ ททามิ เต นาถ สรณํ โหหิ นายก ฯ
ตทา ปฏิคฺคหิ โส มํ ภีตานํ สรโณ มุนิ
ชาลินา จกฺกงฺกิเตน ๔ มุทุโกมลปาณินา ฯ
ตทา ปภูติ ชาโตหํ ๕ อรกฺเขยฺเยน รกฺขิโต
สพฺพพฺยาธิวินิมุตฺโต ๖ สุเขน ปริวุตฺถิโต ๗ ฯ
สุคเตน วินาภูโต อุกฺกณฺฐามิ มุหุตฺตกํ
ชาติยา สตฺตวสฺโสหํ ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ
สพฺพปารมิสมฺภูตํ นีลกฺขินยนํ วรํ ๘
รูปํ สพฺพํ สุภากิณฺณํ อติตฺโต วิหรามหํ ๙ ฯ
พุทฺธรูปรตึ ญตฺวา ตทา โอวทิ มํ ชิโน
อลํ วกฺกลิ กึ รูเป รมเส พาลนนฺทิเต ฯ
โย หิ ปสฺสติ สทฺธมฺมํ โส มํ ปสฺสติ ปณฺฑิโต
อปสฺสมาโน สทฺธมฺมํ มํ ปสฺสํปิ น ปสฺสติ ฯ
อนนฺตาทีนโว กาโย วิสรุกฺขสมูปโม
อาวาโส สพฺพโรคานํ ปุญฺโช ทุกฺขสฺส เกวโล ฯ
นิพฺพินฺทิย ตโต รูเป ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ
ปสฺสํ ๑๐ สพฺพกิเลสานํ สุเขนนฺตํ คมิสฺสสิ ฯ
เอวํ เตนานุสิฏฺโฐหํ นายเกน หิเตสินา
คิชฺฌกูฏํ สมารุยฺห ฌายามิ คิริกนฺทเร ๑ ฯ
ฐิโต ปพฺพตปาทมฺหิ อสฺสาสยํ ๒ มหามุนิ
วกฺกลีติ ชินาโวจ ๓ ตํ สุตฺวา มุทิโต อหํ ฯ
ปกฺขนฺทึ เสลปพฺภาเร อเนกสตโปริเส
ตทา พุทฺธานุภาเวน สุเขเนว มหึ คโต ฯ
ปุนาปิ ธมฺมํ เทเสติ ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ
ตมหํ ธมฺมมญฺญาย อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ
สุมหาปุริสมชฺเฌ ตทา มํ จรณนฺตโก ๔
อคฺคํ สทฺธาธิมุตฺตานํ ปญฺญาเปติ มหามติ ฯ
สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา วกฺกลิ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
วกฺกลิตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. พฺรหฺมาสุรสุรจฺจิโต ฯ ยุ. พฺรหฺมามรสุรจฺจิโต ฯ ๒ ยุ. สเทวมนุชากิณฺโณ ฯ
๓ ม. ชินุตฺตโม ฯ ๔ โป. รุเทน ฯ ม. ยุ. รุเตน ฯ
๑ ม. อิโต สตฺตมเก มุนิ ฯ ยุ. ...สตฺตมเกหนิ ฯ ๒ ม. ยุ. ตาทิโส โหมหํ มุเน ฯ
๓ ม. ยุ. อุทีเรสิ ฯ
๑ ม. ยุ. ชาตปลฺลวโกมลํ ฯ ๒ ม. ยุ. มนฺทํ ฯ ๓ ม. สาเยสุํ ฯ ยุ. สาเยยฺยุํ ฯ
๔ ยุ. สงฺขลงฺเกน ฯ ๕ ม. ยุ. เตนาหํ ฯ ๖ ม. สพฺพเวรวินิมุตฺโต ฯ ยุ.
สพฺพูปธิวินิมุตฺโต ฯ ๗ ม. ปริวุทฺธิโต ฯ ยุ. ปริวฑฺฒิโต ฯ ๘ ยุ. ปรํ ฯ ๙ ยุ.
พิหยามหํ ฯ ๑๐ ม. ปสฺส อุปกฺกิเลสานํ ฯ
๑ ยุ. คิรินิทฺทเร ฯ ๒ ม. อสฺสาสยิ ฯ โป. มมหาสํ ฯ ยุ. มมาหส ฯ ๓ ม.
ยุ. ชิโนวาจํ ฯ ๔ ม. จรณนฺตโค ฯ ยุ. มรณนฺตโค ฯ
สมเด็จพระผู้นำมีพระนามไม่ทราม มีพระคุณนับไม่ได้พระนามว่าปทุมุตระ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระนามว่าปทุมุตระ ก็เพราะมีพระพักตร์เหมือนดอกปทุม มีพระฉวีวรรณงาม ไม่มีมลทิน เหมือนดอกปทุม ไม่เปื้อนด้วยโลก เหมือนดอกปทุมไม่เปื้อนด้วยน้ำ ฉะนั้น เป็นนักปราชญ์ มีพระอินทรีย์ดังใบปทุมและน่ารักเหมือนดอกปทุม ทั้งมีพระโอฐ มีกลิ่นอุดม เหมือนกลิ่นในกลีบของดอกปทุม เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า ปทุมุตระ
พระองค์เป็นผู้เจริญกว่าโลกไม่ทรงถือพระองค์ เปรียบเสมือนเป็นนัยน์ตาให้คนตาบอด มีพระอิริยาบถสงบ เป็นที่ฝังพระคุณ เป็นที่รองรับกรุณาและมติถึงในครั้งไหนๆ พระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้น ก็เป็นผู้อันพรหมอสูรและเทวดาบูชา สูงสุดกว่าชนในท่ามกลางหมู่ชนที่เกลื่อนกล่นไปทั้งเทวดาและมนุษย์ เมื่อจะยังบริษัททั้งปวงให้ยินดีด้วยพระสำเนียงอันเสนาะ และด้วยพระธรรมเทศนาอันเพราะพริ้ง จึงได้ชมสาวกของพระองค์ว่า ภิกษุอื่นที่พ้นกิเลสด้วยศรัทธา มีมติดี ขวนขวายในการดูเรา เช่นกับวักกลิภิกษุนี้ ไม่มีเลย ครั้งนั้น เราเป็นบุตรของพราณ์ในพระนครหงสวดี ได้สดับพระพุทธภาษิตนั้น จึงชอบฐานันดรนั้น ครั้งนั้น
เราได้นิมนต์พระตถาคตผู้ปราศจากมลทินพระองค์นั้น พร้อมด้วยพระสาวก ให้เสวยตลอด ๗ วันแล้วให้ครองผ้า เราหมอบศีรษะลงแล้วจมลงในสาครคืออนันตคุณของพระศาสดาพระองค์นั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยปีติ ได้กราบทูลดังนี้ว่า ข้าแต่พระมหามุนี ขอให้พระองค์ได้เป็นเช่นกับภิกษุผู้สัทธาธิมุติ ที่พระองค์ตรัสชมเชยว่า เลิศกว่าภิกษุผู้มีศรัทธาในพระศาสนานี้เถิด เมื่อเรากราบทูลดังนี้แล้ว พระมหามุนีผู้มีความเพียรใหญ่ มีพระทรรศนะมิได้มีเครื่องกีดกัน ได้ตรัสพระดำรัสนี้ในท่ามกลางบริษัทว่า จงดูมาณพผู้นี้ ผู้นุ่งผ้าเนื้อเกลี้ยงสีเหลือง มีอวัยวะอันบุญสร้างสมให้คล้ายทองคำ ดูดดื่มตาและใจของหมู่ชนในอนาคตกาล
มาณพผู้นี้จักได้เป็นพระสาวกของพระโคดมผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายสัทธาธิมุติ เขาเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตามจักเป็นผู้เว้นจากความเดือดร้อนทั้งปวง รวบรวมโภคทรัพย์ทุกอย่าง มีความสุขท่องเที่ยวไป ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามีนามชื่อว่าโคดมทรงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลกมาณพผู้นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดามีนามชื่อว่าวักกลิ เพราะผลกรรมที่เหลือนั้น และเพราะตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เรามีความสุขในที่ทุกสถาน ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่
ได้เกิดในสกุลหนึ่งในพระนครสาวัตถี มารดาของเราถูกภัยปีศาจคุกคาม มีใจหวาดกลัวจึงให้เราผู้ละเอียดอ่อนเหมือนเนยข้น นุ่มนิ่มเหมือนใบไม้อ่อนๆซึ่งยังนอนหงาย ให้นอนลงแทบบาทมูลของพระผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ กราบทูลว่า ข้าแต่พระโลกนาถ หม่อมฉันขอถวายทารกนี้แด่พระองค์ ข้าแต่พระโลกนายก ขอพระองค์จงทรงเป็นที่พึ่งของเขาด้วยเถิด ครั้งนั้น สมเด็จพระมุนีผู้เป็นที่พึ่งของหมู่สัตว์ผู้หวาดกลัว พระองค์ได้ทรงรับเราด้วยฝ่าพระหัตถ์อันอ่อนนุ่ม มีตาข่ายอันท่านกำหนดด้วยจักร จำเดิมแต่นั้นมา เราก็เป็นผู้ถูกรักษาโดยพระพุทธเจ้า จึงเป็นผู้พ้นจากความป่วยไข้ทุกอย่าง อยู่โดยสุขสำราญ เราเว้นจากพระสุคตเสียเพียงครู่เดียวก็กระสัน พออายุได้ ๗ ขวบ เราก็ออกบวชเป็นบรรพชิต
เราเป็นผู้ไม่อิ่มด้วยการดูพระรูปอันประเสริฐ เกิดพระบารมีทุกอย่าง มีดวงตาสีเขียวล้วน เกลื่อนกล่นไปด้วยวรรณสันฐานอันงดงาม ครั้งนั้น พระพิชิตมารทรงทราบว่า เรายินดีในพระพุทธรูป จึงได้ตรัสสอนเราว่าอย่าเลยวักกลิ ประโยชน์อะไรในรูปที่น่าเกลียดซึ่งชนพาลชอบเล่าก็บัณฑิตใดเห็นสัทธรรม บัณฑิตนั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ไม่เห็นสัทธรรมถึงจะเห็นเราก็ชื่อว่าไม่เห็น กายมีโทษไม่สิ้นสุด เปรียบเสมอด้วยต้นไม้มีพิษ เป็นที่อยู่ของโรคทุกอย่าง ล้วนเป็นที่ประชุมของทุกข์เพราะฉะนั้น ท่านจงเบื่อหน่ายในรูป พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย จักถึงที่สุดแห่งสรรพกิเลสได้โดยง่าย
เราอันสมเด็จพระโลกนายกผู้แสวงหาประโยชน์พระองค์นั้น ทรงพร่ำสอนอย่างนี้ ได้ขึ้นภูเขาคิชฌกูฏ เพ่งดูอยู่ที่ซอกเขาพระพิชิตมารผู้มหามุนีประทับยืนอยู่ที่เชิงเขา เมื่อจะทรงปลอบโยนเรา ได้ตรัสเรียกว่า วักกลิ เราได้ฟังพระดำรัสนั้นเข้าก็เบิกบานครั้งนั้น เราวิ่งลงไปที่เงื้อมเขาสูงหลายร้อยชั่วบุรุษ แต่ถึงแผ่นดินได้โดยสะดวกทีเดียว ด้วยพุทธานุภาพ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมเทศนา คือ ความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลายอีก เรารู้ธรรมนั้นทั่วถึงแล้ว จึงได้บรรลุอรหัต ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคผู้มีพระปรีชาใหญ่ ทรงทำที่สุดแห่งจรณะ ทรงประกาศในท่ามกลางมหาบุรุษว่า เราเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายสัทธาธิมุติ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระวักกลิเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ วักกลิเถราปทาน.
End of ๒. วักกลิเถราปทาน