พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน · สาลปุปผิวรรค
๙. สยัมปฏิภาณิยเถราปทาน เล่ม ๓๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๕๙ (Royal Thai)9/10 in สาลปุปผิวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน สาลปุปผิวรรค สยัมปฏิภาณิยเถราปทาน (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 72 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 33, pp. 90–92
นัยว่า ท่านพระปิลักขผลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ ปิลักขผลทายกเถราปทานที่ ๘
๙. สยัมปฏิภาณิยเถราปทาน
บุพประวัติของพระสยัมปฏิภาณิยเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการสดุดีพระพุทธเจ้าด้วยปฏิภาณ
(ท่านพระสยัมปฏิภาณยเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๕๙} [๔๕] พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ผู้องอาจในหมู่นรชน งามเหมือนดอกรกฟ้าขาว กำลังเสด็จดำเนินอยู่ที่ถนน ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส[๔๖] พระพุทธเจ้าผู้กำจัดความมืดให้พินาศ ทรงช่วยเหลือนรชนให้ข้ามพ้นไปได้เป็นอันมาก ยังโลกให้โชติช่วงด้วยแสงสว่างคือ พระญาณ ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส[๔๗] พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นนายกของโลกกำลังเสด็จออกไปพร้อมกับ พระขีณาสพผู้มีอำนาจตั้งแสน ผู้ทรงรื้อขนสัตว์ไปได้มากมาย ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส[๔๘] พระพุทธเจ้าผู้ตีกลองคือพระธรรม ทรงย่ำยีหมู่เดียรถีย์ บันลือสีหนาท ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส
[๔๙] ทวยเทพพร้อมด้วยพรหมพากันมาจากเทวโลกจนถึงพรหมโลก แล้วทูลถามปัญหาอันลุ่มลึกกะพระพุทธเจ้าพระองค์ใด พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส[๕๐] มนุษย์พร้อมด้วยเทวดาประนมกรอัญชสีแด่พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ย่อมได้เสวยบุญด้วยการประนมกรอัญชสีนั้น พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส[๕๑] ชนทั้งปวงมาชุมนุมห้อมล้อมพระพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระปัญญาจักษุ พระองค์ถูกทูลเชิญ(ให้ตอบ)แล้วก็ไม่ทรงหวั่นไหว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส[๕๒] เมื่อพระพุทธเจ้าผู้องอาจในหมู่นรชนพระองค์ใดเสด็จเข้าพระนครกลองเป็นอันมากประโคมกึกก้อง คชสารที่ตกมันพากันบันลือ
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส[๕๓] เมื่อพระพุทธเจ้าผู้องอาจในหมู่นรชนพระองค์ใดเสด็จดำเนินไปบนถนน พระรัศมีย่อมส่องสว่างไสวทุกเมื่อ ที่ซึ่งลุ่ม ๆ ดอน ๆ ก็เรียบสม่ำเสมอ พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส[๕๔] เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสอยู่ ประชาสัตว์ในจักรวาลได้ยินทั่วกันพระองค์ทำให้สัตว์รู้ชัดได้ทั่วกัน พระพุทธเจ้า พระองค์นั้น ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส[๕๕] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้สดุดีพระพุทธเจ้าไว้ ด้วยการสดุดีนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลเห่งการสดุดี
[๕๖-๕๘] เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล
นัยว่า ท่านพระสยัมปฏิภาณิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบ สยัมปฏิภาณิยเถราปทานที่ ๙
๑๐. นิมิตตพยากรณิยเถราปทาน
บุพประวัติของพระนิมิตตพยากรณิยเถระ
ว่าด้วยผลแห่งการพยากรณ์นิมิต
(ท่านพระนิมิตตพยากรณิยเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)
{๖๐} [๕๙] ในกาลนั้น เราได้เข้าไปป่าหิมพานต์บอกมนต์ ศิษย์ ๕,๔๐๐ คน ได้อุปัฏฐากเรา
[๖๐] ศิษย์เหล่านั้นล้วนเป็นนักศึกษา รู้จบไตรเพท ได้รับความสำเร็จในศาสตร์ ๖ อย่าง พวกเขากระด้างจัดเพราะความรู้ของตนอยู่ในป่าหิมพานต์[๖๑] เทพบุตรผู้มียศใหญ่ มีสติสัมปชัญญะจุติจากชั้นดุสิตอุบัติในครรภ์แห่งมารดา
[๖๒] เมื่อพระสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว หมื่นโลกธาตุก็ไหวสะเทือน คนตาบอดก็มองเห็นได้ในเมื่อพระผู้นายกเสด็จอุบัติขึ้น[๖๓] พื้นพสุธานี้ทั้งสิ้นสั่นสะเทือนเพราะเหตุ ๖ ประการ มหาชนได้สดับ เสียงกึกก้อง แล้วพากันแย้มสรวล
- ๑ดูเชิงอรรถ ฉฬังคลักษณะ ภัททาลิวรรค ข้อ ๕๘ เอกฉัตติยเถราปทาน หน้า ๘ ในเล่มนี้
End of ๙. สยัมปฏิภาณิยเถราปทาน