พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · กัจจายวรรค
๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน เล่ม ๓๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๒๘ (Royal Thai)8/10 in กัจจายวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
อฏฺฐมํ อุรุเวลกสฺสปตฺเถราปทานํ (๕๓๘)
อุรุเวลกัสสปเถราปทานที่ ๘
ว่าด้วยบุพจริยาของพระอุรุเวลกัสสปเถระ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กัจจายวรรค อุรุเวลกัสสปเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพโลกวิทู มุนิ
อิโต สตสหสสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ จกฺขุมา ฯ
โอวาทโก วิญฺญาปโก ตารโก สพฺพปาณินํ
เทสนากุสโล พุทฺโธ ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ
อนุกมฺปโก การุณิโก หิเตสี สพฺพปาณินํ
สมฺปตฺเต ติตฺถิเย สพฺเพ ปญฺจสีเล ปติฏฺฐหิ ฯ
เอวํ นิรากุลํ อาสิ สุญฺญตํ ติตฺถิเยหิ จ
วิจิตฺตํ อรหนฺเตหิ วสีภูเตหิ ตาทิภิ ฯ
รตนานฏฺฐปญฺญาสํ อุคฺคโต โส มหามุนิ
กญฺจนคฺฆิยสงฺกาโส พตฺตึสวรลกฺขโณ ฯ
วสฺสสตสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท
ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ
ตทาหํ หํสวติยา พฺราหฺมโณ สาธุสมฺมโต
อุเปจฺจ โลกปชฺโชตํ อสฺโสสึ ธมฺมเทสนํ ฯ
ตทา มหาปริสติ มหาปุริสสาวกํ
ฐเปนฺตํ เอตทคฺคมฺหิ สุตฺวาน มุทิโต อหํ ฯ
มหตา ปริวาเรน นิมนฺเตตฺวา มหาชินํ
พฺราหฺมณานํ สหสฺเสน สห ทานมทาสหํ ฯ
มหาทานํ ททิตฺวาน อภิวาทิย นายกํ
เอกมนฺตํ ฐิโต หฏฺโฐ อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ
ตยิ สทฺธาย เม วีร อธิการคุเณน จ
ปริสา มหตี โหตุ นิพฺพตฺตสฺส ตหึ ตหึ ฯ
ตทา อโวจ ปริสํ คชคชฺชิตสุสฺสโร
กรวิกรุโท ๑ สตฺถา เอตํ ปสฺสถ พฺราหฺมณํ ฯ
เหมวณฺณํ มหาพาหุํ กมลานนโลจนํ
อุทฺธคฺคตนุชํ หฏฺฐํ สทฺธาวนฺตํ คุเณ มม ฯ
เอส ปตฺถยิ ๒ ตํ ฐานํ สีหสรสฺส ๓ ภิกฺขุโน
อนาคตมฺหิ อทฺธาเน ลจฺฉเสตํ มโนรถํ ฯ
สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ
ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต
กสฺสโป นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ
อิโต เทฺวนวุเต กปฺเป อหุ สตฺถา อนุตฺตโร
อนูปโม อสทิโส ผุสฺโส โลกคฺคนายโก ฯ
โส เว ๑ สพฺพตมํ หนฺตฺวา วิชเฏตฺวา มหาชฏํ
วสฺสเต อมตํ วุฏฺฐึ ตปฺปยนฺโต สเทวกํ ฯ
ตทา มยํ ๒ พาราณสิยํ ราชามจฺจา ๓ อาหุมฺหเส
ภาตโรมฺห ตโย สพฺเพ สํวิสฺสฏฺฐาว ราชิโน ฯ
วีรงฺครูปา พลิโน สงฺคาเม อปราชิตา
ตทา กุปิตปจฺจนฺโต อเมฺห อาห มหีปติ ฯ
เอถ คนฺตฺวาน ปจฺจนฺตํ สาเธตฺวา อวนิพลํ ๔
เขมํ เม วิชิตํ กตฺวา ปุนเรถาติ สาสถ ๕ ฯ
ตโต มยํ อโวจุมฺห ยทิ เทยฺยาสิ นายกํ
อุปฏฺฐานาย อมฺหากํ สาธยิสฺสาม เต ๖ ตโต ฯ
ตโต มยํ ลทฺธวรา ภูมิปาเลน เปสิตา
นิกฺขิตฺตสตฺถํ ปจฺจนฺตํ กตฺวา ปุนรุเปจฺจ ๗ ตํ ฯ
ยาจิตฺวา สตฺถุปฏฺฐานํ ราชานํ โลกนายกํ
มุนิวรํ ๘ ลภิตฺวาน ยาวชีวํ ยชิมฺห ๙ ตํ ฯ
มหคฺฆานิ จ วตฺถานิ ปณีตานิ รสานิ จ
เสนาสนานิ รมฺมานิ เภสชฺชานิ หิตานิ จ ฯ
ทตฺวา สสงฺฆมุนิโน ธมฺเมนุปฺปาทิตานิ โน
สีลวนฺโต การุณิกา ภาวนายุตฺตมานสา ฯ
สทา ปริจริตฺวาน เมตฺตจิตฺเตน นายกํ
นิพฺพุเต ตมฺหิ โลกคฺเค ปูชํ กตฺวา ยถาพลํ ฯ
ตโต จุตา ตาวตึสํ ๑ คตา ตตฺถ มหาสุขํ
อนุภูตา มยํ สพฺเพ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ
มาลากาโร ๒ ยถาลทฺโธ ทสฺเสติ วิกตึ พหุํ
ตถา ภเว ภวนฺโตหํ วิเทหาธิปตี อหุ ฯ
คุณาเจลสฺส วาเกฺยน มิจฺฉาทิฏฺฐิหตาสโย ๓
นรกมคฺคมารุโฬฺห รุจาย มม ธีตุยา ฯ
โอวาทํ นาทยิตฺวาน พฺรหฺมุนา นารเทนหํ
พหุธา สาสิโต ๔ สนฺโต ทิฏฺฐึ หิตฺวาน ปาปิกํ ฯ
ปูรยิตฺวา วิเสเสน ทสกมฺมปเถ อหํ
หิตฺวาน เทหมคมึ สคฺคํ สภวนํ ยถา ฯ
ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต พฺรหฺมพนฺธุ อโหสหํ
พาราณสิยํ ผีตาย ชาโต วิปฺปกุเล ๕ อหํ ฯ
มจฺจุพฺยาธิชราภีโต โอคาเหตฺวา มหาวนํ
นิพฺพานํ ปทเมสนฺโต ชฏิเลสุ ปริพฺพชึ ฯ
ตทา เทฺว ภาตโร มยฺหํ ปพฺพชึสุ มยา สห
อุรุเวลาย มาเปตฺวา อสฺสมํ นีวสึ อหํ ฯ
กสฺสโป นาม โคตฺเตน อุรุเวลาย ๖ นีวสึ
ตโต เม อาสิ ปญฺญตฺติ อุรุเวลาสุ ๗ กสฺสโป ฯ
นทีสกาเส ภาตา เม นทีกสฺสปสวฺหโย
อาสิปฺปกาโส นาเมน คยายํ คยกสฺสโป ฯ
เทฺว สตานิ กนิฏฺฐสฺส ๑ ตีณิ มชฺฌสฺส ภาตุโน
มม ปญฺจสตานูนา สิสฺสา สพฺเพ มมานุคา ฯ
ตทา อุเปจฺจ มํ พุทฺโธ กตฺวาน ๒ วิวิธานิ เม
ปาฏิหิรานิ โลกคฺโค วิเนสิ นรสารถิ ฯ
สหสฺสปริวาเรน อโหสึ เอหิภิกฺขุโก
เตเหว สห สพฺเพหิ อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ
เต จ ๓ อญฺเญว พหโว ยสสา ๔ มํ ปริวารยุํ
สาสิตุญฺจ สมตฺโถหํ ตโต มํ อิสิ สตฺตโม ฯ
มหาปริสภาวสฺมึ เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ
อโห พุทฺเธ กตํ การํ สผลํ เม อชายถ ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุรุเวลกสฺสโป เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
อุรุเวลกสฺสปตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. กรวีกรุโต ฯ ๒ ม. ปตฺถยเต ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๓ ม. ยุ. สีหโฆสสฺส ฯ
๑ ม. จ ฯ ๒ ม. ยุ. หิ ฯ ๓ ม. ราชาปจฺจา ฯ ๔ โป. อวธิพลํ ฯ
ม. อฏวีพลํ ฯ ยุ. โสเธตฺวา อวิธีพลํ ฯ ๕ ม. ยุ. ภาสถ ฯ ๖ ม. โว ฯ ยุ.
โสธยิสฺสาม ฯ ๗ ม. ปุนรุปจฺจ ฯ ๘ โป. ม. มุนิวีรํ ฯ ๙ โป. อชิมฺห ฯ ยุ. อทิมฺห ฯ
๑ ม. ยุ. สนฺตุสิตํ ฯ ๒ ม. ยุ. มายากาโร ยถา รงฺเค ฯ ๓ ม. มิจฺฉาทิฏฺฐิคตาสโย ฯ
๔ โป. พหุํ วา สาสิเต สนฺเต ฯ ม. ...สํสิโต ฯ ยุ. พหุํ ว ฯ ๕ ม. ยุ. ...
วิปฺปมหากุเล ฯ ๖ ม. อุรุเวลนิวาสิโก ฯ ยุ. อุรุเวลานิวาสิตา ฯ ๗ ม.
อุรุเวลกสฺสโปอิติ ฯ
๑ ยุ. นทีกสฺส ฯ ๒ ยุ. กตฺวา นานาวิธานิ ฯ ๓ ม. เต เจวญฺเญ จ พหโว ฯ
๔ ม. ยุ. สิสฺสา ฯ
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ผู้รู้แจ้งโลกทั้งปวง เป็นนักปราชญ์มีจักษุ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์เป็นผู้ตรัสสอน ทรงแสดงให้สัตว์รู้ชัดได้ ยังสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นวัฏสงสาร ฉลาดในเทศนา เป็นผู้เบิกบาน ทรงช่วยประชุมชนให้ข้ามพ้นไปเสียเป็นอันมาก พระองค์เป็นผู้อนุเคราะห์ประกอบด้วยพระกรุณา แสวงหาประโยชน์ให้สรรพสัตว์ ยังเดียรถีย์ที่มาเฝ้าให้ดำรงอยู่ในเบญจศีลทุกคน เมื่อเป็นเช่นนี้ พระศาสนาจึงไม่มีความอากูล ว่างสูญจากเดียรถีย์ วิจิตรด้วยพระอรหันต์ผู้คงที่มีความชำนิชำนาญ พระมหามุนีพระองค์นั้น สูงประมาณ ๕๘ ศอกมีพระฉวีวรรณงามคล้ายทองคำอันล้ำค่า มีพระลักษณะอันประเสริฐ๓๒ ประการ
ครั้งนั้น อายุของสัตว์แสนปี พระชินสีห์พระองค์นั้น เมื่อดำรงพระชนม์อยู่โดยกาลประมาณเท่านั้น ได้ทรงยังประชุมชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้นวัฏสงสารไปได้ ครั้งนั้นเราเป็นพราหมณ์ชาวเมืองหงสวดี อันชนสมมติว่าเป็นคนประเสริฐ ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ส่องโลก แล้วสดับพระธรรมเทศนา ครั้งนั้นเราได้ฟังพระผู้มีพระภาคทรงตั้งสาวกของพระองค์ ในตำแหน่งเอต-ทัคคะ ในที่ประชุมใหญ่ ก็ชอบใจจึงนิมนต์พระมหาชินเจ้ากับบริวารเป็นอันมาก แล้วได้ถวายทานพร้อมกันกับพราหมณ์อีก ๑,๐๐๐ คนครั้นแล้วเราได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคผู้นายก ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เป็นผู้ร่าเริง ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าด้วยความเชื่อในพระองค์และด้วยอธิการคุณ ขอให้ข้าพระองค์ผู้เกิดในภพนั้นๆ มีบริษัทมากเถิด ครั้งนั้น
พระศาสดาผู้มีพระสุรเสียงเหมือนคชสารคำรณ มีพระสำเนียงเหมือนนกการเวก ได้ตรัสกะบริษัทว่า จงดูพราหมณ์ผู้นี้ ผู้มีวรรณเหมือนทองคำ แขนใหญ่ ปากและตาเหมือนดอกบัว มีกายและใจสูงเพราะปีติ ร่าเริง มีความเชื่อในคุณของเรา เขาปรารถนาตำแหน่งแห่งภิกษุผู้มีเสียงเหมือนราชสีห์ในอนาคตกาล เขาจักได้ตำแหน่งนี้สมดังมโนรถปรารถนา ในกัปนับแต่นี้ขึ้นไปหนึ่งแสน พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พราหมณ์นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่ากัสสป พระอัครนายกของโลก พระนามว่าผุสสะ
ผู้เป็นพระศาสดาอย่างยอดเยี่ยมหาตัวเปรียบมิได้ ไม่มีใครจะเสมอเหมือน ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าผุสสะพระองค์นั้นแล ทรงกำจัดความมืดทั้งปวง สางรกชัฏใหญ่ ทรงยังฝนคืออมตธรรมให้ตกลง ให้มนุษย์และทวยเทพอิ่มหนำ ครั้งนั้น เราสามคนพี่น้องเป็นราชมหาอำมาตย์ในพระนครพาราณสี ล้วนแต่เป็นที่ไว้วางพระทัยของพระมหากษัตริย์ รูปร่างองอาจแกล้วกล้าสมบูรณ์ด้วยกำลังไม่พ่ายแพ้ใครเลยในสงคราม ครั้งนั้นพระเจ้าแผ่นดินผู้มีเมืองชายแดนก่อการกำเริบ ได้ตรัสสั่งเราว่า ท่านทั้งหลายจงไปชนบทชายแดน พวกท่านจงยังกำลังของแผ่นดินให้เรียบร้อย ทำแว่นแคว้นของเราให้เกษม แล้วกลับมาเถิด
ลำดับนั้นเราได้กราบทูลว่า ถ้าพระองค์จะพึงพระราชทานพระนายกเจ้าเพื่อให้ข้าพระองค์ทั้งหลายอุปัฏฐากไซร้ ข้าพระองค์ทั้งหลายก็จักทำกิจของพระองค์ให้สำเร็จ ลำดับนั้น เราผู้ได้รับพระราชทานพรสมเด็จพระภูมิบาลส่งไปทำชนบทชายแดน ให้วางอาวุธแล้วกลับมายังพระนครนั้น เราทูลขอการอุปัฏฐากพระศาสดาแด่พระราชาได้พระศาสดาผู้เป็นนายกของโลกผู้ประเสริฐกว่ามุนีแล้ว ได้บูชาพระองค์ตราบเท่าสิ้นชีวิต เราทั้งหลายเป็นผู้มีศีลประกอบด้วยกรุณา มีใจประกอบด้วยภาวนา ได้ถวายผ้ามีค่ามากรสอันประณีตเสนาสนะอันน่ารื่นรมย์ และเภสัชที่เป็นประโยชน์ที่ตนให้เกิดขึ้นโดยชอบธรรมแก่พระมุนีพร้อมทั้งพระสงฆ์ อุปัฏฐากพระองค์ด้วยจิตเมตตาตลอดกาล ครั้นพระศาสดาผู้เลิศพระองค์นั้นเสด็จนิพพานแล้ว
เราได้ทำการบูชาตามกำลัง เราทุกคนจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เสวยมหันตสุขในดาวดึงส์นั้นนี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เมื่อเรากำลังท่องเที่ยวอยู่ในภพเป็นเหมือนนายช่างดอกไม้ ได้ดอกไม้แล้วแสดงชนิดแห่งดอกไม้แปลกๆมากมาย ฉะนั้น ได้เกิดเป็นพระเจ้าวิเทหราช เพราะถ้อยคำของคุณอเจลก เราจึงมีอัธยาศัยอันมิจฉาทิฏฐิกำจัดแล้วขึ้นสู่ทางนรก ไม่เอื้อเฟื้อโอวาทของธิดาเราผู้ชื่อว่ารุจา เมื่อถูกพรหมนารทะสั่งสอนเสียมากมาย จึงละความเห็นที่ชั่วช้าเสียได้ บำเพ็ญกุศลกรรมบถ ๑๐ ให้บริบูรณ์โดยพิเศษ ละทิ้งร่างกายแล้วได้ไปสวรรค์เหมือนไปที่อยู่ของตัว ฉะนั้น เมื่อถึงภพสุดท้ายเราเป็นบุตรของพราหมณ์
เกิดในสกุลที่สมบูรณ์ในพระนครพาราณสี เรากลัวต่อความตาย ความเจ็บไข้และความแก่ชราจึงเข้าป่าใหญ่ แสวงหาหนทางนิพพาน ได้บวชในสำนักของชฎิล ครั้งนั้น น้องชายทั้งสองของเรา ก็ได้บวชพร้อมกับเรา เราได้สร้างอาศรมอาศัยอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา เรามีนามตามโคตรว่ากัสสป แต่เพราะอาศัยอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา เราจึงมีนามบัญญัติว่า อุรุเวลกัสสป เพราะน้องชายของเราอาศัยอยู่ที่ชายแม่น้ำ เขาจึงได้นามว่านทีกัสสป เพราะน้องชายของเรา อีกคนหนึ่ง อาศัยอยู่ที่ตำบลคยา เขาจึงถูกประกาศนามว่าคยากัสสป น้องชายคนเล็กมีศิษย์ ๒๐๐ คน น้องชายกลางมี ๓๐๐คน เรามี ๕๐๐ ถ้วน ศิษย์ทุกคนล้วนแต่ประพฤติตามเรา
ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าผู้เลิศในโลกเป็นสารถีฝึกนรชนได้เสด็จมาหาเรา ทรงทำปาฏิหาริย์ต่างๆ แก่เราแล้วทรงแนะนำ เรากับบริวารพันหนึ่งได้อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุ ได้บรรลุอรหัตพร้อมกับภิกษุเหล่านั้นทุกองค์ ภิกษุเหล่านั้นและภิกษุพวกอื่นเป็นอันมาก แวดล้อมเราเป็นยศบริวาร และเราก็สามารถที่จะสั่งสอนได้ เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคผู้สูงสุด จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะความเป็นผู้มีบริษัทมาก โอ สักการะที่ได้ทำไว้ในพระพุทธเจ้าได้ก่อให้เกิดสิ่งที่มีผลต่อเราแล้ว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุรุเวลกัสสปเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ อุรุเวลกัสสปเถราปทาน.
End of ๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน