พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · กัจจายวรรค
๕. กุมารกัสสปเถราปทาน เล่ม ๓๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๒๕ (Royal Thai)5/10 in กัจจายวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กัจจายวรรค กุมารกัสสปเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 33, pp. 215–219
[๑๔๖] เราจัดแจงเสนาสนะให้ท่านผู้มีวัตรอันดีงามทั้งหลายยินดี พระชินเจ้าทรงพอพระทัยในคุณข้อนั้นจึงได้ทรงตั้งเราไวัในตำแหน่งเอตทัคคะ[๑๔๗-๑๔๙] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราทําเสร็จแล้ว ดังนี้แล
นัยว่า ท่านพระทัพพมัลลบุตรเถระได้กลาวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ ทัพพมัลลปุตตเถราปทานที่ ๔
๕. กุมารกัสสปเถราปทาน
ว่าด้วยบุพประวัติของพระกุมารทัสสปเถระ
(ท่านพระกุมารกัสสปเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๒๕} [๑๕๐] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายก ผู้ทรงเกื้อกูลแก่สัตวโลกทั้งปวง เป็นนักปราชญ์ มีพระนามว่าปทุมุตตระ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
[๑๕๑] ในกาลนั้น เราเป็นพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียง รู้จบไตรเพท เที่ยวไปยังที่พักผ่อนกลางวัน ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นนายกของโลก[๑๕๒] กำลังทรงประกาศสัจจะ ๔ ทรงยังมนุษย์พร้อมด้วยทวยเทพให้ตรัสรู้ กำลังทรงสรรเสริญพระสาวกของพระองค์ผู้กล่าวธรรมกถาวิจิตรอยู่ในหมู่มหาชน
[๑๕๓] ในกาลนั้น เราชอบใจ จึงได้นิมนต์พระตถาคตแล้วประดับประดามณฑปให้สว่างไสวด้วยรัตนะนานาชนิด ด้วยผ้าที่ย้อมสีต่าง ๆ[๑๕๔] นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ให้เสวยและฉันในมณฑปนั้น เรานิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกให้เสวยและฉันโภชนะมีรสอันเลิศต่าง ๆ ถึง ๗ วัน[๑๕๕] บูชาพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นพร้อมทั้งพระสาวก ด้วยดอกไม้ที่งดงามนานาชนิดแล้วหมอบลงแทบบาทมูลปรารถนาฐานันดรนั้น[๑๕๖] ในกาลนั้น พระมุนีผู้ประเสริฐ ผู้มีความเอ็นดู เป็นที่อาศัยอยู่แห่งกรุณาได้ตรัสว่า “จงดูพราหมณ์นี้ผู้มีปากและตาเหมือนดอกปทุม[๑๕๗] มากด้วยความปรีดาปราโมทย์มีกายและใจสูงเพราะโสมนัส นำความร่าเริงมา มีดวงตากว้าง มีความอาลัยในศาสนาของเรา[๑๕๘] ผู้มีใจดี มีวัตรเป็นอันเดียว หมอบอยู่แทบเท้าของเรา เขาปรารถนาฐานันดรนั้น คือการกล่าวธรรมกถาอันวิจิตร
[๑๕๙] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในราชวงค์ของพระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก[๑๖๐] ผู้นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักได้เป็นสาวกของพระศาสดามีนามว่ากุมารกัสสปะ[๑๖๑] ด้วยอำนาจแห่งดอกไม้และผ้าอันวิจิตรด้วยรัตนะ เขาจักถึงความเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้กล่าวธรรมกถาอันวิจิตร”
[๑๖๒] เพราะกรรมที่ทําไว้ดีแล้วนั้นและเพราะการตั้งเจตจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
[๑๖๓] เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ เหมือนตัวละคร หมุนเวียนเต้นรำอยู่กลางเวทีฉะนั้น เราเป็นบุตรของเนื้อชื่อสาขะ หยั่งลง(ถือกำเนิด)ในครรภ์แห่งแม่เนื้อ[๑๖๔] ในกาลนั้น เมื่อเราอยู่ในท้องมารดาของเรา ถึงเวรที่จะต้องถูกฆ่า มารดาของเราถูกเนื้อสาขะทอดทิ้ง จึงยึดเอาเนื้อนิโครธเป็นที่พึ่ง
[๑๖๕] มารดาของเราอันพญาเนื้อนิโครธสละชิวีตของตนช่วยให้พ้นจากความตายแล้ว ได้ตักเตือนเราผู้เป็นบุตรของตัวในครั้งนั้นอย่างนี้ว่า
[๑๖๖] “ควรคบหาแต่เนื้อนิโครธเท่านั้น ไม่ควรเข้าไปคบหาเนื้อสาขะตายในสำนักเนื้อนิโครธประเสริฐกว่า มีชีวีตอยู่ในสำนักเนื้อสาขะจะประเสริฐอะไร”
[๑๖๗] ตัวเรา มารดาของเรา และเนื้อนอกจากนี้ อันเนื้อนิโครธ ผู้เป็นนายฝูงนั้นพร่ำสอน อาศัยโอวาทของเนื้อนิโครธนั้น จึงได้ถึงที่อยู่อาศัยคือสวรรค์ชั้นดุสิตอันรื่นรมย์ ประหนึ่งว่าไปยังเรือนของตัวที่ทิ้งจากไปฉะนั้น[๑๖๘] เมื่อพระศาสนาของพระกัสสปธีรเจ้ากำลังถึงความสิ้นสูญอันตรธาน เราได้ขึ้นภูเขาศิลาล้วน บำเพ็ญเพียรตามคําสอนของพระชินเจ้า
[๑๖๙] ก็มาบัดนี้ เราเกิดในตระกูลเศรษฐีในพระนครราชคฤห์ มารดาของเรามีครรภ์ออกบวชเป็นภิกษุณี
[๑๗๐] พวกภิกษุณีรู้ว่ามารดาของเรามีครรภ์ จึงนำไปหาพระเทวทัต พระเทวทัตนั้นกล่าวว่า “จงขับไล่ภิกษุณีผู้ชั่วช้านี้เสีย”[๑๗๑] ถึงในบัดนี้ มารดาบังเกิดเกล้าของเราก็เป็นผู้ที่พระชินเจ้าจอมมุนีทรงอนุเคราะห์ไว้ จึงได้ถึงความสุขในสำนักของภิกษุณี[๑๗๒] พระเจ้าแผ่นดินพระนามว่าโกศลได้ทรงทราบเรื่องนั้น จึงทรงเลี้ยงดูเราไว้ด้วยเครื่องบริหารแห่งกุมาร และตัวเรามีชื่อว่ากัสสปะ[๑๗๓] เพราะอาศัยท่านพระกัสสปเถระ เราจึงถูกเรียกว่ากุมารกัสสปะ เพราะได้สดับธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าร่างกายเป็นเช่นเดียวกับจอมปลวก[๑๗๔] จิตของเราจึงพ้นจากอาสวกิเลส ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทานโดยประการทั้งปวง เราได้รับตำแหน่งเอตทัคคะก็เพราะปราบพระเจ้าปายาสิ[๑๗๕-๑๗๗] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเรา ทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล
นัยว่า ท่านพระกุมารกัสสปเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ กุมารกัสสปเถราปทานที่ ๕
จบ ภาณวารที่ ๒๔
- ๑ดูความพิสดารในปายาสิราชัญญสูตร ที.ม. (แปล) ๑๐/๔๐๖-๔๔๑/๓๗๓-๔๑๐
๖. พาหิยเถราปทาน
ว่าด้วยบุพประวัติของพระพาหิยเถระ
(ท่านพระพาหิยเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๒๖} [๑๗๘] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นนายก มีพระรัศมีใหญ่ ผู้เลิศในไตรโลก พระนามว่าปทุมุตตระ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
[๑๗๙] เมื่อพระมุนีตรัสสรรเสริญคุณของภิกษุผู้ตรัสรู้ได้เร็วพลันอยู่ เราได้ฟังแล้วก็ชอบใจ จึงได้ทำสักการะแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่[๑๘๐] ถวายทานแด่พระมหามุนีพร้อมด้วยพระสาวกตลอด ๗ วัน ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าแล้วปรารถนาตำแหน่งในกาลนั้น[๑๘๑] ลำดับนั้น พระสัมพุทธเจ้าได้ทรงพยากรณ์เราว่า “จงดูพราหมณ์ที่หมอบอยู่แทบเท้าของเรานี้ ผู้สมบูรณ์ด้วยโสมนัส มีผิวพรรณ เหมือนเด็กอายุ ๑๖ ปี[๑๘๒] มีร่างกายอันบุญกรรมสร้างสรรค์ให้คล้ายทอง ผุดผ่อง ผิวบาง ริมปีปากแดงเหมือนผลตำลึงสุก มีฟันขาวคมเรียบเสมอ[๑๘๓] มากด้วยกำลังคือคุณ มีกายและใจสูงเพราะโสมนัส เป็นบ่อเกิดแห่งกระแสน้ำคือคุณ มีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสด้วยปีติ
[๑๘๔] เขาปรารถนาตำแหน่งแห่งภิกษุผู้ตรัสรู้ได้เร็วพลันพระมหาวีรเจ้า พระนามว่าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในอนาคตกาล
End of ๕. กุมารกัสสปเถราปทาน