พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ภัททาลิวรรค
๘. ยาคุทายกเถราปทาน เล่ม ๓๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๘ (Royal Thai)8/10 in ภัททาลิวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททาลิวรรค ยาคุทายกเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 33, pp. 21–23
๘. ยาคุทายกเถราปทาน
บุพประวัติของพระยาคุทายกเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวต้ม
(ท่านพระยาคุทายกเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๘} [๑๔๙) ในกาลนั้น เราได้พาแขกมาบ้าน เห็นแม่น้ำเต็มฝั่งจึงเข้าไปยังสังฆาราม
[๑๕๐] ภิกษุทั้งหลายผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร รักษาธุดงค์ ยินดีในฌาน มีจีวรเศร้าหมอง ชอบสงัด เป็นนักปราชญ์ ท่านกำลังอยู่ในสังฆาราม[๑๕๑] ท่านเหล่านั้นเป็นผู้หลุดพ้นดีแล้ว เป็นผู้คงที่ ได้งดการติดต่อเสียแล้ว ในเวลาที่แม่นํ้าถูกกั้นด้วยน้ำ ท่านไม่ได้ไปบิณฑบาต[๑๕๒] เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส เกิดปีติปราโมทย์ ประนมมือ ประคองข้าวสาร(ต้มแล้ว)ได้ถวายยาคุทาน[๑๕๓] เราเลื่อมใสถวายข้าวยาคูที่เราต้มด้วยมือทั้งสองของตน ปรารภแต่เฉพาะกรรมของตัว ได้เข้าถึงภพดาวดีงส์แล้ว[๑๕๔] วิมานที่สำเร็จด้วยแก้วมณีได้เกิดแก่เราในหมู่เทพชั้นไตรทศ เราประกอบด้วยหมู่เทพนารีบันเทิงอยู่ในวิมานอันอุดม[๑๕๕] เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๓ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสวยราชสมบัติใหญ่ ๓๐ ครั้ง
- ๑หมู่เทพชั้นไตรทศ หมายถึงเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ (ขุ.วิ.อ. ๙๗,ขุ.อป.อ. ๑/๓๒๑)
[๑๕๖] ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ เสวยยศในเทวโลกบ้าง ในมนุษย์บ้าง
[๑๕๗] เมื่อถึงภพสุดท้าย เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ได้ละทิ้งสมบัติทุกอย่างพร้อมกับผมที่ถูกโกน
[๑๕๘] เราพิจารณาร่างกายโดยความสิ้นไปและความเสื่อมไป ก็ได้บรรลุอรหัตก่อนให้สิกขา
[๑๕๙] ทานอันประเสริฐเกิดแต่มือซึ่งเราประกอบดีแล้ว ชื่อว่าเป็นอันให้ดีแล้ว เพราะการถวายข้าวยาคูนั้นนั่นเอง เราจึงได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว (นิพพาน)[๑๖๐] เราไม่รู้สึกว่าความโศก ความร่ำไร ความป่วยไข้ ความกระวนกระวาย ความเดือดร้อนใจเกิดขึ้นเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย ข้าวยาคู[๑๖๑] เราได้ถวายข้าวยาคูแก่สงฆ์ในบุญเขตอันยอดเยี่ยม ย่อมได้เสวยผลอานิสงส์ ๕ ประการเพราะยาคูที่ถวายไว้ดี
[๑๖๒] คือ ไม่มีความเจ็บไข้ ๑ มีรูปสวย ๑ ตรัสรู้ธรรมได้เร็วพลัน ๑ ได้ข้าวและน้ำ ๑ และมีอายุยืนเป็นที่ ๕
[๑๖๓] ผู้ใดผู้หนึ่งเมื่อจะให้เกิดโสมนัส ผู้นั้นพึงถวายข้าวยาคูในสงฆ์ ฐานะ ๕ ประการนี้ผู้เป็นบัณฑิตพึงได้รับเฉพาะ
[๑๖๔] เราทำกิจที่ควรทำทุกอย่างแล้ว เพิกถอนภพทั้งหลายแล้ว อาสวะสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก
[๑๖๕] เราจักเที่ยวไปนมัสการพระสัมพุทธเจ้าและพระธรรมอันดี จากหมู่บ้านหนึ่งสู่หมู่บ้านหนึ่ง จากเมืองหนึ่งสู่เมืองหนึ่ง
[๑๖๖] ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ เราได้ถวายทานใดไว้ในกาลนั้น ด้วยทานนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวยาคู[๑๖๗-๑๖๙] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระยาคุทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ ยาคุทายกเถราปทานที่ ๘
๙. ปัตโถทนทายกเถราปทาน
บุพประวัติของพระปัตโถทนทายกเถระ
ว่าด้วยผลเห่งการถวายข้าวสาสีหนึ่งแล่ง
(ท่านพระปัตโถทนทายกเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๙} [๑๗๐] เมื่อก่อน เราเป็นคนชอบเที่ยวในป่า ประกอบการงานในป่าเสมอ เราถือเอาข้าวสุกแห่งข้าวสาสีแล่งหนึ่งแล้วได้ไปทำงาน
[๑๗๑] ณ ที่นั้น เราได้พบพระสยัมภูสัมพุทธเจ้าผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร เสด็จออกจากป่าเพื่อบิณฑบาต ครั้นแล้วเราได้ทำจิตให้เลื่อมใส[๑๗๒] เราประกอบในทางการงานของคนอื่น และบุญของเราก็ไม่มีมีแต่ข้าวสุกแห่งข้าวสาสีอยู่แล่งหนึ่ง เราจะนิมนต์พระมุนีนี้ให้เสวย[๑๗๓] เราจึงหยิบข้าวสุกแห่งข้าวสาสีแล่งหนึ่งถวายแด่พระสยัมภูเมื่อเราจ้องดูอยู่ พระมหามุนีทรงเสวยแล้ว
End of ๘. ยาคุทายกเถราปทาน