พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · สุเมธาวรรค
๙. ปัญจทีปิกาเถริยาปทาน เล่ม ๓๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๔๙ (Royal Thai)9/10 in สุเมธาวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สุเมธาวรรค ปัญจทีปิกาเถริยาปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 33, pp. 319–322
[๘๔] ดิฉันเป็นผู้ฉลาดในอิทธิบาท ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ มีความบริบูรณ์ในอภิญญา นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา[๘๕] ดิฉันเป็นผู้ฉลาดในสติปัฏฐาน มีสมาธิฌานเป็นโคจร ขวนขวายในสัมมัปปธาน นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา[๘๖] ความเพียรของดิฉันนำธุระใหญ่น้อยไป นำธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะมาให้ ดิฉันมีอาสวะหมดสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก[๘๗] ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ ดิฉันได้บูชาด้วยดอกไม้ใดไว้ ด้วยการบูชานั้น ดิฉันไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา[๘๘-๙๐] ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดิฉันทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า พระสัตตอุปลมาลิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ สัตตอุปลมาลิกาเถรีอปทานที่ ๘
๙. ปัญจทีปิกาเถรีอปทาน
บุพประวัติของพระปัญจทีปิกาเถรี
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยประทีป ๕ ดวง
(พระปัญจทีปิกาเถรีได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๔๙} [๙๑] ในกาลนั้น ดิฉันจาริกอยู่ในพระนครหังสวดี ดิฉันต้องการกุศล จึงจาริกจากอารามหนึ่งไปสู่อารามหนึ่ง
[๙๒] ได้พบต้นโพธิอันสูงส่งในวันกาฬปักษ์ จึงทำจิตให้เลื่อมใสในต้นโพธินั้นแล้วนั่งลงที่โคนต้นโพธิ
[๙๓] ดิฉันตั้งจิตเคารพประนมมือเหนือศีรษะ แสดงความโสมนัสแล้วคิดอย่างนี้ในขณะนั้นว่า
[๙๔] “ถ้าพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้มีพระคุณนับไม่ได้ ไม่มีบุคคลเปรียบเสมอไซร้ ก็ขอให้ทรงแสดงปาฏิหาริย์แก่เราเถิด ขอให้ต้นโพธินี้จงเปล่งรัศมี”[๙๕] ทันใดนั้นเอง ต้นโพธิก็ได้สว่างโพลงไปทั่ว พร้อมกับที่ดิฉันก็มีรัศมีเป็นสีทองไปทั่วสารพางค์ ไพโรจน์ไปทั่วทิศ[๙๖] ดิฉันนั่งอยู่ที่โคนต้นโพธินั้น ๗ คืน ๗ วัน เมื่อถึงวันเป็นคำรบ ๗ ดิฉันได้ทำการบูชาด้วยดวงประทีป
[๙๗] ดวงประทีป ๕ ดวงลุกโพลงล้อมรอบอาสนะ ในกาลนั้นดวงประทีปของดิฉันลุกโพลงอยู่จนถึงเวลาดวงอาทิตย์อุทัย[๙๘] ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ ดิฉันละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
[๙๙] วิมานที่บุญกรรมสร้างให้ดิฉันอย่างสวยงามในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น เรียกว่าวิมานปัญจประทีป วิมานนั้นสูง ๑๐๐โยชน์ กว้าง ๖๐ โยชน์[๑๐๐] ดวงประทีปนับไม่ถ้วนส่องสว่างล้อมดิฉันอยู่ ตลอดเทพพิภพโชติช่วงด้วยแสงประทีป
[๑๐๑] คนที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ถ้าดิฉันปรารถนาที่จะดู ดิฉันย่อมเห็นได้ด้วยจักษุทุกคนทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง และเบื้องขวาง
[๑๐๒] ดิฉันปรารถนาจะเห็นกรรมดีและกรรมชั่วที่คนทำในที่มีประมาณเท่าใด ที่มีประมาณเท่านั้นย่อมไม่มีต้นไม้หรือภูเขามาขวางกั้น[๑๐๓] ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าวสักรินทรเทวราช ๘๐ พระองค์ ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐๐ พระองค์[๑๐๔] ดิฉันเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ เป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์ก็ตาม ในกำเนิดนั้น ๆ ดวงประทีปหลายแสนดวงก็ส่องแสงล้อมดิฉัน[๑๐๕] ดิฉันจุติจากเทวโลกแล้วเกิดในครรภ์มารดา เมื่อดิฉันอยู่ในครรภ์มารดา ดวงตาของดิฉันไม่หลับ
[๑๐๖] ดวงประทีปนับแสนดวงส่องสว่างอยู่ในเรือนเกิดของดิฉัน ผู้พร้อมเพรียงด้วยบุญกรรม นี้เป็นผลแห่งดวงประทีป ๕ ดวง[๑๐๗] เมื่อถึงภพสุดท้าย ดิฉันกลับฉันทะที่มีในใจ เห็นนิพพาน อันเป็นสภาวะเยือกเย็น ไม่มีชราและมรณะ
[๑๐๘] พอเกิดได้อายุ ๗ ขวบ ดิฉันก็ได้บรรลุอรหัต พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะทรงทราบถึงคุณของดิฉัน จึงให้ดิฉันอุปสมบท[๑๐๙] ดวงประทีป ๕ ดวงลุกโพลงส่องแสงสว่างไสวให้แก่ดิฉันในมณฑป โคนไม้ ปราสาท ถํ้า หรือเรือนว่าง
[๑๑๐] ทิพยจักษุของดิฉันบริสุทธิ์ ดิฉันฉลาดในสมาธิ ถึงความบริสุทธิ์ในอภิญญา นี้เป็นผลแห่งประทีป ๕ ดวง
[๑๑๑] ดิฉันเป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์ทั้งปวง ท่ากิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ข้าแต่พระมหาวีระผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันชื่อว่าปัญจทีปา ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์
[๑๑๒] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ดิฉันได้ถวายประทีปใดไว้ ในกาลนั้น ด้วยการถวายประทีปนั้น ดิฉันไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งดวงประทีป ๕ ดวง[๑๑๓-๑๑๕] ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดิฉันทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล
นัยว่า พระปัญจทีปิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ ปัญจทีปิกาเถรีอุปทานที่ ๙
๑๐. อุทกทายิกาเถรีอปทาน
บุพประวัติของพระอุทกทายิกาเถรี
ว่าด้วยผลแห่งการถวายนํ้า
(พระอุทกทายิกาเถรีได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๕๐} [๑๑๖] ดิฉันเป็นหญิงหาบนํ้าขายอยู่ในพระนครพันธุมดี เลี้ยงชีพด้วยการหาบนํ้า เลี้ยงดูลูก ๆ ก็ด้วยการหาบนํ้านั้น[๑๑๗] ดิฉันไม่มีไทยธรรม ดิฉันเข้าไปยังซุ้มนํ้าแล้ว ตั้งนํ้าไว้ถวายในบุญเขตอันยอดเยี่ยม
[๑๑๘] ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ดิฉันจึงได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์วิมานที่บุญกรรมสร้างให้แก่ดิฉันอยู่สวยงามในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นถูกเนรมิตขึ้นก็เพราะการหาบนํ้า
End of ๙. ปัญจทีปิกาเถริยาปทาน