พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ติณทายกวรรค
๑๐. สุคันธเถราปทาน เล่ม ๓๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๒๐ (Royal Thai)10/10 in ติณทายกวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ติณทายกวรรค สุคันธเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 33, pp. 190–197
๑๐. สุคันธเถราปทาน
บุพประวัติของพระสุคันธเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการสดุดีพระรัตนตรัย
(ท่านพระสุคันธเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๒๐} [๘๑] พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพรหม ทรงมีพระยศใหญ่ มีพระนามว่ากัสสปะ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้น แล้วในภัทรกัปนี้[๘๒] พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ประการ มีพระรัศมีวาหนึ่งแวดล้อม มีข่ายพระรัศมีปกคลุม[๘๓] ก่อให้เกิดความยินดีเหมือนดวงจันทร์ ส่องแสงสว่างเหมือนดวงอาทิตย์ ทรงยังหมู่สัตว์ให้เยือกเย็นเหมือนเมฆฝน เป็นบ่อเกิดแห่งคุณเหมือนสาคร[๘๔] ปานประหนึ่งว่าแผ่นดินโดยศีล เปรียบดังภูเขาหิมวันต์โดยสมาธิ เหมือนอย่างอากาศโดยปัญญา เป็นผู้ไม่เกาะเกี่ยว อะไรเหมือนลม[๘๕] ไม่พร่องเหมือนวิหาร แกล้วกล้าในบริษัท ทรงประกาศสัจธรรมช่วยมหาชนให้รอดพัน
[๘๖] ครั้งนั้น เราเป็นเศรษฐีบุตรผู้มียศใหญ่ในพระนครพาราณสี มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย
[๘๗] เราเที่ยวเดินเล่นไปจนถึงป่ามฤคทายวัน ได้เห็นพระศาสดาผู้เป็นนาถะกำลังทรงแสดงพระธรรมเทศนาเรื่องหนทางอมตธรรมอยู่
[๘๘] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้เป็นเทพยิ่งกว่าทวยเทพ มีพระดำรัสเพราะพริ้งน่าฟัง มีพระสุรเสียงสม่ำเสมอเหมือนนกการะเวก มีพระสำเนียงก้องเหมือนเสียงหงส์และเสียงกลองใหญ่ยังมหาชนให้ทราบชัดได้[๘๙] และได้สดับพระสุรเสียงอันไพเราะ จึงได้ทิ้งโภคทรัพย์มิใช่น้อยออกบวชเป็นบรรพชิต
[๙๐] เราบวชแล้วเช่นนี้ ไม่นานก็เป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก มีปฏิภาณอันวิจิตร
[๙๑] เราเป็นคนองอาจในการพรรณนา ได้พรรณนาพระคุณของพระศาสดาผู้มีพระฉวีวรรณเหมือนทองในท่ามกลางบริษัทใหญ่ว่า
[๙๒] “พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ทรงเป็นพระขีณาสพ เป็นผู้ตื่นแล้ว ไม่มีทุกข์ ทรงตัดความสงสัยได้แล้ว ทรงถึงความสิ้นกรรมทุกอย่าง ทรงพ้นกิเลสแล้วในเพราะธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ[๙๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้นั้นทรงเป็นผู้ตื่นแล้ว พระองค์เป็นผู้ประเสริฐยิ่ง ทรงประกาศพรหมจรรย์ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก
[๙๔] ทรงฝึกพระองค์เองและทรงฝึกผู้อื่นด้วย ทรงสงบระงับเองและทรงทําผู้อื่นให้สงบระงับด้วย เป็นผู้ดับกิเลส และทรงยังผู้อื่นให้ดับกิเลสด้วย เป็นผู้เบาพระทัยและทรงยังมหาชนให้เบาใจด้วย
- ๑ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ หมายถึงพระนิพพาน (ขุ.อุ.อ. ๓๓๖, ขุ.อิติ.อ. ๑๐๖)
[๙๕] ทรงมีความเพียร องอาจ กล้าหาญ มีพระปัญญา ทรงประกอบด้วยพระกรุณา ทรงมีความชำนาญ เป็นผู้มีชัยชนะ เป็นพระชินเจ้า ไม่ทรงคะนอง ทรงหมดความห่วงใย[๙๖] เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ไม่สั่นสะเทือน เป็นนักปราชญ์ ไม่ทรงหลงใหล ไม่มีใครเทียมทัน เป็นมุนี มีปกตินําธุระไป ทรงอาจหาญแม้ในพวกครู ดังโคอุสภราช พญาคชสาร ไกรสรสีหราช[๙๗] เป็นผู้ปราศจากราคะ ปราศจากมลทิน เป็นดังพรหม กล้ากว่านักปราชญ์ หักเสียซึ่งข้าศึกคือกิเลส หมดเสี้ยนหนาม ปราศจากความเศร้าโศก ไม่มีใครเสมอเหมือน เป็นผู้ประเสริฐ สะอาด[๙๘] เป็นพราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นนาถะ เป็นหมอ เป็นผู้กำจัดลูกศร เป็นนักรบ เป็นผู้เบิกบาน เป็นผู้หลับและตื่น ไม่หวั่นไหว มีใจเบิกบาน ยิ้มแย้ม[๙๙] ทรงทำการฝึกอินทรีย์ เป็นผู้นำตนไป เป็นผู้สร้าง เป็นผู้นำ เป็นผู้ประกาศ เป็นผู้ทำสัตว์ให้ร่าเริง เป็นผู้วิด เป็นผู้ตัก เป็นผู้ฟุ้ง เป็นผู้สรรเสริญ
[๑๐๐] เป็นผู้ไม่กำเริบ ปราศจากลูกศร ไม่มีทุกข์ ไม่ทรงมีความสงสัย เป็นผู้หมดตัณหา ปราศจากธุลี เป็นผู้ขุด เป็นผู้ทำลาย เป็นผู้กล่าว เป็นผู้ทำให้ปรากฏ[๑๐๑] เป็นผู้ยังสัตว์ให้ข้าม ให้ทำประโยชน์ เป็นผู้ยังสัตว์ให้ถึงสัมปทา เป็นผู้ยังสัตว์ให้บรรลุ เป็นผู้ไปด้วยกัน เป็นผู้ฆ่า ทรงยังกิเลสให้เร่าร้อน ให้เหือดแห้ง
[๑๐๒] ดำรงอยู่ในสัจจะ เสมอด้วยผู้เสมอ ไม่มีสหาย เป็นที่อยู่แห่งความเอ็นดู มีความอัศจรรย์ ไม่ทรงลวงให้พิศวง เป็นผู้ทำเป็นพระฤๅษีเจ้าผู้ประเสริฐ
[๑๐๓] ทรงข้ามพ้นความสงสัยแล้ว ไม่ทรงถือพระองค์ ทรงมีคุณหาประมาณมิได้ ไม่มีใครเปรียบปาน ล่วงคลองแห่งถ้อยคำทุกชนิด ล่วงเวไนยสัตว์ทุกจำพวก ทรงชนะหมู่มาร[๑๐๔] ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้มีพระรัศมีกำหนด ด้วยร้อยพระองค์นั้น ย่อมนำอมตมหานิพพานมาให้ เพราะฉะนั้น ความเชื่อในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม และในพระสงฆ์จึงมีประโยชน์ใหญ่”[๑๐๕] เราสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้เป็นสรณะอย่างสูงสุดของสามโลก ด้วยคุณมีอาทิเห็นปานดังนี้ แสดงธรรมกถาในท่ามกลางบริษัท
[๑๐๖] จุติจากอัตภาพนั้นแล้วได้เสวยมหันตสุขในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากชั้นดุสิตแล้วมาเกิดในมนุษย์ เป็นผู้มีกลิ่นหอม
[๑๐๗] ลมหายใจ กลิ่นปาก และกลิ่นตัวของเราก็เช่นนั้นเหมือนกัน คือ มีกลิ่นหอม และกลิ่นหอมนั้นนั่นแหละฟุ้งไปเนืองนิจ เรามีกลิ่นหอมทุกอย่าง
[๑๐๘] กลิ่นปากของเราหอมฟุ้งอยู่ทุกเมื่อ สรีระของเรางดงามหอมฟุ้ง ในกาลทั้งปวง ปานดังดอกปทุม ดอกอุบล และดอกจำปาฉะนั้น
[๑๐๙] ทั้งหมดนั้น เป็นผลแห่งการกล่าวสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้า ผลนั้นน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ขอท่านทั้งหลาย จงตั้งใจสดับพระคุณของพระพุทธเจ้าซึ่งเราได้กล่าวแล้วนั้น
[๑๑๐] ครั้นเรากล่าวสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าซึ่งนำประโยชน์ และความสุขมาให้แล้ว เป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วในธรรมทั้งปวง พระสงฆ์เป็นผู้ประกอบด้วยความเพียร[๑๑๑] มียศ ถึงความสุข งดงาม รุ่งเรือง น่ารัก น่าชม เป็นผู้กล่าวไม่ดูหมิ่นดูแคลน ไม่มีโทษ และเป็นผู้มีปัญญา
[๑๑๒] ขวนขวายในธรรมอันเป็นที่สิ้นกิเลส สำหรับผู้ภักดีต่อ พระพุทธเจ้าได้นิพพานโดยง่าย เราจักกล่าวถึงเหตุของพวกเรา เชิญท่านทั้งหลายฟังเหตุนั้นตามเรื่อง[๑๑๓] เราถวายบังคมก็เพราะค้นพบพระยศที่มีอยู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะฉะนั้น แม้เราจะเกิดในภพใด ๆ ก็เป็นผู้มียศในภพนั้น ๆ
[๑๑๔] เราสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้ทำที่สุดทุกข์ และพระธรรมอันสงบระงับ ซึ่งมิได้ถูกปัจจัยปรุงแต่ง จึงได้เป็นผู้ถึงความสุข เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าทรงประทานความสุขแก่สัตว์ทั้งหลาย[๑๑๕] เรากล่าวสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าทั้งส่วนพระองค์ และที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่น จึงเป็นผู้ประกอบด้วยปีติ ในพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้มีความงดงาม[๑๑๖] เมื่อเรากล่าวสรรเสริญพระคุณ ชมเชยพระผู้นายกซึ่งทรงชนะมาร ล่วงเสียซึ่งเดียรถีย์ ครอบงำเดียรถีย์ได้ เพราะฉะนั้นเราจึงเป็นคนมีความรุ่งเรือง
[๑๑๗] เรากล่าวสรรเสริญพระคุณของพระสัมพุทธเจ้า ทำตนให้เป็นที่รักแม้แห่งหมู่ชน เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้น่ารักน่าชมเหมือนดวงจันทร์ในสรทกาลฉะนั้น[๑๑๘] เราชมเชยพระสุคตเจ้าด้วยวาจาทุกอย่างตามความสามารถ เพราะฉะนั้น เราจึงมีปฏิภาณวิจิตรเหมือนท่านพระวังคีสะ[๑๑๙] คนพาลพวกใดถึงความสงสัยจึงดูหมิ่นพระมหามุนี เราข่มคนพาลพวกนั้นเสียโดยชอบธรรม เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ถูกดูหมิ่น[๑๒๐] เราได้ช่วยทำกิเลสของสัตว์ทั้งหลายให้หมดไปด้วยการสรรเสริญพระคุณพระพุทธเจ้า ด้วยอำนาจของกรรมนั้น เราจึงเป็นผู้มีใจไม่มีกิเลส[๑๒๑] เราผู้แสดงพุทธานุสสติ ได้ทำปัญญาเครื่องตรัสรู้ให้เกิดแก่ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้มีปัญญาเห็นแจ้งอรรถอันละเอียด[๑๒๒] เราจักเป็นผู้สิ้นอาสวะทุกอย่าง จักข้ามพ้นสาครคือสงสารไปได้ และมีความชำนาญไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ถึงความดับสนิท[๑๒๓] ในกัปนี้เอง เราได้ชมเชยพระชินเจ้าไว้ ด้วยการชมเชยนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
[๑๒๔-๑๒๖] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราทำเสร็จแล้วดังนี้แล
นัยว่า ท่านพระสุคันธเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการ ฉะนี้แล
จบ สุคันธเถราปทานที่ ๑๐
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ติณมุฏฐิทายกเถราปทาน ๒. เวจจกทายกเถราปทาน
๓. สรณคมนิยเถราปทาน ๔. อัพภัญชนทายกเถราปทาน
๕. สุปฏทายกเถราปทาน ๖. ทัณฑทายกเถราปทาน
๗.คิริเนลปูชกเถราปทาน ๘. โพธิสัมมัชชกเถราปทาน
๙. อามัณฑผลทายกเถราปทาน ๑๐. สุคันธเถราปทาน
ในวรรคนี้บัณฑิตคำนวณคาถาทั้งหมดได้ ๑๒๖ คาถา
จบ ติณทายกวรรคที่ ๕๓
๕๔. กัจจายนวรรค
๑. มหากัจจายนเถราปทาน
ว่าด้วยบุพประวัติของพระมหากัจจายนเถระ
(ท่านพระมหากัจจายนเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๑๒๑} [๑] พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระผู้ปราศจากตัณหา ทรงชำนะสิ่งที่ใคร ๆ เอาชนะไม่ได้ เป็นผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้[๒] พระองค์เป็นผู้แกล้วกล้า มีพระอินทรีย์เสมือนใบบัว มีพระพักตร์ปราศจากมลทินดังดวงจันทร์ มีพระฉวีวรรณปานดังทอง มีพระรัศมีซ่านออกจากพระองค์เหมือนรัศมีดวงอาทิตย์[๓] ดึงดูดดวงตาและดวงใจของส่ำสัตว์ ประดับด้วยพระลักษณะอันประเสริฐ ล่วงครรลองแห่งถ้อยคำพูดทุกชนิด อันหมู่มนุษย์และทวยเทพสักการะ[๔] ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ทรงยังสัตว์ให้ตรัสรู้ ทรงนำไปได้อย่างรวดเร็ว มีพระสุรเสียงไพเราะ มีพระอุปนิสัยเนื่องด้วยพระกรุณา ทรงแกล้วกล้าในที่ประชุม[๕] พระองค์ทรงแสดงธรรมอันไพเราะซึ่งประกอบด้วยสัจจะ ๔ ทรง ถอนหมู่สัตว์ผู้จมอยู่ในเปือกตมคือโมหะขึ้น
[๖] ในกาลนั้น เราเป็นดาบสท่องเที่ยวไปคนเดียว มีป่าหิมพานต์เป็นที่อยู่อาศัย กำลังเดินทางไปมนุษยโลกทางอากาศ ก็ได้พบพระชินเจ้า
End of ๑๐. สุคันธเถราปทาน