arnon.worldเข้าสู่ระบบ

กุณฑลเกสวรรค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๑–๑๗๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕๘/๕๙ ในอปทานมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ตติโย กุณฺฑลเกสีวคฺโค

ปฐมํ กุณฺฑลเกสีเถริยาปทานํ (๒๑)

กุณฑลเกสวรรคที่ ๓

กุณฑลเกสีเถริยาปทานที่ ๑

ว่าด้วยบุพจริยาของพระกุณฑลเกสีเถรี

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กุณฑลเกสวรรค กุณฑลเกสีเถริยาปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู

อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปปชฺชิ นายโก ฯ

ตทาหํ หํสวติยา ชาตา เสฏฺฐิกุเล อหุ

นานารตนปชฺโชเต มหาสุขสมปฺปิตา ฯ

อุเปตฺวา ตํ มหาวีรํ อสฺโสสึ ธมฺมมุตฺตมํ

ตโต ชาตปฺปสาทาหํ อุเปสึ สรณํ ชินํ ฯ

ตทา มหาการุณิโก ปทุมุตฺตรนายโก ๑

ขิปฺปาภิญฺญานมคฺคนฺติ ๒ ฐปยิ ๓ ภิกฺขุนึ สุภํ ฯ

ตํ สุตฺวา มุทิตา หุตฺวา ทานํ ทตฺวา มเหสิโน

นิปจฺจ สิรสา ปาเท ตํ ฐานํ อภิปตฺถยึ ฯ

อนุโมทิ มหาวีโร ภทฺเท ยนฺเตภิปตฺถิตํ

สมิชฺฌิสฺสติ ตํ สพฺพํ สุขินี โหหิ นิพฺพุตา ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาทา โอรสา ธมฺมนิมฺมิตา

ภทฺทา กุณฺฑลเกสาติ เหสฺสติ สตฺถุสาวิกา ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

ตโต จุตา ยามมคํ ตโตหํ ตุสิตํ คตา

ตโต จ นิมฺมานรตึ วสวตฺติปุรํ คตา ๑ ฯ

ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชามิ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา

ตตฺถ ตตฺเถว ราชูนํ มเหสิตฺตมการยึ ฯ

ตโต จุตา มนุสฺเสสุ ราชูนํ จกฺกวตฺตินํ

มณฺฑลีนญฺจ ราชูนํ มเหสิตฺตมการยึ ฯ

สมฺปตฺตึ อนุโภตฺวาน เทเวสุ มานุเสสุ จ

สพฺพตฺถ สุขิตา หุตฺวา เนกกปฺเปสุ สํสรึ ฯ

อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส

กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ

อุปฏฺฐาโก มเหสิสฺส ตทา อาสิ นริสฺสโร

กาสิราชา กิกี นาม พาราณสิปุรุตฺตเม ฯ

ตสฺส ธีตา จตุตฺถาสึ ภิกฺขุทาสีติ ๒ วิสฺสุตา

ธมฺมํ สุตฺวา ชินคฺคสฺส ปพฺพชฺชํ สมโรจยึ ฯ

อนุชานิ น โน ตาโต อคาเรว ตทา มยํ

วีสํ วสฺสสหสฺสานิ วิจริมฺห อตนฺทิตา ฯ

โกมาริพฺรหฺมจริยํ ราชกญฺญา สุเขฏฺฐิตา

พุทฺโธปฏฺฐานนิรตา มุทิตา สตฺต ธีตโร ฯ

สมณี สมณคุตฺตา จ ภิกฺขุนี ภิกฺขุทาสิกา

ธมฺมา เจว สุธมฺมา จ สตฺตมี สงฺฆทาสิกา ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณนา จ ปฏาจารา อหนฺตทา

กิสาโคตมี ธมฺมทินฺนา วิสาขา โหติ สตฺตมี ฯ

เตหิ กมฺเมหิ สุกเตหิ เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ คิริพฺพชปุรุตฺตเม

ชาตา เสฏฺฐิกุเล ผีเต ยทาหํ โยพฺพเน ฐิตา ฯ

โจรํ วธตฺถํ นิยฺยนฺตํ ทิสฺวา รตฺตา ตหึ อหํ

ปิตา เม ตํ สหสฺเสน โมจยิตฺวา วธา ตโต ฯ

อทาสิ ตสฺส มํ ตาโต วิทิตฺวาน มนํ มม

ตสฺสาหมาสิ ๑ วิสฺสฏฺฐา อติว ทยิตา หิตา ฯ

โส เม ภูสนโลเภน พลึ ๒ ปจฺจาหรํ ทิโส

โจรปฺปปาตํ เนตฺวาน ปพฺพเต ๓ เจตยิ วธํ ฯ

ตทาหํ ปณมิตฺวาน สตฺตุกํ สุกตญฺชลี

รกฺขนฺตี อตฺตโน ปาณํ อิมํ วจนมพฺรวึ ฯ

อิทํ สุวณฺณกายุรํ ๔ มุตฺตา เวฬุริยา พหู

สพฺพํ ๕ หรสฺสุ ภทฺทนฺเต มญฺจ ทาสีติ สาวย ฯ

โอโรปยสฺสุ กลฺยาณิ มา ๖ พาฬฺหํ ปริเทวสิ

น จาหํ อภิชานามิ อหนฺตฺวา วนมาคตํ ๗ ฯ

ยโต สรามิ อตฺตานํ ยโต ปตฺโตสฺมิ วิญฺญุตํ

น จาหํ อภิชานามิ อญฺญํ ปิยตรํ ตยา ฯ

เอหิ ตํ อุปคุยฺหิสฺสํ กตฺวาน ตํ ปทกฺขิณํ

ตํ วนฺทามิ ๑ ปุน นตฺถิ มม ตุยฺหญฺจ สงฺคโม ฯ

น หิ สพฺเพสุ ฐาเนสุ ปุริโส โหติ ปณฺฑิโต

อิตฺถีปิ ปณฺฑิตา โหติ ตตฺถ ตตฺถ วิจกฺขณา ฯ

น หิ สพฺเพสุ ฐาเนสุ ปุริโส โหติ ปณฺฑิโต

อิตฺถีปิ ปณฺฑิตา โหติ ลหุํ อตฺถํ วิจินฺติตา ๒ ฯ

ลหุญฺจ วต ขิปฺปญฺจ เนกตฺเถ ๓ สมเจตยิ

จิตฺตปุณฺณายตาเนว ๔ ตทาหํ สตฺตุกํ วธึ ฯ

โย จ อุปฺปติตํ อตฺถํ น ขิปฺปํ อนุพุชฺฌติ

โส หญฺญเต มนฺทมติ โจโรว คิริคพฺภเร ฯ

โย จ อุปฺปติตํ อตฺถํ ขิปฺปเมว นิโพธติ

มุจฺจเต สตฺตุสมฺพาธา ตทาหํ สตฺตุกา ยถา ฯ

ตทาหํ ปาตยิตฺวาน คิริทุคฺคมฺหิ สตฺตุกํ

สนฺติกํ เสตวตฺถานํ อุเปตา ๕ ปพฺพชึ อหํ ฯ

สณฺฑาเสน จ เกเส เม ลุญฺจิตฺวา สพฺพโส ตทา

ปพฺพชิตฺวาน สมยํ อาจิกฺขึสุ นิรนฺตรํ ฯ

ตโต ตํ อุคฺคเหตฺวาน ๖ นิสีทิตฺวาน เอกิกา

สมยํ ตํ วิจินฺเตสึ ๗ สุวาโน ๘ มานุสํ กรํ ฯ

ฉินฺนํ คยฺห สมีเป เม ปาตยิตฺวา อปกฺกมิ

ทิสฺวา นิมิตฺตํ อลภึ ติฏฺฐนฺตํ ๑ ปุฬวากุลํ ฯ

ตโต อุฏฺฐาย สํวิคฺคา อาปุจฺฉึ สหธมฺมิเก

เต อโวจุํ วิชานนฺติ ตํ อตฺถํ สกฺยภิกฺขโว ฯ

สาหํ ตมตฺถํ ปุจฺฉิสฺสํ อุเปตฺวา พุทฺธสาวเก

เต มมาทาย คจฺฉึสุ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก ฯ

โส เม ธมฺมมเทเสสิ ขนฺธายตนธาตุโย

อสุภานิจฺจํ ทุกฺขาติ อนตฺตาติ จ นายโก ฯ

ตสฺส ธมฺมํ สุณิตฺวาหํ ธมฺมจกฺขุํ วิโสธยึ

ตโต วิญฺญาตสทฺธมฺมา ปพฺพชฺชํ อุปสมฺปทํ ฯ

อายาจิโต ๒ ตทา อาห เอหิ ภทฺเทติ นายโก

ตทาหํ อุปสมฺปนฺนา ปริตฺตํ โตยมทฺทสํ ฯ

ปาทปกฺขาลเนนาหํ ญตฺวา สอุทยพฺพยํ

ตถา สพฺเพปิ สงฺขารา ๓ อิติ สํจินฺตยึ ตทา ฯ

ตโต จิตฺตํ วิมุจฺจิ ๔ เม อนุปาทาย สพฺพโส

ขิปฺปาภิญฺญานมคฺคมฺเม ตทา ปญฺญาปยิ ชิโน ฯ

อิทฺธีสุ จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา

ปรจิตฺตานิ ชานามิ สตฺถุสาสนการิกา ฯ

ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ

เขเปตฺวา อาสเว สพฺเพ วิสุทฺธาสึ สุนิมฺมลา ฯ

ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ

โอหิโต ครุโก ภาโร ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ

ยสฺสตฺถาย ๑ ปพฺพชิตา อคารสฺมา อนคาริยํ

โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโย ฯ

อตฺถธมฺมนิรุตฺตีสุ ปฏิภาเณ ตเถว จ

ญาณํ เม วิปุลํ ๒ สุทฺธํ พุทฺธเสฏฺฐสฺส วาหสา ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ ภทฺทา กุณฺฑลเกสา ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

กุณฺฑลเกสีเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ...นามโก ฯ ๒ โป. ยุ. ขิปฺปาภิญฺญา นมคฺคตฺเต ฯ ๓ ม. ยุ. ฐเปสิ ฯ

๑ ม. ยุ. ตโต ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. ภิกฺขุทายีติ ฯ ยุ. ภิกฺขทายีติ ฯ

๑ ม. ...มาสึ ฯ ๒ ม. พลิมชฺฌาสโย ทิโส ฯ ยุ. มารปจฺจาหฏํ ทิโส ฯ ๓ ม. ยุ.

ปพฺพตํ ฯ ๔ ม. ยุ. สุวณฺณเกยูรํ ฯ ๕ ยุ. สจฺจํ ฯ ๖ ยุ. มา พหุํ ปริเทวยิ ฯ

๗ ม. ยุ. ธนมาภตํ ฯ

๑ ม. ยุ. น จ ทานิ ปุโน อตฺถิ ฯ ๒ ม. ยุ. วิจินฺติกา ฯ

๓ ม. ยุ. นิกตฺเถ สมเจตยึ ฯ ๔ ม. มิคํ อุณฺณายตา เอวํ ฯ ยุ. มิคํ ปุณฺณายเตเนว ฯ

๕ ยุ. อุเปตฺวา ฯ ๖ ม. อุคฺคเหตฺวาหํ ฯ ๗ ยุ. วิจินฺเตมิ ฯ ๘ ยุ. สุวานา ฯ

๑ ม. ยุ. หตฺถํ ตํ ฯ ๒ ยุ. อายา2จึ โส ฯ ๓ ม. สงฺขาเร อีทิสํ จินฺตยึ ตทา ฯ

๔ ยุ. วิมุตฺตํ ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมาร พระนามว่าปทุมมุตระผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้วครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีอันมีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆในเมืองหงสวดี เป็นผู้เพรียบพร้อมไปด้วยความสุขมาก ดิฉันเข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้นแล้ว ได้ฟังธรรมอันอุดม มีความเลื่อมใสเกิดในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ได้ถึงพระองค์เป็นสรณะครั้งนั้น พระพิชิตมารผู้เป็นนายกพระนามว่าปทุมุตระ ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา ทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่ง ผู้มีปัญญาดีว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายขิปปาภิญญา ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้วมีความพอใจ ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว

ซบเศียรลงแทบพระบาท ปรารถนาตำแหน่งนั้น พระมหาวีรเจ้าทรงอนุโมทนาตรัสว่า นางผู้เจริญ ตำแหน่งใดท่านปรารถนาแล้ว ตำแหน่งนั้นทั้งหมดจักสำเร็จแก่ท่าน ท่านจงเป็นผู้มีสุขเย็นใจเถิด ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านผู้เจริญนี้จักได้เป็นภิกษุณีธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวิกาของพระศาสดาชื่อว่าภัททากุณฑลเกสาด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์จุติจากภพนั้นแล้วไปสู่ชั้นยามา จุติจากนั้นแล้วได้ไปสู่ชั้นดุสิต

จุติจากนั้นแล้วไปสู่ชั้นนิมมานรดี จุติจากนั้นแล้วไปสู่ชั้นปรนิมมิตวสวัสดี ด้วยอำนาจกุศลกรรมนั้น ดิฉันเกิดในภพใดๆก็ได้ครองตำแหน่งราชมเหสีในภพนั้นๆ จุติจากปรนิมมิตวสวัสดีแล้วได้ครองตำแหน่งพระมเหสีแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ และพระราชาที่เป็นเอกราชในหมู่มนุษย์ดิฉันได้เสวยราชสมบัติในเทวดาและมนุษย์เจริญด้วยความสุขทุกๆ ภพ ท่องเที่ยวไปในกัปเป็นอเนก ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสป ผู้เป็นพงศ์พันธุ์ แห่งพราหมณ์มียศมาก ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้วครั้งนั้นพระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี เป็นใหญ่กว่านรชนในพระนครพาราณาสีอันอุดม เป็นอุปัฏฐาก

พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ดิฉันเป็นพระธิดาคนที่ ๔ ของท้าวเธอมีนามปรากฏว่าภิกขุทาสีได้ฟังธรรมของพระพิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา ... ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพหลัง บัดนี้ ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีที่มีความเจริญ ในพระนครราชคฤห์อันอุดมเมื่อดำรงอยู่ในความเป็นสาว ได้เห็นราชบุรุษนำโจรไปเพื่อจะฆ่า มีความรักในโจรคนนั้น บิดาของดิฉันปลดเปลื้องโจรนั้นให้หลุดพ้นจากการฆ่าด้วยทรัพย์พันหนึ่ง รู้จักใจดิฉันแล้ว ยกดิฉันให้กับโจรนั้น ดิฉันรักใคร่เอ็นดูเกื้อกูลแก่โจรนั้นมาก แต่โจรนั้นพาดิฉันผู้ช่วยขนเครื่องบวงสรวงไปที่ภูเขามีเหวเป็นที่ทิ้งโจรคิดจะฆ่าดิฉัน

ด้วยความโลภในเครื่องประดับของดิฉัน เวลานั้นดิฉันจะรักษาชีวิตของตัวไว้ จึงประนมมือไหว้โจรผู้เป็นศัตรูเป็นอย่างดีแล้วกล่าวว่า นายผู้เจริญ สร้อยทองคำ แก้วมุกดา และแก้วไพฑูรย์เป็นอันมากทั้งหมดนี้ นายเอาไปเถิด และจงประกาศว่าฉันเป็นทาสีเถิด แน่ะนางงาม จงตายเสียเถิด อย่ามัวรำพันนักเลย เรามุ่งจะฆ่านางผู้มาถึงป่าแล้ว ตั้งแต่ฉันระลึกถึงตัวได้ ถึงความเป็นผู้รู้ชัดแล้ว ฉันไม่รู้จักบุรุษอื่นว่าเป็นที่รักยิ่งกว่านาย มาเถิด ฉันจักขอกอดนาย ทำประทักษิณแล้วจะไหว้นาย เพราะนายกับดิฉันจะไม่ได้ร่วมกันต่อไป ในที่ทุกแห่งใช่ว่าบุรุษเท่านั้นจะเป็นบัณฑิต ถึงสตรีก็เป็นบัณฑิตเฉลียวฉลาดในที่นั้นๆ

และในที่ทุกแห่ง ใช่ว่าบุรุษเท่านั้นจะเป็นบัณฑิตคิดความได้ว่องไว ใช่ว่าบุรุษจะคิดเหมาะสมในเรื่องเดียวเร็วพลัน ดิฉันฆ่าศัตรูได้ในครั้งนั้น ก็เพราะเนื่องด้วยปัญญาเต็มอยู่ในจิต ผู้ใดไม่รู้จักเรื่องที่เกิดขึ้นเร็วไว ผู้นั้นมีปัญญาเขลา ย่อมถูกเขาฆ่า เหมือนโจรที่ถูกฆ่าที่เหว ฉะนั้น ผู้ใด รู้จักเรื่องที่เกิดขึ้นได้ว่องไว ผู้นั้นก็พ้นจากพวกศัตรู เหมือนดิฉันพ้นจากโจรที่เป็นศัตรูในครั้งนั้น ฉะนั้น เมื่อดิฉันผลักศัตรูให้ตกไปในเหวแล้ว เข้าไปบวชในสำนักพวกปริพาชกที่ครองผ้าขาว

ครั้งนั้น พวกปริพาชกเอาแหนบถอนผมดิฉันหมดแล้ว ให้บวชแล้วบอกลัทธิให้เนืองๆ ดิฉันเรียนลัทธินั้นแล้ว นั่งคิดลัทธินั้นอยู่ผู้เดียวว่า คณะปริพาชกเป็นดังว่าสุนัขทำกะเราซึ่งเป็นมนุษย์ ถือเอากิ่งหว้าที่หักแล้วปักไว้ ณ ที่ใกล้เราแล้วก็หลีกไป ดิฉันเห็นแล้วได้นิมิต ที่ตั้งอยู่เหมือนเป็นหมู่หนอน ดิฉันลุกจากที่นั้นแล้ว มีความสลดใจมาถามพวกปริพาชก ที่มีลัทธิร่วมกัน พวกนั้นบอกว่า พวกภิกษุศากยบุตรย่อมรู้เรื่องนั้น ดิฉันเข้าไปหาพุทธสาวกแล้วถามเรื่องนั้นพุทธสาวกเหล่านั้นพาดิฉันไปในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ

พระองค์ผู้เป็นนายกของโลก ทรงแสดงธรรมแก่ดิฉันว่า ขันธ์อายตนะและธาตุทั้งหลาย ไม่งาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ดิฉันได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ยังธรรมจักษุให้หมดจดวิเศษ รู้สัทธรรมแล้ว ได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบท ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าอันดิฉันทูลขอแล้ว ได้ตรัสว่า มาเถิด นางผู้เจริญ ดิฉันอุปสมบทแล้ว ได้เห็นน้ำน้อยหนึ่ง รู้จักสังขาร อันมีความเกิดและความดับด้วยน้ำล้างเท้า คิดเห็นว่า สังขารทั้งปวงย่อมเป็นอย่างนั้น ลำดับนั้นจิตของดิฉันพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่นโดยประการทั้งปวง

ครั้งนั้นพระพิชิตมารทรงตั้งดิฉันว่าเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายขิปปาภิญญา ดิฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์และทิพโสตธาตุผู้วารจิตผู้อื่น เป็นผู้ทำตามสัตถุศาสน์ รู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพจักษุบริสุทธิ์ ยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป เป็นผู้บริสุทธิ์ หมดมลทินด้วยดี ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้ว ปฏิบัติพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ดิฉันบรรลุถึงประโยชน์ คือธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ ที่กุลบุตรทั้งหลาย ออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว ญาณของดิฉัน ในอรรถะ ธรรมะ นิรุติ และปฏิภาณไพบูลย์ หมดจด เพราะอำนวยพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระภัททากุณฑลเกสีภิกษุณี ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.

จบกุณฑลเกสีเถริยาปทาน.

ทุติยํ กิสาโคตมีเถริยาปทานํ (๒๒)

กิสาโคตมีเถริยาปทานที่ ๒

ว่าด้วยบุพจริยาของพระกิสาโคตมีเถรี

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กุณฑลเกสวรรค กิสาโคตมีเถริยาปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู

อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ

ตทาหํ หํสวติยํ ชาตา อญฺญตเร กุเล

อุเปตฺวา ตํ นรวรํ สรณํ สมุปาคมึ ฯ

ธมฺมญฺจ ตสฺส อสฺโสสึ จตุสจฺจูปสญฺหิตํ

มธุรํ ปรมสฺสาทํ จิตฺตสนฺติสุขาวหํ ๑ ฯ

ตทาปิ ๒ ภิกฺขุนึ ธีโร ลูขจีวรธาริกํ ๓

ฐเปนฺโต เอตทคฺคมฺหิ วณฺณยิ ปุริสุตฺตโม ฯ

ชเนตฺวานปฺปกํ ปีตึ สุตฺวา ภิกฺขุนิยา คุณํ ๔

การํ กตฺวาน พุทฺธสฺส ยถาสตฺติ ๕ ยถาพลํ ฯ

นิปจฺจ มุนิธีรนฺตํ ตํ ฐานํ อภิปตฺถยึ

ตทานุโมทิ สมฺพุทฺโธ ฐานลาภาย นายโก ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาทา โอรสา ธมฺมนิมฺมิตา

กิสาโคตมิ นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวิกา ฯ

ตํ สุตฺวา มุทิตา หุตฺวา ยาวชีวํ ตทา ชินํ

เมตฺตจิตฺตา ปริจรึ ปจฺจเยหิ วินายกํ ฯ

เตหิ ๖ กมฺเมหิ สุกเตหิ เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส

กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ

อุปฏฺฐาโก มเหสิสฺส ตทา อาสิ นริสฺสโร

กาสิราชา กิกี นาม พาราณสิปุรุตฺตเม ฯ

ปญฺจมี ตสฺส ธีตาหํ ๑ ธมฺมา นาเมน วิสฺสุตา

ธมฺมํ สุตฺวา ชินคฺคสฺส ปพฺพชฺชํ สมโรจยึ ฯ

อนุชานิ น โน ตาโต อคาเรว ตทา มยํ

วีสวสฺสสหสฺสานิ วิจริมฺห อตนฺทิตา ฯ

โกมาริพฺรหฺมจริยํ ราชกญฺญา สุเข ฐิตา

พุทฺโธปฏฺฐานนิรตา มุทิตา สตฺต ธีตโร ฯ

สมณี สมณคุตฺตา จ ภิกฺขุนี ภิกฺขุทาสิกา

ธมฺมา เจว สุธมฺมา จ สตฺตมี สงฺฆทาสิกา ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ ปฏาจารา จ กุณฺฑลา

อหญฺจ ธมฺมทินฺนา จ วิสาขา โหติ สตฺตมี ฯ

เตหิ กมฺเมหิ สุกเตหิ เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ ชาตา เสฏฺฐิกุเล อหํ

ทุคฺคเต อธเน นีเจ ๒ คตา จ สธนํ กุลํ ฯ

ปติฏฺฐเปตฺวาน ๓ เสสา เม ทิสฺสนฺติ ๔ อธนา อิติ

ยทา จ ปสุตา ๕ อาสึ สพฺเพสํ ทยิตา ตทา ฯ

ยทา โส ตรุโณ ปุตฺโต ๖ โกมารโก ๗ สุเขฏฺฐิโต

สปาณมิว กนฺโต เม ตทา ๘ ยมวสํ คโต ฯ

โสกฏฺฏา ทินวทนา อสฺสุเนตฺตา รุทมุขา

มตํ ๑ กุณปมาทาย วิลปนฺตี คมามหํ ฯ

ตทา เอเกน สนฺทิฏฺฐา อุเปตฺวา ภิสกฺกุตฺตมํ ๒

อโวจํ เทหิ เภสชฺชํ ปุตฺตสญฺชีวนนฺติ โภ ฯ

น วิชฺชนฺเต มตา ยสฺมึ เคเห สิทฺธตฺถกํ ตโต

อาหราติ ชิโน อาห วินโยปายโกวิโท ฯ

ตทา คมิตฺวา สาวตฺถึ น ๓ ลภึ ตาทิสํ ฆรํ

กุโต สิทฺธตฺถกํ ตสฺมา ตโต ลทฺธา สตึ อหํ ฯ

กุณปํ ฉฑฺฑยิตฺวาน อุเปสึ โลกนายกํ

ทูรโต จ ๔ มมํ ทิสฺวา อโวจ มธุรสฺสโร ฯ

โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ อุทยพฺพยํ

เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสฺสโต อุทยพฺพยํ ฯ

น คามธมฺโม นิคมสฺส ธมฺโม

น จาปิยํ เอกกุลสฺส ธมฺโม

สพฺพสฺส โลกสฺส สเทวกสฺส

เอโสว ๕ ธมฺโม ยทิทํ อนิจฺจตา ฯ

สาหํ ๖ สุตฺวานิมา คาถา ธมฺมจกฺขุํ วิโสธยึ

ตโต วิญฺญาตสทฺธมฺมา ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ

ตถาปิ ปพฺพชิตา สนฺตี ยุญฺชนฺตี ชินสาสเน

น จิเรเนว กาเลน อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ

อิทฺธีสุ จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา

ปรจิตฺตานิ ชานามิ สตฺถุสาสนการิกา ฯ

ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ

เขเปตฺวา อาสเว สพฺเพ วิสุทฺธาสึ สุนิมฺมลา ฯ

ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ

โอหิโต ครุโก ภาโร ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ

ยสฺสตฺถาย ปพฺพชิตา อคารสฺมา อนคาริยํ

โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโย ฯ

อตฺถธมฺมนิรุตฺตีสุ ปฏิภาเณ ตเถว จ

ฌานํ เม วิปุลํ สุทฺธํ พุทฺธเสฏฺฐสฺส วาหสา ฯ

สงฺการกูฏา อาหริตฺวา สุสานา รถิยาปิจ

ตโต สงฺฆาฏิกํ กตฺวา ลูขํ ธาเรมิ จีวรํ ฯ

ชิโน ตสฺมึ คุเณ ตุฏฺโฐ ลูขจีวรธารเณ

ฐเปสิ เอตทคฺคมฺหิ ปริสาสุ วินายโก ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ กิสาโคตมี ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

กิสาโคตมีเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ยุ. ยสฺส จตฺถาย ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. ยุ. สพฺพตฺถ วิมลํ ฯ

๑ ม. วฏฺฏสนฺติสุขาวหํ ฯ ๒ ม. ตทา จ ฯ ยุ. กทาจิ ฯ ๓ ม. ...ธารินึ ฯ

๔ ม. คุเณ ฯ ๕ ยุ. ยถาสตฺตึ ฯ ๖ ม. ยุ. เตน กมฺเมน สูกเตน ฯ

๑ ม. ยุ. ธีตาสึ ฯ ๒ ม. นฏฺเฐ ฯ ยุ. นิฏฺเฐ ฯ ๓ ม. ยุ. ปตึ ฐเปตฺวา ฯ

๔ ม. เทสฺสนฺติ ฯ ๕ ยุ. สสุตา ฯ ๖ ม. ยุ. ภทฺโท ฯ ๗ ม. โกมลโก ฯ

ยุ. โกมลงฺโค ฯ ๘ ยุ. ตทายํ ปรสงฺคโต ฯ

๑ ยุ. เอวํ ฯ ๒ ยุ. ภิสมุตฺตมํ ฯ ๓ ยุ. น ลภิตฺวาทิสํ ฆรํ ฯ ๔ ม. ยุ. ว ฯ

๕ ม. เอเสว ฯ ๖ ยุ. สหา สุตฺวานิมา คาถา ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่า ปทุมุตระผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เป็นนายกของโลกเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลหนึ่งในพระนครหงสวดี เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านรชนพระองค์นั้นแล้ว ถึงพระองค์เป็นสรณะ ได้ฟังธรรมของพระองค์ซึ่งประกอบด้วยสัจจะ ๔ ไพเราะจับใจอย่างยิ่งนำมาซึ่งสันติสุขแห่งจิต ครั้งนั้น พระธีรเจ้าผู้อุดมกว่าบุรุษ เมื่อทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่งผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง ทรงสรรเสริญในตำแหน่งเอตทัคคะ ดิฉันได้ฟังคุณของภิกษุณีแล้ว เกิดปีติมาก ทำสักการะแด่พระพุทธเจ้าตามความสามารถ ตามกำลัง หมอบลงใกล้พระธีรมุนีแล้ว ปรารถนาตำแหน่งนั้น ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ทรงอนุโมทนาเพื่อการได้ตำแหน่งว่า ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านผู้เจริญจักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต เป็นสาวิกาของพระศาสดา มีนามชื่อว่ากิสาโคตมี ครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้ว มีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารผู้นำชั้นพิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสป ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์มียศมากประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี เป็นใหญ่กว่านรชนในพระนครพาราณสี อันอุดมเป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ดิฉันเป็นพระธิดาองค์ที่ ๕ ของท้าวเธอ มีนามปรากฏว่าธรรมา ได้ฟังธรรมของพระพิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้พวกเรา เมื่อต้องอยู่ในอาคารสถาน ครั้งนั้น พวกเราผู้เป็นราชกัญญาตั้งอยู่ในความสุข มิได้เกียจคร้าน ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารีอยู่สองหมื่นปี พระราชธิดาทั้ง ๗

พระองค์ คือนางสมณี ๑ นางสมณคุตตา ๑ นางภิกขุนี ๑ นางภิกขุทาสิกา ๑ นางธรรมา ๑ นางสุธรรมา ๑ และนางสังฆทาสีเป็นที่ ๗เป็นผู้ยินดีพอใจในการบำรุงพระพุทธเจ้า ได้มาเป็นพระเขมาเถรีพระอุบลวรรณาเถรี พระปฏาจาราเถรี พระกุณฑลเกสีเถรี ดิฉันพระธรรมทินนาเถรี และวิสาขาอุบาสิกาเป็นที่ ๗ ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งนี้ ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีที่ตกยาก จนทรัพย์ เป็นวงศ์ต่ำ ไปสู่สกุลที่มีทรัพย์พวกเลสชนก็รับรองแสดงว่าดิฉันจนทรัพย์ เมื่อดิฉันคลอดบุตรแล้วก็เป็นที่เอ็นดูแห่งชนทั้งปวง กุมารซึ่งเป็นบุตรอ่อนนั้นดำรงอยู่ในความสุข

เป็นที่รักใคร่ของดิฉันเหมือนว่าชีวิตของตน ได้ถึงอำนาจยมราชเสียแล้ว ดิฉันอัดอั้นด้วยความโศกเศร้า มีหน้าเศร้าตลอดวันมีตาชุ่มด้วยน้ำตา เป็นคนมีหน้าร้องไห้ อุ้มศพลูกที่ตายพูดเพ้อไปครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่งเห็นเข้าแล้ว พาเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นหมอดีเลิศอุดม ดิฉันได้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ได้โปรดปรานประทานยาที่แก้บุตรให้กลับเป็นเถิด พระพิชิตมารผู้ฉลาดในอุบายแนะนำรับสั่งว่าในเรือนใดไม่มีคนตาย ท่านจงไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากเรือนนั้นมา ครั้งนั้น ดิฉันเที่ยวไปหาจนทั่วเมืองสาวัตถีไม่ได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดแต่เรือนที่ไม่มีคนตายไหนๆเพราะฉะนั้น ดิฉันจึงกลับได้สติทิ้งศพเสีย แล้วเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระบรมศาสดาผู้มีพระกระแสเสียงอันไพเราะ ทอดพระเนตรเห็นดิฉันแต่ที่ไกลแล้วตรัสว่า ก็ความเป็นอยู่เพียงวันเดียวของบุคคลผู้พิจารณาเห็นความเกิดและความเสื่อมไป ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ของบุคคลผู้มิได้พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป

อนิจจาธรรมนี้ ไม่ใช่ธรรมเฉพาะบ้าน ไม่ใช่ธรรมเฉพาะนิคม ไม่ใช่ธรรมเฉพาะสกุลเดียว เป็นธรรมของโลกทั้งปวงพร้อมทั้งเทวโลก.

ดิฉันนั้น ได้สดับคาถาเหล่านี้แล้ว ยังธรรมจักษุให้หมดจดวิเศษเมื่อรู้สัทธรรมแล้วได้ออกบวช แม้เมื่อบวชแล้วอย่างนั้น ประกอบความเพียรในพุทธศาสนา ไม่ช้านานก็ได้บรรลุอรหัตผล ดิฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ และทิพโสตธาตุ รู้วาระจิตของผู้อื่น และทิพจักษุบริสุทธิ์ ยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์หมดมลทินด้วยดี ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้ว ปฏิบัติพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาอันนำไปสู่ภพขึ้นแล้ว ดิฉันบรรลุประโยชน์ คือ ธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวงที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว ญาณของดิฉันในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ ไพบูลย์ หมดจดเพราะอำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ดิฉันนำผ้ามาจากกองหยากเยื่อป่าช้าและถนนเอามาทำเป็นผ้าสังฆาฏิ ทรงจีวรอันเศร้าหมอง พระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ทรงพอพระทัยในคุณบัติ คือ การทรงจีวรอันเศร้าหมองนั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ในบริษัททั้งหลาย ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระกิสาโคตมีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบกิสาโคตมีเถริยาปทาน.

ตติยํ ธมฺมทินฺนาเถริยาปทานํ (๒๓)

ธรรมทินนาเถริยาปทานที่ ๓

ว่าด้วยบุพจริยาของพระธรรมทินนาเถรี

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กุณฑลเกสวรรค ธรรมทินนาเถริยาปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู

อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ

ตทาหํ หํสวติยา กุเล อญฺญตเร อหุ

ปรกมฺมํ ๑ กรี อาสึ นิปกา สีลสํวุตา ฯ

ปทุมุตฺตรสฺส พุทฺธสฺส สุชาโต อคฺคสาวโก

วิหารา อภินิกฺขมฺม ปิณฺฑปาตาย คจฺฉติ ฯ

ฆฏํ คเหตฺวา คจฺฉนฺตี ตทา อุทกหาริกา

ตํ ทิสฺวา อททึ ปูวํ ๒ ปสนฺนา เสหิ ปาณิภิ ฯ

ปฏิคฺคเหตฺวา ตตฺเถว นิสินฺโน ปริภุญฺชิ โส

ตโต เนตฺวาน ตํ เคหํ อทาสึ ตสฺส โภชนํ ฯ

ตโต เม อยฺยโก ตุฏฺโฐ อกาสิ ๓ สุณิสํ สกํ

สสฺสุยา สห คนฺตฺวาน สมฺพุทฺธํ อภิวาทยึ ฯ

ตทา โส ธมฺมกถิกํ ภิกฺขุนึ ปริกิตฺตยํ

ฐเปสิ เอตทคฺคมฺหิ ตํ สุตฺวา มุทิตา อหํ ฯ

นิมนฺตยิตฺวา สุคตํ สสงฺฆํ โลกนายกํ

มหาทานํ ททิตฺวาน ตํ ฐานํ อภิปตฺถยึ ฯ

ตโต มํ สุคโต อาห ฆนนินฺนาทสุสฺสุโร ๑

มมุปฏฺฐานนิรตา ๒ สสงฺฆปริเวสิกา ฯ

สทฺธมฺมสฺสวเน ยุตฺตา คุณวฑฺฒิตมานสา

ภทฺเท ภวสฺสุ มุทิตา ลจฺฉเสตํ ๓ ปณิธิผลํ ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาทา โอรสา ธมฺมนิมฺมิตา

ธมฺมทินฺนาติ นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวิกา ฯ

ตํ สุตฺวา มุทิตา หุตฺวา ยาวชีวํ มหามุนึ

เมตฺตจิตฺตา ปริจรึ ปจฺจเยหิ วินายกํ ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส

กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ

อุปฏฺฐาโก มเหสิสฺส ตทา อาสิ นริสฺสโร

กาสิราชา กิกี นาม พาราณสิปุรุตฺตเม ฯ

ฉฏฺฐา ตสฺส ๔ อหํ ธีตา สุธมฺมา อิติ วิสฺสุตา

ธมฺมํ สุตฺวา ชินคฺคสฺส ปพฺพชฺชํ สมโรจยึ ฯ

อนุชานิ น โน ตาโต อคาเรว ตทา มยํ

วีสํ วสฺสสหสฺสานิ วิจริมฺห อตนฺทิตา ฯ

ตติยํ ภาณวารํ ฯ

โกมาริพฺรหฺมจริยํ ราชกญฺญา สุเขฏฺฐิตา

พุทฺโธปฏฺฐานนิรตา มุทิตา สตฺต ธีตโร ฯู

สมณี สมณคุตฺตา จ ภิกฺขุนี ภิกฺขุทาสิกา

ธมฺมา เจว สุธมฺมา จ สตฺตมี สงฺฆทาสิกา ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ ปฏาจารา จ กุณฺฑลา

โคตมี จ อหํ เจว วิสาขา โหติ สตฺตมี ฯ

เตหิ กมฺเมหิ สุกเตหิ เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ คิริพฺพชปุรุตฺตเม

ชาตา เสฏฺฐิกุเล ผีเต สพฺพกามสมิทฺธเน ฯ

ยทา รูปคุณูเปตา ปฐเม โยพฺพเน ฐิตา

ตทา ปรกุลํ คนฺตฺวา วสึ สุขสมปฺปิตา ฯ

อุเปตฺวา โลกสรณํ สุณิตฺวา ธมฺมเทสนํ

อนาคามิผลํ ปตฺโต สามิโก เม สุพุทฺธิมา ฯ

ตทา ๑ ตํ อนุชาเนตฺวา ปพฺพชึ อนคาริยํ

น จิเรเนว กาเลน อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ

ตทา อุปาสโก โส มํ อุปคนฺตฺวา อปุจฺฉถ

คมฺภีเร นิปุเณ ปเญฺห เต สพฺเพ พฺยากรึ อหํ ฯ

ชิโน ตสฺมึ คุเณ ตุฏฺโฐ เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ

ภิกฺขุนึ ธมฺมกถิกํ นาญฺญํ ปสฺสามิ เอทิสํ ฯ

ธมฺมทินฺนา ยถา ธีรา เอวํ ธาเรถ ภิกฺขโว

เอวาหํ ปณฺฑิตา นาม ๑ นายเกนานุกมฺปิตา ฯ

ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ

โอหิโต ครุโก ภาโร ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ

ยสฺสตฺถาย ปพฺพชิตา อคารสฺมา อนคาริยํ

โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโย ฯ

อิทฺธีสุ จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา

ปรจิตฺตานิ ชานามิ พุทฺธสาสนการิกา ๒ ฯ

ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ

เขเปตฺวา อาสเว สพฺเพ วิสุทฺธาสึ สุนิมฺมลา ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ ธมฺมทินฺนา ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ธมฺมทินฺนาเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. ปรกมฺมการี ฯ ๒ ยุ. สูปํ ฯ ๓ ม. ยุ. อกรี ฯ

๑ ม. ยุ. ... สุสฺสโร ฯ ๒ ม. ยุ. มมุปฏฺฐานนิรเต สสงฺฆปริเวสิเก ฯ

มมุปฏฺฐานยุตฺเต สสงฺฆปริมานเส ฯ ๓ ม. ยุ. ลจฺฉเส ฯ ๔ ม. ยุ. ตสฺสาสหํ ฯ

๑ ม. ยุ. ตทาหํ ฯ

๑ ม. ยุ. โหมิ ฯ ๒ ม. ยุ. สตฺถุสาสน ... ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลกพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลหนึ่งในเมืองหงสวดีรับจ้างทำการงานของคนอื่น เป็นผู้มีปัญญาสำรวมอยู่ในศีลพระเถระนามว่าสุชาตะอัครสาวกของพระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตระ ออกจากวิหารไปเพื่อบิณฑบาตเวลานั้น ดิฉันเอาหม้อไปตักน้ำ เห็นท่านแล้วเลื่อมใสได้ถวายขนมด้วยมือของตน ท่านรับแล้วนั่งฉัน ณ ที่นั้นแหละ ดิฉันนิมนต์ท่านไปสู่เรือนได้ถวายโภชนะแก่ท่าน ต่อมา นายของดิฉันทราบเข้าแล้วมีความยินดี ได้แต่งดิฉันให้เป็นลูกสะใภ้ของท่านดิฉันไปกับแม่ผัว ได้ถวายอภิวาทพระสัมพุทธเจ้า

ครั้งนั้น พระบรมศาสดาทรงประกาศตั้งภิกษุณีองค์หนึ่งผู้เป็นธรรมกถึก ในตำแหน่งเอตทัคคะ ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้ว มีความยินดีนิมนต์พระสุคตเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ถวายมหาทานแล้ว ปรารถนาตำแหน่งนั้น ในทันใดนั้น พระสุคตเจ้าผู้มีพระกระแสเสียงไพเราะได้ตรัสกะดิฉันว่าท่านยินดีบำรุงเรา อังคาสเรากับสาวกสงฆ์ ขวนขวายในการฟังสัทธรรม มีใจเจริญด้วยคุณ ท่านผู้เจริญ ท่านยินดีเถิด ท่านจะได้ตำแหน่งนั้นอันเป็นผลแห่งความปรารถนา ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้

พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านผู้เจริญจักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิตเป็นสาวิกาของพระศาสดา มีชื่อว่า ธรรมทินนา ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้วมีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระมหามุนีผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิตด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์ มียศมากประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี ผู้เป็นใหญ่กว่านรชนในพระนครพาราณสีอันอุดมทรงเป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ดิฉันเป็นพระธิดาคนที่หกของท้าวเธอ มีนามปรากฏว่าสุธรรมา ได้ฟังธรรมของพระพิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้พวกเรา เมื่ออยู่ในอาคารสถาน ครั้งนั้น พวกเราผู้เป็นราชกัญญาตั้งอยู่ในความสุข มิได้เกียจคร้านประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารีอยู่สองหมื่นปี.

จบภาณวารที่ ๓

ราชธิดาทั้ง ๗ พระองค์ คือนางสมณี ๑ นางสมณคุตตา ๑นางภิกขุนี ๑ นางภิกขุทาสิกา ๑ นางธรรมา ๑ นางสุธรรมา ๑และนางสังฆทาสีเป็นที่ ๗ เป็นผู้ยินดีพอใจบำรุงพระพุทธเจ้าได้มาเป็นพระเขมาเถรี พระอุบลวรรณาเถรี พระปฏาจาราเถรี พระกุณฑลเกสีเถรี เป็นพระกิสาโคตมีเถรี และดิฉันเป็นวิสาขาอุบาสิกาคนที่ ๗ ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งนี้ ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐี มีความเจริญมั่นคั่งด้วยกามสุขทั้งปวง ในพระนครราชคฤห์อันอุดม เมื่อดิฉันประกอบด้วยรูปสมบัติตั้งอยู่ในปฐมวัย ไปสู่สกุลอื่น เพรียบพร้อมด้วยความสุขสามีของดิฉัน

เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นสรณะแห่งสัตว์โลก ฟังธรรมเทศนา แล้วได้บรรลุอนาคามิผล เป็นผู้มีปัญญาดี ครั้งนั้นดิฉันได้รับอนุญาตจากสามีนั้นแล้ว ออกบวชไม่ช้านานก็ได้บรรลุอรหัตผล อุบาสกนั้นเข้าไปหาดิฉัน แล้วถามปัญหาที่ลึกซึ้งสุขุมมากดิฉันแก้ปัญหาทั้งหมดนั้นได้ พระพิชิตทรงมารทรงพอพระทัยในคุณสมบัตินั้นจึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ด้วยพระดำรัสว่าเรามิได้เห็นภิกษุณีรูปอื่น ผู้เป็นธรรมกถึกเหมือนธรรมทินนาภิกษุณีนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงทรงจำภิกษุณีธรรมทินนาผู้มีปัญญาไว้อย่างนี้เถิด ดิฉันอันพระผู้มีพระภาคทรงอนุเคราะห์แล้ว ชื่อว่าเป็นบัณฑิตอย่างนี้ ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้ว ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้วปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาอันนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว บรรลุถึงประโยชน์ คือ ธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวง ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิต ต้องการนั้นแล้ว ดิฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ และในทิพโสตธาตุรู้วาระจิตของผู้อื่น เป็นผู้ทำตามสัตถุศาสน์ ดิฉันรู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพจักษุ อันหมดจดวิเศษยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้วเป็นผู้บริสุทธิ์หมดมลทินด้วยดี ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...

พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระธรรมทินนาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบธรรมทินนาเถริยาปทาน.

จตุตฺถํ สกุลาเถริยาปทานํ (๒๔)

สกุลาเถริยาปทานที่ ๔

ว่าด้วยบุพจริยาของพระสกุลาเถรี

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กุณฑลเกสวรรค สกุลาเถริยาปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู

อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ

หิตาย สพฺพสตฺตานํ สุขาย วทตํ วโร

อตฺถาย ปุริสาชญฺโญ ปฏิปนฺโน สเทวเก ฯ

ยสคฺคปฺปตฺโต สิริมา กิตฺติวณฺณภโต ๑ ชิโน

ปูชิโต ๒ สพฺพโลกสฺส ทิสา สพฺพา สุวิสฺสุโต ฯ

อุตฺติณฺณวิจิกิจฺโฉ โส วีติวตฺตกถํกโถ

สมฺปุณฺณมนสงฺกปฺโป ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ

อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา นรุตฺตโม

อนกฺขาตญฺจ อกฺขาสิ อสญฺชาตญฺจ สญฺชนี ฯ

มคฺคญฺญู จ มคฺควิทู มคฺคกฺขายี นราสโภ

มคฺคสฺส กุสโล สตฺถา สารถีนํ วรุตฺตโม ฯ

มหาการุณิโก นาโถ ๓ ธมฺมํ เทเสติ นายโก

นิมุคฺเค กามปงฺกมฺหิ ๔ สมุทฺธรติ ปาณิโน ฯ

ตทาหํ หํสวติยํ ชาตา ขตฺติยนนฺทนา

สุรูปา สธนา จาปิ ๕ ทยิตา จ ๖ สิรีมตี ฯ

อานนฺทสฺส มหารญฺโญ ธีตา ปรมโสภนา

เวมาตา ภคินี จาปิ ปทุมุตฺตรนามิโน ฯ

ราชกญฺญาหิ สหิตา สพฺพาภรณภูสิตา

อุปคมฺม ๑ มหาวีรํ อสฺโสสึ ธมฺมเทสนํ ฯ

ตทา หิ โส โลกวิทู ๒ ภิกฺขุนึ ทิพฺพจกฺขุกํ ๓

จตุปริสาย ๔ มชฺเฌ อคฺคฏฺฐาเน ฐเปสิ ตํ ฯ

สุณิตฺวา ตมหํ หฏฺฐา ทานํ ทตฺวาน สตฺถุโน

ปูเชตฺวาน จ สมฺพุทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ อปตฺถยึ ฯ

ตโต อโวจ มํ สตฺถา นนฺเท ลจฺฉสิ ปตฺถิตํ

ปทีปธมฺมทานานํ ผลเมตํ สุนิจฺฉิตํ ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาทา โอรสา ธมฺมนิมฺมิตา

สกุลาติ ๕ จ นาเมน เหสฺสสิ สตฺถุสาวิกา ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส

กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ

ปริพฺพาชิกินี ๖ อาสึ ตทาหํ เอกจารินี

ภิกฺขาย วิจริตฺวาน อลภึ เตลมตฺตกํ ฯ

เตน ทีปํ ปทีเปตฺวา ๗ อุปฏฺฐึ สพฺพสํวรํ ๘

เจติยํ ทิปทคฺคสฺส วิปฺปสนฺเนน เจตสา ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชามิ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา

สญฺชลนฺติ ๑ มหาทีปา ตตฺถ ตตฺถ คตาย เม ฯ

ติโรกุฑฺฑํ ติโรเสลํ สมติคฺคยฺห ปพฺพตํ

ปสฺสามหํ ยทิจฺฉามิ ทีปทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

วิสุทฺธนยนา โหมิ ยสสา ปชฺชลามหํ ๒

สทฺธา ปญฺญวตี ๓ เจว ทีปทานสฺสิทํ ผลํ ฯ

ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ ชาตา วิปฺปกุเล อหํ

ปหูตธนธญฺญมฺหิ มุทิเต ราชปูชิเต ฯ

อหํ สพฺพงฺคสมฺปนฺนา สพฺพาภรณภูสิตา

ปุรปฺปเวเส สุคตํ วาตปาเน ฐิตา อหํ ฯ

ทิสฺวา ชลนฺตํ ยสสา เทวมนุสฺสสกฺกตํ

อนุพฺยญฺชนสมฺปนฺนํ ลกฺขเณหิ วิภูสิตํ ฯ

อุทคฺคจิตฺตา สุมนา ปพฺพชฺชํ สมโรจยึ

น จิเรเนว กาเลน อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ

อิทฺธีสุ จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา

ปรจิตฺตานิ ชานามิ สตฺถุสาสนการิกา ฯ

ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ

เขเปตฺวา อาสเว สพฺเพ วิสุทฺธาสึ สุนิมฺมลา ฯ

ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ

โอหิโต ครุโก ภาโร ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ

ยสฺสตฺถาย ปพฺพชิตา อคารสฺมา อนคาริยํ

โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโย ฯ

ตโต มหาการุณิโก เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ

ทิพฺพจกฺขุกานํ ๑ อคฺคา สกุลาติ นรุตฺตโม ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ สกุลา ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

สกุลาเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. กิตฺติวณฺณคโต ฯ ๒ ยุ. ชิโน สพฺพสฺส โลกสฺส ฯ ๓ ม. ยุ. สตฺถา ฯ

๔ ยุ. โมหปงฺกมฺหิ ฯ ๕ ยุ. สธนา ฐาสึ ฯ ๖ ยุ. ว ฯ

๑ ม. อุปาคมฺม ฯ ๒ ม. โลกครุ ฯ ยุ. โลกคุรู ฯ ๓ ยุ. ทิพฺพจกฺขุกึ ฯ

๔ ม. กิตฺตยํ ปริสามชฺเฌ ฯ ยุ. กิตฺตยี... ฯ ๕ ม. ยุ. สกุลา นาม นาเมน ฯ

๖ ม. ปริพฺพาชกินี ฯ ๗ ยุ. ปชาเล2ตฺวา ฯ ๘ ม. สพฺพสํวรึ ฯ

๑ ม. ปชฺชลนฺติ ฯ ๒ ม. ยุ. จ ชลามหํ ฯ ๓ ยุ. ปญฺญา สตี เจว ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลกพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้วพระองค์เป็นบุรุษอาชาไนย ประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลาย ทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขเพื่อประโยชน์ แก่สัตว์ทั้งปวงในโลกกับทั้งเทวโลก เป็นผู้ถึงซึ่งยศอันเลิศ ทรงสิริ ทรงมีเกียรติคุณฟุ้งเฟื่อง อันชาวโลกทั้งปวงบูชาแล้ว มีพระคุณปรากฏไปทั่วทิศพระองค์เป็นผู้อุดมกว่านรชน ทรงข้ามพ้นจากความสงสัยแล้ว ทรงล่วงความเคลือบแคลงไปแล้ว ทรงมีความดำริในพระหฤทัยบริบูรณ์เต็มที่ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม ทรงยังมรรคาที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ตรัสบอกมรรคาที่ยังไม่มีใครบอก ทรงยังธรรมที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม

พระองค์เป็นบุคคลผู้องอาจ ทรงรู้จักมรรคาทรงทราบมรรคา ตรัสบอกมรรคา เป็นพระศาสดาผู้ฉลาดในมรรคาประเสริฐสุดกว่านายสารถี เป็นพระโลกนาถผู้ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา เป็นนายกของโลก ทรงแสดงธรรม ถอนเหล่าสัตว์ผู้จมอยู่ในเปือกตมคือกาม ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในเมืองหงสวดีมีนามว่าขัตติยนันทนา มีรูปสวย รวยทรัพย์เป็นที่พึงใจ มีสิริ เป็นพระธิดาของพระราชาผู้ใหญ่ พระนามว่าอานันทะ งดงามอย่างยิ่งเป็นพระภคินีต่างพระมารดาแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระห้อมล้อมด้วยราชกัญญาทั้งหลาย ประดับด้วยสรรพาภรณ์ เข้าไปเฝ้าพระวีรเจ้า แล้วได้ฟังธรรมเทศนาครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้แจ้งโลกโลกพระองค์นั้น

ทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่งผู้มีทิพจักษุในตำแหน่งอันเลิศ ในท่ามกลางบริษัทสี่ ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้ว มีความร่าเริง ถวายทานและบูชา พระสัมพุทธเจ้าแล้วได้ปรารถนาทิพจักษุ ทันใดนั้น พระบรมศาสดาได้ตรัสกะดิฉันว่าดูกรขัตติยนันทนา เธอจักได้ตำแหน่งที่ตนปรารถนาตำแหน่งที่เธอปรารถนานี้เป็นผลแห่งการถวายประทีปที่ชอบธรรม ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักเป็นพระสาวิกาของพระศาสดามีนามว่าสกุลา ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภัทรกัปนี้

พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์ มียศมากประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้นดิฉันปริพาชิกา ประพฤติอยู่ผู้เดียวเที่ยวไปเพื่อภิกษาได้น้ำมันมาน้อยหนึ่ง มีใจผ่องใส เอาน้ำมันนั้นตามประทีปบูชาพระเจดีย์ชื่อสัพพสังวร แห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้นและด้วยการตั้งเจต์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์นั้นแล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วยอำนาจบุญกรรมนั้น ดิฉันไปเกิดในที่ใดๆ ประทีปเป็นอันมากก็สว่างไสวแก่ดิฉันในที่นั้นๆ ดิฉันปรารถนาจะได้สิ่งที่อยู่นอกฝาหรือสิ่งที่อยู่นอกภูเขาศิลา ก็เห็นได้ทะลุปรุโปร่ง

นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป ดิฉันมีนัยน์ตาแจ่มใส รุ่งเรืองด้วยยศ มีศรัทธามีปัญญา นี้ก็เป็นผลแห่งการถวายประทีปในภพหลังครั้งนี้ ดิฉันเกิดในสกุลพราหมณ์อันมีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย มหาชนยินดี พระราชาทรงบูชา ดิฉันสมบูรณ์ไปด้วยองคสมบัติทั้งปวงประดับด้วยสรรพาภรณ์ ยืนอยู่ที่หน้าต่าง ได้เห็นพระสุคตเจ้าเสด็จเข้าไปในเมืองทรงรุ่งเรืองด้วยยศอันเทวดาและมนุษย์สักการะบูชาทรงสมบูรณ์ด้วยพระอนุพยัญชนะประดับด้วยพระลักษณะทั้งหลาย มีจิตเลื่อมใสโสมนัส พอใจบรรพชาครั้นได้บรรพชาแล้วไม่นานนัก ก็ได้บรรลุอรหัตผล ดิฉันมีความชำนาญในฤทธิ์และทิพโสตธาตุ รู้วาระจิตของผู้อื่น เป็นผู้ปฏิบัติตามสัตถุศาสน์

รู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพจักษุอันหมดจดวิเศษให้อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้วเป็นผู้บริสุทธิ์หมดมลทินดี ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้วทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้วปลงภาระอันหนักลงได้แล้ว ถอนตัณหาอันนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว บรรลุถึงประโยชน์ คือ ธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวงที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิต ต้องการนั้นแล้ว แต่นั้น พระผู้มีพระภาคผู้ทรงพระมหากรุณา ผู้อุดมกว่านรชน ทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า สกุลาภิกษุณี เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายที่มีทิพจักษุ ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระสกุลาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบสกุลาเถริยาปทาน.

ปญฺจมํ นนฺทาเถริยาปทานํ (๒๕)

นันทาเถริยาปทานที่ ๕

ว่าด้วยบุพจริยาของพระนันทาเถรี

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กุณฑลเกสวรรค นันทาเถริยาปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู

อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ

โอวาทโก วิญฺญาปโก ตารโก สพฺพปาณินํ

เทสนากุสโล พุทฺโธ ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

อนุกมฺปโก การุณิโก หิเตสี สพฺพปาณินํ

สมฺปตฺเต ติตฺถิเย สพฺเพ ปญฺจสีเล ปติฏฺฐหิ ๑ ฯ

เอวํ นิรากุลํ อาสิ สุญฺญตํ ติตฺถิเยหิ จ

วิจิตฺตํ อรหนฺเตหิ วสีภูเตหิ ตาทิภิ ฯ

รตนานฏฺฐปญฺญาสํ อุคฺคโต ๒ โส มหามุนิ

กญฺจนคฺฆิยสงฺกาโส ทฺวตฺตึสวรลกฺขโณ ฯ

วสฺสสตสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ๓ ตาวเท

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

ตทาหํ หํสวติยํ ชาตา เสฏฺฐิกุเล อหุ

นานารตนปชฺโชเต มหาสุขสมปฺปิตา ฯ

อุเปตฺวา ตํ มหาวีรํ อสฺโสสึ ธมฺมเทสนํ

อมตํ ปรมสฺสาทํ ปรมตฺถํ นิเวทกํ ฯ

ตทา นิมนฺตยิตฺวาน สสงฺฆํ โลกนายกํ ๔

ทตฺวา ตสฺส มหาทานํ ปสนฺนา เสหิ ปาณิภิ ฯ

ฌายินีนํ ภิกฺขุนีนํ อคฺคฏฺฐานํ อปตฺถยึ

นิปจฺจ สิรสา วีรํ สสงฺฆํ โลกนายกํ ฯ

ตทา อทนฺตทมโก ติโลกสรโณ ปภู

พฺยากาสิ นรสุนฺธโร ๕ ลจฺฉเสตํ สุปตฺถิตํ ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาทา โอรสา ธมฺมนิมฺมิตา

นนฺทาติ นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวิกา ฯ

ตํ สุตฺวา มุทิตา หุตฺวา ยาวชีวํ ตทา ชินํ

เมตฺตจิตฺตา ปริจรึ ปจฺจเยหิ วินายกํ ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

ตโต จุตา ยามมคํ ตโตหํ ตุสิตํ คตา ๑

ตโต จ นิมฺมานรตึ วสวตฺติปุรํ คตา ฯ

ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชามิ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา

ตตฺถ ตตฺเถว ราชูนํ มเหสิตฺตมการยึ ฯ

ตโต จุตา มนุสฺสตฺเต ราชูนํ จกฺกวตฺตินํ

มณฺฑลีนญฺจ ราชูนํ มเหสิตฺตมการยึ ฯ

สมฺปตฺตึ อนุโภตฺวาน เทเวสุ มนุเชสุ จ

สพฺพตฺถ สุขิตา หุตฺวา เนกกปฺเปสุ สํสรึ ฯ

ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต ปุรสฺมึ ๒ กปิลวฺหเย

รญฺโญ สุทฺโธทนสฺสาหํ ธีตา อาสึ อนินฺทิตา ฯ

รํสิริว ๓ รูปินึ ทิสฺวา นนฺทิตํ อาสิ ตํ กุลํ

เตน นนฺทาติ เม นามํ สุนฺทรา ๔ ปวรา อหํ ฯ

ยุวตีนญฺจ สพฺพาสํ กลฺยาณีติ จ วิสฺสุตา

ตสฺมึปิ นคเร รมฺเม ฐเปตฺวา ตํ ยโสธรํ ฯ

เชฏฺโฐ ภาตา ติโลกคฺโค ปจฺฉิโม ๑ อรหา ตถา

เอกกินี ๒ คหฏฺฐาหํ มาตุยา ปริโจทิตา ฯ

สากิยมฺหิ กุเล ชาตา ปุตฺเต พุทฺธานุชา ตุวํ

นนฺเทนปิ วินา ภูตา อคาเร กึ นุ ลจฺฉสิ ๓ ฯ

ชราวสานํ โยพฺพญฺญํ รูปํ อสุจิสมฺมตํ

โรคนฺตมปิจาโรคฺยํ ชีวิตํ มรณนฺติกํ ฯ

อิทํปิ เต สุภํ รูปํ สสิกนฺตํ ๔ มโนหรํ

ภูสนานํ ๕ อลงฺการํ สิริสงฺเกตสนฺนิภํ ฯ

ปูชิตํ โลกสารํว นยนานํ รสายนํ

ปุญฺญานํ กิตฺติชนนํ โอกฺกากกุลนนฺทนํ ฯ

น จิเรเนว กาเลน ชรา สมภิโภสฺสติ ๖

ปหาย ๗ เคหํ คารยฺหํ จร ธมฺมมนินฺทิเต ฯ

สุตฺวาหํ มาตุ วจนํ ปพฺพชึ อนคาริยํ

เทเหน น ตุ จิตฺเตน รูปโยพฺพนโลลิตา ๘ ฯ

มหตา จ ปยตฺเตน ฌานชฺเฌน สรํ มมํ

กาตุญฺจ วทเต มาตา น จาหํ ตตฺถ อุสฺสุกา ฯ

ตโต มหาการุณิโก ทิสฺวา มํ กมลานนํ ๙

นิพฺพินฺทนตฺถํ รูปสฺมึ มม จกฺขุปเถ ชิโน ฯ

สเกน อานุภาเวน อิตฺถึ มาเปสิ โสภนํ ๑๐

ทสฺสนียํ สุรุจิรํ มมโตปิ สุรูปินึ ฯ

ตมหํ วิมฺหิตา ทิสฺวา อติวิมฺหิตเทหินึ ๑

จินฺตยึ สผลํ เมติ เนตฺตลาภญฺจ มานุสํ ฯ

ตมหํ เอหิ สุภเณ ๒ เยนตฺโถ ตํ วเทหิ เม

กุลนฺเต นามโคตฺตญฺจ วท เม ยทิ เต ปิยํ ฯ

น ปญฺหกาโล ๓ สุภเณ อุจฺฉงฺเค มํ นิเวสย ๔

สีทนฺติว มมงฺคานิ ปสุปฺปย ๕ มุหุตฺตกํ ฯ

ตโต สีสํ มมงฺเก สา กตฺวา สยิ สุโสภณา ๖

ตสฺสา ลลาเต ๗ ปติตา ลุทฺธา ปรมทารุณา ฯ

สห ตสฺสา นิปาเตน ปีฬกา อุปปชฺชถ

ปคฺฆรึสุ ปภินฺนา จ กุณปา ปุพฺพโลหิตา ฯ

สมฺภินฺนํ ๘ วทนญฺจาปิ กุณปปูติคนฺธิกํ ๙

อุทฺธุมาตํ วินีลญฺจ สพฺพญฺจาปิ ๑๐ สรีรกํ ฯ

สา ปเวธิตสพฺพงฺคี นิสฺสสนฺตี มหุํ มหุํ

เวทยนฺตี สกํ ทุกฺขํ กรุณํ ปริเทวยิ ฯ

ทุกฺเขน ทุกฺขิตา โหมิ ผุสยนฺตี จ เวทนา

มหาทุกฺเข นิมุคฺคมฺหิ สรณํ โหหิ เม สขี ฯ

กุหึ วทนโสภนฺเต กุหินฺเต ตุงฺคนาสิกา

ตมฺพพิมฺพวโรฏฺฐนฺเต วทนนฺเต กุหึ คตํ ฯ

กุหึ สสินิภํ วณฺณํ กมฺพุคิวา กุหึ คตา

ทามามาลญฺจ เต กณฺณํ เววณฺณํ สมุปาคตํ ฯ๒

มกุลปทุมาการา ๑ กลสาว ๒ ปโยธรา

ปภินฺนา ปูติกุณปา ทุฏฺฐคนฺธชมาคตา ๓ ฯ

เวทิมชฺฌา ๔ ปุถุสฺโสณิ สุณาว นีตกิพฺพิสา

ชาตา อมชฺฌภริตา อโห รูปํ อสสฺสตํ ฯ

สพฺพํ สรีรสญฺชาตํ ปูติคนฺธํ ภยานกํ

สุสานมิว เชคุจฺฉํ ๕ รมนฺเต ยตฺถ พาลิยา ๖ ฯ

ตทา มหาการุณิโก ภาตา เม โลกนายโก

ทิสฺวา สํวิคฺคจิตฺตํ มํ อิมา คาถา อภาสถ ฯ

อาตุรํ กุณปํ ปูตึ ปสฺส นนฺเท สมุสฺสยํ

อสุภาย จิตฺตํ ภาเวหิ เอกคฺคํ สุสมาหิตํ ฯ

ยถา อิทํ ตถา เอตํ ยถา เอตํ ตถา อิทํ

ทุคฺคนฺธํ ปูติกํ วาติ พาลานํ อภินนฺทิตํ ฯ

เอวเมตํ อเวกฺขนฺติ รตฺตินฺทิวมตนฺทิตา

ตโต สกาย ปญฺญาย อภินิพฺพิชฺช ทกฺขสิ ฯ

ตโตหํ อาสิ ๗ สํวิคฺคา สุตฺวา คาถา สุภาสิตา

ตตฺรฏฺฐิตาวหํ สนฺตี อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ

ยตฺถ ยตฺถ นิสินฺนาหํ ตทา ฌานปรายนา

ชิโน ตสฺมึ คุเณ ตุฏฺโฐ เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ นนฺทา ภิกฺขุนี ชนปทกลฺยาณี อิมา คาถาโย

อภาสิตฺถาติ ฯ

นนฺทาเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ยุ. ทิพฺพจกฺขุกินํ

๑ ม. ยุ. ปติฏฺฐปิ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. อุคฺคโต ว มหามุนิ ฯ

๓ ยุ. ติฏฺฐติ ฯ ๔ ยุ. ติภวนฺตคํ ฯ ๕ ม. นรสารถิ ฯ ยุ. นรสทฺทูโล ฯ

๑ ยุ. อคํ ฯ ๒ สุรมฺเม ฯ ๓ ม. ยุ. สิริยา ... ฯ ๔ ม. ยุ. สุนฺทรํ ปวรํ อหุํ ฯ

๑ ยุ. มชฺฌิโม ฯ ๒ ม. ยุ. เอกากินี ฯ ๓ ม. ... นุ อจฺฉสิ ฯ ยุ. ... น

อจฺฉสิ ฯ ๔ ยุ. ปสฺส กนฺตํ ... ฯ ๕ ยุ. มํ ภูสนํ อลงฺการํ ฯ ๖ ม. สมธิเสสฺสติ ฯ

ยุ. สมธิเหสฺสติ ฯ ๗ ม. ยุ. วิหาย เคหํ การุญฺเญ ฯ ๘ ม. ยุ. ...ลาฬิตา ฯ

๙ ม. ยุ. กามลาลสํ ฯ ๑๐ ม. ยุ. โสภินึ ฯ

๑ ยุ. อวินิจฺฉิตเทหินึ ฯ ๒ ม. ยุ. สุภเค ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๓ ม. วญฺจกาโล ฯ

๔ ม. นิวาสย ฯ ๕ ยุ. ปสฺสยิสฺสํ ฯ ๖ ม. ยุ. สุโลจนา ฯ ๗ ม. ยุ.

นลาเต ฯ ๘ ม. ปภินฺนํ ฯ ๙ ม. ...คนฺธนํ ฯ ๑๐ ม. ปุพฺพญฺจาปิ ฯ

๑ ม. ยุ. มกุฬขารกาการา ฯ ๒ ม. กลิกาว ฯ ๓ ม. ทุฏฺฐคนฺธิตฺตมาคตา ฯ

ยุ. ...คนฺธิตวมาคตา ฯ ๔ ม. เวทิมชฺฌาว สุสุสฺโสณี ฯ ๕ ม. พีภจฺฉํ ฯ

๖ ม. ยุ. พาลิสา ฯ ๗ ม. อติสํวิคฺคา ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลกพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงเสด็จอุบัติขึ้นแล้วพระองค์เป็นพระพุทธเจ้าผู้ฉลาดในวิธีเทศนา ตรัสสอนเหล่าสัตว์ให้รู้แจ้ง ทรงช่วยสรรพสัตว์ให้ข้ามไป ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นได้เป็นอันมาก ทรงพระกรุณาอนุเคราะห์ แสวงหาประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงทรงตั้งพวกเดียรถีย์ที่มาถึงแล้วทั้งหมดไว้ในเบญจศีล พระศาสนาของพระองค์ไม่อากูล ว่างเปล่าจากพวกเดียรถีย์ งดงามไปด้วยพระอรหันต์ทั้งหลายที่มีความชำนาญ เป็นผู้คงที่พระองค์เป็นพระมหามุนีมีพระกายสูง ๕๘ ศอก มีพระรัศมีงามปานทองคำที่มีค่ามีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการมีพระชนมายุแสนปี

พระองค์ดำรงอยู่โดยกาลเท่านั้น ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นได้เป็นอันมากครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีมีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ ในเมืองหงสวดี เป็นผู้เพรียบพร้อมไปด้วยความสุขมาก ดิฉัน เข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้น ได้ฟังพระธรรมเทศนา อันประกาศปรมัตถธรรมอย่างจับใจยิ่ง ซึ่งเป็นอมตธรรม ครั้งนั้น ดิฉันมีความเลื่อมใส ได้นิมนต์พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกพร้อมด้วยพระสงฆ์ ได้ถวายมหาทานแด่พระองค์ด้วยมือของตน ได้ซบเศียรลงใกล้พระมหาวีรเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ปรารถนาตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายที่มีฌาน

ครั้งนั้นพระสุคตเจ้าผู้ฝึกนรชนที่ยังไม่ได้ฝึก เป็นสรณะของโลกสามผู้เป็นใหญ่ ทรงนรชนไว้ให้ดี ทรงพยากรณ์ว่า ท่านจักได้ตำแหน่งที่ปรารถนาดีแล้วนั้น ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้พระศาสดาพระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านผู้เจริญจักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิตจักเป็นสาวิกาของพระองค์ มีนามชื่อว่านันทา

ครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้วมีใจยินดีมีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลายตลอดชีวิต ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้ดีนั้นและด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จุติจากสวรรค์ชั้นนั้นแล้ว ดิฉันไปสู่สวรรค์ชั้นยามา จุติจากนั้นแล้วไปสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้วไปสวรรค์ชั้นนิมมานรดี จุติจากนั้นแล้วไปสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัสดี ด้วยอำนาจบุญกรรมนั้น ดิฉันเกิดในภพใดๆ ก็ได้ครองตำแหน่งราชมเหสีในภพนั้นๆ จุติจากสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีแล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ ได้ครองตำแหน่งอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ

และพระเจ้าเอกราช เสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์เป็นผู้มีความสุขในที่ทุกสถานท่องเที่ยวไปในกัปเป็นอเนกในภพหลังที่มาถึงบัดนี้ ดิฉันเป็นพระธิดาแห่งพระเจ้าสุทโธทนะในกรุงกบิลพัสดุ์ เป็นผู้มีรูปสมบัติอันประชาชนสรรเสริญ ราชสกุลนั้น เห็นดิฉันมีรูปงามดังดวงอาทิตย์ จึงพากันชื่นชม เพราะฉะนั้นดิฉันจึงมีนามว่านันทา เป็นผู้มีรูปลักษณะสวยงาม ในพระนครกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นธานีที่รื่นรมย์นั้น นอกจากพระนางยโสธราปรากฏว่าดิฉันงามกว่ายุวนารีทั้งปวง พระภาดาพระองค์ใหญ่เป็นพระพุทธเจ้าผู้เลิศในไตรโลก พระภาดาองค์รองก็เป็นพระอรหันต์ดิฉันยังเป็นคฤหัสถ์อยู่ผู้เดียว พระมารดาทรงตักเตือนว่า

ดูกรพระราชสุดาลูกรักเกิดในศากยสกุล เป็นพระอนุชาแห่งพระพุทธเจ้าเมื่อเว้นจากนันทกุมารแล้วจักได้ประโยชน์อะไรในวังเล่า รูปถึงมีความเจริญ ก็มีความแก่เป็นอวสาน บัณฑิตรู้กันว่าไม่สะอาดเมื่อยังเจริญมิได้มีโรค แต่ก็มีโรคในตอนปลาย ชีวิตมีมรณะเป็นที่สุดรูปของเธอนี้ แม้ว่าจะงามจูงใจให้นิยม ดุจดวงจันทร์ที่ใคร่กันเมื่อตกแต่งด้วยเครื่องประดับมากอย่าง ก็ยิ่งมีความงามเปล่งปลั่งเป็นที่กำหนด เป็นที่ยินดีแห่งนัยน์ตาทั้งหลายคล้ายกะว่าทรัพย์ของของโลกที่บูชากัน เป็นรูปที่ให้เกิดความสรรเสริญเพราะบุญมากที่บำเพ็ญไว้ เป็นที่ชื่นชมแห่งวงศ์โอกกากราชไม่ช้านานเท่าไร ชราก็จักมาย่ำยี ลูกรักจงละพระราชฐานและรูปที่บัณฑิตตำหนิ

ประพฤติพรหมจรรย์เถิด ดิฉันผู้ยังหลงใหลด้วยความเจริญแห่งรูป ได้ฟังพระดำรัสของพระมารดาแล้ว ก็ออกบวชแต่ร่างกาย แต่มิได้ออกบวชด้วยความเต็มใจ ดิฉันระลึกถึงตัวเองอยู่ด้วยความเพ่งฌานเป็นอันมาก พระมารดาตรัสตักเตือนเพื่อให้ประพฤติธรรม แต่ดิฉันมิได้ขวนขวายในธรรมจริยานั้น ครั้งนั้น พระพิชิตมารผู้ทรงพระมหากรุณาทอดพระเนตรเห็นดิฉันผู้มีผิวหน้าดังดอกบัว ทรงนิรมิตหญิงคนหนึ่งงามน่าชม น่าชอบใจยิ่งนัก มีรูปงามกว่าดิฉัน ในคลองจักษุของดิฉัน ด้วยอานุภาพของพระองค์ เพื่อให้ดิฉันเบื่อหน่ายในรูป ดิฉันเป็นคนสวย เห็นหญิงมีร่างกายสวยยิ่งกว่า คิดเพ้อไปว่าเราเห็นหญิงมนุษย์ดังนี้มีผลดี

เป็นลาภนัยน์ตาของเรา เชิญเถิดแม่คนงามแม่จงบอกสิ่งที่ต้องประสงค์แก่ฉัน ฉันจะให้แม่จงบอกสกุล นามและโคตรของแม่ ซึ่งเป็นที่รักแห่งแม่แก่ฉันเถิด แม่คนงาม เวลานี้ยังไม่ใช่กาลแห่งปัญหา แม่จงให้ฉันอยู่บนตัก อวัยวะทั้งหลายของฉันจะทับอยู่ แม่ให้ฉันหลับสักครู่เถิด แต่นั้นแม่คนสวยงามพึงพิงศีรษะที่ตักฉันนอนไป แม่คนสวยถูกของแข็งหยาบตกลงที่หน้าผากต่อมก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับของแข็งตกลงถูก แตกออกแล้วก็มีเครื่องโสโครกหนองและเลือดไหลออก หน้าแตกแล้วมีกลิ่นเน่าปฏิกูลตัวทั่วไปก็บวมเขียว แม่คนสวยมีสรรพางค์สั่น หายใจถี่ เสวยทุกข์ของตนอยู่ รำพันอย่างหน้าสมเพช เพราะแม่คนสวยประสบทุกข์ฉันก็มีทุกข์

ต้องทุกขเวทนา จมอยู่ในมหาทุกข์ ขอแม่คนสวยจงเป็นที่พึ่งของฉัน หน้าที่งามของแม่หายไปไหน จมูกที่โด่งงามของแม่หายไปไหน ริมฝีปากที่สวยเหมือนสีลูกมะพลับสุกของแม่หายไปไหน วงหน้างามคล้ายดวงจันทร์และลำคอละม้ายต่อมทองคำของแม่หายไปไหน ใบหูของแม่เป็นดังว่าพวงดอกไม้ มีสีเสียไปแล้วถันทั้งคู่ของแม่ เหมือนดอกบัวตูม แตกแล้ว มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไปคล้ายกะว่าศพเน่า แม่มีเอวกลมกล่อม มีตะโพกผึ่งผาย แม่เต็มไปด้วยสิ่งชั่วถ่อยโอ รูปไม่เที่ยง อวัยวะที่เนื่องในสรีระทั้งหมดมีกลิ่นปฏิกูลน่ากลัว น่าเกลียด เหมือนซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้าเป็นที่ยินดีของพวกพาลชน ครั้งนั้น พระภาดาของดิฉันผู้เป็นนายกของโลก ผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา ทอดพระเนตรเห็นดิฉันมีจิตสลด ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

ดูกรนันทาท่านจงดูรูปที่กระสับกระส่าย เปื่อยเน่าดังซากศพ จงอบรมจิตให้ตั้งมั่น มีอารมณ์เดียว ด้วยอสุภารมณ์ รูปนี้เป็นฉันใด รูปท่านก็เป็นฉันนั้น รูปท่านเป็นฉันใด รูปนี้ก็เป็นฉันนั้น รูปนี้มีกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป พวกคนพาลยินดียิ่งนัก พวกบัณฑิตผู้มิได้เกียจคร้าน ย่อมพิจารณาเห็นรูปเป็นอย่างนั้นทั้งกลางคืนกลางวัน ท่านจงเบื่อหน่าย พิจารณาดูรูปนั้นด้วยปัญญาของตน ลำดับนั้น ดิฉันได้ฟังคาถาเป็นสุภาษิต แล้วมีความสลดใจ ตั้งอยู่ในธรรมนั้น ได้บรรลุซึ่งอรหัตผลในกาลนั้นดิฉันนั่งอยู่ในที่ไหนๆ ก็มีฌานเป็นเบื้องหน้าพระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคุณสมบัตินั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระนันทาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบนันทาเถริยาปทาน.

ฉฏฺฐํ โสณาเถริยาปทานํ (๒๖)

โสณาเถริยาปทานที่ ๖

ว่าด้วยบุพจริยาของพระโสณาเถรี

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กุณฑลเกสวรรค โสณาเถริยาปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู

อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ

ตทา ๑ เสฏฺฐิกุเล ชาตา สุขิตา สชฺชิตา ๒ ปิยา

อุเปตฺวา ตํ มุนิวรํ อสฺโสสึ มธุรํ วจํ ฯ

อารทฺธวิริยานคฺคํ วณฺเณติ ๓ ภิกฺขุนึ ชิโน ๔

ตํ สุตฺวา มุทิตา หุตฺวา การํ กตฺวาน สตฺถุโน ฯ

อภิวาทิย สมฺพุทฺธํ ตํ ฐานํ ปตฺถยึ ตทา

อนุโมทิ มหาวีโร สิชฺฌตํ ปณิธิ ตว ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาทา โอรสา ธมฺมนิมฺมิตา

โสณาติ นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวิกา ฯ

ตํ สุตฺวา มุทิตา หุตฺวา ยาวชีวํ ตถา ชินํ

เมตฺตจิตฺตา ปริจรึ ปจฺจเยหิ วินายกํ ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ ชาตา เสฏฺฐิกุเล อหํ

สาวตฺถิยํ ปุรวเร อิทฺเธ ผีเต มหทฺธเน ฯ

ยทา จ โยพฺพนํ ปตฺตา คนฺตฺวา ปติกุลํ อหํ

ทส ปุตฺตานิ อชนึ สุรูปานิ วิเสสโต ฯ

สุเข ฐิตา จ เต สพฺเพ ชนเนตฺตมโนหรา

อมิตฺตานมฺปิ รุจิตา มม ๑ ปเคว เต ปิยา ฯ

ตโต มยฺหํ อกามาย ทสปุตฺตปุรกฺขโต

ปพฺพชิตฺถ ส เม ภตฺตา เทวเทวสฺส สาสเน ฯ

ตเทกิกา วิจินฺเตสึ ชีวิเตนาลมตฺถุ เม

ชินาย ๒ ปติปุตฺเตหิ พุทฺธายปิ ๓ วรากิยา ฯ

อหํปิ ตตฺถ คจฺฉิสฺสํ สมฺปตฺโต ยตฺถ เม ปติ

เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ

ตโต มมํ ๔ ภิกฺขุนิโย เอกํ ภิกฺขุนุปสฺสเย

วิหาย คญฺฉุโมวาทํ ตาเปหิ อุทกํ อิติ ฯ

ตทา อุทกมาเนตฺวา ๑ โอกิริตฺวาน กุมฺภิยา

จุลฺเล ฐเปตฺวา อาสินา ตโต จิตฺตํ สมาทหึ ฯ

ขนฺเธ อนิจฺจโต ทิสฺวา ทุกฺขโต จ อนตฺตโต

เขเปตฺวา อาสเว สพฺเพ อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ

ตทาคนฺตฺวา ภิกฺขุนิโย อุโณฺหทกมปุจฺฉิสุํ

เตโชธาตุํ อธิฏฺฐาย ขิปฺปํ สนฺตาปยึ ชลํ ฯ

วิมฺหิตา ตา ชินวรํ เอตมตฺถมสาวยุํ ๒

ตํ สุตฺวา มุทิโต นาโถ อิมํ คาถํ อภาสถ ฯ

โย จ วสฺสสตํ ชีเว กุสีโต หีนวีริโย

เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย วิริยารภโต ทฬฺหํ ฯ

อาราธิโต มหาวีโร มยา สุปฺปฏิปตฺติยา

อารทฺธวิริยานคฺคํ มมาห ส มหามุนิ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ โสณา ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

โสณาเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ยุ. ตทาหํ ฯ ๒ ม. ปูชิตา ฯ ๓ ม. วณฺเณสิ ฯ ยุ. วณฺเณนฺตํ ฯ ๔ ยุ. ชินํ ฯ

๑ ยุ. มมํ ปาเคว ฯ ๒ ม. จตฺตาย ฯ ๓ ม. ยุ. วุฑฺฒาย จ ฯ ๔ ม. ยุ. จ มํ ฯ

๑ ม. อุทกมาหิตฺวา ฯ ๒ ยุ. เอตมตฺถํว สาวยุํ ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลกพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐี เป็นผู้มีสุขชอบตกแต่ง เป็นที่รักของบิดา เข้าไปเฝ้าพระมุนีผู้ประเสริฐพระองค์นั้น ได้ฟังพระดำรัสอันไพเราะ พระพิชิตมารทรงสรรเสริญภิกษุณีองค์หนึ่งว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายผู้ปรารภความเพียร ครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้น แล้วมีความยินดี ได้ทำสักการะแด่พระศาสดาถวายบังคมพระพุทธเจ้าแล้วได้ปรารถนาตำแหน่งนั้น พระมหาวีรเจ้าทรงอนุโมทนาว่า ความปรารถนาของท่านจะสำเร็จในกัปที่แสนหนึ่งแต่กัปนี้

พระศาสดาพระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านนี้จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมนิรมิตจักได้เป็นพระสาวิกาของพระศาสดา มีชื่อว่าโสณา ครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพุทธานุโมทนานั้นแล้ว มีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตาบำรุงพระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งนี้ ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีที่มั่งคั่งเจริญ มีทรัพย์มากในพระนครสาวัตถี เมื่อดิฉันเติบโตเป็นสาว ได้ไปสู่สกุลผัว คลอดบุตรชาย๑๐

คนล้วนแต่มีรูปงามยิ่งนักบุตรทุกคนนั้นตั้งอยู่ในความสุข จูงตาและใจของชนให้นิยมแม้แต่พวกศัตรูก็ชอบใจ เป็นที่รักของดิฉันมาก ในกาลนั้นโดยที่ดิฉันไม่ปรารถนา สามีของดิฉันพร้อมด้วยบุตรทั้ง ๑๐ คน พากันไปบวช ในพระพุทธศาสนา ดิฉันอยู่ผู้เดียวคิดว่า เราพลัดพรากจากสามีและบุตรเป็นกำพร้าอยู่ไม่ควรจะเป็นอยู่แม้เราก็จักไปในอารามที่ภิกษุผู้เคยเป็นสามีอยู่ ครั้นคิดอย่างนี้แล้วจึงออกบวช

ครั้งนั้น พวกภิกษุณีละดิฉันไว้ในสำนักที่อยู่อาศัยแต่ผู้เดียว สั่งดิฉันว่าท่านจงต้มน้ำไว้แล้วก็ไปกัน เวลานั้น ดิฉันตักน้ำมาใส่ในหม้อเล็กตั้งทิ้งไว้แล้วนั่งอยู่ แต่นั้นดิฉันก็เริ่มเพียรทางจิตได้พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา ยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว ได้บรรลุอรหัตผลเมื่อพวกภิกษุณีกลับมาแล้วถามถึงน้ำร้อน ดิฉันอธิษฐานเตโชธาตุให้น้ำร้อนเร็วพลัน ภิกษุณีเหล่านั้นพากันพิศวง ไปกราบทูลพระพิชิตมารผู้ประเสริฐ ให้ทรงทราบเรื่องนั้น พระโลกนาถทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงชื่นชม ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า แท้จริง บุคคลผู้ปรารภความเพียรมั่น มีชีวิตเป็นอยู่เพียงวันเดียว ก็ประเสริฐกว่าคนเกียจคร้านละความเพียรเป็นอยู่ ๑,๐๐๐ ปี พระมหามุนีมหาวีรเจ้าอันดิฉันให้โปรดแล้วเพราะความปฏิบัติดี ตรัสว่าดิฉันเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายปรารภความเพียร ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...

พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระโสณาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบโสณาเถริยาปทาน.

สตฺตมํ ภทฺทกาปิลานีเถริยาปทานํ (๒๗)

ภัททกาปีลานีเถริยาปทานที่ ๗

ว่าด้วยบุพจริยาของพระภัททกาปีลานีเถรี

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กุณฑลเกสวรรค ภัททกาปิลานีเถริยาปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ๑ ปารคู

อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ

ตทา ๒ หิ หํสวติยํ วิเทโห นาม นามโก

เสฏฺฐี ปหูตรตโน ตสฺส ชายา อโหสหํ ฯ

กทาจิ โส นราทิจฺจํ อุเปจฺจ สปริชฺชโน

ธมฺมํ อสฺโสสิ พุทฺธสฺส สพฺพทุกฺขกฺขยาวหํ ๓ ฯ

สาวกํ ธุตวาทานํ อคฺคํ กิตฺเตสิ นายโก

สุตฺวา สตฺตาหิกํ ทานํ ทตฺวา พุทฺธสฺส ตาทิโน ฯ

นิปจฺจ สิรสา ปาเท ตํ ฐานํ อภิปตฺถยึ ๔

ส หาสยนฺโต ปริสํ ตทา หิ นรปุงฺคโว ฯ

เสฏฺฐิโน อนุกมฺปาย อิมา คาถา อภาสถ

ลจฺฉเส ปตฺถิตํ ฐานํ นิพฺพุโต โหหิ ปุตฺตก ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

กสฺสโป นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ

ตํ สุตฺวา มุทิโต หุตฺวา ยาวชีวํ ตทา ชินํ

เมตฺตจิตฺโต ปริจริ ปจฺจเยหิ วินายกํ ฯ

สาสนํ โชตยิตฺวาน โส มทฺทิตฺวา กุติตฺถิเย

เวเนยฺยํ วินยิตฺวาน ๑ นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ

นิพฺพุเต ตมฺหิ โลกคฺเค ปูชนตฺถาย สตฺถุโน

ญาติมิตฺเต สมาเนตฺวา สห เตหิ อการยิ ฯ

สตฺตโยชนิกํ ถูปํ อุพฺเพธํ รตนามยํ

ชลนฺตํ สตรํสีว สาลราชํว ผุลฺลิตํ ฯ

สตฺตสตสหสฺสานิ จาติโย ๒ สตฺต การยึ

นฬคฺคิ วิย โชตนฺเต ๓ รตเนเหว สตฺตหิ ฯ

คนฺธเตเลหิ ปูเรตฺวา ทีปานิ อุชฺชลยึ ตหึ

ปูชนตฺถาย มเหสิสฺส สพฺพสตฺตานุกมฺปิโน ๔ ฯ

สตฺตสตสหสฺสานิ ปุณฺณกุมฺภานิ การยึ

รตเนเหว ปุณฺณานิ ปูชนตฺถาย มเหสิโน ฯ

มชฺเฌ อฏฺฐฏฺฐกุมฺภีนํ อุสฺสิตา กญฺจนคฺฆิโย

อติโรจนฺติ วณฺเณน สารเทว ทิวากโร ฯ

จตุทฺวาเรสุ โสภนฺติ โตรณา รตนามยา

อุสฺสิตา ผลกา รมฺมา โสภนฺติ รตนามยา ฯ

วิโรจนฺติ ปริกฺขาโย ๕ อวฏํสา สุนิมฺมิตา

อุสฺสิตานิ ปฏากานิ รตนานิ วิโรจเร ฯ

สุรตฺตํ สุกตญฺเจตํ ๖ เจติยํ รตนามยํ

อติโรจติ วณฺเณน สสชฺฌาว ทิวากโร ฯ

ถูปสฺส เม ทิสา ติสฺโส ๑ หริตาเลน ปูรยึ ๒

เอกา ๓ มโนสิลาเยกา อญฺชเนน จ เอกิกา ฯ

ปูชํ เอตาทิสํ รมฺมํ กาเรตฺวา วรวาทิโน ๔

อทาสึ ทานํ สงฺฆสฺส ยาวชีวํ ยถาพลํ ฯ

สหาหํ ๕ เสฏฺฐินา เตน ตานิ ปุญฺญานิ สพฺพโส

ยาวชีวํ กริตฺวาน สหาว สุคตึ คตา ฯ

สมฺปตฺติโยนุภุตฺวาน ๖ เทวตฺเต อถ มานุเส

ฉายา วิย สรีเรน สห เตเนว สํสรึ ฯ

เอกนวุเต อิโต กปฺเป วิปสฺสี นาม นายโก

อุปฺปชฺชิ จารุนยโน สพฺพธมฺมวิปสฺสโก ฯ

ตทา หิ พนฺธุมติยา พฺราหฺมโณ สาธุสมฺมโต

อทฺโธ สนฺโต คุเณนาสิ ธเนน จ สุทุคฺคโต ฯ

ตทาปิ ตสฺสาหํ อาสึ พฺราหฺมณี สมเจตสา

กทาจิ โส ทิชวโร สงฺคเมสิ มหามุนึ ฯ

นิสินฺนํ ชนกายมฺหิ เทเสนฺตํ อมตํปทํ

สุตฺวา ธมฺมํ ปมุทิโต อทาสิ เอกสาฏกํ ฯ

ฆรํ เอเกน วตฺเถน คนฺตฺวาเนตํ มมพฺรวิ

อนุโมท มหาปุญฺเญ ทินฺนํ พุทฺธสฺส สาฏกํ ฯ

ตทาหํ อญฺชลึ กตฺวา อนุโมทึ สุวิทิตา

สุทินฺโน สาฏโก สามิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส ตาทิโน ฯ

สุขิโต สชฺชิโต หุตฺวา สํสรนฺโต ภวาภเว

พาราณสีปุเร รมฺเม ราชา อาสิ มหีปติ ฯ

ตทา ตสฺส มเหสีหํ อิตฺถีคุมฺพสฺส อุตฺตมา

ตสฺสาปิ ๑ ทุติยิกา อาสึ ปุพฺพสิเนเหน อุตฺตริ ๒ ฯ

ปิณฺฑาย วิจรนฺเต โส อฏฺฐ ปจฺเจกนายเก

ทิสฺวา ปมุทิโต หุตฺวา ทตฺวา ปิณฺฑํ มหารหํ ฯ

พุทฺเธ ๓ นิมนฺตยิตฺวาน กตฺวา รตนมณฺฑปํ

กมฺมาเรหิ กตมฏฺฐํ ๔ โสวณฺณํ สตหตฺถกํ ๕ ฯ

สมาเนตฺวาน เต สพฺเพ เตสํ ทานมทาสิ โส

เสนาสเน ๖ ปวิฏฺฐานํ ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ ฯ

ตํปิ ทานํ สหาทาสึ กาสิราเชนหนฺตทา

ปุนาหํ พาราณสิยํ ชาตา กาสิกคามเก ฯ

กุฏุมฺพิกกุเล ผีเต สุขิโต โส สภาตุโก

เชฏฺฐสฺส ภาตุโน ชายา อโหสึ สุปติพฺพตา ฯ

ปจฺเจกพุทฺธํ ทิสฺวาน มม ภตฺตุกนิยโส

ภาตุ ภตฺตํ ตสฺส ทตฺวา อาคเต ตมฺหิ ปาวทิ ฯ

นาภินนฺทิตฺถ โส ทานํ ตโต ตสฺส อทาสหํ

พุทฺธานานิย ตํ อนฺนํ ปุโน ตสฺเสว โส อทา ฯ

ตํ ทานํ ฉฑฺฑยิตฺวาน ทุฏฺฐา พุทฺธสฺสหํ ตทา

ปตฺตํ กลลปุณฺณนฺตํ อทาสึ ตสฺส ตาทิโน ฯ

ทาเน จ คหเณ เจว อปเจ ปทุเสปิจ

สมจิตฺตมุขํ ๑ ทิสฺวา ตทาหํ สํวิชึ ภุสํ ฯ

ปุโน ปตฺตํ คเหตฺวาน โสธยิตฺวา สุคนฺธินา

ปสนฺนจิตฺตา ปูเรตฺวา สฆตํ สกฺกรํ อทํ ฯ

ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชามิ สุรูปา โหมิ ทานโต

พุทฺธสฺส อปกาเรน ทุคฺคนฺธา มทเนน จ ๒ ฯ

ปุโน กสฺสปธีรสฺส นิฏฺฐาปิตมฺหิ เจติเย ๓

โสวณฺณํ อิฏฺฐกํ วรํ อทาสึ มุทิตา อหํ ฯ

จตุชฺชาเตน คนฺเธน เตมยิตฺวา ตมิฏฺฐกํ ๔

มุตฺตา ทุคฺคนฺธโทสมฺหา สพฺพงฺคสุสมาคตา ๕ ฯ

สตฺตปาติสหสฺสานิ รตเนหิ จ สตฺตหิ

กาเรตฺวา ฆตปูรานิ วฏฺฏีนิ จ สหสฺสโส ฯ

ปกฺขิเปตฺวา ปทีเปตฺวา ฐปยึ สตฺต ปนฺติโย

ปูชนตฺถํ โลกนาถสฺส วิปฺปสนฺเนน เจตสา ฯ

ตทาปิ ตสฺมึ ปุญฺญสฺมึ ภาคินีหํ วิเสสโต

ปุโน กาสีสุ สญฺชาโต สุมิตฺโต อิติ วิสฺสุโต ฯ

ตสฺสาหํ ภริยา อาสึ สุขิตา สชฺชิตา ปิยา

ตทา ปจฺเจกมุนิโน อทาสิ ฆนเวฏฺฐนํ ฯ

ตสฺสาปิ ภาคินี อาสึ โมทิตฺวา ทานมุตฺตมํ

ปุโนปิ กาสิรฏฺฐมฺหิ ชาโต โกลิยชาติยา ฯ

ตทา โกลิยปุตฺตานํ สเตหิ สห ปญฺจหิ

ปญฺจ ปจฺเจกพุทฺธานํ สตานิ สมุปฏฺฐหิ ๑ ฯ

เตมาสํ วาสยิตฺวาน ๒ อทาสิ ๓ จ ติจีวรํ

ชายา ตสฺส ตทา อาสึ ปุญฺญกมฺมปถานุคา ฯ

ตโต จุโต อหุ ราชา นนฺโท นาม มหายโส

ตสฺสาปิ มเหสี อาสึ สพฺพกามสมิทฺธินี ฯ

ตโต ๔ อหุ จวิตฺวาน พฺรหฺมทตฺโต มหีปติ

ปทุมาวติปุตฺตานํ ปจฺเจกมุนินํ ตทา ฯ

สตานิ ปญฺจนูนานิ ยาวชีวํ อุปฏฺฐหึ

ราชุยฺยาเน นิวาเสตฺวา นิพฺพุตานิ จ ปูชยึ ฯ

เจติยานิ จ กาเรตฺวา ปพฺพชิตฺวา อุโภ มยํ

ภาเวตฺวา อปฺปมญฺญาโย พฺรหฺมโลกํ อคมฺหเส ฯ

ตโต จุโต มหาติตฺเถ สุชาโต ปิปฺผลายโน

มาตา สุมนเทวี จ โกสิโคตฺโต ทิโช ปิตา ฯ

อหํ มทฺเท ชนปเท สากลายํ ปุรุตฺตเม

กปิลสฺส ทิชสฺสาสึ ธีตา มาตา สุจีมติ ฯ

ฆนกญฺจนพิมฺเพน นิมฺมินิตฺวาน มํ ปิตา

อทา กสฺสปธีรสฺส กาเมหิ ๕ วชฺชิตสฺส จ ฯ

กทาจิ โส ตรุณิโก ๖ คนฺตฺวา กมฺมนฺตเปกฺขโก

กากาทิเกหิ ขชฺชนฺเต ปาเณ ทิสฺวาน สํวิชิ ฯ

ฆเรปาหํ ๑ ติเล ชาเต ทิสฺวานาตปตาปเน ๒

กิมิกาเกหิ ขชฺชนฺเต สํเวคมลภึ ตทา ฯ

ตทา โส ปพฺพชิ ธีโร อหํ ตํ อนุปพฺพชึ

ปญฺจวสฺสานิ นิวสึ ปริพฺพาชปเถ ๓ อหํ ฯ

ยทา ปพฺพชิตา อาสิ โคตมี ชินโปสิกา

ตทาหํ ตมุปาคนฺตฺวา พุทฺเธน อนุสาสิตา ฯ

น จิเรเนว กาเลน อรหตฺตํ อปาปุณึ

อโห กลฺยาณมิตฺตตฺตํ กสฺสปสฺส สิรีมโต ฯ

ปุตฺโต พุทฺธสฺส ทายาโท กสฺสโป สุสมาหิโต

ปุพฺเพ นิวาสํ โส ๔ เวทิ สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ ฯ

อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต อภิญฺญาโวสิโต มุนิ

เอตาหิ ตีหิ วิชฺชาหิ เตวิชฺโช โหติ พฺราหฺมโณ ฯ

ตเถว ภทฺทกาปิลานี เตวิชฺชา มจฺจุหายินี

ธาเรนฺตี อนฺติมํ เทหํ เชตฺวา มารํ สวาหนํ ฯ

ทิสฺวา อาทีนวํ โลเก อุโภ ปพฺพชิตา มยํ

ตยมฺหา ๕ ขีณาสวา ทนฺตา สีติภูตามฺห นิพฺพุตา ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ ภทฺทกาปิลานี ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ภทฺทกาปิลานีเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ยุ. สพฺพธมฺเมสุ จกฺขุมา ฯ ๒ ม. ยุ. ตทาหุ ฯ ๓ ม. สพฺพทุกฺขภยปฺปหํ ฯ

๔ ยุ. อภิปตฺถยิ ฯ

๑ ม. วินยิตฺวา จ ฯ ๒ ม. ปาติโย ตตฺถ การยิ ฯ ยุ. ... การิยึ ฯ ๓ ม. โชตนฺตี ฯ

๔ ม. ยุ. สพฺพภูตานุกมฺปิโน ฯ ๕ ม. ยุ. ปริกฺขิตฺตา ฯ ๖ ม. ยุ. สุกตํ จิตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. เวทโย ฯ ๒ ม. ปูรยิ ฯ ๓ ม. ยุ. เอกํ มโนสิลาเยกํ ... เอกิกํ ฯ

๔ ยุ. วรธาริโน ฯ ๕ ม. สหาว ฯ ๖ ม. ยุ. สมฺปตฺติโยนุโภตฺวาน ฯ

๑ ม. ยุ. ตสฺสาติ ทยิตา อาสึ ฯ ๒ ม. ภตฺตุโน ฯ ๓ ม. ปุโน ฯ ๔ ม. ยุ.

กตํ ปตฺตํ ฯ ๕ ม. ยุ. วต ตตฺตกํ ฯ ๖ ม. โสณฺณาสเน ยุ. โสวณฺณาสเน ฯ

๑ ยุ. สมจิตฺตสุขํ ทิสฺวา มหาสงฺฆํ จชึ ภุสํ ฯ ๒ ม. ยุ. วทเนน จ ฯ

๓ ม. นิธายนฺตมฺหิ ฯ ยุ. นิฏฺฐายนฺตมฺหิ ฯ ๔ ม. ยุ. นิจยิตฺวา ฯ

๕ ยุ. ...สมุปฺปาคตา ฯ

๑ ยุ. สมุปฏฺฐหึ ฯ ๒ ม. ตปฺปยิตฺวาน ฯ ๓ ยุ. อทํสุ จ ติจีวเร ฯ ๔ ม. ตโต

ราชา ภวิตฺวาน ฯ ยุ. จุโต ฯ ๕ ยุ. กามา สา วชฺชิตสฺส เม ฯ ๖ ม. ยุ. การุณิโก ฯ

๑ ม. ยุ. ฆเร วาหํ ฯ ๒ ยุ. ...ตาปิเต ฯ ๓ ม. ...วเต ฯ ๔ ม. ยุ. โย ฯ

๕ ยุ. อมฺห ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลกพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้วครั้งนั้น ดิฉันเป็นภรรยาของเศรษฐีมีชื่อว่าวิเทหะมีรัตนะมาก ในเมืองหงสวดี บางครั้ง เศรษฐีนั้นพร้อมกับชนที่เป็นบริวาร เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นดังดวงอาทิตย์แห่งนรชน ได้ฟังธรรมของพระองค์อันเป็นเหตุนำมาซึ่งความสิ้นทุกข์ทั้งปวง พระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระสาวกองค์หนึ่งว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายกล่าวกำจัด เศรษฐีผู้เป็นสามีแห่งดิฉันได้ฟังแล้ว ได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าผู้คงที่ตลอด ๗ วัน แล้วซบเศียรลงแทบพระบาทปรารถนาตำแหน่งนั้น ก็ในกาลนั้นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านรชนเมื่อจะทรงให้บริษัทรื่นเริง

ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้เพื่อทรงอนุเคราะห์เศรษฐีว่าดูกรบุตร ท่านจะได้ตำแหน่งที่ตนปรารถนา จงเป็นผู้เย็นใจเถิด ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดมมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านนี้จักได้เป็นธรรมทายาท ของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่ากัสสปะเศรษฐีได้ฟังพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว มีความเบิกบานใจ มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงยังพระศาสนาให้รุ่งเรืองแล้ว ทรงกำจัดเดียรถีย์ที่ชั่วและทรงแนะนำประชาชนที่ควรแนะนำแล้ว

พระองค์กับทั้งพระสาวกก็ปรินิพพานเมื่อพระสุคตเจ้าซึ่งเป็นผู้เลิศในโลกพระองค์นั้นปรินิพพานแล้วเศรษฐีนั้นเชิญญาติและมิตรมาประชุมแล้ว พร้อมกับญาติและมิตรเหล่านั้นได้สร้างพระสถูปสำเร็จด้วยรัตนะ สูง ๗ โยชน์ งดงามเหมือนดวงอาทิตย์ และต้นพญารังที่มีดอกบาน เพื่อสักการะบูชาพระศาสดา ดิฉันได้ให้ช่าง ๗ คนเอารัตนะ ๗ อย่างทำตะเกียง ๗แสนดวงแล้ว เอาน้ำมันหอมใส่เต็มทุกถ้วย ตามประทีปไว้ ณที่นั้น ลุกโพลงดังไฟไหม้ป่าอ้อ เพื่อบูชาพระศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ทรงอนุเคราะห์สรรพสัตว์ ดิฉันให้ช่างทำหม้อ ๗แสนหม้อ เต็มด้วยรัตนะต่างๆ มีพวงทองตั้งไว้ในระหว่างหม้อ ๘ใบ รุ่งเรืองด้วยสีเหมือนดวงอาทิตย์ในสารทสมัย

เพื่อบูชาพระ-ศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ที่ประตูทั้ง ๔ มีเสาระเนียดสำเร็จด้วยรัตนะ มีแท่นมากสำเร็จด้วยรัตนะตั้งไว้งดงามน่ายินดี ทั้งมีคูปลูกพรรณดอกไม้น้ำเป็นระเบียบดี และมีธงรัตนะยกขึ้นไว้ ล้วนแต่งามไพโรจน์ พระเจดีย์ที่สำเร็จด้วยรัตนะนั้นๆ สร้างไว้มีสีสุกงามดี รุ่งโรจน์ด้วยสีเหมือนดวงอาทิตย์ที่มีรัศมีงาม พระสถูปของดิฉันมี ๓ ด้าน ด้านหนึ่งดิฉันบรรจุเต็มไปด้วยหรดาล ด้านหนึ่งดิฉันบรรจุเต็มไปด้วยมโนศิลา ด้านหนึ่งดิฉันบรรจุเต็มไปด้วยแร่พลวง ดิฉันให้ช่างสร้างเครื่องบูชาที่น่ายินดีเช่นนี้แล้ว ได้ถวายทานแก่พระสงฆ์ผู้กล่าวธรรมอันประเสริฐตามกำลัง ตลอดชั่วชีวิต ดิฉันกับเศรษฐีนั้นทำยัญเหล่านั้นโดยประการทั้งปวงจนตลอดชีวิต

แล้วได้ไปสู่สุคติภพพร้อมกัน เสวยสมบัติทั้งหลายในเทวดาและมนุษย์ท่องเที่ยวไปกับเศรษฐีนั้น ปานประหนึ่งว่าเงาติดตามไปกับตัวฉะนั้น ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสีผู้เป็นนายกของโลก มีพระเนตรงาม ทรงเห็นแจ่มแจ้งในธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น พราหมณ์ที่ประชุมชนสมมติว่าเป็นผู้ดี สมบูรณ์ด้วยความดี มั่งมีทรัพย์ มีอยู่ในพระนครพันธุมดีแม้ครั้งนั้น ดิฉันเป็นพราหมณีของพราหมณ์นั้น มีจิตเสมอกันบางครั้ง พราหมณ์นั้นเข้าไปเฝ้าพระมหามุนี ซึ่งประทับในหมู่ชนทรงแสดงธรรมส่วนอมตบทอยู่ ได้ฟังธรรมแล้วเบิกบานใจ ได้ถวายผ้าห่มผืนหนึ่ง มีผ้านุ่งผืนเดียวกลับไปถึงเรือน

แล้วได้บอกดิฉันว่าดูกรน้องผู้มีบุญมาก เชิญอนุโมทนาเถิดผ้าห่มฉันถวายพระพุทธเจ้าแล้ว ขณะนั้นดิฉันประนมอัญชลีกล่าวอนุโมทนาว่า นายขา ผ้าห่มท่านถวายดีแล้วแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ คงที่ พราหมณ์กับดิฉันเป็นผู้เจริญด้วยสุขสมบัติ ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่พราหมณ์ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินในพระนครพาราณสี ครั้งนั้น ดิฉันได้เป็นพระมเหสีสูงกว่าพวกพระสนม เป็นที่สองของท้าวเธอ ท้าวเธอโปรดปรานดิฉัน เพราะสิเนหาเนื่องมาแต่ภพก่อนๆ พระเจ้าแผ่นดินนั้นทอดพระเนตรเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘

พระองค์ ผู้กำลังเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาตทรงพอพระทัย ได้ถวายบิณฑบาตที่ควรแก่ค่ามากครั้นแล้วทรงนิมนต์ไว้ ทรงสร้างมณฑปแก้วประดับด้วยทอง มีความเปล่งปลั่ง อันพวกช่างทองทำไว้ มีส่วน ๑๐๐ ศอก ท้าวเธอทรงเลื่อมใส รับสั่งให้อาราธนาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมด แล้วได้ทรงถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ซึ่งเข้ามาในพระราชนิเวศน์ ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง แม้ครั้งนั้น ดิฉันก็ได้ถวายทานนั้นร่วมกันกับพระเจ้ากาสีดิฉันมาเกิดในกาสิกคาม ในพระนครพาราณสีอีก พระเจ้ากาสีกับพระภาดามาเกิดในสกุลกุฎุมพี มีความเจริญ เพรียบพร้อมด้วยความสุข ดิฉันเป็นภรรยาของพราหมณ์คนพี่มีวัตรในสามีเป็นอย่างดี

น้องชายของสามีดิฉัน เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว เอาอาหารของพี่ชายถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเมื่อพี่ชายซึ่งเป็นสามีดิฉันมาแล้ว บอกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าท่านมิได้ยินดีทาน ขณะนั้น ดิฉันก็ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นสามีของดิฉัน ถวายอาหารอันไม่ควรแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า เวลานั้นดิฉันโกรธเททานของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเสียแล้ว ได้ให้บาตรอันเต็มด้วยเปือกตมแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้คงที่นั้น

ครั้งนั้น ดิฉันเห็นสามีมีสีหน้าแสดงว่ามีจิตสงบในการให้ การรับ การไม่เคารพและการประทุษร้าย จึงสลดใจมาก สามีของดิฉันรับบาตรมาแล้วเอาน้ำหอมอย่างดีล้างให้สะอาดดิฉันมีจิตเลื่อมใส เอาน้ำตาลกรวดกับเปรียงใส่บาตรจนเต็มแล้ว ถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นั้นดิฉันมีความยินดีเกิดในภพไหนๆ ก็มีรูปสวยเพราะถวายทาน แต่มีกลิ่นตัวเหม็น เพราะทำความไม่ดี หยาบหยามต่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเมื่อพระเจดีย์แห่งพระกัสสปธีรเจ้าซึ่งสามีให้สำเร็จแล้ว ดิฉันมีความยินดีได้ถวายแผ่นอิฐทองคำอย่างดีเอาแผ่นอิฐนั้นชุบจนเปียกด้วยน้ำหอมที่เกิดแต่เครื่องหอมสี่ชนิด จึงพ้นจากโทษที่มีกลิ่นตัวเหม็น งดงามดีทั่วสรรพางค์

และให้ช่างเอารัตนะ ๗ ประการทำตะเกียง ๗ แสนดวง ใส่เปรียงเต็มแล้ว ให้ใส่ไส้พันไส้ตามประทีปตั้งไว้ ๗ แถว เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งของสัตวโลกด้วยจิตอันเลื่อมใส แม้ในครั้งนั้น ดิฉันมีส่วนในบุญนั้นโดยพิเศษสามีของดิฉันไปเกิดในแคว้นกาสี มีนามปรากฏว่าสุมิตตะ ดิฉันเป็นภรรยานายสุมิตตะนั้น เป็นผู้เจริญด้วยสุขสมบัติ เป็นที่รักของสามี ครั้งนั้น สามีของดิฉันได้ถวายผ้าโพกศีรษะเนื้อดีแก่พระปัจเจกมุนี แม้ดิฉันก็มีส่วนแห่งทานนั้นอนุโมทนาทานอันอุดมสามีไปเกิดในกำเนิดแห่งชาวโกลิยะในแคว้นกาสี

ครั้งนั้นสามีของดิฉัน พร้อมกับบุตรของชาวโกลิยะ ๕๐๐ คน ได้บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ อาราธนาพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นให้อยู่จำพรรษาตลอดไตรมาสแล้ว ได้ถวายไตรจีวรครั้งนั้น ดิฉันเป็นภรรยาแห่งโกลิยบุตรคนนั้นด้วยกุศลกรรมบถที่บำเพ็ญมา โกลิยบุตรนั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดเป็นพระราชาพระนามว่านันทะ มีอิสริยยศมาก แม้ดิฉันเกิดเป็นมเหสีของท้าวเธอ เป็นผู้มั่งคั่งด้วยกามสุขทั้งปวง พระเจ้านันทะนั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วเกิดเป็นพระเจ้าพรหมทัตต์ เป็นใหญ่ในปฐพี

ครั้งนั้น ดิฉันกับพระเจ้าพรหมทัตต์ ได้อาราธนาพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ผู้เป็นพระโอรสแห่งพระนางปทุมวดี ให้มาอยู่ในพระราชอุทยานแล้วบำรุงอยู่ และบูชาพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นผู้นิพพานแล้ว จนตลอดชีวิต เราทั้งสองให้สร้างเจดีย์หลายองค์ แล้วก็บวชกัน เจริญอัปปมัญญาแล้วได้ไปสู่พรหมโลกจุติจากพรหมโลกแล้ว สามีของดิฉัน เกิดเป็นพราหมณ์ชื่อปิปผลายนะ ที่ประเทศมหาติตถะ มารดาชื่อสุมนเทวี บิดาเป็นพราหมณ์โกสิโคตร ดิฉันเกิดเป็นธิดาของพราหมณ์นาสว่ากปิละ มารดาชื่อสุจิมดี ในมัททชนบท เมืองสากลบุรีที่อุดม บิดาของดิฉันหล่อรูปดิฉันด้วยแท่งทองคำแล้ว ถวายรูปหล่อแก่พระพุทธกัสสปผู้เว้นจากกามคุณ

พราหมณ์ปิปผลายนะนั้นเป็นหนุ่ม ไปตรวจดูการงานในกาลบางครั้ง เห็นสัตว์ทั้งหลายที่ถูกกาเป็นต้นกัดกินแล้วสลดใจครั้งนั้นดิฉันเห็นน้ำมันงาที่มีในเรือน เอาออกผึ่งแดด มีเหล่าหนอนอาศัยกินแล้ว ได้ความสลดใจ ครั้งนั้นปิปผลายนพราหมณ์ ออกบวชแล้ว ดิฉันก็บวชตาม อยู่ในสำนักปริพาชก ๕ ปี เมื่อพระนางโคตมี ผู้เป็นพระมาตุจฉาบำรุพระพิชิตมารมาทรงผนวชแล้ว ดิฉันเข้าไปหาท่าน ต่อมา พระพุทธเจ้าโปรดสั่งสอนแล้วไม่นานเท่าไรก็ได้บรรลุอรหัตผล ได้อุทานว่าน่าชม เรามีพระกัสสปเถระผู้มีสิริเป็นกัลยาณมิตร พระกัสสปเถระเป็นบุตรทายาทแห่งพระพุทธเจ้ามีจิตตั้งมั่นดีรู้ปุพเพนิวาสญาณ เห็นสวรรค์และอบาย ลุถึงแล้วซึ่งความสิ้นชาติ เป็นมุนีอยู่จบอภิญญา เป็นพราหมณ์มีไตรวิชชาด้วยวิชชา ๓ นี้ ดิฉันชื่อภัททกาปิลานีก็เหมือนกันได้ไตรวิชชาละมัจจุราช ทรงร่างกายเป็นที่สุดนี้ ชนะมารพร้อมทั้งพลมารแล้ว เราทั้งสองเห็นโทษในโลกแล้วออกบวชกัน เป็นผู้หมดอาสวะ ทรมานเสร็จแล้ว มีความเย็น ดับสนิทแล้ว ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...

พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระภัททกปิลานีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบภัททกาปิลานีเถริยาปทาน.

อฏฺฐมํ ยโสธราเถริยาปทานํ (๒๘)

[๑]

ยโสธราเถริยาปทานที่ ๘

ว่าด้วยบุพจริยาของพระยโสธราเถรี

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กุณฑลเกสวรรค ยโสธราเถริยาปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปุรกฺขตา ภิกฺขุนีหิ สเตหิ สหสฺเสหิ สา ๒

มหิทฺธิกา มหาปญฺญา สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมึ ฯ

สมฺพุทฺธํ อภิวาเทตฺวา สตฺถุโน จกฺกลกฺขเณ

นิสินฺนา เอกมนฺตมฺหิ อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ

อฏฺฐสตฺตติวสฺสาหํ ปจฺฉิมา ๓ วตฺตยิ วยา

ปพฺภารมฺหิ อนุปฺปตฺตา อาโรเจมิ มหามุนึ ฯ

ปริปกฺโก วโย มยฺหํ ปริตฺตํ มม ๔ ชีวิตํ

ปหาย โว คมิสฺสามิ กตํ เม สรณมตฺตโน ฯ

วยมฺหิ ๕ ปจฺฉิเม กาเล มรณํ อุปรุทฺธติ

อชฺช รตฺตึ มหาวีร ปาปุณิสฺสามิ นิพฺพุตึ ฯ

นตฺถิ ชาติ ชรา พฺยาธิ มรณญฺจ มหามุเน

อชรามราภยปุรํ ๖ คมิสฺสามิ อสงฺขตํ ฯ

ยาวตา ปริสา นาม สมุปาสนฺติ ๗ สตฺถุโน

อปราธํ ปชานนฺติ ขมนฺตํ สมฺมุขา มุเน ฯ

สํสริตฺวา ๑ จ สํสาเร ขลิตญฺเจ มมนฺตยิ ๒

อาโรเจมิ ๓ มหาวีร อปราธํ ขมสฺสุ เม ฯ

อิทฺธิญฺจาปิ นิทสฺเสหิ มม สาสนการิเก

ปริสานญฺจ สพฺพาสํ กงฺขํ ฉินฺทสฺสุ สาสเน ๔ ฯ

ยโสธรา อหํ วีร อคาเร เต ปชาปติ

สากิยมฺหิ กุเล ชาตา อิตฺถีองฺเค ๕ ปติฏฺฐิตา ฯ

ถีนํ สตสหสฺสานํ นวุตีนํ ฉฬุตฺตริ

อคาเร เต อหํ วีร ปาโมกฺขา สพฺพมิสฺสรา ฯ

รูปาจารคุณูเปตา โยพฺพนฏฺฐาปิ ๖ สพฺพทา

สพฺพา มํ อปจายนฺติ เทวตา วิย มานุสา ฯ

กญฺญาสหสฺสปมุขา ๗ สกฺยปุตฺตนิเวสเน

สมานสุขทุกฺขา ตา เทวตา วิย นนฺทเน ฯ

กามธาตุมติกฺกนฺตา ๘ ปณฺฑิตา ๙ รูปธาตุยา

รูเปน สทิสา นตฺถิ ฐเปตฺวา โลกนายกํ ฯ

สมฺพุทฺธํ อภิวาเทตฺวา อิทฺธึ ทสฺเสสิ สตฺถุโน

เนกา นานาวิธาการา มหาอิทฺธีปิ ทสฺสยิ ฯ

จกฺกวาฬสมํ กายํ สีสํ อุตฺตรโต กุรุ

อุโภ ปกฺขา ทุเว ทีปา ชมฺพูทีปํ สรีรโต ฯ

ทกฺขิณญฺจ สรํ ปิญฺฉํ นานาสาขา ตุ ปตฺตกา

จนฺทญฺจ สูริยญฺจกฺขี เมรุปพฺพตโต สิขํ ฯ

จกฺกวาฬคิรึ ตุณฺฑํ ชมฺพูรุกฺขํ สมูลกํ

วีชมานา อุปาคนฺตฺวา วนฺทเต โลกนายกํ ฯ

หตฺถิวณฺณํ ตเถวสฺสํ ปพฺพตํ ชลชนฺตถา ๑

จนฺทญฺจ สุริยํ เมรุํ สกฺกวณฺณญฺจ ทสฺสยิ ฯ

ยโสธรา อหํ วีร ปาเท วนฺทามิ จกฺขุม

สหสฺสโลกธาตูนํ ผุลฺลปทฺเธน ๒ ฉาทยิ ฯ

พฺรหฺมวณฺณญฺจ มาเปตฺวา ธมฺมํ เทเสสิ สุญฺญตํ

ยโสธรา อหํ วีร ปาเท วนฺทามิ จกฺขุม ฯ

อิทฺธีสุ จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา

เจโตปริยญาณสฺส วสี โหมิ มหามุเน ฯ

ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ

สพฺพาสวา ปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ

อตฺถธมฺมนิรุตฺตีสุ ปฏิภาเณ ตเถว จ

ญาณํ มยฺหํ มหาวีร อุปฺปนฺนํ ตว สนฺติเก ฯ

พุทฺธานํ ๓ โลกนาถานํ สงฺคมํ เต สุทสฺสิตํ ๔

อธิการํ พหุํ มยฺหํ ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ

ยํ มยฺหํ ปุริมํ ๕ กมฺมํ กุสลํ สรเส มุเน

ตุยฺหตฺถาย มหาวีร ปุญฺญํ อุปจิตํ มยา ฯ

อภพฺพฏฺฐาเน วชฺชิตฺวา วารยิตฺวา อนาจรํ

ตุยฺหตฺถาย มหาวีร สญฺจตฺตํ ๖ ชีวิตํ มยา ฯ

เนกโกฏิสหสฺสานิ ภริยตฺถายทาสิ มํ

น ตตฺถ วิมนา โหมิ ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ

เนกโกฏิสหสฺสานิ อุปการายทาสิ มํ

น ตตฺถ วิมนา โหมิ ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ

เนกโกฏิสหสฺสานิ โภชนตฺถายทาสิ มํ

น ตตฺถ วิมนา โหมิ ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ

เนกโกฏิสหสฺสานิ ชีวิตานิ ปริจฺจชึ

ภยโมกฺขํ กริสฺสนฺติ ททามิ ๑ มม ชีวิตํ

องฺคคเต อลงฺกาเร วตฺเถ นานาวิเธ พหู

อิตฺถีภณฺเฑ น คุยฺหามิ ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ

ธนธญฺญปริจฺจาคํ คามานิ นิคมานิ จ

เขตฺตํ ปุตฺตา จ ธีตา จ ปริจตฺตํ ๒ มหามุนิ ฯ

หตฺถี อสฺสํ ควญฺจาปิ ทาสิโย ปริจาริกา

ตุยฺหตฺถาย มหาวีร ปริจตฺตา อสงฺขยา ฯ

ยํ มยฺหํ ปฏิมนฺเตสิ ทานํ ทสฺสามิ ยาจเก

วิมนํ เม น ปสฺสามิ ททโต ทานมุตฺตมํ ฯ

นานาวิธํ พหุํ ทุกฺขํ สํสาเร จ พหุวิเธ

ตุยฺหตฺถาย มหาวีร อนุภุตฺตํ ๓ อสงฺขยํ ฯ

สุขปฺปตฺตานุโมทามิ น จ ทุกฺเขสุ ทุมฺมนา

สพฺพตฺถ ตุสิตา โหมิ ตุยฺหตฺถาย มหามุนิ ฯ

อนุมคฺเคน สมฺพุทฺโธ ยํ ธมฺมํ อภินีหริ

อนุโภตฺวา สุขทุกฺขํ ปตฺโต โพธึ มหามุนิ ฯ

พฺรหฺมเทวญฺจ สมฺพุทฺธํ โคตมํ โลกนายกํ

อญฺเญสํ โลกนาถานํ สงฺคมนฺเต พหุํ มยา ฯ

อธิการํ พหุํ มยฺหํ ตุยฺหตฺถาย มหามุนิ

คเวสนฺตี ๑ พุทฺธธมฺมํ อหนฺเต ปริจาริกา ฯ

กปฺปสตสหสฺเส จ จตุโร จ อสงฺขเย

ทีปงฺกโร มหาวีโร อุปฺปชฺชิ โลกนายโก ฯ

ปจฺจนฺตเทสวิสเย นิมนฺเตตฺวา ตถาคตํ

ตสฺส อาคมนํ มคฺคํ โสเธนฺติ ตุฏฺฐมานสา ฯ%

เตน กาเลน โส อาสิ สุเมโธ นาม พฺราหฺมโณ

มคฺคญฺจ ปฏิยาเทสิ อายโต สพฺพทสฺสิโน ฯ

เตน กาเลนหํ อาสึ กญฺญา พฺราหฺมณสมฺภวา

สุมิตฺตา นาม นาเมน อุปคญฺฉึ สมาคมํ ฯ

อฏฺฐ อุปฺปลหตฺถานิ ปูชนตฺถาย สตฺถุโน

อาทาย ชนสฺส มชฺเฌ อทฺทสํ อิสิมุตฺตมํ ๒ ฯ

จิรานุคตํ ทยิตํ ๓ อติกฺกนฺตํ ๔ มโนหรํ

ทิสฺวา ตทา อมญฺญิสฺสํ สผลํ ชีวิตํ มม ฯ

ปรกฺกมนฺตํ สผลํ อทฺทสํ อิสิโน ตทา

ปุพฺพกมฺเมน สมฺพุทฺเธ จิตฺตญฺจาปิ ปสีทิ เม ฯ

ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาเทสึ อิเส อุทคฺคมานเส ๑

เทยฺยํ อญฺญํ น ปสฺสามิ เทมิ ปุปฺผานิ เต อิเส ฯ

ปญฺจ หตฺถา ตว โหนฺตุ ตโย โหนฺตุ มมํ อิเส

เตน สทฺธึ สมา โหนฺตุ โพธิตฺถาย ๒ ตว อิเส ฯ

จตุตฺถํ ภาณวารํ ฯ

อิสิ คเหตฺวา ปุปฺผานิ อาคจฺฉนฺตํ มหายสํ

ปูเชสิ ชนสฺส มชฺเฌ โพธิตฺถาย มหาอิสึ ฯ

ปสฺสิตฺวา ชนสฺส มชฺเฌ ทีปงฺกรมหามุนิ

วิยากาสิ มหาวีโร อิสิมุคฺคตมานสํ ฯ

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป ทีปงฺกรมหามุนิ

มม กมฺมํ วิยากาสิ อุชุภาวํ มหามุนิ ฯ

สมจิตฺตา สมกมฺมา สมการี ภวิสฺสติ

ปิยา เหสฺสติ กมฺเมน ตุยฺหตฺถาย มหาอิเส ฯ

สุทสฺสนา สุปิยา จ มนาปา ๓ ปิยวาทินี

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาทา วิหริสฺสติ ๔ อิทฺธิกา ฯ

ยถาปิ ภณฺฑสามุคฺคํ อนุรกฺขนฺติ สามิโน

เอวํ กุสลธมฺมานํ อนุรกฺขิสฺสเต อยํ ฯ

ตสฺส ตํ ๕ อนุกมฺปนฺติ ปูรยิสฺสติ ปารมี

สีโหว ปญฺชรํ หิตฺวา ๖ ปาปุณิสฺสติ โพธิยํ ฯ

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป ยํ มํ พุทฺโธ วิยากริ

ตํ วาจํ อนุโมทนฺตี เอวํการี ภวึ อหํ ฯ

ตสฺส กมฺมสฺส สุกตสฺส ตตฺถ จิตฺตํ ปสาทยึ

เทวมานุสกํ โยนึ อนุโภตฺวา อสงฺขยํ ฯ

สุขทุกฺขํ อนุโภตฺวาน ๑ เทเวสุ มานุเสสุ จ

ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต อชายึ สากิเย กุเล ฯ

รูปวตี โภควตี ยสสีลวตี ตโต

สพฺพงฺคสมฺปทา โหมิ กุเลสุ ปติสกฺกตา ๒ ฯ

ลาภสิโลกสกฺการํ โลกธมฺมสมาคมํ

จิตฺตญฺจ ทุกฺขิตํ นตฺถิ วสามิ อกุโตภยา ฯ

วุตฺตํ เหตํ ภควตา รญฺโญ อนฺเตปุเร ตทา

ขตฺติยานํ ปุเร วีร อุปการญฺจ ๓ นิทฺทิสิ ฯ

อุปการา จ ยา นารี ยา จ นารี สุเข ทุกฺเข

อตฺถกฺขายี จ ยา นารี ยา นารี จานุกมฺปิกา ฯ

ปญฺจโกฏิสตา พุทฺธา นวโกฏิสตานิ จ

เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ ฯ

อธิการํ มหา ๔ มยฺหํ มหาราช ๕ สุโณหิ เม

เอกาทสโกฏิสตา โหนฺติ ๖ โลกคฺคนายกา ฯ

เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ

วีสโกฏิสตา พุทฺธา ตึสโกฏิสตานิ จ

เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ ฯ

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม

จตฺตาฬีสโกฏิสตา ปญฺจโกฏิสตานิ ๑ จ ฯ

เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ

สฏฺฐิโกฏิสตา พุทฺธา สตฺตติโกฏิสตานิ จ

เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ ฯ

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม

อสีติโกฏิสตา พุทฺธา นวุติโกฏิสตานิ จ ฯ

เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ

โกฏิสตสหสฺสานิ โหนฺติ โลกคฺคนายกา

เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ ฯ

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม

นวโกฏิสหสฺสานิ อปเร โลกนายกา ฯ

เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ

โกฏิสตสหสฺสานิ ปญฺจาสีติ มเหสินํ

ปญฺจาสีติโกฏิสตา สตฺตวีสติ โกฏิโย ๒ ฯ

เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ

ปจฺเจกพุทฺธา วีตราคา ๑ อฏฺฐมตฺถกโกฏิโย ๒

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ

ขีณาสวา วีตมลา อสงฺเขยฺยา พุทฺธสาวกา

อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ

เอวํ ธมฺเมสุ จิณฺณานํ สทา สทฺธมฺมจาริโน

ธมฺมจารี สุขํ เสติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ ฯ

ธมฺมญฺจเร สุจริตํ น ตํ ทุจฺจริตํ จเร

ธมฺมจารี สุขํ เสติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ ฯ

นิพฺพินฺทิตฺวาน สํสาเร ปพฺพชึ อนคาริยํ

สหสฺสปริวาเรน ปพฺพชิตฺวา อกิญฺจนา ฯ

อคารํ วิชหิตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ

อฑฺฒมาเส อสมฺปตฺเต จตุสจฺจํ อปาปุณึ ฯ

จีวรํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปจฺจยํ สยนาสนํ

อุปเนนฺติ พหูเนเก ๓ สาคเรเยว ๔ อุมฺมิโย ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

เอวํ พหุวิธํ ทุกฺขํ สมฺปตฺตึ จ พหุพฺพิธํ

วิสุทฺธภาวสมฺปตฺตา ลภามิ สพฺพสมฺปทา ฯ

โย ๑ ททาติ สกตฺตานํ ปุญฺญตฺถาย มเหสิโน

สหายสมฺปทา โหนฺติ นิพฺพานปทมสงฺขตํ ฯ

ปริกฺขีณํ อตีตญฺจ ปจฺจุปฺปนฺนํ อนาคตํ

สพฺพกมฺมํ มมํ ขีณํ ปาเท วนฺทามิ จกฺขุมาติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ ยโสธรา ภิกฺขุนี ภควโต สมฺมุขา อิมา คาถาโย

อภาสิตฺถาติ ฯ

ยโสธราเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. เอกสฺมึ สมเย รมฺเม ฯเปฯ นิกฺขมิตฺวา สกสฺสมา ฯ

๒ ยุ. สห ปญฺจหิ ฯ ๓ ม. ปจฺฉิโม วตฺตเต วโย ฯ ยุ. ปจฺฉิโม วตฺตติ วโย ฯ

๔ ยุ. อล ฯ ๕ ยุ. วโย จ ฯ ๖ ม. ยุ. อชรามรณํ ปูรํ ฯ ๗ ยุ. สมุปายาติ ฯ

๑ ยุ. สํสรนฺตญฺจ ฯ ๒ ยุ. ตฺวํ มยิ ฯ ๓ ยุ. อาโรเจว ฯ ๔ ม. ยาวตา ฯ

๕ ยุ. อิตฺถี อโถ ฯ ๖ ม. ยุ. โยพฺพนฏฺฐา ปิยํ วทา ฯ ๗ ม. ยุ. ...สตสหสฺส... ฯ

๘ ม. ...อติกฺกมฺม ฯ ๙ ม. ยุ. สณฺฐิตา ฯ

๑ ม. ชลธึ ฯ ๒ ยุ. ผุลฺลปจฺเจน ฉาทยึ ฯ ๓ ม. ยุ. ปุพฺพานํ ฯ ๔ ม. นิทสฺสิตํ ฯ

๕ ม. ปูริตํ ฯ ๖ ยุ. สมตฺตํ ฯ

๑ ยุ. จชามิ ฯ ๒ ม. ยุ. ปริจฺจตฺตา ฯ ๓ ยุ. ปริจฺจตฺตํ ฯ

๑ ม. คเวสโต ฯ ยุ. คเวสนฺตา ฯ ๒ ม. ยุ. อิสิมุคฺคตํ ฯ ๓ ยุ. ทสฺสิตํ ฯ ๔ ยุ.

ปฏิกฺกนฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. อุคฺคตมานเส ฯ ๒ ม. โพธตฺถาย ฯ ยุ. โพธนตฺถาย ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๓ ยุ. มนสา ฯ ๔ ยุ. ปิยา เหสฺสตึ อิทฺธิกา ฯ ๕ ม. เต ฯ ๖ ม. เภตฺวา ฯ

ยุ. เหตฺวา ฯ

๑ ม. สุขทุกฺเขนุโภตฺวาหํ ฯ ยุ. สุขทุกฺเขนุโภตฺวาน ฯ ๒ ม. อภิสกฺกตา ฯ ยุ.

อติสกฺกตา ฯ ๓ ยุ. อุปการตฺถญฺจ ฯ ๔ ยุ. สทา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๕ ม. ธมฺมราชา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๖ ม. พุทฺธา ทฺวาทสโกฏิโย ฯ

๑ ม. ยุ. ปญฺญาสโกฏิสตานิ จ ฯ ๒ ม. สตฺตตึสา จ โกฏิโย ฯ ยุ. สตฺตติสหสฺสโกฏิโย ฯ

๑ ยุ. ธูตราคา ฯ ๒ ม. อฏฺฐฏฺฐมกโกฏิโย ฯ ยุ. อฏฺฐอฏฺฐมโกฏิโย ฯ ๓ ม. พหู

ชนา ฯ ๔ ยุ. สาครสฺเสว ฯ

ฉบับหลวง

ดิฉันมีฤทธิ์มาก มีปัญญามาก มีภิกษุณี ๑,๑๐๐ องค์ เป็นบริวารเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ถวายอภิวาทแล้วเห็นลายลักษณ์กงจักรของพระศาสดา แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง ได้กราบทูลว่าหม่อมฉันมีอายุ ๗๘ ปี ล่วงเข้าปัจฉิมวัยแล้ว ถึงความเป็นผู้มีกายเงื้อมลงแล้วขอกราบทูลลาพระมหามุนี หม่อมฉันมีวัยแก่ มีชีวิตน้อย จักละพระองค์ไป มีที่พึ่งของตนได้ทำแล้ว มีมรณะใกล้เข้ามาในวัยหลัง ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันจักถึงความดับในคืนวันนี้มิได้มีชาติ ชรา พยาธิและมรณะ จักไปสู่นิพพานที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งเป็นบุรีอันไม่มีความแก่ ความตายและไม่มีภัย บริษัทเข้าเฝ้าพระองค์อยู่ รู้จักความผิด ขอประทานโทษ ณ ที่เฉพาะพระพักตร์พระองค์เมื่อหม่อมฉันท่องเที่ยวไปในสงสาร หากมีความพลั้งพลาดในพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดประทานโทษแก่หม่อมฉันเถิด.

พระมีผู้พระภาคตรัสว่า

ดูกรท่านผู้ปฏิบัติตามคำสอนของเรา ท่านจงแสดงฤทธิ์ และตัดความสงสัยของบริษัททั้งปวงในศาสนาเถิด.

พระยโสธราเถรีกราบทูลว่า

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันชื่อยโสธราเป็นปชาบดีของพระองค์เมื่อยังทรงครองอาคารวิสัย เกิดในศากยสกุลตั้งอยู่ในองค์สมบัติของหญิง ประเสริฐกว่าหญิง ๑๖๙,๐๐๐ นาง ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าหม่อมฉันเมื่ออยู่ในพระราชวังของพระองค์ เป็นประธานเป็นใหญ่กว่าหญิงทั้งปวง สมบูรณ์ด้วยรูปสมบัติ และอาจารสมบัติดำรงอยู่ในความเจริญทุกสมัย นารีทั้งมวลย่อมเคารพหม่อมฉันเหมือนพวกมนุษย์เคารพเทวดา ฉะนั้น หม่อมฉันเป็นประมุขแห่งนางกัญญาหนึ่งพัน ในราชพระนิเวศน์ของพระศากยบุตร นางกัญญาเหล่านั้นร่วมสุขร่วมทุกข์กัน ปานประหนึ่งว่าพวกเทวดาในนันทวัน ฉะนั้น หม่อมฉันเป็นบัณฑิต ล่วงกามธาตุด้วยรูปธาตุมิได้มีใครๆ มีรูปเหมือนรูปของหม่อมฉัน เว้นแต่พระองค์ผู้เป็นนายกของโลก หม่อมฉันขอภิวาทพระสัมพุทธเจ้าแล้ว จักแสดงฤทธิ์ถวาย พระยโสธราเถรี แสดงฤทธิ์ชนิดต่างๆ มากมายแสดงกายเท่าภูเขาจักรวาล แสดงศีรษะเท่าอุตรกุรุทวีป แสดงแขนสองข้างเท่าทวีปทั้งสอง แสดงสรีระเป็นต้นหว้าประจำทวีปมีกิ่งด้านใต้มีลูกเป็นพวง กิ่งต่างๆ ก็มีลูกดก แสดงดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์เป็นนัยน์ตา แสดงเขาสุเมรุเป็นกระหม่อมแสดงเขาจักรวาลเป็นหน้า เอาต้นหว้าพร้อมทั้งรากทำเป็นพัดเดินเข้าไปเฝ้าถวายบังคมพระศาสดาผู้เป็นนายกของโลกแสดงเพศช้าง เพศม้าภูเขา และทะเล ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เขาสุเมรุ และเพศท้าวสักกเทวราช กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันผู้ชื่อว่ายโสธรา ขอถวายบังคมพระยุคลบาท พระเถรีเอาดอกไม้ปิดพันโลกธาตุไว้ และนิรมิตเป็นเพศพรหมแสดงสุญญตธรรมอยู่กราบทูลว่า ข้าแต่พระวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันผู้ชื่อว่ายโสธราขอถวายบังคมพระยุคลบาท หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์มีความชำนาญในทิพโสตธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ ย่อมรู้ปุพเพนิวาสญาณ และทิพจักษุอันหมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณเกิดขึ้นในสำนักของพระองค์ ความพร้อมเพรียงแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้เป็นนาถะของโลก พระองค์ทรงแสดงดีแล้ว ข้าแต่พระมหามุนี อธิการเป็นอันมากของหม่อมฉันย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ขอพระองค์พึงทรงระลึกถึงกุศลกรรมเก่าของหม่อมฉันเถิดข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันสั่งสมบุญไว้เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันงดเว้นอนาจารในสถานที่ไม่ควร แม้ชีวิตก็ยอมสละเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ได้ ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉันเพื่อให้เป็นภรรยาผู้อื่นหลายพันโกฏิกัป ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันมิได้เสียใจในเรื่องนั้นเลย ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉันเพื่ออุปการะหลายพันโกฏิกัป เพื่อประโยชน์แก่พระองค์หม่อมฉันมิได้เสียใจในเรื่องนั้นเลย ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉันเพื่อประโยชน์เป็นอาหารหลายพันโกฏิกัป หม่อมฉันมิได้เสียใจในเรื่องนั้นเลย หม่อมฉันบริจาคชีวิตหลายพันโกฏิกัปประชุมชนจักทำการพ้นจากภัย ก็ยอมสละชีวิตของหม่อมฉันให้ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันย่อมไม่เคยหวงเครื่องประดับและผ้านานาชนิดซึ่งอยู่ที่ตัว และภัณฑะคือตัวหญิง เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระมหามุนิมหาวีรเจ้า ทรัพย์ ข้าวเปลือกปัจจัยเครื่องบริจาค บ้าน นิคม ไร่นา บุตร ธิดา ช้าง ม้า โค ทาสีภรรยา มากมายนับไม่ถ้วน พระองค์ทรงบริจาคแล้วเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ (พระองค์ตรัสบอกหม่อมฉันว่า) เราย่อมให้ทานกะพวกยาจก เมื่อเราให้ทานอันอุดม เราย่อมไม่เห็นหม่อมฉันเสียใจ ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันยอมรับทุกข์มากมายหลายอย่างจนนับไม่ถ้วนในสงสารเป็นอเนกเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระมหามุนีหม่อมฉันได้รับสุขย่อมอนุโมทนา และในคราวที่ได้รับทุกข์ก็ไม่เสียใจ เป็นผู้ยินดีแล้วในที่ทุกแห่งเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระมหามุนี พระสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโดยมรรคาอันสมควรเสวยสุขและทุกข์แล้ว ได้บรรลุซึ่งพระโพธิญาณ หม่อมฉันได้ร่วมมาเป็นอันมาก กับพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมผู้เป็นนายกของโลก เป็นเทพผู้ประเสริฐ พระองค์ก็ได้ร่วมมาเป็นอันมาก กับพระสัมพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ ผู้เป็นนาถะของโลก ข้าแต่พระมหามุนีอธิการของหม่อมฉันมีมากเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันเมื่อแสวงหาพุทธธรรมอยู่ก็ได้เป็นบริจาริกาผู้รับใช้ของพระองค์ ในสี่อสงไขยแสนกัป พระมหาวีรเจ้าพระนามว่าทีปังกร ผู้เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ประชาชนในปัจจันตประเทศ มีจิตใจยินดีนิมนต์พระตถาคตเจ้าแล้ว ช่วยกันแผ้วถางหนทางสำหรับเป็นที่เสด็จพระพุทธดำเนิน ณ กาลครั้งนั้น พระองค์เป็นพราหมณ์นามว่าสุเมธ ตกแต่งหนทางยาว เพื่อพระสุคตเจ้าผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวง หม่อมฉันมีสมภพในสกุลพราหมณ์ เป็นหญิงสาวมีนามว่าสุมิตตาเข้าไปสู่สมาคม ถือดอกบัวไป ๘ กำ เพื่อบูชาพระศาสดาแต่ได้ถวายพระองค์ผู้เป็นฤาษีอุดม ในท่ามกลางประชุมชน ครั้งนั้นหม่อมฉันได้เห็นพระองค์ประกอบสุภกิจอยู่นาน มีความกรุณา เมื่อฤาษีนั้นเดินเลยไปแล้วยังดึงใจหม่อมฉันให้นิยม จึงได้สำคัญว่าชีวิตของเรามีผล ครั้งนั้น หม่อมฉันเห็นความพยายามของพระองค์นั้นมีผลจึงได้ถวายดอกบัวแก่พระองค์ผู้เป็นฤาษี ด้วยบุญที่ทำมาก่อนแม้จิตของหม่อมฉันก็เลื่อมใสในพระสัมพุทธเจ้า หม่อมฉันยิ่งมีจิตเลื่อมใสในพระองค์ผู้เป็นฤาษีมีมนัสสูง มิได้เห็นสิ่งอื่นที่ควรถวายจึงได้ถวายดอกบัวแก่พระองค์ผู้เป็นฤาษีพร้อมด้วยกล่าวว่า ข้าแต่พระฤาษี ดอกบัว ๕ กำ จงมีแก่ท่าน ดอกบัว ๓ กำ จงมีแก่ดิฉันข้าแต่ท่านพระฤาษีดอกบัวเหล่านั้นจงมีเสมอกับด้วยท่านนั้น เพื่อประโยชน์แก่โพธิญาณของท่าน

จบภาณวารที่ ๔.

สุเมธฤาษีรับดอกบัว แล้วบูชาพระพุทธทีปังกร ผู้แสวงหาคุณธรรมใหญ่ มีบริวาร ยศมาก เสด็จดำเนินมาในท่ามกลางประชุมชน เพื่อประโยชน์แก่โพธิญาณ พระมหามุนีมหาวีรเจ้าทีปังกร ทอดพระเนตรเห็นสุเมธฤาษีผู้มีมนัสสูงแล้ว ทรงพยากรณ์ในท่ามกลางประชุมชนข้าแต่พระมหามุนีในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ พระมหามุนีทีปังกรทรงพยากรณ์กรรมของหม่อมฉันอันเป็นกรรมตรงว่า ดูกรฤาษีผู้ใหญ่ อุบาสิกาผู้นี้ จักเป็นผู้มีจิตเสมอกัน มีกุศลกรรมเสมอกันทำกุศลร่วมกัน เป็นที่รักของบุญกรรม เพื่อประโยชน์แก่ท่าน น่าดูน่าชม น่ารักยิ่ง น่าชอบใจ มีวาจาอ่อนหวาน จักเป็นธรรมทายาทผู้มีฤทธิ์ของท่าน อุบาสิกานี้ จักรักษากุศลธรรมทั้งหลายเหมือนพวกเจ้าของทรัพย์

รักษาทรัพย์ที่เก็บไว้เองในคลัง ฉะนั้น ประชาชนจะอนุเคราะห์ อุบาสิกาผู้ที่เป็นที่รักของท่านนั้น อุบาสิกานี้จักมีบารมีเต็ม จักละกิเลสได้ดังราชสีห์ละกรง แล้วจักบรรลุโพธิญาณในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์หม่อมฉันด้วยพระวาจาใด หม่อมฉันเมื่ออนุโมทนาพระวาจานั้น เป็นผู้ทำกรณียกิจอย่างนี้ หม่อมฉันยังจิตให้เลื่อมใสในกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น ได้เสวยผลในกำเนิดเทวดาและมนุษย์มากมาย ได้เสวยสุขและทุกข์ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในภพนี้ซึ่งเป็นภพหลังหม่อมฉันเกิดในศากยสกุล มีรูปสมบัติ มีโภคสมบัติ มียศ มีศีลสมบูรณ์ด้วยองคสมบัติทั้งปวง ได้รับสักการะอย่างยิ่งในสกุลทั้งหลาย

มีลาภ สรรเสริญและสักการะ พรั่งพร้อมไปด้วยโลกธรรมมีจิตไม่ประกอบด้วยทุกข์ ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ในกาลนั้นยโสธรานารีผู้มีเพียร แสดงอุปการะทั้งภายในพระราชฐานและแก่พวกเจ้าในพระนคร มีอุปการะทั้งในยามสุขและยามทุกข์ เป็นผู้บอกประโยชน์ให้และทำความอนุเคราะห์ หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแล้วแก่พระพุทธเจ้า ห้าร้อยโกฏิและพระพุทธเจ้าเก้าร้อยโกฏิ

ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์ทรงสดับอธิการเป็นอันมากของหม่อมฉัน หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไป แก่พระพุทธเจ้าร้อยสิบเอ็ดโกฏิ ซึ่งเป็นนายกผู้เลิศของโลกข้าแต่พระมหาราช ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระพุทธเจ้าร้อยยี่สิบโกฏิ และแก่พระพุทธเจ้าร้อยสามสิบโกฏิ ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระพุทธเจ้าร้อยสี่สิบโกฏิและแก่พระพุทธเจ้าร้อยห้าสิบโกฏิ ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไป แก่พระพุทธเจ้าร้อยหกสิบโกฏิ และแก่พระพุทธเจ้าร้อยเจ็ดสิบโกฏิ ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระพุทธเจ้าร้อยแปดสิบโกฏิ และแก่พระพุทธเจ้าร้อยเก้าสิบโกฏิ ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระพุทธเจ้าแสนโกฏิ ซึ่งเป็นนายกผู้ประเสริฐของโลก ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระพุทธเจ้าเก้าพันโกฏิ และแก่พระพุทธเจ้าอื่นอีกซึ่งเป็นนายกของโลก ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระพุทธเจ้าแสนโกฏิ และแก่พระพุทธเจ้าแปดสิบห้าโกฏิแก่พระพุทธเจ้าร้อยแปดสิบห้าโกฏิ แก่พระพุทธเจ้ายี่สิบเจ็ดโกฏิ ...

หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไป แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ปราศจากราคะ มีแปดโกฏิเป็นที่สุด ข้าแต่พระมหาราช ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน เป็นพระพุทธสาวกมาก นับไม่ถ้วน ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์จงทรงฟังอธิการเป็นอันมากของหม่อมฉัน แต่หม่อมฉัน หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแล้วแก่พระพุทธเจ้าผู้ทรงประพฤติธรรมทั้งหลายและพระอริยสงฆ์ผู้ประพฤติในสัทธรรม ในกาลทั้งปวง ด้วยประการอย่างนี้ บุคคลผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ควรประพฤติธรรมให้เป็นสุจริต ไม่ควรประพฤติธรรมให้เป็นทุจริต เพราะบุคคลผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

หม่อมฉันเบื่อหน่ายในสงสาร จึงออกบวชพร้อมด้วยบริวารชนพันหนึ่ง ครั้นบวชแล้วก็หมดกังวล ละอาคารสถานแล้วออกบวช ยังไม่ทันถึงครึ่งเดือนก็ได้บรรลุจตุราริยสัจคนเป็นอันมากนำจีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชปัจจัยเข้ามาถวาย เหมือนลูกคลื่นในทะเล ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว หม่อมฉันได้รับทุกขวิบัติมากอย่างและสุขสมบัติมากอย่างเช่นนี้ ถึงพร้อมแล้วซึ่งความเป็นผู้บริสุทธิ์สมบูรณ์ด้วยคุณทั้งปวง บุคคลผู้ถวายตนของตนแก่พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่บุญ ก็ย่อมพรั่งพร้อมไปด้วยสหาย ลุถึงนิพพานบทอันเป็นอสังขตะ กรรมทั้งปวงส่วนอดีตปัจจุบันและอนาคต ของหม่อมฉันหมดสิ้นไปแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันขอถวายบังคมพระยุคลบาท.

ทราบว่า ท่านพระยโสธราภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้เฉพาะพระพักตร์ผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้แล.

จบยโสธราเถริยาปทาน.

นวมํ ทสสหสฺสเถริยาปทานํ (๒๙)

อปทานแห่งพระเถรีหนึ่งหมื่นที่ ๙

ว่าด้วยบุพจริยาของพระเถรีหมื่นรูป

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กุณฑลเกสวรรค อปทานแห่งพระเถรีหนึ่งหมื่น (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

กปฺเป สตสหสฺเส จ จตุโร จ อสงฺขเย

ทีปงฺกโร นาม ชิโน อุปฺปชฺชิ โลกนายโก ฯ

ทีปงฺกโร มหาวีโร วิยากาสิ วินายโก

สุเมธญฺจ สุมิตฺตญฺจ สมานสุขทุกฺขตํ ฯ

สเทวกญฺจ ปสฺสนฺโต วิจรนฺโต สเทวกํ

เตสํ ปกิตฺตเน อเมฺห ๒ อุปคมฺม สมาคมํ ฯ

อมฺหํ สพฺพปติ โหติ ๑ อนาคตสมาคเม

สพฺพาว ตุยฺหํ ภริยา มนาปา ปิยวาทิกา ฯ

ทานํ สีลมยํ สพฺพํ ภาวนา ๒ จ สุภาวิตา

ทีฆรตฺตมิทํ ๓ สพฺพํ ปริจตฺตํ มหามุเน ฯ

คนฺธมาลํ วิเลปนํ ทีปญฺจ รตนามยํ

ยงฺกิญฺจิ ปตฺถิตํ สพฺพํ ปริจตฺตํ มหามุนิ ฯ

อญฺญํ วาปิ กตํ กมฺมํ ปริโภคญฺจ มานุสํ

ทีฆรตฺตํ หิ โน สพฺพํ ปริจตฺตํ มหามุเน ฯ

อเนกชาติสํสารํ พหุปุญฺญํ หิ โน กตํ

อิสฺสรํ อนุโภตฺวาน สํสริตฺวา ภวาภเว ฯ

ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต สกฺยปุตฺตนิเวสเน

นานากุลุปปนฺนาโย อจฺฉรา กามวณฺณินี ฯ

ลาภคฺเคน ยสํ ปตฺตา ปูชิตา สพฺพสกฺกตา

ลาภิโย อนฺนปานานํ สทา สมฺมานิตา มยํ ฯ

อคารํ ปชหิตฺวาน ปพฺพชิมฺหนคาริยํ

อฑฺฒมาเส อสมฺปตฺเต สพฺพา ปตฺตามฺห นิพฺพุตึ ฯ

ลาภิโย อนฺนปานานํ วตฺถเสนาสนานิ จ

อุเปนฺติ ปจฺจยา สพฺเพ สทา สกฺกตปูชิตา ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหราม อนาสวา ฯ

สฺวาคตํ วต โน อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ ยโสธรีปมุขานิ ทส ภิกฺขุนีสหสฺสานิ ภควโต สมฺมุขา

อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ทสสหสฺสเถรีนํ อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยา ฯ ๒ ยุ. อมฺห ฯ

๑ ม. โหหิ ฯ ยุ. สพฺพา ปตี โหนฺติ ฯ ๒ ยุ. ภาวนํ จ สุภาวิตํ ฯ

๓ ม. ทีฆรตฺตญฺจ โน ฯ ยุ. ทีฆรตฺตญฺจ มยํ ฯ

ฉบับหลวง

ในสื่อสงไขยแสนกัป พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลกพระนามว่าทีปังกร เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระพุทธทีปังกรมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ทรงพยากรณ์ว่า สุเมธบัณฑิตกับนางสุมิตตามีสุขและทุกข์ร่วมกัน เมื่อเสด็จเที่ยวทรงดูโลกกับทั้งเทวโลก เสด็จเข้ามาสู่สมาคมแห่งหม่อมฉันทั้งหลาย ในการทรงพยากรณ์สุเมธบัณฑิตและนางสุมิตตานั้นสุเมธบัณฑิตย่อมเป็นใหญ่กว่าชนทั้งปวงในสมาคมอนาคตแห่งหม่อมฉันทั้งหลาย ภรรยาทั้งหมด กล่าววาจาเป็นที่รักเป็นที่พอใจแห่งท่าน ข้าแต่พระมหามุนี ทานศีลทั้งปวงและภาวนาที่บำเพ็ญดีแล้ว ทานทั้งปวงนี้ คือ ของหอม ดอกไม้ เครื่องไล้ทา ประทีป และทานวัตถุอันสำเร็จด้วยรัตนะ หม่อมฉันทั้งหลายบริจาคแล้วตลอดกาลนาน

ข้าแต่พระมหามุนี ฐานะอย่างใดอย่างหนึ่ง หม่อมฉันทั้งหลายปรารถนาไว้แล้วทานทั้งปวงบริจาคแล้วข้าแต่พระมหามุนี กุศลกรรมอย่างอื่นและวัตถุเครื่องบริโภคเป็นของมนุษย์ หม่อมฉันทั้งหลายทำไว้แล้ว หม่อมฉันทั้งหลายบริจาคทานทั้งปวงในพระมหามุนีตลอดกาลนาน บุญเป็นอันมากหม่อมฉันทั้งหลายทำแล้วในสงสารมีชาติเป็นอเนก หม่อมฉันทั้งหลายได้เสวยความเป็นอิสระ ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ ในภพนี้ซึ่งเป็นภพหลัง หม่อมฉันเกิดแล้วในนิเวศน์แห่งพระศากยบุตรพวกสตรีเกิดแล้วในสกุลต่างๆ งดงามดังนางฟ้า มีวรรณะเป็นที่ชอบใจหม่อมฉันทั้งหลายมีลาภเป็นอย่างเลิศถึงยศแล้วได้รับบูชาสักการะแต่ชนทั้งปวง หม่อมฉันทั้งหลายได้อันนปานาหาร ประชุมชนนับถือเสมอไป ละอาคารสถานแล้วออกบวช ยังไม่ทันถึงครึ่งเดือนก็ได้ถึงแล้วซึ่งความดับทุกข์ทั้งหมดด้วยกัน หม่อมฉันทั้งหลายได้ข้าว น้ำ ผ้า เสนาสนะและสรรพปัจจัยที่พวกทายกทายิกานำเข้ามาสักการะบูชาเสมอไป หม่อมฉันทั้งหลายเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...

พระพุทธศาสนา หม่อมฉันทั้งหลายทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ภิกษุณีหนึ่งหมื่นมีพระยโสธราเถรีเป็นประธาน ได้กล่าวคาถาเหล่านี้เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้แล.

จบอปทานแห่งพระเถรีหนึ่งหมื่น.

ทสมํ อฏฺฐารสเถรีสหสฺสานมปทานํ (๓๐)

อปทานแห่งพระเถรีหนึ่งหมื่นแปดพันที่ ๑๐

ว่าด้วยบุพจริยาของพระเถรีหมื่นแปดพันรูป

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กุณฑลเกสวรรค อปทานแห่งพระเถรีหนึ่งหมื่นแปดพัน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

อฏฺฐารสสหสฺสานิ ภิกฺขุนี สากิยสมฺภวา

ยโสธรีปมุขานิ สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมม ฯ

อฏฺฐารสสหสฺสานิ ๑ สพฺพา โหนฺติ มหิทฺธิกา

วนฺทนฺติ มุนิโน ปาเท อาโรเจนฺติ ยถาพลํ ฯ

ชาติ ขีณา ชรา พฺยาธิ มรณญฺจ มหามุเน ๒

อนาสวํ ปทํ สนฺตํ อมตํ ยาม นายกํ ๓ ฯ

ขลิตญฺจ ปุเร อตฺถิ สพฺพาสมฺปิ มหามุนิ

อปราธํ ปชานนฺติ ขม อมฺหํ วินายก ฯ

อิทฺธิญฺจาปิ นิทสฺเสถ มม สาสนการิกา

ปริสานญฺจ สพฺพาสํ กงฺขํ ฉินฺทถ ยาวตา ฯ

ยโสธรา ๔ มหาวีร มนาปา ปิยทสฺสนา

สพฺพา ตุยฺหํ มหาวีร อคารสฺมึ ปชาปติ ฯ

ถีนํ สตสหสฺสานํ นวุตีนํ ฉฬุตฺตริ

อคาเร เต มยํ วีร ปาโมกฺขา สพฺพอิสฺสรา ฯ

รูปาจารคุณูเปตา โยพฺพนฏฺฐา ปิยํวทา

สพฺพาโย ๑ อปจายนฺติ ๒ เทวตา วิย มานุสา ฯ

อฏฺฐารสสหสฺสานิ สพฺพา สากิยสมฺภวา

ยโสธรี ๓ สหสฺสานิ ปาโมกฺขา อิสฺสรา ตทา ฯ

กามธาตุมติกฺกนฺตา ๔ สณฺฐิตา รูปธาตุยา

รูเปน สทิสา นตฺถิ สหสฺสานํ มหามุเน ๕ ฯ

สมฺพุทฺธํ อภิวาเทตฺวา อิทฺธึ เทเสสุ สตฺถุโน

เนกา นานาวิธาการา มหาอิทฺธีปิ ๖ ทสฺสยุํ ฯ

จกฺกวาฬสมํ กายํ สีสํ อุตฺตรโต กุรุ

อุโภ ปกฺขา ทุเว ทีปา ชมฺพูทีปํ สรีรโต ฯ

ทกฺขิณญฺจ สรํ ๗ ปิณฺฉํ นานาสาขา ตุ ปตฺตกา

จนฺทญฺจ สุริยญฺจกฺขี เมรุปพฺพตโต สิขํ ฯ

จกฺกวาฬคิรึ ตุณฺฑํ ชมฺพูรุกฺขํ สมูลกํ

วีชมานา ๘ อุปาคนฺตฺวา วนฺทนฺเต ๙ โลกนายกํ ฯ

หตฺถิวณฺณํ ตเถวสฺสํ ปพฺพตํ ชลชนฺตทา ๑๐

จนฺทญฺจ สุริยํ เมรุํ สกฺกวณฺณญฺจ ทสฺสยุํ ฯ

ยโสธรา ๑ มยํ วีร ปาเท วนฺทาม จกฺขุม

ตว จิรปฺปภาเวน ๒ นิปฺผนฺนา นรนายก ฯ

อิทฺธีสุ จ วสี โหม ทิพฺพาย โสตธาตุยา

เจโตปริยญาณสฺส วสี โหม มหามุเน ฯ

ปุพฺเพนิวาสํ ชานาม ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ

สพฺพาสวปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ

อตฺถธมฺมนิรุตฺตีสุ ปฏิภาเณ ตเถว จ

ญาณํ อมฺหํ มหาวีร อุปฺปนฺนํ ตว สนฺติเก ฯ

พุทฺธานํ ๓ โลกนาถานํ สงฺคมํ โน นิทสฺสิตํ

อธิการา พหู อเมฺห ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ

ยํ อมฺหํ ปุริมํ กมฺมํ กุสลํ สรเส มุเน

ตุยฺหตฺถาย มหาวีร ปุญฺญานุปจิตานิ ๔ โน ฯ

อภพฺพฏฺฐาเน วชฺเชตฺวา วารยิมฺห ๕ อนาจรํ

ตุยฺหตฺถาย มหาวีร สญฺจตฺตํ ๖ ชีวิตมฺปิ โน ฯ

เนกโกฏิสหสฺสานิ ภิริยตฺถายทาสิ โน

น ตตฺถ วิมนา โหม ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ

เนกโกฏิสหสฺสานิ อุปการายทาสิ โน

น ตตฺถ วิมนา โหม ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ

เนกโกฏิสหสฺสานิ โภชนตฺถายทาสิ โน

น ตตฺถ วิมนา โหม ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ

เนกโกฏิสหสฺสานิ ชีวิตานิ จชิมฺหเส ๑

ภยโมกฺขํ กริสฺสาม ชีวิตานิ จชิมฺหเส ๒ ฯ

องฺคคเต อลงฺกาเร วตฺเถ นานาวิเธ พหู

อิตฺถีภณฺเฑ น คุยฺหาม ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ

ธนธญฺญปริจฺจาคํ คามานิ นิคมานิ จ

เขตฺตํ ปุตฺตญฺจ ๓ ธีตญฺจ ปริจตฺตํ มหามุเน ฯ

หตฺถิอสฺสํ ๔ ควญฺจาปิ ทาสิโย ปริจาริกา

ตุยฺหตฺถาย มหาวีร ปริจตฺตํ อสงฺขยํ ฯ

ยํ อเมฺห ปฏิมนฺเตสิ ทานํ ทสฺสาม ยาจเก

วิมนํ โน น ปสฺสาม ททโต ทานมุตฺตมํ ฯ

นานาวิธํ พหุํ ทุกฺขํ สํสาเร จ พหุพฺพิเธ

ตุยฺหตฺถาย มหาวีร อนุภุตฺตํ ๕ อสงฺขยํ ฯ

สุขํ ปตฺตานุโมทาม น จ ทุกฺเขสุ ทุมฺมนา

สพฺพตฺถ ตุสิตา โหม ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ

อนุมคฺเคน สมฺพุทฺโธ ยํ ๖ ธมฺมํ อภินีหริ

อนุโภตฺวา สุขทุกฺขํ ปตฺโต โพธึ มหามุเน ฯ

พฺรหฺมเทวญฺจ สมฺพุทฺธํ โคตมํ โลกนายกํ

อญฺเญสํ โลกนาถานํ สงฺคมนฺเตหิ โน พหุ ๗ ฯ

อธิการํ พหุ อมฺหํ ๘ ตุยฺหตฺถาย มหามุเน

คเวสโต ๙ พุทฺธธมฺมํ ๑๐ มยนฺเต ปริจาริกา ฯ

กปฺเป จ สตสหสฺเส จตุโร จ อสงฺขเย

ทีปงฺกโร มหาวีโร อุปฺปชฺชิ โลกนายโก ฯ

ปจฺจนฺตเทสวิสเย นิมนฺเตตฺวา ตถาคตํ

ตสฺส อาคมนํ มคฺคํ โสเธนฺติ ตุฏฺฐมานสา ฯ

เตน กาเลน โส อาสิ สุเมโธ นาม พฺราหฺมโณ

มคฺคญฺจ ปฏิยาเทสิ อายโต สพฺพทสฺสิโน ฯ

เตน กาเลน อหุมฺห ๑ สพฺพา พฺราหฺมณสมฺภวา

ผลุกชาติปุปฺผานิ อาหริมฺห สมาคมํ ฯ

ตสฺมึ โส สมเย พุทฺโธ ทีปงฺกโร มหายโส

วิยากาสิ มหาวีโร อิสิมุคฺคตมานสํ ฯ

จลติ รวติ ปฐวี ๒ สงฺกมฺปติ สเทวเก

ตสฺส กมฺมํ ปกิตฺเตนฺโต อิสิมุคฺคตมานสํ ฯ

เทวกญฺญา มนุสฺสา จ มยญฺจาปิ ๓ สเทวกา

นานาปูชนิยํ ภณฺฑํ ปูชยิตฺวาน ปตฺถยุํ ฯ

เตสํ พุทฺโธ วิยากาสิ โชติทีปสนามโก

อชฺช เย ปตฺถิตา อตฺถิ เต ภวิสฺสนฺติ สมฺมุขา ฯ

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป ยํ โน พุทฺโธ วิยากริ

ตํ วาจํ อนุโมทนฺตี ๔ เอวํการี อหุมฺห โน ฯ

ตสฺส กมฺมสฺส สุกตสฺส ตตฺถ จิตฺตํ ปสาทยุํ

เทวมานุสกํ โยนึ อนุโภตฺวา อสงฺขยํ ฯ

สุขทุกฺเข อนุโภตฺวาน เทเวสุ มานุเสสุ จ

ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต ชาตามฺห สากิเย กุเล ฯ

รูปวตี โภควตี ยสสีลวตี ตโต

สพฺพงฺคสมฺปทา โหม กุเลสุ อติสกฺกตา ฯ

ลาภสิโลกสกฺการํ โลกธมฺมสมาคมํ

จิตฺตญฺจ ทุกฺขิตํ นตฺถิ วสาม อกุโตภยา ฯ

วุตฺตํ เหตํ ภควตา รญฺโญ อนฺเตปุเร ตทา

ขตฺติยานํ ปุเร ตาสํ ๑ อุปการญฺจ นิทฺทิสิ ฯ

อุปการา จ ยา นารี ยา จ นารี สุเข ทุกฺเข

อตฺถกฺขายี จ ยา นารี ยา จ นารีนุกมฺปิกา ฯ

ธมฺมญฺจเร สุจริตํ น ตํ ทุจฺจริตํ จเร

ธมฺมจารี สุขํ เสติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ ฯ

อคารํ ปชหิตฺวาน ๒ ปพฺพชิมฺหานคาริยํ

อฑฺฒมาเส อสมฺปตฺเต จตุสจฺจํ ผุสิมฺห โน ฯ

จีวรํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปจฺจยํ สยนาสนํ

อุปเนนฺติ พหู อเมฺห สาครสฺเสว อุมฺมิโย ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหราม อนาสวา ฯ

สฺวาคตํ วต โน อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

เอวํ พหุวิธํ ทุกฺขํ สมฺปตฺติญฺจ ๑ พหุพฺพิธํ

วิสุทฺธภาวํ สมฺปตฺตา ลภาม สพฺพสมฺปทา ฯ

ยา ททนฺติ สกตฺตานํ ปุญฺญตฺถาย มเหสิโน

สหายสมฺปทา โหนฺติ นิพฺพานํ ๒ ปทมสงฺขตํ ฯ

ปริกฺขีณํ อตีตญฺจ ปจฺจุปฺปนฺนํ อนาคตํ

สพฺพกมฺมํปิ ๓ โน ขีณํ ปาเท วนฺทาม จกฺขุมา ฯ

นิพฺพานาย วทนฺตีนํ กึ โว วกฺขาม อุตฺตรึ

สตฺตสงฺขตทาโส ๔ โย ปปฺโปถ อมตํปทนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ ยโสธราปมุขานิ อฏฺฐารส ภิกฺขุนีสหสฺสานิ ภควโต สมฺมุขา

อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

อฏฺฐารสเถรีสหสฺสานํ อปทานํ สมตฺตํ ฯ

อุทฺทานํ

กุณฺฑลา โคตมี เจว ธมฺมทินฺนา จ สกุลา

วรนนฺทา จ โสณา จ กาปิลานี ยโสธรา ฯ

ทสสหสฺสภิกฺขุนี อฏฺฐารสสหสฺสกา

สตานิ เจว จตฺตาริ อฏฺฐสตฺตติเมว จ ฯ

กุณฺฑลเกสวคฺโค ๕ ตติโย ฯ

_______________________

๑ โป. ยโสธราสหสฺสานิ ฯ ยุ. ยโสธรียสหสฺสานิ ฯ ๒ ม. ยุ. มหามุนิ ฯ

๓ ม. ยุ. นายก ฯ ๔ ยุ. ยโสธรี ฯ

๑ ม. ยุ. สพฺพา โน ฯ ๒ โป. อปสหนฺติ ฯ ๓ ม. ยโสธรา ฯ ยุ. ยโสวตี ฯ

๔ ม. ...มติกฺกมฺม ฯ ๕ ม. ยุ. มหามุนิ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๖ ยุ. มหาอิทฺธึ

วิทสฺสยุํ ฯ ๗ โป. สสิรญฺจ ฯ ๘ โป. ยุ. วีชมานํ ฯ ๙ ม. ยุ. วนฺทนฺตี ฯ

๑๐ ม. ชลธึ ตถา ฯ

๑ ยุ. ยโสวณฺณา ฯ ๒ ยุ. วีรปฺปภาเวน ฯ ๓ ม. ยุ. ปุพฺพานํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๔ โป. ปุญฺญํ อุปจิตํ มยา ฯ ๕ ยุ. ปาจยิมฺห อนาวรํ ฯ ๖ ม. ยุ. จตฺตานิ ชีวิตานิ

โน ฯ

๑-๒ ยุ. จชิมฺห โน ฯ ๓ ม. ปุตฺตา จ ชีตา จ ปริจตฺตา ... ฯ ๔ ม. หตฺถีอสฺสา

ควาจาปิ ฯ ๕ ยุ. ปริจตฺตํ ฯ ๖ ยุ. สทฺธมฺมํ ฯ ๗ ม. พหู ฯ ยุ. พหุํ ฯ

๘ ม. ยุ. อเมฺห ฯ ๙ ยุ. คเวสนฺตา ฯ ๑๐ ม. พุทฺธธมฺเม ฯ

๑ โป. อาสุมฺห ฯ ยุ. อาสิมฺห ฯ ๒ ม. ยุ. ปุถวี ฯ ๓ โป. อเมฺหวาปิ สเทวตา ฯ

ยุ. อเมฺหจาปิ ฯ ๔ โป. ยุ. อนุโมทนฺตา ฯ ม อนุโมเทนฺตา ฯ

๑ ม. ยุ. วีร ฯ ๒ ม. ยุ. วิชหิตฺวาน ฯ

๑ โป. ม. ยุ. สมฺปตฺตี จ พหุพิธา ฯ ๒ ม. นิพฺพานปทมสงฺขตํ ฯ ยุ.

นิพฺพานมตสงฺขตํ ฯ ๓ ยุ. สจฺจํ กมฺมํปิ ... ฯ ๔ ม. สตฺตสงฺคตโทสํ หิ ฯ ยุ.

สนฺตสงฺขตโทโส โย ฯ ๕ ม. กุณฺฑลเกสิวคฺโค ฯ

ฉบับหลวง

ภิกษุณีที่มีสมภพในศากิยสกุล ๑๘,๐๐๐ มีพระยโสธราเถรีเป็นประธาน เข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ภิกษุณีทั้ง ๑๘,๐๐๐ ล้วนแต่ผู้มีฤทธิ์ ถวายบังคมพระยุคบาทแห่งพระมุนี ได้กราบทูลตามกำลังว่าข้าแต่พระมหามุนีผู้นายก หม่อมฉันทั้งหลายมีชาติ ชรา พยาธิและมรณะสิ้นแล้ว ย่อมถึงอมตบทอันสงบไม่มีอาสวะ ข้าแต่พระมหามุนีผู้เป็นนายกชั้นพิเศษประชาชนย่อมรู้ความผิด คือ ความพลั้งพลาดที่มีในก่อนของหม่อมฉัน ทั้งปวง ขอพระองค์โปรดประทานโทษแก่หม่อมฉันทั้งหลายเถิด.

พระบรมศาสดาตรัสว่า

ท่านทั้งหลายเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของเรา จงแสดงฤทธิ์และตัดความสงสัยของบริษัททั้งมวลเถิดฯ

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระยโสธราเถรีผู้เป็นปชาบดีแห่งพระองค์เมื่อยังดำรงอยู่ในอคารวิสัย เป็นที่พอพระทัยน่ารัก น่าชมทุกอย่างเป็นหัวหน้าแห่งสตรี ๑๙๖,๐๐๐ ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรหม่อมฉันทั้งหลายนั้นเป็นอิสระกว่าสตรีทั้งสิ้น สมบูรณ์ด้วยรูปสมาบัติและอาจารสมบัติ ดำรงอยู่ในความเจริญ มีวาจาเป็นที่รักสตรีทั้งปวงย่อมเคารพเหมือนพวกมนุษย์เคารพเทวดา สตรีที่มีสมภพในศากิยวงศ์ ๑๘,๐๐๐ มีพระยโสธราเถรี เป็นประมุขเป็นใหญ่

ข้าแต่พระมหามุนี พระยโสธราเถรีล่วงกามธาตุ ดำรงอยู่ในรูปธาตุ สตรีหนึ่งพันมิได้มีคนไหนมีรูปเหมือนพระเถรีนั้น ท่านพระยโสธราเถรีจงถวายอภิวาทพระสัมพุทธเจ้าแสดงฤทธิ์ถวายเถิดภิกษุณีมีพระยโสธราเถรีเป็นต้นนั้นแสดงฤทธิ์ชนิดต่างๆ เป็นอันมาก แสดงกายเท่าภูเขาจักรวาล แสดงศีรษะเท่าอุตรกุรุทวีปแสดงแขนสองข้างเท่าทวีปทั้งสอง แสดงสรีระเป็นต้นหว้าประจำทวีป มีกิ่งด้านใต้มีลูกเป็นพวงกิ่งต่างๆ มีลูกดก แสดงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เป็นนัยน์ตา แสดงเขาสุเมรุเป็นกระหม่อม แสดงเขาจักรวาลเป็นหน้าเอาต้นหว้าพร้อมทั้งรากเดินพัดเข้ามาถวายบังคมพระโลกนายกแสดงเพศช้าง เพศม้า ภูเขา ทะเล ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ เขาสุเมรุและเพศท้าวสักกเทวราช

ข้าแต่พระวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ เป็นนายกของนรชน พระยโสธราเถรีและหม่อมฉันทั้งหลาย ขอถวายบังคมพระยุคลบาท เป็นผู้สำเร็จแล้วด้วยกุศลธรรมที่อบรมมานานเพื่อพระองค์ ข้าแต่พระมหามุนีหม่อมฉันทั้งหลายเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสตธาตุมีความชำนาญในเจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพจักษุอันหมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีกข้าแต่พระมหาวีรเจ้าหม่อมฉันทั้งหลายมีญาณในอรรถะ ธรรมะนิรุติและปฏิญาณเกิดขึ้นแล้วในสำนักของพระองค์ หม่อมฉันทั้งหลายแสดงความสมาคมแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้เป็นนาถะของโลกแต่ข้าพระมหามุนี อธิการเป็นอันมากของหม่อมฉันทั้งหลายย่อมเป็นประโยชน์แก่พระองค์ ขอพระองค์ทรงระลึกถึงกุศลกรรมเก่าของหม่อมฉันทั้งหลายเถิด

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าหม่อมฉันทั้งหลายสั่งสมบุญ ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์หม่อมฉันทั้งหลายงดเว้นอนาจารในสถานที่ไม่ควร แม้ชีวิตก็ยอมสละเพื่อประโยชน์พระองค์ ข้าแต่พระมหามุนีพระองค์ประทานหม่อมฉันทั้งหลายเพื่อต้องการให้เป็นภรรยาของผู้อื่นหลายพันโกฏิกัป ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันทั้งหลายมิได้เสียใจ ข้าแต่พระมหามุนีพระองค์ประทานหม่อมฉันทั้งหลายเพื่ออุปการะหลายพันโกฏิกับ เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันทั้งหลายมิได้เสียใจในเรื่องนี้เลยข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉันทั้งหลาย เพื่อประโยชน์เป็นอาหารหลายพันโกฏิกัป เพื่อประโยชน์แก่พระองค์หม่อมฉันทั้งหลาย มิได้เสียใจในเรื่องนี้เลยหม่อมฉันทั้งหลายยอมสละชีวิต ทำความพ้นภัยหลายพันโกฏิกัป

ข้าแต่พระมหามุนีหม่อมฉันทั้งหลายไม่เคยหวงเครื่องประดับ และผ้ามากชนิดซึ่งอยู่ที่ตัว และภัณฑะคือ ตัวหญิงเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระมหามุนีมหาวีรเจ้า ทรัพย์ ข้าวเปลือก ปัจจัยเครื่องบริจาค บ้านนิคม นา บุตร ธิดา ช้าง ม้า โค ทาสี ภรรยา มากนับไม่ถ้วน พระองค์ทรงบริจาคแล้ว เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ พระองค์ตรัสบอกหม่อมฉันทั้งหลายว่า เราทั้งหลายจักให้ทานกะพวกยาจกเมื่อเราให้ทานอันอุดมเราทั้งหลายก็ไม่เห็นความเสียใจกัน ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันทั้งหลายยอมรับทุกข์มากมายหลายอย่างนับไม่ถ้วน ในสงสารเป็นอเนก เพื่อประโยชน์แก่พระองค์หม่อมฉันทั้งหลายได้รับความสุข ย่อมอนุโมทนา และในคราวได้รับทุกข์ก็ไม่เสียใจ เป็นผู้ยินดีแล้วในที่ทุกแห่ง เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

ข้าแต่พระมหามุนี พระสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโดยมรรคาอันสมควรเสวยสุขทุกข์แล้ว ได้บรรลุซึ่งโพธิญาณ หม่อมฉันทั้งหลายได้ร่วมกับพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ผู้เป็นนายกของโลก เป็นเทพผู้ประเสริฐ มาเป็นอันมาก พระองค์ก็ได้ร่วมกับพระสัมพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ ผู้เป็นนาถะของโลกมาเป็นอันมากข้าแต่พระมหาวีรเจ้า อธิการของหม่อมฉันทั้งหลายมีมากเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ เมื่อพระองค์ทรงแสวงหาพุทธธรรมอยู่หม่อมฉันทั้งหลายก็ยอมเป็นบริจาริการับใช้พระองค์ ในสี่อสงไขย์แสนกัป พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร เป็นพระมหาวีระ เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ประชาชนในปัจจันตประเทศมีใจยินดี นิมนต์พระตถาคตเจ้าแล้ว ช่วยกันแผ้วถางหนทางเป็นที่เสด็จพระพุทธดำเนิน กาลครั้งนั้น

พระองค์เป็นพราหมณ์นามว่าสุเมธตกแต่งหนทางยาว เพื่อพระสุคตเจ้าผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงคราวนั้น หม่อมฉันทุกคนมีสมภพในสกุลพราหมณ์ ถือดอกบัวเป็นอันมากนำไปสู่สมาคม สมัยนั้น พระพุทธเจ้าทีปังกรผู้มีบริวารยศมาก เป็นพระมหาวีระทรงพยากรณ์สุเมธฤาษีผู้มีมนัสสูงเมื่อพระพุทธทีปังกรกำลังทรงประกาศกรรมของสุเมธฤาษีผู้มีมนัสสูงแผ่นดินหวั่นไหวสะเทื้อนสะท้านไปในโลกพร้อมทั้งเทวโลก พวกเทพกัญญา มนุษย์ และหม่อมฉันทั้งหลายกับทั้งเทวดา พากันบูชาพระองค์ผู้เป็นสุเมธฤาษีด้วยสิ่งของที่ควรบูชาต่างๆ แล้วก็ปรารถนา

พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ทรงพยากรณ์แก่เขาเหล่านั้นว่า ในวันนี้ ชนเหล่าใดมีความปรารถนา ชนเหล่านั้นจักมีในที่เฉพาะหน้าในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์หม่อมฉันทั้งหลาย ด้วยพระวาจาใดหม่อมฉันทั้งหลายเมื่ออนุโมทนาพระวาจานั้นเป็นผู้ทำกรณียกิจอย่างนี้ หม่อมฉันทั้งหลายยังจิตให้เลื่อมใสในกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น จึงได้เสวยสมบัติในกำเนิดเทวดาและมนุษย์นับไม่ถ้วน ครั้นได้เสวยสุขและทุกข์ในเทวดาและมนุษย์แล้ว ในภพนี้ซึ่งเป็นภพหลัง จึงมาเกิดในศากิยสกุล มีรูปสมบัติ โภคสมบัติ ยศและศีล สมบูรณ์ด้วยองค์สมบัติทั้งปวงได้รับสักการะอย่างยิ่งในสกุลทั้งหลาย มีลาภ

สรรเสริญและสักการะ พรั่งพร้อมไปด้วยโลกธรรม มีจิตไม่ประกอบด้วยทุกข์ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่าในกาลนั้น ยโสธรานารี แสดงอุปการะทั้งในภายในราชฐานและแก่พวกเจ้าในพระนคร มีอุปการะทั้งในยามสุขและในยามทุกข์ เป็นผู้บอกประโยชน์ให้และทำความอนุเคราะห์ ควรประพฤติธรรมให้เป็นสุจริตไม่ควรประพฤติธรรมให้เป็นทุจริต เพราะว่าบุคคลผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า หม่อมฉันทั้งหลายละอคารสถานออกบวช ยังไม่ทันถึงครึ่งเดือนก็บรรลุจตุราริยสัจคนเป็นอันมากนำจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชปัจจัยมาถวาย เหมือลูกคลื่นในทะเล หม่อมฉันทั้งหลายเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...

พระพุทธศาสนา หม่อมฉันทั้งหลายได้ทำเสร็จแล้ว หม่อม-ฉันทั้งหลายได้ทุกขวิบัติมากอย่าง และสุขสมบัติก็มากอย่างเช่นนี้ถึงพร้อมแล้ว ซึ่งความเป็นผู้บริสุทธิ์ สมบูรณ์ด้วยคุณทั้งปวง บุคคลผู้ถวายตนของตนแก่พระเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่บุญ ก็ย่อมพรั่งพร้อมไปด้วยสหาย ลุถึงนิพพานบทเป็นอสังขตะกรรมทั้งปวงส่วนอดีตปัจจุบันและอนาคตของหม่อมฉันทั้งหลายหมดสิ้นไปแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันทั้งหลายขอถวายบังคมพระยุคลบาท.

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

เมื่อเธอทั้งหลายบอกลาเพื่อจะนิพพาน เราจะกล่าวอะไรให้ยิ่งกะเธอทั้งหลายเล่า บุคคลที่เป็นทาสที่นับว่าสัตว์ก็ลุถึงอมตบทแล้ว.

ทราบว่า ภิกษุณีหนึ่งหมื่นแปดพันมีพระยโสธราเถรีเป็นหัวหน้า ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้แล ฯ

จบอปทานแห่งพระเถรีหนึ่งหมื่นแปดพัน.

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน ๒. กิสาโคตมีเถริยาปทาน ๓. ธรรมทินนาเถริยาปทาน๔. สกุลาเถริยาปทาน ๕. นันทาเถริยาปทาน ๖. โสณาเถริยาปทาน ๗. ภัททกาปิลานีเถริยาปทาน ๘. ยโสธราเถริยาปทาน ๙. ทสสหัสสเถริยาปทาน ๑๐. อัฏฐารสเถรีสหัสสานมาปทาน บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๔๗๘ คาถา.

จบกุณฑลเกสวรรคที่ ๓

จบ กุณฑลเกสวรรค