พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ปิลินทวรรค
๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน (๓๙๕) เล่ม ๓๒
Text layerBuddha’s wordsItems ๓๙๗ (Royal Thai)5/10 in ปิลินทวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
ปทุมกูฏาคาริกเถราปทานที่ ๕ (๓๙๕)
ว่าด้วยผลแห่งการทำพุทธบูชา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปิลินทวรรค ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน (๓๙๕) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
ปิยทสฺสี นาม ภควา สยมฺภู โลกนายโก
วิเวกกาโม สมฺพุทฺโธ สมาธิกุสโล มุนิ ฯ
วนสณฺฑํ สโมคฺคยฺห ปิยทสฺสี มหามุนิ
ปํสุกูลํ ปตฺถริตฺวา นิสีทิ ปุริสุตฺตโม ฯ
มิคลุทฺโธ ปุเร อาสึ อิริเน ๑ กานเน อหํ
ปสทํ มิคเมสนฺโต อาหิณฺฑามิ อหํ ตทา ฯ
ตตฺถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ โอฆติณฺณํ อนาสวํ
ปุปฺผิตํ สาลราชํว สตรํสีว อุคฺคตํ ฯ
ทิสฺวานาหํ เทวเทวํ ปิยทสฺสึ มหายสํ
ชาตสฺสรํ สโมคฺคยฺห ปทุมํ อาหรึ ตทา ฯ
อาหริตฺวาน ปทุมํ สตปตฺตํ มโนรมํ
กูฏาคารํ กริตฺวาน ฉาทยึ ปทุเมนหํ ฯ
อนุกมฺปโก การุณิโก ปิยทสฺสี มหามุนิ
สตฺต รตฺตินฺทิเว พุทฺโธ กูฏาคาเร วสี ชิโน ฯ
ปุราณํ ฉฑฺฑยิตฺวาน นเวน ฉาทยึ อหํ
อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน อฏฺฐาสึ ตาวเท อหํ ฯ
วุฏฺฐหิตฺวา สมาธิมฺหา ปิยทสฺสี มหามุนิ
ทิสา ๒ อนุวิโลเกนฺโต นิสีทิ โลกนายโก ฯ
ตทา สุทสฺสโน นาม อุปฏฺฐาโก มหิทฺธิโก
จิตฺตมญฺญาย พุทฺธสฺส ปิยทสฺสิสฺส สตฺถุโน ฯ
อสีติยา สหสฺเสหิ ภิกฺขูหิ ปริวาริโต
วนนฺเต สุขมาสีนํ อุเปสิ โลกนายกํ ฯ
ยาวตา วนสณฺฑมฺหิ อธิวตฺถา จ เทวตา
พุทฺธสฺส จิตฺตมญฺญาย สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ
สมาคเตสุ ยกฺเขสุ กุมฺภณฺเฑ สหรกฺขเส
ภิกฺขุสงฺเฆ จ สมฺปตฺเต คาถา สพฺยาหรี ๑ ชิโน ฯ
โย มํ สตฺตาหํ ปูเชสิ อาวาสญฺจ อกาสิ เม
ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ
สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ คมฺภีรํ สุปฺปกาสิตํ
ญาเณน กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ
จตุทฺทสานิ กปฺปานิ เทวรชฺชํ กริสฺสติ
กูฏาคารํ พฺรหนฺตสฺส ๒ ปทุมปุปฺเผหิ ๓ ฉาทิตํ ฯ
อากาเส ธารยิสฺสนฺติ ปุพฺพกมฺมสฺสิทํ ผลํ
จตุทฺทเส ๔ กปฺปสเต โวกิณฺณํ สํสริสฺสติ ฯ
ตตฺถ ปุปฺผมยํ พฺยมฺหํ อากาเส ธารยิสฺสติ
ยถา ปทุมปตฺตมฺหิ โตยํ น อุปลิมฺปติ ฯ
ตเถวิมสฺส ญาณมฺหิ กิเลสา โนปลิมฺปเร
มนสา วินิวฏฺเฏตฺวา ปญฺจนีวรเณ อยํ ฯ
จิตฺตํ ชเนตฺวา นิกฺขมฺเม อคารา ปพฺพชิสฺสติ
ตโต ปุปฺผมยํ ๑ พฺยมฺหํ ธาเรนฺตํ นิกฺขมิสฺสติ ฯ
รุกฺขมูเล วสนฺตสฺส นิปกสฺส สตีมโต
ตตฺถ ปุปฺผมยํ พฺยมฺหํ มตฺถเก ธารยิสฺสติ ฯ
จีวรํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปจฺจยํ สยนาสนํ
ททิตฺวา ภิกฺขุสงฺฆสฺส นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ
กูฏาคาเรน จริเต ๒ ปพฺพชฺชํ อภินิกฺขมิ ๓
รุกฺขมูเล วสนฺตํปิ กูฏาคารํ ธรียติ ฯ
จีวเร ปิณฺฑปาเต จ เจตนา เม น วิชฺชติ
ปุญฺญกมฺเมน สํยุตฺโต ลภามิ ปรินิฏฺฐิตํ ฯ
คณนาโต อสงฺเชยฺยา กปฺปโกฏี พหู มม
ริตฺตกา เต อติกฺกนฺตา สุมุตฺตา ๔ โลกนายกา ฯ
อฏฺฐารเส กปฺปสเต ปิยทสฺสี วินายโก
ตมหํ ปยิรุปาสิตฺวา อิมํ โยนึ ๕ อุปาคโต ฯ
ตมทฺทสามิ ๖ สมฺพุทฺธํ อโนมํ นาม จกฺขุมํ
ตมหํ อุปคนฺตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ
ทุกฺขสฺสนฺตํ กโร พุทฺโธ สทฺธมฺเม ๗ เทสยี ชิโน
ตสฺส ธมฺมํ สุณิตฺวาน ปตฺโตมฺหิ อจลํ ปทํ ฯ
โตสยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ
สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ
อฏฺฐารเส กปฺปสเต ยํ พุทฺธมภิปูชยึ
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
สพฺพาสวา ปริกฺขีณา นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา ๑ กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปทุมกูฏาคาริโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
ปทุมกูฏาคาริกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ม. อรญฺเญ ฯ ๒ ม. ทิสํ ฯ
๑ ม. ปพฺยาหรี ฯ ยุ. มพฺยาหรี ฯ ๒ ม. มหนฺตสฺส ฯ ๓ ม. ปทฺมปุปฺเผหิ ฯ
๔ ม. ยุ. จตุพฺพีเส ฯ
๑ ม. ตโต ปุปฺผมเย พฺยเมฺห ธาเรนฺเต นิกฺขมิสฺสติ ฯ ๒ ม. จรตา ฯ ยุ. จรณา ฯ
๓ ม. ยุ. อภินิกฺขมึ ฯ ๔ ม. ปมุตฺตา ฯ ยุ. ปวุตฺตา โลกนายินา ฯ
๕ โป. ฌานํ ฯ ๖ ม. อิธ ปสฺสามิ ฯ ๗ ม. ยุ. มคฺคํ ... ฯ
พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปิยทัสสี ผู้สยัมภู เป็นนายกของโลก ตรัสรู้แล้วเอง ทรงใคร่ในวิเวก ฉลาดในสมาธิ เป็นมุนี พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสี ผู้อุดมบุรุษ เสด็จไปสู่ไพรสณฑ์ ทรงลาดผ้าบังสุกุลแล้วประทับนั่งอยู่ ในกาลก่อน เราเป็นพรานเนื้ออยู่ในป่าใหญ่ในกาลนั้น เราเที่ยวแสวงหาเนื้อฟานอยู่ในป่านั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะแล้ว ไม่มีอาสวะ เปรียบเหมือนพระยารังมีดอกบาน เหมือนพระอาทิตย์อุทัย ครั้นเห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสีผู้มียศมากแล้ว เราจึงลงไปสู่สระบัวนำเอาดอกปทุมมาในขณะนั้น ครั้นนำเอาดอกปทุมอันเป็นที่รื่นรมย์ใจมาแล้ว จึงสร้างเรือนมียอด (ปราสาท) แล้วมุงบังด้วยดอกปทุม
พระพุทธชินเจ้าพระนามว่าปิยทัสสีเป็นมหามุนี ผู้ทรงอนุเคราะห์ประกอบด้วยพระกรุณา ประทับอยู่ในกูฏาคาร ๗ คืน ๗ วัน เราเอาดอกปทุมที่เก่าๆ ทิ้งเสียแล้ว มุงบังด้วยดอกปทุมใหม่ ขณะนั้นเราได้ยืนประนมกรอัญชลีอยู่พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสี รู้เป็นนายกของโลก เสด็จออกจากสมาธิแล้วประทับนั่งเหลียวแลดูทิศอยู่ ในกาลนั้น พระเถระผู้อุปัฏฐากนามว่าสุทัสสนะ มีฤทธิ์มาก รู้พระดำริของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสีผู้ศาสดา อันภิกษุ ๘ หมื่นแวดล้อมแล้ว เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ซึ่งประทับนั่งทรงพระสำราญอยู่ที่ชายป่า และในกาลนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในไพรสณฑ์ประมาณเท่าใด เทวดาเหล่านั้นทราบพระพุทธดำริแล้ว
พากันมาประชุมทั้งหมด เมื่อพวกยักษ์ กุมภัณฑ์ พร้อมทั้งผีเสื้อน้ำมาพร้อมกัน และเมื่อภิกษุสงฆ์มาถึงพร้อมแล้ว พระชินเจ้าได้ตรัสพระคาถาว่า ผู้ใดบูชาเราตลอด ๗ วัน และได้สร้างอาวาสถวายเรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เราจักพยากรณ์สิ่งที่เห็นได้ยากนักละเอียดนัก ลึกซึ้ง ปรากฏดีด้วยญาณ ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เสวยราชสมบัติในเทวโลกตลอด ๑๔ กัลป เทวดาทั้งหลายจักทรงกูฏาคาร อันประเสริฐที่มุงบังด้วยดอกปทุมไว้แก่ผู้นั้นในอากาศ นี้เป็นผลแห่งบุรพกรรม เขาจักท่องเที่ยวสับสนอยู่ตลอด ๑๔๐๐ กัลป ใน ๑๔๐๐กัลปนั้น วิมานดอกไม้จักทรงอยู่ในอากาศ น้ำย่อมไม่ติดในใบบัว
ฉันใดกิเลสก็ไม่ติดอยู่ในญาณของผู้นั้น ฉันนั้น ผู้นี้หมุนกลับนิวรณ์ ๕ ออกไปด้วยใจ ยังจิตให้เกิดในเนกขัมมะแล้ว จักออกบวช ในกาลนั้น วิมานดอกไม้อันทรงอยู่ก็จักออกไปด้วย เมื่อผู้นั้นผู้มีปัญญา มีสติ อยู่ที่โคนไม้ที่โคนไม้นั้น วิมานดอกไม้จักทรงอยู่เหนือศีรษะผู้นั้น จักถวายจีวรบิณฑบาตคิลานปัจจัย ที่นอนและที่นั่งแก่ภิกษุสงฆ์แล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน เมื่อผู้นั้นเที่ยวไปพร้อมด้วยกูฏาคารออกบวชแล้ว กูฏาคารย่อมทรงผู้นั้นแม้อยู่ที่โคนไม้ เจตนาในจีวรและบิณฑบาตย่อมไม่มีแก่เรา เราประกอบด้วยบุญกรรม จึงได้จีวรและบิณฑบาตที่สำเร็จแล้ว
พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกล่วงเราไปเปล่าๆ พ้นไปแล้วด้วยดีตลอดโกฏิกัลปเป็นอันมากโดยจะนับจะประมาณมิได้ ในกัลปที่ ๑๘๐๐ แต่กัลปนี้ เราจึงได้เฝ้าพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี ผู้แนะนำให้วิเศษ แล้วจึงเข้าถึงกำเนิดนี้ เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมะ ผู้มีจักษุ ได้เข้าเฝ้าพระองค์แล้ว บวชเป็นบรรพชิต พระพุทธชินเจ้าผู้ทรงทำที่สุดทุกข์ได้ทรงแสดงพระสัทธรรม เราได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว เรายังพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมศากยบุตรให้ทรงโปรดกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัลปที่ ๑๘๐๐ แต่กัลปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลยนี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้วอาสวะทั้งปวงของเราสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำสำเร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้ชัดแจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปทุมกูฏาคาริกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน.
End of ๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน (๓๙๕)