arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · กัจจายวรรค

๒. วักกลิเถราปทาน เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๒๒ (Royal Thai)2/10 in กัจจายวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กัจจายวรรค วักกลิเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 33, pp. 200–205

Page 200

[๒๖] การที่เราได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าของเรานี้เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราก็ได้ทำเสร็จแล้ว[๒๗] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระมหากัจจายนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ มหากัจจายนเถราปทานที่ ๑

๒. วักกลิเถราปทาน

ว่าด้วยบุพประวัติของพระวักกลิเถระ

(ท่านพระวักกลิเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๑๒๒} [๒๘] พระผู้นายกผู้ทรงมีพระนามไม่ด้อย มีพระคุณนับไม่ได้พระ นามว่าปทุมุตตระ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้[๒๙] (ทรงพระนามว่าปทุมุตตระก็เพราะ) ทรงมีพระพักตร์เหมือนดอกปทุม มีพระฉวีวรรณงาม ไม่มีมลทินเหมือนดอกปทุม ไม่แปดเปื้อนด้วยโลก เหมือนดอกปทุมไม่เปื้อนด้วยน้ำฉะนั้น

Page 201

[๓๐] ทรงเป็นนักปราชญ์ มีพระอินทรีย์ดังใบปทุม และน่ารัก เหมือนดอกปทุม ทั้งมีพระโอฐมีกลิ่นอุดมเหมือนกลิ่นในกลีบของดอกปทุมเพราะฉะนั้นพระองค์จึงทรงพระนามว่าปทุมุตตระ[๓๑] พระโลกเชษฐ์นั้นไม่ทรงถือพระองค์ เปรียบเหมือนเป็นนัยน์ตา ให้คนตาบอด มีพระอิริยาบถสงบ เป็นที่ปลูกฝังพระคุณเป็นสาคร ที่รองรับพระกรุณาและพระปัญญา[๓๒] ถึงในกาลไหน ๆ พระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้นก็ทรงเป็นผู้อันพรหม อสูร และเทวดาบูชา สูงสุดกว่าชนในท่ามกลางหมู่ชนที่คับคั่งไปทั้งเทวดาและมนุษย์[๓๓] เมื่อจะยังบริษัททั้งปวงให้ยินดีด้วยพระสำเนียงอันเสนาะและด้วยพระธรรมเทศนาอันเพราะพริ้ง จึงได้ชมสาวกของพระองค์ว่า

[๓๔] “ภิกษุอื่นที่พ้นกิเลสด้วยศรัทธา มีมติดี ขวนขวายในการดูเรา เช่นกับวักกลิภิกษุนี้ไม่มีเลย”

[๓๕] ในกาลนั้น เราเป็นบุตรของพราหมณ์ในพระนครหังสวดี ได้สดับพระพุทธภาษิตนั้นจึงชอบฐานันดรนั้น

[๓๖] ในกาลนั้น เราได้นิมนต์พระตถาคตผู้ปราศจากมลทินพระองค์นั้นพร้อมด้วยพระสาวกให้เสวยตลอด ๗ วัน แล้วให้ครองผ้า

[๓๗] เราหมอบศีรษะลงแล้วจมลงในสาครคืออนันตคุณของพระศาสดาพระองค์นั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยปีติ ได้กราบทูลดังนี้ว่า

[๓๘] “ข้าแต่พระมหามุนี ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นเช่นกับภิกษุผู้สัทธาธิมุตที่พระองค์ตรัสชมเชยว่าเลิศกว่าภิกษุผู้มีศรัทธาในพระศาสนานี้ด้วยเถิด”

Page 202

[๓๙] เมื่อเรากราบทูลดังนี้แล้ว พระมหามุนีมหาวีรเจ้าผู้ทรงมีพระทัสสนะมิได้มีเครื่องกีดกัน (อนาวรณญาณ) ได้ตรัสพระดำรัสนี้ในท่ามกลางบริษัทว่า[๔๐] “จงดูมาณพผู้นี้ ผู้นุ่งผ้าเนื้อเกลี้ยงสีเหลือง มีตัวคล้องด้วยสังวาลทอง ดึงดูดตาและใจของหมู่ชน

[๔๑] ในอนาคตกาล มาณพผู้นี้จักได้เป็นพระสาวกของพระโคดม ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นผู้เสิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายสัทธาธิมุต[๔๒] เขาเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม จักเป็นผู้เว้นจากความเดือดร้อนทั้งปวง รวมโภคทรัพย์ไว้ได้ทุกอย่าง มีความสุขท่องเที่ยวไป[๔๓] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดามีนามชื่อว่าโคดม ซึ่งทรงสมภพในราชวงค์ของพระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก[๔๔] มาณพผู้นี้ จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่าวักกลิ”[๔๕] เพราะผลกรรมที่เหลือนั้นและเพราะการตั้งเจตจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สัทธาธิมุต ผู้น้อมใจไปด้วยศรัทธา หมายถึงพระอริยบุคคลที่ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลสกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล และอรหัตตมรรค (กล่าวคือพระอริยบุคคล ๖ ใน ๘ ประเภท ยกเว้นท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค และท่านผู้บรรลุอรหัตตผล) ซึ่งเข้าใจอริยสัจถูกต้องแล้วและอาสวะบางส่วนก็สิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา โดยขณะปฏิบัติเน้นศรัทธาหรือสัทธินทรีย์เป็นสำคัญ (นัย ที.ปา.อ. ๗๗-๗๘, ม.ม.อ. ๑๔๐-๑๔๑, อง..ทุก.อ. ๕๕, องฺ.สตฺตก.อ. ๑๖๑-๑๖๒,ขุ.ปฏิ.อ. ๒/๑๘๙)
Page 203

[๔๖] เรามีความสุขในที่ทุกสถาน เวียนว่ายตายเกิดในภพน้อยภพใหญ่ ได้เกิดในตระถูลหนึ่งในพระนครสาวัตถี

[๔๗] มารดาของเราถูกภัยปีศาจคุกคาม มีใจหวาดกลัว จึงให้เราผู้ละเอียดอ่อนเหมือนเนยข้น นิ่มเหมือนใบไม้อ่อนๆ ซึ่งยังนอนแบเบาะอยู่[๔๘] ให้นอนแทบบาทมูลของพระผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ กราบทูลว่า“ข้าแต่พระโลกนาถผู้นายก หม่อมฉันขอถวายทารกนี้แด่พระองค์ ขอพระองค์จงทรงเป็นที่พึ่งของเขาด้วยเกิด”[๔๙] ในกาลนั้น พระมุนีผู้เป็นที่พึ่งของหมู่สัตว์ผู้หวาดกลัว พระองค์ได้ทรงรับเราด้วยฝ่าพระหัตถ์อันอ่อนนุ่ม มีตาข่ายอันกำหนดด้วยจักร[๕๐] จำเดิมแต่นั้นมา เราก็เป็นผู้ถูกรักษาโดยพระพุทธเจ้า จึงเป็นผู้พ้นจากความป่วยไข้ทุกอย่าง อยู่มาด้วยความสุข

[๕๑] เราเว้นจากพระสุคตเสียเพียงครู่เดียวก็กระวนกระวาย พออายุได้ ๗ ขวบ เราก็ออกบวชเป็นบรรพชิต

[๕๒] เราเป็นผู้ไม่อิ่มด้วยการดูพระรูปอันประเสริฐที่เกิดจากพระบารมีทุกอย่าง มีพระนัยน์เนตรสีเขียว พร้อมพรั่งด้วยงดงามไปทั้งสิ้น[๕๓] ในกาลนั้น พระพุทธชินเจ้าทรงทราบว่าเรายินดีในพระรูป จึงได้ตรัสสอนเราว่า

“อย่าเลยวักกลิ ประโยชน์อะไรในรูปที่น่าเกลียด ซึ่งชนพาลชอบเล่า

Page 204

[๕๔] ก็บัณฑิตใดเห็นสัทธรรม บัณฑิตนั้นชื่อว่าเห็นเรา ผูไม่เห็นสัทธรรม ถึงจะเห็นเรา ก็ชื่อว่าไม่เห็น

[๕๕] กายมีโทษไม่สิ้นสุด เปรียบเสมอด้วยต้นไม้มีพิษ เป็นที่อยู่ของโรคทุกอย่าง ล้วนเป็นที่ประชุมของทุกข์

[๕๖] เพราะฉะนั้น เธอจงเบื่อหน่ายในรูป พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย จักถึงที่สุดแห่งสรรพกิเลสได้โดยง่าย”[๕๗] เราอันพระผู้ทรงเป็นนายกของโลก ผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลพระองค์นั้นทรงพร่ำสอนอย่างนี้ จึงได้ขึ้นภูเขาคิชฌกูฏเพ่งดูอยู่ที่ซอกเขา[๕๘] พระชินเจ้าผู้มหามุนีประทับยืนอยู่ที่เชิงเขา เมื่อจะทรงปลอบโยนเรา จึงได้ตรัสเรียกว่า “วักกลิ” เราได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้วก็เบิกบาน[๕๙] ในกาลนั้น เราวิ่งลงไปที่เงื้อมเขาซึ่งสูงหลายร้อยชั่วคน แต่ถึงแผ่นดินได้โดยสะดวกทีเดียวด้วยพุทธานุภาพ

[๖๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมคือความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลายอีก เรารู้ธรรมนั้นทั่วถึงแล้วจึงได้บรรลุอรหัต[๖๑] ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระปรีชาใหญ่ ทรงทำที่สุดแห่งจรณะ ทรงประกาศในท่ามกลางมหาบุรุษว่า เราเป็นผู้เสิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายสัทธาธิมุต[๖๒] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดไว้ในกาลนั้นด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา

Page 205

[๖๓-๖๕] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล

นัยว่า ท่านพระวักกลิเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการ ฉะนี้แล

จบ วักกลิเถราปทานที่ ๒

๓. มหากัปปินเถราปทาน

ว่าด้วยบุพประวัติของพระมหากัปปินเถระ

(ท่านพระมหากัปปินเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไวัว่า)

[๖๖] พระชินเจ้าผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรุ่งโรจน์อยู่ในอากาศทั้งสิ้น เหมือนดวงอาทิตย์รุ่งโรจน์บนท้องฟ้าฤดูสรทกาลฉะนั้น{๑๒๓} [๖๗] พระองค์ทรงให้ดอกบัวคือเวไนยสัตว์บานด้วยพระรัศมีคือพระดำรัส พระโลกนายกทรงทำให้เปือกตมคือกิเลสแห้งไปด้วย พระรัศมีคือพระปรีชา[๖๘] ทรงกำจัดยศของพวกเดียรถีย์เสียด้วยพระญาณปานดังเพชร เหมือนดวงอาทิตย์กำจัดความมืดฉะนั้น พระทิพากรเจ้าทรงส่องแสงสว่างจ้าทั้งกลางคืนและกลางวันในที่ทุกหนทุกแห่ง[๖๙] ทรงเป็นบ่อเกิดแห่งคุณเหมือนสาครเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ ทรงยังเมฆคือธรรมให้ตกลงเพื่อหมู่สัตว์ เหมือนเมฆยังฝนให้ตก ฉะนั้น

End of ๒. วักกลิเถราปทาน