พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · พุทธวรรค
๕. มหากัสสปเถราปทาน (๓) เล่ม ๓๒
Text layerBuddha’s wordsItems ๕ (Royal Thai)5/12 in พุทธวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค มหากัสสปเถราปทาน (๓) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 70 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 32, pp. 56–59
๓.๓ มหากัสสปเถราปทาน
บุพประวัติของพระมหากัสสปเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างพุทธเจดีย์
(ท่านพระมหากัสสปเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๕} [๓๙๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระโลกเชษฐ์ ผู้คงที่ ผู้เป็นนาถะของโลกเสด็จปรินิพพานแล้ว ชนทั้งหลาย ทำการบูชาพระศาสดา[๓๙๙] หมู่ชนมีจิตเบิกบานร่าเริงบันเทิง(ทำการบูชา)กัน เมื่อชน เหล่านั้นเกิดความสังเวช ปีติย่อมเกิดแก่เรา
[๔๐๐] เราประชุมญาติและมิตรแล้วได้กล่าวดังนี้ว่า “พระมหาวีรเจ้า ปรินิพพานแล้ว เชิญพวกเราทำการบูชาเถิด”
[๔๐๑] พวกเขารับคำว่าสาธุแล้ว ทำให้เราเกิดความร่าเริงอย่างยิ่งว่า “พวกเราจักได้ทำการสร้างบุญในพระพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลก”[๔๐๒] เราสร้างวิมานสูงจรดท้องฟ้า สูง ๑๐๐ ศอก กว้าง ๑๕๐ ศอก สร้างอย่างดี มีค่า สั่งสมบุญไว้แล้ว
[๔๐๓] เราสร้างเจดีย์อันมีค่า งดงามด้วยแถวแห่งต้นตาลไว้ในที่นั้น ยังจิตของตนให้เลื่อมใส บูชาเจดีย์อันอุดม
[๔๐๔] พระเจดีย์นั้นย่อมรุ่งเรืองด้วยรัตนะทั้ง ๗ เหมือนกองไฟรุ่งเรือง ในอากาศ ส่องสว่างทั้ง ๔ ทิศ เหมือนต้นพญารังมีดอก บานสะพรั่ง และเหมือนสายรุ้งในอากาศ
[๔๐๕] เรายังจิตให้เลื่อมใสในห้องพระบรมธาตุนั้น ก่อสร้างกุศลเป็น อันมาก ระลึกถึงกรรมเก่าแล้ว ได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นไตรทศ [๔๐๖] เราอธิษฐานยานทิพย์เทียมด้วยม้า ๑,๐๐๐ ตัว วิมานของเราสูง ตระหง่าน ๗ ชั้น
[๔๐๗] มีกูฏาคาร (ปราสาท) ๑,๐๐๐ สำเร็จด้วยทองคำล้วน รุ่งเรือง ด้วยเดชของตน ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว[๔๐๘] ในกาลนั้น มีศาลาหน้ามุขแม้เหล่าอื่นที่สำเร็จด้วยทับทิม แม้ ศาลาหน้ามุขเหล่านั้นก็โชติช่วงด้วยรัศมีโดยรอบทั้ง ๔ ทิศ[๔๐๙] กูฏาคารที่บังเกิดขึ้นด้วยบุญกรรม อันบุญกรรมเนรมิตไว้เรียบร้อย สำเร็จด้วยแก้วมณี โชติช่วงโดยรอบทั่วทุกทิศ[๔๑๐] แสงสว่างแห่งกูฏาคารอันโชติช่วงอยู่เหล่านั้นได้สว่างเต็มที่ เราย่อมครอบงำเทวดาได้ทั้งหมด นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม[๔๑๑] ใน ๖๐,๐๐๐ กัป เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าอุพพิทธะ ผู้ชนะข้าสึกทั้งปวง ครอบครองแผ่นดิน มีทวีปทั้ง ๔ เป็น ขอบเขต[๔๑๒] ในภัทรกัป นี้ เราได้เป็นเหมือนอย่างนั้นนั่นเอง ๓๐ ครั้ง เป็น พระเจ้าจักรพรรดิผู้มีกำลังมาก ยินดีในกรรมของตน[๔๑๓] เราเป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ แม้ในคราว เป็นพระเจ้าจักรพรรดินั้น ปราสาทของเราก็สว่างไสวดังสายรุ้ง
- ๑สวรรค์ชั้นไตรทศ หมายถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (ขุ.อป.อ.(๑/๓๒๑)
- ๒ภัทรกัป กัปอันเจริญ หมายถึงกัปที่มีพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์เสด็จอุบัติในโลก (ขุ.อป.อ. ๑/๓๒๒)
[๔๑๔] ปราสาทนั้นยาว ๒๔ โยชน์ กว้าง ๑๒ โยชน์ มีพระนครชื่อ รัมมกะ มีกำแพงและค่ายมั่นคง
[๔๑๕] กำแพงและค่ายนั้นยาว ๕๐๐ โยชน์ กว้าง ๒๕๐ โยชน์ คลาคล่ำ ด้วยหมู่ชน เหมือนเทพนครของชาวไตรทศฉะนั้น[๔๑๖] เข็ม ๒๕ เล่มที่เขาใส่ไว้ในกล่องเข็มย่อมกระทบกันและกัน เบียดเสียดกันเป็นนิจ ฉันใด
[๔๑๗] แม้นครของเราก็ฉันนั้น พลุกพล่านด้วยช้าง ม้า และรถ คลาคลํ่าด้วยหมู่มนุษย์ น่ารื่นรมย์ เป็นนครอุดม[๔๑๘] เรากินและดื่มอยู่ในนครนั้น แล้วกลับไปเกิดเป็นเทวดาอีกใน ภพสุดท้าย กุศลสมบัติได้มีแก่เราแล้ว[๔๑๙] เราสมภพในตระกูลพราหมณ์ สะสมรัตนะไว้มาก ละทิ้งเงิน ประมาณ ๘๐ โกฏิเสียแล้วออกบวช[๔๒๐] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระมหากัสสปเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วย ประการฉะนี้แล
จบ มหากัสสปเถราปทานที่ ๓
๓.๔ อนุรุทธเถราปทาน
บุพประวัติของพระอนุรุทธเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีป
(ท่านพระอนุรุทธเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๖} [๔๒๑] เราได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสุเมธ พระโลกเชษฐ์ ผู้เป็นนระผู้องอาจ ผู้นายกของโลก เสด็จหลีกออกเร้นอยู่[๔๒๒] จึงได้เข้าไปเฝ้าพระสุเมธสัมพุทธเจ้าผู้นายกของโลกแล้ว ได้ ประคองอัญชลีทูลอ้อนวอนพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดว่า[๔๒๓] “ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ขอได้โปรดอนุเคราะห์ด้วยเถิด ข้าพระองค์ จักถวายประทีปแด่พระองค์ผู้เข้าฌานอยู่ที่ควงไม้”[๔๒๔] พระสยัมภูเจ้าพระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์ เป็นผู้ประเสริฐกว่า เจ้าลัทธิทั้งหลายทรงรับคำแล้ว ในกาลนั้น เราแขวนประทีป ไว้ที่หมู่ไม้และประกอบประทีปยนต์[๔๒๕] แล้วมอบถวายไส้ตะเกียง ๑,๐๐๐ ไส้แด่พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็น เผ่าพันธุ์แห่งโลก ประทีปลุกโพลงอยู่ตลอด ๗ วันแล้วดับไปเอง[๔๒๖] ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้นและด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ เราละกาย มนุษย์แล้วจึงเข้าถึงวิมาน
[๔๒๗] เมื่อเราเข้าถึงความเป็นเทวดา วิมานอันบุญกุศลเนรมิตไว้ เรียบร้อยย่อมรุ่งเรืองทั่วทุกด้าน นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป[๔๒๘] ในกาลนั้น เราไพโรจน์ไปทั่วตลอดหนึ่งโยชน์โดยรอบ ครอบงำ เทวดาทั้งปวงอยู่ นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป
End of ๕. มหากัสสปเถราปทาน (๓)