พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ปิลินทวรรค
๒. เสลเถราปทาน (๓๙๒) เล่ม ๓๒
Text layerBuddha’s wordsItems ๓๙๔ (Royal Thai)2/10 in ปิลินทวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ปิลินทวรรค เสลเถราปทาน (๓๙๒) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 32, pp. 618–630
[๒๐๔] มีปัญญาไพบูลย์ ๑ มีเชาว์ปัญญาดี ๑ เพราะผลแห่งการถวายธูปนั้น บัดนี้เราเป็นผู้บรรลุนิพพานอันเป็นสันติสุข
อานิสงส์ทั่ว ๆ ไป
[๒๐๕] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว ตัด กิเลสเครื่องผูกขาดดุจช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่[๒๐๖] การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราก็ทำเสร็จแล้ว[๒๐๗] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระปิลินทวัจฉเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ ปิลินทวัจฉเถราปทานที่ ๑
๒. เสลเถราปทาน
บุพประวัติของพระเสลเถระ
ว่าด้วยการประพฤติธรรม
(ท่านพระเสลเถระได้กราบทูลบุพประวัติของตนว่า)
{๓๙๔} [๒๐๘] ข้าพระองค์เป็นเจ้าของถนนอยู่ในนครหังสวดี ได้ประชุม บรรดาญาติของข้าพระองค์แล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า
[๒๐๙] “พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก เป็นเขตบุญอย่างยอดเยี่ยม พระองค์เป็นผู้สมควรรับเครื่องบูชาของโลกทั้งปวง[๒๑๐] พวกกษัตริย์ก็ดี ชาวนิคมก็ดี พราหมณ์มหาศาลก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัสได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก[๒๑๑] พวกทหารพลช้าง พลม้า พลรถ พลราบ ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัสได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก[๒๑๒] พวกผู้มีอำนาจก็ดี ราชบุตรก็ดี พ่อค้าก็ดี พราหมณ์ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัสได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก[๒๑๓] พวกพ่อครัวก็ดี ช่างกัลบกก็ดี คนรับใช้อาบนํ้าก็ดี ช่างร้อย ดอกไม้ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัสได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก[๒๑๔]
พวกช่างย้อมก็ดี ช่างหูกก็ดี ช่างเย็บผ้าก็ดี ช่างกัลบกก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก[๒๑๕] พวกช่างศรก็ดี ช่างกลึงก็ดี ช่างหนังก็ดี ช่างถากก็ดี ล้วนมี จิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก[๒๑๖] พวกช่างเหล็กก็ดี ช่างทองก็ดี ช่างดีบุกและช่างทองแดงก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก[๒๑๗] พวกลูกจ้างก็ดี ทาสและกรรมกรก็ดี เป็นอันมาก ได้พากัน ประพฤติธรรมตามกำลังของตน ๆ
[๒๑๘] พวกคนตักนํ้าขายก็ดี คนหาฟืนก็ดี ชาวนาก็ดี คนเกี่ยวหญ้าก็ดี ได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตน ๆ
[๒๑๙] พวกคนขายดอกไม้ คนขายพวงมาลัย คนขายใบไม้ และคน ขายผลไม้ได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตน ๆ[๒๒๐] พวกหญิงแพศยา นางกุมภทาสี คนขายขนม และคนขายปลา ได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตน ๆ
[๒๒๑] เราทั้งหมดนี้มาประชุมร่วมเป็นพวกเดียวกันแล้วจักทำบุญกุศล ในพระพุทธเจ้าผู้เป็นเขตบุญอย่างยอดเยี่ยม”[๒๒๒] ญาติเหล่านั้นฟังคำของข้าพระองค์แล้วร่วมกันเป็นคณะในขณะนั้นกล่าวว่า “พวกเราควรให้สร้างโรงฉันที่ทำอย่างสวยงาม ถวายแด่ภิกษุสงฆ์”[๒๒๓] ข้าพระองค์ให้สร้างโรงฉันนั้นสำเร็จแล้ว มีใจเบิกบานยินดี แวดล้อมด้วยญาติทั้งหมดนั้นเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า[๒๒๔] ครั้นเข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นนาถะของโลก ผู้องอาจ ในหมู่นรชน ถวายบังคมแทบพระบาทของพระศาสดาแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า[๒๒๕] “ข้าแต่พระวีรมุนี คนประมาณ ๓๐๐ คนนี้รวมกันเป็นคณะ ขอมอบถวายโรงฉันที่ทำอย่างสวยงามแด่พระองค์[๒๒๖] ขอพระองค์ผู้ทรงมีจักษุ ผู้เป็นประธานของภิกษุสงฆ์ได้โปรด ทรงรับเถิด” พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ต่อหน้าคน ๓๐๐ คนว่า[๒๒๗] “คนทั้ง ๓๐๐ คนและผู้เป็นหัวหน้าร่วมกันประพฤติตาม ท่าน ทั้งปวงช่วยกันสร้างแล้วจักได้เสวยสมบัติ
[๒๒๘] เมื่อถึงภพหลังสุด ท่านทั้งหลายจักเห็นนิพพานอันเป็นภาวะเย็นยอดเยี่ยม ไม่แก่ไม่ตาย เป็นแดนเกษม”
[๒๒๙] พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมกว่าผู้รู้ธรรมทั้งปวงทรงพยากรณ์อย่างนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังพระพุทธพจน์แล้วได้เสวยโสมนัส[๒๓๐] ข้าพระองค์รื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป เป็นใหญ่กว่าเทวดา เสวยรัชสมบัติอยู่ในเทวโลก ๕๐๐ กัป
[๒๓๑] ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้
[๒๓๒] ในรัชสมบัติในมนุษย์นี้มีพวกญาติเป็นบริษัท ในภพสุดท้ายที่ถึงนี้ ข้าพระองค์เป็นบุตรพราหมณ์ชื่อวาเสฏฐะ
[๒๓๓] ผู้สะสมสมบัติไว้ประมาณ ๘๐ โกฏิ ข้าพระองค์มีชื่อว่าเสละ ถึงบารมีในองค์ ๖
[๒๓๔] แวดล้อมด้วยพวกลูกศิษย์ของตนเดินเที่ยวไปตามวิหาร ได้เห็น ดาบสชื่อเกนิยะผู้เต็มไปด้วยภาระคือชฎา
[๒๓๕] จัดแจงเครื่องบูชาอยู่ จึงได้ถามดังนี้ว่า “ท่านจักทำงาน อาวาหมงคลวิวาหมงคลหรือ ท่านทูลเชิญเสด็จพระราชาไว้หรือ”[๒๓๖] เกนิยดาบสตอบว่า “เราใคร่จะบวงสรวงเครื่องบูชาในพราหมณ์ ที่สมมติกันว่าเป็นเทวะ เราไม่ได้ทูลเชิญเสด็จพระราชา ไม่มีการบวงสรวง[๒๓๗] งานอาวาหมงคลของเราไม่มี และวิวาหมงคลของเราก็ไม่มี พระพุทธเจ้าผู้ให้เกิดความยินดีแก่ศากยะทั้งหลาย ผู้ประเสริฐ ที่สุดในโลกพร้อมทั้งเทวโลก[๒๓๘] ทรงทำประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งปวง นำสุขมาให้แก่สรรพสัตว์ วันนี้เรานิมนต์พระองค์ไว้ เราจัดแจงเครื่องบชานี้เพื่อพระองค์
[๒๓๙] พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีดุจสีมะพลับ มีพระคุณหาประมาณมิได้ ไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูป เรานิมนต์เพื่อเสวยใน วันพรุ่งนี้[๒๔๐] และพระองค์มีพระพักตร์ร่าเริงดังปากเบ้า สุกใสเช่นกับถ่านเพลิงไม้ตะเคียน เปรียบด้วยสายฟ้า เป็นพระมหาวีรเจ้า เป็นพระนาถะของโลก เรานิมนต์ไว้แล้ว[๒๔๑] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เปรียบเหมือนไฟบนยอดเขา ดังดวงจันทร์วันเพ็ญ เช่นกับสีแห่งไฟไหม้ไม้อ้อ เรานิมนต์ไว้แล้ว[๒๔๒] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นเป็นผู้ไม่ทรงครั่นคร้าม ล่วงพ้นภัยได้แล้ว ทรงทำให้เป็นผู้เจริญ เป็นมุนี เปรียบด้วยสีหะ เป็นมหาวีรเจ้า เรานิมนต์ไว้แล้ว[๒๔๓]
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงฉลาดในธรรมของผู้ตรัสรู้ ผู้อื่นข่มขี่ไม่ได้ เปรียบด้วยช้างที่ประเสริฐ เป็นมหาวีรเจ้า เรานิมนต์ไว้แล้ว[๒๔๔] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงฉลาดในฝั่งคือพระสัทธรรม เป็น พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐไม่มีใครเปรียบ เปรียบด้วยโคอุสภราช เป็นมหาวีรเจ้า เรานิมนต์ไว้แล้ว[๒๔๕] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงมีวรรณะไม่มีที่สุด มียศนับมิได้ มีลักษณะทั้งปวงวิจิตร เปรียบด้วยท้าวสักกะ เป็นมหาวีรเจ้า เรานิมนต์ไว้แล้ว[๒๔๖] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงมีความชำนาญ เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ มีตบะ มีเดช ฉุดคร่าได้ยาก เปรียบด้วยพรหม เป็นมหาวีรเจ้า เรานิมนต์ไว้แล้ว
[๒๔๗] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงมีธรรมเลิศน่าบูชา เป็นพระทศพล ถึงที่สุดกำลังที่ยิ่งกว่ากำลัง เปรียบด้วยแผ่นดิน เป็นมหาวีรเจ้า เรานิมนต์ไว้แล้ว[๒๔๘] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงแน่นด้วยศีลและปัญญา ผู้อัน วิญญาณธรรมให้กระเพื่อมแล้ว เปรียบด้วยทะเล เป็นมหาวีรเจ้า เรานิมนต์ไว้แล้ว[๒๔๙] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นยากที่จะฉุดคร่าไปได้ ยากที่จะข่มขี่ ไม่ทรงหวั่นไหว เลิศกว่าพรหม เปรียบด้วยขุนเขาพระสุเมรุ เป็นมหาวีรเจ้า เรานิมนต์ไว้แล้ว[๒๕๐] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงมีญาณไม่สิ้นสุด ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เทียบเท่า ถึงความเป็นยอด เปรียบด้วยท้องฟ้า เป็นมหาวีรเจ้า เรานิมนต์ไว้แล้ว
จบ ภาณวารที่ ๑๕
[๒๕๑] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นที่พึ่งของบรรดาผู้กลัวภัย เป็น ที่ป้องกันของบรรดาผู้ถึงสรณะ เป็นที่เบาใจ เป็นมหาวีรเจ้า เรานิมนต์ไว้แล้ว[๒๕๒] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นที่อาศัยของเหล่านักปราชญ์ เป็นบุญเขตของผู้แสวงหาความสุข เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ เป็นมหาวีรเจ้า เรานิมนต์ไว้แล้ว[๒๕๓] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นผู้ให้เบาใจ เป็นผู้ทำให้รู้แจ้ง เป็นผู้ประทานสามัญญผล เปรียบด้วยเมฆ เป็นมหาวีรเจ้า เรานิมนต์ไว้แล้ว
[๒๕๔] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นผู้แกล้วกล้าที่เขายกย่องในโลก เป็นผู้บรรเทาความมืดทั้งปวง เปรียบด้วยดวงอาทิตย์ เป็นมหาวีรเจ้า เรานิมนต์ไว้แล้ว[๒๕๕] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงแสดงสภาพในอารมณ์และวิมุตติ เป็นมุนี เปรียบด้วยดวงจันทร์ เป็นมหาวีรเจ้า เรานิมนต์ไว้แล้ว[๒๕๖] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสรู้แล้ว เขายกย่องกันในโลก ประดับด้วยลักษณะทั้งหลาย หาประมาณมิได้ เป็นมหาวีรเจ้า เรานิมนต์ไว้แล้ว[๒๕๗] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงมีพระญาณหาประมาณมิได้ มี ศีลที่ไม่มีอะไรเปรียบ มีวิมุตติที่ไม่มีอะไรเทียมทัน เรานิมนต์ไว้แล้ว[๒๕๘] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงมีธิติที่ไม่มีอะไรเหมือน มีพระกำลัง เป็นอจินไตย มีความบากบั่นประเสริฐสุด เรานิมนต์ไว้แล้ว[๒๕๙]
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงถอนราคะ โทสะ โมหะ และ ยาพิษทั้งปวงได้แล้ว เปรียบด้วยยาถอนพิษ เป็นมหาวีรเจ้า เรานิมนต์ไว้แล้ว[๒๖๐] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงบรรเทาพยาธิคือกิเลสและทุกข์ เป็นอันมาก เปรียบด้วยโอสถ เปรียบด้วยแพทย์ เป็นมหาวีรเจ้า เรานิมนต์ไว้แล้ว”[๒๖๑] เกนิยพราหมณ์กล่าวประกาศว่า ‘พุทโธ’ เสียงประกาศนั้น ข้าพระองค์ได้แสนยาก เพราะได้ฟังเสียงประกาศว่า ‘พุทโธ’ ปีติย่อมเกิดแก่ข้าพระองค์
[๒๖๒] ปีติของข้าพระองค์ไม่จับอยู่เฉพาะภายใน แต่แผ่ซ่านออกภายนอก ข้าพระองค์มีใจปีติจึงกล่าวดังนี้ว่า
[๒๖๓] “พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระโลกเชษฐ์ ผู้องอาจในหมู่นรชน พระองค์นั้นประทับอยู่ที่ไหน เราจักไปนมัสการพระองค์ ผู้ประทานสามัญญผล ณ ที่นั้น[๒๖๔] ขอท่านผู้เกิดโสมนัสประนมกรอัญชลี โปรดยกหัตถ์เบื้องขวา ขึ้นชี้บอกพระธรรมราชาผู้บรรเทาลูกศรคือความโศกเศร้าแก่ข้าพเจ้าด้วยเกิด”[๒๖๕] “ท่านเห็นป่าใหญ่อันเขียวขจี ดังมหาเมฆที่ขึ้นลอยอยู่ เสมอด้วยดอกอัญชัน ปรากฏดุจสาครนั่นไหม
[๒๖๖] พระพุทธเจ้าผู้ฝึกฝนบุคคลที่ยังมิได้ฝึก เป็นพระมุนี ทรง แนะนำเวไนยสัตว์ ให้ตรัสรู้ในโพธิปักขิยธรรมพระองค์นั้น ประทับอยู่ที่นั่น”[๒๖๗] ข้าพระองค์ค้นหาพระชินเจ้าเปรียบเหมือนคนกระหายนํ้าหานํ้า เช่นดังคนหิวข้าวหาข้าว ปานดังแม่โครักลูกค้นหาลูกฉะนั้น[๒๖๘] ข้าพระองค์ผู้รู้อาจาระและอุปจาระ สำรวมตามสมควรแก่ธรรม ให้พวกลูกศิษย์ของตนผู้จะไปยังสำนักพระชินเจ้าศึกษาว่า[๒๖๙] “พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย ใคร ๆ ฉุดคร่าไปได้ยาก เสด็จ เที่ยวอยู่พระองค์เดียวเหมือนราชสีห์ ท่านมาณพทั้งหลายควร เดินเรียงลำดับกันมา[๒๗๐] พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ยากที่ใคร ๆ จะฉุดคร่าไปได้ เหมือนอสรพิษร้าย ดุจไกรสรมฤคราช ดังช้างกุญชรที่ฝึกแล้วตกมัน ฉะนั้น
[๒๗๑] ท่านมาณพทั้งหลาย จงอย่าจามและอย่าไอ เดินเรียงลำดับ กันเข้าไปยังสำนักของพระพุทธเจ้าเถิด
[๒๗๒] พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเป็นผู้หนักในการอยู่ในที่เร้น ชอบเงียบเสียง ยากที่จะฉุดคร่าไปได้ ยากที่จะเข้าเฝ้า เป็นครูในมนษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก[๒๗๓] เราทูลถามปัญหาใดหรือได้ปราศรัยโต้ตอบอยู่ ขณะนั้น ท่าน ทั้งหลายจงเงียบเสียงหยุดนิ่งอยู่
[๒๗๔] พระองค์ทรงแสดงพระสัทธรรมอันเป็นแดนเกษมเพื่อบรรลุ นิพพาน ท่านทั้งหลายจงใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมนั้น เพราะการฟังสัทธรรมเป็นความงาม”[๒๗๕] ข้าพระองค์ได้เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าได้ปราศรัยกับพระมุนี ครั้นผ่านการปราศรัยไปแล้ว จึงตรวจดูพระลักษณะทั้งหลาย[๒๗๖] ไม่เห็นพระลักษณะ ๒ ประการ เห็นแต่พระลักษณะ ๓๐ ประการ พระมุนีจึงทรงแสดงพระคุยหะ อันเร้นอยู่ในฝักด้วยฤทธิ์[๒๗๗] และพระชินเจ้าทรงแสดงพระซิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณและ พระนาสิก ทรงแผ่พระชิวหาปกปิดถึงที่สุดพระนลาฏทั้งสิ้น[๒๗๘] ข้าพระองค์ได้เห็นพระลักษณะของพระองค์บริบูรณ์พร้อมด้วยพยัญชนะ จึงลงสันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธเจ้าแน่ จึงได้บวชพร้อมด้วยพวกลูกศิษย์[๒๗๙] ข้าพระองค์พร้อมด้วยลูกศิษย์ ๓๐๐ คนออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อข้าพระองค์ทั้งหลายบวชแล้วยังไม่ถึงกึ่งเดือน ก็ได้บรรลุถึง ครามดับทุกข์ทั้งหมด
- ๑คุยหะ หรีอ วัตถคุยหะ สิ่งอันควรปกปิดด้วยผ้า หมายถึงองคชาตหรืออวัยวะเพศ (ที.ม.อ. ๔๒)
[๒๘๐] ข้าพระองค์ทั้งหลายร่วมกันทำกรรม ในเขตบุญอันยอดเยี่ยม ท่องเที่ยวไปร่วมกัน คลายกิเลสได้ร่วมกัน
[๒๘๑] เพราะได้ถวายไม้กลอนทั้งหลาย ข้าพระองค์จึงอยู่ในธรรมเป็นอันมาก เพราะกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ย่อมได้เหตุ ๘ ประการ[๒๘๒] คือ ข้าพระองค์เป็นผู้ได้รับการบูชาในทิศทั้งหลาย ๑ โภคสมบัติ ของข้าพระองค์นับไม่ถ้วน ๑ ข้าพระองค์เป็นที่พึ่งของคนทั้งปวง ๑ ความสะดุ้งหวาดเสียวไม่มีแก่ข้าพระองค์ ๑[๒๘๓] ความป่วยไข้ไม่มีแก่ข้าพระองค์ ๑ ข้าพระองค์รักษาอายุไว้ได้ยืนนาน ๑ ข้าพระองค์เป็นผู้มีผิวพรรณละเอียดอ่อน ๑ ข้าพระองค์ได้อยู่ในที่ปรารถนา ๑[๒๘๔] เพราะได้ถวายไม้กลอน ๘ อัน ข้าพระองค์จึงได้อยู่ในหมวดธรรม อีกข้อหนึ่ง คือ ปฏิสัมภิทาและอรหัต นี้เป็นข้อที่ ๘ ของข้าพระองค์[๒๘๕] ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์มีธรรมเครื่องอยู่อันอยู่จบหมดแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ เป็นบุตรของพระองค์ ชื่อว่าอัฏฐโคปานสี[๒๘๖] เพราะได้ถวายเสา ๕ ต้น ข้าพระองค์จึงได้อยู่ในธรรมเป็นอันมาก เพราะกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์จึงได้เหตุ ๕ ประการ[๒๘๗] คือ ข้าพระองค์เป็นผู้ไม่หวั่นไหวด้วยเมตตา ๑ มีโภคสมบัติไม่รู้จักพร่อง ๑ มีถ้อยคำควรเชื่อถือได้ตามที่ข้าพระองค์ไม่จำกัด ๑
[๒๘๘] จิตของข้าพระองค์ไม่หวาดกลัว ๑ ข้าพระองค์ไม่เป็นเสี้ยนหนามต่อใคร ๆ ๑ เพราะกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์เป็นผู้ปราศจากมลทินในพระศาสนา[๒๘๙] ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ภิกษุสาวกของพระองค์มีความเคารพ มีความยำเกรง ได้ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ขอถวายบังคมพระองค์[๒๙๐] ข้าพระองค์ได้สร้างบัลลังก์ที่ทำอย่างสวยงามแล้วจัดตั้งไว้ในศาลา เพราะกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ย่อมได้เหตุ ๕ ประการ[๒๙๑] คือ เกิดในตระกูลสูง ๑ มีโภคสมบัติมาก ๑ มีสมบัติทั้งปวง ๑ ไม่มีความตระหนี่ ๑
[๒๙๒] เมื่อข้าพระองค์ปรารถนาจะไป บัลลังก์ย่อมตั้งรออยู่ ย่อมไปสู่ ที่ปรารถนาพร้อมด้วยบัลลังก์อันประเสริฐ ๑
[๒๙๓] เพราะการถวายบัลลังก์นั้น ข้าพระองค์กำจัดความมืดได้หมด ข้าแต่พระมหามุนี พระเถระผู้บรรลุอภิญญาและพละทั้งปวง ขอถวายบังคมพระองค์[๒๙๔] ข้าพระองค์ทำกิจทั้งปวงอันเป็นกิจของผู้อี่นและของตนสำเร็จแล้ว เพราะกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าไปสู่บุรี อันไม่มีภัย[๒๙๕] ข้าพระองค์ได้ถวายเครื่องบริโภคในศาลาที่สร้างสำเร็จแล้ว เพราะกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าถึงความเป็นผู้ประเสริฐ[๒๙๖] ผู้ฝึกเหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามีในโลก ผู้ฝึกเหล่านั้นย่อมฝึก ช้างและม้า ย่อมให้ทำเหตุต่าง ๆ นานา แล้วฝึกด้วยความทารุณ
[๒๙๗] ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์หาได้ฝึกชายและหญิงเหมือนอย่างนั้นไม่ พระองค์ทรงฝึกในวิธีฝึกอันสูงสุดโดยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ใช้ศัสตรา[๒๙๘] พระมุนีทรงสรรเสริญคุณแห่งทาน ทรงฉลาดในเทศนา และ พระมุนีตรัสปัญหาข้อเดียวก็ยังคน ๓๐๐ คนให้ตรัสรู้ได้
[๒๙๙] ข้าพระองค์ทั้งหลายอันพระองค์ผู้เป็นสารถีฝึกแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ไม่มีอาสวะ บรรลุอภิญญาและพละทั้งปวง ดับแล้ว ในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ[๓๐๐] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ข้าพระองค์ได้ถวายทานใดไว้ ในกาลนั้น ด้วยการถวายทานนั้น ภัยทั้งปวงล่วงพ้นไปแล้ว นี้เป็นผลแห่งการถวายศาลา[๓๐๑] การที่ข้าพระองค์ได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้านี้เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ ข้าพระองค์ได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่ง สอนของพระพุทธเจ้าข้าพระองค์ก็ทำเสร็จแล้ว[๓๐๒] ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลาย ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัด กิเลสเครื่องผูกขาดดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
[๓๐๓] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าข้าพระองค์ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระเสลเถระพร้อมด้วยบริษัทได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการฉะนี้แล
จบ เสลเถราปทานที่ ๒
๓. สัพพกิตติกเถราปทาน
บุพประวัติของพระสัพพกิตติกเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญธรรม
(ท่านพระสัพพกิตติกเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๓๙๕} [๓๐๔] เราเป็นพราหมณ์ผู้ทรงชฎาและหนังสัตว์ เป็นผู้ซื่อตรง มีตบะ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้นายกของโลก ทรงรุ่งเรืองดังดอกกรรณิการ์ โชติช่วงดังต้นไม้ประจำทวีป รุ่งโรจน์ดังดาวประกายพฤกษ์ เปรียบ เหมือนสายฟ้าในอากาศ[๓๐๕] ไม่ทรงครั่นคร้าม ไม่ทรงสะดุ้งกลัว ดังพญาไกรสรราชสีห์ ทรง ประกาศแสงสว่างแห่งพระญาณ ทรงย่ำยีพวกเดียรถีย์
[๓๐๖] ทรงช่วยเหลือสัตว์โลกนี้ ทรงตัดความสงสัยทั้งปวง ไม่ทรง หวาดหวั่นดังพญาเนื้อ จึงเอาผ้าเปลือกไม้ลาดลง ณ ที่ใกล้พระบาท
[๓๐๗] เราเป็นฤๅษีทรงชฎาและหนังเสือเหลือง เป็นผู้ใหญ่ ซื่อตรง มีตบะ ได้เอาผ้าคากรองไปลาดไว้ใกล้พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า
[๓๐๘] หยิบกะลำพักมาชะโลมทาพระตถาคต ครั้นชะโลมทา พระสัมพุทธเจ้าแล้วได้ชมเชยพระองค์ผู้นายกของโลกว่า
[๓๐๙] “ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ทรงข้ามพ้นโอฆะแล้ว ทรงยัง โลกนี้ให้ข้ามพ้น ให้โชติช่วงด้วยแสงสว่างแห่งพระญาณ พระญาณทั้งประเสริฐและสูงสุด
End of ๒. เสลเถราปทาน (๓๙๒)