พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · สุภูติวรรค
๑. สุภูติเถราปทาน (๒๑) เล่ม ๓๒
Text layerBuddha’s wordsItems ๒๓ (Royal Thai)1/10 in สุภูติวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สุภูติวรรค สุภูติเถราปทาน (๒๑) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 32, pp. 111–117
๓. สุภูติวรรค
๑. สุภูติเถราปทาน
บุพประวัติของพระสุภูติเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการเจริญพุทธานุสติ
(ท่านพระสุภูติเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๒๓} [๑] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาชื่อนิสภะ เราได้สร้างอาศรม ไว้อย่างสวยงามและสร้างบรรณศาลาไว้[๒] ในกาลนั้น เราเป็นชฎิลมีนามว่าโกสิยะ มีเดชรุ่งเรือง อยู่คน เดียวไม่มีเพื่อน ที่ภูเขานิสภะ[๓] ในกาลนั้น เราไม่เก็บผลเหง้ามัน และใบไม้มาบริโภค ครั้งนั้น เราอาศัยใบไม้เป็นต้นที่เกิดเองและหล่นเองเลี้ยงชีวิต[๔] เราแม้ถึงจะสละชีวิตก็ไม่ทำอาชีวะให้เสียหาย ยังจิตของตนให้ ยินดี งดเว้นการแสวงหาอันไม่สมควรเสีย[๕] เมื่อใด จิตอันประกอบด้วยราคะเกิดขึ้นแก่เรา เมื่อนั้น เรา ก็จะพิจารณาด้วยตนเอง มีใจเด็ดเดี่ยวข่มจิตนั้นเสียว่า[๖] “เจ้ากำหนัดในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ขัดเคือง ในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง และหลงในอารมณ์อัน เป็นที่ตั้งแห่งความหลง เพราะฉะนั้น เจ้าจงออกไปเสียจากป่า[๗] ที่อยู่นี้เป็นที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์ ไม่มีมลทิน มีตบะ ท่าน อย่าประทุษร้ายผู้บริสุทธิ์เลย จงออกไปเสียจากป่าเถิด
[๘] ท่านจักเป็นคนครองเรือน ได้บุตรเมื่อใด ก็อย่ายินดีแม้ทั้งสอง อย่างนั้นเลย จงออกไปจากป่าเถิด
[๙] เปรียบเหมือนฟืนเผาศพ ใช้ทำกิจอะไรที่ไหน ๆ ไม่ได้ คือ ไม้ นั้นจะใช้ทำประโยชน์ในบ้านหรือในป่าก็ไม่ได้ จะสมมติว่าเป็น ไม้ก็ไม่ได้ ฉันใด[๑๐] ท่านเปรียบเหมือนฟืนเผาศพฉันนั้น คฤหัสถ์ก็ไม่ใช่ สมณะ ก็ไม่ใช่ วันนี้ท่านพ้นจากเพศทั้งสอง จงออกไปจากป่าเสียเถิด[๑๑] ข้อนี้พึงมีแก่ท่านหรือหนอ ใครจะรู้ข้อนี้ของท่าน ใครจะนำ ธุระของเราไปโดยเร็ว เพราะท่านมากด้วยความเกียจคร้าน[๑๒] วิญญูชนจักเกลียดท่าน เหมือนชาวเมืองเกลียดของไม่สะอาด ฉะนั้น ฤๅษีทั้งหลายจักคร่าท่านมาโจทท้วงทุกเมื่อ[๑๓] วิญญูชนจักประกาศท่านว่ามีศาสนาอันก้าวล่วงแล้ว ก็ท่าน เมื่อไม่ได้สังวาสจักเป็นอยู่อย่างไร
[๑๔] ช้างมีกำลังเข้าไปหาช้างกุญชร ตกมัน ๓ แห่ง เกิดในตระกูล ช้างมาตังคะ มีอายุ ๖๐ ปี นำออกจากโขลง[๑๕] มันถูกขับจากโขลงแล้วย่อมไม่ได้ความสุขสำราญ ได้รับความ ทุกข์ เศร้าใจ ซบเซา หวั่นไหวอยู่ ฉันใด
[๑๖] ชฎิลทั้งหลายจักนำท่านผู้มีปัญญาทรามนั้นออกไป ท่านถูก ชฎิลเหล่านั้นขับไล่แล้วจักไม่ได้ความสุขสำราญฉันนั้นเหมือนกัน[๑๗] ท่านเพียบพร้อมแล้วด้วยลูกศรคือความโศก จักถูกความ เร่าร้อนแผดเผาทั้งกลางวันและกลางคืน เหมือนช้างถูกขับ ออกจากโขลงฉะนั้น
[๑๘] ทองปลอมนำไปใช้ในที่ไหน ๆ ไม่ได้ ฉันใด ท่านมีศีลอันเสื่อม แล้ว จักไปใช้ในที่โหน ๆ ก็ไม่ได้ ฉันนั้น
[๑๙] แม้ท่านอยู่ครองเรือนจักเป็นอยู่ได้อย่างไร ทรัพย์อันเป็นของ มารดาและของบิดาที่ฝังไว้ของท่านก็ไม่มี
[๒๐] ท่านจักต้องทำการงานของตน ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ จักเป็น อยู่ในเรือนอย่างนี้ ขอทีเถอะ เจ้าอย่าไปชอบใจมันเลย”[๒๑] เราห้ามใจอันหมักหมมด้วยสังกิเลสอย่างนี้ ในที่นั้น เราได้ทำ ธรรมกถาต่าง ๆ ห้ามจิตจากบาปธรรม
[๒๒] เมื่อเรามีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาทอยู่อย่างนี้ เวลา ๓๐,๐๐๐ ปีก็ผ่านพ้นเราไปในป่าใหญ่
[๒๓] พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระทรงเห็นเราผู้แสวงหา ประโยชน์อันอุดมด้วยความไม่ประมาท จึงเสด็จมายังสำนัก ของเรา[๒๔] ในเวลานั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระรัศมีดังสีทองชมพูนุท ประมาณ มิได้ ไม่มีใครเปรียบ ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูป เสด็จจงกรม อยู่ในอากาศ[๒๕] ในเวลานั้น พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอด้วยพระญาณ เสด็จ จงกรมอยู่ในอากาศ ดังต้นพญารังมีดอกบานสะพรั่ง เหมือน สายฟ้าในระหว่างกลีบเมฆฉะนั้น[๒๖] ในเวลานั้น พระองค์เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ ดังพญาราชสีห์ ผู้ไม่กลัว ดุจพญาช้างคึกคะนอง เหมือนพญาเสือโคร่งผู้ไม่ ครั่นคร้ามฉะนั้น
[๒๗] ในเวลานั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระรัศมีดังแท่งทองสิงคี เหมือน ถ่านเพลิงไม้ตะเคียน มีพระรัศมีโชติช่วงดังแก้วมณี เสด็จ จงกรมอยู่ในอากาศ[๒๘] ในเวลานั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระรัศมีดังเขาไกรลาสอันบริสุทธิ์ เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ ดังดวงจันทร์ในวันเพ็ญ ดุจดวง อาทิตย์ในเวลาเที่ยง[๒๙] ในเวลานั้น เราได้เห็นพระองค์เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ จึง คิดอย่างนี้ว่า สัตว์ผู้นี้เป็นเทวดาหรือมนุษย์กันหนอ
[๓๐] นระเช่นนี้เราไม่เคยได้ฟังหรือได้เห็นในแผ่นดิน เออ ! มีบทมนต์ อยู่ ผู้นี้คงจักเป็นพระศาสดา”
[๓๑] ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว ได้ยังจิตของตนให้เลื่อมใส เรา รวบรวมดอกไม้และของหอมต่าง ๆ ไว้ในเวลานั้น
[๓๒] เราได้ปูลาดอาสนะดอกไม้อันวิจิตรดี เป็นที่รื่นรมย์ใจแล้ว ได้ กล่าวคำนี้กะพระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่าสารถีผู้ฝึกฝนนระว่า
[๓๓] “ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า อาสนะอันสมควรแก่พระองค์นี้ข้าพระองค์ จัดถวายไว้แล้ว ขอพระองค์เมื่อจะยังจิตของข้าพระองค์ให้ร่าเริง โปรดประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้ด้วยเถิด”[๓๔] พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าไม่ทรงตกพระทัยดังพญาไกรสร ประทับ นั่งบนอาสนะดอกไม้อันประเสริฐนั้นตลอด ๗ คืน ๗ วัน
[๓๕] เราได้ยืนนมัสการพระองค์ตลอด ๗ คืน ๗ วัน พระศาสดา ผู้ยอดเยี่ยมในโลกเสด็จออกจากสมาธิแล้ว เมื่อจะทรง พยากรณ์กรรมของเรา ได้ตรัสพระดำรัสดังนี้ว่า
[๓๖] “ท่านจงเจริญพุทธานุสติอันยอดเยี่ยมกว่าภาวนาทั้งหลาย ท่าน ครั้นเจริญพุทธานุสตินี้แล้ว จักยังใจให้เต็มเปี่ยมได้
[๓๗] ท่านจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป จักได้เป็น จอมเทวดา เสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๘๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิอยู่ในแว่นแคว้น ๑,๐๐๐ ครั้ง[๓๘] ท่านจักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ จักได้เสวยสมบัตินั้นทั้งหมด นี้เป็นผลแห่งการเจริญพุทธานุสติ
[๓๙] ท่านเมื่อท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ จักได้โภคสมบัติเป็น อันมาก จะไม่มีความบกพร่องด้วยโภคะ นี้เป็นผลแห่งการ เจริญพุทธานสติ
[๔๐] ในที่สุดแสนกัป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตรซึ่ง สมภพในราชวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
[๔๑] ท่านจักทอดทิ้งทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิ ทั้งทาสและกรรมกร เป็นอันมากแล้ว จักบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า นามว่าโคดม
[๔๒] ท่านจักยังพระสัมพุทธเจ้าโคดมศากยบุตรผู้ประเสริฐให้ทรงยินดี จักได้เป็นสาวกของพระศาสดามีนามว่าสุภูติ
[๔๓] พระศาสดาพระนามว่าโคดม ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ แล้ว จักทรงตั้งท่านว่าเป็นผู้เลิศใน ๒ ตำแหน่ง คือ ในหมู่ พระทักขิเณยยบุคคล และในธรรมเป็นเครื่องอยู่อันไม่มีข้าศึก”[๔๔] พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกสูงสุดพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้เป็น นักปราชญ์ ครั้นตรัสพระดำรัสนี้แล้ว ได้เหาะขึ้นไปยังนภากาศ ดังพญาหงส์ในอัมพรฉะนั้น
[๔๕] เราอันพระโลกนาถทรงพร่ำสอนแล้ว นมัสการพระตถาคต มี จิตเบิกบาน เจริญพุทธานุสติอันอุดมทุกเมื่อ
[๔๖] ด้วยกรรมที่เรากระทำดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ เรา ละกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่ภพดาวดึงส์
[๔๗] เราได้เป็นจอมเทวดา เสวยเทวรัชสมบัติ ๘๐ ครั้ง และได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ครั้ง
[๔๘] เราได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ เรา ได้เสวยสมบัติเป็นอันดี นี้เป็นผลแห่งการเจริญพุทธานุสสติ[๔๙] เราเมื่อเวียนว่ายอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมได้โภคสมบัติเป็น อันมาก เราไม่มีความบกพร่องในโภคะเลย นี้เป็นผลแห่งการ เจริญพุทธานุสสติ[๕๐] ในแสนกัปแต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมอันใดไว้ในกาลนั้น ด้วย ผลแห่งกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการเจริญ พุทธานุสสติ[๕๑] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระสุภูติเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการ ฉะนี้แล
จบ สุภูติเถราปทานที่ ๑
๒. อุปวาณเถราปทาน
บุพประวัติของพระอุปวาณเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการถวายธง
(ท่านพระอุปวาณเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๒๔} [๕๒] พระสัมพุทธชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ทรงรุ่งเรืองดังกองไฟ เสด็จปรินิพพานแล้ว[๕๓] มหาชนมาประชุมกันบูชาพระตถาคต สร้างจิตกาธานอย่าง สวยงามแล้วปลงพระสรีระ
[๕๔] มหาชนเหล่านั้นทั้งหมดพร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ครั้นปลง พระสรีรกิจแล้ว จึงรวบรวมพระธาตุไว้ ณ ที่นั้น ได้สร้าง พระสถูปไว้[๕๕] ชั้นที่ ๑ แห่งพระสถูปนั้นสำเร็จด้วยทอง ชั้นที่ ๒ สำเร็จด้วย แก้วมณี ชั้นที่ ๓ สำเร็จด้วยเงิน ชั้นที่ ๔ สำเร็จด้วยแก้วผลึก[๕๖] ชั้นที่ ๕ ในพุทธสถูปนั้นสำเร็จด้วยแก้วทับทิม ชั้นที่ ๖ สำเร็จ ด้วยแก้วลาย ชั้นบนสำเร็จด้วยรัตนะล้วน[๕๗] บันไดสำเร็จด้วยแก้วมณี ไพทีสำเร็จด้วยรัตนะ พระสถูป สำเร็จด้วยทองล้วน ๆ สูงสุด ๑ โยชน์[๕๘] ในเวลานั้น เทวดาทั้งหลายมาร่วมประชุมปรึกษากัน ณ ที่นั้นว่า “พวกเราก็จักสร้างพระสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่บ้าง[๕๙] พระธาตุจะได้ไม่กระจัดกระจายไป พระสรีระจะรวมกัน เป็นอันเดียว พวกเราจักทำหีบใส่ที่พระพุทธสถูปนี้”
End of ๑. สุภูติเถราปทาน (๒๑)