arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ภัททิยวรรค

๖. กาฬุทายีเถราปทาน เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๓๖ (Royal Thai)6/10 in ภัททิยวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค กาฬุทายีเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

The Mahamakut edition prints the commentary in the same volumes as the canon, so this text includes commentary.

ไทย (มหามกุฏฯ), vol. 72, pp. 368–390

Page 368

คำตั้งแต่เริ่มต้นเรื่องว่า แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ ดังนี้ทั้งหมดมีเนื้อความพอจะรู้ได้โดยง่ายตามแนวพระบาลีนั้นนั่นแล.

จบอรรถกถานันทกเถราปทาน

กาฬุทายีเถราปทานที่ ๖ (๕๔๖)

ว่าด้วยบุพจริยาของพระกาฬุทายีเถระ

[๑๓๖] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ไป

พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีจักษุใน

ธรรมทั้งปวง เป็นผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

พระองค์เป็นครูผู้ประเสริฐกว่าพวกผู้นำ เป็น

พระพิชิตมารผู้เข้าใจสิ่งดีและสิ่งที่ชั่วแจ้งชัด และ

เป็นคนกตัญญูกตเวทีย่อมประกอบสัตว์ทั้งหลาย

เข้าในอุบาย อันเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน

พระองค์ทรงรู้ธรรมทั้งปวง เป็นที่อาศัย

อยู่แห่งความเอ็นดู เป็นที่สั่งสมแห่งอนันตคุณ

ทรงพิจารณาด้วยพระญาณนั้นแล้ว ทรงแสดง

ธรรมอันประเสริฐ

พระองค์เป็นผู้มีความเพียรใหญ่ ผู้มีพระ

ปัญญาไม่มีที่สุด บางครั้ง ทรงแสดงธรรมไพเราะ

ปฏิสังยุตด้วยสัจจะ ๔ แก่หมู่ชนไม่มีที่สุด

Page 369

สัตว์จำนวนแสนได้บรรลุธรรม เพราะ

ได้ฟังธรรมอันประเสริฐ อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลางและงามในที่สุดนั้น

ครั้งนั้น แผ่นดินสั่นสะเทือน เมฆ

กระหึ่ม ทวยเทพ พรหม มนุษย์และอสูร ต่างก็แซ่ซ้องสาธุการว่า

โอ พระศาสดา ประกอบด้วยพระกรุณาโอ พระสัทธรรมเทศนา โอ พระพิชิตมารทรงฉุดหมู่สัตว์ที่จมลงในสมุทรคือภพขึ้นมาแล้ว

เมื่อสัตว์พร้อมทั้งมนุษย์ เทวดาและ

พรหม เกิดความสังเวชเช่นนี้แล้ว พระพิชิตมารได้ทรงสรรเสริญสาวก ผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายทำสกุลให้เลื่อมใส

ครั้งนั้น เราเกิดในสกุลอำมาตย์ในพระ-

นครหังสวดี เป็นผู้นำมาซึ่งความเลื่อมใส น่าดูมีทรัพย์และธัญญาหารเหลือล้น

เราเข้าไปยังพระวิหารหังสาราม ถวายบังคมพระตถาคตพระองค์นั้น ได้สดับธรรมอันไพเราะ และทำสักการะแด่พระผู้คงที่ หมอบลงแทบบาทมูลแล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมุนีผู้มีความเพียรใหญ่ ภิกษุใดในศาสนาของพระ-องค์ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายผู้ทำสกุลให้

Page 370

เลื่อมใส ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นเหมือนภิกษุนั้นในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดเถิด

ครั้งนั้น พระศาสดาผู้ประกอบด้วยพระ-

มหากรุณา เมื่อจะเอาน้ำอมฤตรดเรา ได้ตรัสกะเราว่า ลุกขึ้นเถิดลูก ท่านจะได้ฐานันดรนี้สมมโนรถปรารถนา บุคคลทำสักการะในพระ-พิชิตมารแล้ว จะพึงเป็นผู้ปราศจากผล อย่างไรได้เล่า

ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามี

พระนามว่าโคดม ผู้สมภพในวงศ์พระเจ้า-โอกกากราช เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านจักได้ธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้นเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระ-ศาสดา มีนามว่ากาฬุทายี

ครั้งนั้น เราได้สดับพระพุทธพยากรณ์

แล้ว เป็นผู้เบิกบาน มีจิตประกอบด้วยเมตตาบำรุงพระพิชิตมารซึ่งเป็นผู้นำชั้นพิเศษด้วยปัจจัยทั้งหลาย ตราบเท่าสิ้นชีวิต

เพราะวิบากของกรรมนั้น และเพราะ

ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป

สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

Page 371

ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุล

มหาอำมาตย์ ของพระเจ้าแผ่นดิน พระนามว่าสุทโธทนะ ในพระนครกบิลพัสดุ์อันรื่นรมย์

ครั้งนั้น พระสิทธัตถราชกุมาร ผู้ประ-

เสริฐกว่านรชน ได้ประสูติแล้วที่สวนลุมพินีอันรื่นรมย์ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่โลกทั้งมวล เราก็เกิดในวันเดียวกัน เติบโตมาพร้อมกันกับพระสิทธัตถราชกุมารนั้นแหละ เป็นสหายรักใคร่ชอบใจของกัน คุ้นเคยกัน ฉลาดในทางนิติบัญญัติ

พระสิทธัตถราชกุมารนั้น มีพระชนมายุ

๒๙ พรรษา ได้เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ยับยั้งอยู่ ๖ พรรษา ก็ได้เป็นพระพุทธเจ้าผู้นำชั้นเลิศพระพุทธองค์ทรงชำนะมารพร้อมทั้งเสนามาร ยังอาสวะให้สิ้นไป ข้ามห้วงอรรณพคือภพแล้วเป็นพระพุทธเจ้าในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก

เสด็จไปยังป่าอิสิปตนะ ทรงแนะนำภิกษุ

ปัญจวัคคีย์ ต่อจากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จไป ในที่นั้น ๆ แล้วทรงแนะนำเวไนยสัตว์พระพิชิตมารพระองค์นั้น ทรงแนะนำเวไนยสัตว์ทรงสงเคราะห์มนุษย์พร้อมทั้งทวยเทพ ได้เสด็จไปถึงภูเขาในแคว้นมคธ แล้วประทับอยู่

Page 372

ในคราวครั้งนั้น เราอันพระเจ้าแผ่นดิน

พระนามว่า สุทโธทนะ ทรงส่งไป ได้ไปเฝ้าพระ-ทศพล บวชแล้ว ได้เป็นพระอรหันต์

ครั้งนั้น เราทูลอ้อนวอนพระศาสดา

ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ให้เสด็จไปนครกบิลพัสดุ์ ต่อจากนั้น เราได้ล่วงหน้าไปก่อนกุลใหญ่ ๆ ให้เลื่อมใส

พิชิตมารผู้ประเสริฐกว่าบุรุษ ทรง

พอพระทัยในคุณข้อนั้นของเรา จึงได้ทรงแต่งตั้งเราไว้ว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่ทำสกุลให้เลื่อมใส

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระกาฬุทายีเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบกาฬุทายีเถราปทาน

Page 373

๕๔๖. อรรถกถากาฬุทายีเถราปทาน

พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-

อปทานของท่านพระกาฬุทายีเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นามชิโน ดังนี้.

แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุลในหังสวดีนคร ได้บรรลุนิติภาวะแล้ว ขณะฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา มองเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้ทำสกุลให้เลื่อมใสแล้ว เร่งกระทำบุญกรรมสู่สมไว้เพื่อได้ตำแหน่งนั้น ได้ปรารถนาตำแหน่งนั้นแล้ว. ถึงแม้พระศาสดาก็ได้ทรงพยากรณ์แล้ว. เขาได้บำเพ็ญกุศลกรรมไว้จนตลอดชีวิตแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก

ในวันที่พระโพธิสัตว์ของพวกเราถือปฏิสนธิในพระครรภ์มารดา (เขาก็) จุติจากเทวโลกแล้ว ได้ถือปฏิสนธิในตระกูลอำมาตย์ในกรุงกบิลพัสดุ์นั่นเอง. เขาได้เกิดในวันเดียวกันกับพระโพธิสัตว์ทีเดียว ในวันนั้นนั่นเอง มารดาบิดาให้เขานอนบนที่นอนที่ทำด้วยผ้าเนื้อดีชนิดหนึ่งแล้วพาไปสู่ที่บำรุงของพระโพธิสัตว์ จริงอยู่ ต้นโพธิ์พฤกษ์ มารดาของพระ-ราหุล ขุมทรัพย์ ๔ แห่ง ช้างทรง ม้ากัณฐกะ นายฉันนะ และกาฬุทายีอำมาตย์ รวม ๗ อย่างเหล่านี้ ได้เป็นสหชาติกับพระโพธิสัตว์ เพราะเกิดในวันเดียวกัน. ครั้นถึงวันตั้งชื่อ มารดาบิดาได้ตั้งชื่อเขาว่า อุทายี เพราะเหตุที่เขาเกิดในวันที่ชาวพระนครทั้งสิ้นมีจิตเบิกบาน. แต่กลับปรากฏชื่อว่ากาฬุทายี เพราะเขามีธาตุดำไปหน่อย. เขาเมื่อจะเล่นตามประสาเด็ก ๆก็เล่นกับพระโพธิสัตว์ได้ถึงความเจริญวัยแล้ว.

Page 374

ในกาลต่อมา เมื่อพระโลกนาถเจ้า เสด็จออกสู่พระมหาภิเนษกรมณ์ได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณตามลำดับแล้ว ทรงอาศัยพระนครราชคฤห์ประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐให้เป็นไปแล้ว ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร พระเจ้าสุทโธทนมหาราช ได้ทรงทราบความเป็นไปนั้นแล้ว ทรงส่งอำมาตย์คนหนึ่งซึ่งมีบริวาร ๑,๐๐๐ คนไปด้วยพระดำรัสว่า เธอจงไปนำลูกของเรามาในพระราชวังนี้เถิด. ในเวลาที่พระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนา เขาก็ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ยืนอยู่ที่ท้ายบริษัท ฟังพระธรรมเทศนาแล้ว พร้อมด้วยบริวาร ก็ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.

ลำดับนั้นพระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสกะคนเหล่านั้นว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด. ในบัดดลนั้นเอง ชนทั้งหมดได้ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นเช่นกับพระเถระมีพรรษาตั้ง ๖๐ พรรษา. ตั้งแต่ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ธรรมดาว่าพระอริยะทั้งหลายย่อมเป็นผู้วางตนเป็นกลาง เพราะฉะนั้น ข่าวสารที่พระราชาทรงส่งไปจึงมิได้กราบทูลให้พระทศพลได้ทรงทราบ. พระราชาตรัสว่า เขาไปแล้ว ไม่ยอมกลับมา ไม่ได้รับข่าวสารกันเลย จึงทรงส่งอำมาตย์อีกคนหนึ่งพร้อมด้วยบริวาร ๑,๐๐๐ คนไปอีก. ถึงจะทรงส่งไปอีกคนหนึ่งก็คงปฏิบัติดำเนินตามอำมาตย์นั้นดังนั้น ทรงส่งไปโดยนัยนี้ จึงรวมอำมาตย์ได้ถึง ๙ คน บริวารของอำมาตย์รวมได้ ๙,๐๐๐ คน. ชนทั้งหมดไปแล้วพอบรรลุพระอรหัตแล้ว ก็ได้เป็นผู้นิ่งเฉยเสีย.

ลำดับนั้น พระราชาทรงพระดำริว่า ชนทั้งหลายมีประมาณเท่านี้มิได้กราบทูลคำอะไร ๆ เพื่อการเสด็จมาในพระราชวังนี้แด่พระทศพล เพราะไม่ได้มีความเยื่อใยในเราเลย แต่อุทายีคนนี้แล มีวัยเสมอกันกับพระทศพลเคยเล่นฝุ่นด้วยกัน และมีความเยื่อใยในเราแท้ เราจักส่งอุทายีนี้ไป. ลำดับนั้น พระราชาทรงมีรับสั่งให้เรียกอุทายีนั้นมาแล้ว ตรัสว่า พ่อคุณเอ๋ย พ่อ

Page 375

จงพาบริวาร ๑,๐๐๐ คนไป นิมนต์พระทศพลมาในพระราชวังนี้เถิด ดังนี้แล้ว จึงทรงส่งไปแล้ว. ก็อุทายีนั้น เมื่อจะไปจึงกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่สมมุติเทพ ถ้าหากว่าข้าพระองค์จักได้บวชไซร้ ข้าพระองค์ก็จักนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้ามาในพระราชวังนี้ให้จงได้ ดังนี้แล้ว พระราชาตรัสว่าแม้เจ้าบวชแล้ว จงชี้แจงกะบุตรของเราด้วย ดังนี้แล้ว เขาจึงไปยังพระนครราชคฤห์ ในเวลาที่พระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนา จึงยืนอยู่ที่ท้ายบริษัทฟังธรรมแล้ว พร้อมกับบริวารได้บรรลุพระอรหัต ดำรงอยู่ในความเป็นเอหิภิกษุแล้ว. ท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว คิดว่า รอก่อน เวลานี้ยังมิใช่เวลาที่พระทศพลจะเสด็จไปยังพระนครตระกูลเดิม แต่เมื่อใกล้จะเข้าพรรษาจักเป็นกาลที่ควรเสด็จไปได้ ตามภูมิภาคที่ดารดาษไปด้วยติณชาติอันเขียวชอุ่มตามที่ภูเขาลำเนาไพร ดังนี้ เมื่อรอกาลเวลาอันควรเสด็จไป ถึงใกล้เข้าพรรษาเข้ามา จึงพรรณนาถึงหนทางที่พระศาสดาจะเสด็จไปยังพระนครแห่งราชตระ-กูล. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในเถรคาถาว่า.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ หมู่ไม้

ทั้งหลายมีดอกและใบมีสีแดงดังถ่านเพลิง ผลิต

ผลผลัดใบเก่าร่วงหล่นไป หมู่ไม้เหล่านั้น งดงาม

รุ่งเรืองดั่งเปลวเพลิง ข้าแต่พระองค์ผู้มีความ

เพียรใหญ่ กาลนี้เป็นเวลาสมควรอนุเคราะห์หมู่

พระญาติ

ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า หมู่ไม้ทั้งหลาย

มีดอกบานงามดี น่ารื่นรมย์ใจ ส่งกลิ่นหอม

ฟุ้งตระหลบไปทั่วทิศโดยรอบด้าน ผลัดใบเก่า

ผลดอกออกผล เวลานี้เป็นเวลาสมควรจะหลีก

Page 376

ออกไปจากที่นี้ ขอเชิญพระพิชิตมารเสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์เถิด

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฤดูนี้ก็เป็นฤดูที่

ไม่หนาวนัก ไม่ร้อนนัก เป็นฤดูพอสบาย ทั้งมรรคาก็สะดวก ขอพวกศากยะและโกลิยะทั้งหลาย จงได้เข้าเฝ้าพระองค์ที่แม่น้ำโรหินีอันมีหน้าในภายหลังเถิด

ชาวนาไถนาด้วยความหวังผล หว่านพืช

ด้วยความหวังผล พ่อค้าผู้เที่ยวไปหาทรัพย์ ย่อมไปสู่สมุทรด้วยความหวังทรัพย์ ข้าพระองค์อยู่ในที่นี้ด้วยความหวังทรัพย์ ของความหวังผลอันนั้นจงสำเร็จแก่ข้าพระองค์เถิด

ข้าแต่พระมหามุนี ภาคพื้นมีหญ้าสีเขียว

สด ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป ภิกษาหาได้ง่าย ไม่แร้นแค้น กาลนี้แลเป็นกาลสมควรจะเสด็จไปได้

ชาวนาหว่านพืชบ่อย ๆ ฝนตกบ่อย ๆ

ชาวนาไถนาบ่อย ๆ แว่นแคว้นสมบูรณ์ด้วยธัญญา-หารบ่อย ๆ

พวกยาจกเที่ยวของทานบ่อย ๆ ผู้เป็น

ทานาธิบดี ก็ให้ทานบ่อย ๆ ครั้นให้ทานบ่อย ๆ

แล้ว ย่อมเข้าถึงสวรรค์บ่อย ๆ

บุรุษผู้มีความเพียร มีปัญญากว้างขวาง

เกิดในสกุลใด ย่อมยังสกุลนั้นให้บริสุทธิ์สะอาด

Page 377

คน ข้าพระองค์ย่อมเข้าใจว่า พระองค์เป็นเทพเจ้าประเสริฐกว่าเทพเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงสามารถทำให้สกุลบริสุทธิ์ เพราะพระองค์เกิดแล้วโดยอริยชาติ ได้สัจนามว่าเป็นนักปราชญ์

สมเด็จพระบิดาของพระองค์ผู้แสวงหา

คุณอันยิ่งใหญ่ ทรงพระนามว่าสุทโธทนะ สมเด็จพระนางเจ้ามายาพระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระพุทธมารดา ทรงบริหารพระองค์ผู้เป็น

พระโพธิสัตว์มาด้วยพระครรภ์เสด็จสวรรคตไปบันเทิงอยู่ในไตรทิพย์

สมเด็จพระนางเจ้ามายาเทวีนั้น ครั้น

สวรรคต จุติจากโลกนี้แล้ว ทรงพรั่งพร้อมด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ มีหมู่นางฟ้าห้อมล้อม บันเทิงอยู่ด้วยเบญจกามคุณ

อาตมภาพเป็นบุตรของพระพุทธเจ้าผู้ไม่มี

สิ่งใดจะย่ำยีได้ มีพระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระ-วรกาย ไม่มีผู้จะเปรียบปาน ผู้คงที่ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นโยมบิดาขอโยมบิดาแห่งอาตมภาพ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นพระอัยกาของอาตมภาพโดยธรรม.

มะม่วง ขนุน และมะขวิด ถูกประดับ

ประดาไปด้วยดอกและใบ มีผลอยู่เนืองนิตย์ ยังมีผลเล็กรสอร่อย มีอยู่สองข้างทาง ข้าแต่พระ-ผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้ เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.

Page 378

ผลหว้ามีรสอร่อยหวานเย็น ผลไม้สวรรค์คือรวงผึ้งเหล่านั้น รุ่งเรืองงามทั้งสองข้างทางข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.

หมู่ต้นหญ้า ไม้มะหาด มีสีดุจทองคำ

เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ ผลไม้อันประกอบด้วยน้ำก็มีอยู่เป็นนิตย์ ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.

ต้นกล้วยและกล้วยเล็บมือนาง ต่างก็มี

ผลสุกงอมห้อยย้อยอยู่สองข้างทาง ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.

ต้นไม้มีผลหวานอร่อยเป็นนิตย์ ต้น

หางนกยูงดูเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ ต้นไม้ที่มีผลเล็กก็มีอยู่เป็นนิตย์ ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.

ต้นเต่าร้างมีผลสุก มีลำต้นคล้ายสีเงิน

โชติช่วง ต้นไม้เล็กซึ่งดารดาษไปด้วยผลสุก มีรสอร่อย จะได้เสวยผลไม้เหล่านั้น ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.

ต้นมะเดื่อมีสีคล้ายสีอรุณ มีผลอร่อยดี

ทุกเมื่อ มีผลห้อยย้อยอยู่สองข้างทาง ข้าแต่พระทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.

Page 379

ต้นไม้ที่มีผลนานาชนิดมากมายเหล่านั้น

เป็นเช่นนี้ ห้อยย้อยอยู่ในที่ทั้งสองข้างทางข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.

ดอกจำปา ดอกช้างน้าว มีกลิ่นหอม

ยามเมื่อลมรำเพยพัด ที่ยอดที่ดอกสะพรั่ง งามรุ่งเรือง ได้บูชาแล้วด้วยกลิ่นอันหอมชื่น มีความเอื้อเฟื้อ นอบน้อมแล้ว ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.

ดอกบุนนาค ดอกบุนนาคบนเขา ก็เบ่ง

บาน ลำต้นอันมั่นคง มีดอกงามสะพรั่งรุ่งเรืองได้บูชาแล้วด้วยกลิ่นอันหอมหวล เอื้อเฟื้อ มีปลายยอดน้อมลง ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.

ดอกอโศก และดอกปาริชาต อันประ-

เสริฐสร้างเสริมความโสมนัสใจ กรรณิการ์กิ่งก้านเกี่ยวพันมีดอกหอม ประดับพื้นที่ด้วยสีเงินเอื้อเฟื้อ มีปลายยอดน้อมลง ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้ เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.

ต้นกรรณิการ์ ผลิดอกบานเป็นนิตย์

รุ่งโรจน์ด้วยแสงทอง มีดอกหอมคล้ายดอกไม้ทิพย์ฟุ้งขจรไป ดูงดงามไปทั่วทุกทิศ มีความ

Page 380

เอื้อเฟื้อ น้อมกิ่งลง ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.

ดอกการะเกด ดอกลำเจียก มีใบงาม

สมบูรณ์ด้วยกลิ่น มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป หอมไปทั่วทุกทิศ มีความเอื้อเฟื้อ น้อมกิ่งลงบูชา ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.

ดอกมัลลิกา ดอกมะลิวัลย์ มีกลิ่นหอม

มีดอกเล็ก ส่งกลิ่นหอมไปทั่วทุกทิศ งดงามในระหว่างสองข้างทาง มีความเอื้อเฟื้อ น้อมกิ่งลงเพื่อพระองค์ ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.

ดอกไม้ใกล้ฝั่งแม่น้ำสินธุ มีกลิ่นหอม

ฟุ้ง น้อมลงบูชาทั่วทุกทิศ งดงามในระหว่างสองฟากทาง มีความเอื้อเฟื้อน้อมกิ่งลง มีปลายอ่อนน้อมลง ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.

สิงห์และราชสีห์ สัตว์ ๔ เท้าอาศัยตั้งมั่น

มิคราชผู้ไม่สะดุ้งกลัวถึงความเป็นสัตว์แกล้วกล้าย่อมพากันบูชาด้วยการบันลือสีหนาท มีความเอื้อเฟื้อแด่พระองค์ ครอบงำหมู่เนื้อ ไล่ออกไปจากสองข้างทาง ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.

Page 381

เสือโคร่ง น่าสินธพ พังพอน ซึ่งมี

รูปร่างงดงามมีความสะดุ้งกลัว เหมือนโลดแล่นไปในอากาศ ไม่มีความกลัวอะไร ๆ ด้วยเหตุบางอย่าง สัตว์เหล่านั้นมีความเอื้อเฟื้ออ่อนน้อมต่อพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ ดังนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.

ช้างตระกูลฉัททันต์ ตกมันแล้ว ๓ ครั้งมีรูปร่างดี มีเสียงไพเราะ งดงาม มีองค์อันตั้งมั่นน้อมลงเพื่อพระองค์ ส่งเสียงร้องบันลือในสองข้างทาง มีความเอื้อเฟื้อ ร่าเริงอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จได้.

มิคะ หมู อีเก้ง มีอวัยวะงดงาม งดงาม

ด้วยเส้นคาดเป็นทางลงมีรูปดีสำรวมตัว ขับกล่อมในระหว่างสองข้างทาง ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.

กวางโคกัณณา กวางสรภาและกวางรุร

ซึ่งมีเขาตรงและโค้ง มีรูปดี มีร่างกายสมบูรณ์ซึ่งกำลังพากันหยุดพักอยู่ในคราวนั้น ผู้ต้องการจะคบหากับพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.

เสือเหลือง หมี และเสือดาว ซึ่งตะปบ

กินสัตว์ทุกเมื่อ บัดนี้สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ได้

Page 382

ศึกษาดีแล้ว มีความมั่นคงต่อพระองค์ด้วยเมตตาเป็นผู้ต้องการจะคบหาเฉพาะพระองค์มาเป็นเวลานาน ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.

กระต่าย สุนัขจิ้งจอก พังพอน และ

กระรอก กระแตเป็นจำนวนมาก ไม่มีความสะดุ้งกล้าหาญ พากันขับร้องเพื่อพระองค์อย่างเดียวข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.

หมู่นกยูงเหล่านั้น มีคอสีเขียว มีหงอน

งาม มีปีกสวย มีกำหางงาม ร้องไพเราะงดงามคล้ายกับแก้วไพฑูรย์และแก้วมณี ย่อมพากันเปล่งเสียงร้องบูชาพระองค์อยู่ บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นชนกแล้ว.

หมู่หงส์ทองอันงดงาม เป็นหงส์ที่บินไว

ไปในอากาศ หงส์เหล่านั้นทั้งหมด ทั้งถิ่นแล้วอาศัยอยู่ พากันขวนขวายในการที่จะได้เห็นพระ-ชินเจ้า ย่อมส่งเสียงร้องด้วยเสียงอันไพเราะ บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว.

หมู่หงส์ หมู่นกกระเรียน พากันร้องเสียงไพเราะ หมู่นกจากพราก ก็เที่ยวไปในน้ำ หมู่นกกระยาง หมู่นกตะกรุมอันงดงามน่าพอใจ หมู่

Page 383

กาน้ำ หมู่ไก่ฟ้าเหล่นั้นพากันมีความเอื้อเฟื้อร้องเสียงอันไพเราะ บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว.

หมู่นกสาลิกา หมู่นกแก้ว มีรูปงามวิจิตรมีเสียงไพเราะ พากันส่งเสียงร้องบนยอดไม้ส่งเสียงร้องทั้งสองข้างทาง บัดนี้เป็นเวลาที่พระ-องค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว.

นกดุเหว่า ซึ่งล้วนแต่สวยวิจิตร มี

สำเนียงเสียงไพเราะ ประเสริฐ เป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ปวงชน มีความกล้าหาญ ในการเป็นมิตรร่วมกันเป็นต้น กำลังพากันบูชาอยู่ด้วยเสียง บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว.

พวกลูกช้าง นกเขา นกกระเด็น มีอยู่บริบูรณ์ในป่าทุกเมื่อ พากันขับกล่อม มีความ

สามัคคีซึ่งกันและกัน ขับร้องด้วยเสียงอันไพเราะบัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว.

หมู่นกกระทา นกกระเต็น มีเสียงอัน

ไพเราะ ไก่ป่าก็มีเสียงเพราะ น่ารื่นรมย์ใจ บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว.

มีสถานที่อันมั่นคง งดงามน่ารื่นรมย์

ดารดาษไปด้วยทรายสีขาว มีสระน้ำอันบริบูรณ์ด้วยน้ำสะอาด สวยงามทุกเมื่อ ทุกชีวิตพากัน

Page 384

อาบและดื่มกินในสระน้ำนั้น บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นหมู่พระญาติแล้ว.

จรเข้แหวกว่ายไปมาเกลื่อนกล่น ปลาสร้อยปลาเค้า ปลาตะเพียนแดง ปลา และเต่า แหวก-ว่ายไปมาในสระที่มีน้ำเย็นสะอาด ซึ่งเป็นที่อาบและดื่มกินของทุกชีวิต บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระญาติแล้ว.

มีสระน้ำงดงาม ดารดาษไปด้วยดอก

อุบลสีเขียว และดอกอุบลสีแดง ดารดาษไปด้วยดอกโกมุท มากมายหลายชนิดในสระน้ำนั้น มีน้ำเย็นสะอาด บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระญาติแล้ว.

สระน้ำนั้นดารดาษด้วยดอกบุณฑริก มาก

ด้วยดอกปทุม สวยงามทั้งสองข้างทาง ในที่นั้น ๆ ได้มีสระโบกขรณีอื่น ๆ อีก ซึ่งเป็นที่ชนทั้งหลายสรงสนานในสระนั้น บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระญาติแล้ว.

มีสถานที่อันตั้งมั่น น่ารื่นรมย์ใจ เกลื่อนกล่นไปด้วยเม็ดทรายสีขาว มีแม่น้ำอันสวยงดงามสมบูรณ์เปี่ยมด้วยน้ำเย็นและมีห้วงน้ำกว้างใหญ่มีน้ำไหลทั้งสองข้างทาง บัดนี้เป็นเวลาที่พระ-องค์จะได้เห็นพระญาติแล้ว.

Page 385

ในสองข้างทาง มีบ้านและนิคมตั้งเรียง

ราย ประชาชนทั้งหลายมีศรัทธาเลื่อมใส นับถือ

พระรัตนตรัย พวกเขามีความดำริอันเต็มเปี่ยม

บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระญาติแล้ว.

พวกเทวดาและพวกมนุษย์ทั้งสอง ในถิ่น

ที่นั้น ๆ ต่างก็พากันบูชาพระองค์ด้วยระเบียบของ

หอม บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระ-

ญาติแล้ว.

พระเถระได้พรรณนาถึงความงดงามแห่งหนทางเสด็จไปแด่พระศาสดาด้วยคาถาประมาน ๖๐ คาถาอย่างนี้แล้ว.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า กาฬุทายีปรารถนาจะให้เราไป เราจักทำความดำริของเธอให้บริบูรณ์ ดังนี้แล้วทรงเห็นว่าในการไปในที่นั้น ประชาชนเป็นจำนวนมากจะได้บรรลุคุณวิเศษ ทรงมีพระ-ขีณาสพ ๒ หมื่นในรูปแวดล้อม เสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ทรงเสวยผลาผลมีประการดังได้กล่าวแล้ว ด้วยอำนาจการเสด็จไปโดยไม่รีบด่วน หมู่แห่งสัตว์๒ เท้าและ ๔ เท้าเป็นต้นพากันบูชาด้วยเครื่องบูชา ได้ทรงรับกลิ่นหอมแห่งดอกไม้มีประการดังได้กล่าวแล้ว ทรงกระทำการสงเคราะห์แก่ชาวบ้านและชาวนิคมเสด็จถึงหนทางไปกรุงกบิลพัสดุ์แล้ว. พระเถระไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ด้วยฤทธิ์ยืนกลางอากาศข้างหน้าพระราชา พระราชาได้เห็นเพศที่ยังไม่เคยเห็นจึงตรัสถามว่า ท่านเป็นใครกัน ? พระเถระเมื่อจะกล่าวว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงรู้จักลูกอำมาตย์ ผู้ถูกพระองค์ส่งไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วไซร้ ก็จงรู้จักอย่างนั้นเถิด ดังนี้จึงกล่าวคาถาว่า:-

Page 386

อาตมภาพเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า ผู้ไม่

มีสิ่งใดจะย่ำยีได้ มีพระรัศมีแผ่ซ่านออกจาก

พระวรกาย ไม่มีผู้ที่จะเปรียบปานได้ ผู้คงที่

ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นพระบิดาของ

บิดาแห่งอาตมภาพ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์

เป็นพระไอยกาของอาตมภาพโดยทางธรรม ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺสฺส ปุตฺโตมหิ ความว่า อาตมภาพเป็นพระโอรส เพราะเกิดจากความพยายามให้เกิดในพระอุระ และจากพระธรรมเทศนาของพระสัมพัญญูพุทธเจ้า. บทว่า อสยฺหสาหิโน ความว่าตั้งแต่ในกาลที่ได้บรรลุพระสัมโพธิญาณแล้วไป เป็นผู้ที่มีพระโพธิสมภารทั้งสิ้น ใคร ๆ จะย่ำยีไม่ได้ เพราะคนเหล่าอื่นไม่สามารถจะข่มขี่พระมหา-โพธิสัตว์ได้ และเป็นผู้มากไปด้วยพระมหากรุณา มีความอดทน เพราะคนเหล่าอื่นแม้ที่อื่นยิ่งไปกว่านั้นก็ยังไม่สามารถเพื่อที่จะข่มขี่ครอบงำได้ ทรงข่มขี่ครอบงำมารทั้ง ๕ ที่คนอื่นย่ำยีไม่ได้ ทรงอดทนต่อพุทธกิจที่คนพวกอื่นจะอดทนย่ำยีไม่ได้ กล่าวคือทรงพร่ำสอนทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ สัมปรายิ-กัตถประโยชน์ และปรมัตถประโยชน์ แก่ปวงเวไนยสัตว์ผู้สมควร ซึ่งมีอาสัย อนุสัย จริต และอธิมุตติที่จะหยั่งรู้เบื้องต้นและคุณส่วนพิเศษได้หรือเป็นผู้ไมมีสิ่งใดจะย่ำยีได้ เพราะทรงมีปกติกระทำคุณงามความดีไว้ในที่นั้น ๆ.

บทว่า องฺคีรสสฺส ได้แก่ ผู้มีสมบัติเช่นศีลที่ทรงทำเป็นส่วน ๆ. อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า พระองค์ผู้มีพระโอภาสแผ่ไปจากส่วนต่าง ๆ. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระนามทั้งสองเหล่านั้นคือ อังคีรส และสิทธัตถะ ที่พระบิดาเท่านั้นทรงถือเอาแล้ว. บทว่า อปฺปฏิมสฺส ความว่า ไม่มีผู้จะเปรียบปานได้

Page 387

เป็นผู้คงที่ เพราะสมบูรณ์ด้วยพระลักษณะแห่งความเป็นผู้คงที่ ในอารมณ์ที่น่าปรารถนาเป็นต้น. บทว่า ปีตุปิตา มยฺหํ ตุวํสิ ความว่า พระองค์เป็นพระบิดาโดยโลกโวหารของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระบิดาของอาตมภาพโดยอริยชาติ. พระเถระเรียกพระราชาโดยพระวงศ์ว่าสักกะ. บทว่า ธมฺเมนได้แก่ สภาวสโมธานที่มีเองโดยทั้ง ๒ ชาติ คืออริยชาติและโลกิยชาติโดยสภาพ. พระเถระเรียกพระราชาโดยพระโคตรว่า โคตมะ บทว่า อยฺยโกสิได้แก่ ได้เป็นพระปิตามหะ (ปู่) และพระเถระเมื่อกล่าวคำเป็นต้นว่า พุทฺธสฺสปุตฺโตมฺหิ ดังนี้ ในคาถานั้น ก็ได้พยากรณ์พระอรหัตผลไว้แล้ว.

ก็พระเถระได้ให้พระราชารู้จักคนอย่างนั้นแล้ว พระราชาทรงร่าเริงยินดี นิมนต์ให้นั่งบนบัลลังก์ที่สมควรแล้ว ทรงบรรจุบาตรให้เต็มด้วยโภชนะอันมีรสเลิศนานาชนิด ที่ราชบุรุษตระเตรียมไว้เพื่อพระองค์ เมื่อพระราชาทรงถวายบาตรแล้ว พระเถระก็แสดงอาการที่จะไป เมื่อพระราชาตรัสว่าเพราะเหตุไรท่านจึงประสงค์จะไปเสียเล่า นิมนต์ฉันภัตรก่อน. พระเถระทูลว่าไปเฝ้าพระศาสดา แล้วจึงจักฉันภัตร. พระราชาตรัสถามว่าพระศาสดาอยู่ที่ไหนเล่า. พระเถระทูลว่า พระศาสดาทรงมีภิกษุสองหมื่นเป็นบริวาร กำลังดำเนินมาตามทางเพื่อต้องการพบพระองค์แล้ว. พระราชาตรัสว่า ท่านจงฉันบิณฑบาตนี้เถิด จงนำบิณฑบาตอื่นไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า. เวลาที่บุตรของเราถึงพระนครนี้ ท่านจึงค่อยนำบิณฑบาตจากที่นี้เท่านั้นไปถวาย.

พระเถระทำภัตรกิจเสร็จแล้ว แสดงธรรมโปรดพระราชาและบริษัท เพราะมาถึงยังพระราชนิเวศน์ก่อนกว่าพระศาสดา จึงกระทำให้หมู่ชนเลื่อมใสยิ่ง ในคุณของพระรัตนตรัย เมื่อคนทั้งหมดกำลังแลดูอยู่นั้นแหละ ได้ปล่อยบาตรที่เต็มด้วยภัตรที่ต้องนำไปเพื่อพระศาสดาไปในกลางอากาศ แม้ตนเองก็เหาะขึ้นสู่

Page 388

เวหาส น้อมเอาบิณฑบาตไปวางไว้ในพระหัตถ์พระศาสดา. แม้พระศาสดาก็ได้เสวยบิณฑบาตนั้นแล้ว. เมื่อเดินทางไปวันละโยชน์ตลอดหนทาง ๖๐โยชน์อย่างนี้ พระเถระได้นำเอาภัตรจากพระราชวังไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปถึงพระนครกบิลพัสดุ์แล้ว วันรุ่งขึ้นเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตในถนนหลวง. พระเจ้าสุทโธทนมหาราชได้สดับถึงข่าวนั้นแล้ว เสด็จไปในที่นั้นตรัสว่า อย่าสำคัญถึงสิ่งที่พึงกระทำอย่างนี้เลย สิ่งนี้มิใช่ประเพณีแห่งพระราชวงศ์เลย. พระศาสดาตรัสว่า มหาราชเจ้า นี้เป็นวงศ์ของพระองค์ แต่การกระทำเช่นนี้เป็นพุทธวงศ์ของพวกเรา แล้วแสดงธรรมว่า:-

บรรพชิตไม่พึงประมาทในก้อนข้าว อัน

ตนพึงลุกขึ้นยืนรับ บุคคลพึงประพฤติธรรมให้

สุจริต ผู้มีปกติประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขใน

โลกนี้และโลกหน้า บุคคลพึงประพฤติธรรมให้

สุจริต ไม่พึงประพฤติธรรมนั้นให้ทุจริต ผู้มีปกติ

ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขในโลกนี้และโลก

หน้า ดังนี้.

พระราชาทรงดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. แต่นั้นพระราชา ก็ทรงนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้เสวยและบริโภคในภาชนะที่พระองค์ตบแต่งไว้แล้วในพระราชมนเทียรของพระองค์ ในที่สุดแห่งการบริโภคทรงสดับธัมมปาลชาดกแล้ว พร้อมด้วยบริษัทได้ทรงดำรงอยู่ในอนาคามิผล.

กาลต่อมาบรรทมอยู่ ณ ภายใต้มหาเศวตฉัตรนั่นแหละทรงบรรลุพระอรหัตปรินิพพานแล้ว.

Page 389

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปยังปราสาทของพระนางพิมพา-เทวี พระมารดาของพระราหุลกุมาร ทรงแสดงธรรมแก่พระนาง ทรงบรรเทาความเศร้าโศกแล้ว ทรงทำให้พระนางได้เกิดความเลื่อมใสด้วยเทศนาคือจันทกินนรีชาดกแล้ว ได้เสด็จไปยังนิโครธาราม. ครั้งนั้นพระนางพิมพาเทวี ได้ตรัสกะพระราหุลกุมารผู้พระราชโอรสว่า พ่อจงไปขอทรัพย์ที่มีอยู่ของพระบิดาของพ่อเถิด. พระกุมารทูลว่า ข้าแต่พระสมณะขอพระองค์จงพระราชทานสมบัติแก่หม่อมฉันเถิด แล้วติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไปพลางกราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณะพระองค์เป็นร่มเงาที่สุขสบายของหม่อมฉันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำพระราหุลกุมารนั้น ไปยังนิโครธารามแล้วตรัสว่าเธอจงรับเอาทรัพย์สมบัติคือโลกุตธรรมเถิด แล้วทรงให้บรรพชา. ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประทับนั่ง ณ ท่ามกลางหมู่พระอริยสงฆ์ ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งที่เลิศว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาพวกภิกษุผู้สาวกที่ทำตระกูลให้เลื่อมใสของเราแล้ว กาฬุทายีนับว่าเป็นเลิศกว่าเขาทั้งหมด.

พระเถระได้รับตำแหน่งเอตทัคคะนั้นแล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนได้เคยประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงได้กล่าวคาถาเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้.

ในคาถานั้น ข้าพเจ้าจักพรรณนาแต่เฉพาะบทที่ยากเท่านั้น.

บทว่า คุณาคุณวิทู มีความหมายว่า คุณและสิ่งมิใช่คุณ ชื่อว่าคุณาคุสะ คือคุณและโทษ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า คุณาคุณวิทู เพราะย่อมรู้จักชัดซึ่งกุศลกรรมและอกุศลกรรมนั้น . บทว่า กตญฺญู ความว่า ชื่อว่า กตัญญูเพราะรู้คุณที่คนเหล่าอื่นกระทำแล้ว, ชื่อว่า กตัญญู เพราะสามารถเพื่อจะให้แม้ราชสมบัติ แก่ผู้กระทำอุปการะด้วยการให้ภัตรเป็นต้นแม้ตลอดวันหนึ่งได้.

Page 390

บทว่า กตเวที ความว่า ชื่อว่า กตเวที เพราะย่อมได้ ย่อมเสวยคือย่อมรับเฉพาะซึ่งอุปการะที่เขาทำแล้ว. บทว่า ติตฺเถ โยเชติ ปาณิเน ความว่า ย่อมประกอบ คือย่อมประกอบพร้อมสรรพ ได้แก่ ย่อมให้สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่เฉพาะในหนทางแห่งกุศลธรรมคือมรรค อันเป็นอุบายให้เข้าถึงพระนิพพานได้ด้วยการแสดงธรรม. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. เนื้อความแห่งคาถาอันพรรณนาถึงหนทางเสด็จข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในเถรคาถานั้นนั่นแล.

อรรถกถากาฬุทายีเถราปทาน

อภยเถราปทานที่ ๗ (๕๔๗)

ว่าด้วยบุพจริยาของพระอภยเถระ

[๑๓๗] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระ-

พิชิตมารผู้รู้จบธรรมทั้งปวง เป็นพระผู้นำ พระ-

นามว่าปทุมตตระได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระตถาคต-

เจ้า ยังบุคคลบางพวกให้ตั้งอยู่ในสรณคมน์ ยัง

บุคคลบางพวกให้ตั้งอยู่ในศีล คือ กุศลกรรมบถ

๑๐ อันอุดม

พระธีรเจ้าพระองค์นั้น ทรงประทาน

สามัญผลอันอุดมแก่บุคคลบางคน ทรงประทาน

สมาบัติ ๘ และวิชา ๓ แก่บุคคลบางคน

พระโลกนาถผู้สูงสุดกว่านรชนพระองค์

นั้น ทรงประกอบสัตว์บางพวกไว้ในอภิญญา ทรง

ประทานปฏิสัมภิทา ๔ แก่บุคคลบางคน

End of ๖. กาฬุทายีเถราปทาน