พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ภัททิยวรรค
๘. โลมสติยเถราปทาน เล่ม ๓๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๓๘ (Royal Thai)8/10 in ภัททิยวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค โลมสติยเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
The Mahamakut edition prints the commentary in the same volumes as the canon, so this text includes commentary.
ไทย (มหามกุฏฯ), vol. 72, pp. 396–402
โลมสติยเถราปทานที่ ๘ (๕๔๘)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระโลมสติยเถระ๑
[๑๓๘] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระ-
นามว่ากัสสปะ ผู้เป็น (เผ่าพันธุ์) พรหม มีพระ-ยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว.
ครั้งนั้น เราและสหายชื่อว่า จันทนะ
ได้บรรพชาในพระศาสนา บำเพ็ญกิจพระศาสนาที่ท้ายร้านตลาด.
จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เข้าถึงสวรรค์
ชั้นดุสิตทั้งสองคน ครอบงำเทพบุตรที่เหลือในดุสิตนั้น ด้วยการฟ้อน การขับ การประโคมและด้วยองค์ ๑๐ มีรูปเป็นต้นอันเป็นทิพย์ อยู่เสวยมหันตสุขตราบเท่าสิ้นอายุ
จุติจากดุสิตนั้นแล้ว จันทนเทพบุตรเข้า
ถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ส่วนเราเกิดเป็นโอรสของเจ้าศากยะในพระนครกบิลพัสดุ์.
ในคราวที่พระศาสดาผู้นายกของโลก อันพระอุทายีเถระเชิญเสด็จมาถึงพระนครกบิลพัสดุ์เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เจ้าศากยะ.
๑.ในบางสูตรเป็นพระโลมสกังคิยเถระ.
ครั้งนั้น พวกเจ้าศากยะมีมานะจัด ไม่
รู้จักคุณของพระพุทธเจ้า เป็นคนกระด้างเพราะชาติ ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่นอบน้อมพระสัมพุทธเจ้า
พระพิชิตมารผู้เป็นมุนี ทรงทราบความ
ดำริของเจ้าศากยะเหล่านั้น จึงได้เสด็จจงกรมในอากาศ ยังธุลีพระบาทให้ตกลง เหมือนเมฆยังฝนให้ตกลงแล้วเหมือนเปลวไฟลุกโพรงอยู่ฉะนั้น
ทรงแสดงพระรูปที่ไม่กระสับกระส่าย
แล้วทรงหายไปเสียอีก แม้พระองค์เดียวก็เป็นมากองค์ได้ แล้วกลับเป็นพระองค์เดียวอีก.
ทรงแสดงความมืดและแสงสว่าง ทรง
ทำปาฏิหาริย์มากมาย ทรงปราบพวกพระ-ญาติให้หมดมานะ
ขณะนั้นเองมหาเมฆอันตั้งขึ้นในทวีปทั้ง
๔ ยังฝนให้ตกลงแล้ว ก็ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้า
ได้ตรัสเทศนาเวสสันดรชาดก
คราวนั้น กษัตริย์เหล่านั้นทุก ๆ พระ-
องค์ กำจัดความเมาอันเกิดจากชาติได้แล้ว ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ ในกาลนั้น พระเจ้าสุทโธทนะได้ตรัสว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน
มีจักษุโดยรอบ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ ที่หม่อมฉัน
ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระองค์ ก็ในครั้งพระองค์ประสูติ แผ่นดินไหว หม่อมฉันก็ได้ถวายบังคม และครั้งที่เงาไม้หว้าไม่เอนเอียงหม่อมฉันก็ได้ถวายบังคมพระองค์
ครั้งนั้น เราเห็นพุทธนุภาพนั้นแล้ว
เป็นผู้อัศจรรย์ใจจึงได้บรรพชา เป็นคนบูชามารดา จึงได้อาศัยอยู่ในพระนครกบิลพัสดุ์นั่นเอง
ครั้งนั้น จันทนเทพบุตรได้เข้ามาหาเรา
แล้ว ถามถึงนัยแห่งผู้มีราตรีเดียวเจริญทั้งย่อและพิสดาร
ครั้งนั้น เราอันจันทนเทพบุตรตักเตือน
แล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดาผู้นำของนรชน ได้สดับ
ภัทเทกรัตตสูตร เป็นผู้สลดใจ รักใคร่ป่า
ได้บอกลามารดาว่า จักอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว
เมื่อถูกมารดาท่านปรามว่า ท่านเป็นคนละเอียดอ่อน
เราได้ตอบว่า เราจักทำหญ้าคา หญ้าเลา
แฝก หญ้าปล้อง หญ้ามุงกระต่าย ให้แหลกละเอียดทั้งหมดด้วยอก พอกพูนวิเวก
ครั้งนั้น เราได้เข้าป่า นึกถึงคำสอนของ
พระพิชิตมาร คือ ภัทเทกรัตตสูตร ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว
ผู้มีปัญญาไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว
ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง สิ่งใด ที่ล่วงไป
แล้ว สิ่งนั้น ก็ละไปแล้ว และสิ่งใดที่ยังมาไม่
ถึง สิ่งนั้นก็ยังไม่ถึง
ก็บุคคลได้เห็นแจ้งธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะ
หน้า ในที่นั้น ๆ ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนบุคคลนั้นมาร้องแจ้งธรรมนั้นแล้ว ควรเจริญธรรมนั้นไว้เนือง ๆ
ความเพียร ควรทำเสียในวันนี้แหละ
เพราะใครเล่า จะพึงรู้ว่าความตายจะมีในวันพรุ่งนี้
การผัดเพี้ยนกับพระยามัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้น
ย่อมไม่มีเลย
มุนีผู้สงบระงับ ย่อมกล่าวสรรเสริญ
บุคคลผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ มีความเพียรเผากิเลส
ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างนี้นั้น
แลว่า ผู้มีราตรีเดียวเจริญ ดังนี้แล้วได้บรรลุ
อรหัต
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโลมสติยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบโลมสติยเถราปทาน
๕๔๘. อรรถกถาโลมกังคิยเถราปทาน๑
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๘ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระโลมสกังคิยเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิภทฺทเก กปฺเป ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระ-องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ท่านได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ได้มีศรัทธาเลื่อมใสแล้ว. อีกคนหนึ่งชื่อว่า จันทนะ ได้เป็นสหายของเขา, พวกเขาทั้งสองคน ได้ฟังพระธรรมเทศนาในสำนักของพระ-ศาสดาแล้ว มีใจเลื่อมใสบวชแล้ว ได้รักษาศีลจนตลอดชีวิต ได้เสวยทิพยสุขจนตลอดพุทธันดรหนึ่งแล้ว. ทั้งสองคนนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ คนหนึ่งได้มาบังเกิดในตระกูลสักยะ อีกคนหนึ่ง ที่มีชื่อว่า จันทนะ ได้บังเกิดเป็นเทพบุตรอยู่ในภพดาวดึงส์.
ลำดับนั้น ท่านได้มอบเห็นอิทธิปาฏิหาริย์ฝนโบกขรพรรษที่พระผู้มีพระภาคเจ้าอันพระกาฬุทายีผู้เลื่อมใสในสักยะตระกูลกราบทูลให้ทรงยินดีแล้ว ทรงกระทำการข่มมานะของพวกเจ้าสักยะ แสดงพระ.ธรรมคือเวสสันดรชาดกแล้ว มีใจเลื่อมใสบวชแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาภัทเทกรัตตสูตร ที่ตรัสไว้แล้วในมัชฌิมนิกาย อยู่ในป่า อนุสรณ์ถึงเทศนาคำสั่งสอนในภัทเทกรัตตสูตรแล้ว ส่งญาณไปตามลำดับของเทศนานั้นตั้งใจบำเพ็ญกัมมัฏฐาน ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.
ครั้นท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตนเกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่คนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาล๑. บาลีว่า โลมสติเถราปทาน.
ก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้. คำว่า กัป ในคำว่ากปฺเป นั้นมี ๔ อย่างเท่านั้นคือ สารกัป วรกัป มัณฑกัป และภัททกัป. ในบรรดากัปทั้ง ๔ อย่างนั้น พระพุทธเข้าพระองค์เดียว ทรงอุบัติขึ้นในกัปใดกัปนี้ชื่อว่า สารกัป, พระพุทธเจ้า ๒ พระองค์หรือ ๓ พระองค์ ทรงอุบัติขึ้นในกัปใด กัปนี้ชื่อว่า วรกัป. พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในกัปใดกัปนี้ชื่อว่า มัณฑกัป. พระพุทะเจ้า พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในกัปใด กัปนี้ชื่อว่า ภัททกัป. แต่ในที่อื่นท่านกล่าวกัปไว้ ๕ อย่าง อย่างคือ:-
กัปมี ๕ อย่างคือ สารกัป มัณฑกัป สาร-
มัณฑกัป วรกัป และภัททกัป. พระผู้นำโลก
ย่อมทรงอุบัติขึ้น ในบรรดากัปทั้ง ๕ อย่างเหล่านี้
ตามลำดับคือ:-
พระพุทธเจ้า ๑ พระองค์ ทรงอุบัติขึ้น
ในสารกัป พระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ ทรงอุบัติ
ขึ้นในสารมัณฑกัป พระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ ทรง
อุบัติขึ้นในสารมัณฑกัป พระพุทธเจ้า ๔ พระ-
องค์ ทรงอุบัติขึ้นในวรกัป พระพุทธเจ้า ๕
พระองค์ ทรงอุบัติขึ้นในภัททกัป.
บรรดากัปเหล่านั้น กัปนี้ได้มีชื่อว่า ภัททกัป เพราะประดับไปด้วยพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ คือ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้าพระกัสสปพุทธเจ้า พระโคดมพุทธเจ้า และพระเมตเตยยพุทธเจ้า. เชื่อมความว่า เพราะฉะนั้น พระกัสสปพุทธเจ้าผู้นำโลก ทรงอุบัติขึ้นแล้วในภัททกกัปนี้. คำที่เหลือ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาโลมสกังคิยเถราปทาน
วนวัจฉเถราปทานที่ ๙ (๕๔๙)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระวนวัจฉเถระ
[๑๓๙] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้า
มีพระนามว่า กัสสปะ ผู้เป็นพงศ์พันธุ์ของพรหมทรงพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลายได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น เราบวชในศาสนาของพระพุทธ-
เจ้าพระองค์นั้น ประพฤติพรหมจรรย์ตราบเท่าสิ้นชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้นและเพราะการตั้ง
เจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์นั้นแล้วได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
จุติจากนั้นแล้ว ได้เป็นนกพิราบอยู่ใน
ป่า ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ ยินดีในฌานทุกเมื่ออาศัยอยู่ในป่านั้น
ท่านเป็นผู้มีจิตเมตตาประกอบด้วยกรุณา
มีหน้าเบิกบานทุกเมื่อ วางเฉย มีความเพียรมากฉลาดในอัปปมัญญา
มีความดำริปราศจากนิวรณ์ มีอัธยาศัย
ใคร่ประโยชน์แก่สรรพสัตว์ โดยไม่นาน เราคุ้นเคยในพระสาวกของพระสุคตนั้น
End of ๘. โลมสติยเถราปทาน