arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · พุทธวรรค

๔. มหาโมคคัลลานเถราปทาน (๒) เล่ม ๓๒

Text layerBuddha’s wordsItems ๔ (Royal Thai)4/12 in พุทธวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค มหาโมคคัลลานเถราปทาน (๒) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 70 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 32, pp. 53–56

Page 53

๓.๒ มหาโมคคัลลานเถราปทาน

บุพประวัติของพระมหาโมคคัลลานะ

(ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๔} [๓๗๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี เป็นผู้ประเสริฐ ที่สุดในโลก เป็นนระผู้องอาจ อันหมู่เทวดาแวดล้อมประทับอยู่ ณ หิมวันตประเทศ[๓๗๖] เวลานั้น เราเกิดเป็นพญานาคมีนามว่าวรุณะ แปลงร่างได้ ตามปรารถนา แผลงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ อาศัยอยู่ในทะเลใหญ่[๓๗๗] เราละหมู่นาคซึ่งเป็นบริวารประจำให้เริ่มการบรรเลงดนตรี คราวนั้น หมู่นางนาคไปห้อมล้อมพระสัมพุทธเจ้าแล้วพากัน ขับร้องประโคมดนตรี[๓๗๘] เมื่อดนตรีของมนุษย์และนาคประโคมอยู่ ดนตรีของเทวดา ก็ประโคม แม้พระพุทธเจ้าทรงได้ยินเสียงดนตรีทั้งสองฝ่าย ก็ทรงทราบอยู่[๓๗๙] เรานิมนต์พระสัมพุทธเจ้า ทูลเชิญให้เสด็จเข้าไปยังภพของเรา เราปูลาดอาสนะแล้ว กราบทูลเวลาเสวยกระยาหาร[๓๘๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายกของโลก มีพระขีณาสพพันหนึ่ง ห้อมล้อมแล้ว ทรงยังทิศทุกทิศให้สว่างไสว เสด็จเข้ามายัง ที่อยู่ของเรา[๓๘๑] เวลานั้น เราเลี้ยงพระมหาวีรเจ้าผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ผู้เป็น พระนราสภที่เสด็จเข้ามาพร้อมกับภิกษุสงฆ์ให้อิ่มหนำด้วยข้าว และน้ำ

Page 54

[๓๘๒] พระมหาวีรเจ้าผู้เป็นสยัมภูอัครบุคคลทรงอนุโมทนาแล้วประทับ นั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า[๓๘๓] “ผู้ไดได้บูชาสงฆ์และได้บูชาพระพุทธเจ้าผู้นายกของโลกด้วย จิตอันเลื่อมใสนั้น ผู้นั้นจักไปสู่เทวโลก[๓๘๔] จักเสวยเทวรัชสมบัติสิ้น ๗๗ ครั้ง จักเสวยราชสมบัติใน แผ่นดิน ครอบครองพสุธา ๑๐๘ ครั้ง

[๓๘๕] และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๕ ครั้ง โภคสมบัติอันนับไม่ ถ้วน จักบังเกิดแก่ผู้นั้นในขณะนั้น

[๓๘๖] ในกัปนับไม่ถ้วนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดย พระโคตร ซึ่งสมภพในราชวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จ อุบัติขึ้นในโลก[๓๘๗] ผู้นั้นเคลื่อนจากนรกแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักเป็น พราหมณ์มีนามว่าโกลิตะ

[๓๘๘] ภายหลังอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว เขาจักออกบวช จักเป็นพระ อัครสาวกองค์ที่ ๒ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม[๓๘๙] จักปรารภความเพียร มอบกายถวายชีวิต ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักนิพพาน[๓๙๐] จักอาศัยมิตรผู้ชั่วช้าตกไปสู่อำนาจแห่งกามราคะ มีจิตอันโทษ ประทุษร้ายแล้ว ฆ่ากระทั่งมารดาและบิดาได้”[๓๙๑] เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ นรกหรือความเป็นมนุษย์ ยังต้องมี ศีรษะแตกตาย เพราะพรั่งพร้อมด้วยกรรมอันชั่วช้า

Page 55

[๓๙๒] นี้เป็นกรรมครั้งหลังสุดของเรา ภพที่สุดย่อมเป็นไป กรรม เช่นนี้จักมีแก่เราในเวลาใกล้จะตายแม้ในที่นี้[๓๙๓] เราหมั่นประกอบวิเวก ยินดีในสมาธิภาวนา กำหนดรู้อาสวะ ทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่

[๓๙๔] แม้แผ่นดินที่ลึก หนา อะไร ๆ ขจัดได้ยาก เราผู้ถึงที่สุดแห่ง ฤทธิ์ก็ยังให้ไหวได้ด้วยนิ้วหัวแม่มือซ้าย[๓๙๕] เราไม่เห็นอัสมิมานะ มานะของเราไม่มี เราทำความยำเกรง อย่างหนัก แม้กระทั่งสามเณร[๓๙๖] ในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ เราสั่งสมกรรมใดไว้ เราบรรลุ ถึงภูมิแห่งกรรมนั้น เป็นผู้บรรลุถึงธรรมเครื่องสิ้นอาสวะแล้ว[๓๙๗] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ มหาโมคคัลลานเถราปทานที่ ๒

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อัสมิมานะ หมายถึงการถือตัวว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่ในอุปาทานขันธ์ ๕ (ที.ปา.อ. ๒๓๕, ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๑๒๗) หรือการถือตัว ๙ อย่างที่เกิดขึ้นว่า ‘เรามีเราเป็น’ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๓๓๙, ขุ.อุ.อ. ๒๕๑) ในที่นี้หมาย ถึงความถือตัวว่าเราเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ และปัญญา (ขุ.อป.อ. ๑/๓๐๒)
  2. ๒ในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ หมายถึงในแสนกัปแห่งอสงไขยกัปหนึ่ง ซึ่งนับประมาณมิได้ ด้วยอันตรกัปเป็นต้น โดยนับจากกัปที่ท่านเกิดขึ้นสร้างสมบารมีนี้ (ขุ.อป.อ,๑/๓๐๒)
Page 56

๓.๓ มหากัสสปเถราปทาน

บุพประวัติของพระมหากัสสปเถระ

ว่าด้วยผลแห่งการสร้างพุทธเจดีย์

(ท่านพระมหากัสสปเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๕} [๓๙๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระโลกเชษฐ์ ผู้คงที่ ผู้เป็นนาถะของโลกเสด็จปรินิพพานแล้ว ชนทั้งหลาย ทำการบูชาพระศาสดา[๓๙๙] หมู่ชนมีจิตเบิกบานร่าเริงบันเทิง(ทำการบูชา)กัน เมื่อชน เหล่านั้นเกิดความสังเวช ปีติย่อมเกิดแก่เรา

[๔๐๐] เราประชุมญาติและมิตรแล้วได้กล่าวดังนี้ว่า “พระมหาวีรเจ้า ปรินิพพานแล้ว เชิญพวกเราทำการบูชาเถิด”

[๔๐๑] พวกเขารับคำว่าสาธุแล้ว ทำให้เราเกิดความร่าเริงอย่างยิ่งว่า “พวกเราจักได้ทำการสร้างบุญในพระพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลก”[๔๐๒] เราสร้างวิมานสูงจรดท้องฟ้า สูง ๑๐๐ ศอก กว้าง ๑๕๐ ศอก สร้างอย่างดี มีค่า สั่งสมบุญไว้แล้ว

[๔๐๓] เราสร้างเจดีย์อันมีค่า งดงามด้วยแถวแห่งต้นตาลไว้ในที่นั้น ยังจิตของตนให้เลื่อมใส บูชาเจดีย์อันอุดม

[๔๐๔] พระเจดีย์นั้นย่อมรุ่งเรืองด้วยรัตนะทั้ง ๗ เหมือนกองไฟรุ่งเรือง ในอากาศ ส่องสว่างทั้ง ๔ ทิศ เหมือนต้นพญารังมีดอก บานสะพรั่ง และเหมือนสายรุ้งในอากาศ

End of ๔. มหาโมคคัลลานเถราปทาน (๒)