พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · กุณฑลเกสวรรค
๗. ภัททกาปิลานีเถริยาปทาน เล่ม ๓๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๖๗ (Royal Thai)7/10 in กุณฑลเกสวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
สตฺตมํ ภทฺทกาปิลานีเถริยาปทานํ (๒๗)
ภัททกาปีลานีเถริยาปทานที่ ๗
ว่าด้วยบุพจริยาของพระภัททกาปีลานีเถรี
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กุณฑลเกสวรรค ภัททกาปิลานีเถริยาปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ๑ ปารคู
อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ
ตทา ๒ หิ หํสวติยํ วิเทโห นาม นามโก
เสฏฺฐี ปหูตรตโน ตสฺส ชายา อโหสหํ ฯ
กทาจิ โส นราทิจฺจํ อุเปจฺจ สปริชฺชโน
ธมฺมํ อสฺโสสิ พุทฺธสฺส สพฺพทุกฺขกฺขยาวหํ ๓ ฯ
สาวกํ ธุตวาทานํ อคฺคํ กิตฺเตสิ นายโก
สุตฺวา สตฺตาหิกํ ทานํ ทตฺวา พุทฺธสฺส ตาทิโน ฯ
นิปจฺจ สิรสา ปาเท ตํ ฐานํ อภิปตฺถยึ ๔
ส หาสยนฺโต ปริสํ ตทา หิ นรปุงฺคโว ฯ
เสฏฺฐิโน อนุกมฺปาย อิมา คาถา อภาสถ
ลจฺฉเส ปตฺถิตํ ฐานํ นิพฺพุโต โหหิ ปุตฺตก ฯ
สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว
โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ
ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต
กสฺสโป นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ
ตํ สุตฺวา มุทิโต หุตฺวา ยาวชีวํ ตทา ชินํ
เมตฺตจิตฺโต ปริจริ ปจฺจเยหิ วินายกํ ฯ
สาสนํ โชตยิตฺวาน โส มทฺทิตฺวา กุติตฺถิเย
เวเนยฺยํ วินยิตฺวาน ๑ นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ
นิพฺพุเต ตมฺหิ โลกคฺเค ปูชนตฺถาย สตฺถุโน
ญาติมิตฺเต สมาเนตฺวา สห เตหิ อการยิ ฯ
สตฺตโยชนิกํ ถูปํ อุพฺเพธํ รตนามยํ
ชลนฺตํ สตรํสีว สาลราชํว ผุลฺลิตํ ฯ
สตฺตสตสหสฺสานิ จาติโย ๒ สตฺต การยึ
นฬคฺคิ วิย โชตนฺเต ๓ รตเนเหว สตฺตหิ ฯ
คนฺธเตเลหิ ปูเรตฺวา ทีปานิ อุชฺชลยึ ตหึ
ปูชนตฺถาย มเหสิสฺส สพฺพสตฺตานุกมฺปิโน ๔ ฯ
สตฺตสตสหสฺสานิ ปุณฺณกุมฺภานิ การยึ
รตเนเหว ปุณฺณานิ ปูชนตฺถาย มเหสิโน ฯ
มชฺเฌ อฏฺฐฏฺฐกุมฺภีนํ อุสฺสิตา กญฺจนคฺฆิโย
อติโรจนฺติ วณฺเณน สารเทว ทิวากโร ฯ
จตุทฺวาเรสุ โสภนฺติ โตรณา รตนามยา
อุสฺสิตา ผลกา รมฺมา โสภนฺติ รตนามยา ฯ
วิโรจนฺติ ปริกฺขาโย ๕ อวฏํสา สุนิมฺมิตา
อุสฺสิตานิ ปฏากานิ รตนานิ วิโรจเร ฯ
สุรตฺตํ สุกตญฺเจตํ ๖ เจติยํ รตนามยํ
อติโรจติ วณฺเณน สสชฺฌาว ทิวากโร ฯ
ถูปสฺส เม ทิสา ติสฺโส ๑ หริตาเลน ปูรยึ ๒
เอกา ๓ มโนสิลาเยกา อญฺชเนน จ เอกิกา ฯ
ปูชํ เอตาทิสํ รมฺมํ กาเรตฺวา วรวาทิโน ๔
อทาสึ ทานํ สงฺฆสฺส ยาวชีวํ ยถาพลํ ฯ
สหาหํ ๕ เสฏฺฐินา เตน ตานิ ปุญฺญานิ สพฺพโส
ยาวชีวํ กริตฺวาน สหาว สุคตึ คตา ฯ
สมฺปตฺติโยนุภุตฺวาน ๖ เทวตฺเต อถ มานุเส
ฉายา วิย สรีเรน สห เตเนว สํสรึ ฯ
เอกนวุเต อิโต กปฺเป วิปสฺสี นาม นายโก
อุปฺปชฺชิ จารุนยโน สพฺพธมฺมวิปสฺสโก ฯ
ตทา หิ พนฺธุมติยา พฺราหฺมโณ สาธุสมฺมโต
อทฺโธ สนฺโต คุเณนาสิ ธเนน จ สุทุคฺคโต ฯ
ตทาปิ ตสฺสาหํ อาสึ พฺราหฺมณี สมเจตสา
กทาจิ โส ทิชวโร สงฺคเมสิ มหามุนึ ฯ
นิสินฺนํ ชนกายมฺหิ เทเสนฺตํ อมตํปทํ
สุตฺวา ธมฺมํ ปมุทิโต อทาสิ เอกสาฏกํ ฯ
ฆรํ เอเกน วตฺเถน คนฺตฺวาเนตํ มมพฺรวิ
อนุโมท มหาปุญฺเญ ทินฺนํ พุทฺธสฺส สาฏกํ ฯ
ตทาหํ อญฺชลึ กตฺวา อนุโมทึ สุวิทิตา
สุทินฺโน สาฏโก สามิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส ตาทิโน ฯ
สุขิโต สชฺชิโต หุตฺวา สํสรนฺโต ภวาภเว
พาราณสีปุเร รมฺเม ราชา อาสิ มหีปติ ฯ
ตทา ตสฺส มเหสีหํ อิตฺถีคุมฺพสฺส อุตฺตมา
ตสฺสาปิ ๑ ทุติยิกา อาสึ ปุพฺพสิเนเหน อุตฺตริ ๒ ฯ
ปิณฺฑาย วิจรนฺเต โส อฏฺฐ ปจฺเจกนายเก
ทิสฺวา ปมุทิโต หุตฺวา ทตฺวา ปิณฺฑํ มหารหํ ฯ
พุทฺเธ ๓ นิมนฺตยิตฺวาน กตฺวา รตนมณฺฑปํ
กมฺมาเรหิ กตมฏฺฐํ ๔ โสวณฺณํ สตหตฺถกํ ๕ ฯ
สมาเนตฺวาน เต สพฺเพ เตสํ ทานมทาสิ โส
เสนาสเน ๖ ปวิฏฺฐานํ ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ ฯ
ตํปิ ทานํ สหาทาสึ กาสิราเชนหนฺตทา
ปุนาหํ พาราณสิยํ ชาตา กาสิกคามเก ฯ
กุฏุมฺพิกกุเล ผีเต สุขิโต โส สภาตุโก
เชฏฺฐสฺส ภาตุโน ชายา อโหสึ สุปติพฺพตา ฯ
ปจฺเจกพุทฺธํ ทิสฺวาน มม ภตฺตุกนิยโส
ภาตุ ภตฺตํ ตสฺส ทตฺวา อาคเต ตมฺหิ ปาวทิ ฯ
นาภินนฺทิตฺถ โส ทานํ ตโต ตสฺส อทาสหํ
พุทฺธานานิย ตํ อนฺนํ ปุโน ตสฺเสว โส อทา ฯ
ตํ ทานํ ฉฑฺฑยิตฺวาน ทุฏฺฐา พุทฺธสฺสหํ ตทา
ปตฺตํ กลลปุณฺณนฺตํ อทาสึ ตสฺส ตาทิโน ฯ
ทาเน จ คหเณ เจว อปเจ ปทุเสปิจ
สมจิตฺตมุขํ ๑ ทิสฺวา ตทาหํ สํวิชึ ภุสํ ฯ
ปุโน ปตฺตํ คเหตฺวาน โสธยิตฺวา สุคนฺธินา
ปสนฺนจิตฺตา ปูเรตฺวา สฆตํ สกฺกรํ อทํ ฯ
ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชามิ สุรูปา โหมิ ทานโต
พุทฺธสฺส อปกาเรน ทุคฺคนฺธา มทเนน จ ๒ ฯ
ปุโน กสฺสปธีรสฺส นิฏฺฐาปิตมฺหิ เจติเย ๓
โสวณฺณํ อิฏฺฐกํ วรํ อทาสึ มุทิตา อหํ ฯ
จตุชฺชาเตน คนฺเธน เตมยิตฺวา ตมิฏฺฐกํ ๔
มุตฺตา ทุคฺคนฺธโทสมฺหา สพฺพงฺคสุสมาคตา ๕ ฯ
สตฺตปาติสหสฺสานิ รตเนหิ จ สตฺตหิ
กาเรตฺวา ฆตปูรานิ วฏฺฏีนิ จ สหสฺสโส ฯ
ปกฺขิเปตฺวา ปทีเปตฺวา ฐปยึ สตฺต ปนฺติโย
ปูชนตฺถํ โลกนาถสฺส วิปฺปสนฺเนน เจตสา ฯ
ตทาปิ ตสฺมึ ปุญฺญสฺมึ ภาคินีหํ วิเสสโต
ปุโน กาสีสุ สญฺชาโต สุมิตฺโต อิติ วิสฺสุโต ฯ
ตสฺสาหํ ภริยา อาสึ สุขิตา สชฺชิตา ปิยา
ตทา ปจฺเจกมุนิโน อทาสิ ฆนเวฏฺฐนํ ฯ
ตสฺสาปิ ภาคินี อาสึ โมทิตฺวา ทานมุตฺตมํ
ปุโนปิ กาสิรฏฺฐมฺหิ ชาโต โกลิยชาติยา ฯ
ตทา โกลิยปุตฺตานํ สเตหิ สห ปญฺจหิ
ปญฺจ ปจฺเจกพุทฺธานํ สตานิ สมุปฏฺฐหิ ๑ ฯ
เตมาสํ วาสยิตฺวาน ๒ อทาสิ ๓ จ ติจีวรํ
ชายา ตสฺส ตทา อาสึ ปุญฺญกมฺมปถานุคา ฯ
ตโต จุโต อหุ ราชา นนฺโท นาม มหายโส
ตสฺสาปิ มเหสี อาสึ สพฺพกามสมิทฺธินี ฯ
ตโต ๔ อหุ จวิตฺวาน พฺรหฺมทตฺโต มหีปติ
ปทุมาวติปุตฺตานํ ปจฺเจกมุนินํ ตทา ฯ
สตานิ ปญฺจนูนานิ ยาวชีวํ อุปฏฺฐหึ
ราชุยฺยาเน นิวาเสตฺวา นิพฺพุตานิ จ ปูชยึ ฯ
เจติยานิ จ กาเรตฺวา ปพฺพชิตฺวา อุโภ มยํ
ภาเวตฺวา อปฺปมญฺญาโย พฺรหฺมโลกํ อคมฺหเส ฯ
ตโต จุโต มหาติตฺเถ สุชาโต ปิปฺผลายโน
มาตา สุมนเทวี จ โกสิโคตฺโต ทิโช ปิตา ฯ
อหํ มทฺเท ชนปเท สากลายํ ปุรุตฺตเม
กปิลสฺส ทิชสฺสาสึ ธีตา มาตา สุจีมติ ฯ
ฆนกญฺจนพิมฺเพน นิมฺมินิตฺวาน มํ ปิตา
อทา กสฺสปธีรสฺส กาเมหิ ๕ วชฺชิตสฺส จ ฯ
กทาจิ โส ตรุณิโก ๖ คนฺตฺวา กมฺมนฺตเปกฺขโก
กากาทิเกหิ ขชฺชนฺเต ปาเณ ทิสฺวาน สํวิชิ ฯ
ฆเรปาหํ ๑ ติเล ชาเต ทิสฺวานาตปตาปเน ๒
กิมิกาเกหิ ขชฺชนฺเต สํเวคมลภึ ตทา ฯ
ตทา โส ปพฺพชิ ธีโร อหํ ตํ อนุปพฺพชึ
ปญฺจวสฺสานิ นิวสึ ปริพฺพาชปเถ ๓ อหํ ฯ
ยทา ปพฺพชิตา อาสิ โคตมี ชินโปสิกา
ตทาหํ ตมุปาคนฺตฺวา พุทฺเธน อนุสาสิตา ฯ
น จิเรเนว กาเลน อรหตฺตํ อปาปุณึ
อโห กลฺยาณมิตฺตตฺตํ กสฺสปสฺส สิรีมโต ฯ
ปุตฺโต พุทฺธสฺส ทายาโท กสฺสโป สุสมาหิโต
ปุพฺเพ นิวาสํ โส ๔ เวทิ สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ ฯ
อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต อภิญฺญาโวสิโต มุนิ
เอตาหิ ตีหิ วิชฺชาหิ เตวิชฺโช โหติ พฺราหฺมโณ ฯ
ตเถว ภทฺทกาปิลานี เตวิชฺชา มจฺจุหายินี
ธาเรนฺตี อนฺติมํ เทหํ เชตฺวา มารํ สวาหนํ ฯ
ทิสฺวา อาทีนวํ โลเก อุโภ ปพฺพชิตา มยํ
ตยมฺหา ๕ ขีณาสวา ทนฺตา สีติภูตามฺห นิพฺพุตา ฯ
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา
นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ
สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ ภทฺทกาปิลานี ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ
ภทฺทกาปิลานีเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ
๑ ยุ. สพฺพธมฺเมสุ จกฺขุมา ฯ ๒ ม. ยุ. ตทาหุ ฯ ๓ ม. สพฺพทุกฺขภยปฺปหํ ฯ
๔ ยุ. อภิปตฺถยิ ฯ
๑ ม. วินยิตฺวา จ ฯ ๒ ม. ปาติโย ตตฺถ การยิ ฯ ยุ. ... การิยึ ฯ ๓ ม. โชตนฺตี ฯ
๔ ม. ยุ. สพฺพภูตานุกมฺปิโน ฯ ๕ ม. ยุ. ปริกฺขิตฺตา ฯ ๖ ม. ยุ. สุกตํ จิตฺตํ ฯ
๑ ม. ยุ. เวทโย ฯ ๒ ม. ปูรยิ ฯ ๓ ม. ยุ. เอกํ มโนสิลาเยกํ ... เอกิกํ ฯ
๔ ยุ. วรธาริโน ฯ ๕ ม. สหาว ฯ ๖ ม. ยุ. สมฺปตฺติโยนุโภตฺวาน ฯ
๑ ม. ยุ. ตสฺสาติ ทยิตา อาสึ ฯ ๒ ม. ภตฺตุโน ฯ ๓ ม. ปุโน ฯ ๔ ม. ยุ.
กตํ ปตฺตํ ฯ ๕ ม. ยุ. วต ตตฺตกํ ฯ ๖ ม. โสณฺณาสเน ยุ. โสวณฺณาสเน ฯ
๑ ยุ. สมจิตฺตสุขํ ทิสฺวา มหาสงฺฆํ จชึ ภุสํ ฯ ๒ ม. ยุ. วทเนน จ ฯ
๓ ม. นิธายนฺตมฺหิ ฯ ยุ. นิฏฺฐายนฺตมฺหิ ฯ ๔ ม. ยุ. นิจยิตฺวา ฯ
๕ ยุ. ...สมุปฺปาคตา ฯ
๑ ยุ. สมุปฏฺฐหึ ฯ ๒ ม. ตปฺปยิตฺวาน ฯ ๓ ยุ. อทํสุ จ ติจีวเร ฯ ๔ ม. ตโต
ราชา ภวิตฺวาน ฯ ยุ. จุโต ฯ ๕ ยุ. กามา สา วชฺชิตสฺส เม ฯ ๖ ม. ยุ. การุณิโก ฯ
๑ ม. ยุ. ฆเร วาหํ ฯ ๒ ยุ. ...ตาปิเต ฯ ๓ ม. ...วเต ฯ ๔ ม. ยุ. โย ฯ
๕ ยุ. อมฺห ฯ
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลกพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้วครั้งนั้น ดิฉันเป็นภรรยาของเศรษฐีมีชื่อว่าวิเทหะมีรัตนะมาก ในเมืองหงสวดี บางครั้ง เศรษฐีนั้นพร้อมกับชนที่เป็นบริวาร เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นดังดวงอาทิตย์แห่งนรชน ได้ฟังธรรมของพระองค์อันเป็นเหตุนำมาซึ่งความสิ้นทุกข์ทั้งปวง พระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระสาวกองค์หนึ่งว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายกล่าวกำจัด เศรษฐีผู้เป็นสามีแห่งดิฉันได้ฟังแล้ว ได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าผู้คงที่ตลอด ๗ วัน แล้วซบเศียรลงแทบพระบาทปรารถนาตำแหน่งนั้น ก็ในกาลนั้นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านรชนเมื่อจะทรงให้บริษัทรื่นเริง
ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้เพื่อทรงอนุเคราะห์เศรษฐีว่าดูกรบุตร ท่านจะได้ตำแหน่งที่ตนปรารถนา จงเป็นผู้เย็นใจเถิด ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดมมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านนี้จักได้เป็นธรรมทายาท ของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่ากัสสปะเศรษฐีได้ฟังพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว มีความเบิกบานใจ มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงยังพระศาสนาให้รุ่งเรืองแล้ว ทรงกำจัดเดียรถีย์ที่ชั่วและทรงแนะนำประชาชนที่ควรแนะนำแล้ว
พระองค์กับทั้งพระสาวกก็ปรินิพพานเมื่อพระสุคตเจ้าซึ่งเป็นผู้เลิศในโลกพระองค์นั้นปรินิพพานแล้วเศรษฐีนั้นเชิญญาติและมิตรมาประชุมแล้ว พร้อมกับญาติและมิตรเหล่านั้นได้สร้างพระสถูปสำเร็จด้วยรัตนะ สูง ๗ โยชน์ งดงามเหมือนดวงอาทิตย์ และต้นพญารังที่มีดอกบาน เพื่อสักการะบูชาพระศาสดา ดิฉันได้ให้ช่าง ๗ คนเอารัตนะ ๗ อย่างทำตะเกียง ๗แสนดวงแล้ว เอาน้ำมันหอมใส่เต็มทุกถ้วย ตามประทีปไว้ ณที่นั้น ลุกโพลงดังไฟไหม้ป่าอ้อ เพื่อบูชาพระศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ทรงอนุเคราะห์สรรพสัตว์ ดิฉันให้ช่างทำหม้อ ๗แสนหม้อ เต็มด้วยรัตนะต่างๆ มีพวงทองตั้งไว้ในระหว่างหม้อ ๘ใบ รุ่งเรืองด้วยสีเหมือนดวงอาทิตย์ในสารทสมัย
เพื่อบูชาพระ-ศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ที่ประตูทั้ง ๔ มีเสาระเนียดสำเร็จด้วยรัตนะ มีแท่นมากสำเร็จด้วยรัตนะตั้งไว้งดงามน่ายินดี ทั้งมีคูปลูกพรรณดอกไม้น้ำเป็นระเบียบดี และมีธงรัตนะยกขึ้นไว้ ล้วนแต่งามไพโรจน์ พระเจดีย์ที่สำเร็จด้วยรัตนะนั้นๆ สร้างไว้มีสีสุกงามดี รุ่งโรจน์ด้วยสีเหมือนดวงอาทิตย์ที่มีรัศมีงาม พระสถูปของดิฉันมี ๓ ด้าน ด้านหนึ่งดิฉันบรรจุเต็มไปด้วยหรดาล ด้านหนึ่งดิฉันบรรจุเต็มไปด้วยมโนศิลา ด้านหนึ่งดิฉันบรรจุเต็มไปด้วยแร่พลวง ดิฉันให้ช่างสร้างเครื่องบูชาที่น่ายินดีเช่นนี้แล้ว ได้ถวายทานแก่พระสงฆ์ผู้กล่าวธรรมอันประเสริฐตามกำลัง ตลอดชั่วชีวิต ดิฉันกับเศรษฐีนั้นทำยัญเหล่านั้นโดยประการทั้งปวงจนตลอดชีวิต
แล้วได้ไปสู่สุคติภพพร้อมกัน เสวยสมบัติทั้งหลายในเทวดาและมนุษย์ท่องเที่ยวไปกับเศรษฐีนั้น ปานประหนึ่งว่าเงาติดตามไปกับตัวฉะนั้น ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสีผู้เป็นนายกของโลก มีพระเนตรงาม ทรงเห็นแจ่มแจ้งในธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น พราหมณ์ที่ประชุมชนสมมติว่าเป็นผู้ดี สมบูรณ์ด้วยความดี มั่งมีทรัพย์ มีอยู่ในพระนครพันธุมดีแม้ครั้งนั้น ดิฉันเป็นพราหมณีของพราหมณ์นั้น มีจิตเสมอกันบางครั้ง พราหมณ์นั้นเข้าไปเฝ้าพระมหามุนี ซึ่งประทับในหมู่ชนทรงแสดงธรรมส่วนอมตบทอยู่ ได้ฟังธรรมแล้วเบิกบานใจ ได้ถวายผ้าห่มผืนหนึ่ง มีผ้านุ่งผืนเดียวกลับไปถึงเรือน
แล้วได้บอกดิฉันว่าดูกรน้องผู้มีบุญมาก เชิญอนุโมทนาเถิดผ้าห่มฉันถวายพระพุทธเจ้าแล้ว ขณะนั้นดิฉันประนมอัญชลีกล่าวอนุโมทนาว่า นายขา ผ้าห่มท่านถวายดีแล้วแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ คงที่ พราหมณ์กับดิฉันเป็นผู้เจริญด้วยสุขสมบัติ ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่พราหมณ์ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินในพระนครพาราณสี ครั้งนั้น ดิฉันได้เป็นพระมเหสีสูงกว่าพวกพระสนม เป็นที่สองของท้าวเธอ ท้าวเธอโปรดปรานดิฉัน เพราะสิเนหาเนื่องมาแต่ภพก่อนๆ พระเจ้าแผ่นดินนั้นทอดพระเนตรเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘
พระองค์ ผู้กำลังเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาตทรงพอพระทัย ได้ถวายบิณฑบาตที่ควรแก่ค่ามากครั้นแล้วทรงนิมนต์ไว้ ทรงสร้างมณฑปแก้วประดับด้วยทอง มีความเปล่งปลั่ง อันพวกช่างทองทำไว้ มีส่วน ๑๐๐ ศอก ท้าวเธอทรงเลื่อมใส รับสั่งให้อาราธนาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมด แล้วได้ทรงถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ซึ่งเข้ามาในพระราชนิเวศน์ ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง แม้ครั้งนั้น ดิฉันก็ได้ถวายทานนั้นร่วมกันกับพระเจ้ากาสีดิฉันมาเกิดในกาสิกคาม ในพระนครพาราณสีอีก พระเจ้ากาสีกับพระภาดามาเกิดในสกุลกุฎุมพี มีความเจริญ เพรียบพร้อมด้วยความสุข ดิฉันเป็นภรรยาของพราหมณ์คนพี่มีวัตรในสามีเป็นอย่างดี
น้องชายของสามีดิฉัน เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว เอาอาหารของพี่ชายถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเมื่อพี่ชายซึ่งเป็นสามีดิฉันมาแล้ว บอกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าท่านมิได้ยินดีทาน ขณะนั้น ดิฉันก็ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นสามีของดิฉัน ถวายอาหารอันไม่ควรแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า เวลานั้นดิฉันโกรธเททานของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเสียแล้ว ได้ให้บาตรอันเต็มด้วยเปือกตมแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้คงที่นั้น
ครั้งนั้น ดิฉันเห็นสามีมีสีหน้าแสดงว่ามีจิตสงบในการให้ การรับ การไม่เคารพและการประทุษร้าย จึงสลดใจมาก สามีของดิฉันรับบาตรมาแล้วเอาน้ำหอมอย่างดีล้างให้สะอาดดิฉันมีจิตเลื่อมใส เอาน้ำตาลกรวดกับเปรียงใส่บาตรจนเต็มแล้ว ถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นั้นดิฉันมีความยินดีเกิดในภพไหนๆ ก็มีรูปสวยเพราะถวายทาน แต่มีกลิ่นตัวเหม็น เพราะทำความไม่ดี หยาบหยามต่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเมื่อพระเจดีย์แห่งพระกัสสปธีรเจ้าซึ่งสามีให้สำเร็จแล้ว ดิฉันมีความยินดีได้ถวายแผ่นอิฐทองคำอย่างดีเอาแผ่นอิฐนั้นชุบจนเปียกด้วยน้ำหอมที่เกิดแต่เครื่องหอมสี่ชนิด จึงพ้นจากโทษที่มีกลิ่นตัวเหม็น งดงามดีทั่วสรรพางค์
และให้ช่างเอารัตนะ ๗ ประการทำตะเกียง ๗ แสนดวง ใส่เปรียงเต็มแล้ว ให้ใส่ไส้พันไส้ตามประทีปตั้งไว้ ๗ แถว เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งของสัตวโลกด้วยจิตอันเลื่อมใส แม้ในครั้งนั้น ดิฉันมีส่วนในบุญนั้นโดยพิเศษสามีของดิฉันไปเกิดในแคว้นกาสี มีนามปรากฏว่าสุมิตตะ ดิฉันเป็นภรรยานายสุมิตตะนั้น เป็นผู้เจริญด้วยสุขสมบัติ เป็นที่รักของสามี ครั้งนั้น สามีของดิฉันได้ถวายผ้าโพกศีรษะเนื้อดีแก่พระปัจเจกมุนี แม้ดิฉันก็มีส่วนแห่งทานนั้นอนุโมทนาทานอันอุดมสามีไปเกิดในกำเนิดแห่งชาวโกลิยะในแคว้นกาสี
ครั้งนั้นสามีของดิฉัน พร้อมกับบุตรของชาวโกลิยะ ๕๐๐ คน ได้บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ อาราธนาพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นให้อยู่จำพรรษาตลอดไตรมาสแล้ว ได้ถวายไตรจีวรครั้งนั้น ดิฉันเป็นภรรยาแห่งโกลิยบุตรคนนั้นด้วยกุศลกรรมบถที่บำเพ็ญมา โกลิยบุตรนั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดเป็นพระราชาพระนามว่านันทะ มีอิสริยยศมาก แม้ดิฉันเกิดเป็นมเหสีของท้าวเธอ เป็นผู้มั่งคั่งด้วยกามสุขทั้งปวง พระเจ้านันทะนั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วเกิดเป็นพระเจ้าพรหมทัตต์ เป็นใหญ่ในปฐพี
ครั้งนั้น ดิฉันกับพระเจ้าพรหมทัตต์ ได้อาราธนาพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ผู้เป็นพระโอรสแห่งพระนางปทุมวดี ให้มาอยู่ในพระราชอุทยานแล้วบำรุงอยู่ และบูชาพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นผู้นิพพานแล้ว จนตลอดชีวิต เราทั้งสองให้สร้างเจดีย์หลายองค์ แล้วก็บวชกัน เจริญอัปปมัญญาแล้วได้ไปสู่พรหมโลกจุติจากพรหมโลกแล้ว สามีของดิฉัน เกิดเป็นพราหมณ์ชื่อปิปผลายนะ ที่ประเทศมหาติตถะ มารดาชื่อสุมนเทวี บิดาเป็นพราหมณ์โกสิโคตร ดิฉันเกิดเป็นธิดาของพราหมณ์นาสว่ากปิละ มารดาชื่อสุจิมดี ในมัททชนบท เมืองสากลบุรีที่อุดม บิดาของดิฉันหล่อรูปดิฉันด้วยแท่งทองคำแล้ว ถวายรูปหล่อแก่พระพุทธกัสสปผู้เว้นจากกามคุณ
พราหมณ์ปิปผลายนะนั้นเป็นหนุ่ม ไปตรวจดูการงานในกาลบางครั้ง เห็นสัตว์ทั้งหลายที่ถูกกาเป็นต้นกัดกินแล้วสลดใจครั้งนั้นดิฉันเห็นน้ำมันงาที่มีในเรือน เอาออกผึ่งแดด มีเหล่าหนอนอาศัยกินแล้ว ได้ความสลดใจ ครั้งนั้นปิปผลายนพราหมณ์ ออกบวชแล้ว ดิฉันก็บวชตาม อยู่ในสำนักปริพาชก ๕ ปี เมื่อพระนางโคตมี ผู้เป็นพระมาตุจฉาบำรุพระพิชิตมารมาทรงผนวชแล้ว ดิฉันเข้าไปหาท่าน ต่อมา พระพุทธเจ้าโปรดสั่งสอนแล้วไม่นานเท่าไรก็ได้บรรลุอรหัตผล ได้อุทานว่าน่าชม เรามีพระกัสสปเถระผู้มีสิริเป็นกัลยาณมิตร พระกัสสปเถระเป็นบุตรทายาทแห่งพระพุทธเจ้ามีจิตตั้งมั่นดีรู้ปุพเพนิวาสญาณ เห็นสวรรค์และอบาย ลุถึงแล้วซึ่งความสิ้นชาติ เป็นมุนีอยู่จบอภิญญา เป็นพราหมณ์มีไตรวิชชาด้วยวิชชา ๓ นี้ ดิฉันชื่อภัททกาปิลานีก็เหมือนกันได้ไตรวิชชาละมัจจุราช ทรงร่างกายเป็นที่สุดนี้ ชนะมารพร้อมทั้งพลมารแล้ว เราทั้งสองเห็นโทษในโลกแล้วออกบวชกัน เป็นผู้หมดอาสวะ ทรมานเสร็จแล้ว มีความเย็น ดับสนิทแล้ว ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระภัททกปิลานีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบภัททกาปิลานีเถริยาปทาน.
End of ๗. ภัททกาปิลานีเถริยาปทาน