พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · สุภูติวรรค
๑. สุภูติเถราปทาน (๒๑) เล่ม ๓๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในสุภูติวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ตติโย สุภูติวคฺโค
ปฐมํ สุภูติตฺเถราปทานํ (๒๑)
สุภูติวรรคที่ ๓
สุภูติเถราปทานที่ ๑ (๒๑)
ว่าด้วยผลแห่งการเจริญพุทธานุสสติ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สุภูติวรรค สุภูติเถราปทาน (๒๑) (ฉบับหลวง เล่ม ๓๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๒)
หิมวนฺตสฺส อวิทูเร นิสโภ นาม ปพฺพโต
อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา ฯ
โกสิโย นาม นาเมน ชฏิโล อุคฺคตาปโน
เอกายิโก ๑ อทุติโย วสามิ นิสเภ ตทา ฯ
ผลมูลญฺจ ปณฺณญฺจ น ภุญฺชามิ อหํ ตทา
ปวตฺตญฺจ สุปาตาหํ อุปชีวามิ ตาวเท ฯ
นาหํ โกเปมิ อาชีวํ จชมาโนปิ ชีวิตํ
อาราเธมิ สกํ จิตฺตํ วิวชฺเชมิ อเนสนํ ฯ
ราคูปสํหิตํ จิตฺตํ ยทา อุปฺปชฺชเต มม
สยํว ปจฺจเวกฺขามิ เอกโก ๑ ตํ ทเมมหํ ฯ
รชฺชสิ ๒ รชนีเย จ โทสนีเย จ ทุสฺสเส
มุยฺหเส โมหนีเย จ นิกฺขมสฺสุ วนา ตุวํ ฯ
วิสุทฺธานํ อยํ วาโส นิมฺมลานํ ตปสฺสินํ
มา โข วิสุทฺธํ ทูเสสิ นิกฺขมสฺสุ วนา ตุวํ ฯ
อาคาริโก ภวิตฺวาน ทยา ยุตฺตํ ๓ ลภิสฺสสิ
อุโภปิ มา วิราเธสิ นิกฺขมสฺสุ วนา ตุวํ ฯ
ฉวาลาตํ ยถา กฏฺฐํ น กฺวจิ กิจฺจการกํ
เนว คาเม อรญฺเญ วา น หิ ตํ กฏฺฐสมฺมตํ ฯ
ฉวาลาตูปโม ตฺวํสิ น คิหิ นปิ สญฺญโต
อุภโต มุตฺตโก อชฺช นิกฺขมสฺสุ วนา ตุวํ ฯ
สิยา นุโข ตว เอตํ โก ปชานิ ๔ หิ เต อิทํ
สีฆํ ๕ ธุรํ วหิสิ ๖ เม โกสชฺชพหุลาย จ ฯ
ชิคุจฺฉิสฺสนฺติ ตํ วิญฺญู อสุจึ นาคริโก ยถา
อากฑฺฒิตฺวาน อิสโย โจทยิสฺสนฺติ ตํ สทา ฯ
ตํ วิญฺญู ปวทิสฺสนฺติ สมติกฺกนฺตสาสนํ
สํวาสํ อลภนฺโต หิ กถํ ชีวิหิสี ตุวํ ฯ
ติธปฺปภินฺนํ มาตงฺคํ กุญฺชรํ สฏฺฐิหายนํ
พลินาโค อุปคนฺตฺวา ยูถา นีหรเต คชํ ฯ
ยูถา วินิสฺสโฏ สนฺโต สุขํ สาตํ น วินฺทติ
ทุกฺขิโต วิมโน โหติ ปชฺฌายนฺโต ๑ ปเวธติ ฯ
ตเถว ชฏิลา ตํปิ นีหริสฺสนฺติ ทุมฺมตึ
เตหิ ตฺวํ นิสฺสโฏ สนฺโต สุขํ สาตํ น ลจฺฉสิ ฯ
ทิวา วา ยทิ วา รตฺตึ โสกสลฺลสมปฺปิโต
ทยฺหสิ ปริฬาเหน คโช ยูถาว นิสฺสโฏ ฯ
ชาตรูปํ ยถา กุฏํ เนว ยายติ ๒ กตฺถจิ
ตถา สีลวิหีโน ตฺวํ น ยายิสฺสสิ ๓ กตฺถจิ ฯ
อคาราวสมาโนปิ ๔ กถํ ชีวิหิสี ตุวํ
มตฺติกํ เปตฺติญฺจาปิ นตฺถิ เต นิหิตํ ธนํ ฯ
สกํ กมฺมํ กริตฺวาน คตฺเต เสทํ ปโมจยํ
เอวํ ชีวิหิสี เคเห สาธุ เต ตํ น รุจฺจติ ฯ
เอวาหํ ตตฺถ วาเรมิ สงฺกิเลสคตํ มนํ
นานาธมฺมกถํ กตฺวา ปาปา จิตฺตํ นิวารยึ ฯ
เอวํ เม วิหรนฺตสฺส อปฺปมาทวิหาริโน
ตึสวสฺสสหสฺสานิ ปวเน เม อติกฺกมม ฯ
อปฺปมาเทน ๕ มํ ทิสฺวา อุตฺตมตฺถํ คเวสกํ
ปทุมุตฺตรสมฺพุทฺโธ อาคญฺฉิ มม สนฺติกํ ฯ
ติมฺพรูสกวณฺณาโภ อปฺปเมยฺโย อนูปโม
รูเปนาสทิโส พุทฺโธ อากาเส จงฺกมี ตทา ฯ
สุผุลฺโล สาลราชาว วิชฺชุวพฺภฆนนฺตเร
ญาเณนาสทิโส พุทฺโธ อากาเส จงฺกมี ตทา ฯ
สีหราชาวสมฺภีโต คชราชาว ทปฺปิโต ๑
อภีโต ๒ พฺยคฺฆราชาว อากาเส จงฺกมี ตทา ฯ
สิงฺคินิกฺขสุวณฺณาโภ ขทิรงฺคารสนฺนิโภ
มณิ ยถา โชติรโส อากาเส จงฺกมี ตทา ฯ
วิสุทฺธเกลาสสนฺนิโภ ปุณฺณมาเยว จนฺทิมา
มชฺฌนฺติเกว ๓ สุริโย อากาเส จงฺกมี ตทา ฯ
ทิสฺวา นเภ จงฺกมนฺตํ เอวํ จินฺเตสหํ ตทา
เทโว นุโข อยํ สตฺโต อุทาหุ มนุโช อยํ ฯ
น เม สุโต ว ทิฏฺโฐ วา มหิยา เอทิโส นโร
อปิ มนฺตปทํ อตฺถิ อยํ สตฺถา ภวิสฺสติ ฯ
เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน สกํ จิตฺตํ ปสาทยึ
นานาปุปฺผญฺจ คนฺธญฺจ สนฺนิปาเตสหํ ตทา ฯ
ปุปฺผาสนํ ปญฺญาเปตฺวา สาธุจิตฺตํ มโนรมํ
นรสารถินํ อคฺคํ อิทํ วจนมพฺรวึ ฯญ
อิทํ เม อาสนํ วีร ปญฺญตฺตํ ตวนุจฺฉกํ ๔
หาสยนฺโต มม จิตฺตํ นิสีท กุสุมาสเน ฯ
นิสีทิ ตตฺถ ภควา อสมฺภีโตว เกสรี
สตฺตรตฺตินฺทิวํ พุทฺโธ ปวเร กุสุมาสเน ฯ
นมสฺสมาโน อฏฺฐาสึ สตฺตรตฺตินฺทิวํ อหํ
วุฏฺฐหิตฺวา สมาธิมฺหา สตฺถา โลเก อนุตฺตโร ฯ
มม กมฺมํ ปกิตฺเตนฺโต อิทํ วจนมพฺรวิ
ภาเวหิ พุทฺธานุสฺสตึ ภาวนานํ อนุตฺตรํ ฯ
อิมํ สตึ ภาวยิตฺวา ปูรยิสฺสสิ มานสํ
ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสสิ ฯ
อสีติกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสสิ
สหสฺสกฺขตฺตุํ จกฺกวตฺติ ราชา รฏฺเฐ ภวิสฺสสิ ฯ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ
อนุโภสฺสสิ ตํ สพฺพํ พุทฺธานุสฺสติยา ผลํ ฯ
ภวาภเว สํสรนฺโต มหาโภคํ ลภิสฺสสิ
โภเคหิ ๑ โอนตา นตฺถิ พุทฺธานุสฺสติยา ผลํ ฯ
กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ
อสีติโกฏึ ฉฑฺเฑตฺวา ทาสกมฺมกเร พหู
โคตมสฺส ภควโต สาสเน ปพฺพชิสฺสสิ ฯ
อาราธยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ โคตมํ สากฺยปุงฺควํ
สุภูติ นาม นาเมน เหสฺสสิ ๒ สตฺถุสาวโก ฯ
ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา ทกฺขิเณยฺยคณมฺหิ ๑ ตํ
ตถารณวิหาเร จ ทฺวีสุ อคฺคํ ๒ ฐเปสฺสติ ฯ
อิทํ วตฺวาน สมฺพุทฺโธ ชลชุตฺตมนายโก
นภํ อพฺภุคฺคมิ ธีโร หํสราชาว อมฺพเร ฯ
สาสิโต โลกนาเถน นมสฺสิตฺวา ตถาคตํ
สทา ภาเวสึ ๓ มุทิโต พุทฺธานุสฺสติมุตฺตมํ ฯ
เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ
ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ
อสีติกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ อการยึ
สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ อโหสหํ ฯ
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ
อนุโภมิ สุสมฺปตฺตึ พุทฺธานุสฺสติยา ผลํ ฯ
ภวาภเว สํสรนฺโต มหาโภคํ ลภามหํ
โภเค เม โอนตา นตฺถิ พุทฺธานุสฺสติยา ผลํ ฯ
สตสหสฺสิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธานุสฺสติยา ผลํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สุภูติ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
สุภูติตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. เอกากิโย ฯ ยุ. เอกากิโก ฯ
๑ ม. ยุ. เอกคฺโค ฯ ๒ ม. รชฺชเส ฯ ๓ ม. ปุตฺตํ ฯ ๔ ม. ปชานาติ ฯ
๕ ม. สทฺธาธรุํ ฯ ๖ ยุ. ปาหิสิ ฯ
๑ ยุ. โอชฺฌายนฺโต ปธาวติ ฯ ๒ ม. ฌายติ ฯ ๓ ม. ฌายิสฺสติ ฯ
๔ โป. อนาคารวสมาโนปิ ฯ ๕ ม. ยุ. อปฺปมาทรตํ ฯ
๑ โป. ทมฺปิโต ฯ ๒ ม. ยุ. ลาสิโต ฯ ๓ ยุ. มชฺฌนฺติโก ฯ ๔ ม. ยุ. ตวนุจฺฉวํ ฯ
๑ ม. ยุ. โภเค เต อูนตา นตฺถิ ฯ ๒ โป. ม. เหสฺสติ ฯ
๑ โป. ม. ทกฺขิเณยฺยคุณมฺหิ ตํ ฯ ๒ ม. อคฺเค ฯ ๓ ม. ภาเวมิ ฯ
ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาชื่อนิสภะ เราได้สร้างอาศรมไว้ที่ภูเขานิสภะนั้นอย่างสวยงาม สร้างบรรณศาลาไว้ ในกาลนั้น เราเป็นชฎิลมีนามชื่อว่าโกลิยะ มีเดชรุ่งเรือง ผู้เดียว ไม่มีเพื่อน อยู่ที่ภูเขานิสภะ เวลานั้นเราไม่บริโภคผลไม้ เหง้ามันและใบไม้ ในกาลนั้น เราอาศัยใบไม้เป็นต้นที่เกิดเองและหล่นเองเลี้ยงชีวิต เราย่อมไม่ยังอาชีพให้กำเริบ แม้จะสละชีวิต ย่อมยังจิตของตนให้ยินดี เว้นอเนสนา จิตสัมปยุตด้วยราคะเกิดขึ้นแก่เรา เมื่อใด เมื่อนั้น เราบอกตนเองว่า เราผู้เดียวทรมานจิตนั้น ท่านกำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง
และหลงใหลในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหล จงออกไปเสียจากป่า ที่อยู่นี้เป็นของท่านผู้บริสุทธิ์ ไม่มีมลทิน มีตบะท่านอย่าประทุษร้ายผู้บริสุทธิ์เลย จงออกไปเสียจากป่าเถิด ท่านจักเป็นเจ้าเรือนได้สิ่งที่ควรได้เมื่อใด ท่านอย่ายินดีแม้ทั้งสองอย่างนั้นเลย จงออกไปจากป่าเถิด เปรียบเหมือนฟืนเผาศพ ไม่ใช้ทำกิจอะไรที่ไหนๆ ไม้นั้นเขาไม่ได้สมมติว่า เป็นไม้ในบ้านหรือในป่า ฉันใด ท่านก็เปรียบเหมือนฟืนเผาศพ ฉันนั้น ไม่ใช่คฤหัสถ์ สมณะก็ไม่ใช่ วันนี้ ท่านพ้นจากเพศทั้งสอง จงออกจากป่าไปเสียเถิด ข้อนี้พึงมีแก่ท่านหรือหนอ ใครจะรู้ข้อนี้ของท่าน ใครจะนำธุระของเราไปโดยเร็ว เพราะท่านมากด้วยความเกียจคร้าน
วิญญูชนจักเกลียดท่าน เหมือนชาวเมืองเกลียดของไม่สะอาดฉะนั้น ฤาษีทั้งหลาย จักคร่า ท่านมาโจทท้วง ทุกเมื่อ วิญญูชนจักประกาศท่านว่ามีศาสนาอันก้าวล่วงแล้ว ก็เมื่อไม่ได้สังวาส ท่านจักเป็นอยู่อย่างไรช้างมีกำลัง เข้าไปหาช้างกุญชรตกมัน ๓ ครั้ง เกิดในสกุลช้างมาตังคะมีอายุ ๖๐ ถอยกำลังแล้ว นำ (ขับ) ออกจากโขลง มันถูกขับจากโขลงแล้ว ย่อมไม่ได้ความสุขสำราญ มันเป็นสัตว์มีทุกข์เศร้าใจ ซบเซา หวั่นไหวอยู่ ฉันใด ชฎิลทั้งหลายจักนำ (ขับ) แม้ท่านผู้มีปัญญาทรามออกท่านถูกชฎิลเหล่านั้นขับไล่แล้ว จักไม่ได้ความสุขสำราญ ฉันนั้น ท่านเพรียบพร้อมแล้วด้วยลูกศร คือ ความโศก ทั้งกลางวันและกลางคืน
จักถูกความเร่าร้อนแผดเผา เหมือนช้างถูกขับจากโขลง ฉะนั้น หม้อน้ำทองย่อมไม่ไปในที่ไหนๆ ฉันใด ท่านมีศีลอันเสื่อมแล้ว ก็ฉันนั้น จักไม่ไปในที่ไหนๆ แม้ท่านอยู่ครองเรือน ก็จักเป็นอยู่อย่างไร ทรัพย์อันเป็นของมารดา และแม้ของบิดาที่ฝังไว้ของท่านไม่มี ท่านจักต้องทำการงานของตน จะต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ จักเป็นอยู่ในเรือนอย่างนี้ กรรมที่ดีนั้นท่านไม่ชอบ เราห้ามใจอันหมักหมมด้วยสังกิเลสอย่างนี้ ในที่นั้น เราได้ธรรมกถาต่างๆ ห้ามจิตจากบาปธรรม เมื่อเรามีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างนี้ เวลา ๓ หมื่นปีล่วงเราไป (ผู้อยู่) ในป่าใหญ่ พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงเห็นเราผู้ไม่ประมาท ผู้แสวงหาประโยชน์อันอุดมจึงเสด็จมายังสำนักของเรา
พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีดังสีทองชมพูนุทประมาณมิได้ ไม่มีใครเปรียบ ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูป เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศในเวลานั้น พระพุทธเจ้าไม่มีใครเสมอด้วยพระญาณ เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศในกาลนั้น ดังพระยารังมีดอกบานสะพรั่ง เหมือนสายฟ้าในระหว่างกลีบเมฆ พระองค์เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศในเวลานั้น ดังราชสีห์ผู้ไม่กลัว ดุจพญาช้างร่าเริง เหมือนพญาเสือโคร่งผู้ไม่ครั่นคร้าน พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีดังแท่งทองสิงคี เปรียบด้วยถ่านเพลิงไม้ตะเคียน มีพระรัศมีโชติช่วงดังดวงแก้วมณีเสด็จจงกรมอยู่ในอากาศในกาลนั้น พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีเปรียบดังเขา (แก้วใส) ไกรลาสอันบริสุทธิ์ เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศในเวลานั้น ดังพระจันทร์ในวันเพ็ญ ดุจพระอาทิตย์เวลาเที่ยงเวลานั้น
เราได้เห็นพระองค์เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ จึงคิดอย่างนี้ว่าสัตว์ผู้นั้นเป็นเทวดาหรือว่าเป็นมนุษย์ นระเช่นนี้ เราไม่เคยได้ฟังหรือเห็นในแผ่นดิน บทมนต์จะมีอยู่บ้างกระมัง ผู้นี้จักเป็นพระศาสดา ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว ได้ยังจิตของตนให้เลื่อมใส เรารวบรวมดอกไม้และของหอมต่างๆ ไว้ในเวลานั้น ได้ปูลาดอาสนะดอกไม้อันวิจิตรดีเป็นที่รื่นรมย์ใจแล้วได้กล่าวคำนี้กะพระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่านระผู้เป็นสารถีว่า ข้าแต่พระวีรเจ้า อาสนะอันสมควรแก่พระองค์นี้ ข้าพระองค์จัดไว้ถวายแล้ว ขอได้โปรดทรงยังจิตของข้าพระองค์ให้ร่าเริง ประทับนั่งบนอาสนะดอกโกสุมเถิดพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าไม่ทรงตกพระทัย ดังพญาไกรสร ประทับนั่งบนอาสนะดอกโกสุมอันประเสริฐนั้น ๗ คืน ๗ วัน เราก็ได้นมัสการพระองค์๗ คืน ๗ วัน
พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก เสด็จออกจากสมาธิแล้วเมื่อทรงพยากรณ์กรรมของเรา ได้ตรัสพระดำรัสดังนี้ว่า ท่านจงเจริญพุทธานุสสติอันยอดเยี่ยมกว่าภาวนาทั้งหลาย ท่านเจริญพุทธานุสสตินี้แล้วจักยังใจให้เต็มเปี่ยมได้ จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๘๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่ในแว่นแคว้น ๑๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ จักได้เสวยสมบัตินั้นทั้งหมด นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ)พุทธานุสสติ เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ จักได้โภคสมบัติเป็นอันมาก จะไม่มีความบกพร่องด้วยโภคะ นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ)พุทธานุสสติ ในแสนกัลป
พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดมโดยพระโคตรซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ท่านจักทิ้งทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ทาสและกรรมกรเป็นอันมาก จักบวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม จักยังพระสัมพุทธเจ้าโคดมศากยบุตรผู้ประเสริฐให้ทรงยินดี จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าสุภูติพระศาสดาพระนามว่าโคดม ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว จักทรงตั้งท่านว่าเป็นผู้เลิศใน ๒ ตำแหน่ง คือ ในคณะพระทักขิไณยบุคคล ๑ในการอยู่โดยไม่มีข้าศึก ๑ พระสัมพุทธเจ้าผู้รุ่งเรือง ทรงเป็นนายกสูงสุดเป็นนักปราชญ์ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เสด็จเหาะขึ้นสู่อากาศ ดังพญาหงส์ในอัมพร เราอันพระโลกนาถทรงพร่ำสอนแล้ว
นมัสการพระตถาคต มีจิตเบิกบาน เจริญพระพุทธานุสสติอันอุดมทุกเมื่อ ด้วยกุศลกรรมที่เราทำดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตนาไว้ เราละกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ ได้เป็นจอมเทวดาเสวยทิพยสมบัติ ๘๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณานับมิได้ ได้เสวยสมบัติเป็นอันดี นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสสติเมื่อท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ เราย่อมได้โภคสมบัติเป็นอันมาก เราไม่มีความบกพร่องโภคะเลย นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสสติในแสนกัลปแต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมอันใดไว้ในกาลนั้น ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสสติคุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระสูภูติเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สุภูติเถราปทาน.
จบ ๑. สุภูติเถราปทาน (๒๑)