arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · อัมพฏผลวรรค

๑๐. พุทธาปทานชื่อปุพพกรรมปิโลติ (๓๙๐) เล่ม ๓๒

Text layerBuddha’s wordsItems ๓๙๒ (Royal Thai)10/10 in อัมพฏผลวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พุทธาปทานชื่อปุพพกรรมปิโลติที่ ๑๐ (๓๙๐)

ว่าด้วยบุพจริยาของพระองค์เอง

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน อัมพฏผลวรรค พุทธาปทานชื่อปุพพกรรมปิโลติ (๓๙๐) (Royal Thai Volume 32 · Mahachula Volume 32 · Mahamakut Volume 71 · Chaloem Phrakiat Volume 32)

Pali (Siam Rath)

อโนตตฺตสราสนฺเน รมณีเย สิลาตเล

นานารตนปชฺโชเต นานาคนฺธวนนฺตเร ฯ

มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน ปเรโต โลกนายโก

อาสีโน พฺยากริ ตตฺถ ปุพฺพกมฺมานิ อตฺตโน ฯ

สุณาถ ภิกฺขเว มยฺหํ ยํ กมฺมํ ปกตํ มยา

เอกํ อรญฺญิกํ ภิกฺขุํ ทิสฺวา ทินฺนํ ปิโลติกํ ฯ

ปตฺถิตํ ปฐมํ พุทฺธํ พุทฺธตฺตาย มยา ตทา

ปิโลติยสฺส กมฺมสฺส พุทฺธตฺเตปิ วิปจฺจติ ฯ

โคปาลโก ปุเร อาสึ คาวึ ปาเชติ โคจรํ

ปิวนฺตึ อุทกํ อาวิลํ คาวึ ทิสฺวา นิวารยึ ฯ

เตน กมฺมวิปาเกน อิธ ปจฺฉิมเก ภเว

ปิปาสิโต ยถิจฺฉกํ น หิ ปาตุํ ลภามหํ ฯ

ปุนาลิ นามหํ ธุตฺโต ปุพฺเพ อญฺญาสุ ชาติสุ

ปจฺเจกพุทฺธํ สุรภึ อพฺภาจิกฺขึ อทูสกํ ฯ

เตน กมฺมวิปาเกน นิรเย สํสรึ จิรํ

พหู วสฺสสหสฺสานิ ทุกฺขํ เวเทสิ เวทนํ ฯ

เตน กมฺมาวเสเสน อิธ ปจฺฉิมเก ภเว

อพฺภกฺขานํ มยา ลทฺธํ สุนฺทริกาย การณา ฯ

สพฺพาภิภุสฺส พุทฺธสฺส นนฺโท นามาสิ สาวโก

ตํ อพฺภาจิกฺขาย ๑ นิรเย จิรํ สํสริตํ มยา ฯ

ทสวสฺสสหสฺสานิ นิรเย สํสรึ จิรํ

มนุสฺสลาภํ ๒ ลทฺธาหํ อพฺภกฺขานํ พหุํ ลภึ ฯ

เตน กมฺมาวเสเสน จิญฺจมานวิกา มมํ

อพฺภาจิกฺขิ อภูเตน ชนกายสฺส อาคตา ๓ ฯ

พฺราหฺมโณ สุตวา อาสึ อหํ สกฺกตปูชิโต

มหาวเน ปญฺจสเต มนฺเต วาเจมิ มาณเว ฯ

ตตฺถาคโต อิสีภิโม ๔ ปญฺจาภิญฺโญ มหิทฺธิโก

ตญฺจาหํ อาคตํ ทิสฺวา อพฺภาจิกฺขึ อทูสกํ ฯ

ตโตหํ อวจํ สิสฺเส กามโภคี อยํ อิสิ

มยฺหํปิ ภาสมานสฺส อนุโมทึสุ มาณวา ฯ

ตโต มาณวกา สพฺเพ ภิกฺขมานา กุเล กุเล

มหาชนสฺส อาหํสุ กามโภคี อยํ อิสิ ฯ

เตน กมฺมวิปาเกน ปญฺจภิกฺขุสตา อิเม

อพฺภกฺขานํ ลภุํ สพฺเพ สุนฺทริกาย การณา ฯ

เวมาตุ ๑ ภาตรํ ปุพฺเพ ธนเหตุ หนึ อหํ

ปกฺขิปึ คริทุคฺเคสุ สิลาย จ อปึสยึ ฯ

เตน กมฺมวิปาเกน เทวทตฺโต สิลํ ขิปิ

องฺคุฏฺฐํ ปึสยิ ปาเท มม ปาสาณสกฺขรา ฯ

ปุเรหํ ทารโก หุตฺวา กีฬมาโน มหาปเถ

ปจฺเจกพุทฺธํ ทิสฺวาน มคฺเค สกลิกํ ทหึ ๒ ฯ

เตน กมฺมวิปาเกน อิธ ปจฺฉิมเก ภเว

วธตฺถํ มํ เทวทตฺโต อติมาเร ปโยชยิ ฯ

หตฺถาโรโห ปุเร อาสึ ปจฺเจกมุนิมุตฺตมํ

ปิณฺฑาย วิจรนฺตํปิ ๓ อาสาเทสึ คเชนหํ ฯ

เตน กมฺมวิปาเกน ภนฺโต นาฬาคิรี คโช

คิริพฺพเช ปุรวเร ทารุโณ สมุปาคมิ ฯ

ราชาหํ ปตฺติโก ๔ อาสึ สตฺติยา ปุริเส ๕ หนึ

เตน กมฺมวิปาเกน นิรเย ปจฺจิสํ ภุสํ ฯ

กมฺมุโน ตสฺส เสเสน โส ๖ ทานิ สกลํ มม

ปาเท ฉวึ ปกปฺเปสิ น หิ กมฺมํ วินสฺสติ ฯ

อหํ เกวฏฺฏคามสฺมึ อหุ เกวฏฺฏทารโก

มจฺโฉปฆาตเก ๗ ทิสฺวา ชนยึ โสมนสฺสกํ ฯ

เตน กมฺมวิปาเกน สีสทุกฺขํ อหุ มม

สกฺเกสุ หญฺญมาเนสุ ยทา หนิ วิฏฏุโภ ๑ ฯ

ผุสฺสสฺสาหํ ปาวจเน สาวเก ปริภาสยึ

ยวํ ขาทถ ภุญฺชถ มา จ ภุญฺชถ สาลิโย ฯ

เตน กมฺมวิปาเกน เตมาสํ ขาทิตํ ยวํ

นิมนฺติโต พฺราหฺมเณน เวรญฺชายํ วสึ ตทา ฯ

นิพฺพุทฺเธ วตฺตมานมฺหิ มลฺลปุตฺตํ นิเสธยึ ๒

เตน กมฺมวิปาเกน ปิฏฺฐิทุกฺขํ อหุ มม ฯ

ติกิจฺฉโก อหํ อาสึ เสฏฺฐิปุตฺตํ วิเรจยึ

เตน กมฺมวิปาเกน โหติ ปกฺขนฺทิกํ มม ฯ

อวจาหํ โชติปาโล สุคตํ กสฺสปํ ตทา

กุโต นุ โพธิมณฺฑสฺส โพธิ ปรมทุลฺลภา ฯ

เตน กมฺมวิปาเกน อจรึ ทุกฺกรํ พหุํ

ฉพฺพสฺสานุรุเวลายํ ตโต โพธึ อปาปุณึ ฯ

นาหํ เอเตน มคฺเคน ปาปุณึ โพธิมุตฺตมํ

กุมคฺเคน คเวสิสฺสํ ปุพฺพกมฺเมน โจทิโต ๓ ฯ

ปุญฺญปาปปริกฺขีโณ สพฺพสนฺตาปวชฺชิโต

อโสโก อนุปายาโส นิพฺพายิสฺสํ อนาสโว ฯ

เอวํ ชิโน วิยากาสิ ภิกฺขุสงฺฆสฺส อตฺถโต ๔

สพฺพาภิญฺญาพลปฺปตฺโต อโนตตฺเต มหาสเรติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ ภควา อตฺตโน ปุพฺพจริตํ ปุพฺพกมฺมปิโลตึ ๑ นาม พุทฺธาปทานํ ธมฺมปริยายํ อภาสิตฺถาติ ฯ

ปุพฺพกมฺมปิโลติ นาม พุทฺธาปทานํ สมตฺตํ ฯ

อุทฺทานํ

อมฺพฏํ อพุชญฺเจว อุทุมฺพรมิลกฺขุ จ

ผารุวลฺลี จ กทลิ ปนโส โกฏิวิสโก ฯ

ปุพฺพกมฺมปิโลติ จ อปทานํ มเหสิโน

คาถาโย เอกนวุติ คณิตาโย วิภาวิหิ ฯ

อมฺพฏผลวคฺโค เอกูนจตฺตาฬีโส ฯ

จุทฺทสมํ ภาณวารํ ฯ

______________

๑ ยุ. โกฏิวิโสติ โส โสโณ ฯ

๑ ม. ยุ ... อพฺภกฺขาย ... ฯ ๒ ม. ยุ. มนุสฺสภาวํ ฯ ๓ ม. ยุ. อคฺคโต ฯ

๔ ม. อิสิภิโม ฯ ยุ. อิสิคโณ ฯ

๑ ยุ. เทฺว มาตา ภาตโร ปุพฺเพ ฯ ๒ ม. ขปึ ฯ ๓ ม. ยุ. วิจรนฺตํ ตํ ฯ

๔ ม. ยุ. ปตฺถิโว ฯ ๕ ม. ยุ. ปุริสํ ฯ ๖ ม. อิทานิ .. ฯ ยุ. จาทิณฺณํ ... ฯ

๗ ม. ยุ. มจฺฉโกฆาติเต ทิสฺวา ฯ

๑ โป. ม. วิฏฺฏุโภ ฯ ยุ. วิฑูฑโภ ฯ ๒ ม. วิเหฐยึ ฯ ๓ ม. วาริโต ฯ

ยุ. การิโต ฯ ๔ ม. ยุ. อคฺคโต ฯ

๑ ม. ยุ. กมฺมปิโลติกํ นาม ฯ

Royal Thai

พระผู้มีพระภาคผู้เป็นนายกของโลก แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์เป็นอันมากประทับนั่งอยู่ที่พื้นหินอันเป็นรัมณียสถานโชติช่วงด้วยแก้วต่างๆ ในละแวกป่าอันมีกลิ่นหอมต่างๆ ใกล้สระอโนดาต ตรัสชี้แจงบุรพกรรมทั้งหลายของพระองค์ ณ ที่นั้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังกรรมที่เราทำแล้วของเรา เราเห็นภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรรูปหนึ่งแล้วได้ถวายผ้าเก่า เราปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ในกาลนั้น ผลแห่งกรรม คือการถวายผ้าเก่า ย่อมอำนวยผลให้เป็นพระพุทธเจ้า ในกาลก่อน เราเป็นนายโคบาล ต้อนโคไปเลี้ยง เห็นแม่โคกำลังดื่มน้ำขุ่นมัว จึงห้ามมัน ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ในภพหลังสุดนี้ (แม้) เราจะกระหายน้ำ ก็ไม่ได้ดื่มน้ำตามความปรารถนาในชาติอื่นในกาลก่อน

เราเป็นนักเลงชื่อปุนาลิ ได้กล่าวตู่พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าสุรภี ผู้ไม่ประทุษร้าย (ตอบ) ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นเราท่องเที่ยวอยู่ในนรกเป็นเวลานาน ได้เสวยทุกขเวทนาแสนสาหัสหลายพันปีเป็นอันมาก ด้วยผลกรรมอันเหลือนั้น ในภพหลังสุดนี้ เราจึงได้คำกล่าวตู่เพราะเหตุแห่งนางสุนทริกา เพราะการกล่าวตู่พระเถระนามว่านันทะ สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ครอบงำอันตรายทั้งปวง เราจึงท่องเที่ยวอยู่ในนรกสิ้นกาลนาน เราท่องเที่ยวอยู่ในนรกเป็นเวลานานถึงหมื่นปี ได้ความเป็นมนุษย์แล้ว ได้การกล่าวตู่เป็นอันมาก ด้วยผลกรรมที่เหลือนั้น นางจิญจมานวิกามากับหมู่ชน ได้กล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่เป็นจริง เมื่อก่อน

เราเป็นพราหมณ์ชื่อสุตวา อันชนทั้งหลายสักการะบูชาสอนมนต์ให้กับมาณพประมาณ ๕๐๐ คนในป่าใหญ่ ก็เราได้เห็นฤาษีผู้น่ากลัว ได้อภิญญา ๕ มีฤทธิ์มากมาในสำนักของเรา เราจึงกล่าวตู่ฤาษีผู้ไม่ประทุษร้าย โดยได้บอกกะพวกศิษย์ของเราว่า ฤาษีพวกนี้มักบริโภคกาม แม้เมื่อเราบอก (เท่านั้น) พวกมาณพก็เชื่อฟัง ครั้งนั้น มาณพทั้งปวง เที่ยวไปภิกษาในสกุลๆ พากันบอกแก่มหาชนว่า ฤาษีพวกนี้มักบริโภคกาม ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ภิกษุ ๕๐๐ เหล่านี้ ได้คำกล่าวตู่ทั้งหมด เพราะเหตุแห่งนางสุนทริกา ในกาลก่อน

เราได้ฆ่าพี่น้องชายต่างมารดา เพราะเหตุแห่งทรัพย์ จับใส่ลงในซอกเขา และบด (ทับ) ด้วยหิน ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น พระเทวทัตจึงผลักก้อนหินก้อนหินกลิ้งลงมากระทบนิ้วแม่เท้าของเราจนห้อเลือด ในกาลก่อนเราเป็นเด็กเล่นอยู่ที่หนทางใหญ่ เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ใส่ไฟเผา (ดัก) ไว้ทั่วหนทาง ด้วยวิบากกรรมนั้น ในภพหลังสุดนี้ พระเทวทัตจึงชักชวนนายขมังธนู ผู้ฆ่าคนตายมาก เพื่อให้ฆ่าเรา ในกาลก่อน เราเป็นนายควาญช้าง ได้ไสช้างให้จับมัดพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้อุดมมุนีแม้กำลังเที่ยวบิณฑบาต ด้วยวิบากกรรมนั้น ช้างนาฬาคิรีอันดุร้าย วิ่งแล่นเข้าไปในคอก (ท้อง) เขา (วงกต) เบื้องหน้าผู้ประเสริฐ ในกาลก่อน

เราเป็นนายทหารราบ (เป็นแม่ทัพ) ฆ่าบุรุษเป็นอันมากด้วยหอก ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เราถูกไฟไหม้อย่างเผ็ดร้อนอยู่ในนรกด้วยผลอันเหลือแห่งกรรมนั้น บัดนี้ ไฟนั้นยังมาไหม้ผิวหนังที่เท้าของเราทั้งสิ้น (อีก) เพราะว่ากรรมยังไม่พินาศไป ในกาลก่อนเราเป็นเด็ก(ลูก) ของชาวประมงอยู่ในบ้านเกวัฏฏคาม เห็นคนทั้งหลายฆ่าปลาแล้วเกิดความโสมนัส ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ความทุกข์ที่ศีรษะ (ปวดศีรษะ)ได้มีแล้วแก่เราในเมื่อเจ้าศากยะทั้งหลายถูกเบียดเบียน พระเจ้าวิฏฏุภะฆ่าแล้ว

เราได้บริภาษพระสาวกทั้งหลาย ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าผุสสะ ว่าท่านทั้งหลายจงเคี้ยว จงกินแต่ข้าวแดง แต่อย่ากินข้าวสาลีเลย ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เราอันพราหมณ์นิมนต์แล้ว อยู่ในเมืองเวรัญชา บริโภคข้าวแดงตลอด ๓ เดือน ในกาลนั้น เมื่อนักมวยกำลังชกกัน เราได้ห้ามบุตรนักมวยปล้ำ ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ความทุกข์ที่หลัง (ปวดหลัง) ได้มีแล้วแก่เรา เมื่อก่อนเราเป็นหมอรักษาโรคได้ถ่ายยาให้เศรษฐีบุตร (ตาย) ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น โรคปักขันทิกาพาธจึงมีแก่เรา เราชื่อว่าโชติปาละ ได้กล่าวกะพระสุคตเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ในกาลนั้นว่า จักมีโพธิมณฑลแต่ที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น

เราได้ประพฤติกรรมที่ทำได้ยากมาก(ทุกกรกิริยา) ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมตลอด ๖ ปี แต่นั้น จึงได้บรรลุโพธิญาณ แต่เราก็มิได้บรรลุโพธิญาณอันสูงสุดด้วยหนทางนี้ เราอันบุรพกรรมตักเตือนแล้ว จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางที่ผิด (บัดนี้)เราเป็นผู้สิ้นบาปและบุญ เว้นจากความเร่าร้อนทั้งปวง ไม่มีความเศร้าโศก ไม่คับแค้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักนิพพาน พระชินเจ้าทรงบรรลุกำลังแห่งอภิญญาทั้งปวงแล้ว ทรงพยากรณ์โดยทรงหวังประโยชน์แก่ภิกษุสงฆ์ ที่สระใหญ่อโนดาต ด้วยประการฉะนี้แล.

ทราบว่า พระผู้มีพระภาคได้ทรงภาษิตธรรมบรรยายพุทธาปทานชื่อ ปุพพกรรมปิโลติอันเป็นบุพจารีตของพระองค์ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ พุทธาปทานชื่อปุพพกรรมปิโลติ.

------------------------

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อัมพฏผลทายกเถราปทาน ๒. ลพุชทายกเถราปทาน

๓. อุทุมพรผลทายกเถราปทาน ๔. มิลักขุผลทายกเถราปทาน

๕. ผารุสผลทายกเถราปทาน ๖. วัลลิผลทายกเถราปทาน

๗. กทลิผลทายกเถราปทาน ๘. ปนสผลทายกเถราปทาน

๙. โสณโกฏิวิสเถราปทาน ๑๐. พุทธาปทานชื่อปุพพกรรมปิโลติ

บัณฑิตทั้งหลายคำนวณคาถาได้ ๙๑ คาถา

จบ อัมพฏผลวรรคที่ ๓๙.

จบ ภาณวารที่ ๑๔.

End of ๑๐. พุทธาปทานชื่อปุพพกรรมปิโลติ (๓๙๐)