arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · เสเรยยกวรรค

๕. สัมมุขาถวิกเถราปทาน (๑๒๕) เล่ม ๓๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในเสเรยยกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เสเรยยกวรรค สัมมุขาถวิกเถราปทาน (๑๒๕) (ฉบับหลวง เล่ม ๓๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๒ หน้า ๒๗๓–๒๗๖

หน้า ๒๗๓

๕. สัมมุขาถวิกเถราปทาน

บุพประวัติของพระสัมมุขาถวิกเถระ

ว่าด้วยผลแห่งการชมเชยพระพุทธเจ้า

(ท่านพระสัมมุขาถวิกเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๑๒๗} [๔๑] เมื่อพระวิปัสสีโพธิสัตว์ประสูติ เราพยากรณ์นิมิตและยังหมู่ชนให้เย็นใจว่า “เด็กนี้จักเป็นพระพุทธเจ้าในโลก”

[๔๒] ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ หมื่นโลกธาตุ ย่อมไหวสะเทือน บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นพระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่[๔๓] ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ ได้มีแสงสว่างอันไพบูลย์ บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นพระศาสดา ผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่[๔๔] ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ แม่น้ำทั้งหลายไม่ไหล บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นพระศาสดา ผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่[๔๕] ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ ไฟในอเวจีนรก ไม่ลุกโพลง บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็น พระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่[๔๖] ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ หมู่นกไม่สัญจร ไปมา บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นพระศาสดา ผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่

หน้า ๒๗๔

[๔๗] ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ กองลมไม่พัดไป บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นพระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่[๔๘] ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ รัตนะทุกชนิด ส่องแสงโชติช่วง บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นพระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่[๔๙] ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ ทรงย่างพระบาท ไป ๗ ก้าว บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็น พระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่[๕๐] พระสัมพุทธเจ้าพอประสูติแล้วเท่านั้นก็ทรงเหลียวแลดูทิศทั้งปวง แล้วทรงเปล่งอาสภิวาจาได้ นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย[๕๑] เรายังหมู่ชนให้เกิดสังเวชแล้วชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายกของโลก ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าแล้วบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออกหลีกไป[๕๒] ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราชมเชยพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ด้วยการชมเชยนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการชมเชย[๕๓] ในกัปที่ ๙๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพระนาม ว่าสัมมุขาถวิกะ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีกำลังมาก

[๕๔] ในกัปที่ ๘๙ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระนาม ว่าปฐวีทุนทุภิ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีกำลังมาก

หน้า ๒๗๕

[๕๕] ในกัปที่ ๘๘ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มี พระนามว่าโอภาส สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีกำลังมาก[๕๖] ในกัปที่ ๘๗ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มี พระนามว่าสริตัจเฉทนะ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีกำลังมาก[๕๗] ในกัปที่ ๘๖ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มี พระนามว่าอัคคินิพพาปนะ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีกำลังมาก[๕๘] ในกัปที่ ๘๕ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพระนามว่าวาตสมะ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีกำลังมาก[๕๙] ในกัปที่ ๘๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพระนามว่าคติปัจเฉทนะ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีกำลังมาก[๖๐] ในกัปที่ ๘๓ แต่ภัทรกัปนี้

เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพระนามว่ารัตนปัชชละ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีกำลังมาก[๖๑] ในกัปที่ ๘๒ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพระนามว่าปทวิกกมนะ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีกำลังมาก[๖๒] ในกัปที่ ๘๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพระนามว่าวิโลกนะ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีกำลังมาก[๖๓] ในกัปที่ ๘๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพระนามว่าคิริสาระ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีกำลังมาก

หน้า ๒๗๖

[๖๔] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้แลนัยว่า ท่านพระสัมมุขาถวิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

จบ สัมมุขาถวิกเถราปทานที่ ๕

๖. กุสุมาสนิยเถราปทาน

บุพประวัติของพระกุสุมานิยเถระ

ว่าด้วยผลแห่งการถวายอามิสแด่พระพุทธเจ้า

(ท่านพระกุสุมาสนิยเถระได้กล่าวบุพประวัติของตนไว้ว่า)

{๑๒๘} [๖๕] ในกาลนั้น เราเป็นพราหมณ์อยู่ในนครธัญญวดี เป็นผู้ฉลาด ในตำราทำนายลักษณะ ในคัมภีร์อิติหาส พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุ และเกฏุภะ [๖๖] เราเป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ ฉลาดในนิมิต รู้จบไตรเพท บอกมนต์ให้ศิษย์ทั้งหลาย

[๖๗] เราวางดอกอุบล ๕ กำไว้บนหลังของเรา เราประสงค์ จะบวงสรวงบูชายัญในสมาคมบิดามารดา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ดูความหมายที่เชิงอรรถข้อ ๑๗๖ สารีปุตตเถราปทาน พุทธวรรค หน้า ๒๘ ในเล่มนี้

จบ ๕. สัมมุขาถวิกเถราปทาน (๑๒๕)