พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · ติณทายกวรรค
๑๐. สุคันธเถราปทาน เล่ม ๓๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๒๐ (Royal Thai)10/10 in ติณทายกวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
ทสมํ สุคนฺธตฺเถราปทานํ (๕๓๐)
สุคันธเถราปทานที่ ๑๐
ว่าด้วยผลแห่งการสดุดีพระรัตนตรัย
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ติณทายกวรรค สุคันธเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส
กสฺสโป นาม นาเมน ๑ อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ
อนุพฺยญฺชนสมฺปนฺโน ทฺวตฺตึสวรลกฺขโณ
พฺยามปฺปภาปริวุโต รํสิชาลสมุตฺถโต ฯ
อสฺสาเสตา ยถา จนฺโท สุริโย วิย ปภงฺกโร
นิพฺพาเปตา ยถา เมโฆ สาคโรว คุณากโร ฯ
ธรณีริว สีเลน หิมวาว สมาธินา
อากาโส วิย ปญฺญาย อสงฺโค อนิโล ยถา ฯ
อนูโน ๒ ยถาวิหาโร ปริสาสุ วิสารโท
สจฺจานิ สมฺปกาเสติ อุทฺธรนฺโต มหาชนํ ฯ
ตทาหํ ๓ พาราณสิยํ เสฏฺฐิปุตฺโต มหายโส
อาสภํ ๔ ธนธญฺญสฺส ปหุตสฺส พหู มมํ ๕ ฯ
ชงฺฆวิหารํ วิจรํ มิคทายํ อุเปจฺจหํ
อทฺทสํ นาถสตฺถารํ ๖ เทเสนฺตํ อมตํ ปทํ ฯ
วิสฏฺฐกนฺตวจนํ กรวิกสมสฺสรํ
หํสทุนฺทุภินิคฺโฆสํ ๑ วิญฺญาเปนฺตํ มหาชนํ ฯ
ทิสฺวา เทวาติเทวนฺตํ สุตฺวา จ มธุรํ สรํ ๒
ปหายานปฺปเก โภเค ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ
เอวํ ปพฺพชิโตวาหํ น จิเรน พหุสฺสุโต
อโหสึ ธมฺมกถิโก วิจิตฺตปฏิภาณวา ฯ
มหาปริสมชฺเฌหํ สตฺถุโนว ๓ ปุนปฺปุนํ
วณฺณยึ เหมวณฺณสฺส วณฺณํ วณฺณวิสารโท ฯ
เอส ขีณาสโว พุทฺโธ อนีโฆ ฉินฺนสํสโย
สพฺพกมฺมกฺขยํ ปตฺโต วิมุตฺโต ๔ อุปธิกฺขเย
เอส โส ภควา พุทฺโธ เอส สีโห อนุตฺตโร ฯ
สเทวกสฺส โลกสฺส พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺตโก
ทนฺโต ทเมตา สนฺโต จ สเมตา นิพฺพุโต อิสิ
นิพฺพาเปตา จ อสฺสตฺโถ อสฺสาเสตา มหาชนํ ฯ
วีโร สูโร จ วิกฺกนฺโต ๕ ปญฺโญ การุณิโก วสี
วิชิตาวี วิชิโต ๖ จ อปฺปคพฺโภ อนาลโย ฯ
อเนญฺโช อจโล ธีโร อโมโห อสโม มุนิ
โธรโยฺห อุสโภ นาโค สีโห สกฺโก ครูสุปิ ฯ
วิราโค วิมโล พฺรหฺมา วาทีสูโร รณญฺชโห
อขิโล จ วิสลฺโล จ อสโม วุสโภ สุจิ ฯ
พฺราหฺมโณ สมโณ นาโถ ภิสกฺโก สลฺลสนฺธุโต ๑
โยโธ พุทฺโธ สุตาสุโต อจโล มุทิโต สิโต ฯ
กตทนฺตา ๒ วหตฺตา จ กตฺตา เนตา ปกาสิตา
สมฺปหํสิตา เสตฺตา ๓ จ เฉตฺตา โสตา ปสํสิตา ฯ
อวิโล ๔ จ วิสลฺโล จ อนีโฆ อกถํกถี
อเนโช วิรโช ขตฺตา คนฺธา วตฺตา ๕ ปกาสิตา ฯ
ตาเรตา อตฺถกาเรตา ๖ กาเรตา สมฺปทาริตา
ปาเปตา สหิตา หนฺตา ๗ ตาปิตา ๘ จ วิโสสิตา ฯ
สจฺจฏฺฐิโตสมสโม ๙ อสหาโย ทยาลโย
อจฺเฉรมนฺโต ๑๐ อกุโห กตาวี อิสิ สตฺตโม ฯ
นิติณฺณกงฺโข นิมฺมาโน อปฺปเมยฺโย อนูปโม
สพฺพวากฺยปถาตีโต สพฺพเนยฺยนฺติโต ๑๑ ชิโน ฯ
สตรํสีวเร ๑๒ ตสฺมึ ปสาโท อมตาวโห
ตสฺมา พุทฺเธ จ ธมฺเม จ สงฺเฆ สทฺธา มหตฺถิกา ฯ
คุเณหิ เอวมาทีหิ ติโลกสรณุตฺตมํ
วณฺเณนฺโต ปริสมชฺเฌ กถึ ธมฺมกถํ อหํ ฯ
ตโต จุโตหํ ตุสิเต อนุโภตฺวา มหาสุขํ
ตโต จุโต มนุสฺเสสุ ชาโต โหมิ สุคนฺธิโก ฯ
นิสฺสาโส มุขคนฺโธ จ เทหคนฺโธ ตเถว เม
โส ๑๓ จ คนฺโธว สตตํ สพฺพคนฺโธว โหติ เม ฯ
มุขคนฺโธ สทา มยฺหํ ปทุมุปฺปลจมฺปโก
อติกนฺโต ๑ สทา วาติ สรีโร จ ตเถว เม ฯ
คุณตฺถวสฺส สพฺพนฺตํ ผลนฺตํ ปรมพฺภุตํ
เอกคฺคมนสา สพฺเพ ภาสิตสฺส ๒ สุณาถ เม ฯ
คุณํ พุทฺธสฺส วตฺวาน หิตายนํ ๓ สุขาวหํ
สุจิตฺโต ๔ โหมิ สพฺพตฺถ สงฺโฆ วีรสมาสุโต ๕ ฯ
ยสสฺสี สุขิโต กนฺโต ชุติมา ปิยทสฺสโน
วตฺตา อปริภูโต จ นิทฺโทโส ปญฺญวา ตถา ฯ
ขีเณ ปาสุสิ ๖ นิพฺพานํ สุลภํ พุทฺธภตฺตินํ ๗
เตสํ เหตุํ ปวกฺขามิ ตํ สุณาถ ยถาตถํ ฯ
สนฺตํ ยสํ ภควโต วิจินา ๘ อภิวาทยํ
ยตฺถ ๙ ยตฺถุปปนฺโนปิ ยสสฺสี เตน โหมหํ ฯ
ทุกฺขสฺสนฺตกรํ พุทฺธํ ธมฺมํ สนฺตํ อสงฺขตํ
วณฺณยํ สุขโท อาสึ สตฺตานํ สุขิโต ตโต ฯ
คุณํ วทนฺโต พุทฺธสฺส พุทฺธปีติสมายุโต
สกนฺติ ๑๐ ปรกนฺติ จ อาสึ เตน จ กนฺติมา ฯ
ชิโน โย ๑๑ ติตฺถิกาติณฺโณ อภิภุยฺย กุติตฺถิเย
คุณํ วทนฺโต โถเมสึ ๑๒ นายกํ ชุติมา ตโต ฯ
ปิยงฺการึ ชนสฺสาปิ สมฺพุทฺธสฺส คุณํ วทํ
สรทิว สสงฺโกหํ เตนาสึ ปิยทสฺสโน ฯ
ยถาสตฺติวเสนาหํ สพฺพวาจาหิ สนฺถวึ
สุคตํ เตน วงฺคีโส วิจิตฺตปฏิภาณวา ฯ
เย พาลา วิมตึ ปตฺตา ปริโภนฺติ มหามุนึ
นิคฺคหึ เต สธมฺเมน ปริภูเตน เตนหํ ฯ
พุทฺธวณฺเณหิ สตฺตานํ กิเลเส อปเนสหํ
นิกฺกิเลสมโน โหมิ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา ฯ
โสตูนํ พุทฺธิมชนึ พุทฺธานุสฺสติเทสโก
เตนาปิจาสึ ๑ สปฺปญฺโญ นิปุณตฺถวิปสฺสโก ฯ
สพฺพาสวปริกฺขีโณ ติณฺณสํสารสาคโร
วสี ๒ จ อนุปาทาโน ปาปุณิสฺสามิ นิพฺพุตึ ฯ
อิมสฺมึเยว กปฺปสฺมึ ยมหํ สนฺถวึ ชินํ
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สุคนฺโธ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
สุคนฺธตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
อุทฺทานํ
ติณโท เวจฺจโท เจว สรณพฺภญฺชนมฺปโท
สุปโฏ ทณฺฑทายี จ เนลปูชี ตเถว จ ฯ
โพธิสมฺมชฺชโกมณฺโฑ สุคนฺโธ ทสโม ทิโช
คาถาสตํ สเตวีสํ คณิตํ เจตฺถ สพฺพโส ฯ
ติณทายกวคฺโค เตปญฺญาโส ฯ
๑ ม. โคตฺเตน ฯ ๒ ม. ยุ. สกทาจิ มหาวีโร ฯ ๓ ม. ยุ. ตทา หิ ฯ ๔ ม. ยุ.
อาสหํ ... ฯ ๕ ม. ยุ. ตทา ฯ ๖ ม. ... วิรชํ พุทฺธํ ฯ ยุ. ... ตาทิสํ พุทฺธํ ฯ
๑ ม. หํสรุเตหิ นิคฺโฆสํ ฯ ๒ ม. ยุ. คิรํ ฯ ๓ ม. ยุ. หฏฺฐจิตฺโต ฯ ๔ ม.
วิมุตฺโตปธิสงฺขเย ฯ ๕ โป. ยุ. ... ธีโร จ ฯ ๖ ม. ยุ. ... จ ส ชิโน ฯ
๑ ม. ยุ. สลฺลกตฺตโก ฯ ๒ ม. ธาตา ธตา จ สนฺติ จ ฯ ยุ. ตาตา ตนฺตา จ หนฺตา จ ฯ
๓ ม. เภตฺตา ฯ ยุ. โภตฺตา ฯ ๔ ม. ยุ. อขิโล ฯ ๕ ยุ. เมตฺตา ฯ
๖ โป. ยุ. ... อถ ตาเรตา ฯ ๗ ม. กนฺตา ฯ ๘ ม. ยุ. หนฺตา อาตาปี ตาปโส ฯ
๙ ม. ยุ. สมจิตฺโต ฯ ๑๐ ม. อจฺเฉรสตฺโต ฯ ยุ. อจฺเฉรสนฺโต ฯ
๑๑ ม. สจฺจเนยฺยนฺตคู ฯ ยุ. สจฺจเนยฺยนฺตโค ฯ ๑๒ ม. ยุ. สตฺตสารวเร ฯ
๑๓ ม. ยุ. เสทคนฺโธ ฯ
๑ ม. ปริสนฺโต ... ฯ ยุ. อติสนฺโต ฯ ๒ ม. ยุ. วณฺณยิสฺสํ ฯ ๓ ม. หิตาย จ น
สทิสํ ฯ ยุ. ... ชนสนฺธิสุ ฯ ๔ ม. ยุ. สุขิโต ฯ ๕ ม. วีรสมายุโต ฯ ยุ. รสทฺโธ
วิสมายุโต ฯ ๖ ม. อายุสิ ฯ ยุ. ขีเณวายุปิ ฯ ๗ ม. ย. พุทฺธภตฺติโน ฯ ๘ ม. ยุ.
วิธินา ฯ ๙ ม. ตตฺถ ตตฺถูปปนฺโนปิ ฯ ๑๐ ม. ยุ. สกนฺตึ ปรกนฺติญฺจ ชนยึ ... ฯ
๑๑ ม. ... เต ติตฺถิกากิณฺเณ ฯ ยุ. ชโนเฆ ติตฺถิกากิณฺเณ ฯ ๑๒ ม. ยุ. โชเตสึ ฯ
๑ ม. ยุ. เตนาหมาสึ ฯ ๒ ม. ยุ. สิขีว ฯ
พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ ทรงพระยศใหญ่ มีพระนามชื่อว่ากัสสปะ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในภัทกัปนี้ พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยอายุพยัญชนะมีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ อันรัศมีวาหนึ่งแวดล้อม มีข่ายรัศมีบังเกิดปรากฏ ก่อให้เกิดความยินดีเหมือนพระจันทร์ ส่องแสงสว่างเหมือนพระอาทิตย์ ทรงยังหมู่สัตว์ให้เยือกเย็น เหมือนเมฆฝนเป็นบ่อเกิดแห่งคุณเหมือนสาคร ปานประหนึ่งว่าแผ่นดินโดยศีลเปรียบดังภูเขาหิมวันต์โดยสมาธิ เหมือนอย่างอากาศโดยปัญญาเป็นผู้ไม่เกาะเกี่ยวเหมือนลม ไม่พร่องเหมือนวิหาร แกล้วกล้าในบริษัท ทรงประกาศสัจธรรมช่วยมหาชนให้รอดพ้น
ครั้งนั้นเราเป็นเศรษฐีบุตรผู้มียศใหญ่ ในพระนครพาราณสี มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย เราเที่ยวเดินเล่นไปจนถึงป่ามฤคทายวัน ได้เห็นพระศาสดาผู้เป็นนาถะ กำลังทรงแสดงพระธรรมเทศนาเรื่องหนทางอมตธรรม เราได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าทวยเทพ มีพระดำรัสเกลี้ยงเกลา น่ารัก มีพระสุรเสียงสม่ำเสมอเหมือนนกการะเวก มีพระสำเนียงก้องเหมือนเสียงหงส์และเสียงกลองใหญ่ ยังมหาชนให้ทราบชัดได้ และได้สดับพระสุรเสียงอันไพเราะ จึงได้ละโภคทรัพย์มิใช่น้อย ออกบวชเป็นบรรพชิตเราบวชแล้ว เช่นนี้ ไม่นานก็เป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึกมีปฏิภาณอันวิจิตร
เราเป็นคนองอาจในการพรรณนา ได้พรรณนาพระคุณของพระศาสดาผู้มีพระฉวีวรรณเหมือนทองคำ ในท่ามกลางบริษัทย่อยๆ ว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้ เป็นพระขีณาสพเป็นผู้ตื่นแล้วไม่มีทุกข์ ทรงตัดความสงสัยได้แล้ว ทรงถึงความสิ้นกรรมทุกอย่าง ทรงพ้นกิเลสแล้วในเพราะธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้นั้นเป็นผู้ตื่นแล้ว พระองค์เป็นผู้ประเสริฐยิ่ง ทรงประกาศพรหมจรรย์ในโลก พร้อมทั้งเทวโลกทรงฝึกพระองค์เองและทรงฝึกผู้อื่น ทรงสงบระงับเองและทรงทำผู้อื่นให้สงบระงับ เป็นผู้ดับกิเลส เป็นนักบวช ทรงยังผู้อื่นให้ดับกิเลส เป็นผู้เบาพระทัยและทรงยังมหาชนให้เบาใจ ทรงมีความเพียร องอาจ
กล้าหาญ มีพระปัญญาทรงประกอบด้วยพระกรุณาทรงมีความชำนาญ เป็นผู้มีชัยชนะ เป็นพระพิชิตมาร ไม่ทรงคนองทรงหมดความห่วงใย เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ไม่สั่นสะเทือนเป็นนักปราชญ์ ไม่ทรงหลงใหล ไม่มีใครเทียมทัน เป็นมุนี มีปกตินำธุระไป ทรงอาจหาญแม้ในพวกครู ดังโคอุสุภราชพระยาคชสาร(และ) ไกรสรสีหราช เป็นผู้ปราศจากราคะ ปราศจากมลทินเป็นดังพรหม กล้ากว่านักปราชญ์ หักเสียซึ่งข้าศึกคือกิเลส หมดเสี้ยนหนาม ปราศจากความเศร้าโศกไม่มีใครเสมอเสมือน เป็นผู้ประเสริฐ สะอาดหมดจด เป็นพราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นนาถะเป็นหมอ เป็นผู้กำจัดลูกศร เป็นนักรบ เป็นผู้เบิกบาน เป็นผู้หลับและตื่น ไม่หวั่นไหว มีใจเบิกบาน
ยิ้มแย้ม ทรงทำการฝึกอินทรีย์ เป็นผู้นำตนไป เป็นผู้ทำ เป็นผู้นำ เป็นผู้ประกาศ เป็นผู้ทำสัตว์ให้ร่าเริง เป็นผู้วิด เป็นผู้ตัก เป็นผู้ฟัง เป็นผู้สรรเสริญเป็นผู้ไม่กำเริบ ปราศจากลูกศร ไม่มีทุกข์ ไม่ทรงมีความสงสัยเป็นผู้หมดตัณหา ปราศจากธุลี เป็นผู้ขุด เป็นผู้ทำลาย เป็นผู้กล่าว เป็นผู้ทำให้ปรากฏ เป็นผู้ยังสัตว์ให้ข้าม ให้ทำประโยชน์เป็นผู้ถึงสัมปทา เป็นผู้ยังสัตว์ให้บรรลุ เป็นผู้ไปด้วยกัน เป็นผู้ฆ่าทรงยังกิเลสให้เร่าร้อน ให้เหือดแห้ง ดำรงอยู่ในสัจจะ เสมอด้วยผู้เสมอ ไม่มีสหาย เป็นที่อยู่แห่งความเอ็นดู มีมนต์อัศจรรย์ไม่ทรงลวงให้พิศวง เป็นผู้ทำ เป็นนักบวชองค์ที่ ๗
ทรงข้ามพ้นความสงสัยแล้ว ไม่ทรงถือพระองค์ ทรงมีคุณหาประมาณมิได้ไม่มีใครเปรียบปาน ล่วงคลองแห่งถ้อยคำทุกชนิด ล่วงเวไนยสัตว์ทุกคน ทรงชนะหมู่มาร ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐมีพระรัศมีกำหนดด้วยร้อยพระองค์นั้น ย่อมนำอมตมหานิพพานมาให้ เพราะฉะนั้น ความเชื่อในพระพุทธเจ้า ในพระธรรมและในพระสงฆ์ จึงมีประโยชน์ใหญ่ เราสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้เป็นสรณะอย่างสูงสุดของโลก ๓ ด้วยคุณมีอาทิเห็นปานดังนี้แสดงธรรมกถาในท่ามกลางบริษัท จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้เสวยมหันตสุขในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากดุสิตแล้วเกิดในมนุษย์เป็นผู้มีกลิ่นหอม ลมหายใจ กลิ่นปากและกลิ่นตัวของเราก็เช่นนั้นเหมือนกัน
คือ มีกลิ่นหอม และกลิ่นหอมนั้นนั่นแหละฟุ้งไปเนืองนิตย์ เรามีกลิ่นหอมทุกอย่างกลิ่นปากของเราหอมฟุ้งอยู่ทุกเมื่อสรีระของเรางดงาม หอมฟุ้งทุกทิพาราตรีกาล ปานดังดอกปทุมดอกอุบลและดอกจำปา ฉะนั้น ทั้งหมดนั้นเป็นผลแห่งการกล่าวสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า ผลนั้นน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจสดับคุณของพระพุทธเจ้านั้น ซึ่งเราได้กล่าวแล้ว ครั้นเรากล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า ซึ่งนำประโยชน์และความสุขมาให้แล้ว เป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วในธรรมทั้งปวง พระสงฆ์เป็นผู้ประกอบด้วยความเพียร มียศ ถึงความสุข งดงาม รุ่งเรืองน่ารักน่าชม เป็นผู้กล่าวไม่ดูหมิ่นดูแคลน ไม่มีโทษ และเป็นผู้มีปัญญาขวนขวายในธรรมที่เป็นสิ้นกิเลส
สำหรับผู้ภักดีต่อพระพุทธเจ้าได้นิพพานโดยง่าย เราจักกล่าวถึงเหตุของพวกเรา เชิญท่านทั้งหลายฟังเหตุนั้นตามเรื่อง เราถวายบังคมก็เพราะค้นพบพระยศของพระผู้มีพระภาคที่มีอยู่ เพราะฉะนั้น แม้เราจะเกิดในภพใดๆก็ย่อมเป็นผู้มียศในภพนั้นๆ เราสรรเสริญพระพุทธเจ้า ผู้ทำที่สุดทุกข์ และพระธรรมอันสงบระงับ ปัจจัยมิได้ปรุงแต่ง จึงได้เป็นผู้ถึงความสุข เพราะฉะนั้น
พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าทรงประทานความสุขแก่สัตว์ทั้งหลาย เรากล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้าว่ามีทั้งส่วนพระองค์และที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่น จึงเป็นผู้ประกอบด้วยปีติในพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้มีความงดงามเมื่อเรากล่าวสรรเสริญพระคุณ ชื่อว่าชมเชยพระผู้นำ ซึ่งทรงชำนะมาร ล่วงเสียซึ่งเดียรถีย์ ครอบงำเดียรถีย์โกงเสียได้ เพราะฉะนั้นเราจึงเป็นคนมีความรุ่งเรือง เมื่อเรากล่าวสรรเสริญพระคุณของพระสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าพระองค์ให้เป็นที่รักแม้แห่งหมู่ชน เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้น่ารัก น่าชม เหมือนพระจันทร์อันมีในสรทกาลฉะนั้น เราชมเชยพระสุคตเจ้าด้วยวาจาทุกอย่าง ตามสติสามารถเพราะฉะนั้น
เราจึงมีปฏิภาณวิจิตร เหมือนท่านพระวังคีสะ คนพาลพวกใดเป็นผู้ถึงความสงสัย จึงดูหมิ่นพระมหามุนี เราข่มขี่คนพาลพวกนั้นโดยชอบธรรม เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ถูกดูหมิ่นเราได้ช่วยทำกิเลสของสัตว์ทั้งหลายให้หมดไป ด้วยการสรรเสริญพระคุณพระพุทธเจ้า เพราะอำนาจของกรรมนั้น เราจึงเป็นผู้มีใจไม่มีกิเลส เราผู้แสดงพุทธานุสสติ ได้ทำปัญญาเครื่องตรัสรู้ให้เกิดแก่ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้มีปัญญาเห็นแจ้งอรรถอันละเอียด เราจักเป็นผู้สิ้นอาสวะทุกอย่าง จักข้ามพ้นสาครคือสงสารไปได้ และมีความชำนิชำนาญ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ถึงความดับสนิท ในกัปนี้เองเราได้ชมเชยพระชินเจ้าใด ด้วยการชมเชยนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุคันธเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สุคันธเถราปทาน.
----------------
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ติณมุฏฐิทายกเถราปทาน ๖. ทัณฑทายกเถราปทาน
๒. เวจจกทายกเถราปทาน ๗. คิริเนลปูชกเถราปทาน
๓. สรณคมนิยเถราปทาน ๘. โพธิสัมมัชชกเถราปทาน๔. อัพภัญชนทายกเถราปทาน ๙. อามัณฑผลทายกเถราปทาน
๕. สุปฏทายกเถราปทาน ๑๐. สุคันธเถราปทาน
ในวรรคนี้ บัณฑิตคำนวณคาถาทั้งหมดได้ ๑๒๓ คาถา.
จบ ติณทายกวรรคที่ ๕๓.
End of ๑๐. สุคันธเถราปทาน