arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ปิลินทวรรค

๔. มธุทายกเถราทาน (๓๙๔) เล่ม ๓๒

Text layerBuddha’s wordsItems ๓๙๖ (Royal Thai)4/10 in ปิลินทวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปิลินทวรรค มธุทายกเถราทาน (๓๙๔) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 32, pp. 633–636

Page 633

[๓๒๘] ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราถอนภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่[๓๒๙] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้สรรเสริญพระพุทธเจ้าไว้ ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ[๓๓๐] การที่เราได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าของเรานี้เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราก็ทำเสร็จแล้ว[๓๓๑] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว อาสวะทั้งปวงสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก[๓๓๒] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระสัพพกิตติกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ สัพพกิตติกเถราปทานที่ ๓

๔. มธุทายกเถราปทาน

บุพประวัติของพระมธุทายกเถระ

ว่าด้วยอานิสงส์การถวายนํ้าผึ้งและลาดหญ้า

(ท่านพระมธุทายกเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๓๙๖} [๓๓๓] เราได้สร้างอาศรมอย่างสวยงามไว้ใกล้ฝั่งแม่นั้าสินธุ เราสอน คัมภีร์อิติหาสพร้อมทั้งตำราทายลักษณะแก่พวกศิษย์ที่อาศรมนั้น

Page 634

[๓๓๔] ศิษย์เหล่านั้นเป็นผู้ใคร่ธรรม ได้รับการแนะนำดี ต้องการฟังคำสั่งสอนที่ดี ถึงที่สุดในองค์ ๖ ประการ อยู่ใกล้ฝั่งแม่นํ้าสินธุ[๓๓๕] เป็นผู้ฉลาดในเหตุที่มาแห่งอุบาทว์และในลักษณะทั้งหลาย แสวงหาประโยชน์อันสูงสุดอยู่ในป่าใหญ่ในกาลนั้น[๓๓๖] ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ผู้ทรงแนะนำให้วิเศษ จะทรงอนุเคราะห์พวกเราจึง เสด็จเข้ามา[๓๓๗] เราได้เห็นมหาวีรเจ้าพระนามว่าสุเมธะผู้นายกของโลกเสด็จเข้ามา จึงได้เอาหญ้าลาดถวายแด่พระองค์ผู้เป็นพระโลกเชษฐ์[๓๓๘] เรานำนํ้าผึ้งจากป่าใหญ่มาถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระสัมพุทธเจ้าเสวยแล้วได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า[๓๓๙] “ผู้ใดมีความเลื่อมใส ได้ถวายนํ้าผึ้งแก่เราด้วยมือทั้งสองของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังคำเรากล่าว[๓๔๐] ด้วยการถวายนํ้าผึ้งและด้วยการลาดหญ้าถวายนี้ ผู้นั้นจัก รื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป

[๓๔๑] ใน ๓๐,๐๐๐ กัป พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ผู้ทรงสมภพ ในราชวงค์ของพระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก[๓๔๒] ผู้นั้นจักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็น โอรสอันธรรมเนรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักนิพพาน”[๓๔๓] เมื่อเราจากเทวโลกมาในมนุษยโลกนี้ เข้าอยู่ในครรภ์มารดา เมล็ดฝนนํ้าผึ้งได้ตกลงมาปกปิดแผ่นดินด้วยนํ้าผึ้ง

Page 635

[๓๔๔] แม้ในขณะเมื่อเราพอออกจากครรภ์นั้น ฝนนํ้าผึ้งก็ตกให้แก่เรา จนเต็มเปี่ยมตลอดกาลเป็นนิจ

[๓๔๕] เมื่อเราออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว ย่อมได้ข้าวและน้ำ นี้เป็นผลแห่งการถวายนํ้าผึ้ง

[๓๔๖] เราเกิดในเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยกามทั้งปวง บรรลุความสิ้นอาสวะได้เพราะการถวายนํ้าผึ้งนั้นแล

[๓๔๗] เมื่อฝนตกแล้ว หญ้างอกยาว ๔ นิ้ว เมื่อต้นไม้ในที่ที่เพาะ ปลูกออกดอกบานสะพรั่ง เราผู้ไม่มีอาสวะมีความสุขอยู่เป็นนิจ ในเรือนว่างเปล่า ที่มณฑป และโคนไม้[๓๔๘] เราก้าวล่วงภพเหล่าใด ภพเหล่านั้นของเราพึงมีในท่ามกลาง อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้วในวันนี้ บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก[๓๔๙] ใน ๓๐,๐๐๐ กัป (แต่ภัทรกัปนี้) เราได้ถวายทานใดไว้ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายนํ้าผึ้ง[๓๕๐] การที่เราได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าของเรานี้เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราก็ทำเสร็จแล้ว[๓๕๑] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว อาสวะทั้งปวงสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก

[๓๕๒] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล

Page 636

นัยว่า ท่านพระมธุทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ มธุทายกเถราปทานที่ ๔

๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน

บุพประวัติของพระปทุมกูฏาคาริกเถระ

ว่าด้วยผลแห่งการทำพุทธบูชา

(ท่านพระปทุมกูฏาคาริกเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๓๙๗} [๓๕๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปิยทัสสีผู้สยัมภู ผู้ทรงเป็นนายก ของโลก ตรัสรู้แล้วเอง ทรงใคร่ในวิเวก ฉลาดในสมาธิ เป็นมุนี[๓๕๔] พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสีผู้อุดมบุรุษเสด็จไปสู่ไพรสณฑ์ ทรงลาดผ้าบังสุกุลแล้วประทับนั่งอยู่[๓๕๕] ในกาลก่อน เราเป็นพรานเนื้ออยู่ในป่าใหญ่ ในกาลนั้น เรา เที่ยวแสวงหาเนื้อฟานอยู่ในป่านั้น[๓๕๖] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะแล้ว ไม่มีอาสวะ เปรียบ เหมือนต้นพญาสาละที่มีดอกบานสะพรั่ง เหมือนดวงอาทิตย์อุทัย[๓๕๗] ครั้นเห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสีผู้มียศมากแล้ว เรา จึงลงไปยังสระบัวนำเอาดอกปทุมมาในขณะนั้น[๓๕๘] ครั้นนำเอาดอกปทุมอันเป็นที่รื่นรมย์ใจมาแล้ว จึงสร้างเรือน มียอดแล้วมุงบังด้วยดอกปทุม

End of ๔. มธุทายกเถราทาน (๓๙๔)