arnon.world

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · กัจจายวรรค

๔. ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๒๔ (Royal Thai)4/10 in กัจจายวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

จตุตฺถํ ทพฺพมลฺลปุตฺตตฺเถราปทานํ (๕๓๔)

ทัพพมัลลปุตตเถราปทานที่ ๔

ว่าด้วยบุพจริยาของพระทัพพมัลลปุตตเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กัจจายวรรค ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

Pali (Siam Rath)

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพโลกวิทู มุนิ

อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ จกฺขุมา ฯ

โอวาทโก วิญฺญาปโก ตารโก สพฺพปาณินํ

เทสนากุสโล พุทฺโธ ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

อนุกมฺปโก การุณิโก หิเตสี สพฺพปาณินํ

สมฺปตฺเต ติตฺถิเย สพฺเพ ปญฺจสีเล ปติฏฺฐหิ ฯ

เอวํ นิรากุลํ อาสิ สุญฺญตํ ติตฺถิเยหิ จ

วิจิตฺตํ อรหนฺเตหิ วสีภูเตหิ ตาทิภิ ฯ

รตนานฏฺฐปญฺญาสํ อุคฺคโต โส มหามุนิ

กญฺจนคฺฆิยสงฺกาโส พตฺตึสวรลกฺขโณ ฯ

วสฺสสตสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

ตทาหํ หํสวติยํ เสฏฺฐิปุตฺโต มหายโส

อุเปตฺวา โลกปชฺโชตํ อสฺโสสึ ธมฺมเทสนํ ฯ

เสนาสนานิ ภิกฺขูนํ ปญฺญาเปนฺตํ สสาวกํ

กิตฺตยนฺตสฺส วจนํ สุณิตฺวา มุทิโต อหํ ฯ

อธิการํ สสงฺฆสฺส กตฺวา ตสฺส มเหสิโน

นิปจฺจ สิรสา ปาเท ตณฺฐานํ อภิปตฺถยึ ฯ

ตทา ๑ หิ โส มหาวีโร มม กมฺมํ ปกิตฺตยิ

โยยํ สสงฺฆํ โภเชสิ สตฺตาหํ โลกนายกํ ฯ

โสยํ กมลปตฺตกฺโข สีหํโส กนกตฺตโจ

มม ปาทมูเล นิปติ ๒ ปตฺถยํ ๓ ฐานมุตฺตมํ ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

สาวโก ตสฺส พุทฺธสฺส ทพฺโพ นาเมน วิสฺสุโต

เสนาสนปญฺญาปโก อคฺโค เหสฺสติยํ ตถา ๔ ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

สตานํ ตีณิกฺขตฺตุญฺจ เทวรชฺชมการยึ

ตถา ๕ ปญฺจสตกฺขตฺตุํ จกฺกวตฺติ อโหสหํ ฯ

ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ

สพฺพตฺถ สุขิโต อาสึ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา ฯ

เอกนวุเต อิโต กปฺเป วิปสฺสี นาม นายโก

อุปฺปชฺชิ จารุนยโน ๑ สพฺพธมฺมวิปสฺสโก ฯ

ทุฏฺฐจิตฺโต อุปวทึ สาวกํ ตสฺส ตาทิโน

สพฺพาสวปริกฺขีณํ สุทฺโธติ จ วิชานิย ฯ

ตสฺเสว นรวีรสฺส สาวกานํ มเหสินํ

สลากํ จ คเหตฺวาน ขีโรทนมทาสหํ ฯ

อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส

กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ

สาสนํ โชตยิตฺวาน ๒ อภิภุยฺย กุติตฺถิเย

เวเนยฺเย วินยิตฺวาน นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ

สสิสฺเส นิพฺพุเต นาเถ อตฺถเมนฺตมฺหิ สาสเน

เทวา กนฺทึสุ สํวิคฺคา มุตฺตเกสา รุทมุขา ฯ

นิพฺพายิสฺสติ ธมฺมกฺโข น ปสฺสิสฺสาม สุพฺพเต

น สุณิสฺสาม สทฺธมฺมํ อโห โน อปฺปปุญฺญตา ฯ

ตทายํ ปฐวี สพฺพา อจลา สา ปุลาปุลี ๓

สาคโร จ สโสโกว วินที กรุณํ คิรํ ฯ

จตุทฺทิสา ทุนฺทุภิโย นาทยึสุ อมานุสา

สมนฺตโต อสนิโย ปตึสุ ๔ จ ภยาวหา ฯ

อุกฺกา ปตึสุ นภสา ธูมเกตุ ปทิสฺสถ ๑

สธูมา ๒ ชาลวฏฺฏา จ รวึสุ กรุณํ มิคา ฯ

อุปฺปาเท ทารุเณ ทิสฺวา สาสนตฺถงฺคสูจเก

สํวิคฺคา ภิกฺขโว สตฺต จินฺตยิมฺห มยํ ตทา ฯ

สาสเนน วินามฺหากํ ๓ ชีวิเตน อลํ มยํ

ปวิสิตฺวา มหารญฺญํ ยุญฺชาม ชินสาสนํ ฯ

อทฺทสมฺห ตทารญฺเญ อุพฺพิทฺธํ เสลปพฺพตํ ๔

นิสฺเสณิยา ตมารุยฺห นิสฺเสณึ ปาตยิมฺหเส ฯ

ตทา โอวทิ โน เถโร พุทฺธุปฺปาโท สุทุลฺลโภ

สทฺธา ๕ วา ๖ ทุลฺลภา ลทฺธา

โถกํ เสสญฺจ สาสนํ ฯ

นิปตนฺติ ขณาตีตา อนนฺเต ทุกฺขสาคเร

ตสฺมา ปโยโค กตฺตพฺโพ ยาว ๗ ติฏฺฐติ สาสนํ ฯ

อรหา อาสิ โส เถโร อนาคามิ ตทานุโค

สุสีลา อิตเร ยุตฺตา เทวโลกํ อคมฺหเส ฯ

นิพฺพุโต ติณฺณสํสาโร สุทฺธาวาเส จ เอกโก

อหญฺจ ปุกฺกุสาติ จ สภิโย พาหิโย ตถา ฯ

กุมารกสฺสโป เจว ตตฺถ ตตฺถูปคา มยํ

สํสารพนฺธนา มุตฺตา โคตเมนานุกมฺปิตา ฯ

มลฺเลสุ กุสินารายํ ชาโต คพฺเภว เม สโต

มาตา มตา ๘ จิตการูฬฺหา ๙

ตโต นิปติโต อหํ ฯ

ปติโต ทพฺพปุญฺชมฺหิ ตโต ทพฺโพติ วิสฺสุโต

พฺรหฺมจาริผเลนาหํ วิมุตฺโต สตฺตวสฺสิโก ฯ

ขีโรทนผเลนาหํ ปญฺจงฺเคหิ อุปาคโต

ขีณาสโวปวาเทน ปาเปหิ พหุ โจทิโต ฯ3

อุโภ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ วีติวตฺโตมฺหิ ทานหํ

ปตฺวาน ปรมํ สนฺตึ วิหรามิ อนาสโว ฯ

เสนาสนํ ปญฺญาปยึ หาสยิตฺวาน สุพฺพเต

ชิโน ตสฺมึ คุเณ ตุฏฺโฐ เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ทพฺพมลฺลปุตฺโต เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ทพฺพมลฺลปุตฺตตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ยุ. ตทาหํ ส ฯ ๒ ยุ. ปติโต ฯ ๓ ยุ. ปตฺถยิ ฯ ๔ ม. ยุ. ตทา ฯ ๕ ม.

ยุ. สตานํ ฯ

๑ ม. จารุทสฺสโน ฯ ๒ ยุ. ...โส ฯ ๓ ม. ยุ. จลาจลา ฯ ๔ ม. ผลึสุ ฯ

๑ ม. ยุ. ... จ ทิสฺสติ ฯ ๒ ยุ. สพฺพถลชสตฺตา จ ฯ ๓ ยุ. วินา สมฺมา ฯ

๔ ม. เสลมุตฺตมํ ฯ ๕ ม. สทฺธาติ ฯ ๖ ยุ. โว ฯ ๗ ม. ยุ. ยาว

ฐาติ มุเน มตํ ฯ ๘ ยุ. ปิตา ฯ ๙ ม. ยุ. จิตารุฬฺหา ฯ

Royal Thai

พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลกทั้งหมดเป็นมุนีมีพระจักษุ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระองค์ทรงตรัสสอน ทำสัตว์ให้รู้ชัด ยังสรรพสัตว์ให้ข้ามวัฏสงสาร ทรงฉลาดในเทศนา เป็นผู้เบิกบาน ทรงยังประชุมชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้นไปได้ พระองค์เป็นผู้อนุเคราะห์ ทรงประกอบด้วยพระกรุณาทรงแสวงหาประโยชน์แก่สรรพสัตว์ ยังเดียรถีย์ที่มาเฝ้าทุกคนให้ดำรงอยู่ในเบญจศีล เมื่อเป็นเช่นนี้ พระศาสนาจึงหมดความอากูลว่างจากพวกเดียร์ถีย์ และวิจิตรด้วยพระอรหันต์ผู้คงที่ มีความชำนิชำนาญ พระมหามุนีพระองค์นั้นสูง ๕๘ ศอก มีพระฉวีวรรณงามคล้ายทองคำอันล้ำค่า มีพระลักษณะประเสริฐ ๓๒ ประการ

ครั้งนั้นอายุขัยของสัตว์แสนปี พระชินสีห์พระองค์นั้น ดำรงพระชนม์อยู่โดยกาลประมาณเท่านั้น ทรงยังประชุมชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้นวัฏสงสารไปได้ ครั้งนั้น เราเป็นบุตรเศรษฐีมียศใหญ่ในพระนครหงสวดี เข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้ส่องโลกให้สว่างไปทั่ว แล้วได้สดับพระธรรมเทศนา เราได้ฟังพระดำรัสของพระองค์ผู้แต่งตั้งเสนาสนะให้ภิกษุทั้งหลาย ก็ชอบใจ จึงทำอธิการแด่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่พร้อมทั้งพระสงฆ์แล้ว หมอบลงแทบพระบาทด้วยเศียรเกล้าแล้วปรารถนาฐานันดรนั้นแท้จริง ในครั้งนั้น พระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้น ได้ทรงพยากรณ์กรรมของเราไว้ว่า เศรษฐีบุตรนี้ ได้นิมนต์พระโลกนายกพร้อมด้วยพระสงฆ์ให้ฉันตลอด

๗ วัน เขาจักมีอินทรีย์ดังใบบัว มีจะงอยบ่าเหมือนของราชสีห์ มีผิวพรรณดุจทองคำหมอบอยู่แทบเท้าของเราปรารถนาตำแหน่งอันสูงสุด ในกัปที่แสนแต่กัปนี้พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เศรษฐีบุตรนี้จักได้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ปรากฏโดยชื่อว่าทัพพะ เป็นภิกษุผู้เลิศฝ่ายเสนาสนปัญญาปกะเหมือนปรารถนา ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และด้วยการตั้งเจตน์จำนงค์ไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐ ครั้งและได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ เพราะกรรมนั้นนำไป เราจึงมีความสุขในที่ทุกสถาน

ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระนายกพระนามว่าวิปัสสีผู้มีพระเนตรงาม ทรงเห็นแจ้งธรรมทั้งปวง ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว เราเป็นผู้มีจิตขัดเคือง ได้พูดตู่สาวกของพระพุทธเจ้าผู้คงที่พระองค์นั้น ผู้สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ และเราจับสลากแล้วถวายข้าวสุกที่หุงด้วยน้ำนม แก่พระเถระทั้งหลายผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ผู้เป็นสาวกของพระผู้แกล้วกล้ากว่านรชนพระองค์นั้นแหละ ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นพงศ์พันธุ์ของพรหม มีพระยศใหญ่ประเสริฐกว่านักปราชญ์ พระนามว่ากัสสป ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วพระองค์ทรงยังศาสนธรรมให้รุ่งโรจน์ ข่มขี่เดียรถีย์ผู้หลอกลวงเสียทรงแนะนำเวไนยสัตว์แล้ว เสด็จปรินิพพานพร้อมทั้งพระสาวกครั้นเมื่อพระโลกนาถพร้อมทั้งพระสาวกปรินิพพานแล้ว ครั้นเมื่อพระศาสนธรรม กำลังจะสิ้นศูนย์อันตรธาน ทวยเทพและมนุษย์พากันสลดใจ สยายผม มีหน้าเศร้า คร่ำครวญว่า ดวงตาคือธรรมจักดับแล้ว เราจักไม่ได้เห็นท่านที่มีวัตรดีงามทั้งหลาย เราจักไม่ได้ฟังพระสัทธรรม น่าสังเวช เราเป็นคนมีบุญน้อย ครั้งนั้น พื้นปฐพีทั้งหมดนี้ ทั้งใหญ่ทั้งหนา ได้ไหวสะเทือน สาครสมุทรพูดได้แม่น้ำร้องอย่างน่าสงสาร อมนุษย์ตีกลองดังทั่วทั้งสี่ทิศ อสนีบาตอันน่ากลัวตกลงไปรอบๆ อุกกาบาตตกจากท้องฟ้า ดาวหางปรากฏเกลียวแห่งเปลวไฟมีควันพวยพุ่ง หมู่มฤคร้องครวญครางอย่างน่าสงสาร ครั้งนั้น เราทั้งหลายเป็นภิกษุรวม ๗ รูปด้วยกัน ได้เห็นความอุบาทว์อันร้ายแรง แสดงเหตุว่าพระศาสนาจะสิ้นสูญ จึงเกิดความสังเวช คิดกันว่า เว้นพระศาสนาเสีย ไม่ควรที่เราจะมีชีวิตอยู่ เราทั้งหลายจึงเข้าไปสู่ป่าใหญ่แล้วจะบำเพ็ญเพียรตามคำสอนของพระชินสีห์เจ้า ครั้งนั้น เราทั้งหลายได้พบภูเขาหินในป่าสูงลิ่ว เราไต่มันขึ้นทางพะอง แล้วผลักพะองให้ตกลงเสียครั้งนั้น พระเถระได้ตักเตือนเราว่า การอุบัติแห่งพระพุทธเจ้าหาได้ยาก อีกประการหนึ่ง ความเชื่อที่บุคคลได้ไว้ ก็หาได้ยากและพระศาสนายังเหลืออีกเล็กน้อย ผู้ที่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเสียจะต้องตกลงไปในสาคร คือความทุกข์อันไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นพวกเราควรกระทำความเพียร ตลอดเวลาที่พระศาสนายังดำรงอยู่เถิด ดังนี้ ครั้งนั้น พระเถระนั้นเป็นพระอรหันต์ พระอนุเถระได้เป็นพระอนาคามี พวกเราที่เหลือจากนี้ เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ประกอบความเพียร จึงได้ไปยังเทวโลก องค์ที่ข้ามสงสารไปได้ปรินิพพานแล้ว อีกองค์หนึ่งเกิดในชั้นสุทธาวาส เราทั้งหลายคือ ตัวเรา ๑ พระปุกกุสาติ ๑ พระสภิยะ ๑ พระพาหิยะ ๑พระกุมารกัสสป ๑ เกิดในที่นั้นๆ อันพระโคดมบรมศาสดา ทรงอนุเคราะห์ จึงหลุดพ้นไปจากเครื่องจองจำ คือสงสารวัฏได้ เราเกิดในพวกมัลลกษัตริย์ ในพระนครกุสินารา เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์นั่นแล มารดาได้ถึงแก่กรรม เขาช่วยกันยกขึ้นสู่เชิงตะกอนลำดับนั้น เราตกลงมา ตกลงไปในกองไม้ ฉะนั้นจึงปรากฏนามว่าทัพพะ ด้วยผลแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ เรามีอายุได้๗ ขวบ ก็หลุดพ้นจากกิเลสด้วยผลที่ถวายข้าวสุกผสมน้ำนม เราจึงประกอบด้วยองค์ ๕ ด้วยบาปเพราะกล่าวตู่พระขีณาสพ เราจึงถูกคนโจทมากมาย บัดนี้เราล่วงบุญและบาปได้ทั้งสองอย่างแล้วได้บรรลุสันติชั้นสูง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ เราแต่งตั้งเสนาสนะให้ท่านผู้มีวัตรอันดีงามทั้งหลายยินดี พระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคุณข้อนั้น จึงได้ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระทัพพมัลลปุตตเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน.

End of ๔. ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน