พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · พุทธวรรค
๑๑. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน (๙) เล่ม ๓๒
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๑ (Royal Thai)11/12 in พุทธวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรค ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน (๙) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 70 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 32, pp. 86–88
๓.๙ ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน
บุพประวัติของพระขทิรวนิยเรวตเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการจัดเรือนำข้ามฟาก
(ท่านพระขทิรวนิยเรวตเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๑} [๖๒๘] มีแม่น้ำชื่อภาคีรถีเกิดแต่ประเทศหิมวันต์ เราเป็นนายเรืออยู่ที่ ท่าอันขรุขระ พาคนส่งข้ามจากฝั่งโน้นมายังฝั่งนี้[๖๒๙] พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระผู้เป็นนายกของโลก สูงสุด กว่าสรรพสัตว์ กับพระขีณาสพ ๑๐๐,๐๐๐ จักข้ามกระแสแม่นํ้า[๖๓๐] เรานำเรือมารวมไว้เป็นอันมากแล้วนำประทุนเรือที่นายช่าง ตกแต่งเป็นอันดีไว้ต้อนรับพระนราสภเจ้า[๖๓๑] ก็พระสัมพุทธเจ้าเสด็จมาแล้วขึ้นเรือขนาน พระศาสดาประทับ ยืน ณ ท่ามกลางนํ้า ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า[๖๓๒] “ผู้ใดข้ามส่งพระสัมพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผู้ไม่มีอาสวะ ผู้นั้น จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น[๖๓๓] วิมานอันบุญกรรมทำไว้อย่างสวยงามมีสัณฐานดังเรือ จักเกิด แก่ท่าน หลังคาดอกไม้จักกั้นอยู่บนอากาศทุกเมื่อ[๖๓๔] ในกัปที่ ๕๘ ผู้นี้จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าตารณะ ครอบครองแว่นแคว้นเป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔[๖๓๕] ในกัปที่ ๕๗ จักเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่าจัมพกะ ทรงมีกำลัง มาก จักรุ่งเรืองดังดวงอาทิตย์อุทัยฉะนั้น
[๖๓๖] ในที่สุดแสนกัป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตรซึ่ง สมภพในราชวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก[๖๓๗] ผู้นี้จุติจากไตรทศแล้วจักถึงความเป็นมนุษย์ จักเป็นบุตรแห่ง พราหมณ์ มีชื่อว่าเรวตะ
[๖๓๘] อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักออกจากเรือนบวชในศาสนาของ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม
[๖๓๙] ภายหลังเขาออกบวชแล้วจักประกอบความเพียร เจริญวิปีสสนา กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะ จักนิพพาน”[๖๔๐] เรามีความเพียรอันนำไปซึ่งธุระ อันนำมาซึ่งธรรมเป็นแดน เกษมจากโยคะ เราดำรงกายเป็นชาติสุดท้ายในศาสนาแห่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า[๖๔๑] กรรมที่เราทำในแสนกัปแสดงผลแก่เราในที่นี้ เผากิเลสของ เราให้มอดไหม้ไป เหมือนกำลังลูกศรที่พ้นดีแล้วจากแล่งฉะนั้น[๖๔๒] ครั้งนั้น พระมุนีผู้ถึงที่สุดแห่งโลก ผู้มีปัญญามาก ทรงเห็นเรา ผู้ยินดีแล้วในป่าจึงทรงตั้งเราว่า ‘เป็นยอดแห่งภิกษุผู้อยู่ป่า เป็นวัตร’[๖๔๓] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระขทิรวนิยเรวตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วย ประการฉะนี้แล
จบ ขทิรวนิยเรวตเถราปทานที่ ๙
๓.๑๐ อานันทเถราปทาน
บุพประวัติของพระอานันทเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการกางฉัตรถวายพระพุทธเจ้า
(ท่านพระอานันทเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๒} [๖๔๔] พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระเสด็จออกจากประตูพระอาราม แล้วทรงยังฝนอมฤตให้ตกอยู่ ยังมหาชนให้เย็นสบาย[๖๔๕] พระขีณาสพผู้เป็นนักปราชญ์เหล่านั้นประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ได้ อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก ห้อมล้อมพระสัมพุทธเจ้า ดุจพระฉายา ตามพระองค์ฉะนั้น[๖๔๖] เวลานั้น เราอยู่บนคอช้างทรงไว้ซึ่งฉัตรขาวอันประเสริฐสุด ปีติ ย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีรูปงาม[๖๔๗] เราลงจากคอช้างแล้วเข้าไปเฝ้าพระนราสภเจ้า ได้กั้นฉัตรแก้ว ของเราถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด[๖๔๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทรงทราบ ความดำริของเราแล้ว ทรงหยุดกถานั้นไว้แล้ว ได้ภาษิตคาถา เหล่านี้ว่า[๖๔๙] “ผู้ใดได้กั้นฉัตรอันประดับด้วยเครื่องอลังการ สำเร็จด้วยทอง เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังคำเรากล่าวเถิด[๖๕๐] สัตว์ผู้นี้ไปจากมนุษยโลกนี้แล้วจักครอบครองภพชื่อว่าดุสิต จัก เสวยสมบัติ มีนางอัปสรแวดล้อม
End of ๑๑. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน (๙)