arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ปิลินทวรรค

๒. เสลเถราปทาน (๓๙๒) เล่ม ๓๒

Text layerBuddha’s wordsItems ๓๙๔ (Royal Thai)2/10 in ปิลินทวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

ทุติยํ เสลตฺเถราปทานํ (๓๙๒)

เสลเถราปทานที่ ๒ (๓๙๒)

ว่าด้วยการประพฤติธรรม

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปิลินทวรรค เสลเถราปทาน (๓๙๒) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

นคเร หํสวติยา วีถิสามิ อโหสหํ

มม ญาตี สมาเนตฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ

พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน ปุญฺญกฺเขตฺโต อนุตฺตโร

อาสิ ๒ โส สพฺพโลกสฺส อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯ

ขตฺติยา เนคมา เจว มหาสาลา จ พฺราหฺมณา

ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

หตฺถาโรหา อนีกตฺถา รถิกา ปตฺติการกา

ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

อุคฺคา จ ราชปุตฺตา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา

ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

อาฬาริกา จ สูทา ๑ จ นฺหาปกา มาลการกา

ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

รชกา เปสการา จ ตุนฺนวายา จ นฺหาปิกา

ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

อุสุการา ภมการา จมฺมการา จ ตจฺฉกา

ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

กมฺมารา โสณฺณการา จ ติปุโลหกรา ตถา

ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

ภตกา เจลกา ๒ เจว ทาสกมฺมกรา พหู

ยถา สเกน ถาเมน ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

อุทหารา กฏฺฐหารา กสิกา ๓ ติณหารกา

ยถา สเกน ถาเมน ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

ปุปฺผิกา มาลิกา เจว ปณฺณิกา ผลหารกา

ยถา สเกน ถาเมน ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

คณิกา กุมฺภทาสี จ ปูวิกา มจฺฉิกาปิจ ๔

ยถา สเกน ถาเมน ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ

เอเต ๑ สพฺเพ สมาคนฺตฺวา คณพนฺธาว ๒ เอกโต

อธิการํ กริสฺสาม ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร ฯ

เต เม สุตฺวาน วจนํ คณํ พนฺธึสุ ตาวเท

อุปฏฺฐานสาลํ สุกตํ ภิกฺขุสงฺฆสฺส การยุํ ฯ

นิฏฺฐาเปตฺวาน ตํ สาลํ อุทคฺโค ตุฏฺฐมานโส

ปเรโต เตหิ สพฺเพหิ สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมึ ฯ

อุปสงฺกมฺม สมฺพุทฺธํ โลกนาถํ นราสภํ

วนฺทิตฺวา สตฺถุโน ปาเท อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ

อิเม ตีณิสตา วีร ปุริสา เอกโต คณา

อุปฏฺฐานสาลํ สุกตํ นิยฺยาเทนฺติ ตว ๓ มุนิ ฯ

ภิกฺขุสงฺฆสฺส ปุรโต สมฺปฏิจฺฉตุ จกฺขุมา

ติณฺณํ สตานํ ปุรโต อิมา คาถา อภาสถ ฯ

ติสตาปิ จ เชฏฺโฐ จ อนุวตฺตึสุ เอกโต

สมฺปตฺตี ๔ หิ กริตฺวาน สพฺเพ อนุภวิสฺสถ ฯ

ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต ๕ สีติภาวมนุตฺตรํ

อชรํ อมรํ ๖ เขมํ นิพฺพานํ ปสฺสยิสฺสถ ๗ ฯ

เอวํ พุทฺโธ วิยากาสิ สพฺพญฺญูตมนุตฺตโร ๘

พุทฺธสฺส วจนํ สุตฺวา โสมนสฺสมฺปเวทยึ ฯ

ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมึ อหํ

เทวาธิโป ปญฺจสตํ เทวรชฺชมการยึ ฯ

สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ อโหสหํ

ปเทสรชฺชํ ๑ วิปุลํ คณนาโต ๒ อสงฺขยํ ฯ

อิธ มานุสเก รชฺเช ๓ ปริสา โหนฺติ พนฺธวา

ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต วาเสฏฺโฐ นาม พฺราหฺมโณ ฯ

อสีติโกฏินิจฺจโย ตสฺส ปุตฺโต อโหสหํ

เสโล อิติ มม นามํ ฉฬงฺเค ปารมึ คโต ฯ

ชงฺฆาวิหารํ วิจรํ สสิสฺเสหิ ปุรกฺขโต

ชฏาภารภริตํปิ ๔ เกนิยํ นาม ตาปสํ ฯ

ปฏิยตฺตาหุตึ ทิสฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ

อาวาโห วา วิวาโห วา ราชา วา เต นิมนฺติโต ฯ

อาหุตึ ยิฏฺฐุกาโมหํ พฺราหฺมเณ เทวสมฺมเต

น นิมนฺเตมิ ราชานํ อาหุติ เม น วิชฺชติ ฯ

น จตฺถิ มยฺหมาวาโห วิวาโห เม น วิชฺชติ

สกฺยานํ นนฺทิชนโน เสฏฺโฐ โลเก สเทวเก ฯ

สพฺพโลกหิตตฺถาสิ ๕ สพฺพสตฺตสุขาวโห

โส เม นิมนฺติโต อชฺช ตสฺเสตํ ปฏิยาทนํ ฯ

ตมฺพรุสกวณฺณาโภ อปฺปเมยฺโย อนูปโม

รูเปนาสทิโส พุทฺโธ สฺวาตนาย นิมนฺติโต ฯ

อุกฺกามุขปหฏฺโฐ ๖ จ ๗ ขทิรงฺคารสนฺนิโภ

วิชฺชูปโม มหาวีโร โส เม นาโถ ๘ นิมนฺติโต ฯ

ปพฺพตคฺเค ยถา อคฺคิ ปุณฺณมาเยว จนฺทิมา

นฬคฺคิวณฺณสงฺกาโส โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

อสมฺภีโต ภยาตีโต ภวนฺตกรโณ มุนิ

สีหูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

กุสโล พุทฺธธมฺเมสุ อปฺปสโยฺห ปเรหิ โส

นาคูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

สทฺธมฺมปารกุสโล พุทฺธนาโค อสาทิโส

อุสภูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

อนนฺตวณฺโณ อมิตยโส วิจิตฺตสพฺพลกฺขโณ

สกฺกูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

วสี คณี ปตาปี จ เตชสี จ ทุราสโท

พฺรหฺมูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

มหคฺคธมฺโม ๑ ทสพโล พลาติพลปารคู ๒

ธรณูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

สีลธีติสมากิณฺโณ ธมฺมวิญฺญาณโขภิโต

อุทธูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

ทุราสโท ทุปฺปสโห อจโล อุคฺคโต พฺรหฺมา ๓

เนรูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

อนนฺตญาโณ อสโม ๔ อตุโล อคฺคตํ คโต

คคนูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

ปนฺนรสมํ ภาณวารํ ฯ

ปติฏฺฐา ภยภีตานํ ตาโณ สรณคามินํ

อสฺสาสโก มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

อาสโย พุทฺธิมนฺตานํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ สุเขสินํ

รตนากโร มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

อสฺสาสโก เทวกโร สามญฺญผลทายโก

เมฆูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

โลเก ๑ สมุสฺสิโต วีโร สพฺพตมวิโนทโน

สุริยูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

อารมฺมณวิมุตฺตีสุ สภาวทสฺสโก มุนิ

จนฺทูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

พุทฺโธ สมุสฺสิโต โลเก ลกฺขเณหิ อลงฺกโต

อปฺปเมยฺโย มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

ยสฺส ญาณํ อปฺปเมยฺยํ สีลํ ยสฺส อนูปมํ

วิมุตฺติ อสทิสา ยสฺส โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

ยสฺส ธีติ อสทิสา ถาโม ยสฺส อจินฺติโย

ยสฺส ปรกฺกโม เสฏฺโฐ โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

ราโค โทโส จ โมโห จ วิสา สพฺเพ สมูหตา

อคทูปโม ๒ มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

กิเลสพฺยาธิ พหุทุกฺขา โอสถีว ๓ วิโนทโก

วิชฺชูปโม ๔ มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ

พุทฺโธติ โฆสํ ๑ วเทสิ โฆโส เม โส สุทุลฺลโภ

พุทฺโธติ ๒ โฆสนํ สุตฺวา ปีติ เม อุปปชฺชถ ฯ

อพฺภนฺตรํ อคณฺหนฺตํ ปีติ เม พหิ นิจฺฉเร

โสหํ ปีติมโน สนฺโต อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ

กหํ นุ โข โส ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ

ตตฺถ คนฺตฺวา นมสฺสิสฺสํ สามญฺญผลทายกํ ฯ

ปคฺคยฺห ทกฺขิณํ พาหุํ เวทชาโต กตญฺชลี

อาจิกฺข ๓ เม ธมฺมราชํ โสกสลฺลวิโนทนํ ฯ

อุเทนฺตํว มหาเมฆํ นีลํ อญฺชนสนฺนิภํ

สาครํ วิย ทิสฺสนฺตํ ปสฺสเสตํ มหาวนํ ฯ

เอตฺถ โส วสเต พุทฺโธ อทนฺตทมโก มุนิ

วินยนฺโต จ เวเนยฺเย โพเธนฺโต โพธิปกฺขิเย ฯ

ปิปาสิโตว อุทกํ โภชนํว ชิคจฺฉโต ๔

คาวี ยถา วจฺฉคิทฺธา เอวาหํ วิจินึ ชินํ ฯ

อาจารอุปจารญฺญู ธมฺมานุจฺฉวิสํวรํ

สิกฺขาเปสึ สเก สิสฺเส คจฺฉนฺเต ๕ ชินสนฺติกํ ฯ

ทุราสทา ภควนฺโต สีหาว เอกจาริโน

ปาเท ปาทํ นิกฺขิปนฺตา อาคจฺเฉยฺยาถ มาณวา ฯ

อาสิวิโส ยถา โฆโร มิคราชาว เกสรี

มตฺโตว กุญฺชโร ทนฺโต ๖ เอวํ พุทฺธา ทุราสทา ฯ

อุกฺกาสิตญฺจ ขิปิตํ อชฺฌุเปกฺขาย มาณวา

ปาเท ปาทํ นิกฺขิปนฺตา อุเปถ พุทฺธสนฺติกํ ฯ

ปฏิสลฺลานครุกา อปฺปสทฺทา ทุราสทา

ทุรูปสงฺกมา พุทฺธา ครู โหนฺติ สเทวเก ฯ

ยมหํ ๑ ปญฺหํ ปุจฺฉามิ ปฏิสมฺโมทยามิ ๒ วา

อปฺปสทฺทา ตทา โหถ มุนีภูตาว ติฏฺฐถ ฯ

ยํ โส เทเสสิ สทฺธมฺมํ ๓ เขมํ นิพฺพานปตฺติยา

ตเมวตฺถํ นิสาเมถ สทฺธมฺมสฺสวนํ สุภํ ฯ

อุปสงฺกมฺม สมฺพุทฺธํ สมฺโมทึ มุนินา อหํ

ตํ กถํ วีติสาเรตฺวา ลกฺขเณ อุปธารยึ ฯ

ลกฺขเณ เทฺว น ทกฺขามิ ๔ ปสฺสามิ ตึสลกฺขเณ

โกโสหิตวตฺถุํ ๕ คุยฺหํ อิทฺธิยา ทสฺสยิ มุนิ ฯ

ชิวฺหํ นินฺนามยิตฺวา จ ๖ กณฺณโสเต จ นาสิเก

ปฏิมสฺส ๗ นลาตนฺตํ เกวลํ ฉาทยิ ชิโน ฯ

ตสฺสาหํ ลกฺขเณ ทิสฺวา ปริปุณฺเณ สพฺยญฺชเน

พุทฺโธติ นิฏฺฐํ คนฺตฺวาน สห สิสฺเสหิ ปพฺพชึ ฯ

สเตหิ ตีหิ สหิโต ปพฺพชึ อนคาริยํ

อฑฺฒมาเส อสมฺปตฺเต สพฺเพ ปตฺตมฺห นิพฺพุตึ ฯ

เอกโต กมฺมํ กตฺวาน ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร

เอกโต สํสริตฺวาน เอกโต วินิวฏฺฏยุํ ฯ

โคปานสิโย ทตฺวาน ปูคธมฺเม วสึ อหํ

เตน กมฺเมน สุกเตน อฏฺฐ เหตู ลภามหํ ฯ

ทิสาสุ ปูชิโต โหมิ โภคา จ อมิตา มม

ปติฏฺฐา โหมิ สพฺเพสํ ตาโส มม น วิชฺชติ ฯ

พฺยาธโย ๑ เม น วิชฺชนฺติ ทีฆายุํ ปาลยามิ จ

สุขุมจฺฉวิโก โหมิ อาวาเส ปตฺติเต วสฺเส ๒ ฯ

อฏฺฐ โคปานสี ทตฺวา ปูคธมฺเม วสึ อหํ

ปฏิสมฺภิทา อรหตฺตญฺจ เอตํ เม อปรฏฺฐมํ ฯ

สพฺพโวสิตโวสาโน กตกิจฺโจ อนาสโว

อฏฺฐโคปานสี นาม ตว ปุตฺโต มหามุนิ

ปญฺจ ถมฺภานิ ทตฺวาน ปูคธมฺเม วสึ อหํ

เตน กมฺเมน สุกเตน ปญฺจ เหตู ลภามหํ ฯ

อจโล โหมิ เมตฺตาย อนูนโภความหํ ๓

อาเทยฺยวจโน โหมิ น ธํเสมิ ยถา อหํ ฯ

อภนฺตํ โหติ เม จิตฺตํ อขิโล ๔ โหมิ กสฺสจิ

เตน กมฺเมน สุกเตน วิมโล โหมิ สาสเน ฯ

สคารโว สปฺปติสฺโส กตกิจฺโจ อนาสโว

สาวโก เต มหาวีร ภิกฺขุ ตํ วนฺทเต มุนิ ฯ

กตฺวา สุกตปลฺลงฺกํ สาลายํ ปญฺญเปสหํ

เตน กมฺเมน สุกเตน ปญฺจ เหตู ลภามหํ ฯ

อุจฺเจ กุเล ปชายามิ ๑ มหาโภโค ภวามหํ

สพฺพสมฺปตฺติโก โหมิ มจฺเฉรํ เม น วิชฺชติ ฯ

คมเน ปตฺถิเต มยฺหํ ปลฺลงฺโก อุปติฏฺฐติ

สห ปลฺลงฺกเสฏฺเฐน คจฺฉามิ มม ปตฺถิตํ ฯ

เตน ปลฺลงฺกทาเนน ตมํ สพฺพํ วิโนทยึ

สพฺพาภิญฺญาพลปฺปตฺโต เถโร วนฺทติ ตํ มุเน ๒ ฯ

ปรกิจฺจตฺตกิจฺจานิ สพฺพกิจฺจานิ สาธยึ

เตน กมฺเมน สุกเตน ปาวิสึ อภยํ ปุรํ ฯ

ปรินิฏฺฐิตสาลสฺมึ ปริโภคมทาสหํ

เตน กมฺเมน สุกเตน เสฏฺฐตฺตํ อชฺฌุปาคโต ฯ

เยเกจิ ทมกา โลเก หตฺถิอสฺเส ทเมนฺติ เต ๓

กาเรตฺวา ๔ การณา นานา ทารุเณน ทเมนฺติ เต ฯ

นเหว ๕ ตฺวํ มหาวีร ทเมสิ นรนาริโย

อทณฺเฑน อสตฺเถน ทเมสิ อุตฺตเม ทเม ฯ

ทานสฺส วณฺเณ กิตฺเตนฺโต เทสนากุสโล มุนิ

เอกปญฺหํ กเถนฺโต จ ๖ โพเธสิ ติสเต มุนิ ฯ

ทนฺตา มยํ สารถินา สุวิมุตฺตา อนาสวา

สพฺพาภิญฺญาพลปฺปตฺตา นิพฺพุตา อุปธิกฺขเย ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ ทานมททินฺตทา

อติกฺกนฺตา ภยา สพฺเพ สาลทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ8

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา เสโล สปริโส ภควโต สนฺติเก อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

เสลตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. เวปุลฺลชวนปญฺโญ ฯ ๒ ยุ. อาธาโร สพฺพโลกสฺส ฯ

๑ ม. ยุ. กปฺปกา ฯ ๒ ยุ. คีตกา ฯ ๓ ม. กสฺสกา ฯ ๔ ยุ. มจฺฉกายิกา ฯ

๑ ม. เอถ ฯ ๒ ม. ยุ. คณํ พนฺธาม ฯ ๓ ม. ยุ. ตวํ ฯ ๔ ม. ยุ. สมฺปตฺตึ ฯ

๕ ม. ยุ. ภเว สมฺปตฺเต ฯ ๖ ม. อมตํ สนฺตํ ฯ ยุ. อมรํ สนฺตึ ฯ

๗ ม. ผสฺสยิสฺสถ ฯ ยุ. ผุสฺสยิสฺสถ ฯ ๘ ม. ยุ. สพฺพญฺญู สมณุตฺตโร ฯ

๑ ม. ยุ. เทวรชฺชํ กโรนฺตสฺส ฯ ๒ ม. ยุ. มหาเทวา อวนฺทิสุํ ฯ ๓ ม. รชฺชํ ฯ

๔ ม. ชฏาภาริกภริตํ ฯ ยุ. ชฏาภารภริตํ ฯ ๕ ม. ยุ. สพฺพโลกหิตตฺถาย ฯ

๖ ยุ. อุกฺกามุขปหโต ว ฯ ๗ ม. ว ฯ ๘ ม. ยุ. พุทฺโธ ฯ

๑ ม. ปตฺตธมฺโม ฯ ยุ. มหนฺตธมฺโม ฯ ๒ ม. ยุ. พลาติพลปารโค ฯ

๓ ยุ. พฺรหา ฯ ๔ ม. ยุ. อสมสโม ฯ

๑ ม. โลกจกฺขุ มหาเตโช ฯ ๒ ยุ. อครูปโม ฯ ๓ ม. สพฺพตมวิโนทโน ฯ

ยุ. สพฺพนฺตมวิโนทโก ฯ ๔ ม. เวชฺชูปโม ฯ

๑ ม. ยุ. โภ ยํ ฯ ๒ ม. ยุ. พุทฺโธ พุทฺโธติ สุตฺวาน ฯ ๓ ม. อาจิกฺขิ ฯ

๔ ม. ยุ. ชิคจฺฉิโต ฯ ๕ ยุ. คจฺฉนฺโต ฯ ๖ ม. ยุ. ทนฺตี ฯ

๑ ม. ยทาหํ ฯ ยุ. ยาวาหํ ฯ ๒ ยุ. ปฏิสมฺโมทิยามิ วา ฯ ๓ ม. สมฺพุทฺโธ ฯ

๔ ม. จ กงฺขามิ ฯ ยุ. ว กงฺขามิ ฯ ๕ ม. ยุ. โกโสหิตวตฺถคุยฺหํ ฯ

๖ ม. นินฺนามยิตฺวาน ฯ ๗ ม. ปฏิมสิ ฯ

๑ ยุ. พฺยาธิโย ฯ ๒ ม. ยุ. วเส ฯ ๓ ม. อนูนงฺโค ภวามหํ ฯ ๔ ยุ. อจโล ฯ

๑ ม. ปชายิตฺวา ฯ ๒ ม. ยุ. มุนิ ฯ ๓ ม. เย ฯ ยุ. เม ฯ

๔ ม. กริตฺวา ฯ ยุ. กเรตฺวา ฯ ๕ ม. นเหวํ ฯ ๖ ม. ยุ. ว ฯ

Royal Thai

ข้าพระองค์เป็นเจ้าของถนนอยู่ในนครหงสวดี ได้ประชุมบรรดาญาติของข้าพระองค์แล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลกเป็นบุญเขตอันสูงสุด พระองค์เป็นผู้สมควรรับเครื่องบูชาของโลกทั้งปวงกษัตริย์ก็ดี ชาวนิคมก็ดี พราหมณ์มหาศาลก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัสได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้าล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก คนครึ่งชาติ (ลูกกษัตริย์แม่เป็นศูทร) ก็ดี ราชบุตรก็ดี พ่อค้าก็ดี พราหมณ์ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก พ่อครัวก็ดี คนรับจ้างก็ดี คนรับใช้อาบน้ำก็ดี ช่างกรองดอกไม้ก็ดี

ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก ช่างย้อมก็ดีช่างหูกก็ดี ช่างเย็บผ้าก็ดี ช่างกัลบกก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก ช่างศรก็ดี ช่างกลึงก็ดี ช่างหนังก็ดีช่างถากก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก ช่างเหล็กก็ดี ช่างทองก็ดี ช่างดีบุกและช่างทองแดงก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก ลูกจ้างก็ดี ช่างซักรีดก็ดี ทาสและกรรมกรก็ดี เป็นอันมากได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตนๆ คนตักน้ำขายก็ดี คนขนไม้ก็ดี ชาวนาก็ดี คนเกี่ยวหญ้าก็ดีได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตนๆ คนขายดอกไม้ คนขายพวงมาลัย

คนขายใบไม้ และคนขายผลไม้ ได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตนๆ หญิงแพศยา นางกุมภทาสี คนขายขนม และคนขายปลาได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตนๆ เราทั้งหมดนี้มาประชุมร่วมเป็นพวกเดียวกันแล้ว จักทำบุญกุศล ในพระพุทธเจ้าผู้เป็นเขตบุญอย่างยอดเยี่ยม ญาติเหล่านั้นฟังคำของข้าพระองค์แล้ว ร่วมกันเป็นคณะในขณะนั้นกล่าวว่า พวกเราควรให้สร้างโรงฉันอันทำอย่างสวยงามถวายแด่ภิกษุสงฆ์ข้าพระองค์ให้สร้างโรงฉันนั้นสำเร็จแล้ว มีใจเบิกบานยินดี แวดล้อมด้วยญาติทั้งหมดนั้น เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ครั้นเข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลก ผู้ประเสริฐกว่านระ ถวายบังคมแทบพระบาทของพระศาสดาแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า

ข้าแต่พระวีรมุนี บุรุษประมาณ๓๐๐ คนนี้ ร่วมกันเป็นคณะ ขอมอบถวายโรงฉันอันสร้างอย่างสวยงามแด่พระองค์ ขอพระองค์ผู้มีจักษุ ผู้เป็นประธานของภิกษุสงฆ์ โปรดทรงรับเถิด พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ต่อหน้าบุรุษ ๓๐๐ คนว่า บุรุษทั้ง ๓๐๐ คนและผู้เป็นหัวหน้า ร่วมกันประพฤติ ท่านทั้งปวงพากันทำแล้ว จักได้เสวยสมบัติ เมื่อถึงภพหลังสุด ท่านทั้งหลายจักเห็นนิพพาน อันเป็นภาวะเย็นยอดเยี่ยม ไม่แก่ไม่ตาย เป็นแดนเกษม

พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมกว่าผู้รู้ธรรมทั้งปวง ทรงพยากรณ์อย่างนี้ข้าพระองค์ได้ฟังพระพุทธพจน์แล้ว ได้เสวยโสมนัส ข้าพระองค์รื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป เป็นใหญ่กว่าเทวดา เสวยรัชสมบัติอยู่ในเทวโลก ๕๐๐ กัลป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ ในรัชสมบัติในมนุษย์นี้ มีพวกญาติเป็นบริษัท ในภพอันเป็นที่สุดที่ถึงนี้ ข้าพระองค์เป็นบุตรพราหมณ์ชื่อว่าวาเสฏฐะ ผู้สั่งสมสมบัติไว้ประมาณ ๘๐ โกฏิ ข้าพระองค์มีชื่อว่าเสละ ถึงที่สุดในองค์ ๖ แวดล้อมด้วยพวกศิษย์ของตน เดินเที่ยวไปสู่วิหารได้เห็นดาบสชื่อเกนิยะ ผู้เต็มไปด้วยภาระคือชฏา จัดแจงเครื่องบูชา จึงได้ถามดังนี้ว่า ท่านจักทำอาวาหมงคล วิวาหมงคล หรือท่านเชื้อเชิญพระราชา.

เกนิยดาบสตอบว่า

เราใคร่จะบวงสรวงเครื่องบูชา ในพราหมณ์ที่สมมติกันว่าประเสริฐ เราไม่ได้เชื้อเชิญพระราชา ไม่มีการบวงสรวง อาวาหมงคลของเราไม่มี และวิวาหมงคลของเราไม่มี พระพุทธเจ้าผู้ให้เกิดความยินดีแก่ศากยะทั้งหลายประเสริฐที่สุดในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ทรงทำประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งปวง นำสุขมาให้แก่สรรพสัตว์ วันนี้ เรานิมนต์พระองค์ เราจัดแจงเครื่องบูชานี้เพื่อพระองค์ พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีดุจสีมะพลับ มีพระคุณหาประมาณมิได้ ไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูป เรานิมนต์เพื่อเสวย ณ วันพรุ่งนี้และพระองค์มีพระพักตร์ร่าเริงดังปากเบ้า สุกใสเช่นกับถ่านเพลิงไม้ตะเคียน เปรียบด้วยสายฟ้า เป็นมหาวีระ เป็นนาถะของโลก เรานิมนต์แล้ว

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เปรียบเหมือนไฟบนยอดภูเขา ดังพระจันทร์วันเพ็ญ เช่นกับสีแห่งไฟไหม้อ้อ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไม่ทรงครั่นคร้ามล่วงภัยได้แล้ว ทรงทำให้เป็นผู้เจริญ เป็นมุนีเปรียบด้วยสีหะ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้วพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงฉลาดในธรรมของผู้ตรัสรู้ ผู้อื่นข่มขี่ไม่ได้เปรียบด้วยช้างตัวประเสริฐ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงฉลาดในฝั่งคือ สัทธรรม เป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐไม่มีใครเปรียบ เปรียบด้วยโคอุสภราช เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้วพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีวรรณะไม่สุด มียศนับมิได้ มีลักษณะทั้งปวงวิจิตร เปรียบด้วยท้าวสักกะ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีความชำนาญ เป็นผู้นำหมู่ มีตบะ มีเดชคร่าได้ยาก เปรียบด้วยพรหม เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีธรรมเลิศน่าบูชา เป็นพระทศพล ถึงที่สุด กำลังล่วงกำลังเปรียบด้วยแผ่นดิน เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น.

ทรงเกลื่อนกล่นด้วยศีลและปัญญา มากด้วยการทรงรู้แจ้งธรรม เปรียบด้วยทะเล เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นยากที่จะคร่าไปได้ ยากที่จะข่มขี่ไม่ทรงหวั่นไหว เลิศกว่าพรหม เปรียบด้วยเขาสุเมรุ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีญาณไม่สิ้นสุด ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เทียบเท่า ถึงความเป็นยอด เปรียบด้วยท้องฟ้า เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.

จบ ภาณวารที่ ๑๕.

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นที่พึ่งของบรรดาผู้กลัวภัย เป็นที่ต้านทานของบรรดาผู้ถึงสรณะ เป็นที่เบาใจ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นที่อาศัยแห่งมนต์คือความรู้ เป็นบุญเขตของผู้แสวงหาสุข เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้วพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ให้เบาใจ เป็นผู้ทำให้ประเสริฐ เป็นผู้ประทานสามัญผลเปรียบด้วยเมฆ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นวีระที่เขายกย่องในโลก เป็นผู้บรรเทาความมืดทั้งปวง เปรียบด้วยพระอาทิตย์ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงสภาพในอารมณ์และวิมุติ เป็นมุนี เปรียบด้วยพระจันทร์ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสรู้แล้ว เขายกย่องในโลกประดับด้วยลักษณะทั้งหลาย หาประมาณมิได้ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระญาณหาประมาณมิได้ มีศีลไม่มีเครื่องเปรียบ มีวิมุติ ไม่มีอะไรเทียมทันเรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีธิติไม่มีอะไรเหมือน มีกำลังอันไม่ควรคิด มีความบากบั่นอันประเสริฐสุด เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงถอนราคะ โทสะ โมหะ และยาพิษทั้งปวงแล้ว เปรียบด้วยยา เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบรรเทาพยาธิคือกิเลสและทุกข์เป็นอันมาก เปรียบเหมือนโอสถ เปรียบด้วยสายฟ้า เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว เกนิยพราหมณ์กล่าวประกาศว่า พุทโธ เสียงประกาศนั้นข้าพระองค์ได้แสนยาก เพราะได้ฟังเสียงประกาศว่า พุทโธ ปีติย่อมเกิดแก่ข้าพระองค์ ปีติของข้าพระองค์ไม่จับอยู่เฉพาะภายใน แผ่ซ่านออกภายนอก ข้าพระองค์มีใจปิติ ได้กล่าวดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ประทับอยู่ที่ไหน เราจักไปนมัสการพระองค์ผู้ประทานสามัญผล ณ ที่นั้น ขอท่านผู้เกิดโสมนัสประนมกรอัญชลี โปรดยกหัตถ์เบื้องขวาขึ้นชี้บอกพระธรรมราชาผู้บรรเทาลูกศร คือความโศกเศร้าแก่ข้าพเจ้าเถิด.

ท่านย่อมเห็นป่าใหญ่อันเขียวขจี ดังมหาเมฆที่ขึ้นลอยอยู่เสมอด้วยดอกอัญชัน ปรากฏดุจสาคร พระพุทธเจ้าผู้ฝึกบุคคลที่ยังมิได้ฝึก เป็นมุนี ทรงแนะนำเวไนยสัตว์ ให้ตรัสรู้ในโพธิปักขิยธรรม พระองค์นั้นประทับอยู่ที่นั่น ข้าพระองค์ค้นหาพระชินเจ้า เปรียบเหมือนคนกระหายน้ำหาน้ำ เช่นดังคนหิวข้าวหาข้าว ปานดังแม่โครักลูกค้นหาลูก ฉะนั้นข้าพระองค์ผู้รู้อาจาระและอุปจาระ สำรวมตามสมควรแก่ธรรม ให้พวกศิษย์ของตนผู้จะไปยังสำนักพระชินเจ้าศึกษาว่า พระผู้มีพระภาคทั้งหลายใครๆ คร่าไปได้ยาก เสด็จเที่ยวอยู่พระองค์เดียว เปรียบเหมือนราชสีห์ ท่านมาณพทั้งหลายควรเดินเรียงลำดับกันมา

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ยากที่ใครๆ จะคร่าไป เปรียบเหมือนอสรพิษร้าย ดุจไกรสรมฤคราช ดังช้างกุญชรที่ฝึกแล้วตกมัน ฉะนั้น ท่านมาณพทั้งหลายจงอย่าจาม และอย่าไอ เดินเรียงลำดับกันเข้าไปสู่สำนักของพระพุทธเจ้าเถิด พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเป็นผู้หนักในการอยู่ในที่เร้น ชอบเงียบเสียง ยากที่จะคร่าไปได้ ยากที่จะเข้าเฝ้า เป็นครูในมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก เราทูลถามปัญหาใด หรือได้ปราศัยโต้ตอบอยู่ ขณะนั้น ท่านทั้งหลายจงเงียบเสียงหยุดนิ่งอยู่

พระองค์ทรงแสดงพระสัทธรรม อันเป็นแดนเกษมเพื่อบรรลุนิพพาน ท่านทั้งหลายจงใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมนั้น เพราะการฟังสัทธรรมเป็นความงาม ข้าพระองค์ได้เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าได้ปราศัยกับพระมุนี ครั้นผ่านการปราศัยไปแล้ว จึงตรวจดูพระลักษณะทั้งหลาย ไม่เห็นพระลักษณะ ๒ ประการ เห็นแต่พระลักษณะ๓๐ ประการ พระมุนีทรงแสดงพระคุยหฐานอันเร้นอยู่ในฝักด้วยฤทธิ์และพระชินเจ้าทรงแสดงพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณและพระนาสิกทรงแผ่พระชิวหาปกปิดถึงที่สุดพระนลาฏทั้งสิ้น ข้าพระองค์ได้เห็นพระลักษณะของพระองค์ บริบูรณ์พร้อมด้วยพยัญชนะ จึงลงความสันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธเจ้าแน่ แล้วบวชพร้อมด้วยพวกศิษย์

ข้าพระองค์พร้อมด้วยศิษย์ ๓๐๐ คนออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อข้าพระองค์ทั้งหลายบวชแล้วยังไม่ถึงกึ่งเดือน ได้บรรลุถึงความดับทุกข์ทั้งหมด ข้าพระองค์ทั้งหลายร่วมกันทำกรรม ในบุญเขตอันยอดเยี่ยม ท่องเที่ยวไปร่วมกันคลายกิเลสได้ร่วมกัน เพราะได้ถวายไม้กลอนทั้งหลาย ข้าพระองค์จึงอยู่ในธรรมเป็นอันมาก เพราะกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ย่อมได้เหตุ ๘ ประการ คือ ข้าพระองค์เป็นผู้อันเขาบูชาในทิศทั้งหลาย ๑ โภคสมบัติของข้าพระองค์นับไม่ถ้วน ๑ ข้าพระองค์เป็นที่พึ่งของคนทั้งปวง ๑ความสะดุ้งหวาดเสียวไม่มีแก่ข้าพระองค์ ๑ ความป่วยไข้ไม่มีแก่ข้าพระองค์ ๑ ข้าพระองค์ย่อมรักษาอายุยืนนาน

๑ ข้าพระองค์เป็นผู้มีผิวพรรณละเอียดอ่อน เมื่ออยู่ในที่ฝนตก ๑ เพราะได้ถวายไม้กลอน ๘ อันข้าพระองค์จึงได้อยู่ในหมวดธรรมอีกข้อหนึ่ง คือ ปฏิสัมภิทาและอรหัตนี้เป็นข้อที่ ๘ ของข้าพระองค์ ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์มีธรรมเครื่องอยู่อันอยู่จบหมดแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ เป็นบุตรของพระองค์ชื่อว่าอัฏฐโคปานสี เพราะได้ถวายเสา ๕ ต้น ข้าพระองค์จึงได้อยู่ในธรรมเป็นอันมาก ด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ย่อมได้เหตุ ๕ ประการ คือ ข้าพระองค์เป็นผู้ไม่หวั่นไหวด้วยเมตตา ๑มีโภคสมบัติไม่รู้จักพร่อง ๑ มีถ้อยคำควรเชื่อถือได้ ดังข้าพระองค์ไม่จำกัด ๑ จิตของข้าพระองค์ไม่หวาดกลัว ๑ ข้าพระองค์ไม่เป็นเสี้ยนหนามต่อใครๆ ๑ ด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์เป็นผู้ปราศจากมลทินในศาสนา

ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ภิกษุสาวกของพระองค์มีความเคารพ มีความยำเกรงได้ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ถวายบังคมพระองค์ข้าพระองค์ได้ทำบัลลังก์อันทำอย่างสวยงามแล้ว จัดตั้งไว้ในศาลาด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ย่อมได้เหตุ ๕ ประการ คือ ย่อมเกิดในสกุลสูง ๑ เป็นผู้มีโภคสมบัติมาก ๑ เป็นผู้มีสมบัติทั้งปวง ๑ ไม่มีความตระหนี่ ๑ เมื่อข้าพระองค์ปรารถนาจะไป บัลลังก์ย่อมสั้งรออยู่ ๑ ย่อมไปสู่ที่ปรารถนาพร้อมด้วยบัลลังก์อันประเสริฐ ๑ เพราะการถวายบัลลังก์นั้น ข้าพระองค์กำจัดความมืดได้หมด

ข้าแต่พระมหามุนี พระเถระผู้บรรลุอภิญญาและพละทั้งปวงถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์ทำกิจทั้งปวงอันเป็นกิจของผู้อื่นและของตนสำเร็จแล้ว ด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้นข้าพระองค์ได้เข้าไปสู่บุรีอันไม่มีภัย ข้าพระองค์ได้ถวายเครื่องบริโภคในศาลาที่สร้างสำเร็จแล้ว ด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าถึงความเป็นผู้ประเสริฐ ผู้ฝึกเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลก ผู้ฝึกเหล่านั้นย่อมฝึกช้างและม้า ย่อมให้ทำเหตุต่างๆ นานา แล้วฝึกด้วยความทารุณ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์หาได้ฝึกชายและหญิงเหมือนอย่างนั้นไม่

พระองค์ทรงฝึกในวิธีฝึกอันสูงสุด ด้วยไม่ต้องใช้อาชญาไม่ใช้ศาตรา พระมุนีทรงสรรเสริญคุณแห่งทาน ทรงฉลาดในเทศนา และพระมุนีตรัสปัญหาข้อเดียวยังคน ๓๐๐ คน ให้ตรัสรู้ได้ ข้าพระองค์ทั้งหลาย อันพระองค์ผู้เป็นสารถีฝึกแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ไม่มีอาสวะ บรรลุอภิญญาและพละทั้งปวงดับแล้วในธรรม เป็นที่สิ้นอุปธิ ในกัลปที่แสนแต่กัลปนี้ ข้าพระองค์ได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น ภัยทั้งปวงล่วงพ้นไปแล้ว นี้เป็นผลแห่งการถวายศาลา การที่ข้าพระองค์ได้มาในสำนักพระพุทธเจ้านี้เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลาย ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระเสลเถระพร้อมด้วยบริษัทได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ในสำนักของพระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ เสลเถราปทาน.

End of ๒. เสลเถราปทาน (๓๙๒)