พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · สุภูติวรรค
๑. สุภูติเถราปทาน (๒๑) เล่ม ๓๒
Text layerBuddha’s wordsItems ๒๓ (Royal Thai)1/10 in สุภูติวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
_______
๓. สุภูติวคฺค
๑. สุภูติตฺเถราปทาน
ในวรรคที่ ๒ มี ๑๐ เรื่องเท่านั้น
ในวรรคนี้ท่านประกาศคาถาไว้ ๑๓๘ คาถา
๓. สุภูติวรรค
หมวดว่าด้วยเรื่องพระสุภูติเป็นต้น
๑. สุภูติเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระสุภูติเถระ
(พระสุภูติเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สุภูติวรรค สุภูติเถราปทาน (๒๑) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
บาลี (มหาจุฬาฯ), vol. 32, pp. 94–99 · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒), vol. 32, pp. 122–129
หิมวนฺตสฺส อวิทูเร นิสโภ นาม ปพฺพโต
อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา
ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมพานต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่านิสภะ เขาสร้างอาศรมและบรรณศาลาไว้อย่างดีเพื่อข้าพเจ้า
โกสิโย นาม นาเมน ชฏิโล อุคฺคตาปโน
เอกากิโย <368> อทุติโย วสามิ นิสเภ ตทา.
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นชฎิลมีนามว่าโกสิยะ มีตบะแก่กล้า ผู้เดียว ไม่มีเพื่อน อยู่ที่ภูเขานิสภะ
ผลํ มูลญฺจ ปณฺณญฺจ น ภุญฺชามิ อหํ ตทา
ปวตฺตํว สุปาตาหํ <369> อุปชีวามิ ตาวเท.
ครั้งนั้น ข้าพเจ้ามิได้เก็บผลไม้ เหง้า และใบไม้ มากิน ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าอาศัยใบไม้เป็นต้นที่หล่นเองเท่านั้นเลี้ยงชีวิต
นาหํ โกเปมิ อาชีวํ จชมาโนปิ ชีวิตํ
อาราเธมิ สกํ จิตฺตํ วิวชฺเชมิ อเนสนํ
ราคูปสํหิตํ จิตฺตํ ยทา อุปฺปชฺชเต มม
สยํว ปจฺจเวกฺขามิ เอกโก ตํ ทเมมหํ.
เมื่อใดจิตของข้าพเจ้าเกิดความกำหนัด เมื่อนั้นข้าพเจ้าย่อมพิจารณาด้วยตนเอง ข้าพเจ้ามีใจเด็ดเดี่ยวข่มจิตนั้นเสียว่า
รชฺชเส รชฺชนีเย จ โทสนีเย จ ทุสฺสเส
มุยฺหเส โมหนีเย จ นิกฺขมสฺสุ วนา ตุวํ.
เจ้ากำหนัดในอารมณ์ที่ชวนให้กำหนัด ขัดเคืองในอารมณ์ที่ชวนให้ขัดเคือง และหลงในอารมณ์ที่ชวนให้หลง เพราะฉะนั้น เจ้าจงออกจากป่าไปเสียเถิด
วิสุทฺธานํ อยํ วาโส นิมฺมลานํ ตปสฺสินํ
มา โข วิสุทฺธํ ทูเสสิ นิกฺขมสฺสุ วนา ตุวํ.
ที่อยู่แห่งนี้เป็นที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์ ปราศจากมลทิน มีตบะ เจ้าอย่าประทุษร้ายผู้บริสุทธิ์เลย จงออกจากป่าไปเสียเถิด
อาคาริโก ภวิตฺวาน ยทา ยุตฺตํ <370> ลภิสฺสสิ.
อุโภปิ มา วิราเธสิ นิกฺขมสฺสุ วนา ตุวํ.
เจ้าจักเป็นผู้ครองเรือนได้บุตรในกาลใด ในกาลนั้นเจ้าอย่าให้ล้มเหลวแม้ทั้ง ๒ อย่างนั้นเลย จงออกจากป่าไปเสียเถิด
ฉวาลาตํ ยถา กฏฺฐํ น กฺวจิ กิจฺจการกํ
เนว คาเม อรญฺเญ วา น หิ ตํ กฏฺฐสมฺมตํ.
ฟืนเผาศพ ใช้ทำกิจอะไรในที่ไหน ๆ ก็ไม่ได้ ไม้นั้นเขาไม่ได้ถือกันว่า เป็นไม้ในบ้านหรือเป็นไม้ในป่า และไม่ได้ถือกันว่า เป็นไม้ตามปกติ ฉันใด
ฉวาลาตูปโม ตฺวํสิ น คิหี นปิ สญฺญโต
อุภโต มุตฺตโก อชฺช นิกฺขมสฺสุ วนา ตุวํ.
เจ้าก็ฉันนั้น เปรียบเหมือนฟืนเผาศพ ไม่ใช่คฤหัสถ์ ทั้งไม่ใช่สมณะ วันนี้ เจ้าพ้นจากภาวะทั้ง ๒ จงออกจากป่าไปเสียเถิด
สิยา นุ โข ตว เอตํ โก ปชานาติ เต อิทํ
สีฆํ ธุรํ วหิสิ <371> เม โกสชฺชพหุลาย จ.
ข้อนี้พึงมีแก่เจ้าหรือหนอ ใครจะรู้ข้อนี้ของเจ้า ใครจะนำธุระของเจ้าไปโดยเร็ว เพราะเจ้ามากไปด้วยความเกียจคร้าน
ชิคุจฺฉิสฺสนฺติ ตํ วิญฺญู อสุจึ นาคริโก ยถา
อากฑฺฒิตฺวาน อิสโย โจทยิสฺสนฺติ ตํ สทา.
วิญญูชนจักรังเกียจเจ้า เหมือนชาวเมืองรังเกียจของไม่สะอาดฉะนั้น ฤๅษีทั้งหลายจักฉุดเจ้ามาตักเตือนทุกเมื่อ
ตํ วิญฺญู ปวทิสฺสนฺติ สมติกฺกนฺตสาสนํ
สํวาสํ อลภนฺโต หิ กถํ ชีวิหิสิ <372> ตุวํ.
วิญญูชนจักประจานเจ้าว่า ล่วงละเมิดศาสนา ก็เจ้าเมื่อไม่ได้การอยู่ร่วม จักเป็นอยู่อย่างไร
ติธปฺปภินฺนํ มาตงฺคํ กุญฺชรํ สฏฺฐิหายนํ
พลีนาโค <373> อุปคนฺตฺวา ยูถา นีหรเต คชํ.
ช้างมีกำลัง เข้าไปหาช้างกุญชรซึ่งตกมัน ๓ แห่ง เกิดในตระกูลช้างมาตังคะ เสื่อมกำลังในเวลามีอายุ ๖๐ ปีแล้ว ขับออกจากโขลง
ยูถา วินิสฺสโฏ สนฺโต สุขํ สาตํ น วินฺทติ
ทุกฺขิโต วิมโน โหติ ปชฺฌายนฺโต ปเวธติ.
มันถูกขับออกจากโขลงแล้ว หาความสุขสำราญไม่ได้ เป็นสัตว์มีทุกข์ เศร้าใจ ซบเซา สั่นเทาอยู่ ฉันใด
ตเถว ชฏิลา ตํปิ นีหริสฺสนฺติ ทุมฺมตึ
เตหิ ตฺวํ นิสฺสโฏ สนฺโต สุขํ สาตํ น ลจฺฉสิ.
ชฎิลทั้งหลายจักขับเจ้าผู้มีปัญญาทรามออก เจ้าถูกชฎิลเหล่านั้นขับออกแล้ว จักหาความสุขสำราญไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน
ทิวา วา ยทิ วา รตฺตึ โสกสลฺลสมปฺปิโต
ฑยฺหสิ ปริฬาเหน คโช ยูถาว นิสฺสโฏ.
เจ้าถูกลูกศรคือความเศร้าโศกเสียบแล้ว ทั้งกลางวันและกลางคืน จักถูกความเร่าร้อนแผดเผา เหมือนช้างถูกขับออกจากโขลง ฉะนั้น
ชาตรูปํ ยถา กูฏํ เนว ยายติ <374> กตฺถจิ.
ตถา สีลวิหีโน ตฺวํ น ยายิสฺสสิ <375> กตฺถจิ.
ทองเก๊ ย่อมใช้ไม่ได้ในที่ไหน ๆ ฉันใด เจ้าเสื่อมแล้วจากศีลก็จักใช้ในที่ไหน ๆ ไม่ได้ ฉันนั้น
อคาราวสมาโนปิ <376> กถํ ชีวิหิสี ตุวํ
มตฺติกํ เปตฺติกญฺจาปิ นตฺถิ เต นิหิตํ ธนํ.
แม้เจ้าอยู่ครองเรือน จักเป็นอยู่ได้อย่างไร ทรัพย์ทั้งที่เป็นของมารดาและบิดาของเจ้าที่เก็บไว้ก็ไม่มี
สกํ กมฺมํ กริตฺวาน คตฺเต เสทํ ปโมจยํ
เอวํ ชีวิหิสิ เคเห สาธุ เต ตํ น รุจฺจติ.
เจ้าจักต้องทำการงานของตน ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ จักเป็นอยู่ในเรือนอย่างนี้ เป็นการดีแก่เจ้าที่จะไม่ชอบมัน
เอวาหํ ตตฺถ วาเรมิ สงฺกิเลสคตํ มนํ
นานาธมฺมกถํ กตฺวา ปาปา จิตฺตํ นิวารยึ.
ข้าพเจ้าห้ามใจที่หมักหมมด้วยสังกิเลสอย่างนี้ในที่นั้น ได้กล่าวธรรมกถาต่าง ๆ ห้ามจิตจากความชั่ว
เอวํ เม วิหรนฺตสฺส อปฺปมาทวิหาริโน
ตึสวสฺสสหสฺสานิ ปวเน <377> เม อติกฺกมุํ.
เมื่อข้าพเจ้าเป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างนี้ ข้าพเจ้าอยู่ในป่าใหญ่ล่วงเลยมา ๓๐,๐๐๐ ปี
อปฺปมาทรตํ <378> ทิสฺวา อุตฺตมตฺถํ คเวสกํ
ปทุมุตฺตรสมฺพุทฺโธ อาคญฺฉิ มม สนฺติกํ.
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงเห็นข้าพเจ้าผู้ยินดีในความไม่ประมาท ผู้แสวงหาประโยชน์อย่างสูงสุด จึงเสด็จมายังสำนักของข้าพเจ้า
ติมฺพรูสกวณฺณาโภ อปฺปเมยฺโย อนูปโม
รูเปนาสทิโส พุทฺโธ อากาเส จงฺกมี ตทา.
ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระรัศมีดังสีทองชมพูนุท ประมาณมิได้ ไม่มีใครเปรียบได้ ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูป เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ
- 1ทองชมพูนุท หมายถึงทองคำเนื้อบริสุทธิ์ (องฺ.ติก.อ. ๒/๖๔/๑๙๑) ที่เรียกว่า ชมพูนุท เพราะเป็นทอง ที่เกิดขึ้นในแควของแม่น้ำมหาชมพู (องฺ.ติก.ฏีกา ๒/๖๔/๑๙๙)
สุผุลฺโล สาลราชาว วิชฺชูวพฺภฆนนฺตเร
ญาเณนาสทิโส พุทฺโธ อากาเส จงฺกมี ตทา.
ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าไม่มีใครเสมอด้วยพระญาณ เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ ดังต้นพญาไม้สาละมีดอกบานสะพรั่ง เหมือนสายฟ้าในกลีบเมฆ
สีหราชาวสมฺภีโต คชราชาว ทปฺปิโต <379>
อภีโต <380> พยคฺฆราชาว อากาเส จงฺกมี ตทา.
ครั้งนั้น พระองค์เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ ดังพญาราชสีห์ผู้ไม่กลัว ดุจพญาช้างคึกคะนอง เหมือนพญาเสือโคร่งผู้ไม่ครั่นคร้าม ฉะนั้น
สิงฺคินิกฺขสวณฺณาโภ ขทิรงฺคารสนฺนิโภ
มณิ ยถา โชติรโส อากาเส จงฺกมี ตทา.
ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระรัศมีดังแท่งทองสีสุก เหมือนถ่านเพลิงไม้ตะเคียน มีพระรัศมีโชติช่วงดังแก้วมณี เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ
วิสุทฺธเกลาสสนฺนิโภ <381> ปุณฺณมาเยว จนฺทิมา
มชฺฌณฺหิเกว <382> สุริโย อากาเส จงฺกมี ตทา.
ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระรัศมี เหมือนภูเขาไกรลาสที่บริสุทธิ์ เหมือนดวงจันทร์ในวันเพ็ญ เหมือนดวงอาทิตย์ในเวลาเที่ยงวัน เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ
ทิสฺวา นเภ จงฺกมนฺตํ เอวํ จินฺเตสหํ ตทา
เทโว นุ โข อยํ สตฺโต อุทาหุ มนุโช อยํ.
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ เสด็จจงกรมอยู่ในท้องฟ้า จึงคิดอย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นเทวดาหรือมนุษย์
น เม สุโต วา ทิฏฺโฐ วา มหิยา เอทิโส นโร
อปิ มนฺตปทํ อตฺถิ อยํ สตฺถา ภวิสฺสติ.
นรชนเช่นนี้เราไม่เคยได้ฟังหรือได้เห็นในแผ่นดิน เออ บทมนต์ก็มีอยู่ ผู้นี้จักเป็นพระศาสดา
เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน สกํ จิตฺตํ ปสาทยึ
นานาปุปฺผญฺจ คนฺธญฺจ สนฺนิปาเตสหํ <383> ตทา.
ครั้นข้าพเจ้าคิดอย่างนี้แล้วได้ทำจิตของตนให้เลื่อมใส รวบรวมดอกไม้และของหอมต่าง ๆ ไว้ในครั้งนั้น
ปุปฺผาสนํ ปญฺญาเปตฺวา สาธุจิตฺตํ มโนรมํ
นรสารถินํ อคฺคํ อิทํ วจนมพฺรวึ.
ข้าพเจ้าได้ปูลาดอาสนะดอกไม้ ซึ่งวิจิตรดีเป็นที่รื่นรมย์ใจแล้ว ได้กล่าวคำนี้กับพระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่าสารถีผู้ฝึกนรชนว่า
อิทํ เม อาสนํ วีร ปญฺญตฺตํ ตวนุจฺฉวํ
หาสยนฺโต มม จิตฺตํ นิสีท กุสุมาสเน.
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร อาสนะนี้สมควรแก่พระองค์ ข้าพระองค์จัดถวายไว้แล้ว ขอพระองค์เมื่อจะทำจิตของข้าพระองค์ให้ร่าเริง โปรดประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้เถิด
นิสีทิ ตตฺถ ภควา อสมฺภีโตว เกสรี
สตฺตรตฺตินฺทิวํ พุทฺโธ ปวเร กุสุมาสเน.
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นดุจพญาไกรสร ผู้ไม่ครั่นคร้าม ประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้อันประเสริฐนั้นตลอด ๗ คืน ๗ วัน
นมสฺสมาโน อฏฺฐาสึ สตฺตรตฺตินฺทิวํ อหํ
วุฏฺฐหิตฺวา สมาธิมฺหา สตฺถา โลเก อนุตฺตโร
มม กมฺมํ ปกิตฺเตนฺโต อิทํ วจนมพฺรวิ.
ข้าพเจ้าได้ยืนนมัสการพระองค์อยู่ตลอด ๗ คืน ๗ วัน พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก เสด็จออกจากสมาธิแล้ว เมื่อจะทรงพยากรณ์กรรมของข้าพเจ้าได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า
ภาเวหิ พุทฺธานุสฺสตึ ภาวนานํ อนุตฺตรํ
อิมํ สตึ ภาวยิตฺวา ปูรยิสฺสสิ มานสํ.
บรรดาภาวนาทั้งหลาย เธอจงเจริญพุทธานุสสติที่ยอดเยี่ยม ครั้นเจริญพุทธานุสสตินี้แล้ว จักทำใจให้บริบูรณ์ได้
ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสสิ
อสีติกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสสิ
สหสฺสกฺขตฺตุํ จกฺกวตฺตี ราชา รฏฺเฐ ภวิสฺสสิ.
เธอจักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป จักเป็นจอมเทพ ครองเทวสมบัติ ๘๐ ชาติ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในแว่นแคว้น ๑,๐๐๐ ชาติ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขิยํ
อนุโภสฺสสิ ตํ สพฺพํ พุทฺธานุสฺสติยา ผลํ.
จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน จักได้เสวยสมบัตินั้นทั้งหมด นี้เป็นผลแห่งการเจริญพุทธานุสสติ
ภวาภเว สํสรนฺโต มหาโภคํ ลภิสฺสสิ
โภเค <384> เต โอนตา นตฺถิ พุทฺธานุสฺสติยา ผลํ.
เธอเมื่อเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ จักได้โภคสมบัติเป็นอันมาก ความพร่องในโภคะของท่านจะไม่มี นี้เป็นผลแห่งการเจริญพุทธานุสสติ
กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ.
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
อสีติโกฏึ ฉฑฺเฑตฺวา ทาสกมฺมกเร พหู
โคตมสฺส ภควโต สาสเน ปพฺพชิสฺสสิ.
เธอจักสละทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิ รวมทั้งทาสและกรรมกรจำนวนมากแล้ว บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม
อาราธยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ
สุภูติ นาม นาเมน เหสฺสสิ สตฺถุสาวโก.
ท่านจักให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมศากยะ ผู้ประเสริฐ ทรงพอพระทัยแล้ว เป็นสาวกมีนามว่าสุภูติ ของพระศาสดา
ภิกฺขุสํเฆ นิสีทิตฺวา ทกฺขิเณยฺยคุณมฺหิ <385> ตํ
ตถารณวิหาเร จ ทฺวีสุ อคฺคํ <386> ฐเปสฺสติ.
พระศาสดาพระนามว่าโคดม ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว จักทรงแต่งตั้งท่านว่าเป็นผู้เลิศใน ๒ ตำแหน่ง คือในพระทักขิไณยบุคคลผู้มีคุณ และในความเป็นผู้มีธรรมเครื่องอยู่ซึ่งไม่มีข้าศึก
อิทํ วตฺวาน สมฺพุทฺโธ ชลชุตฺตมนายโก
นภํ อพฺภุคฺคมิ ธีโร หํสราชาว อมฺพเร.
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นผู้นำซึ่งรุ่งเรืองสูงสุด ผู้เป็นนักปราชญ์ ครั้นตรัสดังนี้แล้ว ได้เสด็จเหาะขึ้นไปยังนภากาศดุจพญาหงส์ในท้องฟ้า ฉะนั้น
สาสิโต โลกนาเถน นมสฺสิตฺวา ตถาคตํ
สทา ภาเวสึ <387> มุทิโต พุทฺธานุสฺสติมุตฺตมํ.
ข้าพเจ้าซึ่งพระผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ทรงพร่ำสอนแล้ว นอบน้อมพระตถาคตแล้วมีจิตเบิกบาน เจริญพุทธานุสสติอันยอดเยี่ยมทุกเมื่อ
เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ
ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคจฺฉหํ.
ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตนาไว้มั่น ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้วได้ไปเกิดยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
อสีติกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ อการยึ
สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺตี อสงฺขยํ
ข้าพเจ้าได้เป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๘๐ ชาติ และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสํขิยํ
อนุโภมิ สุสมฺปตฺตึ พุทฺธานุสฺสติยา ผลํ.
ข้าพเจ้าได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน ข้าพเจ้าได้เสวยสมบัติอย่างดีนับไม่ถ้วน นี้เป็นผลแห่งการเจริญพุทธานุสสติ
ภวาภเว สํสรนฺโต มหาโภคํ ลภามหํ
โภเค เม โอนตา นตฺถิ พุทฺธานุสฺสติยา ผลํ.
ข้าพเจ้าเมื่อเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ จะได้โภคสมบัติเป็นอันมาก ความบกพร่องในโภคะของข้าพเจ้าไม่มีเลย นี้เป็นผลแห่งการเจริญพุทธานุสสติ
สตสหสฺสิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธานุสฺสติยา ผลํ.
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ทำกรรมไว้ในครั้งนั้น
จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการเจริญพุทธานุสสติ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิ จ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ.
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สุภูติ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ.
สุภูติตฺเถรสฺส อปทานํ ปฐมํ สมตฺตํ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แลได้ทราบว่า ท่านพระสุภูติเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
สุภูติเถราปทานที่ ๑ จบ
End of ๑. สุภูติเถราปทาน (๒๑)