arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พุทธวงศ์

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑–๒๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๔/๑๕ ในขุททกนิกายมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

รตนจงฺกมนกณฺโฑ

พุทธวงศ์

รัตนะจงกรมกัณฑ์

ว่าด้วยพระพุทธองค์ทรงเนรมิตที่จงกรมแก้ว

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ รัตนะจงกรมกัณฑ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สมหฺปติ ๑

กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถ

สนฺตีธ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา

เทเสหิ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชนฺติ ฯ

๒ [ภควา โลกาธิปตี นรุตฺตโม

กตญฺชลีพฺรหฺมคเณหิ ยาจิโต

สนฺตีธ ธีราปฺปรชกฺขชาติกา

เทเสตุ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํ ฯ

เทเสตุ สุคโต ธมฺมํ เทเสตุ อมตํปทํ

โลกานมนุกมฺปาย ธมฺมํ เทเสตุ นายก] ฯ

สมฺปนฺนวิชฺชาจรณสฺส ตาทิโน

ชุตินฺธรสฺสนฺติมเทหธาริโน

ตถาคตสฺสปฺปฏิปุคฺคลสฺส

อุปฺปชฺชิ การุญฺญตา สพฺพสตฺเต ฯ

๑ [ตํ สุตฺวา ภควา สตฺถา อิทํ วจนมพฺรวิ]

อปารุตา เต อมตสฺส ทฺวารา

เย โสตวนฺโต ปมุญฺจนฺตุ สทฺธํ

วิหึสสญฺญี ปคุณํ น ภาสึ

ธมฺมํ ปณีตํ มนุเชสุ พฺรเหฺมติ ฯ

๒ [ภควา ตสฺมึ สมเย เวเนยฺยานํนุกมฺปโก

อชปาลนิโคฺรธทุมา ปายาสิ มุนิปุงฺคโว ฯ

อนุกฺกเมน คมเนน พาราณสิมุปาคมิ

ตสฺมึ หิ ปลฺลงฺกวเร นิสีทิ ภควา ตทา ฯ

ปญฺจนฺนํ วคฺคิยานญฺจ ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตยิ

ทุกฺขํ ทุกฺขสมุปฺปาทํ นิโรธํ มคฺคมุตฺตมํ ฯ

ปวตฺตยิ ตํ ภควา อิสี เต ปญฺจวคฺคิยา

อฏฺฐารสโกฏิ ตทา พฺรหฺมเทวคณา สห ฯ

ปฐมสฺมึ สนฺนิปาเต ธมฺมาภิสมยา ลภุ

โกณฺฑญฺโญ ภทฺทิโย วปฺโป มหานาโม จ อสฺสชิ ฯ

วินีตา เตน ปเรน สพฺเพปิ อนุปุพฺพโส

อฏฺฐารสโกฏิ ตทา พฺรหฺมเทวคณา สห ฯ

ปฐมสฺมึ สนฺนิปาเต โสตาปตฺติผลํ ตทา

อนุกฺกเมน คมเนน ราชคหมุปาคมิ ฯ

เวฬุวนมหาวิหาเร วิหาสิ มุนิปุงฺคโว

ตํ สุตฺวา พิมฺพิสาโร จ ภควนฺตมุปสงฺกมิ ฯ

เอกาทสนหุเตเนว ปริวารา มหา อหุ

ทีปคนฺธธูปมาลาทีนิ ภควนฺตมภิปูชยิ ฯ

ตสฺมึ สมาคเมเยว กามาทีนว เทสยิ

เทสนาปริโยสาเน ราชานมฺปมุขํ ตทา ฯ

จตุราสีติสหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย อหุ

ตํ สุตฺวาน ปิตา ราชา [๑] นว ทูตานิ เปสยิ ฯ

นวสหสฺสปริวาเรหิ ปพฺพชฺชํ ยาจเต มุนึ

นวสหสฺสปริวารา อรหตฺตมุปาคมม ฯ

กาฬุทายิ ปริโยสาเน ภิกฺขุเวสํ คเหตฺวา โส

สหสฺสปริวาเรหิ ภควนฺตํ นิมนฺตยิ ฯ

นิมนฺตมธิวาเสตฺวา มหามคฺคํ ปฏิปชฺชติ

วีสติสหสฺสภิกฺขูหิ ปายาสิ สกฺยปุงฺคโว ฯ

อนุกฺกเมน คมเนน กปิลวตฺถุมุปาคมิ

โรหิณิยา นทีตีเร ปาฏิหารมกาสิ โส ฯ

ตสฺมึ ปลฺลงฺกมชฺฌมฺหิ นิสีทิ สกฺยปุงฺคโว

มหาเวสฺสนฺตรธมฺมํ เทเสตฺวา ภควา ปิตุ

จตุราสีติสหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย อหุ] ฯ

น เหเต ๑ ชานนฺติ สเทวมนุสฺสา ๒

พุทฺโธ อยํ กีทิสโก นรุตฺตโม

อิทฺธิพลํ ปญฺญาพลญฺจ กีทิสํ

พุทฺธพลํ โลกหิตสฺส กีทิสํ ฯ

น เหเต ๓ ชานนฺติ สเทวมนุสฺสา ๔

พุทฺโธ อยํ อีทิสโก นรุตฺตโม

อิทฺธิพลํ ปญฺญาพลญฺจ อีทิสํ ๕

พุทฺธพลํ โลกหิตสฺส อีทิสํ ๖

หนฺทาหํ ทสฺสยิสฺสามิ พุทฺธพลํ อนุตฺตรํ

จงฺกมํ มาปยิสฺสามิ นเภ รตนมณฺฑิตํ ฯ

ภุมฺมา มหาราชิกา ตาวตึสา

ยามา จ เทวา ตุสิตา จ นิมฺมิตา

ปรนิมฺมิตา เยปิจ พฺรหฺมกายิกา

อานนฺทิตา วิปุลมกํสุ โฆสํ ฯ

โอภาสิตา จ ปฐวี สเทวกา

ปุถู จ โลกนฺตริกา อสํวุตา

ตโม จ ติพฺโพ วิหโต ตทา อหุ

ทิสฺวาน อจฺเฉรกปาฏิหีรํ ฯ

สเทวคนฺธพฺพมนุสฺสรกฺขเส

อาภา อุฬารา วิปุลา อชายถ

อิมสฺมึ โลเก ปรสฺมึ จูภเย

อโธปิ อุทฺธํ ติริยญฺจ วิตฺถตํ ฯ

สตฺตุตฺตโม อนธิวโร วินายโก

สตฺถา อหุ เทว มนุสฺส ปูชิโต

มหานุภาโว สต ปุญฺญ ลกฺขโณ

ทสฺเสสิ อจฺเฉรกปาฏิหีริยํ ฯ

๑ [ตสฺมึ สมาคเม สตฺถา อพฺภุคฺคนฺตฺวา นเภ ตเล

สิเนรุปพฺพตํ รมฺมํ จงฺกมํ มาปยี ชิโน ฯ

ทสสหสฺสิโลกธาตุเทวตา ชินสนฺติเก

ตถาคตํ นมสฺสิตฺวา พุทฺธปูชํ กรึสุ เต] ฯ

โส ยาจิโต เทววเรน จกฺขุมา

อตฺถํ สเมกฺขิตฺวา ตทา นรุตฺตโม

จงฺกมํ มาปยิ โลกนายโก

สุนิฏฺฐิตํ สพฺพรตนนิมฺมิตํ ฯ

อิทฺธิ จ อาเทสนานุสาสนี

ติปาฏิหีเร ภควา วสี อหุ

จงฺกมํ มาปยิ โลกนายโก

สุนิฏฺฐิตํ สพฺพรตนนิมฺมิตํ ฯ

ทสสหสฺสิโลกธาตุยา สิเนรุปพฺพตุตฺตเม ถมฺเภว

ทสฺเสสิ ปฏิปาฏิยา จงฺกเม รตนามเย ฯ

ทสสหสฺสํ ๑ อติกฺกมฺม จงฺกมํ มาปยี ชิโน

สพฺพโสวณฺณมยา ปสฺเส จงฺกเม รตนามเย ฯ

ตุลาสงฺฆาฏานุวตฺตา ๒ โสวณฺณผลกตฺถกา

เวทิกา สพฺพโสวณฺณา ทุภโต ปสฺเสสุ นิมฺมิตา ฯ

มณิมุตฺตาวาลุกากิณฺโณ นิมฺมิโต รตนามโย

โอภาเสติ ทิสา สพฺพา สตรํสีว อุคฺคโต ฯ

ตสฺมึ จงฺกมเน ธีโร ทฺวตฺตึสวรลกฺขโณ

วิโรจมาโน สมฺพุทฺโธ จงฺกเม จงฺกมี ชิโน ฯ

ทิพฺพํ มนฺทารวํ ปุปฺผํ ปทุมํ ปาริฉตฺตกํ

จงฺกมเน โอกิรนฺติ สพฺเพ เทวา สมาคตา ฯ

ปสฺสนฺติ ตํ เทวสงฺฆา ทสสหสฺสี สมาคตา

นมสฺสมานา นิปตนฺติ ตุฏฺฐหฏฺฐา ปโมทิตา ฯ

ตาวตึสา จ ยามา จ ตุสิตา จาปิ เทวตา

นิมฺมานรติโน เทวา เย เทวา วสวตฺติโน

อุทคฺคจิตฺตา สุมนา ปสฺสนฺติ โลกนายกํ ฯ

สเทวคนฺธพฺพมนุสฺสรกฺขสา

นาคา สุปณฺณา อถวาปิ กินฺนรา

ปสฺสนฺติ ตํ โลกหิตานุกมฺปกํ

นเภว อจฺจุคฺคตจนฺทมณฺฑลํ ฯ

อาภสฺสรา สุภกิณฺหา เวหปฺผลา อกนิฏฺฐา จ

สุสุทฺธสุกฺก วตฺถวสนา ติฏฺฐนฺติ ปญฺชลีกตา ฯ

มุญฺจนฺติ ปุปฺผํ ปน ปญฺจวณฺณิกํ

มนฺทารวํ ๑ จนฺทนจุณฺณมิสฺสกํ ๒

ภมนฺติ เจลานิ จ อมฺพเร ตทา

อโห ชิโน โลกหิตานุกมฺปโก ฯ

ตุวํ สตฺถา จ เกตุ จ ธโช ยูโป จ ปาณินํ

ปรายโน ปติฏฺฐา จ ทีโป จ ทิปทุตฺตโม ฯ

ทสสหสฺสิโลกธาตุยา เทวตาโย มหิทฺธิกา

ปริวาเรตฺวา นมสฺสนฺติ ตุฏฺฐหฏฺฐา ปโมทิตา ฯ

เทวตา เทวกญฺญา จ ปสนฺนา ตุฏฺฐมานสา

ปญฺจวณฺณิกปุปฺเผหิ ปูชยนฺติ นราสภํ ฯ

ปสฺสนฺติ ตํ เทวสงฺฆา ปสนฺนา ตุฏฺฐมานสา

ปญฺจวณฺณิกปุปฺเผหิ ปูชยนฺติ นราสภํ ฯ

อโห อจฺฉริยํ โลเก อพฺภูตํ โลมหํสนํ

น เมทิสํ ภูตปุพฺพํ อจฺเฉรํ โลมหํสนํ ฯ

สกสกมฺหิ ภวเน นิสีทิตฺวาน เทวตา

หสนฺติ ตา มหาหสิตํ ทิสฺวานจฺเฉรกํ นเภ ฯ

อากาสฏฺฐา จ ภุมฺมฏฺฐา ติโณสธินิวาสิโน ๓

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ตุฏฺฐหฏฺฐา ปโมทิตา ฯ

เยปิ ทีฆายุกา นาคา ปุญฺญวนฺโต มหิทฺธิกา

ปโมทิตา นมสฺสนฺติ ปูชยนฺติ นรุตฺตมํ ฯ

สงฺคีติโย ปวตฺตนฺติ อมฺพเร อนิลญฺชเส

จมฺมนทฺธานิ วาเทนฺติ ทิสฺวานจฺเฉรกํ นเภ ฯ

สงฺขา จ ปณวา เจว อโถปิ เทณฺฑิมา พหู

อนฺตลิกฺขสฺมึ วชฺชยนฺติ ทิสฺวานจฺเฉรกํ นเภ ฯ

อพฺภูโต วต โน อชฺช อุปฺปชฺชิ โลมหํสโน

ธุวมตฺถสิทฺธึ ลภาม ขโณ โน ปฏิปาฏิโต ฯ

พุทฺโธติ เตสํ สุตฺวาน ปีติ อุปฺปชฺชิ ตาวเท

พุทฺโธ พุทฺโธติ กถยนฺตา ติฏฺฐนฺติ ปญฺชลีกตา ฯ

หิงฺการํ ๑ สาธุการญฺจ อุกฺกุฏฺฐิสมฺปนาทนํ ๒

ปชา จ วิวิธา คคเน วตฺตนฺติ ปญฺชลีกตา ฯ

คายนฺติ เสเฬนฺติ จ วาทยนฺติ จ

ภุชานิปฺโผเฏนฺติ ๓ จ นจฺจยนฺติ จ

มุญฺจนฺติ ปุปฺผํ ปน ปญฺจวณฺณิกํ

มนฺทารวํ จนฺทนจุณฺณมิสฺสกํ ฯ

ยถา ตุยฺหํ มหาวีร ปาเทสุ จกฺกลกฺขณํ

ธชํ วชิรปฏากํ วฑฺฒมานงฺกุสาปิตํ ฯ

รูเป สีเล สมาธิมฺหิ ปญฺญาย จ อสาทิโส

วิมุตฺติยา อสมสโม ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตเน ฯ

ทสนาคพลํ กาเย ตุยฺหํ ปากติกํ พลํ

อิทฺธิพเลน อสโม ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตเน ฯ

เอวํ สพฺพคุณูเปตํ สพฺพงฺค สมุปาคตํ

มหามุนึ การุณิกํ โลกนาถํ นมสฺสถ ฯ

อภิวาทนํ โถมนญฺจ วนฺทนญฺจ ปสํสนํ

นมสฺสนญฺจ ปูชญฺจ สพฺพํ อรหสี ตุวํ ฯ

เย เกจิ โลเก วนฺทเนยฺยา วนฺทนํ อรหนฺติ เย

สพฺพเสฏฺโฐ มหาวีร สทิโส เต น วิชฺชติ ฯ

สารีปุตฺโต มหาปญฺโญ สมาธิชฺฌานโกวิโท

คิชฺฌกูเฏ ฐิโตเยว ปสฺสติ โลกนายกํ ฯ

สุผุลฺลํ สาลราชํว จนฺทํว คคเน ยถา

มชฺฌนฺติเกว สุริยํ โอโลเกติ นราสภํ ฯ

ชลนฺตํ ทีปรุกฺขํว ตรุณสุริยํว อุคฺคตํ

พฺยามปฺปภานุรญฺชิตํ ปสฺสติ โลกนายกํ ฯ

ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุสตานํ กตกิจฺจาน ตาทินํ

ขีณาสวานํ วิมลานํ ขเณน สนฺนิปาตยิ ฯ

โลกปฺปสาทนํ นาม ปาฏิหีรํ นิทสฺสยิ

อเมฺหปิ ตตฺถ คนฺตฺวาน วนฺทิสฺสาม มยํ ชินํ ฯ

เอถ สพฺเพ คมิสฺสาม ปุจฺฉิสฺสาม มยํ ชินํ

กงฺขํ วิโนทยิสฺสาม ปสฺสิตฺวา โลกนายกํ ฯ

สาธูติ เต ปฏิสฺสุตฺวา นิปกา สํวุตินฺทฺริยา

ปตฺตจีวรมาทาย ตรมานา อุปาคมม ฯ

ขีณาสเวหิ วิมเลหิ ทนฺเตหิ อุตฺตเม ทเม

สารีปุตฺโต มหาปญฺโญ อิทฺธิยา อุปสงฺกมิ ฯ

เตหิ ภิกฺขูหิ ปริวุโต สารีปุตฺโต มหาคณี

ลิฬนฺโต ๑ เทโวว คคเน อิทฺธิยา อุปสงฺกมิ ฯ

อุกฺกาสิตญฺจ ขิปิตญฺจ อชฺฌุเปกฺขิตฺวาน สุพฺพตา

สคารวา สปฺปติสฺสา สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมม ฯ

อุปสงฺกมิตฺวา ปสฺสนฺติ สยมฺภุํ โลกนายกํ

นเภ อจฺจุคฺคตํ วีรํ จนฺทํว คคเน ยถา ฯ

ชลนฺตํ ทีปรุกฺขํว วิชฺชุว คคเน ยถา

มชฺฌนฺติเกว สุริยํ ปสฺสนฺติ โลกนายกํ ฯ

ปญฺจภิกฺขุสตา สพฺเพ ปสฺสนฺติ โลกนายกํ

รหทมิว วิปฺปสนฺนํ สุผุลฺลํ ปทุมํ ยถา ฯ

อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน ตุฏฺฐหฏฺฐา ปโมทิตา

นมสฺสมานา นิปตนฺติ สตฺถุโน จกฺกลกฺขเณ ฯ

สารีปุตฺโต มหาปญฺโญ โกรณฺฑสมสาทิโส

สมาธิชฺฌานกุสโล วนฺทติ โลกนายกํ ฯ

คชฺชิโต กาลเมโฆว นีลุปฺปลสมสาทิโส

อิทฺธิพเลน อสโม โมคฺคลฺลาโน มหิทฺธิโก ฯ

มหากสฺสปเถโรปิ อุคฺคตกนกสนฺนิโภ

ธูตคุเณ อคฺคนิกฺขิตฺโต โถมิโต สตฺถุวณฺณิโต ฯ

ทิพฺพจกฺขูน โย อคฺโค อนุรุทฺโธ มหาคณี

ญาติเสฏฺโฐ ภควโต อวิทูเรว ติฏฺฐติ ฯ

อาปตฺติอนาปตฺติยา สเตกิจฺฉาย โกวิโท

วินเย อคฺคนิกฺขิตฺโต อุปาลิ สตฺถุวณฺณิโต ฯ

สุขุมนิปุณตฺถปฏิวิทฺโธ กถิกานํ ปวโร คณี

อิสิ มนฺตานิยา ปุตฺโต ปุณฺโณ นามาติ วิสฺสุโต ฯ

เอเตสํ จิตฺตมญฺญาย โอปมฺมกุสโล มุนิ

กงฺขจฺเฉโท มหาวีโร กเถสิ อตฺตโน คุณํ ฯ

จตฺตาโร เต อสงฺเขยฺยา โกฏิ เยสํ น นายติ

สตฺตกาโย จ อากาโส จกฺกวาฬา อนนฺตกา

พุทฺธญาณํ อปฺปเมยฺยํ น สกฺกา เอเต วิชานิตุํ ฯ

กิเมตํ อจฺฉริยํ โลเก ยํ เม อิทฺธิวิกุพฺพนํ

อญฺเญ พหู อจฺฉริยา อพฺภูตา โลมหํสนา ฯ

ยทาหํ ตุสิเต กาเย สนฺตุสิโต นามหํ ตทา

ทสสหสฺสี สมาคมฺม ยาจนฺติ อญฺชลี มมํ ฯ

กาโลยํ เต มหาวีร อุปฺปชฺช มาตุกุจฺฉิยํ

สเทวกํ ตารยนฺโต พุชฺฌสฺสุ อมตํปทํ ฯ

ตุสิตา กายา จวิตฺวาน ยทา โอกฺกมิ กุจฺฉิยํ

ทสสหสฺสี โลกธาตุ กมฺปติ ๑ ธรณี ตทา ฯ

ยทาหํ มาตุกุจฺฉิโต สมฺปชาโนว นิกฺขมึ

สาธุการํ ปวตฺตนฺติ ทสสหสฺสี ปกมฺปถ ฯ

โอกฺกนฺติ เม สโม นตฺถิ ชาติโต อภินิกฺขเม

สมฺโพธิยํ อหํ เสฏฺโฐ ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตเน ฯ๚

อโห อจฺฉริยํ โลเก พุทฺธานํ คุณมหนฺตตา

ทสสหสฺสี โลกธาตุ ฉปฺปการํ ปกมฺปถ

โอภาโส จ มหา อาสิ อจฺเฉรํ โลมหํสนํ ฯ

ภควา จ ตมฺหิ สมเย โลกเชฏฺโฐ นราสโภ

สเทวกํ ทสฺสยนฺโต อิทฺธิยา จงฺกมี ชิโน ฯ

จงฺกเม จงฺกมนฺโตว กเถสิ โลกนายโก

อนฺตรา น นิวตฺเตติ จตุหตฺเถ จงฺกเม ยถา ฯ

สารีปุตฺโต มหาปญฺโญ สมาธิชฺฌานโกวิโท

ปญฺญาย ปารมิปฺปตฺโต ปุจฺฉติ โลกนายกํ ฯ

กีทิโส เต มหาวีร อภินีหาโร นรุตฺตม

กิมฺหิ กาเล ตยา วีร ปตฺถิตา โพธิมุตฺตมา ฯ

ทานํ สีลญฺจ เนกฺขมฺมํ ปญฺญาวิริยญฺจ กีทิสํ

ขนฺติสจฺจมธิฏฺฐานํ เมตฺตูเปกฺขา จ กีทิสา ฯ

ทสปารมี มหาวีร กีทิสา โลกนายก

กถํ อุปปารมี ปุณฺณา ปรมตฺถปารมี กถํ ฯ

๑ [กติกมฺมอธิฏฺฐาย อธิปติ จ กีทิสา

กีทิสา ปารมี โหนฺติ ธีรา โลกสฺมิ กีทิสา ฯ

เมตฺตา กรุณา มุทิตา อุเปกฺขา จาปิ กีทิสา

กีทิสํ พุทฺธธมฺมานํ เกวลํ ปริปูรย]

ตสฺส ปุฏฺโฐ วิยากาสิ กรวีกมธุรคิโร

นิพฺพาปยนฺโต หทยํ หาสยนฺโต สเทวกํ ฯ

อตีตพุทฺธาน ชินาน เทสิตํ

นิกีฬิตํ พุทฺธปรมฺปราคตํ

ปุพฺเพ นิวาสานุคตาย พุทฺธิยา

ปกาสยี โลกหิตํ สเทวเก ฯ

ปีติปาโมชฺชชนนํ โสกสลฺลวิโนทนํ

สพฺพสมฺปตฺติปฏิลาภํ จิตฺตํ กตฺวา สุณาถ เม ฯ

มทนิมฺมทนํ โสกนุทํ สํสารปริโมจนํ

สพฺพทุกฺขกฺขยํ มคฺคํ สกฺกจฺจํ ปฏิปชฺชถาติ ฯ

รตนจงฺกมนกณฺโฑ นิฏฺฐิโต ฯ

๑ ม. สหมฺปตี ฯ ๒ ม. ยุ. อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ

๑-๒ ม. ยุ. อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ

๑ โป. ภควนฺตํ นิมนฺตยิ ฯ

๑-๓ ย. น โภ เต ฯ ๒-๔ ม. ยุ. สเทวมานุสา ฯ ๕-๖ ม. ยุ. เอทิสํ ฯ

๑ ม. ยุ. อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ

๑ ม. ยุ. ... ทสสหสฺสี ฯ ๒ ม. ยุ. ... นุวคฺคา ฯ

๑ ยุ. มนฺทาวรํ ฯ ๒ ม. ยุ. ..มิสฺสิตํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๓ ม. ยุ. ติณปนฺถนิวาสิโน ฯ

๑ ม. หิงฺการา ฯ ยุ. ภิงฺการํ ฯ ๒ ม. .. สมฺปหํสนํ ฯ ยุ. .. สมฺปสาทนํ ฯ

๓ ม. ยุ. โปเฐนฺติ ฯ

๑ ม. ยุ. ลฬนฺโต ฯ

๑ ม. ยุ. กมฺปิตฺถ ฯ

๑ ม. ยุ. อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

ก็ท้าวสหัมบดีพรหมผู้เป็นใหญ่ในโลกได้ประนมอัญชลีทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคว่า สัตว์ทั้งหลายผู้มีกิเลสธุลีในนัยน์ตาน้อย มีอยู่ในโลกนี้ ขอพระองค์ได้ทรงโปรดอนุเคราะห์แสดงธรรมแก่หมู่สัตว์นี้เถิด (พระผู้มี

พระภาคผู้เป็นใหญ่กว่าโลกอุดมกว่านรชน อันหมู่พรหมผู้ประนมอัญชลีทูลอาราธนาว่า สัตว์ทั้งหลายผู้มีกิเลสธุลีในนัยน์ตาน้อยมีอยู่ในโลกนี้ ขอพระองค์ได้ทรงโปรดอนุเคราะห์แสดงธรรมแก่หมู่สัตว์นี้ ขอพระสุคตเจ้าทรงโปรดแสดงธรรม ขอทรงแสดงอมตบท ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนายกขอจงทรงโปรดอนุเคราะห์แสดงธรรมแก่สัตว์โลก) พระตถาคผู้ไม่มีบุคคลเปรียบเสมอ ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ผู้คงที่ ผู้ทรงความรุ่งเรือง ทรงไว้ซึ่งพระกายครั้งสุดท้าย ทรงเกิดความกรุณาในสัตว์ทั้งปวง

พระผู้มีพระภาคผู้ศาสดา ได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว ได้ตรัสว่า สัตว์เหล่าใดเงี่ยโสตลงฟัง ปล่อยศรัทธาเราจะเปิดประตูอมตนิพพานแก่สัตว์เหล่านั้น ดูกรพรหม เราสำคัญไปว่าจะลำบากเปล่า จึงไม่กล่าวธรรมมีคุณอัน

ละเอียดประณีตในหมู่มนุษย์.

(สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐกว่ามุนีจะทรงอนุเคราะห์เวไนยสัตว์ เสด็จจากไม้อัชปาลนิโครธ เสด็จถึงพระนครพาราณสีโดยเสด็จดำเนินไปตามลำดับ ก็ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคประทับบนบัลลังก์อันประเสริฐนั้น และทรงประกาศธรรมจักร คือ ทุกข์เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ มรรคอันสูงสุดแก่ปัญจวัคคีย์ พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรนั้นแล้ว ฤาษีปัญจวัคคีย์เหล่านั้นคือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ พร้อมด้วยหมู่เทวดาและพรหม ๑๘ โกฏิ ได้ธรรมาภิสมัยในสันติบาตครั้งแรก ในกาลนั้น

พระองค์ทรงแนะนำปัญจวัคคีย์แม้ทั้งหมดพร้อมด้วยหมู่พรหมและเทวดา ๑๘ โกฏิ ให้วิเศษตามลำดับ ด้วยพระธรรมเทศนาอย่างอื่น ทรงยังหมู่พรหมและเทวดาให้ได้โสดาปัตติผลในสันติบาตนั้น แล้วเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ โดยเสด็จดำเนินไปตามลำดับ พระองค์ผู้ประเสริฐกว่ามุนี ประทับอยู่ ณพระเวฬุวันมหาวิหาร ก็พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงสดับดังนั้น ได้เสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค มีบริวารเป็นอันมากประมาณ๑๑ นหุตพระเจ้าพิมพิสารทรงบูชาพระผู้มีพระภาค ด้วยประทีป ของหอมธูปและดอกไม้เป็นต้น ในสมาคมนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงกามาทีนวกถา ในเวลาจบเทศนา

ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์๘๔,๐๐๐ มีพระราชาเป็นประมุขพระพุทธบิดาได้ทรงสดับข่าวนั้นทรงส่งทูตไป ๙ นายทูตเหล่านั้นพร้อมด้วยบริวาร ๙,๐๐๐ ทูลขอบรรพชากะพระมุนี ทูตเหล่านั้นและบริวาร ๙,๐๐๐ ได้บรรลุอรหัตครั้งสุดท้ายกาฬุทายีอำมาตย์กับบริวาร ๑,๐๐๐ ถือเพศภิกษุแล้วกราบทูลเชิญพระผู้มีพระภาค พระศากยมุนีผู้ประเสริฐ ทรงรับนิมนต์แล้ว เสด็จดำเนินไปตามทางใหญ่ เสด็จไปพร้อมด้วยภิกษุสองหมื่น พระองค์เสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์โดยการเสด็จดำเนินไปตามลำดับ ได้ทรงกระทำปาฏิหาริย์ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำโรหิณี ประทับนั่งณ ท่ามกลางบัลลังก์นั้น ทรงแสดงมหาเวสสันตรชาดกธรรมเทศนาแก่พระพุทธบิดา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ ๘๔,๐๐๐).

พระผู้มีพระภาคทรงพระดำริว่า

พรหมเหล่านี้ พร้อมด้วยเทวดาและมนุษย์ไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่านรชนนี้เป็นเช่นไร ทรงมีกำลังฤทธิ์และกำลังปัญญาเช่นไร ทรงมีกำลังพุทธเจ้าอันเป็น

ประโยชน์แก่โลกเช่นไร พรหมเหล่านี้พร้อมด้วยเทวดาและมนุษย์ไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่านรชนนี้เป็นเช่นนี้ทรงมีกำลังฤทธิ์และกำลังปัญญาเช่นนี้ทรงมีกำลัง

พระพุทธเจ้าอันเป็นประโยชน์แก่โลกเช่นนี้.

เอาละ เราจักแสดงกำลังพระพุทธเจ้าอันยอดเยี่ยม เราจักนิรมิตที่จงกรมอันประดับด้วยรัตนะในนภากาศ.

ภุมมเทวดา เทวดาชั้นมหาราชิกา ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามาชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิมมิตสวัตดี และ

เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ต่างก็ยินดี ได้พากัน

ส่งเสียงอื้ออึง แผ่นดินพร้อมด้วยเทวโลกสว่างไสวที่อันมีในระหว่างโลกอันหนาแน่นไม่มีอะไรปิด และความมืดทึบได้หายไป ในกาลนั้น พรหมพร้อมทั้งเทวดาคนธรรพ์มนุษย์และรากษส ได้เห็นปาฏิหาริย์อันอัศจรรย์แล้ว กล่าวว่ารัศมีอันสว่างจ้า ได้เกิดขึ้นแล้วในโลกนี้และในโลกอื่น ทั้งเบื้องล่างเบื้องบน และเบื้องขวางส่วนกว้าง พระศาสดาผู้อุดมกว่าสัตว์ไม่มีใครประเสริฐยิ่งไปกว่า เป็นนายกชั้นพิเศษ อันเทวดาและมนุษย์บูชาทรงมีอานุภาพมาก มีลักษณะบุญนับด้วยร้อย ทรงแสดงปาฏิหาริย์อันน่าอัศจรรย์ ฯ

(ในสมาคมนั้น พระศาสดาผู้พิชิตมารเสด็จเหาะขึ้นในนภาดลแล้วทรงนิรมิตขุนเขาสิเนรุให้เป็นที่จงกรมอันน่ารื่นรมย์ ทวยเทพในหมื่นโลกธาตุ มาประชุมกันในสำนักพระพิชิตมารถวายนมัสการพระตถาคตแล้ว กระทำพุทธบูชา)

ในกาลนั้น พระศาสดาผู้มีพระจักษุอุดมกว่านรชน เป็นนายกของโลกอันท้าวสหัมบดี ผู้ประเสริฐกว่าเทวดาทูลอาราธนาแล้ว ทรงพิจารณาเห็นประโยชน์ดีแล้ว จึงทรงนิรมิตที่จงกรมเรียบร้อยสวยงามประดับด้วยรัตนะทั่วไป พระผู้มีพระภาคผู้เป็นนายกของโลก ทรงมีความชำนาญในปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง คือ อิทธิปาฏิหาริย์

อาเทศนาปาฏิหาริย์ และอนุศาสนีปาฏิหาริย์ ทรงนิรมิตที่จงกรมเรียบร้อยสวยงามประดับด้วยรัตนะทั่วไป

ทรงแสดงขุนเขาสิเนรุอันสูงสุดในหมื่นโลกธาตุ เป็นเสาเรียงตามลำดับ ในที่จงกรมอันสำเร็จด้วยรัตนะ พระพิชิตมารทรงนิรมิตที่จงกรมเกินกว่าพันที่ ล้วนแต่สำเร็จด้วยทองคำไว้รอบข้างรัตนะจงกรม ทรงนิรมิตแผ่นกระดานทองคำติดอยู่ตามขื่อและเต้า ทรงนิรมิตไพรทีล้วนแต่ทองคำไว้ที่ข้างทั้งสอง รัตนะจงกรมที่ทรงนิรมิตเกลื่อนไปด้วยแก้วมณีแก้วมุกดาและทรายสว่างไสวไปทั่วทิศเหมือนพระอาทิตย์อุทัย ฉะนั้น พระชินสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนักปราชญ์ มีลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ทรงเปล่งพระรัศมีรุ่งเรือง เสด็จจงกรมอยู่บนรัตนะจงกรมนั้น ทวยเทพทั้งปวงที่มาประชุมกันต่างก็โปรยปรายดอกมณฑารพ ดอกปทุม ดอกปาริชาตก์ทิพย์ลงในที่จงกรม หมู่เทพในหมื่นจักรวาลได้เห็นเช่นนั้นจึงมาประชุมกันต่างก็ยินดีร่าเริง เบิกบานใจหมอบลงถวายนมัสการ ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดีและชั้นปรนิมมิตวสวัตดีได้เห็นพระศาสดาผู้เป็นนายกของโลก ต่างก็มีจิตเบิกบานโสมนัส.

พวกนาค ครุฑ หรือแม้กินนร พร้อมด้วยเทวดาคนธรรพ์มนุษย์และรากษส ต่างก็ได้เห็นพระศาสดาผู้ทรงเกื้อกูลอนุเคราะห์โลก เหมือนดวงจันทร์ที่ขึ้นไปในนภากาศฉะนั้น.

อาภัสสรพรหม สุภกิณหพรหม เวหัปผลพรหมและอกนิฏฐพรหมต่างก็นุ่งผ้าขาวล้วนๆ ยืนประนมอัญชลี.

ต่างก็โปรยดอกมณฑารพ ๕ สี อันเจือด้วยกระแจะจันทน์และพากันโบกผ้าอยู่ในอัมพรในกาลนั้นต่างก็เปล่งเสียงว่า โอ พระพิชิตมารทรงเกื้อกูลอนุเคราะห์โลก.

พระองค์ผู้อุดมกว่าสัตว์ เป็นศาสดา เป็นยอด เป็นธง เป็นหลักไชยเป็นที่พึ่งอาศัย และเป็นประทีปของสัตว์ทั้งหลาย ทวยเทพผู้มีฤทธิ์มากในหมื่นโลกธาตุ ต่างก็ยินดีร่าเริง เบิกบานใจ พากันแวดล้อมถวายนมัสการ เทพบุตรและเทพกัญญา ต่างก็เลื่อมใสมีใจยินดีพากันบูชาพระนราสภด้วยดอกไม้ ๕ สี หมู่เทพเจ้าได้เห็นพระศาสดา ต่างก็เลื่อมใสมีใจยินดีพากันบูชาพระนราสภด้วยดอกไม้ ๕ สี เปล่งเสียงว่า ความอัศจรรย์ โอ ขนพองสยองเกล้าไม่เคยมีในโลก ความอัศจรรย์ขนพองสยองเกล้าเช่นนี้ ไม่เคยเป็นเทพเจ้าเหล่านี้ อยู่ในภพของตนๆ ได้เห็นความอัศจรรย์ในนภากาศแล้ว พากันร่าเริงเป็นอันมาก เทพเจ้าที่อยู่ในนภากาศ

พื้นดินป่าหญ้าและที่ประจำดวงดาว ต่างก็ยินดีร่าเริงเบิกบานใจ พากันประนมอัญชลีนมัสการ แม้พวกนาคที่มีอายุยืน มีบุญ มีฤทธิ์มากได้เห็นอัศจรรย์ในนภากาศแล้วต่างก็ยินดีมีจิตเบิกบาน ถวายนมัส-การบูชาพระศาสดาผู้อุดมกว่านรชน บรรเลงสังคีต ตีกลองกันอยู่ในอากาศกลางหาวได้เห็นอัศจรรย์ในนภากาศแล้ว ต่างก็ประโคมสังข์ บัณเฑาะว์และมโหรทึกอยู่ในอากาศเปล่งเสียงว่า วันนี้ ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ขนพองสยองเกล้าเกิดขึ้นแก่เรา เราได้ความสำเร็จประโยชน์ยั่งยืน ขณะปรากฏแก่เราแล้วเพราะได้ฟังว่าพุทโธ นาคเหล่านั้นเกิดปีติในขณะนั้น ต่างก็ยืนประนมอัญชลีเปล่งเสียงว่าพุทโธ พุทโธ หมู่สัตว์ต่างๆ ในท้องฟ้าต่างก็ประนมอัญชลีเปล่งเสียงหึ่งๆ เสียงสาธุการและเสียงโห่กึกก้อง

นาคทั้งหลายต่างก็เปล่งเสียงประสานขับร้องประโคมปรบมือ ฟ้อนรำและต่างก็โปรยปรายดอกมณฑารพ ๕ สี

อันเจือด้วยกระแจะจันทน์ ลงมาบูชาเปล่งเสียงประกาศว่าข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ลายจักรที่พระบาทยุคลของพระองค์ฉันใดธงไชย ธงปฏากวิเชียรก็ลอยเด่นอยู่ ฉันนั้นไม่มีใครเสมอด้วยพระรูป ศีล สมาธิ และปัญญาของพระองค์ในการประกาศธรรมจักรไม่มีใครเสมอด้วยวิมุตติ กำลังกายของนาค ๑๐ นาค เป็นพระกำลังกายปกติของพระองค์ในการประกาศธรรมจักรไม่มีใครเสมอด้วยกำลังพระฤทธิ์ของพระองค์ ท่านทั้งหลายจงนมัสการพระมหามุนีผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง ทรงประกอบด้วยองคคุณทั้งปวงมีพระกรุณา เป็นนาถะของโลก พระองค์ย่อมควรแก่การอภิวาทการชมเชย การไหว้ การสรรเสริญ การนมัสการ และการบูชาทุกอย่าง ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์เป็นผู้ประเสริฐที่สุดกว่าบุคคลผู้ไหว้ และผู้ควรไหว้ในโลกไม่มีใครเสมอกับพระองค์ พระสารีบุตรผู้มีปัญญามาก เป็นผู้ฉลาดในสมาธิและฌาน สถิต ณ เขาคิชฌกูฏ ได้เห็นพระองค์ผู้เป็นนายกของโลก มองดูพระนราสภงามเหมือนพระยารังมีดอกบานสะพรั่ง เหมือนพระจันทร์ในท้องฟ้าและเหมือนพระอาทิตย์ในเวลาเที่ยง เห็นพระองค์ผู้นายกของโลกผู้แวดล้อมด้วยรัศมีด้านละวา งามดังต้นไม้ประจำทวีปอันรุ่งเรืองเหมือนพระอาทิตย์อุทัยส่องแสงอ่อนๆ พระสารีบุตรได้นิมนต์พระภิกษุขีณาสพ ๕๐๐ รูป ผู้ทำกิจเสร็จแล้ว ผู้คงที่ ผู้ปราศจากมลทินให้มาประชุมกันในขณะนั้น กล่าวว่า พระพิชิตมารทรงแสดงปาฏิหาริย์อันจะยังโลกให้เลื่อมใส แม้เราทั้งหลาย ก็จักไปถวายบังคมพระองค์ในที่นั้น มาเถิด เราทั้งปวงจักไป จักทูลถามพระองค์เราจักไปเฝ้าพระองค์ผู้เป็นนายกของโลก ให้พระองค์บรรเทาความสงสัยให้ พระภิกษุผู้มีปัญญาสำรวมอินทรีย์เหล่านั้น รับว่าสาธุแล้วต่างก็ถือบาตรและจีวร พากันรีบร้อนเข้าไปเฝ้าพระสารีบุตรผู้มีปัญญามาก พร้อมด้วยพระขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน ผู้ฝึกตนด้วยการฝึกอันอุตมพากันไปเฝ้าด้วยฤทธิ์ พระสารีบุตรผู้เป็นเจ้าคณะใหญ่แวดล้อมด้วยภิกษุเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าด้วยฤทธิ์ เปรียบเหมือนเทวดาลอยมาในอากาศ ฉะนั้น พระภิกษุเหล่านั้นผู้มีวัตรอันงาม มีความเคารพยำเกรง ไม่ไอ ไม่จาม พากันเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าครั้นเข้าเฝ้าแล้ว ได้เห็นพระสยัมภูวีรเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ลอยเด่นอยู่ในนภากาศ เหมือนพระจันทร์ในท้องฟ้า ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกดังต้นไม้ประจำทวีปอันรุ่งเรืองเหมือนสายฟ้าในอากาศ ดุจพระอาทิตย์ในเวลาเที่ยง พระภิกษุทั้ง ๕๐๐ องค์ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ดังห้วงน้ำอันใสแจ๋ว ดังดอกบัวบาน ต่างก็ยินดีร่าเริงบันเทิงใจ ประนมอัญชลีหมอบลงถวายนมัสการแทบพระบาทพระศาสดา พระสารีบุตรผู้มีปัญญามาก เสมอเหมือนโลกพิภพ ฉลาดในสมาธิและฌาน ถวายบังคมพระศาสดาผู้เป็นนายกของโลกพระโมคคัลลานะผู้มีฤทธิ์มาก ไม่มีใครเสมอด้วยกำลังฤทธิ์เปรียบด้วยดอกนิลุบล เหมือนอกาลเมฆกระหึ่มฉะนั้นแม้พระมหากัสสปเถระ ผู้เปรียบด้วยทองคำสีรุ่งเรืองพระศาสดาทรงชมเชยสรรญเสริญตั้งไว้ว่าเป็นยอดในธุดงคคุณพระอนุรุทธเถระผู้เป็นเจ้าคณะใหญ่ เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้มีจักษุทิพย์เป็นพระญาติผู้ประเสริฐของพระผู้มีพระภาคสถิตอยู่ไม่ไกล พระอุบาลีเถระผู้ฉลาดในอาบัติ อานาบัติ สเตกิจฉา พระศาสดาทรงสรรเสริญตั้งไว้ว่าเป็นผู้เลิศในฝ่ายวินัย พระเถระผู้เป็นบุตรของนางมันตานี ปรากฏว่าชื่อปุณณะ ผู้แทงตลอดอรรถธรรมอันสุขุมละเอียดประเสริฐกว่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก พระมุนีมหาวีรเจ้าผู้ทรงฉลาดในอุปมา ผู้ตัดความสงสัย ทรงทราบวาระจิตของท่านเหล่านั้นแล้วจึงตรัสพระคุณของพระองค์ว่า ชนเหล่าใดไม่รู้สัตตนิกาย โอกาสและจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุด ในสี่อสงไขยโกฏิได้ ชนเหล่านั้นก็ไม่สามารถจะรู้ พระพุทธญาณ อันไม่มีเปรียบได้การแผลงฤทธิ์ของเรานี้ จะอัศจรรย์อะไรในโลกเล่า ความอัศจรรย์อันไม่เคยมี น่าขนพองสยองเกล้าอย่างอื่นมีอีกมากในกาลใด เราอยู่ในชั้นดุสิต ในกาลนั้น เราชื่อว่าสันดุสิตเทวดาในหมื่นจักรวาฬมาประนมอัชลีเชิญเราว่า ข้าแต่ท่านผู้มีเพียรใหญ่ เวลานี้เป็นกาลสมควรที่ท่านจะเกิดในครรภ์พระมารดา ของเชิญตรัสรู้อมตบทช่วยรื้อขนสัตว์พร้อมด้วยเทวดาให้ข้ามเถิด ขณะเมื่อเราจุตี่จากสวรรค์ชั้นดุสิตลงสู่ครรภ์นั้นแผ่นดินในหมื่นโลกธาตุย่อมหวั่นไหว ขณะเมื่อเรามีความรู้สึกตัวประสูติจากครรภ์พระมารดานั้น ทวยเทพในหมื่นโลกธาตุเปล่งเสียงสาธุการหวั่นไหว ในการลงสู่ครรภ์ประสูติและออกบวชไม่มีใครเสมอด้วยเรา เราเป็นผู้ประเสริฐสุดในกาลตรัสรู้และในการประกาศธรรมจักรโอ ความอัศจรรย์มีในโลกเพราะพระพุทธเจ้ามีคุณมาก หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว ๖ ครั้งมีรัศมีสว่างจ้า น่าอัศจรรย์ขนพองสยองเกล้าก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคผู้พิชิตมาร เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน ทรงจงกรมด้วยฤทธิ์ แสดงให้โลกพร้อมทั้งเทวโลกเห็นพระศาสดาผู้เป็นนายกของโลก เสด็จจงกรมอยู่ ณ ที่จงกรมนั่นเองตรัสตอบ ไม่เสด็จกลับในระหว่างเหมือนดังเสด็จจงกรมอยู่ในที่จงกรม ๕ ศอก พระสารีบุตรผู้มีปัญญามากในสมาธิและฌาน ถึงความบริบูรณ์ด้วยปัญญาได้ทูลถามพระศาสดาผู้เป็นนายกของโลกว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้อุดมกว่านรชน อภินิหารของพระองค์เช่นไรพระองค์ทรงปรารถนาพระโพธิญาณอันอุดมในกาลไร ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐานะ เมตตาและอุเบกขาเป็นเช่นไร ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ผู้เป็นนายกของโลก บารมี ๑๐เป็นอย่างไร อุปบารมี ๑๐ และปรมัตถบารมี ๑๐ บริบูรณ์อย่างไร(เพราะทรงอธิษฐานกรรมอะไร จึงเป็นอธิบดีเช่นไร เป็นบารมีได้เช่นไร นักปราชญ์เช่นไรมีในโลก เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาเป็นเช่นไร พระองค์ทรงบำเพ็ญพุทธการกธรรมให้บริบูรณ์เช่นไร) พระศาสดาผู้มีพระสุรเสียงไพเราะดังนกการะเวกอันพระสารีบุตรทูลถามแล้ว ทรงพยากรณ์ให้เย็นใจ และทรงยังโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ยินดี.

พระศาสดาทรงประกาศประโยชน์แก่โลก ที่พระพุทธเจ้าในอดีตทรงแสดงไว้ ทรงชมเชย อันพระพุทธเจ้าทรงนำสืบๆ กันมา ด้วยพระพุทธญาณที่ไปตามปุพเพนิวาส

ญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก

ว่าท่านทั้งหลายจงทำจิตให้เกิดปีติและปราโมทย์ให้บรรเทาลูกศร คือความโศก ให้ได้สมบัติทั้งปวงแล้ว จงฟังเราท่านทั้งหลายจงดำเนินไปตามมรรคอันเป็นเครื่องย่ำยีมีความเมาบรรเทาความโศก เปลื้องตนจากสงสาร เป็นที่สิ้นทุกข์ทั้งปวงโดยความเคารพเถิด.

จบรัตนะจงกรมกัณฑ์

ปฐโม ทีปงฺกรพุทฺธวํโส

ทีปังกรพุทธวงศ์ที่ ๑

ว่าด้วยพระประวัติพระทีปังกรพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ทีปังกรพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

กปฺเป จ สตสหสฺเส จตุโร จ อสงฺขิเย

อมรํ นาม นครํ ทสฺสเนยฺยํ มโนรมํ ฯ

ทสหิ สทฺเทหิ อวิวิตฺตํ อนฺนปานสมายุตํ

หตฺถิสทฺทํ อสฺสสทฺทํ เภริสงฺขรถานิ จ ฯ

ขาทถ ปีวถ เจว อนฺนปาเนน โฆสิตํ

นครํ สพฺพงฺคสมฺปนฺนํ สพฺพกมฺมมุปาคตํ ฯ

สตฺตรตนสมฺปนฺนํ นานาชนสมากุลํ

สมิทฺธํ เทวนครํว อาวาสํ ปุญฺญกมฺมินํ ฯ

นคเร อมรวติยา สุเมโธ นาม พฺราหฺมโณ

อเนกโกฏิสนฺนิจฺจโย ปหูตธนธญฺญวา ฯ

อชฺฌายิโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู

ลกฺขเณ อิติหาเส จ สทฺธมฺเม ปารมึ คโต ฯ

รโหคโต นิสีทิตฺวา เอวํ จินฺเตสิหนฺตทา

ทุกฺโข ปุนพฺภโว นาม สรีรสฺส ปเภทนํ ฯ

๑ [สมฺโมหํ มรณํ ทุกฺขํ ชราย อภิมทฺทิตํ]

ชาติธมฺโม ชราธมฺโม พฺยาธิธมฺโม จหนฺตทา

อชรํ อมรํ เขมํ ปริเยสิสฺสามิ นิพฺพุตึ ฯ

ยนฺนูนิมํ ปูติกายํ นานากุณปปูริตํ

ฉฑฺฑยิตฺวาน คจฺเฉยฺยํ อนเปกฺโข อนตฺถิโก ฯ

อตฺถิ เหหิติ โส มคฺโค น โส สกฺกา น เหตุเย

ปริเยสิสฺสามิ ตํ มคฺคํ ภวโต ปริมุตฺติยา ฯ

ยถาปิ ทุกฺเข วิชฺชนฺเต สุขํ นามปิ วิชฺชติ

เอวํ ภเว วิชฺชมาเน วิภโว อิจฺฉิตพฺพโก ฯ

ยถาปิ อุเณฺห วิชฺชนฺเต อปรํ วิชฺชติ สีตลํ

เอวํ ติวิธคฺคิ วิชฺชนฺเต นิพฺพานํ อิจฺฉิตพฺพกํ ฯ

ยถาปิ ปาเป วิชฺชนฺเต กลฺยาณมปิ วิชฺชติ

เอวเมว ชาติ วิชฺชนฺเต อชาติ อิจฺฉิตพฺพกํ ฯ

ยถา คูถคโต ปุริโส ตฬากํ ทิสฺวาน ปูริตํ

น คเวสติ [๑] ตฬากํ น โทโส ตฬากสฺส โส ฯ

เอวํ กิเลสมลโธวนํ วิชฺชนฺเต อมตนฺตเฬ

น คเวสติ ตฬากํ น โทโส อมตนฺตเฬ ฯ

ยถา อรีหิ ปริรุทฺโธ วิชฺชนฺเต คมนํปเถ

น ปลายติ โส ปุริโส น โทโส อญฺชสสฺส โส ฯ

เอวํ กิเลสปริรุทฺโธ วิชฺชมาเน สิเว ปเถ

น คเวสติ ตํ มคฺคํ น โทโส สิวมญฺชเส ฯ

ยถา พฺยาธิโก ปุริโส วิชฺชมาเน ติกิจฺฉเก

น ติกิจฺฉาเปติ ตํ พฺยาธึ น โส โทโส ติกิจฺฉเก ฯ

เอวํ กิเลสพฺยาธีหิ ทุกฺขิโต ปริปีฬิโต

น คเวสติ อาจริยํ น โส โทโส วินายเก ฯ

๑ [ยนฺนูนิมํ ปูติกายํ นานากุณปปูริตํ

ฉฑฺฑยิตฺวาน คจฺเฉยฺยํ อนเปกฺโข อนตฺถิโก] ฯ

ยถาปิ กุณปํ ปุริโส กณฺเฐ พนฺธํ ชิคุจฺฉิยํ

โมจยิตฺวาน คจฺเฉยฺย สุขี เสรี สยํ วสี ฯ

ตเถวิมํ ปูติกายํ นานากุณปสญฺจยํ

ฉฑฺฑยิตฺวาน คจฺเฉยฺยํ อนเปกฺโข อนตฺถิโก ฯ

ยถา อุสฺสาสฐานมฺหิ ๒ กรีสํ นรนาริโย

ฉฑฺฑยิตฺวาน คจฺฉนฺติ อนเปกฺขา อนตฺถิกา ฯ

เอวเมวาหํ อิมํ กายํ นานากุณปปูริตํ

ฉฑฺฑยิตฺวาน คจฺฉิสฺสํ วจฺจํ กตฺวา ยถา กุฏึ ฯ

ยถาปิ ชชฺชรํ นาวํ ปลุตฺตํ ๓ อุทกคาหินึ

สามิกา ๔ ฉฑฺฑยิตฺวาน อนเปกฺขา อนตฺถิกา ฯ

เอวเมวาหํ อิมํ กายํ นวจฺฉิทฺทํ ธุวสฺสวํ

ฉฑฺฑยิตฺวาน คจฺฉิสฺสํ ชิณฺณนาวํว สามิกา ฯ

ยถา ปุริโส โจเรหิ คจฺฉนฺโต ภณฺฑมาทิย

ภณฺฑจฺเฉทภยํ ทิสฺวา ฉฑฺฑยิตฺวาน คจฺฉติ ฯ

เอวเมว อยํ กาโย มหาโจรสโม วิย

ปหายิมํ คมิสฺสามิ กุสลจฺเฉทนา ภยา ฯ

เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน เนกโกฏิสตํ ธนํ

นาถานาถานํ ทตฺวาน หิมวนฺตํ อุปาคมึ ฯ

หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ธมฺมิโก นาม ปพฺพโต

อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา ฯ

จงฺกมํ ตตฺถ มาเปสึ ปญฺจโทสวิวชฺชิตํ

อฏฺฐคุณสมุเปตํ อภิญฺญาพลมาหรึ ฯ

สาฏกํ ปชหึ ตตฺถ นวโทสมุปาคตํ

วากจีรํ นิวาเสสึ ทฺวาทสคุณมุปาคตํ ฯ

อฏฺฐโทสสมากิณฺณํ ปชหึ ปณฺณสาลกํ

อุปาคมึ รุกฺขมูลํ คุเณหิ ๑ ทสหุปาคตํ ฯ

วาปิตํ โรปิตํ ธญฺญํ ปชหึ นิรวเสสโต

อเนกคุณสมฺปนฺนํ ปวตฺตผลมาทยึ ฯ

ตตฺถปฺปธานํ ปทหึ นิสชฺชฏฺฐานจงฺกเม

อพฺภนฺตรมฺหิ สตฺตาเห อภิญฺญาพลปาปุณึ ฯ

เอวํ เม สิทฺธิปตฺตสฺส วสีภูตสฺส สาสเน

ทีปงฺกโร นาม ชิโน อุปฺปชฺชิ โลกนายโก ฯ

อุปฺปชฺชนฺเต จ ชายนฺเต พุชฺฌนฺเต ธมฺมเทสเน

จตุโร นิมิตฺเต นาทฺทสํ ฌานรติสมปฺปิโต ฯ

ปจฺจนฺตเทสวิสเย นิมนฺเตตฺวา ตถาคตํ

ตสฺส อาคมนํ มคฺคํ โสเธนฺติ ตุฏฺฐมานสา ฯ

อหนฺเตน สมเยน นิกฺขมิตฺวา สกสฺสมา

ธุนนฺโต วากจีรานิ คจฺฉามิ อมฺพเร ตทา ฯ

เวทชาตํ ชนํ ทิสฺวา ตุฏฺฐหฏฺฐํ ปโมทิตํ

โอโรหิตฺวาน คคนา มนุสฺเส ปุจฺฉิ ตาวเท ฯ

ตุฏฺฐหฏฺโฐ ปมุทิโต เวทชาโต มหาชโน

กสฺส โสธิยตี ๑ มคฺโค อญฺชสํ วฏุมายนํ ฯ

เต เม ปุฏฺฐา วิยากํสุ พุทฺโธ โลเก อนุตฺตโร

ทีปงฺกโร นาม ชิโน อุปฺปชฺชิ โลกนายโก

ตสฺส โสธิยเต ๒ มคฺโค อญฺชสํ วฏุมายนํ ฯ

พุทฺโธติ มม ๓ สุตฺวาน ปีติ อุปฺปชฺชิ ตาวเท

พุทฺโธ พุทฺโธติ กถยนฺโต โสมนสฺสํ ปเวทยึ ฯ

ตตฺถ ฐตฺวา วิจินฺเตสึ ตุฏฺโฐ สํวิคฺคมานโส

อิธ วีชานิ โรปิสฺสํ ขโณ เว มา อุปจฺจคา ฯ

ยทิ พุทฺธสฺส โสเธถ เอโกกาสํ ททาถ เม

อหํปิ โสธยิสฺสามิ อญฺชสํ วฏุมายนํ ฯ

อทํสุ เต มโมกาเส ๔ โสเธตุํ อญฺชสํ ตทา

พุทฺโธ พุทฺโธติ จินฺเตนฺโต มคฺคํ โสเธมหนฺตทา ฯ

อนิฏฺฐิเต มโมกาเส ทีปงฺกโร มหามุนิ

จตูหิ สตสหสฺเสหิ ฉฬภิญฺเญหิ ตาทิหิ

ขีณาสเวหิ วิมเลหิ ปฏิปชฺชิ อญฺชสํ ชิโน ฯ

ปจฺจุคฺคมนา วตฺตนฺติ วชฺชนฺติ เภริโย พหู

อาโมทิตา นรมรู สาธุการํ ปวตฺตยุํ ฯ

เทวา มนุสฺเส ปสฺสนฺติ มนุสฺสา ๑ ปสฺสนฺติ เทวตา

อุโภปิ เต ปญฺชลิกา อนุยนฺติ ตถาคตํ ฯ

เทวา ทิพฺเพหิ ตุริเยหิ มนุสฺสา มานุสเกหิ ๒ จ

อุโภปิ เต วชฺชยนฺตา อนุยนฺติ ตถาคตํ ฯ

ทิพฺพํ มนฺทารวํ ปุปฺผํ ปทุมํ ปาริฉตฺตกํ

ทิโสทิสํ โอกิรนฺติ ๓ อากาเส นภคา ๔ มรู ฯ

ทิพฺพํ จนฺทนจุณฺณญฺจ วรคนฺธญฺจ เกวลํ

ทิโสทิสํ โอกิรนฺติ ๓ อากาเส นภคา ๔ มรู ฯ

จมฺปกํ สลฬํ นีปํ นาคปุนฺนาคเกตกํ

ทีโสทิสํ โอกิรนฺติ ๓ ภูมิตลคตา นรา ฯ

เกเส มุญฺจิตฺวาหํ ตตฺถ วากจีรํ จ จมฺมกํ

กลเล ปตฺถริตฺวาน อวกุชฺโช นิปชฺชหํ ฯ

อกฺกมิตฺวาน มํ พุทฺโธ สห สิสฺเสหิ คจฺฉตุ

มา นํ กลลํ ๕ อกฺกมิตฺถ หิตาย เม ภวิสฺสติ ฯ

ปฐวิยํ นิปนฺนสฺส เอวํ เม อาสิ เจตโส

อิจฺฉมาโน อหํ อชฺช กิเลเส ฌาปเย มม ฯ

กึ เม อญฺญาตเวเสน ธมฺมํ สจฺฉิกเตนิธ

สพฺพญฺญุตํ ปาปุณิตฺวา มุตฺโต ๖ โมเจ สเทวเก ฯ

กึ เม เอเกน ติณฺเณน ปุริเสน ถามทสฺสินา

สพฺพญฺญุตํ ปาปุณิตฺวา สนฺตาเรสฺสํ สเทวเก ๑ ฯ

อิมินา เม อธิกาเรน กเตน ปุริสุตฺตเม

สพฺพญฺญุตํ ปาปุณามิ ๒ ตาเรมิ ชนตํ พหุํ ฯ

สํสารโสตํ ฉินฺทิตฺวา วิทฺธํเสตฺวา ตโย ภเว

ธมฺมนาวํ สมารุยฺห สนฺตาเรสฺสํ สเทวเก ฯ

ทีปงฺกโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห

อุสฺสีสเก มํ ฐตฺวาน อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ

ปสฺสถ อิมํ ตาปสํ ชฏิลํ อุคฺคตาปนํ

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป พุทฺโธ โลเก ภวิสฺสติ ฯ

อหุ ๓ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ๔ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ ๕ โส ชิโน

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อนาสวา วีตราคา ๑ สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ ๒ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ๓ ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร ๔ อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐาติตฺถํ ๕ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ทีปงฺกโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห

มม กมฺมํ ปกิตฺเตตฺวา ทกฺขิณปาทมุทฺธริ ฯ

เย ตตฺถ อาสุํ ชินปุตฺตา สพฺเพ ปทกฺขิณมกํสุ มํ

เทวา มนุสฺสา อสุรา ยกฺขา ๑ อภิวาเทตฺวาน ปกฺกมม ฯ

ทสฺสนํ เม อติกฺกนฺเต สสงฺเฆ โลกนายเก

สยนา วุฏฺฐหิตฺวาน ปลฺลงฺกํ อาภุชึ ตทา ฯ

สุเขน สุขิโต โหมิ ปาโมชฺเชน ปโมทิโต

ปีติยา จ อภิสฺสนฺโน ปลฺลงฺกํ อาภุชึ ตทา ฯ

ปลฺลงฺเกน นิสีทิตฺวา เอวํ จินฺเตสิหํ ตทา

วสีภูโต อหํ ฌาเน อภิญฺญาปารมิงฺคโต ๒ ฯ

สหสฺสิยมฺหิ โลกมฺหิ อิสโย นตฺถิ เม สมา

อสโม อิทฺธิธมฺเมสุ อลภึ อีทิสํ สุขํ ฯ

ปลฺลงฺกาภุชเน มยฺหํ ทสสหสฺสาธิวาสิโน

มหานาทํ ปวตฺเตสุํ ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

ยา ปุพฺเพ โพธิสตฺตานํ ปลฺลงฺกวรมาภุเช

นิมิตฺตานิ ปทิสฺสนฺติ ตานิ อชฺช ปทิสฺสเร ฯ

สีตํ พฺยาปคตํ ๓ โหติ อุณฺหญฺจ อุปสมฺมติ

ตานิ อชฺช ปทิสฺสนฺติ ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

ทสสหสฺสี โลกธาตุ นิสฺสทฺทา โหติ นิรากุลา

ตานิ อชฺช ปทิสฺสนฺติ ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

มหาวาตา น วายนฺติ น สนฺทนฺติ สวนฺติโย

ตานิ อชฺช ปทิสฺสนฺติ ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

ถลชา ชลชา ๑ ปุปฺผา สพฺเพ ปุปฺผนฺติ ตาวเท

เตปชฺช ปุปฺผิตา สพฺเพ ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

ลตา วา ยทิวา รุกฺขา ผลํ ธาเรนฺติ ตาวเท

เตปชฺช ผลิตา สพฺเพ ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

อากาสฏฺฐา จ ภุมฺมฏฺฐา รตนา โชตนฺติ ตาวเท

เตปชฺช รตนา โชตนฺติ ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

มานุสฺสิกา จ ทิพฺพา จ ตุริยา วชฺชนฺติ ตาวเท

เตปชฺชุโภ อภิรวนฺติ ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

วิจิตฺตปุปฺผา คคนา อภิวสฺสนฺติ ตาวเท

เตปิ อชฺช ปทิสฺสนฺติ ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

มหาสมุทฺโท อาภุชติ ทสสหสฺสี ปกมฺปติ

เตปชฺชุโภ อภิรวนฺติ ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

นิรเย ทสสหสฺสา อคฺคี นิพฺพนฺติ ตาวเท

เตปชฺช นิพฺพุตา อคฺคี ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

วิมโล โหติ สุริโย สพฺพา ทิสฺสนฺติ ตารกา

เตปิ อชฺช ปทิสฺสนฺติ ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

อโนวุฏฺเฐน อุทกํ มหิยา อุพฺภิชฺชิ ตาวเท

ตํปชฺชุพฺภิชฺชเต มหิยา ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

ตาราคณา วิโรจนฺติ นกฺขตฺตา คคนมณฺฑเล

วิสาขา จนฺทิมายุตฺตา ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

วิลาสยา ทรีสยา นิกฺขมนฺติ สกาสยา

เตปชฺช อาสยา ฉุทฺธา ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

น โหติ อรติ สตฺตานํ สนฺตุฏฺฐา โหนฺติ ตาวเท

เตปชฺช สพฺเพ สนฺตุฏฺฐา ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

โรคา ตนูปสมฺมนฺติ ชิฆจฺฉา จ วินสฺสติ

ตานิปชฺช ปทิสฺสนฺติ ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

ราโค ตทา ตนุ โหติ โทโส โมโห วินสฺสติ

เตปชฺช วิคตา สพฺเพ ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

ภยํ ตทา น ภวติ อชฺชเปตํ ปทิสฺสติ

เตน ลิงฺเคน ชานาม ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

รโชนุทฺธํสติ อุทฺธํ อชฺชเปตํ ปทิสฺสติ

เตน ลิงฺเคน ชานาม ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

อนิฏฺฐคนฺโธ ปกฺกมติ ทิพฺพคนฺโธ ปวายติ

โสปชฺช วายติ คนฺโธ ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

สพฺเพ เทวา ปทิสฺสนฺติ ฐเปตฺวา จ อรูปิโน

เตปชฺช สพฺเพ ทิสฺสนฺติ ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

ยาวตา นิรยา นาม สพฺเพ ทิสฺสนฺติ ตาวเท

เตปชฺช สพฺเพ ทิสฺสนฺติ ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

กุฏา ๑ กวาฏา เสลา จ น โหนฺตาวรณา ตทา

อากาสภูตา เตปชฺช ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

จุติ จ อุปปตฺติ จ ขเณ ตสฺมึ น วิชฺชติ

ตานิ อชฺช ปทิสฺสนฺติ ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

๒ [อิเม นิมิตฺตา ทิสฺสนฺติ สมฺโพธตฺถาย ปาณินํ]

ทฬฺหํ ปคฺคยฺห วิริยํ มา นิวตฺต อภิกฺกม

มยํเปตํ วิชานาม ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ ฯ

พุทฺธสฺส วจนํ สุตฺวา ทสสหสฺสีน จูภยํ

ตุฏฺฐหฏฺโฐ ปโมทิโต เอวํ จินฺเตสิหนฺตทา ฯ

อเทฺวชฺฌวจนา พุทฺธา อโมฆวจนา ชินา

วิตถํ นตฺถิ พุทฺธานํ ธุวํ พุทฺโธ ภวามิหํ ฯ

ยถา ขิตฺตํ นเภ เลณฺฑํ ๓ ธุวํ ปตติ ภูมิยํ

ตเถว พุทฺธเสฏฺฐานํ วจนํ ธุวสสฺสตํ ฯ

[วิตถํ นตฺถิ พุทฺธานํ ธุวํ พุทฺโธ ภวามิหํ]

ยถาปิ สพฺพสตฺตานํ มรณํ ธุวสสฺสตํ

ตเถว พุทฺธเสฏฺฐานํ วจนํ ธุวสสฺสตํ ฯ

[๔]

ยถา รตฺติกฺขเย ปตฺเต สุริยุคฺคมนํ ธุวํ

ตเถว พุทฺธเสฏฺฐานํ วจนํ ธุวสสฺสตํ ฯ

ยถา นิกฺขนฺตสยนสฺส สีหสฺส นทนํ ธุวํ

ตเถว พุทฺธเสฏฺฐานํ วจนํ ธุวสสฺสตํ ฯ

ยถา อาปนฺนสตฺตานํ ภารโมโรปนํ ธุวํ

ตเถว พุทฺธเสฏฺฐานํ วจนํ ธุวสสฺสตํ ฯ

หนฺท พุทฺธกเร ธมฺเม วิจินามิ อิโตจิโต

อุทฺธํ อโธ ทสทิสา ยาวตา ธมฺมธาตุยา ฯ

วิจินนฺโต ตทา ทกฺขึ ปฐมํ ทานปารมึ

ปุพฺพเกหิ มเหสีหิ อนุจิณฺณํ มหาปถํ ฯ

อิมํ ตฺวํ ปฐมํ ตาว ทฬฺหํ กตฺวา สมาทิย

ทานปารมิตํ คจฺฉ ยทิ โพธึ ปตฺตุมิจฺฉสิ ฯ

ยถาปิ กุมฺโภ สมฺปุณฺโณ ยสฺส กสฺสจิ อโธกโต

วมเต อุทกํ นิสฺเสสํ น ตตฺถ ปริรกฺขติ ฯ

ตเถว ยาจเก ทิสฺวา หีนมุกฺกฏฺฐมชฺฌิเม

ททาหิ ทานํ นิสฺเสสํ กุมฺโภ วิย อโธกโต ฯ

น เหเต เอตฺตกาเยว พุทฺธธมฺมา ภวิสฺสเร

อญฺเญปิ วิจินิสฺสามิ เย ธมฺมา โพธิปาจนา ฯ

วิจินนฺโต ตทา ทกฺขึ ทุติยํ สีลปารมึ

ปุพฺพเกหิ มเหสีหิ อาเสวิตํ นิเสวิตํ ฯ

อิมํ ตฺวํ ทุติยํ ตาว ทฬฺหํ กตฺวา สมาทิย

สีลปารมิตํ คจฺฉ ยทิ โพธึ ปตฺตุมิจฺฉสิ ฯ

ยถาปิ จามรี ๑ วาลํ กิสฺมิญฺจิ ปฏิลคฺคิตํ

อุเปติ มรณํ ตตฺถ น วิโกเปติ วาลธึ ฯ

ตเถว จตูสุ ภูมีสุ สีลานิ ปริปูรย

ปริรกฺข สพฺพทา สีลํ จามรี วิย วาลธึ ฯ

น เหเต เอตฺตกาเยว พุทฺธธมฺมา ภวิสฺสเร

อญฺเญปิ วิจินิสฺสามิ เย ธมฺมา โพธิปาจนา ฯ

วิจินนฺโต ตทา ทกฺขึ ตติยํ เนกฺขมฺมปารมึ

ปุพฺพเกหิ มเหสีหิ อาเสวิตํ นิเสวิตํ ฯ

อิมํ ตฺวํ ตติยํ ตาว ทฬฺหํ กตฺวา สมาทิย

เนกฺขมฺมปารมิตํ คจฺฉ ยทิ โพธึ ปตฺตุมิจฺฉสิ ฯ

ยถา อฏฺฏฆเร ๑ ปุริโส จิรํ วุฏฺโฐ ทุกฺขทฺทิโต

น ตตฺถ ราคํ อภิชเนติ มุตฺตึเยว คเวสติ ฯ

ตเถว ตฺวํ สพฺพภเว ปสฺส อฏฺฏฆเร ๒ วิย

เนกฺขมฺมาภิมุโข โหหิ ภวโต ปริมุตฺติยา ฯ

น เหเต เอตฺตกาเยว พุทฺธธมฺมา ภวิสฺสเร

อญฺเญปิ วิจินิสฺสามิ เย ธมฺมา โพธิปาจนา ฯ

วิจินนฺโต ตทา ทกฺขึ จตุตฺถํ ปญฺญาปารมึ

ปุพฺพเกหิ มเหสีหิ อาเสวิตํ นิเสวิตํ ฯ

อิมํ ตฺวํ จตุตฺถํ ตาว ทฬฺหํ กตฺวา สมาทิย

ปญฺญาปารมิตํ คจฺฉ ยทิ โพธึ ปตฺตุมิจฺฉสิ ฯ

ยถาปิ ภิกฺขุ ภิกฺขนฺโต หีนมุกฺกฏฺฐมชฺฌิเม

กุลานิ น วิวชฺชนฺโต เอวํ ลภติ ยาปนํ ฯ

ตเถว ตฺวํ สพฺพกาลํ ปริปุจฺฉนฺโต พุธํ ชนํ

ปญฺญาปารมิตํ คนฺตฺวา สมฺโพธึ ปาปุณิสฺสสิ ฯ

นเหเต เอตฺตกาเยว พุทฺธธมฺมา ภวิสฺสเร

อญฺเญปิ วิจินิสฺสามิ เย ธมฺมา โพธิปาจนา ฯ

วิจินนฺโต ตทา ทกฺขึ ปญฺจมํ วิริยปารมึ

ปุพฺพเกหิ มเหสีหิ อาเสวิตํ นิเสวิตํ ฯ

อิมํ ตฺวํ ปญฺจมํ ตาว ทฬฺหํ กตฺวา สมาทิย

วิริยปารมิตํ คจฺฉ ยทิ โพธึ ปตฺตุมิจฺฉสิ ฯ

ยถาปิ สีโห มิคราชา นิสชฺชฏฺฐานจงฺกเม

อลีนวิริโย โหติ ปคฺคหิตมโน สทา ฯ

ตเถว ตฺวํ สพฺพภเว ปคฺคยฺห วิริยํ ทฬฺหํ

วิริยปารมิตํ คนฺตฺวา สมฺโพธึ ปาปุณิสฺสสิ ฯ

น เหเต เอตฺตกาเยว พุทฺธธมฺมา ภวิสฺสเร

อญฺเญปิ วิจินิสฺสามิ เย ธมฺมา โพธิปาจนา ฯ

วิจินนฺโต ตทา ทกฺขึ ฉฏฺฐมํ ขนฺติปารมึ

ปุพฺพเกหิ มเหสีหิ อาเสวิตํ นิเสวิตํ ฯ$

อิมํ ตฺวํ ฉฏฺฐมํ ตาว ทฬฺหํ กตฺวา สมาทิย

ตตฺถ อเทฺวชฺฌมนโส สมฺโพธึ ปาปุณิสฺสสิ ฯ

ยถาปิ ปฐวี นาม สุจึปิ อสุจึปิ จ

สพฺพํ สหติ นิกฺเขปํ น กโรติ ปฏิฆทฺทยํ ฯ

ตเถว ตฺวํปิ สพฺเพสํ สมฺมานาวมานกฺขโม

ขนฺติปารมิตํ คนฺตฺวา สมฺโพธึ ปาปุณิสฺสสิ ฯ

น เหเต เอตฺตกาเยว พุทฺธธมฺมา ภวิสฺสเร

อญฺเญปิ วิจินิสฺสามิ เย ธมฺมา โพธิปาจนา ฯ

วิจินนฺโต ตทา ทกฺขึ สตฺตมํ สจฺจปารมึ

ปุพฺพเกหิ มเหสีหิ อาเสวิตํ นิเสวิตํ ฯ

อิมํ ตฺวํ สตฺตมํ ตาว ทฬฺหํ กตฺวา สมาทิย

ตตฺถ อเทฺวชฺฌวจโน สมฺโพธึ ปาปุณิสฺสสิ ฯ

ยถาปิ โอสธิ นาม ตุลาภูตา สเทวเก

สมเย อุตุวสฺเส วา น โวกฺกมติ วีถิโต ฯ

ตเถว ตฺวํปิ สจฺเจสุ มา โวกฺกมสิ วีถิโต

สจฺจปารมิตํ คนฺตฺวา สมฺโพธึ ปาปุณิสฺสสิ ฯ

น เหเต เอตฺตกาเยว พุทฺธธมฺมา ภวิสฺสเร

อญฺเญปิ วิจินิสฺสามิ เย ธมฺมา โพธิปาจนา ฯ

วิจินนฺโต ตทา ทกฺขึ อฏฺฐมํ อธิฏฺฐานปารมึ

ปุพฺพเกหิ มเหสีหิ อาเสวิตํ นิเสวิตํ ฯ

อิมํ ตฺวํ อฏฺฐมํ ตาว ทฬฺหํ กตฺวา สมาทิย

ตตฺถ ตฺวํ นิจฺจโล หุตฺวา สมฺโพธึ ปาปุณิสฺสสิ

ยถาปิ ปพฺพโต เสโล อจโล สุปติฏฺฐิโต

น กมฺปติ ภูสวาเตหิ สกฏฺฐาเนว ติฏฺฐติ ฯ

ตเถว ตฺวํ อธิฏฺฐาเน สพฺพทา อจโล ภว

อธิฏฺฐานปารมิตํ ๑ คนฺตฺวา สมฺโพธึ ปาปุณิสฺสสิ ฯ

น เหเต เอตฺตกาเยว พุทฺธธมฺมา ภวิสฺสเร

อญฺเญปิ วิจินิสฺสามิ เย ธมฺมา โพธิปาจนา ฯ

วิจินนฺโต ตทา ทกฺขึ นวมํ เมตฺตาปารมึ

ปุพฺพเกหิ มเหสีหิ อาเสวิตํ นิเสวิตํ ฯ

อิมํ ตฺวํ นวมํ ตาว ทฬฺหํ กตฺวา สมาทิย

เมตฺตาย อสโม โหหิ ยทิ โพธึ ปตฺตุมิจฺฉสิ ฯ

ยถาปิ อุทกํ นาม กลฺยาเณ ปาปเก ชเน

สมํ ผรติ สีเตน ปวาเหติ รโชมลํ ฯ

ตเถว ตฺวํ หิตาหิเต สมํ เมตฺตาย ภาวย

เมตฺตาปารมิตํ คนฺตฺวา สมฺโพธึ ปาปุณิสฺสสิ ฯ

น เหเต เอตฺตกาเยว พุทฺธธมฺมา ภวิสฺสเร

อญฺเญปิ วิจินิสฺสามิ เย ธมฺมา โพธิปาจนา ฯ

วิจินนฺโต ตทา ทกฺขึ ทสมํ อุเปกฺขาปารมึ

ปุพฺพเกหิ มเหสีหิ อาเสวิตํ นิเสวิตํ ฯ

อิมํ ตฺวํ ทสมํ ตาว ทฬฺหํ กตฺวา สมาทิย

ตุลาภูโต ทโฬฺห หุตฺวา สมฺโพธึ ปาปุณิสฺสสิ ฯ

ยถาปิ ปฐวี นาม นิกฺขิตฺตํ อสุจึ สุจึ

อุเปกฺขติ อุโภเปเต โกธานุนย วชฺชิตา ฯ

ตเถว ตฺวํ สุขทุกฺเข ตุลาภูโต สทา ภว

อุเปกฺขาปารมิตํ คนฺตฺวา สมฺโพธึ ปาปุณิสฺสสิ ฯ

เอตฺตกาเยว เต โลเก เย ธมฺมา โพธิปาจนา

ตทุทฺธํ นตฺถิ อญฺญตฺร ทฬฺหํ ตตฺถ ปติฏฺฐหิ ฯ

อิเม ธมฺเม สมฺมสโต สภาวสรสลกฺขเณ

ธมฺมเตเชน วสุธา ทสสหสฺสี ปกมฺปถ ฯ

จลติ รวติ ปฐวี อุจฺฉุยนฺตํว ปีฬิตํ

เตลยนฺตํ ยถา จกฺกํ เอวํ กมฺปติ เมทนี ฯ

ยาวตา ปริสา อาสิ พุทฺธสฺส ปริเวสเน

ปเวธมานา สา ตตฺถ มุจฺฉิตา เสติ ภูมิยํ ฯ

ฆฏาเนกสหสฺสานิ กุมฺภีนญฺจ สตา พหู

สญฺจุณฺณมถิตา ตตฺถ อญฺญมญฺญํ ปฆฏฺฏิตา ฯ

อุพฺภิคฺคา ตสิตา ภีตา ภนฺตา พฺยถิตมานสา ๑

มหาชนา สมาคมฺม ทีปงฺกรมุปาคมม ฯ

กึ ภวิสฺสติ โลกสฺส กลฺยาณํ อถ ปาปกํ

สพฺโพ อุปทฺทุโต โลโก ตํ วิโนเทหิ จกฺขุมา ฯ

เตสํ ตทา สญฺญาเปสิ ทีปงฺกโร มหามุนิ

วิสฏฺฐา โหถ มา ภาถ อิมสฺมึ ปฐวิกมฺปเน ฯ

ยมหํ อชฺช พฺยากาสึ พุทฺโธ โลเก ภวิสฺสติ

เอโส สมฺมสตี ธมฺมํ ปุพฺพกํ ชินเสวิตํ ฯ

ตสฺส สมฺมสโต ธมฺมํ พุทฺธภูมิมเสสโต

เตนายํ กมฺปตี ๑ ปฐวี ทสสหสฺสี สเทวเก ฯ

พุทฺธสฺส วจนํ สุตฺวา มโน นิพฺพาติ ตาวเท

สพฺเพ มํ อุปสงฺกมฺม ปุนปิ อภิวนฺทิสุํ ฯ

สมาทยิตฺวา พุทฺธคุณํ ทฬฺหํ กตฺวาน มานสํ

ทีปงฺกรํ นมสฺสิตฺวา อาสนา วุฏฺฐหึ ตทา ฯ

ทิพฺพํ มานุสฺสิกํ ปุปฺผํ เทวา มานุสกา อุโภ

สโมกิรนฺติ ปุปฺเผหิ วุฏฺฐหนฺตสฺส อาสนา ฯ

เวทยนฺติ จ เต โสตฺถึ เทวา มานุสกา อุโภ

มหนฺตํ ปตฺถิตํ ตุยฺหํ ตํ ลภสฺสุ ยถิจฺฉิตํ ฯ

สพฺพีติโย วิวชฺชนฺตุ โสโก ๒ โรโค วิวชฺชตุ ๓

มา เต ภวตฺวนฺตราโย ผุสฺส ขิปฺปํ โพธิมุตฺตมํ ฯ

ยถา สมเย สมฺปตฺเต ปุปฺผนฺติ ปุปฺผิโน ทุมา

ตเถว ตฺวํ มหาวีร พุทฺธญาเณน ปุปฺผสิ ฯ

ยถา เย เกจิ สมฺพุทฺธา ปูรยุํ ทสปารมึ

ตเถว ตฺวํ มหาวีร ปูรย ทสปารมึ ฯ

ยถา เย เกจิ สมฺพุทฺธา โพธิมณฺฑมฺหิ พุชฺฌเร

ตเถว ตฺวํ มหาวีร พุชฺฌสฺสุ ชินโพธิยํ ฯ

ยถา เย เกจิ สมฺพุทฺธา ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตยุํ

ตเถว ตฺวํ มหาวีร ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตย ฯ

ปุณฺณมายํ ยถา จนฺโท ปริปุณฺโณ ๑ วิโรจติ

ตเถว ตฺวํ ปุณฺณมโน วิโรจ ทสสหสฺสิยํ ฯ

ราหุมุตฺโต ยถา สุริโย ตาเปน อติโรจติ

ตเถว โลกา มุญฺจิตฺวา วิโรจ สิริยา ตุวํ ฯ

ยถา ยา กาจิ นทิโย โอสรนฺติ มโหทธึ

เอวํ สเทวกา โลกา โอสรนฺติ ตวนฺติเก ฯ

เตหิ ถุติปฺปสตฺโถ โส ทสธมฺเม สมาทิย

เต ธมฺเม ปริปูเรนฺโต ปวนํ ปาวิสี ตทา ฯ

สุเมธกถา นิฏฺฐิตา ฯ

ตทา เต โภชยิตฺวาน สสงฺฆํ โลกนายกํ

อุปคญฺฉฉ สรณํ ตสฺส ทีปงฺกรสฺส สตฺถุโน ฯ

สรณาคมเน กญฺจิ นิเวเสสิ ตถาคโต

กญฺจิ ปญฺจสุ สีเลสุ สีเล ทสวิเธ ปรํ ฯ

กสฺสจิ เทติ สามญฺญํ จตุโร ผลมุตฺตเม

กสฺสจิ อสเม ธมฺเม เทติ โส ปฏิสมฺภิทา ฯ

กสฺสจิ วรสมาปตฺติโย อฏฺฐ เทติ นราสโภ

ติสฺโส กสฺสจิ วิชฺชาโย ฉฬภิญฺญา ปเวจฺฉติ ฯ

เตน โยเคน ชนกายํ โอวทติ มหามุนิ

เตน วิตฺถาริกํ อาสิ โลกนาถสฺส สาสนํ ฯ

มหาหนูสภกฺขนฺโธ ทีปงฺกรสนามโก

พหู ชเน ตารยติ ปริโมเจติ ทุคฺคตึ ฯ

โพธเนยฺยชนํ ทิสฺวา สตสหสฺเสปิ โยชเน

ขเณน อุปคนฺตฺวาน โพเธติ ตํ มหามุนิ ฯ

ปฐมาภิสมเย พุทฺโธ โกฏิสตมโพธยิ

ทุติยาภิสมเย นาโถ นวุติโกฏิมโพธยิ ฯ

ยทา จ เทวภวนมฺหิ พุทฺโธ ธมฺมมเทสยิ

นวุติ โกฏิ สหสฺสานํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ ทีปงฺกรสฺส สตฺถุโน

โกฏิ สตสหสฺสานํ ปฐโม อาสิ สมาคโม ฯ

ปุน นารทกูฏมฺหิ ปวิเวกคเต ชิเน

ขีณาสวา วีตมลา สมึสุ สตโกฏิโย ฯ

ยมฺหิ กาเล มหาวีโร สุทสฺสนสิลุจฺจเย

นวุติโกฏิสหสฺเสหิ ปวาเรสิ มหามุนิ ฯ

อหํ เตน สมเยน ชฏิโล อุคฺคตาปโน

อนฺตลิกฺขมฺหิ จรโณ ปญฺจาภิญฺญาสุ ปารคู ฯ

ทส วีส สหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย อหุ

เอกทฺวินฺนํ อภิสมโย คณนาโต อสงฺขิโย ฯ

วิตฺถาริกํ พหุชญฺญํ อิทฺธํ ผีตํ อหู ตทา

ทีปงฺกรสฺส ภควโต สาสนํ สุวิโสธิตํ ฯ

จตฺตาริ สตสหสฺสานิ ฉฬภิญฺญา มหิทฺธิกา

ทีปงฺกรํ โลกวิทุํ ปริวาเรนฺติ สพฺพทา ฯ

เย เกจิ เตน สมเยน ชหนฺติ มานุสมฺภวํ

อปฺปตฺตมานสา เสกฺขา ครหิตา ภวนฺติ เต ฯ

สุปุปฺผิตํ ปาวจนํ อรหนฺเตหิ ตาทิหิ

ขีณาสเวหิ วิมเลหิ อุปโสภติ สพฺพทา ฯ

นครํ รมฺมวตี นาม สุเทโว ๑ นาม ขตฺติโย

สุเมธา นาม ชนิกา ทีปงฺกรสฺส สตฺถุโน ฯ

ทสวสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสี ๒ ชิโน

หํสา โกญฺจา มายุรากฺขฺย ๓ ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

ตีณิ สตสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

ปทุมา นาม สา นารี อุสภกฺขนฺโธ นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา หตฺถิยาเนน นิกฺขมิ

อนูนทสมาสานิ ปธานํ ปทหี ชิโน ฯ

ปธานจารํ จริตฺวาน อพุชฺฌิ มานสา มุนิ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต ทีปงฺกโร มหามุนิ ฯ

วตฺตจกฺโก ๔ มหาวีโร นนฺทาราเม ๕ วสี ชิโน

นิสินฺโน สิริสมูลมฺหิ อกาสิ ติตฺถิยมทฺทนํ ฯ

สุมงฺคโล จ ติสฺโส จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

สาคโต นามุปฏฺฐาโก ทีปงฺกรสฺส สตฺถุโน ฯ

นนฺทา เจว สุนนฺทา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต ปิปฺผลีติ ปวุจฺจติ ฯ

ตปุสฺส ภลฺลิกา นาม อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

สิริมา โสณา อุปฏฺฐิกา ทีปงฺกรสฺส สตฺถุโน ฯ

อสีติหตฺถมุพฺเพโธ ทีปงฺกโร มหามุนิ

โสภติ ทีปรุกฺโขว สาลราชาว ผุลฺลิโต ฯ

ปภา นิทฺธาวตี ตสฺส สมนฺตา ทสโยชเน

สตสหสฺสวสฺสานิ อายุ ตสฺส มเหสิโน ฯ

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ

โชตยิตฺวาน สทฺธมฺมํ สนฺตาเรตฺวา มหาชนํ ฯ

ชลิตฺวา อคฺคิกฺขนฺโธว นิพฺพุโต โส สสาวโก

สา จ อิทฺธิ โส จ ยโส ตานิ จ ปาเทสุ จกฺกรตนานิ ฯ

สพฺพํ สมนฺตรหิตํ นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขาราติ

ทีปงฺกโร ชิโน สตฺถา นนฺทารามมฺหิ นิพฺพุโต ฯ

ตตฺเถว ตสฺส ชินถูโป ฉตฺตึสุพฺเพธโยชโน ฯ

ปตฺตจีวรํ ๑ ปริกฺขารํ ปริโภคญฺจ สตฺถุโน

โพธิมูเล ตทา ถูโป ติโยชนสมุคฺคโต ฯ

ทีปงฺกรพุทฺธวํโส ปฐโม ฯ

๑ ม. ยุ. อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ

๑ ม. ยุ. ตํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๑ ม. ยุ. อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ ๒ ม. ยุ. อุจฺจารฏฺฐานมฺหิ ฯ ๓ ม. ยุ. ปลุคฺคํ ฯ

๔ ม. ยุ. สามี ฉฑฺเฑตฺวา คจฺฉนฺติ ฯ

๑ ม. ยุ. คุเณ ฯ

๑-๒ ม. ยุ. โสธียติ ฯ ๓ ม. วจนํ ฯ ๔ ม. ยุ. มโมกาสํ ฯ

๑ ม. ยุ. มนุสฺสาปิ จ เทวตา ฯ ๒ ม. มานุเสหิ จ ฯ ๓ ม. ยุ. อุกฺขิปนฺติ ฯ

๔ ม. อากาสนภคตา ฯ ๕ ม. ยุ. กลเล ฯ ๖ ม. ยุ. พุทฺโธ เหสฺสํ ... ฯ

๑ ม. สเทวกํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. ปาปุณิตฺวา ฯ ๓ ยุ. อถ ฯ

๔ ยุ. ... การิยํ ฯ ๕ ม. อท ฯ ยุ. อาทา ฯ

๑ ยุ. วีตมลา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒-๓ ม. ยุ. อิทํ ปาททฺวยํ นตฺถิ ฯ

๔ ม. พุทฺธวีชํ กิร อยํ ฯ ๕ ม. ยุ. ... ติตฺเถ ฯ

๑ ม. ยุ. จ ฯ ๒ ม. ยุ. อภิญฺญาสุ ฯ ๓ ม. พฺยปคตํ ฯ

๑ ม. ยุ. ทกชา ฯ

๑ ม. ยุ. กุฑฺฑา ฯ ๒ ม. ยุ. อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ ๓ ม. ยุ. เลฑฺฑุ ฯ

๔ ม. วิตถํ นตฺถิ พุทฺธานํ ธุวํ พุทฺโธ ภวามิหํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๑ ม. ยุ. จมรี ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๑-๒ ม. ยุ. อนฺทฺฆเร ฯ

๑ ยุ. ...ปารมึ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๑ ม. พฺยาถิต... ฯ ยุ. พฺยาธิต... ฯ

๑ ม. ยุ. กมฺปิตา ฯ ๒ ยุ. สพฺพโรโค ฯ ๓ ม. วินสฺสตุ ฯ

๑ ม. ยุ. ปริสุทฺโธ ฯ

๑ ยุ. สุเมโธ นาม ฯ ๒ ม. ยุ. อชฺฌา โส วสิ ฯ ๓ ม. ยุ. มยูรา จ ฯ

๔ ม. ยุ. วตฺติ จกฺกํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๕ ม. ยุ. สิรีฆเร ฯ

๑ ม. ยุ. อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

ในสี่อสงไขยแสนกัป มีพระนครหนึ่งชื่อว่าอมรนครเป็นนครสวยงามน่ารื่นรมย์ใจ ไม่ว่างจากเสียง ๑๐ ประการคือ เสียงประกาศให้มานำเอาข้าวน้ำไป เสียงช้าง เสียงม้า เสียงกลอง เสียงสังข์ เสียงรถ เสียงเชิญให้มาเคี้ยวมาดื่ม มาบริโภคข้าวและน้ำ เป็นนครสมบูรณ์ด้วยองค์คุณทั้งปวง ประกอบด้วยการงานทุกอย่าง สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ คับคั่งไปด้วยหมู่ชนต่างๆ เป็นนครสมบูรณ์เหมือนเทพนคร เป็นที่อยู่ของผู้มีบุญ

เราเป็นพราหมณ์นามว่าสุเมธอยู่ในครอมรวดี สั่งสมโภคทรัพย์ไว้หลายโกฏิ มีทรัพย์สมบัติมากมาย เป็นผู้เล่าเรียน ทรงมนต์รู้จบไตรเพท ถึงความสำเร็จในตำราทำนายลักษณะ และคัมภีร์อิติหาสะ นั่งอยู่ในที่ลับคิดอย่างนี้ในครั้งนั้นว่าการเกิดในภพใหม่และความที่สรีระแตกเป็นทุกข์ [ความหลงตายเป็นทุกข์ ชีวิตถูกย่ำยี] เราจักแสวงหานิพพานอันไม่แก่ไม่ตาย ปลอดภัย เป็นที่ดับชาติธรรม ชราธรรม และพยาธิธรรมเอาละ เราพึงเป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ไม่ต้องการ ละทิ้งกายอันเปื่อยเน่าเต็มด้วยซากศพนี้ไปเสียเถิดทางที่ใครๆ ไม่อาจจะไปได้เพราะไม่มีเหตุ จักมีแน่นอนเราจักแสวงหาทางนั้นเพื่อหลุดพ้นไปจากภพเมื่อมีความเจริญ

ความเสื่อมก็จำต้องปรารถนา เปรียบเหมือนเมื่อมีทุกข์แม้สุขก็ย่อมมี ฉะนั้นไฟ ๓ กองมีอยู่นิพพานความดับก็จำต้องปรารถนา เปรียบเหมือนเมื่อความร้อน ความเย็นก็ย่อมมีฉะนั้น ความเกิดมีอยู่ ความไม่เกิดก็จำต้องปรารถนาเปรียบเหมือนเมื่อความชั่วมีอยู่ แม้ความดีก็ย่อมมี ฉะนั้นสระน้ำอมฤตอันเป็นสถานที่ชำระกิเลสมลทินมีอยู่ แต่บุคคลผู้ต้องการจะชำระไม่แสวงหาสาระ จะโทษสระน้ำอมฤตไม่ได้ เปรียบเหมือนบุรุษเปื้อนคูถเห็นสระมีน้ำเต็มแล้ว ไม่ไปหาสระเอง จะโทษสระนั้นไม่ได้ฉะนั้นบุคคลผู้ถูกกิเลสห้อมล้อมแล้ว เมื่อทางเกษมมีอยู่แต่ไม่แสวงหาทางนั้น จะไปโทษทางเกษมไม่ได้ เปรียบเหมือนบุรุษถูกข้าศึกล้อมไว้

เมื่อทางสำหรับจะหนีไปมีอยู่แต่เขาไม่หนีไป จะโทษทางนั้นไม่ได้ ฉะนั้น บุคคลผู้มีทุกข์ถูกพยาธิคือกิเลสเบียดเบียด ไม่แสวงหาอาจารย์ จะโทษอาจารย์นั้นไม่ได้ เปรียบเหมือนบุรุษผู้ป่วยไข้ เมื่อหมอมีอยู่แต่ไม่ให้รักษาความป่วยไข้นั้น จะโทษหมอนั้นไม่ได้ ฉะนั้น [เอาละ เราพึงเป็นผู้ไม่มีความห่วงใยไม่ต้องการละทิ้งกายอันเปื่อยเน่าเต็มไปด้วยซากศพนี้ไปเสียเถิด] เราพึงเป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ไม่ต้องการ ละทิ้งกายอันเปื่อยเน่าสั่งสมด้วยซากศพต่างๆ นี้ไปเสีย เปรียบเหมือนบุรุษพึงเปลื้องซากศพอันน่าเกลียดพันอยู่ที่คอออกเสีย แล้วพึงไปอยู่เป็นสุขเสรีตามลำพังตน ฉะนั้นเราจักละทิ้งกายอันเต็มด้วยซากศพต่างๆ

นี้ไปเสีย ดังถ่ายอุจจาระในส้วมแล้วไป เปรียบเหมือนบุรุษและสตรีถ่ายอุจจาระลงในส้วมเสร็จแล้วออกไป โดยไม่ห่วงใย ไม่ต้องการ ฉะนั้น เราจักละทิ้งกายอันมีช่อง ๙ แห่ง มีน้ำหนองเป็นนิตย์นี้ไปเสีย ดังเจ้าของเรือทิ้งเรือที่คร่ำคร่า เปรียบเหมือนเจ้าของเรือที่เก่าคร่ำคร่า ชำรุดน้ำชุ่มไปโดยไม่ห่วงใย ไม่ต้องการ ฉะนั้นเถิด เราจักละกายนี้ซึ่งเปรียบเสมอด้วยมหาโจรไปเสีย เพราะกลัวจะชิงตัดกุศล เปรียบเหมือนบุรุษถือห่อสิ่งของไปกับพวกโจร ทิ้งโจรไปเสียเพราะเห็นภัย คือโจรจะชิงสิ่งของ ฉะนั้น ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว ได้ให้ทรัพย์หลายร้อยโกฏิแก่คนไม่มีที่พึ่งและคนอนาถาแล้วเข้าไปยังภูเขาหิมวันต์ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์

มีเขาลูกหนึ่งชื่อธรรมมิกบรรพต เราสร้างอาศรมอย่างดี สร้างบรรณศาลาอยู่ที่เขาธรรมมิกบรรพต ณ ที่นั้นเราสร้างที่จงกรมอันเว้นโทษ ๕ ประการ ประกอบด้วยคุณ ๘ประการ เป็นที่นำมาซึ่งอภิญญาและพละไว้ ทิ้งผ้าสาฎกประกอบด้วยโทษ ๙ ประการเสีย นุ่งผ้าเปลือกไม้กรองอันประกอบด้วยคุณ๑๒ ประการเราละบรรณศาลาอันเกลื่อนกล่นไปด้วยโทษ ๘ ประการเสีย มาอาสัยโคนไม้อันประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ เราละทิ้งข้าวเปลือกที่ปลูกไว้หว่านไว้เสียโดยไม่เหลือ เก็บเอาผลไม้ที่หล่นเองซึ่งประกอบด้วยคุณหลายอย่างมาบริโภค ณ ที่นั้น เราบำเพ็ญความเพียรอยู่ในที่นั่งและที่จงกรมภายใน ๗ วันก็ได้บรรลุอภิญญาและพละ เมื่อเราถึงความสำเร็จมีความเย็นใจในศาสนาอย่างนี้แล้วพระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลกพระนามว่า

ทีปังกร เสด็จอุบัติขึ้นเมื่อพระพิชิตมารเสด็จอุบัติบังเกิด ตรัสรู้ และในการแสดงพระธรรมเทศนา เราผู้เปี่ยมด้วยความยินดีในฌาน ไม่ได้เห็นนิมิต๔ ประการ ชนทั้งหลายทูลนิมนต์พระตถาคต ณ ที่ประทับในปัจจันตประเทศช่วยกันแผ้วถางทาง สำหรับพระตถาคตเสด็จดำเนินมาสมัยนั้น เราออกจากอาศรมของตนแล้ว สลัดผ้าคากรองเหาะไปในอัมพรได้เห็นหมู่ชนผู้มีจิตโสมนัส ยินดี ร่าเริงเบิกบานใจ จึงลงจากอากาศมาถามมนุษย์ทั้งหลายในขณะนั้นว่า มหาชนผู้มีจิตโสมนัสยินดี ร่าเริง เบิกบานใจ ช่วยกันแผ้วถางทางสำหรับเดินเพื่อใครชนเหล่านั้นอันเราถามแล้วบอกว่า

พระพุทธชินเจ้าผู้ยอดเยี่ยมเป็นนายกของโลก พระนามว่าทีปังกร เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ชนทั้งหลายช่วยกันแผ้วถางทางสำหรับเดินเพื่อพระองค์ ขณะนั้นปีติเกิดขึ้นแก่เรา เพราะได้ฟังคำว่า พุทโธ เราจึงกล่าวประกาศความโสมนัสว่า พุทโธ พุทโธ เราทั้งยินดีทั้งสลดใจยืนคิดอยู่ ณ ที่นั้นว่าเราจะปลูกพืชคือบุญลงในที่นี้ขณะอย่างได้ล่วงไปเสียเลย แล้วกล่าวว่าถ้าท่านทั้งหลายช่วยกันถางทางเพื่อพระพุทธเจ้า ขอจงให้โอกาสหนึ่งแก่ข้าพเจ้าแม้ข้าพเจ้าก็จะช่วยแผ้วถางทางเสด็จดำเนินในกาลนั้นชนเหล่านั้นได้ให้โอกาสเพื่อการถางทางแก่เรา

ครั้งนั้นเราถางทางไปพลางคิดไปพลางว่า พุทโธ พุทโธ เมื่อเราทำยังไม่ทันเสร็จ พระมหามุนีทีปังกรชินเจ้ากับพระขีณาสพสี่แสนผู้ได้อภิญญา๖ ผู้คงที่ปราศจากมลทินก็เสด็จมาถึง การต้อนรับย่อมเป็นไป คนเป็นอันมากประโคมกลองเภรี มนุษย์และเทวดาต่างก็มีใจเบิกบานเปล่งเสียงสาธุการ เทวดาก็เห็นมนุษย์ มนุษย์ก็เห็นเทวดา มนุษย์และเทวดาทั้งสองพวกนั้น พากันประนมอัญชลีเดินตามพระตถาคตพวกเทวดาเอาดนตรีทิพย์มาประโคม พวกมนุษย์เอาดนตรีมนุษย์มาประโคม เดินตามพระตถาคตมาทั้งสองพวกทวยเทพผู้อยู่ในอากาศต่างก็โปรยปรายดอกมณฑารพดอกปทุม ดอกปาริชาตก์ทิพย์ ลงยังทิศน้อยทิศใหญ่และโปรยลงซึ่งกระแจะจันทน์ และของหอมอย่างดีล้วนแต่เป็นของทิพย์ลงยังทิศน้อยทิศใหญ่

พวกมนุษย์ผู้ที่อยู่บนพื้นดิน ก็โปรยดอกจำปา ดอกช้างน้าว ดอกประดู่ ดอกกากะทิงดอกบุนนาค ดอกการเกตลงยังทิศน้อยทิศใหญ่เราสยายผมแล้วเอาผ้าคากรองและหนังสัตว์ลาดลงบนเปือกตม นอนคว่ำลง ณที่นั้น ด้วยคิดว่า พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวก จงทรงเหยียบเราเสด็จไปเถิด อย่าทรงเหยียบเปือกตมนั้นเลย ข้อนั้นจักเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา เมื่อเรานอนอยู่ที่พื้นดิน ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เรา (มิได้) ปรารถนาว่า วันนี้

พระพุทธเจ้าพึงทรงเผากิเลสของเราประโยชน์อะไรแก่เราด้วยเพศที่ใครๆ ไม่รู้จัก และด้วยการทำให้แจ้งซึ่งธรรม ณ ที่นี้ เราพึงบรรลุสัพพัญญุตญาณหลุดพ้นแล้วพึงเปลื้องหมู่สัตว์พร้อมทั้งเทวดาให้หลุดพ้นเถิด ประโยชน์อะไรด้วยเราผู้เป็นคนมีกำลังจะข้ามไปคนเดียวเล่า เราบรรลุสัพพัญญุตญาณได้ และจะช่วยหมู่ชนให้ข้ามได้เป็นอันมาก ด้วยอธิการที่เราทำแล้วในพระพุทธเจ้านี้ เราตัดกระแสสงสารกำจัดภาพทั้ง ๓ ขึ้นสู่เรือคือธรรมแล้ว จักช่วยหมู่สัตว์พร้อมทั้งเทวดาให้ข้ามได้

พระพุทธทีปังกรผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชาประทับยืนอยู่เหนือศีรษะเรา ตรัสพระดำรัสว่า ท่านทั้งหลายจงดูชฎิลดาบสผู้มีตบะอันรุ่งเรืองนี้ เขาจักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลกในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ พระตถาคตชินเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระเกียรติยศมากจักเสด็จออกจากพระนครกบิลพัสดุ์ อันน่ารื่นรมย์ จักทรงบำเพ็ญความเพียรทำทุกกรกิริยา แล้วเสด็จไปประทับนั่งที่ควงไม้อชปาลนิโครธทรงรับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้ว เสด็จไปยังแม่น้ำเนรัญชรา

พระองค์เสวยข้าวมธุปายาสที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา แล้วเสด็จดำเนินตามทางราบเรียบที่เขาตกแต่งไว้ไปที่ควงไม้โพธิพฤกษ์แต่นั้นทรงทำประทักษิณโพธิมณฑลอันยอดเยี่ยมแล้ว จักตรัสรู้ที่ควงไม้อัสสัตถพฤกษ์ พระมารดาบังเกิดเกล้าของพระตถาคตพระองค์นี้ จักมีพระนามว่ามายา พระบิดามีพระนามว่าสุทโธทนะพระตถาคตนี้จักมีพระนามว่าโคดม พระตถาคตพระองค์นั้น จักมีพระอัครสาวกผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะมีจิตสงบระงับมั่นคงนามว่าโกลิตะ และอุปปติสสะ ภิกษุอุปฐากมีนามว่าอานนท์ จักบำรุงพระพิชิตมารนี้ จักมีอัครสาวิกาผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะมีจิตสงบระงับ มั่นคง นามว่าเขมาและอุบลวรรณา ไม้โพธิของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น

ประชาชนเรียกว่าอัสสัตถพฤกษ์จิตตคฤหบดี หัตถกคฤหบดีชาวเมืองอาฬวี จักเป็นอุปัฏฐากผู้เลิศนันทมารดาและอุตตราอุบาสิกา จักเป็นอุปัฏฐายิกาผู้เลิศ พระโคดมผู้มียศพระองค์นั้น จักมีพระชนมายุ ๑๐๐ ปี มนุษย์และเทวดาทั้งหลายได้ฟังพระพุทธดำรัสนี้แล้ว ต่างก็เบิกบานใจกล่าวว่า ท่านผู้นี้จักเป็นหน่อพุทธธางกูร หมู่สัตว์ในหมื่นจักรวาลพร้อมทั้งเทวดาต่างก็เปล่งเสียงโห่ร้องปรบมือ ร่าเริง ประนมอัญชลีถวายนมัสการว่า ถ้าเราทั้งหลายจักไม่ยินดีพระศาสนาของพระโลกนาถพระองค์นี้เราทั้งหลายจักมีหน้าพร้อมต่อหน่อพุทธางกูรนี้ในอนาคต ถ้าเราทั้งปวงละพระพิชิตมารพระองค์นี้ เราทั้งปวงก็จักมีหน้าพร้อมต่อหน่อพุทธางกูรนี้ในอนาคตเปรียบเหมือนมนุษย์ผู้จะข้ามแม่น้ำไม่ยินดีท่าน้ำเฉพาะหน้า

ไปยึดเอาท่าน้ำข้างหลัง ข้ามแม่น้ำใหญ่ฉะนั้น พระพุทธทีปังกรผู้ทรงรู้แจ้งโลก ทรงสมควรรับเครื่องบูชาทรงประกาศกรรมของเราแล้ว ทรงยกพระบาทเบื้องขวาขึ้น พระสาวกของพระพิชิตมารที่อยู่ ณ ที่นั้น ได้ทำประทักษิณเราทุกๆองค์ เทวดา มนุษย์ อสูร ยักษ์ อภิวาทเราแล้วพากันกลับไปครั้งนั้น เมื่อพระพุทธทีปังกรผู้เป็นนายกของโลก พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกล่วงคลองจักษุเราไป เราลุกขึ้นจากที่นอนแล้ว นั่งเข้าสมาธิอยู่ เราสำราญใจด้วยความสุข เบิกบานใจด้วยปราโมทย์และอิ่มใจด้วยปิติ นั่งเข้าสมาธิอยู่ในกาลนั้น ครั้งนั้น เรานั่งขัดสมาธิแล้ว คิดอย่างนี้ว่า คิดอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้มีความชำนาญในฌาน ถึงที่สุดแห่งอภิญญาในหมื่นโลกธาตุ ฤาษีผู้เสมอเหมือนเราไม่มี ในธรรมคือฤทธิ์ไม่มีใครเสมอเรา

เราได้สุขเหล่านี้ ขณะที่เราเข้าสมาธิอยู่ เทวดาผู้สถิตอยู่ในหมื่นจักรวาล พากันเปล่งเสียงกึกก้องว่า ท่านผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่ นิมิตเหล่าใด ที่เคยปรากฏในขณะที่พระโพธิสัตว์ในปางก่อนนั่งเข้าสมาธิอันประเสริฐนิมิตเหล่านั้นปรากฏในวันนี้ ความหนาวถึงความซาบซึม และความร้อนสงบ นิมิตเหล่านั้นปรากฏในวันนี้ ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ หมื่นโลกธาตุเงียบเสียง สงบเสียง นิมิตเหล่านั้นปรากฏในวันนี้ ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ ลมพายุย่อมไม่พัดแม่น้ำย่อมไม่ไหล นิมิตเหล่านั้นปรากฏในวันนี้ ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ ไม้ดอกพันธุ์ไม้บกและพันธุ์ไม้น้ำทุกชนิด ผลิดอกในขณะนั้น

แม้วันนี้ดอกไม้เหล่านี้ก็บานทุกดอก ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ ไม้เถาหรือไม้ต้น ย่อมเผล็ดผลในขณะนั้น แม้วันนี้ไม้ผลทุกชนิดก็เผล็ดผลในวันนี้ ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ รัตนะทั้งที่อยู่ในอากาศและพื้นดินย่อมสว่างไสวในขณะนั้นแม้วันนี้รัตนะเหล่านั้นก็สว่างไสว ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ดนตรีทั้งของมนุษย์และทิพย์ ย่อมประโคมในขณะนั้น แม้วันนี้ดนตรีทั้งสองอย่างนั้นก็ประโคม ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ดอกไม้อันวิจิตรย่อมตกลงจากอากาศในขณะนั้น แม้วันนี้ดอกไม้เหล่านั้นก็ปรากฏ ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ มหาสมุทรย่อมกระฉอกฉ่อน หมื่นโลกธาตุย่อมหวั่นไหว

แม้วันนี้สิ่งทั้งสองนั้นก็มีเสียงครืนๆ อยู่ ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ ไฟในนรกหมื่นขุมย่อมดับในขณะนั้น แม้วันนี้ไฟนั้นก็ดับแล้ว ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ พระอาทิตย์ย่อมปราศจากมลทิน ดาวทุกดวงย่อมปรากฏแจ่มจ้า แม้วันนี้พระอาทิตย์และดาวทุกดวงก็แจ่มจ้าท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ โดยที่ฝนไม่ตกเลย น้ำในแม่น้ำก็ขึ้นในขณะนั้น แม้วันนี้น้ำในแม่น้ำก็ขึ้น ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ หมู่ดาวนักษัตรในท้องฟ้า ย่อมส่องแสงไพโรจน์พระจันทร์วันวิสาขฤกษ์แจ่มจ้า ท่านผู้นี้จะเป็นพระพุทธเจ้าแน่ งูที่อยู่รูและที่อยู่ตามซอก ย่อมออกจากที่อยู่ของตน แม้วันนี้งูเหล่านั้นก็ออกมาเพ่นพ่าน

ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ สัตว์ทั้งหลายที่ไม่ยินดีไม่มี ย่อมยินดีทั่วกันในขณะนั้น แม้วันนี้สัตว์ก็ยินดีทั่วกัน ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ โรคทุกชนิดเบาบางสงบ และความหิวย่อมหายไป แม้วันนี้ก็ปรากฏอย่างนั้น ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ ในกาลนั้นราคะย่อมบางเบา โทสะและโมหะย่อมเสื่อมคลาย แม้วันนี้ก็ปราศจากไปหมดสิ้น ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ ในกาลนั้นภัยย่อมไม่มี แม้วันนี้ก็ปรากฏเช่นนี้ ด้วยนิมิตนั้น เราทั้งหลายจึงรู้ได้ว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ธุลีย่อมไม่ฟุ้งขึ้นเบื้องบน แม้วันนี้ก็ปรากฏเช่นนั้น ด้วยนิมิตนั้นเราทั้งหลายจึงรู้ได้ว่า

ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ กลิ่นเหม็นย่อมปราศจากไป มีแต่กลิ่นหอมตระหลบไป แม้วันนี้ก็มีกลิ่นหอมตระหลบไป ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ เทวดาทั้งปวงย่อมปรากฏ เว้นแต่ที่ไม่มีรูป แม้วันนี้ก็ปรากฏทั้งหมด ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ ขณะนั้น นรกมีประมาณเท่าใด ก็ปรากฏหมดเท่านั้น แม้วันนี้ก็ปรากฏทั้งหมด ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ในกาลนั้น หม้อไห บานประตู ภูเขา ย่อมไม่มีอะไรปิด แม้วันนี้ก็เปิดโล่ง ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ การจุติและการอุบัติ ย่อมไม่มีในขณะนั้น แม้วันนี้ก็ปรากฏเช่นนั้น ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ (นิมิตเหล่านี้ย่อมปรากฏ เพื่อประโยชน์แก่การตรัสรู้ของสัตว์)

ท่านจงบำเพ็ญเพียรให้มั่นเถิด อย่าถอยกลับจงก้าวไปข้างหน้า แม้เราทั้งหลายก็รู้ท่านว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นแน่ เราได้ฟังพระพุทธดำรัส และคำของเทวดาในหมื่นโลกธาตุแล้วก็ยินดี ร่าเริง เบิกบานใจ ได้คิดอย่างนี้ในกาลนั้นว่าพระพุทธชินเจ้ามีพระวาจาไม่เป็นสอง มีพระวาจาไม่เปล่าประโยชน์พระพุทธเจ้าไม่ตรัสคำไม่จริง เราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่ พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ย่อมเที่ยงแท้แน่นอน เปรียบเหมือนก้อนดินที่โยนขึ้นไปในอากาศ ย่อมตกลงมาที่พื้นดินแน่นอนฉะนั้น (พระพุทธเจ้าไม่ตรัสคำไม่จริง เราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นแน่) พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด

ย่อมเที่ยงแท้แน่นอนเปรียบเหมือนสัตว์ทั้งปวงต้องตายเป็นแน่ ฉะนั้น พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ย่อมเที่ยงแท้แน่นอน เปรียบเหมือนเมื่อราตรีสิ้นไปพระอาทิตย์ขึ้นแน่ ฉะนั้น พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ย่อมเที่ยงแท้แน่นอน เปรียบเหมือนราชสีห์เมื่อลุกจากที่นอน ต้องบันลือสีหนาทแน่ ฉะนั้นพระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดย่อมเที่ยงแท้แน่นอน เปรียบเหมือนสัตว์ทั้งหลายผู้ไปถึงที่หมายแล้ว ย่อมปลงภาระอันหนักลง ฉะนั้น เอาละ เราจักค้นหาพุทธการกธรรม จากข้างนี้ๆ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำทั้งทิศน้อยทิศใหญ่ตลอดทั่วธรรมธาตุ ในกาลนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นทานบารมีเป็นข้อที่

๑ ซึ่งเป็นทางใหญ่อันพระพุทธเจ้าทั้งหลายแต่ปางก่อนประพฤติมาจึงเตือนตนเองว่า ท่านจงยึดบารมีข้อที่ ๑ นี้บำเพ็ญให้มั่นก่อนท่านจงบำเพ็ญทานบารมีเถิด ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุโพธิญาณ ท่านเห็นยาจกทั้งชั้นต่ำ ปานกลางและชั้นสูงแล้ว จงให้ทานอย่าให้เหลือ ดังหม้อที่เขาคว่ำไว้ เปรียบเหมือนหม้อที่เต็มด้วยน้ำ ผู้ใดผู้หนึ่งจับคว่ำลงแล้ว น้ำย่อมไหลออกหมด ไม่ขังอยู่ในหม้อนั้น ฉะนั้น แต่พุทธธรรมจักมีเพียงเท่านี้นั้นหามิได้ เราจักค้นหาธรรมอันเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป ในกาลนั้นเมื่อเราค้นหาอยู่ ก็ได้เห็นศีลบารมีเป็นข้อที่ ๒ ที่พระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทรงเสพอาศัย จึงเตือนตนเองว่า

ท่านจงยึดบารมีข้อที่ ๒นี้บำเพ็ญให้มั่นก่อนท่านจงบำเพ็ญศีลบารมีเถิด ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุโพธิญาณ ท่านจงบำเพ็ญศีลในภูมิ ๔ ให้บริบูรณ์ จงรักษาศีลในกาลทั้งปวง ดังจามรีรักษาขนหาง เปรียบเหมือนดังจามรีย่อมรักษาขนหางอันติดในที่ไรๆ ยอมตายในที่นั้น ไม่ยอมทำขนหางให้เสีย ฉะนั้น แต่พุทธธรรมจักมีเพียงเท่านี้นั้นหามิได้ เราจักค้นหาธรรมอันเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป ในกาลนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ก็ได้เห็นเนกขัมมบารมีเป็นข้อที่ ๓ ที่พระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทรงเสพอาศัย จึงเตือนตนเองว่า ท่านจงยึดบารมีข้อที่ ๓นี้บำเพ็ญให้มั่นก่อน ท่านจะบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเถิด ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุโพธิญาณ

ท่านจงเห็นภพทั้งปวงดังเรือนจำ ท่านจงมุ่งหน้าต่อเนกขัมมะ เพื่อหลุดพ้นไปจากภพ เปรียบเหมือนบุรุษที่ถูกขังในเรือนจำ ได้รับทุกข์มานาน ย่อมไม่ยังความยินดีให้เกิดในเรือนจำนั้น แสวงหาความพ้นไป ฉะนั้น แต่พุทธธรรมจักมีเพียงเท่านี้นั้นหามิได้ เราจักค้นหาธรรมอันเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป ในกาลนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นปัญญาบารมีเป็นข้อที่ ๔ ที่พระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน ทรงเสพอาศัย จึงเตือนตนเองว่า ท่านจงยึดบารมีที่ ๔ นี้บำเพ็ญให้มั่นก่อน ท่านจะบำเพ็ญปัญญาบารมีเถิด ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุโพธิญาณ ท่านได้สอบถามคนมีปัญญาตลอดกาลทั้งปวง บำเพ็ญปัญญาบารมีแล้ว จักบรรลุสัมโพธิญาณได้

เปรียบเหมือนภิกษุ เมื่อเที่ยวภิกษา ไม่เว้นตระกูลต่ำ ปานกลางและสูงย่อมได้อาหารเครื่องเยียวยาอัตภาพ ฉะนั้นแต่พุทธธรรมจักมีเพียงเท่านี้นั้นหามิได้ เราจักค้นหาธรรมอันเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป ในกาลนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ก็ได้เห็นวิริยบารมีเป็นข้อที่ ๕ ที่พระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทรงเสพอาศัยจึงเตือนตนเองว่าท่านจงยึดบารมีข้อที่ ๕ นี้บำเพ็ญให้มั่นก่อนท่านจงบำเพ็ญวิริยบารมีเถิด ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุโพธิญาณท่านประคองความเพียรให้มั่นไว้ทุกภพ บำเพ็ญวิริยบารมีแล้ว จักบรรลุสัมโพธิญาณได้ เปรียบเหมือนสีหมฤคราช มีความเพียรไม่ย่อหย่อนในที่นั่งที่ยืนและที่เดินประคองใจไว้ทุกเมื่อ

ฉะนั้น แต่พุทธธรรมจักมีเพียงเท่านี้นั้นหามิได้ เราจักค้นหาธรรม อันเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณอย่างอื่นต่อไปในกาลนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ก็ได้เห็นขันติบารมีเป็นข้อที่ ๖ ที่พระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทรงเสพอาศัยจึงเตือนตนเองว่า ท่านจงยึดบารมีข้อที่ ๖ นี้บำเพ็ญให้มั่นก่อนท่านมีใจแน่วแน่ในขันตินั้น จักบรรลุสัมโพธิญาณได้ ท่านจงอดทนต่อคำยกย่องและคำดูหมิ่นทั้งปวง บำเพ็ญขันติบารมีเปรียบเหมือนแผ่นดินอดทนสิ่งที่เขาทิ้งลงทุกอย่างทั้งสะอาดและไม่สะอาดไม่แสดงความยินดียินร้ายฉะนั้นแล้ว จักบรรลุสัมโพธิญาณได้ แต่พุทธธรรมจักมีเพียงเท่านี้นั้นหามิได้ เราจักค้นหาธรรมอันเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป

ในกาลนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ก็ได้เห็นลสัจจบารมีเป็นข้อที่ ๗ ที่พระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทรงเสพอาศัย จึงเตือนตนเองว่า ท่านจงยึดบารมีข้อที่ ๗ นี้บำเพ็ญให้มั่นก่อน ท่านมีใจแน่วแน่ในสัจจะนั้น จักบรรลุสัมโพธิญาณได้ ดาวประกายพฤกษ์เป็นดาวนพเคราะห์ ประจำอยู่ในมนุษย์โลกทั้งเทวโลก ไม่หลีกไปจากทางเดิน ทุกสมัยฤดูหรือปี ฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้น อย่าหลีกไปจากแนวในสัจจะ บำเพ็ญสัจจบารมีแล้วจักบรรลุสัมโพธิญาณได้แต่พุทธธรรมจักมีเพียงเท่านี้นั้นหามิได้ เราจักค้นหาธรรมอันเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป ในกาลนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ก็ได้เห็นอธิษฐานบารมีเป็นข้อที่ ๘ ที่พระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทรงเสพอาศัย

จึงเตือนตนเองว่าท่านจงยึดบารมีข้อที่ ๘ นี้บำเพ็ญให้มั่นก่อน ท่านไม่หวั่นในอธิษฐานบารมีนั้น จักบรรลุสัมโพธิญาณได้ท่านจงเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในการอธิษฐานในการทั้งปวง บำเพ็ญอธิษฐานบารมี เปรียบเหมือนภูเขาหินไม่หวั่นไหว ตั้งมั่น ไม่สะท้านสะเทือนเพราะลมจัด คงอยู่ในที่เดิม ฉะนั้นแล้ว จักบรรลุสัมโพธิญาณได้ แต่พุทธธรรมจักมีเพียงเท่านี้นั้นหามิได้ เราจักค้นหาธรรมอันเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป ในกาลนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ก็ได้เห็นเมตตาบารมีเป็นข้อที่ ๙ ที่พระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทรงเสพอาศัย จึงเตือนตนเองว่า ท่านจงยึดบารมีข้อที่ ๙ นี้บำเพ็ญให้มั่นก่อน ท่านจงเป็นผู้ไม่มีใครเสมอด้วยเมตตา

ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุสัมโพธิญาณ ท่านจงเจริญเมตตาให้เสมอกันทั้งในสัตว์ที่มีประโยชน์ และไม่มีประโยชน์บำเพ็ญเมตตาบารมีเปรียบเหมือนน้ำย่อมแผ่ความเย็น ชำระล้างมลทินธุลี เสมอกันทั้งในคนดีและคนชั่ว ฉะนั้นแล้วจักบรรลุสัมโพธิญาณได้ แต่พุทธธรรมจักมีเพียงเท่านี้นั้นหามิได้ เราจักค้นหาธรรมอันเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป ในกาลนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ก็ได้เห็นอุเบกขาบารมีเป็นข้อที่ ๑๐ ที่พระพุทธเจ้าทรงเสพอาศัยจึงเตือนตนเองว่า ท่านจงยึดบารมีข้อที่ ๑๐ นี้บำเพ็ญให้มั่นก่อน ท่านเป็นผู้มีอุเบกขามั่นคงดังตราชั่ง จักบรรลุโพธิญาณได้ ท่านจงมีใจเที่ยงตรงดังตราชั่งในสุขและทุกข์ในกาลทุกเมื่อ บำเพ็ญอุเบกขาบารมีเปรียบเหมือนแผ่นดินย่อมวางเฉย สิ่งที่เขาทิ้งลงทั้งที่ไม่สะอาดและสะอาดทั้งสองอย่าง เว้นจากความโกรธและความยินดี ฉะนั้นแล้ว จักบรรลุสัมโพธิญาณได้ ธรรมอันเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณ มีอยู่ในโลกเพียงเท่านี้ นอกจากนี้ที่ยิ่งกว่านั้นไม่มี ท่านจงตั้งมั่นอยู่ในธรรมนั้นเถิด.

เมื่อเราพิจารณาเห็นธรรมเหล่านี้ พร้อมทั้งภาวะ กิจของตนและลักษณะ พื้นพสุธาในหมื่นจักรวาล ก็หวั่นไหวด้วยเดชแห่งธรรมปฐพีย่อมหวั่นไหวส่งเสียงร้อง เหมือนหีบอ้อยบีบอ้อย ฉะนั้นเมทนีดลย่อมหวั่นไหว เหมือนล้อยนต์ใส่น้ำมัน ฉะนั้น บริษัทประมาณเท่าใด มีอยู่ในบริเวณรอบๆ พระพุทธเจ้าบริษัทในบริเวณนั้นหวั่นไหวนอนซบอยู่ที่ภาคพื้นหม้อน้ำหลายพันหม้อ หม้อข้าวหลายพันหม้อ หม้อใส่กระแจะและหม้อเปรียงในที่นั้น กระทบกันและกันมหาชนหวาดเสียว สะดุ้งกลัว ประหลาดใจ มีใจหวาดหวั่นประชุมกันแล้ว พากันเข้าเฝ้าพระพุทธทีปังกร ทูลถามว่าความดีงามหรือความชั่วร้ายอะไรจักมีแก่โลก โลกทั้งปวงจักมีอันตรายหรือ

ขอพระองค์ผู้มีพระจักษุ โปรดบรรเทาอันตรายนั้นเถิด ในกาลนั้นพระพุทธทีปังกรมหามุนี ทรงชี้แจงให้มหาชนนั้นเข้าใจว่า ในการที่แผ่นดินหวั่นไหวนี้ ท่านทั้งหลายจงเบาใจ อย่ากลัวเลย วันนี้ เราพยากรณ์ผู้ใดว่าจักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ผู้นั้นพิจารณาเห็นธรรมที่พระพิชิตมารทรงเสพมาก่อน เมื่อผู้นั้นพิจารณาธรรมอันเป็นพุทธภูมิโดยไม่เหลือ เพราะเหตุนั้น ปฐพีในหมื่นโลกธาตุพร้อมทั้งในเทวโลก จึงหวั่นไหว ขณะนั้น มหาชนได้ฟังพระพุทธดำรัสแล้วเย็นใจ ทุกคนพากันมาหาเราแล้ว ก็กราบไหว้อีก ในกาลนั้น เรายึดพระพุทธคุณ ทำใจให้มั่นคง ถวายนมัสการพระพุทธทีปังกรแล้ว ลุกจากอาสนะ ขณะเมื่อเราลุกขึ้นจากอาสนะ

ทวยเทพและหมู่มนุษย์ ก็พากันเอาดอกไม้ทิพย์และดอกไม้มนุษย์โปรยปรายลงอนึ่ง ทวยเทพและหมู่มนุษย์นั้น ต่างก็อวยชัยให้พรสวัสดีว่า ท่านปรารถนาภูมิอันใหญ่หลวง ขอให้ท่านได้ภูมินั้นตามปรารถนาเถิดเสนียดจัญไรทั้งปวงจงอย่ามี ความโศกและโรคจงอย่ามี อันตรายจงอย่ามีแก่ท่าน ขอให้ท่านได้บรรลุโพธิญาณอันอุดมเร็วพลัน ข้าแต่ท่านผู้มีเพียรใหญ่ ท่านย่อมบานด้วยพุทธญาณ เปรียบเหมือนไม้ดอกย่อมมีดอกบานในฤดูที่มาถึง ฉะนั้น ข้าแต่ท่านผู้มีเพียรใหญ่ขอให้ท่านจงบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ ดังพระสัมพุทธเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่งทรงบำเพ็ญฉะนั้นเถิด ข้าแต่ท่านผู้มีเพียรใหญ่ ขอให้ท่านจงตรัสรู้ที่โพธิพฤกษ์ เหมือนหนึ่งพระสัมพุทธเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่งตรัสรู้ที่โพธิมณฑลเถิด

ข้าแต่ท่านผู้มีเพียรใหญ่ ขอให้ท่านจงประกาศธรรมจักร อย่างพระสัมพุทธเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่งทรงประกาศ ฉะนั้นเถิด ขอให้ท่านมีใจเต็มเปี่ยม รุ่งเรืองในหมื่นจักวาล เช่นพระจันทร์เต็มดวง ส่องแสงสว่างในวันเพ็ญ ฉะนั้นเถิด ขอให้ท่านพ้นจากโลก รุ่งเรืองด้วยศิริดังพระอาทิตย์พ้นจากราหูแผดแสงสว่างจ้าฉะนั้นเถิด โลกพร้อมด้วยเทวโลก มาประชุมกันในสำนักของท่านเปรียบเหมือนแม่น้ำทุกสายย่อมไหลมารวมลงยังทะเลหลวง ฉะนั้นในกาลนั้น สุเมธดาบสนั้น อันทวยเทพและหมู่มนุษย์เหล่านั้นชมเชย สรรเสริญแล้ว สมาทานธรรม ๑๐ ประการ เมื่อจะบำเพ็ญธรรมเหล่านั้นให้บริบูรณ์ จึงเข้าป่าใหญ่.

จบสุเมธกถา.

ในกาลนั้น มหาชนเหล่านั้น นิมนต์พระศาสดาพระนามว่า ทีปังกรผู้เป็นนายกของโลก พร้อมด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์ ให้เสวยแล้ว ได้ถือเป็นสรณะ พระตถาคตผู้นราสภ ทรงยังใครๆ ให้ตั้งอยู่ในสรณะพระตถาคตผู้นราสภ ทรงยังใครๆ ให้ตั้งอยู่ในสรณคมน์ ทรงยังใครๆ ให้ตั้งอยู่ในเบฌศีล ทรงยังใครๆ ให้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐ ทรงประทานสามัญผล คือ ผล ๔ อันสูงสุดให้แก่ใคร ทรงประทานธรรมอันไม่มีธรรมอื่นเสมอ คือปฏิสัมภิทาให้แก่ใคร ทรงประทานสมาบัติ อันประเสริฐ ๘ ให้แก่ใคร ทรงประทานวิชชา ๓ อภิญญา๖ ให้แก่ใคร มหามุนีย่อมตรัสสอนหมู่ชน ด้วยธรรมเครื่องประกอบนั้น พระศาสนาของพระโลกนาถ แผ่ไปกว้างขวางด้วยธรรมนั้นพระศาสดาทรงพระนามว่า

ทีปังกร มีพระหนุใหญ่ และพระกายงามทรงช่วยให้คนหมู่มากข้ามไป ทรงเปลื้องให้พ้นทุคติ พระมหามุนีทรงเห็นคนที่ควรให้ตรัสรู้ได้แม้ในแสนโยชน์ ก็เสด็จไปชั่วขณะเดียว ทรงยังผู้นั้นให้ตรัสรู้ ในธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ พระพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลก ทรงยังชนให้ตรัสรู้ร้อยโกฏิ ครั้งที่ ๒ เก้าสิบโกฏิ และธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่ทวยเทพเก้าหมื่นโกฏิในเมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมในเทพพิภพพระพุทธทีปังกรบรมศาสดาทรงประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง การประชุมครั้งที่ ๑มีพระสาวกแสนโกฏิ เมื่อพระพิชิตมาร ประทับอยู่ในที่วิเวก ที่ยอดเขานารทะอีก พระขีณาสพผู้ปราศจากมลทินร้อยโกฏิมาประชุมกัน สมัยใด พระมหามุนีมหาวีรเจ้า ทรงปวารณาพรรษาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เก้าหมื่นโกฏิ ที่ยอดเขาสุทัสนะ สมัยนั้น

เราเป็นชฎิลผู้มีตบะอันรุ่งเรือง รู้จบอภิญญา ๕ เหาะไปในอากาศได้ธรรมาภิสมัยได้มีแก่เทวดาและมนุษย์สองแสน ธรรมาภิสมัยในครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ คณนานับมิได้ ในกาลนั้น พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคทีปังกรแผ่ไพศาล มีคนมาก เจริญแพร่หลายบริสุทธิ์สะอาด ภิกษุสงฆ์สี่แสน ล้วนได้อภิญญา ๖ มี ฤทธิ์มาก แวดล้อมพระผู้มีพระภาคทีปังกร ผู้ทรงรู้แจ้งโลกในกาลทั้งปวง

สมัยนั้นชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่ได้บรรลุอรหัตเป็นพระเสขะ ละภพมนุษย์ไป ชนเหล่านั้นย่อมถูกครหา พระศาสนาแพร่หลาย งดงามด้วยพระอรหันตขีณาสพ ผู้คงที่ ปราศจากมลทิน ในกาลทั้งปวง พระนครชื่อรัมมวดี พระชนกนาถของพระทีปังกรบรมศาสดาเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่าสุเทพ พระชนนีทรงพระนามว่า สุเมธาพระพิชิตมารทรงครอบครองอคารสถานอยู่หมื่นปี ทรงมีฝูงหงส์นกกะเรียน นกยูงมากมาย มีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาทมีนางสนมนารีกำนัลใน ๓ แสน ล้วนประดับประดาสวยงามพระมเหสีพระนามว่าปทุมา พระราชโอรสพระนามว่าอุสภขันธกุมารพระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการแล้ว เสด็จออกผนวชด้วยคชสารยานพระที่นั่งต้น ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่

๑๐ เดือนเต็ม ครั้นทรงประพฤติปธานจริยาแล้ว ก็ได้ตรัสรู้พระสัมโพธิญาณ พระมหามุนีทีปังการ มหาวีรชินเจ้าอันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร แล้วประทับอยู่ในนันทารามประทับนั่งที่ควงไม้ซึก ทรงปราบปรามเดียรถีย์ ทรงมีพระสุมงคลเถระ และพระติสสเถระเป็นพระอัครสาวก มีพระเถระชื่อว่าสาคตะเป็นอุปัฏฐากมีพระนันทาเถรีและพระสุนันทาเถรี เป็นพระอัครสาวิกาไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์มหาชนเรียกว่า ปิปผลิ ทรงมีอุบาสกชื่อ ตปุสสะ และภัลลิกะเป็นอัครอุปัฏฐาก นางสิริมา และ นางโสณา เป็นอุปัฏฐายิกาพระมหามุนีทีปังกร สูง ๘๐ ศอก ทรงงดงามดังไม้ประจำทวีปเหมือนพญารังกำลังดอกบาน พระองค์มีพระรัศมีแผ่ซ่านออก ๑๐โยชน์ โดยรอบ

พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง มีพระชนมายุแสนปี ทรงดำรงอยู่นานเพียงนั้น ทรงประกาศสัทธรรมให้รุ่งเรืองช่วยบุคคลให้พ้นวัฏสงสารไปเป็นอันมาก พระองค์เองทรงรุ่งเรืองดังกองไฟ แล้วเสด็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวก พระฤทธิ์ ยศบริวาร และจักรรัตนะที่พระยุคลบาท หายไปหมดทุกอย่าง สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระทีปังกรชินศาสดา เสด็จนิพพาน ณนันทารามพระสถูปของพระองค์ที่นันทารามนั้น สูง ๓๖ โยชน์ พระสถูปบรรจุบาตร จีวร และบริขารและเครื่องบริโภคของพระองค์ตั้งอยู่ที่ควงไม้โพธิพฤกษ์ในกาลนั้นสูง ๓ โยชน์.

จบทีปังกรพุทธวงศ์ ที่ ๑

ทุติโย โกณฺฑญฺญพุทฺธวํโส

โกณฑัญญพุทธวงศ์ที่ ๒

ว่าด้วยพระประวัติพระโกณฑัญญะพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ โกณฑัญญพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ทีปงฺกรสฺส อปเรน โกณฺฑญฺโญ นาม นายโก

อนนฺตเตชามิตยโส อปฺปเมยฺโย ทุราสโท ฯ

จรณูปโม โส ขมเนน สีเลน สาครูปโม

สมาธินา เมรูปโม ญาเณน คคนูปโม ฯ

อินฺทฺริยพลโพชฺฌงฺค- มคฺคสจฺจปฺปกาสนํ

ปกาเสสิ สทา พุทฺโธ หิตาย สพฺพปาณินํ ฯ

ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตนฺเต โกณฺฑญฺเญ โลกนายเก

โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ

ตโต ปรํปิ เทเสนฺเต นรมรูนํ สมาคเม

นวุติโกฏิสหสฺสานํ ทุติยาภิสมโย อหุ ฯ

ติตฺถิเย อภิมทฺทนฺโต ยทา ธมฺมมเทสยิ

อสีติ โกฏิสหสฺสานํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ โกณฺฑญฺญสฺส มเหสิโน

ขีณาสวานํ วิมลานํ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ

โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐโม อาสิ สมาคโม

ทุติโย โกฏิสหสฺสานํ ตติโย นวุติ โกฏินํ ฯ

อหํ เตน สมเยน วิชิตาวี นาม ขตฺติโย

สมุทฺทอนฺตมนฺเตน อิสฺสริยํ วตฺตยามิหํ ฯ

โกฏิสตสหสฺสานํ วิมลานํ มเหสินํ

สหโลกคฺคนาเถน ปรมนฺเนน ตปฺปยึ ฯ

โสปิ มํ พุทฺโธ พฺยากาสิ โกณฺฑญฺโญ โลกนายโก

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป พุทฺโธ โลเก ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาล รุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺต วรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ ๑

อสฺสตฺถ รุกฺขมูลมฺหิ ๒ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นร มรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิ สทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ๑ ฯ

ยทิ มสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐา ติตฺถํ ๒ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาทยึ

ตเมว อตฺถํ สาเธนฺโต มหารชฺชํ ชิเน อทํ

มหารชฺชํ ททิตฺวาน ปพฺพชึ ตสฺส สนฺติเก ฯ

สุตฺตนฺตํ วินยญฺจาปิ นวงฺค สตฺถุสาสนํ

สพฺพํ ปริยาปุณิตฺวาน โสภยึ ชินสาสนํ ฯ

ตตฺถปฺปมตฺโต วิหรนฺโต นิสชฺชฏฺฐานจงฺกเม

อภิญฺญาปารมึ คนฺตฺวา พฺรหฺมโลกมคญฺฉิหํ ฯ

นครํ รมฺมวตี นาม สุนนฺโท นาม ขตฺติโย

สุชาตา นาม ชนิกา โกณฺฑญฺญสฺส มเหสิโน ฯ

ทสวสฺสสหสฺสานิ อคารมชฺเฌ จ โส วสิ

รุจิ สุรุจิ สุโภ จ ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

ตีณิ สตสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

รุจิเทวี นาม สา นารี ชีวิตเสโน ๑ นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา รถ ยาเนน นิกฺขมิ

อนูน ทสมาสานิ ปธานํ ปทหี ชิโน ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต โกณฺฑญฺโญ ทิปทุตฺตโม

วตฺตจกฺโก มหาวีโร เทวานญฺจ ๒ มหาวเน ฯ

ภทฺโท เจว สุภทฺโท จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

อนุรุทฺโธ นามุปฏฺฐาโก โกณฺฑญฺญสฺส มเหสิโน ฯ

ติสฺสา จ อุปติสฺสา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

สาลกลฺยาณิโก ๓ โพธิ โกณฺฑญฺญสฺส มเหสิโน ฯ

โสโณ จ อุปโสโณ จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

นนฺทา เจว สิริมา จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

โส อฏฺฐาสีติ หตฺถานิ อจฺจุคฺคโต มหามุนิ

โสภติ อุฬุราชาว สุริโย มชฺฌนฺติเก ยถา ฯ

วสฺสสตสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

ขีณาสเวหิ วิมเลหิ วิจิตฺตา อาสิ เมทนี

ยถา คคนํ อุฬุภิ เอวํ โส อุปโสภถ ฯ

เตปิ นาคา อปฺปเมยฺยา อสงฺโขพฺภา ๑ ทุราสทา

วิชฺชุปาตํว ทสฺเสตฺวา นิพฺพุตา เต มหายสา ฯ

สา จ อตุลิยา ชินสฺส อิทฺธิ ญาณปริภาวิโต สมาธิ

สพฺพํ สมนฺตรหิตํ นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขาราติ ฯ

โกณฺฑญฺโญ สิริธโร ๒ พุทฺโธ นนฺทารามมฺหิ นิพฺพุโต

ตตฺเถว เจติโย ๓ ตสฺส สตฺตโยชนมุสฺสิโตติ ฯ

โกณฺฑญฺญพุทฺธวํโส ทุติโย ฯ

๑ ม. โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรนฺติ อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ ๒ ม. ยุ. อสฺสตฺถมูเล สมฺพุทฺโธ ฯ

๑ ม. สเทวตา ฯ ๒ ม. ยุ. ...ติตฺเถ ฯ

๑ ม. ยุ. วิชิตเสโน ฯ ๒ ม. ยุ. เทวานํ นครุตฺตเม ฯ ๓ ยุ. สาลกลฺยาณิกา ฯ

ฉบับหลวง

สมัยต่อมาจากพระพุทธทีปังกร พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโกณฑัญญะ เป็นนายกของโลก ทรงพระเดชไม่มีที่สุด มีพระยศนับมิได้ ประมาณไม่ได้ ยากที่จะรู้ พระองค์มีขันติเปรียบด้วยถนนมีศีลเปรียบด้วยสาคร มีสมาธิเปรียบด้วยเขาสุเมรุ มีญาณเปรียบด้วยอากาศ ทรงประกาศอินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรคและอริยสัจในกาลทุกเมื่อ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ เมื่อพระพุทธ-โกณฑัญญะ ผู้เป็นนายกของโลกทรงประกาศธรรมจักรธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่มนุษย์และเทวดาแสนโกฏิ ต่อแต่นั้นเมื่อทรงแสดงพระธรรมเทศนาในสมาคมมนุษย์และเทวดา ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่มนุษย์และเทวดาเก้าหมื่นโกฏิ ในเมื่อทรงแสดงธรรมย่ำยีพวกเดียรถีย์ ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่เทวดาและมนุษย์แปดหมื่นโกฏิ

พระพุทธโกณฑัญญะผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวงทรงประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ปราศจากมลทิน มีจิตสงบคงที่ ๓ครั้ง การประชุมครั้งที่ ๑ มีพระสาวกแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ พันโกฏิครั้งที่ ๓ เก้าสิบโกฏิ สมัยนั้นเราเป็นพระมหากษัตริย์พระนามว่าวิชิตาวี เป็นใหญ่ในแผ่นดิน โดยมีสมุทรสาครเป็นขอบเขต เรานิมนต์พระสงฆ์สาวกผู้ปราศจากมลทิน ผู้แสวงหาคุณใหญ่ พร้อมด้วยพระศาสดาผู้เป็นนาถะชั้นเลิศของโลก ให้ฉันภัตตาหารอย่างดีแม้พระพุทธโกณฑัญญะผู้เป็นนายกของโลกพระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์ว่าผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ... ข้ามแม่น้ำใหญ่ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง เราเมื่อจะยังประโยชน์นั้นให้สำเร็จ ได้ถวายราชสมบัติอันใหญ่หลวงแก่พระพิชิตมาร

ครั้นแล้วก็ออกบวชในสำนักของพระองค์เราได้เล่าเรียนพระสูตรพระวินัย อันเป็นนวังคสัตถุศาสน์ทั้งปวงแล้ว ทำพระศาสนาของพระพิชิตมารให้งดงาม เราเป็นผู้ไม่ประมาทในคำสั่งสอนของพระองค์ทั้งเวลานั่ง ยืน และ เดิน ถึงความสำเร็จในอภิญญาแล้วได้ไปยังพรหมโลก พระนครชื่อ รัมมวดี พระมหากษัตริย์ พระนามว่า สุนันทะ พระนางสุชาดา เป็นพระชนกชนนีของพระพุทธโกณฑัญญะ ผู้แสวงหาคุณใหญ่หลวงพระองค์ประทับอยู่ ณ ท่ามกลางเรือนสองหมื่นปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ปราสาทชื่อ รุจิ สุรุจิ และสุภะ ทรงมีพระสนมนารีกำนัลในสามแสน ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่า รุจิเทวีพระราชโอรสพระนามว่าชีวิตเสน พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยรถราชยาน ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐เดือนเต็ม

พระพุทธโกณฑัญญมหาวีรเจ้าผู้อุดมกว่าสัตว์อันพรหมทูลอาราธนาแล้วทรงประกาศพระธรรมจักรแก่เทวดาและมนุษย์ในป่ามหาวัน พระองค์ทรงมีพระภัททเถระและพระสุภัททเถระเป็นอัครสาวก มีพระเถระนามว่า อนุรุทธะเป็นอุปัฏฐาก มีพระติสสาเถรีและพระอุปติสสาเถรีเป็นอัครสาวิกา มีไม้สาละต้นงามเป็นไม้โพธิ์ตรัสรู้ โสณอุบาสกและอุปโสณอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก นันทาอุบาสิกา และสิริมาอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระมหามุนีพระองค์นั้น สูง ๘๘ ศอก ทรงงามดั่งพระจันทร์ และเหมือนพระอาทิตย์ในเวลาเที่ยง ในขณะนั้น สัตว์ทั้งหลายอายุแสนปีพระองค์ทรงดำรงพระชนมายุอยู่เท่านั้น ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากมาย พื้นเมทนีงามวิจิตรไปด้วยพระขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน

พระองค์ย่อมงามด้วยพระขีณาสพเหมือนท้องฟ้าย่อมงามด้วยหมู่ดาว ฉะนั้น พระมหานาคแม้เหล่านั้นมีคุณอันประมาณไม่ได้ นับไม่ถ้วน ยากที่จะรู้ได้ ท่านผู้ทรงยศเหล่านั้นนิพพานแล้วเหมือนแสงสายฟ้าตก พระพิชิตมารมีพระฤทธิ์ไม่มีที่เปรียบ มีสมาธิอันพระญาณอบรมทุกอย่างหายไปหมดสิ้น สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระโกณฑัญญพุทธเจ้าผู้ทรงศิริเสด็จนิพพานที่นันทาราม พระเจดีย์ของพระองค์สูง ๗ โยชน์ เขาสร้างไว้ที่นันทารามนั้น.

จบโกณฑัญญพุทธวงศ์ที่ ๒

ตติโย มงฺคลพุทฺธวํโส

มังคลพุทธวงศ์ที่ ๓

ว่าด้วยพระประวัติพระมงคลพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ มังคลพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

โกณฺฑญฺญสฺส อปเรน มงฺคโล นาม นายโก

ตมํ โลเก นิหนฺตฺวาน ธมฺโมกฺกมภิธารยิ ฯ

อตุลาสิ ๔ ปภา ตสฺส ชิเนหญฺเญหิ อุตฺตริ ๕

จนฺทสุริยปฺปภํ หนฺตฺวา ทสสหสฺสี วิโรจติ ฯ

โสปิ พุทฺโธ ปกาเสสิ จตุโร สจฺจวรุตฺตเม

เต เต สจฺจรสํ ปิตฺวา วิโนเทนฺติ มหาตมํ ฯ

ปตฺวาน โพธิมตุลํ ปฐเม ธมฺมเทสเน

โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐมาภิสมโย ๑ อหุ ฯ

สุรินฺทเทวภวเน พุทฺโธ ๒ ธมฺมมเทสยิ

ตทา โกฏิสตสหสฺสานํ ๓ ทุติยาภิสมโย อหุ ฯ

ยทา สุนนฺโท จกฺกวตฺติ สมฺพุทฺธมุปสงฺกมิ

ตทา อาหนิ สมฺพุทฺโธ ธมฺมเภรึ วรุตฺตมํ ฯ

สุนนฺทสฺสานุจรา จ ๔ ตทาสุํ นวุติโกฏิโย

สพฺเพ ๕ เต นิรวเสสา อเหสุํ เอหิภิกฺขุกา ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ มงฺคลสฺส มเหสิโน

โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐโม อาสิ สมาคโม ฯ

โกฏิสตสหสฺสานํ ๖ ทุติโย อาสิ สมาคโม

ตติเย นวุติโกฏีนํ ตติโย อาสิ สมาคโม ฯ

ขีณาสวานํ วิมลานํ ตทา อาสิ สมาคโม

อหํ เตน สมเยน สุรุจิ นาม พฺราหฺมโณ ฯ

อชฺฌายิโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู

ตมหํ อุปสงฺกมึ สรณํ คนฺตฺวาน สตฺถุโน ฯ

สมฺพุทฺธปฺปมุขํ สงฺฆํ คนฺธมาเลน ปูชยึ

ปูเชตฺวา คนฺธมาเลน ควปาเนน ตปฺปยึ ฯ

โสปิ มํ พุทฺโธ พฺยากาสิ มงฺคโล ทิปทุตฺตโม

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ ๑ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ๒ ฯ

อชปาล รุกฺขมูลสฺมึ ๓ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺต วรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติ มํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ๔ ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิ สทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐา ติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ ฯ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาทยึ

อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐาสึ ทสปารมิปูริยา ฯ

ตทา ปีตึ นุพฺรูหนฺโต สมฺโพธิวรปตฺติยา

พุทฺเธ ทตฺวาน มํ เคหํ ปพฺพชึ ตสฺส สนฺติเก ฯ

สุตฺตนฺตํ วินยญฺจาปิ นวงฺค สตฺถุสาสนํ

สพฺพํ ปริยาปุณิตฺวาน โสภยึ ชินสาสนํ ฯ

ตตฺถปฺปมตฺโต วิหรนฺโต พฺรหฺมํ ภาเวตฺวา ภาวนํ

อภิญฺญาสุ ปารมึ คนฺตฺวา พฺรหฺมโลกมคญฺฉิหํ ฯ

นครํ อุตฺตรํ นาม อุตฺตโร นาม ขตฺติโย

อุตฺตรา นาม ชนิกา มงฺคลสฺส มเหสิโน ฯ

นว วสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ ๑ โส

ยสวา สุจิมา สิริมา ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

สมตึสสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

ยสวตี นาม นารี สีวโล นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา อสฺสยาเนน นิกฺขมิ

อนูนอฏฺฐมาสานิ ๒ ปธานํ ปทหี ชิโน ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต มงฺคโล โลกนายโก

วตฺตจกฺโก มหาวีโร จเรสิ ๓ ทิปทุตฺตโม ฯ

สุเทโว ธมฺมเสโน จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

ปาลิโต นามุปฏฺฐาโก มงฺคลสฺส มเหสิโน ฯ

สีวลา จ อโสกา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต นาครุกฺโขติ วุจฺจติ ฯ

นนฺโท เจว วิสาโข จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

อนุฬา เจว สุมนา ๔ จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

อฏฺฐาสีติรตนานิ อจฺจุคฺคโต มหามุนิ

ตโต นิทฺธาวตี รํสิ อเนกสตสหสฺสิโย ฯ

นวุติ วสฺสสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

ยถาปิ สาคเร อุมฺมิ น สกฺกา เต ๕ คเณตุเย

ตเถว สาวกา ตสฺส น สกฺกา เต คเณตุเย ฯ

ยาว อฏฺฐาสิ สมฺพุทฺโธ มงฺคโล โลกนายโก

น ตสฺส สาสเน อตฺถิ สกิเลสมรณํ ๑ ตทา ฯ

ธมฺโมกฺกํ ธารยิตฺวาน สนฺตาเรตฺวา มหาชนํ

ชลิตฺวา ธุมเกตูว นิพฺพุโต โส มหายโส ฯ

สงฺขารานํ สภาวตฺตํ ทสฺสยิตฺวา สเทวเก

ชลิตฺวา อคฺคิกฺขนฺโธว สุริโย อตฺถงฺคโต ยถา ฯ

อุยฺยาเน เวสฺสเร ๒ นาม พุทฺโธ นิพฺพายิ มงฺคโล

ตตฺเถวสฺส ชินถูโป ตึสโยชนมุคฺคโตติ ฯ

มงฺคลพุทฺธวํโส ตติโย ฯ

๑ ม. ยุ. อสงฺโขภา ฯ ๒ ม. ยุ. ปวโร ฯ ๓ ม. ยุ. จิตฺโต ฯ ๔ ยุ. อตุลาปิ ฯ

๕ ม. ยุ. อุตฺตรึ ฯ

๑ ม. ธมฺมาภิสมโย ฯ ๒ ยุ. ยทา พุทฺโธ ปกาสยิ ฯ ๓ ม. ยุ. โกฏิสหสฺสานํ ฯ

๔ ม. ยุ. ชนตา ฯ ๕ ม. ยุ. สพฺเพปิ ฯ ๖ ม. ทุติโย โกฏิสตสหสฺสานํ ฯ ยุ. ทุติโย

โกฏิสหสฺสานํ ตติโย นวุติโกฏีนํ ฯ

๑ ม. อหุ ฯเปฯ ตถาคโตติ อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ยุ. สพฺพตฺถ

ทุกฺกรการิยํ ฯ ๓ ยุ. อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ - ยทิ มุญฺจามิมํ ชินนฺติ อิเม ปาฐา

นตฺถิ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๔ โป. เหสฺสนฺตุ หสนฺติ จ ฯ

๑ ม. ยุ. อชฺฌา โส วสิ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ยุ. อนูนกํ อฏฺฐมาสํ ฯ

๓ ม. ยุ. วเน สิริวรุตฺตเม ฯ ๔ ม. ยุ. สุตนา ฯ ๕ ม. ยุ. ตา ฯ

ฉบับหลวง

สมัยต่อมาจากพระโกณฑัญญะ มีพระพุทธเจ้าพระนามว่ามงคล ทรงกำจัดความมืดในโลกแล้ว ทรงชูคบเพลิงคือ พระธรรมสว่างไสวพระองค์มีพระรัศมีไม่มีอะไรเปรียบปาน ยิ่งกว่าพระพิชิตมารอื่นๆทรงกำจัดรัศมีพระจันทร์และพระอาทิตย์ ส่องแสงไพโรจน์ในหมื่นจักวาล แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ทรงประกาศจตุสัจธรรมอันประเสริฐสุด เทวดาและมนุษย์ได้ดื่มรสสัจธรรมแล้ว ย่อมบรรเทาความมืดตื้อได้ ในคราวที่พระองค์ทรงบรรลุพระโพธิญาณ อันไม่มีอะไรเปรียบแล้ว ทรงแสดงธรรมครั้งแรก ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่พิภพของท้าวสักกะจอมอสูร

ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่ทวยเทพแสนโกฏิ ในกาลเมื่อพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่า สุนันทะเสด็จเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าทรงตีกลองธรรมเภรีอันประเสริฐสุดและครั้งนั้น บริวารของพระเจ้าสุนันทะ มีประมาณเก้าสิบโกฏิครั้งที่ ๒ พระสาวกมาประชุมกันแสนโกฏิ ครั้งที่ ๓ พระสาวกมาประชุมกันเก้าสิบโกฏิ การประชุมครั้งนั้น ล้วนแต่พระขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน สมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์มีนามว่าสุรุจิ เป็นผู้เล่าเรียน ทรงมนต์ รู้จบไตรเพท เราได้เข้าเฝ้าพระศาสดาพระองค์นั้น ได้ถึงพระองค์เป็นสรณะและได้บูชาพระสงฆ์ อันมีพระสัมพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยของหอมและดอกไม้ อังคาสด้วยน้ำนมโคจนสำราญพระทัย แม้พระพุทธมงคลผู้อุดมกว่าสัตว์พระองค์นั้น ก็พยากรณ์เราว่า ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ...........

..................... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น เราได้

ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง เราอธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้ยิ่งขึ้น ครั้งนั้น เราพอกพูนปีติ เพื่อบรรลุสัมโพธิญาณอันประเสริฐ จึงถวายเรือนของเราแก่พระพุทธเจ้า แล้วออกบวชในสำนักของพระองค์ เราเล่าเรียนพระสูตรและพระวินัย อันเป็นสัตถุศาสน์มีองค์ ๙ ประการแล้วทำพระศาสนาของพระชินเจ้าให้งาม ครั้งนั้น เราเป็นผู้ไม่ประมาทเจริญพรหมวิหารภาวนา ถึงที่สุดในอภิญญาแล้วได้ไปยังพรหมโลกพระนครชื่อว่าอุตระพระมหากษัตริย์พระนามว่าอุตระ เป็นพระชนกของพระมงคลบรมศาสดาพระชนนีพระนามว่า อุตรา

พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่เก้าหมื่นปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ๓ ปราสาท ชื่อว่ายสวา สุจิมาและสิริมา มีพระสนมนารีกำนัลในสามหมื่นนาง ล้วนแต่ประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่ายสวดี พระราชโอรสพระนามว่าสีวละ พระชินเจ้าทรงเห็นนิมิตร ๕ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยอัสสวราชยานต้น ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือนเต็ม พระมงคลมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกของโลกอุดมกว่าสัตว์ อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร

พระองค์มีพระสุเทวเถระและพระธรรมเสนเถระเป็นอัครสาวก พระเถระชื่อปาลิตะ เป็นอุปัฏฐากพระสีวลาเถรีและพระอโสกาเถรีเป็นอัครสาวิกา ไม้โพธิ์ของพระผู้มีพระภาคนั้น เรียกกันว่าต้นกากะทิง นันทอุบาสก และวิสาขอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐากอนุฬาอุบาสิกาและสุมนาอุบาสิกาเป็นอุปัฏฐายิกา พระมงคลมหามุนีสูง ๘๐ ศอก พระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระองค์ ไปไกลหลายแสนโลกธาตุในขณะนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระองค์ทรงดำรงพระชนมายุอยู่เท่านั้น ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากมาย สาวกของพระองค์ใครๆ ไม่สามารถจะนับได้ ฉะนั้นครั้งนั้น พระสัมพุทธมงคลผู้เป็นนายกของโลก ทรงดำรงพระชนมายุอยู่เพียงนั้น ในพระศาสนาของพระองค์ไม่มีการตายอย่างคนมีกิเลสเลย

พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ทรงชูดวงไฟคือพระธรรมสว่างจ้าทรงช่วยมหาชนให้ข้ามพ้นวัฏสงสาร ทรงรุ่งเรืองเหมือนดาวธุมเกตแล้วเสด็จนิพพาน ทรงแสดงสภาวะแห่งสังขาร ในมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก ทรงรุ่งเรืองเหมือนกองไฟ แล้วเสด็จเข้านิพพานเหมือนพระอาทิตย์อัสดงคต ฉะนั้น พระพุทธมงคลเสด็จปรินิพพานที่พระราชอุทยานชื่อเวสสระ พระสถูปของพระองค์สูง ๓๐ โยชน์ประดิษฐานอยู่ในพระราชอุทยานนั้น.

จบมังคลพุทธวงศ์ที่ ๓

จตุตฺโถ สุมนพุทฺธวํโส

สุมนพุทธวงศ์ที่ ๔

ว่าด้วยพระประวัติพระสุมนพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ สุมนพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

มงฺคลสฺส อปเรน สุมโน นาม นายโก

สพฺพธมฺเมหิ อสโม สพฺพสตฺตานมุตฺตโม ฯ

ตทา ๓ อมตเภริโย อาหนิ เมขเล ปุเร

ธมฺมสงฺขสมายุตฺตํ นวงฺคชินสาสนํ ฯ

วิชินิตฺวา ๔ กิเลเส โส ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ

มาเปสิ นครํ สตฺถา สทฺธมฺมปุรวรุตฺตมํ ฯ

นิรนฺตรํ อกุฏิลํ อุชุํ วิปุลวิตฺถตํ

มาเปสิ โส มหาวีถึ สติปฏฺฐานวรุตฺตมํ ฯ

ผเล จตฺตาริ สามญฺเญ จตสฺโส ปฏิสมฺภิทา

ฉฬภิญฺญาฏฺฐสมาปตฺตี ปสาเรสิ ตตฺถ วีถิยํ ฯ

เย อปฺปมตฺตา อขิลา หิริวิริเยหุปาคตา

เต เต อิเม คุณวเร อาทิยนฺติ ยถา สุขํ ฯ

เอวเมเตน โยเคน อุทฺธรนฺโต มหาชนํ

โพเธสิ ปฐมํ สตฺถา โกฏิสตสหสฺสิโย ฯ

ยมฺหิ กาเล มหาวีโร โอวทิ ติตฺถิเย คเณ

โกฏิสตสหสฺสานิ ๑ ทุติเย ธมฺมเทสเน ฯ

ยทา เทวา มนุสฺสา จ สมคฺคา เอกมานสา

นิโรธปญฺหํ ปุจฺฉึสุ สํสยญฺจาปิ มานสํ ฯ

ตทาปิ ธมฺมเทสเน นิโรธปริทีปเน

นวุติโกฏิสหสฺสานํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ สุมนสฺส มเหสิโน

ขีณาสวานํ วิมลานํ สนฺติจิตฺตาน ตาทินํ ฯ

วสฺสํ วุฏฺฐสฺส ภควโต อภิสงฺฆุฏฺเฐ ปวารเณ

โกฏิสตสหสฺเสหิ ปวาเรสิ ตถาคโต ฯ

ตโต ปรํ สนฺนิปาเต วิมเล กญฺจนปพฺพเต

นวุติโกฏิสหสฺสานํ ทุติโย อาสิ สมาคโม ฯ

ยทา สกฺโก เทวราชา พุทฺธทสฺสนมุปาคมิ

อสีติโกฏิสหสฺสานํ ตติโย อาสิ สมาคโม ฯ

อหํ เตน สมเยน นาคราชา มหิทฺธิโก

อตุโล นาม นาเมน อุปฺปนฺนกุสลสญฺจโย ๑ ฯ

ตทาหํ นาคภวนา นิกฺขมิตฺวา สญาติภิ

นาคานํ ทิพฺพตุริเยหิ สสงฺฆํ ชินมุปฏฺฐหึ ฯ

โกฏิสตสหสฺสานิ ๒ อนฺนปาเนน ตปฺปยึ

ปจฺเจกทุสฺสยุคํ ทตฺวา สรณํ ตมุปาคมึ ฯ

โสปิ มํ พุทฺโธ พฺยากาสิ สุมโน โลกนายโก

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺชิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐาติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาทยึ

อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐาสึ ทสปารมิปูริยา ฯ

เมขลํ นาม นครํ สุทตฺโต นาม ขตฺติโย

สิริมา นาม ชนิกา สุมนสฺส มเหสิโน ฯ

นววสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

จนฺโท สุจนฺโท วฏํโส [๑] ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

เตสฏฺฐิสตสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

วฏํสกี ๒ นาม นารี อนุปโม นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา หตฺถิยาเนน นิกฺขมิ

อนูนทสมาสานิ ปธานํ ปทหี ชิโน ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต สุมโน โลกนายโก

วตฺตจกฺโก มหาวีโร เมขเล ปุรวรุตฺตเม ฯ

สรโณ ภาวิตตฺโต จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

อุเทโน นามุปฏฺฐาโก สุมนสฺส มเหสิโน ฯ

โสณา จ อุปโสณา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โสปิ พุทฺโธ อสมสโม ๓ นาคมูเล อพุชฺฌถ ฯ

วรุโณ เจว สรโณ จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

จาลา จ อุปจาลา จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

อุจฺจตฺตเนน ๔ โส พุทฺโธ นวุติหตฺถมุคฺคโต ๕

กญฺจนคฺฆิกสงฺกาโส ทสสหสฺสี วิโรจติ ฯ

นวุติวสฺสสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

ตารณีเย ตารยิตฺวา โพธเนยฺเย ๖ อโพธยิ

ปรินิพฺพายิ สมฺพุทฺโธ อุฬุราชาว อตฺถมิ ฯ

เต จ ขีณาสวา ภิกฺขู โส จ พุทฺโธ อสาทิโส ๑

อตุลํ ปภํ ทสฺสยิตฺวา นิพฺพุตา เต มหายสา ฯ

ตญฺจ ญาณมตุลิยํ ตานิ จ อตุลิยานิ ๒ รตนานิ

สพฺพํ สมนฺตรหิตํ นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขาราติ ฯ

สุมโน ยสธโร พุทฺโธ องฺคารามมฺหิ นิพฺพุโต

ตตฺเถว ตสฺส ชินถูโป จตุโยชนมุคฺคโต ฯ

สุมนพุทฺธวํโส จตุตฺโถ ฯ

๑ ยุ. สํกิเลสมรณํ ฯ ๒ ม. วสฺสเร ฯ ยุ. เวสฺสโร ฯ ๓ ม. ตทา อมตเภรึ

โส ฯ ยุ. โสปิ ตทา อมตเภรึ ฯ ๔ ม. นิชฺชินิตฺวา ฯ ยุ. ชินิตฺวาน ฯ

๑ ม. ยุ. โกฏิสหสฺสาภิสฺมึสุ ฯ

๑ ม. อุสฺสนฺนกุสลญฺจโย ฯ ยุ. อุสฺสนฺนกุสลปจฺจโย ฯ ๒ ม. ยุ. โกฏิสตสหสฺสานํ ฯ

๑ ม. ยุ. จ ฯ ๒ ม. ยุ. วฏํสิกา ฯ ๓ ม. ยุ. อมิตยโส ฯ ๔ ยุ. อุจฺจตเรน ฯ

อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๕ ยุ. ...สมุคฺคโต ฯ ๖ ม. ยุ. โพธนีเย ฯ

ฉบับหลวง

ในสมัยต่อมาจากพระพุทธมงคล มีพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุมนะไม่มีใครเสมอเหมือนโดยธรรมทั้งปวง อุดมกว่าสรรพสัตว์ ครั้งนั้นพระศาสดาทรงตีกลองอมฤตเภรีในเมขลบุรี พระศาสนาของพระองค์มีองค์ ๙ ประกอบด้วยธรรมอันขาว พระศาสดาพระองค์นั้นทรงชำระกิเลสแล้ว ทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม ทรงสร้างนครคือ พระสัทธรรม เป็นเมืองประเสริฐสุด ทรงสร้างถนนใหญ่คือ สติปัฏฐานอันเลิศล้ำ ไม่มีอะไรคั่น ไม่คด เป็นถนนตรงไพบูลย์ กว้างขวาง ทรงลาดสามัญผล ๕ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา๖ และสมาบัติ ๘ ไว้บนถนนนั้น ชนเหล่าใดเป็นผู้ไม่ประมาทประกอบด้วยหิริและความเพียร ชนเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมถือเอาคุณอันประเสริฐนี้ได้ตามสบาย

พระศาสดาทรงรื้อขนมหาชนขึ้นด้วยโยคธรรมนั้นอย่างนี้ ทรงยังเทวดาและมนุษย์แสนโกฏิให้ตรัสรู้ในครั้งแรก ในกาลเป็นที่ทรงแสดงธรรมครั้งที่ ๒ ที่พระมหาวีรเจ้าตรัสสอนหมู่เดียรถีย์ เทวดาและมนุษย์แสนโกฏิได้ตรัสรู้ธรรมในกาลเมื่อเทวดาและมนุษย์ผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกันมาทูลถามปัญหานิโรธ อันเป็นความสงสัยแห่งใจ ในการทรงแสดงธรรมเครื่องแสดงนิโรธแม้ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่เทวดาและมนุษย์เก้าหมื่นโกฏิ พระสุมนบรมศาสดาทรงมีการประชุมพระสาวกขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน มีจิตสงบคงที่ ๓ ครั้ง เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงจำพรรษาแล้ว ในวันสังฆปวารณา พระตถาคตทรงปวารณาพร้อมด้วยพระสาวกแสนโกฏิ

ต่อแต่นั้นในการประชุมที่ภูเขาทองอันสุกอร่ามพระสาวกมาประชุมกันครั้งที่ ๒ เก้าหมื่นโกฏิในกาลเมื่อท้าวสักกเทวราชเสด็จเข้าเฝ้า เพื่อทรงเยี่ยมพระพุทธเจ้าพระสาวกมาประชุมกันครั้งที่ ๓ แปดหมื่นโกฏิ สมัยนั้นเราเป็นพญานาคราชมีฤทธิ์มาก มีนามชื่อว่าอตุละ เป็นผู้ก่อสร้างกุศลเจริญขึ้น ครั้งนั้น เราพร้อมด้วยหมู่ญาติออกจากนาคพิภพ เอาดนตรีทิพย์ไปบรรเลงบูชาพระพิชิตมารพร้อมด้วยพระสงฆ์ ถวายข้าวน้ำให้พระสงฆ์สาวกแสนโกฏิ ฉันจนเพียงพอ แล้วถวายผ้าเฉพาะรูปละคู่ได้เข้าถึงพระพิชิตมารกับทั้งพระสงฆ์นั้นเป็นสรณะ แม้พระสุมนพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกพระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราว่านี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ................ ข้ามแม่น้ำใหญ่ฉะนั้น

เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง เราอธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมีให้ยิ่งขึ้น พระมหากษัตริย์พระนามว่าสุทัตตะ เป็นพระชนกของพระสุมนบรมศาสดาพระชนนีพระนามว่าสิริมา พระองค์ทรงครอบครองอคารสถานอยู่เก้าพันปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อว่าจันทะสุจันทะและวฏังสะ มีพระสนมนารีกำนัลในหกล้านสามแสนนางล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าวฏังสกี พระราชโอรสพระนามว่าอนูปโม พระพิชิตมารทรงเห็นนิมิต ๔ ประการจึงเสด็จออกผนวชด้วยพระยาคชสารยานพระที่นั่งต้น ทรงบำเพ็ญเพียร ๑๐ เดือนเต็ม พระมหาวีรสุมนเจ้าผู้เป็นนายกของโลก อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ เมขลนครอันเป็นเมืองประเสริฐสุด

พระองค์ทรงมีพระสรณเถระ และพระภาวิตัตตเถระเป็นพระอัครสาวก ทรงมีพระเถระนามว่าอุเทนเป็นพระพุทธอุปัฏฐาก พระโสณาเถรีและพระอุปโสณาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา แม้พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนพระองค์นั้นก็ได้ตรัสรู้ที่ควงไม้กากะทิง วรุณอุบาสกและสรณอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐากจาลาอุบาสิกาและอุปจาลาอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น พระองค์สูง ๙๐ ศอก มีพระรัศมีเปล่งปลั่งดังทองคำล้ำค่า ส่องสว่างจ้าไปในหมื่นโลกธาตุ ขณะนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระองค์ดำรงพระชนมายุอยู่เท่านั้น ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากมาย พระสัมพุทธเจ้าทรงช่วยคนที่ควรข้ามให้ข้าม ทรงช่วยคนที่ควรตรัสรู้ให้ตรัสรู้ แล้วเสด็จปรินิพพานเหมือนพระจันทร์ดับ พระขีณาสพเหล่านั้น และพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเปรียบพระองค์นั้น แสดงรัศมีอันไม่มีอะไรเสมอเหมือนแล้วนิพพาน ญาณและรัตนตรัยอันไม่มีอะไรเทียบเคียงเหล่านั้นหายไปหมดสิ้น สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระสุมนพุทธเจ้าผู้ทรงยศเสด็จนิพพาน ณ อังคาราม พระสถูปของพระองค์สูง ๔ โยชน์ประดิษฐานอยู่ ณ อังคารามนั้นแล.

จบสุมนพุทธวงศ์ที่ ๕

ปญฺจโม เรวตพุทฺธวํโส

เรวตพุทธวงศ์ที่ ๕

ว่าด้วยประวัติพระเรวตพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เรวตพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

สุมนสฺส อปเรน เรวโต นาม นายโก

อนุปโม อสทิโส อตุโล อุตฺตโม ชิโน ฯ

โสปิ ธมฺมํ ปกาเสสิ พฺรหฺมุนา อภิยาจิโต

ขนฺธธาตุววตฺถานํ อปฺปวตฺตํ ภวาภเว ฯ

ตสฺสาภิสมยา ตีณิ อเหสุํ ธมฺมเทสเน

คณนาย น วตฺตพฺโพ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ

ยทา อรินฺทมํ ราชํ วิเนสิ เรวโต มุนิ

ตทา โกฏิสหสฺสานํ ทุติยาภิสมโย อหุ ฯ

สตฺตาหํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐหิตฺวา นราสโภ

โกฏิสตํ นรมรูนํ วิเนสิ อุตฺตเม ผเล ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ เรวตสฺส มเหสิโน

ขีณาสวานํ วิมลานํ สุวิมุตฺตาน ตาทินํ ฯ

อติกนฺตคณนปถา ๑ ปฐมา ๒ เย สมาคตา

โกฏิสตสหสฺสานํ ทุติโย อาสิ สมาคโม ฯ

โย ๓ โส ปญฺญาย อสโม ตสฺส จกฺกานุวตฺตโก

โส ตทา พฺยาธิโก ๔ อาสิ ปตฺโต ชีวิตสํสยํ ฯ

ตสฺส คิลานปุจฺฉาย เย ตทา อุปคตา มุนึ ๕

โกฏิสตสหสฺสานํ ๖ ตติโย อาสิ สมาคโม ฯ

อหํ เตน สมเยน อติเทโว นาม พฺราหฺมโณศ

อุปคนฺตฺวา เรวตํ พุทฺธํ สรณํ ตสฺส คญฺฉหํ ฯ

ตสฺส สีลํ สมาธิญฺจ ปญฺญาคุณมนุตฺตรํ ๗

โถมยิตฺวา ยถาถามํ ๘ อุตฺตริยํ อทาสหํ ฯ

โสปิ มํ พุทฺโธ พฺยากาสิ เรวโต โลกนายโก

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐาติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาทยึ

อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐาสึ ทสปารมิปูริยา ฯ

ตทาปิ ตํ พุทฺธธมฺมํ สริตฺวา อนุพฺรูหยึ

อาหริสฺสามิ ตํ ธมฺมํ ยํ มยฺหํ อภิปตฺถิตํ ฯ

นครํ สุธญฺญกํ ๑ นาม วิปุโล นาม ขตฺติโย

วิปุลา นาม ชนิกา เรวตสฺส มเหสิโน ฯ

ฉพฺพสฺสสหสฺสานิ ๒ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

สุทสฺสโน จ ๓ รตนคฺฆิ อาเวโฬ จ วิภูสิโต

ปุญฺญกมฺมาภินิพฺพตฺตา ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

เตตฺตึสสตสหสฺสานิ ๔ นาริโย สมลงฺกตา

สุทสฺสนา นาม นารี ๕ วรุโณ นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา รถยาเนน นิกฺขมิ

อนูนสตฺตมาสานิ ปธานํ ปทหี ชิโน ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต เรวโต โลกนายโก

วตฺตจกฺโก มหาวีโร วรุณาราเม วสี ๖ ชิโน ฯ

วรุโณ พฺรหฺมเทโว จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

สมฺภโว นามุปฏฺฐาโก เรวตสฺส มเหสิโน ฯ

ภทฺทา เจว สุภทฺทา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โสปิ พุทฺโธ อสมสโม นาคมูเล อพุชฺฌถ ฯ

วรุโณ ๑ จ สรโภ จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

ปาลา ๒ จ อุปปาลา จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

อุจฺจตฺตเนน โส พุทฺโธ อสีติหตฺถมุคฺคโต

โอภาเสสิ ๓ ทิสา สพฺพา อินฺทเกตุว อุคฺคโต ฯ

ตสฺส สรีเร นิพฺพตฺตา ปภามาลา อนุตฺตรา

ทิวา วา ยทิวา รตฺตึ สมนฺตา ผรติ ๔ โยชนํ ฯ

สฏฺฐิวสฺสสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

ทสฺสยิตฺวา พุทฺธพลํ อมตํ โลเก ปกาสยิ ๕

นิพฺพาสิ อนุปาทาโน ยถคฺคุปาทานสงฺขยา ฯ

โส จ กาโย รตนนิโภ โส จ ธมฺโม อสาทิโส

สพฺพํ สมนฺตรหิตํ นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขาราติ ฯ

เรวโต ยสธโร พุทฺโธ นิพฺพุโต โส มหาปุญฺโญ ๖

ธาตุวิตฺถาริกํ อาสิ เตสุ เตสุ ปเทสโตติ ฯ

เรวตพุทฺธวํโส ปญฺจโม ฯ

๑ ม. ยุ. อสทิโส ฯ ๒ ม. อตุลานิ ฯ

๑ ม. อติกฺกนฺตา คณนปถํ ฯ ยุ. อติกฺกนฺตา คณนปถา ฯ ๒ ม. ปฐมํ ฯ

๓ ม. โยปิ ฯ ๔ ม. ยุ. พฺยาธิโต ฯ ๕ ม. ยุ. มุนี ฯ ๖ ม. ยุ. โกฏิสหสฺสา

อรหนฺโต ฯ ๗ ม. ...มนุตฺตมํ ฯ ยุ. ...วรุตฺตมํ ฯ ๘ ยุ. ยถาโถมํ ฯ

๑ ม. สุธญฺญวตี ฯ ๒ ม. ฉ จ วสฺสสหสฺสานิ ฯ ยุ. ฉพฺพสฺสสตสหสฺสานิ ฯ

๓ ม. จสทฺโท นตฺถิ ฯ ๔ ม. เตตฺตึส จ สหสฺสานิ ฯ ยุ. เตตฺตึสสหสฺสานิ ฯ

๕ ยุ. เทวี ฯ ๖ ม. สิริฆเร ฯ ยุ. สิริฆเณ ฯ

๑ ม. ยุ. ปทุโม กุญฺชโร เจว ฯ ๒ ม. ยุ. สิริมา เจว ยสวตี ฯ ๓ ม. ยุ.

โอภาเสติ ฯ ๔ ยุ. ผริ ฯ ๕ ม. ยุ. ปกาสยํ ฯ ๖ ม. มหาปุเร ฯ ยุ. มหามุนิ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยต่อมาจากพระพุทธเจ้าพระนามว่า สุมนะ พระพิชิตมารพระนามว่าเรวตะ เป็นนายกของโลก มีพระคุณสูงสุดไม่มีใครเปรียบเทียบเสมอ แม้พระองค์อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ก็ทรงประกาศธรรมกำหนดด้วยขันธ์และธาตุที่ใครๆ ยังมิได้ประกาศ ในภพน้อยใหญ่ในกาลที่พระองค์ทรงแสดงธรรม ธรรมาภิสมัยมี ๓ ครั้ง ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ จะพึงกล่าวโดยคำนวณไม่ได้ ในกาลเมื่อพระเรวตมหามุนี ทรงสั่งสอนแนะนำพระเจ้าอรินทมหาราช ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่มนุษย์และเทวดาพันโกฏิ พระนราสภเสด็จออกจากที่เร้น ๗ วัน ทรงสั่งสอนแนะนำมนุษย์และเทวดาในผลชั้นสูงร้อยโกฏิพระเรวตบรมศาสดา ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน

มีจิตสงบ คงที่ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระภิกษุที่มาประชุมกันล่วงทางที่จะนับได้ ครั้งที่ ๒ พระภิกษุที่มาประชุมกันแสนโกฏิ ในกาลเมื่อพระองค์ผู้ไม่มีใครเสมอด้วยพระปัญญา ทรงประกาศธรรมจักรแล้ว ทรงประชวรจวนจะเสด็จนิพพาน ครั้งนั้นพระภิกษุผู้ขีณาสพที่มาเฝ้าพระมหามุนี เพื่อทูลถามอาการประชวรประชุมกันเป็นครั้งที่ ๓ แสนโกฏิ สมัยนั้นเราเป็นพราหมณ์นามว่าอติเทพ ได้เข้าไปเฝ้าพระเรวตพุทธเจ้าแล้ว ถึงพระองค์เป็นสรณะได้ชมเชยศีล สมาธิและพระปัญญาคุณอันยอดเยี่ยมของพระองค์แล้วได้ทูลถวายจีวรแก่พระองค์ตามกำลัง แม้พระเรวตพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราว่า ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ................ ข้ามแม่น้ำใหญ่ฉะนั้น

เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง เราอธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้ยิ่งขึ้น แม้ครั้งนั้น เราระลึกถึงพระพุทธการกธรรมนั้น แล้วตามเพิ่มพูนว่าเราจักนำมาซึ่งธรรมนั้นอันเป็นธรรมที่เราปรารถนายิ่ง พระนครชื่อว่าสุธัญญกะ พระมหากษัตริย์พระนามว่าวิปุละ เป็นพระชนกของพระเรวตบรมศาสดา พระนางวิปุลาเป็นพระชนนี พระองค์ทรงครอบครองอคารสถานอยู่ ๖,๐๐๐ ปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ปราสาท ชื่อสุทัสนะ รัตนัคฆิ และอาเวฬะ ตกแต่งสวยงามเกิดเพราะบุญกรรม ทรงมีพระสนมนารีกำนัลในสามโกฏิสามแสนนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าสุทัสนาพระโอรสพระนามว่าวรุณ

พระพิชิตมารทรงเห็นนิมิต ๔ ประการจึงเสด็จออกผนวชด้วยรถอันเป็นราชยานที่นั่งต้น ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ เดือนเต็ม พระเรวตมหาวีรชินเจ้าผู้เป็นนายกของโลก อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศธรรมจักร ประทับอยู่ ณ วรุณาราม พระองค์ทรงมีพระวรุณเถระและพระพรหมเทวเถระเป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อสัมภวะเป็นพุทธอุปัฏฐาก พระภัททาเถรีพระสุภัททาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา แม้พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนพระองค์นั้น ก็ได้ตรัสรู้ที่ควงไม้กากะทิง วรุณอุบาสกและสรภอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก นางปาลาอุบาสิกาและนางอุปปาลาอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีพระองค์สูง๘๐ ศอก ทรงเปล่งปลั่งพระรัศมีสว่างไสวไปทั่วทิศ ดังพระอาทิตย์อุทัย ฉะนั้น พระรัศมีอันเป็นระเบียบสว่างไสว ที่เกิดในพระพุทธสรีระแผ่ไปโยชน์หนึ่งโดยรอบ ทั้งกลางวันและกลางคืน ในขณะนั้น มนุษย์มีอายุหกหมื่นปี พระองค์ทรงดำรงพระชนมายุเท่านั้นทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้เป็นอันมาก ทรงแสดงกำลังพระพุทธเจ้าแล้ว ประกาศอมตธรรมในโลก ไม่ทรงมีอุปทานเสด็จนิพพาน เพราะสิ้นความถือมั่นว่าเป็นผู้เลิศ ทรงมีพระวรกายมีรัศมีดังแก้ว พระธรรมก็ไม่มีอะไรเหมือน หายไปหมดทุกอย่าง สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระเรวตพุทธเจ้าผู้ทรงยศ มีพระปัญญามากเสด็จนิพพานแล้ว พระธาตุของพระองค์แผ่ไปกว้างขวางในประเทศนั้นๆ ฉะนี้แล.

จบเรวตพุทธวงศ์ที่ ๕

ฉฏฺโฐ โสภิตพุทฺธวํโส

โสภิตพุทธวงศ์ที่ ๖

ว่าด้วยพระประวัติพระโสภิตพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ โสภิตพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

เรวตสฺส อปเรน โสภิโต นาม นายโก

สมาหิโต สนฺตจิตฺโต อสโม อปฺปฏิปุคฺคโล ฯ

โส ชิโน สกเคหมฺหิ มานสํ วินิวตฺตยิ

ปตฺวาน เกวลํ โพธึ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตยิ ฯ

ยาว อุทฺธํ ๑ อวีจิโต ภวคฺคา จาปิ เหฏฺฐโต ๒

เอตฺถนฺตเร เอกปริสา อโหสิ ธมฺมเทสเน ฯ

ตาย ปริสาย สมฺพุทฺโธ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตยิ

คณนาย น วตฺตพฺโพ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ

ตโต ปรํปิ เทเสนฺเต นรมรูนํ ๓ สมาคเม

นวุติโกฏิสหสฺสานํ ทุติยาภิสมโย อหุ ฯ

ปุนาปรํ ราชปุตฺโต ชยเสโน นาม ขตฺติโย

อารามํ โรปยิตฺวาน พุทฺเธ นิยฺยาทยี ตทา ฯ

ตสฺส ยาคํ ๔ ปกิตฺเตนฺโต ธมฺมํ เทเสติ จกฺขุมา

ตทา โกฏิสหสฺสานํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ โสภิตสฺส มเหสิโน

ขีณาสวานํ วิมลานํ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ

อุคฺคโต นาม โส ราชา ทานํ เทติ นรุตฺตเม

ตมฺหิ ทาเน สมาคญฺฉฉ อรหนฺตา สตโกฏิโย ฯ

ปุนาปรํ ปูคคโณ ๑ ทานํ เทติ นรุตฺตเม

ตทา นวุติโกฏีนํ ทุติโย อาสิ สมาคโม ฯ

เทวโลเก วสิตฺวาน ยทา โอโรหตี ชิโน

ตทา อสีติโกฏีนํ ตติโย อาสิ สมาคโม ฯ

อหนฺเตน สมเยน สุชาโต นาม พฺราหฺมโณ

ตทา สสาวกํ พุทฺธํ อนฺนปาเนน ตปฺปยึ ฯ

โสปิ มํ พุทฺโธ พฺยากาสิ โสภิโต โลกนายโก

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐาติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ตุฏฺโฐ สํวิคฺคมานโส

ตเมวตฺถมนุปตฺติยา อุคฺคํ ธิติมกาสหํ ฯ

สุธมฺมํ นาม นครํ สุธมฺโม นาม ขตฺติโย

สุธมฺมา นาม ชนิกา โสภิตสฺส มเหสิโน ฯ

นววสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

กุมุโท นฬินี ๑ ปทุโม ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

ติจตฺตาริ ๒ สหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

มกิลา ๓ นาม สา นารี สีโห นามาสิ อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา ปาสาเทนาภินิกฺขมิ

สตฺตาหํ ปธานจารํ จริตฺวา ปุริสุตฺตโม ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต โสภิโต โลกนายโก

วตฺตจกฺโก มหาวีโร สุธมฺมุยฺยานมุตฺตเม ฯ

อสโม จ สุเนตฺโต จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

อโนโม นามุปฏฺฐาโก โสภิตสฺส มเหสิโน ฯ

นกุลา จ สุชาตา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

พุชฺฌมาโน จ โส พุทฺโธ นาคมูเล อพุชฺฌถ ฯ

รมฺโม เจว สุเนตฺโต ๔ จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

นกุลา เจว จิตฺตา จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

อฏฺฐปญฺญาสรตนํ อจฺจุคฺคโต มหามุนิ

โอภาเสติ ทิสา สพฺพา สตรํสีว อุคฺคโต ฯ

ยถา สุผุลฺลํ ปวนํ นานาคนฺเธหิ ธูปิตํ

ตเถว ตสฺส ปาวจนํ สีลคนฺเธหิ ธูปิตํ ฯ

ยถาปิ สาคโร นาม ทสฺสเนน อตปฺปิโย

ตเถว ตสฺส ปาวจนํ สวเนน อตปฺปิยํ ฯ

นวุติวสฺสสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

โอวาทํ อนุสิฏฺฐิญฺจ ทตฺวาน เสสเก ชเน

หุตาสโนว ตาเปตฺวา นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ

โส จ พุทฺโธ อสมสโม เต ๑ จ สาวกา พลปฺปตฺตา

สพฺพํ สมนฺตรหิตํ นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขาราติ ฯ

โสภิโต วรสมฺพุทฺโธ สีหารามมฺหิ นิพฺพุโต

ธาตุวิตฺถาริกํ อาสิ เตสุ เตสุ ปเทสโตติ ฯ

โสภิตพุทฺธวํโส ฉฏฺโฐ ฯ

๑ ม. เหฏฺฐา ฯ ๒ ม. อุทฺธโต ฯ ๓ ม. มรูนํ จ ... ฯ ๔ ยุ. โยคํ ฯ

๑ ยุ. ปูรคโณ ฯ

๑ ม. นาฬิโน ฯ ยุ. นฬิโร ฯ ๒ ม. ฉตฺตึส ... ฯ ยุ. อสตฺตติ ... ฯ

๓ ม. มนิลา ฯ ยุ. สมงฺคีลา ฯ ๔ ม. ยุ. สทตฺโต ฯ

ฉบับหลวง

สมัยต่อมาจากพระเรวตพุทธเจ้า มีพระพุทธเจ้าพระนามว่าโสภิตเป็นนายกของโลก ทรงมีพระทัยมั่นคงสงบระงับไม่มีใครเสมอไม่มีบุคคลเปรียบ พระองค์ทรงกลับพระทัย (ไม่พอพระทัย) ในพระราชวังของพระองค์ ทรงบรรลุโพธิญาณ ประกาศพระธรรมจักรอย่างเดียว ในระหว่างเบื้องบนตลอดถึงอเวจีนรก และเบื้องต่ำตลอดถึงภวัคคพรหมนี้ เป็นบริษัทเดียวกันในการทรงแสดงธรรมพระสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรมจักรแก่บริษัทนั้น โดยจะนับผู้ได้ตรัสรู้ธรรมครั้งแรกพึงกล่าวไม่ได้ เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อทรงแสดงธรรมในสมาคมของมนุษย์และเทวดา ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ได้มีแก่มนุษย์และเทวดาเก้าหมื่นโกฏิ ในกาลนั้น พระบรมกษัตริย์พระนามว่าชยเสนะ รับสั่งให้สร้างพระอารามอีกแห่งหนึ่ง มอบถวายในพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุทรงแสดงธรรมประกาศการบูชาของบรมกษัตริย์ ครั้งนั้นธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่มนุษย์และเทวดาพันโกฏิ พระโสภิตบรมศาสดา ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน มีจิตสงบระงับคงที่ ๓ ครั้ง พระราชาพระนามว่าอุคคตะ ทรงถวายทานในพระพุทธเจ้า ในทานครั้งนั้น พระอรหันต์มาประชุมกันประมาณร้อยโกฏิ มีหมู่คณะมาถวายทานในพระพุทธเจ้าอีก ครั้งนั้น พระอรหันต์มาประชุมกันครั้งที่ ๒ เก้าสิบโกฏิ ในกาลเมื่อพระพิชิตมาร ทรงจำพรรษาในเทวโลกแล้วเสด็จลง พระอรหันต์มาประชุมกันครั้งที่ ๓ แปดสิบโกฏิ สมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์นามว่าสุชาติ

เราได้ถวายข้าวและน้ำให้พระพุทธเจ้าเสวยพร้อมทั้งพระสาวกจนเพียงพอ แม้พระพุทธเจ้าพระนามว่าโสภิตผู้เป็นนายกของโลกพระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราว่าผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้า ....... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้นเราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว มีใจยินดีปราโมทย์แล้วได้กระทำความเพียรอย่างยอดเยี่ยม เพื่อบรรลุประโยชน์นั้น พระนครชื่อว่าสุธรรม พระมหากษัตริย์พระนามว่าสุธรรมเป็นพระชนกของพระโสภิตบรมศาสดา พระชนนีพระนามว่าสุธรรมา พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่เก้าพันปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ปราสาท ชื่อกุมุท นฬินี ปทุม มีพระสนมนารีกำนัล

ในสี่หมื่นสามพันนางล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่ามกิลา พระราชโอรสมีพระนามว่าสีหะ พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ เสด็จออกผนวชพร้อมทั้งปราสาท พระองค์ผู้เป็นบุรุษอุดม ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วัน พระโสภิตมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกของโลก อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ พระอุทธยานสุธรรมาอันสวยงาม ทรงมีพระอสมเถระและพระสุเนตตเถระเป็นอัครสาวก เพราะเถระชื่อว่าอโนมะเป็นพุทธอุปัฏฐาก พระนกุลาเถรีและพระสุชาตาเถรี เป็นพระอักครสาวิกาและพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เมื่อตรัสรู้ก็ได้ตรัสรู้ที่ควงไม้กากะทิงรัมมะอุบาสกและสุเนตตอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก นกุลาอุบาสิกาและจิตตาอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระมหามุนีพระองค์สูง ๕๘ศอก ทรงเปล่งพระรัศมีสว่างไสวไปทั่วทิศ ดุจพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้น คำสั่งสอนของพระองค์หอมตระหลบไปด้วยกลิ่นศีล เปรียบเหมือนป่าไม้ที่ดอกบาน หอมตระหลบไปด้วยกลิ่นต่างๆ ฉะนั้นคำสั่งสอนของพระองค์ไม่มีใครอิ่มด้วยการฟัง ดังสมุทรสาครไม่มีใครอิ่มด้วยการเห็น ฉะนั้น ในขณะนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปีพระองค์ทรงดำรงพระชนมายุอยู่เท่านั้น ทรงช่วยในหมู่ชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้เป็นอันมาก พระองค์ทรงประทานพระโอวาทและการพร่ำสอน ทรงสั่งสอนหมู่ชนที่เหลือให้เผากิเลสดังเปลวไฟไหม้เชื้อแล้ว เสด็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวก พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือน และพระสาวกผู้บรรลุพลธรรมทั้งหลาย หายไปหมดสิ้นแล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐพระนามว่าโสภิต เสด็จนิพพาน ณ สีหาราม พระธาตุของพระองค์แผ่กว้างไปในประเทศนั้นๆ ฉะนี้แล.

จบโสภิตพุทธวงศ์ที่ ๖

สตฺตโม อโนมทสฺสิพุทฺธวํโส

อโนมทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๗

ว่าด้วยพระประวัติพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ อโนมทัสสีพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

โสภิตสฺส อปเรน สมฺพุทฺโธ ทิปทุตฺตโม

อโนมทสฺสี อมิตยโส เตชสี ทุรติกฺกโม ฯ

โส เฉตฺวา พนฺธนํ สพฺพํ วิทฺธํเสตฺวา ตโย ภเว

อนิวตฺติคมนํ มคฺคํ เทเสสิ เทวมานุเส ฯ

สาคโรว อสงฺโขพฺโภ ปพฺพโตว ทุราสโท

อากาโสว อนนฺโต โส สาลราชาว ผุลฺลิโต ฯ

ทสฺสเนนปิ ตํ พุทฺธํ โตสิตา โหนฺติ ปาณิโน

พฺยาหรนฺตํ คิรํ สุตฺวา อมตํ ปาปุณนฺติ เต ฯ

ธมฺมาภิสมโย ตสฺส อิทฺโธ ผีโต ตทา อหุ

โกฏิสตานิ อภิสมึสุ ปฐเม ธมฺมเทสเน ฯ

ตโต ปรํ อภิสมเย วสฺสนฺเต ธมฺมวุฏฺฐิโย

อสีติโกฏี อภิสมึสุ ทุติเย ธมฺมเทสเน ฯ

ตโต ปรํ ๑ หิ วสฺสนฺเต ตปฺปยนฺเตว ปาณินํ

อฏฺฐสตฺตติโกฏีนํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ ตสฺสาปิ จ มเหสิโน

อภิญฺญาพลปฺปตฺตานํ ปุปฺผิตานํ วิมุตฺติยา ฯ

อฏฺฐสตสหสฺสานํ สนฺนิปาตา ๒ ตทา อหุ

ปหีนมทโมหานํ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ

สตฺตสตสหสฺสานํ ทุติโย อาสิ สมาคโม

อนงฺคณานํ วิรชานํ อุปสนฺตาน ตาทินํ ฯ

ฉนฺนํ สตสหสฺสานํ ตติโย อาสิ สมาคโม

อภิญฺญาพลปฺปตฺตานํ นิพฺพุตานํ ตปสฺสินํ ฯ

อหนฺเตน สมเยน ยกฺโข อาสึ มหิทฺธิโก

เนกานํ ยกฺขโกฏีนํ วสวตฺติมฺหิ อิสฺสโร ฯ

ตทาปิ ตํ พุทฺธวรํ อุปคนฺตฺวา มเหสินํ

อนฺน ปาเนน ตปฺเปสึ สสงฺฆํ โลกนายกํ ฯ

โสปิ มํ ตทา พฺยากาสิ วิสุทฺธนยโน มุนิ

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺต วรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถ รุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺส สตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิ สทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิ มสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐา ติตฺถํ ๑ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ตุฏฺโฐ สํวิคฺคมานโส

อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐาสึ ทส ปารมิปูริยา ฯ

นครํ จนฺทวตี นาม ยสวา นาม ขตฺติโย

มาตา ยโสธรา นาม อโนมทสฺสิสฺส สตฺถุโน ฯ

ทสวสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

สิริ อุปสิริ วฑฺโฒ ตโย ปาสาท มุตฺตมา ฯ

เตวีสติ สหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

สิริมา นาม สา นารี อุปสาโล นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา สิวิกายาภินิกฺขมิ

อนูน ทสมาสานิ ปธานํ ปทหี ชิโน ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต อโนมทสฺสี มหามุนิ

วตฺตจกฺโก มหาวีโร สุทสฺสนุยฺยานมุตฺตเม ฯ

นิสโภ จ อโนโม จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

วรุโณ นามุปฏฺฐาโก อโนมทสฺสิสฺส สตฺถุโน ฯ

สุนฺทรา ๑ จ สุมนา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต อชฺชุโนติ ปวุจฺจติ ฯ

นนฺทิวฑฺโฒ สิริวฑฺโฒ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

อุปฺปลา จ ๒ ปทุมา จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

อฏฺฐปณฺณาสรตนํ อจฺจุคฺคโต มหามุนิ

ปภา นิทฺธาวตี ตสฺส สตรํสีว อุคฺคโต ฯ

วสฺส สตสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

สุปุปฺผิตํ ปาวจนํ อรหนฺเตหิ ตาทิหิ

วีตราเคหิ วิมเลหิ โสภติ ๓ ชินสาสนํ ฯ

โส จ สตฺถา อมิตยโส ยุคานิ ตานิ อตุลิยานิ

สพฺพํ สมนฺตรหิตํ นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขาราติ ฯ

อโนมทสฺสี ชิโน สตฺถา ธมฺมารามมฺหิ นิพฺพุโต

ตตฺเถว ตสฺส ชินถูโป อุพฺเพโธ ปน วีสตีติ ฯ

อโนมทสฺสิพุทฺธวํโส สตฺตโม ฯ

๑ ม. เตปิ ฯ ยุ. เตปิ จ ฯ

๑ ยุ. ... ปิ ฯ ๒ โป. ม. สนฺนิปาโต ฯ

๑ โป. ... ติตฺเถ ฯ

๑ โป. สุนฺทรา จ สุนามา จ ฯ ม. ยุ. สุนฺทรี จ ฯ ๒ ม. ยุ. เจว ฯ

๓ ม. ยุ. โสภิตฺถ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยต่อมาจากพระพุทธเจ้าพระนามว่าโสภิตมีพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ทรงพระยศนับไม่ได้ มีพระเดชยากที่จะล่วงได้พระองค์ทรงตัดเครื่องผูกทุกอย่าง ทรงทำลายภพ ๓ แล้ว ทรงแสดงทางที่ไปไม่กลับ ในหมู่เทวดาและมนุษย์ พระองค์ทรงพระคุณนับไม่ได้ดังมหาสมุทร ยากที่จะให้จมลงเหมือนภูเขา ไม่มีที่สุดดุจอากาศ พระคุณบานเต็มที่เช่นพญารัง สัตว์ทั้งหลายย่อมยินดีแม้ด้วยการเห็นพระองค์สัตว์เหล่านั้นได้ฟังพระสุรเสียงที่ทรงเปล่งย่อมบรรลุอมตธรรม ในกาลนั้น ธรรมาภิสมัยของพระองค์เจริญ-รุ่งเรืองในพระธรรมเทศนาครั้งที่ ๑ สัตว์ร้อยโกฏิได้ตรัสรู้

สมัยต่อแต่นั้นมา เมื่อพระองค์ทรงยังฝนคือธรรมให้ตก ในพระธรรมเทศนาครั้งที่ ๒ สัตว์แปดสิบโกฏิได้ตรัสรู้ และสมัยต่อมาเมื่อพระองค์ทรงยังฝนคือธรรมให้ตกให้สัตว์ทั้งหลายอิ่มหนำสำราญธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์ ๗๘ โกฏิ พระบรมศาสดา ได้ทรงประชุมพระภิกษุผู้บรรลุอภิญญาและพลธรรม ผู้บานแล้วด้วยการหลุดพ้น ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระภิกษุขีณาสพผู้ละความมัวเมา และความหลง มีจิตสงบระงับ ผู้คงที่ มาประชุมแปดแสน ครั้งที่ ๒พระภิกษุขีณาสพผู้ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ปราศจากธุลี สงบระงับคงที่ มาประชุมเจ็ดแสน ครั้งที่ ๓ พระภิกษุขีณาสพผู้บรรลุอภิญญาและพลธรรมผู้ดับสนิท มีตบะ มาประชุมหกแสน สมัยนั้น เราเป็นยักษ์มีฤทธิ์มาก เป็นใหญ่ ปกครองยักษ์หลายโกฏิให้อยู่ในอำนาจแม้ครั้งนั้น เราก็ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้ทรงแสวงหาคุณใหญ่หลวงพระองค์นั้นแล้วได้ถวายข้าวและน้ำให้พระองค์เสวยพร้อมด้วยพระสงฆ์จนเพียงพอ แม้พระมุนีผู้มีพระนัยนาบริสุทธิ์พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์เราว่าผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ...

... ข้ามแม่น้ำใหญ่ฉะนั้นเราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว ก็ยินดีมีใจปราโมทย์ อธิฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมีให้ยิ่งขึ้นพระนครชื่อว่าจันทวดี พระบรมกษัตริย์พระนามว่ายสวา เป็นพระชนกของพระอโนมทัสสีศาสดา พระชนนีพระนามว่ายโสธราพระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่หมื่นปี มีปราสาทอันประเสริฐ๓ ปราสาท ชื่อศิริ อุปศิริ และวัฑฒะ ทรงมีพระสนมนารีกำนัลในสองหมื่นสามพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าสิริมา พระราชโอรสพระนามว่าอุปสาละ

พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยวอทองทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐ เดือนเต็ม พระมหามุนีอโนทัสสีมหาวีรเจ้าอันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ สุทัสนราชอุทยานอันประเสริฐ ทรงมีพระนิสภเถระและพระอโนมเถระเป็นพระอัครสาวกพระเถระชื่อว่าวรุณเป็นพุทธุปัฏฐาก พระสุนทราเถรีและพระสุมนาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคนั้นเรียกว่าต้นกุ่ม นันทิวัฑฒอุบาสกและสิริวัฑฒอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐากอุปลาอุบาสิกาและปทุมาอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิภา พระมหามุนีมีพระองค์สูง ๕๘ ศอก มีพระรัศมีซ่านออกสว่างไสวดังพระอาทิตย์อุทัย ฉะนั้น ในครั้งนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีอายุแสนปีพระองค์ดำรงพระชนมายุอยู่เพียงนั้น ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้เป็นอันมาก พระศาสนาของพระองค์บานสะพรั่งงดงามด้วยพระอรหันต์ทั้งหลายผู้คงที่ผู้ปราศจากราคะและมลทินพระศาสดาผู้ทรงยศนับไม่ได้และคู่พระสาวกผู้ไม่มีใครแม้นเสมือนหายไปหมดสิ้นแล้วสังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระอโนมทัสสีพระบรมศาสดาชินเจ้า เสด็จนิพพาน ณ ธรรมาราม พระสถูปของพระองค์สูง ๒๐ โยชน์ ประดิษฐานอยู่ ณ ธรรมารามนั้น ฉะนี้แล.

จบอโนมทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๗

อฏฺฐโม ปทุมพุทฺธวํโส

ปทุมพุทธวงศ์ที่ ๘

ว่าด้วยพระประวัติพระปทุมพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ปทุมพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

อโนมทสฺสิสฺส อปเรน สมฺพุทฺโธ ทิปทุตฺตโม

ปทุโม นาม นาเมน อสโม อปฺปฏิปุคฺคโล ฯ

ตสฺสาปิ อสมํ สีลํ สมาธิปิ อนนฺตโก ๑

อสงฺเขยฺยํ ญาณวรํ วิมุตฺติปิ อนูปมา ฯ

ตสฺสาปิ อตุลเตชสฺส ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตเน

อภิสมยา ตโย อาสุํ มหาตม ปวาหนา ฯ

ปฐมาภิสมเย พุทฺโธ โกฏิสตมโพธยิ

ทุติยาภิสมเย ธีโร นวุติโกฏิมโพธยิ ฯ

ยทา จ ปทุโม พุทฺโธ โอวทิ สกมตฺรชํ

ตทา อสีติโกฏีนํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ ปทุมสฺส มเหสิโน

โกฏิ สตสหสฺสานํ ปฐโม อาสิ สมาคโม ฯ

กฐินตฺถารสมเย อุปฺปนฺเน กฐินจีวเร

ธมฺมเสนาปติตฺถาย ๒ ภิกฺขู สิพฺพึสุ จีวรํ ฯ

ตทา เต วิมลา ภิกฺขู ฉฬภิญฺญา มหิทฺธิกา

ตีณิ สตสหสฺสานิ สมึสุ อปราชิตา ฯ

ปุนาปรํ โส นรวุสโภ ๓ ปวเน วาสํ อุปาคมิ

ตทา สมาคโม อาสิ ทฺวินฺนํ สตสหสฺสานํ ฯ

อหนฺเตน สมเยน สีโห อาสึ มิคาภิภู

วิเวกมนุพฺรูหนฺตํ ปวเน อทฺทสํ ชินํ ฯ

วนฺทิตฺวา สิรสา ปาเท กตฺวาน ตํ ปทกฺขิณํ

ติกฺขตฺตุํ อภินาทิตฺวา ๑ สตฺตาหํ ชินมุปฏฺฐหึ ฯ

สตฺตาหํ วรสมาปตฺติยา วุฏฺฐหิตฺวา ตถาคโต

มนสา จินฺตยิตฺวาน โกฏิภิกฺขู สมานยิ ฯ

ตทาปิ โส มหาวีโร เตสํ มชฺเฌ วิยากริ

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺต วรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐา ติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาทยึ

อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐาสึ ทสปารมิปูริยา ฯ

จมฺปกํ นาม นครํ อสโม นาม ขตฺติโย

อสมา นาม ชนิกา ปทุมสฺส มเหสิโน ฯ

ทสวสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

นนฺโท วสุ ยสตฺตโร ๑ ตโย ปาสาท มุตฺตมา ฯ

เตตฺตึส [๒] สหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

อุตฺตรา นาม สา นารี รมฺโม นามาสิ อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา รถ ยาเนน นิกฺขมิ

อนูน ๓ อฏฺฐมาสานิ ปธานํ ปทหี ชิโน ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต ปทุโม โลกนายโก

วตฺตจกฺโก มหาวีโร ธนญฺชุยฺยานมุตฺตเม ฯ

สาโล จ อุปสาโล จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

วรุโณ นามุปฏฺฐาโก ปทุมสฺส มเหสิโน ฯ

ราธา เจว สุราธา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต มหาโสโณติ วุจฺจติ ฯ

สภิโย ๔ เจว อสโม จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

รุจิ จ นนฺทิมารา จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

อฏฺฐปณฺณาสรตนํ อจฺจุคฺคโต มหามุนิ

ปภา นิทฺธาวตี ตสฺส อสมา สพฺพโต ๕ ทิสา ฯ

จนฺทปฺปภา สุริยปฺปภา รตนคฺฆิมณิปฺปภา

สพฺพาปิ ตา หตา โหนฺติ ปตฺวา ชินปฺปภุตฺตมํ ฯ

วสฺสสตสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

ปริปกฺกมานเส สตฺเต โพธยิตฺวา อเสสโต

เสสญฺเญ ๑ อนุสาเสตฺวา นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ

อุรโคว ตจํ ชิณฺณํ วุฑฺฒ ๒ ปตฺตํว ปาทโป

ชหิตฺวา สพฺพสงฺขาเร นิพฺพุโต โส ยถา สิขีติ ฯ

ปทุโม ชินวโร สตฺถา ธมฺมารามมฺหิ นิพฺพุโต

ธาตุวิตฺถาริกํ อาสิ เตสุ เตสุ ปเทสโตติ ฯ

ปทุมพุทฺธวํโส อฏฺฐโม ฯ

๑ ยุ. อนนฺตกา ฯ ๒ ยุ. ... ปตตฺถาย ฯ ๓ ม. ยุ. นราสโภ ฯ

๑ ยุ. อภินนฺทิตฺวา ฯ

๑ โป. ยสุตฺตโร ฯ ม. นนฺทาวสุ ยสุตฺตรา ฯ ยุ. นนฺทา จ สุยสา อุตฺตรา ฯ

๒ ม. จ ฯ ยุ. ... สต ... ฯ ๓ ยุ. อนูนกํ อฑฺฒมาสํ ฯ ๔ ม. ยุ. ภิโย ฯ

๕ ม. ยุ. สพฺพโส ฯ

ฉบับหลวง

สมัยต่อมาจากพระอโนมทัสสีบรมศาสดา พระสัมพุทธเจ้าผู้อุดมกว่าสรรพสัตว์ มีพระนามว่าชื่อปทุม ผู้ไม่มีบุคคลเปรียบเสมอ ศีลของพระองค์หาเสมอไม่ แม้สมาธิก็ไม่มีที่สุด พระญาณอันประเสริฐนับไม่ถ้วน แม้วิมุตติก็ไม่มีอะไรเปรียบ แม้ในคราวที่พระองค์ผู้ทรงเดชไม่มีอะไรเทียบเท่าทรงประกาศธรรมจักรธรรมาภิสมัยอันกำจัดความมืดตื้อได้มี ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระพุทธธีรเจ้าทรงยังสัตว์ให้ตรัสรู้ร้อยโกฏิ ครั้งที่ ๒ ทรงยังสัตว์ให้ตรัสรู้เก้าสิบโกฏิ และในคราวเมื่อ พระปทุมพุทธเจ้าตรัสสอนพระราชโอรส ของพระองค์ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดสิบโกฏิพระปทุมบรมศาสดาทรงมีการประชุมพระสาวก ๓

ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระสาวกมาประชุมกันแสนโกฏิ เมื่อกฐินจีวรเกิดขึ้นในสมัยกรานกฐิน ภิกษุทั้งหลายช่วยกันเย็บจีวร เพื่อประโยชน์แก่พระธรรมเสนาบดี ครั้งนั้นภิกษุเหล่านั้นล้วนปราศจากมลทินได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก ผู้ไม่พ่ายแพ้อะไรๆ สามแสนรูปมาประชุมกัน สมัยต่อมา ในคราวที่พระบรมศาสดาผู้องอาจกว่านรชน ทรงเข้าจำพรรษาในป่าใหญ่ครั้งนั้น พระสาวกสองแสนมาประชุมกัน สมัยนั้นเราเป็นราชสีห์เป็นใหญ่กว่าฝูงมฤค ได้พบพระพิชิตมาร ซึ่งกำลังเจริญวิเวกอยู่ในป่าใหญ่ เราถวายบังคมพระยุคลบาทด้วยเศียรเกล้ากระทำประทักษิณบันลือสีหนาท ๓ ครั้ง บำรุงพระพิชิตมารอยู่ ๗ วัน ครบ ๗ วันแล้วพระตถาคตเสด็จออกจากสมาบัติอันประเสริฐทรงดำริด้วยพระทัยให้พระภิกษุมาประชุมกันโกฏิหนึ่ง แม้ครั้งนั้น พระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราในท่ามกลางภิกษุเหล่านั้นว่าผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ............................

ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้นเรา ได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้วยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ให้ยิ่งขึ้น พระนครชื่อว่า จัมปกะ พระบรมกษัตริย์พระนามว่าอสมะเป็นพระชนกของพระปทุมบรมศาสดา พระนางอสมาเป็นพระชนนีพระองค์ทรงครอบครองอคารสถานอยู่สองหมื่นปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อนันทะ วสุ และอสัตตระ ทรงมีพระ-สนมานารีกำนัลในสามหมื่นสามพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงามพระมเหสีพระนามว่าอุตตรา พระราชโอรสพระนามว่ารัมมะพระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยราชรถอันเป็นราชยาน ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือนเต็ม พระปทุมมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกของโลก

อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ ธนัญชราชอุทยานอันประเสริฐทรงมีพระสาลเถระและพระอุปสาลเถระเป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าวรุณเป็นพระพุทธุปัฏฐากพระราธาเถรีและพระสุราธาเถรีเป็นพระอัครสาวิกาไม้โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเรียกกันว่าไม้อ้อยช้างใหญ่ สภิยอุบาสกและอสมอุบาสก เป็นอัครอุปัฏฐาก รุจิอุบาสิกาและนันทิมาราอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระมหามุนีพระกายสูง๕๘ ศอก พระองค์ทรงมีพระรัศมีไม่มีอะไรเสมอแผ่ออกไปทั่วทิศรัศมีพระจันทร์ รัศมีพระอาทิตย์ แสงรัตนะ และแสงแก้วมณีแม้ทุกอย่างนั้น ครั้นมาถึงรัศมีอันสูงสุดของพระชินเจ้า ย่อมหายไปครั้งนั้นมนุษย์มีอายุแสนปี พระองค์ทรงดำรงพระชนมายุอยู่เท่านั้นทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้เป็นอันมาก

พระองค์ทรงยังสัตว์ผู้มีอัธยาศัยแก่กล้าให้ตรัสรู้โดยไม่เหลือ ทรงพร่ำสอนชนที่เหลืออื่นๆ แล้ว เสด็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวก พระองค์ทรงละทิ้งสังขารทั้งปวง เหมือนงูลอกคราบอันเก่า ดังต้นไม้สลัดใบเก่าแล้วเสด็จนิพพานเหมือนไฟดับ ฉะนั้น พระพิชิตมารผู้ประเสริฐบรมศาสดาพระนามว่าปทุม เสด็จนิพพาน ณ ธรรมาราม พระธาตุของพระองค์แผ่ไปกว้างในประเทศนั้นๆ ฉะนี้แล.

จบปทุมพุทธวงศ์ที่ ๘

นวโม นารทพุทฺธวํโส

นารทพุทธวงศ์ที่ ๙

ว่าด้วยพระประวัติพระนารทพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ นารทพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปทุมสฺส อปเรน สมฺพุทฺโธ ทิปทุตฺตโม

นารโท นาม นาเมน อสโม อปฺปฏิปุคฺคโล ฯ

โส พุทฺโธ จกฺกวตฺติสฺส เชฏฺโฐ ทยิตโอรโส

อามุตฺตมณฺยาภรโณ ๓ อุยฺยานํ อุปสงฺกมิ ฯ

ตตฺถาสิ รุกฺโข ๔ วิปุโล อภิรูโป พฺรหา ๕ สุจิ

ตมชฺฌปตฺวา นิสีทิ มหาโสณสฺส เหฏฺฐโต ฯ

ตตฺถ ญาณวรุปฺปชฺชิ อนนฺตํ วชิรูปมํ

เตน วิจินิ สงฺขาเร อุกฺกุชฺชมวกุชฺชตํ ๖ ฯ

ตตฺถ สพฺพกิเลสานิ อเสสมภิวาหยิ

ปาปุณิ เกวลํ โพธึ พุทฺธญาเณ ๗ จ จุทฺทส ฯ

ปาปุณิตฺวาน สมฺโพธึ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตยิ

โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ

มหาโทณํ นาคราชํ วินยนฺโต มหามุนิ

ปาฏิเหรํ ตทากาสิ ทสฺสยนฺโต สเทวเก ฯ

ตทา เทวมนุสฺสานํ ตมฺหิ ธมฺมปฺปกาสเน

นวุติโกฏิสหสฺสานิ ๑ ตรึสุ สพฺพสํสยํ ฯ

ยมฺหิ กาเล มหาวีโร โอวทิ สกมตฺรชํ

อสีติโกฏิสหสฺสานํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ นารทสฺส มเหสิโน

โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐโม อาสิ สมาคโม ฯ

ยทา พุทฺโธ พุทฺธคุณํ สนิทานํ ปกาสยิ

นวุติโกฏิสหสฺสานิ สมึสุ วิมลา ตทา ฯ

ยทา เวโรจโน นาโค ทานํ ททาติ สตฺถุโน

ตทา สมึสุ ชินปุตฺตา อสีติสตสหสฺสิโน ๒ ฯ

อหนฺเตน สมเยน ชฏิโล อุคฺคตาปโน

อนฺตลิกฺขจโร อาสึ ปญฺจาภิญฺญาสุ ปารคู ฯ

ตทาปาหํ อสมสมํ สสงฺฆํ สปริชนํ

อนฺนปาเนน ตปฺเปตฺวา จนฺทเนนาภิปูชยึ ฯ

โสปิ มํ ตทา พฺยากาสิ นารโท โลกนายโก

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป พุทฺโธ ๑ โลเก ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺต วรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสฺสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐา ติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย หาเสตฺวาน มานสํ

อธิฏฺฐหึ วตฺตํ อุคฺคํ ทสปารมิปูริยา ฯ

นครํ ธญฺญวตี นาม สุเทโว นาม ขตฺติโย

อโนมา นาม ชนิกา นารทสฺส มเหสิโน ฯ

นววสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

ชิโต วิชิตาภิราโม ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

ติจตฺตาริ สหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

วิชิตเสนา นาม สา นารี นนฺทุตฺตโร นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา ปทสา คมเนน นิกฺขมิ

สตฺตาหํ ปธานจารํ อจริ ปุริสุตฺตโม ๑ ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต นารโท โลกนายโก

วตฺตจกฺโก มหาวีโร ธนญฺชุยฺยานมุตฺตเม ฯ

ภทฺทสาโล ชิตมิตฺโต อเหสุํ อคฺคสาวกา

วาเสฏฺโฐ นามุปฏฺฐาโก นารทสฺส มเหสิโน ฯ

อุตฺตรา ผคฺคุนี เจว อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต มหาโสโณติ วุจฺจติ ฯ

อุคฺครินฺโท วสโภ จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

อินฺทวรี ๑ จ คณฺฑี จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

อฏฺฐาสีติรตนานิ อจฺจุคฺคโต มหามุนิ

กญฺจนคฺฆิกสงฺกาโส ทสสหสฺสี วิโรจติ ๒ ฯ

ตสฺส พฺยามปฺปภากาโย ๓ นิทฺธาวติ ทิโสทิสํ

นิรนฺตรํ ทิวา รตฺตึ โยชนํ ผรเต สทา ๔ ฯ

น เกจิ เตน สมเยน สมนฺตา โยชเน ชนา

อุกฺกา ปทีเป อุชฺชเลนฺติ พุทฺธรํสีหิ โอตฺถตา ฯ

นวุติวสฺสสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

ยถา อุฬุภิ คคนํ วิจิตฺตํ อุปโสภติ

ตเถว สาสนํ ตสฺส อรหนฺเตหิ โสภติ ฯ

สํสารโสตํ ตารณาย เสสเก ปฏิปนฺนเก

ธมฺมเสตุํ ทฬฺหํ กตฺวา นิพฺพุโต โส นราสโภ ฯ

โสปิ พุทฺโธ อสมสโม เตปิ ขีณาสวา อตุลเตชา

สพฺพํ สมนฺตรหิตํ นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขาราติ ฯ

นารโท ชินวุสโภ นิพฺพุโต สุทสฺสเน ปุเร

ตเถว ถูปวโร ๑ จตุโยชนมุคฺคโตติ ฯ

นารทพุทฺธวํโส นวโม ฯ

๑ ม. ยุ. เสสเก อนุสาสิตฺวา ฯ ๒ ม. วทฺธปตฺตํว ฯ ยุ. วุฑฺฒํ ปตฺตํว ฯ

๓ ม. อามุกฺกมาลาภรโณ ฯ ยุ. อามุตฺตมลยาภรโณ ฯ ๔ ม. ยุ. ยสวิปุโล ฯ

๕ ยุ. พฺรหฺมา ฯ ๖ ม. ยุ. ... กุชฺชกํ ฯ ๗ ยุ. พุทฺธญาณญฺจ ฯ

๑ ยุ. ... สหสฺสานํ ฯ ๒ ม. ยุ. ... สิโย ฯ

๑ ม. ยุ. อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

๑ ยุ. โลกนายโก ฯ

๑ ม. อินฺทาวรี จ วณฺฑี จ ฯ ยุ. อินฺทาวรี จ จณฺฑี จ ฯ ๒ ยุ. วิโรจถ ฯ

๓ ม. ยุ. ... กายา ฯ ๔ ยุ. ทิสา ฯ

ฉบับหลวง

สมัยต่อมาจากพระปทุมบรมศาสดา พระสัมพุทธเจ้าผู้อุดมกว่าสรรพสัตว์ มีพระนามชื่อว่านารทะ เป็นบุคคลผู้ไม่มีใครเปรียบเสมอ พระองค์เป็นพระเชษฐโอรสที่ทรงโปรดปรานของพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงสวมใส่อาภรณ์แก้วมณี เสด็จไปยังพระราชอุทยานในพระราชอุทยานนั้น มีต้นไม้โตใหญ่แผ่กิ่งก้านสวยงาม พระองค์เสด็จถึงท่ามกลางพระราชอุทยานนั้นแล้ว ประทับนั่งภายใต้ต้นอ้อยช้างใหญ่ ณ ที่นั้น เกิดพระญาณอันประเสริฐไม่มีที่สุด เปรียบด้วยวิเชียร ทรงพิจารณาสังขารทั้งเปิดเผยทั้งปกปิดด้วยพระญาณนั้นทรงลอยกิเลสทั้งปวงโดยไม่เหลือ ณ ที่นั้น ทรงบรรลุพระโพธิญาณทั้งสิ้น และพระพุทธญาณ ๑๔ ครั้ง ครั้นทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว

ทรงประกาศธรรมจักร ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ เมื่อพระมหามุนีทรงปราบนาคราชผู้มีตัวโตเท่าเรือโกลนใหญ่ ได้ทรงปาฏิหาริย์แสดงให้เห็นในมนุษยโลกพร้อมด้วยเทวโลกในการที่ทรงประกาศธรรมแก่เทวดาและมนุษย์ครั้งนั้น เทวดาและมนุษย์เก้าหมื่นโกฏิข้ามความสงสัยทั้งปวงได้ ในกาลเมื่อพระมหาวีรเจ้าตรัสสอนพระราชโอรสของพระองค์ ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่เทวดาและมนุษย์แปดหมื่นโกฏิ พระนารทบรมศาสดาทรงมีการประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระสาวกแสนโกฏิมาประชุมกันครั้งที่ ๒ ในคราวเมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธคุณพร้อมด้วยเหตุ พระสาวกผู้ปราศจากมลทินเก้าหมื่นโกฏิมาประชุมครั้งที่ ๓ ในคราวที่เวโรจในนาคราชถวายทานแด่พระศาสดา พระ-สาวกชินบุตรแปดโกฏิมาประชุมกัน

สมัยนั้นเราเป็นชฏิลผู้มีตบะอันรุ่งเรืองถึงที่สุดในอภิญญา ๕ เหมาะไปในอากาศได้ แม้ครั้งนั้นเราก็ถวายข้าวและน้ำให้พระศาสดาเสวยพร้อมด้วยพระสงฆ์และบริวารชนจนเพียงพอ แล้วได้บูชาด้วยไม้จันทน์ แม้พระนารทบรมศาสดานายกของโลกพระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราในครั้งนั้นว่าผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ............... ข้ามแม่น้ำใหญ่ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว มีใจยินดีอย่างยิ่งอธิษฐานวัตรเป็นอย่างเลิศเพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ พระนครชื่อว่าธัญญวดี พระมหากษัตริย์พระนามว่าสุเทพเป็นพระชนกของพระนารทบรมศาสดา พระนางอโนมาเป็นพระชนนี

พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่เก้าพันปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ปราสาท ชื่อชิตะ วิชิตะ และอภิรามะ มีพระสนมนารีกำนัลในสี่หมื่นสามพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าวิชิตเสนา พระราชโอรสพระนามว่านันทุตตระ พระองค์ผู้เป็นบุรุษอุดม ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวช ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วัน พระนารทมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกของโลก อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ ธนัญชอุทยานอันประเสริฐ ทรงมีพระภัททสาลเถระและพระชิตมิตตเถระเป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าวาเสฏฐะ เป็นพระพุทธุปัฏฐาก พระอุตตราเถรีและพระผัคคุนีเถรี เป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกกันว่าไม้อ้อยช้างใหญ่

อุคครินทอุบาสกและวสภอุบาสก เป็นอัครอุปัฏฐาก อินทวรีอุบาสิกาและคัณฑีอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระมหามุนีมีพระองค์สูง ๘๘ ศอก มีพระรัศมีงามเช่นกับทองคำล้ำค่าสว่างไสวไปในหมื่นโลกธาตุ พระองค์มีพระรัศมีซ่านออกจากพระวรกายด้านละวา ซ่านออกไปทั่วทิศน้อยใหญ่ แผ่ไปไกลโยชน์หนึ่งทั้งกลางวันกลางคืนทุกเมื่อ สมัยนั้น ในระยะโยชน์หนึ่งโดยรอบ ใครๆ ไม่ต้องตามประทีปโคมไฟ พระพุทธรัศมีส่องให้สว่างจ้าในกาลนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีอายุเก้าหมื่นปี พระองค์ทรงดำรงอยู่เพียงนั้น ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏฏสงสารได้มากมายพระศาสนาของพระองค์งามวิจิตรด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนท้องฟ้าย่อมงามวิจิตรด้วยหมู่ดาว ฉะนั้น พระนราสภพระองค์นั้นทรงสร้างสะพานไว้มั่นคง สำหรับให้คนที่เหลือดำเนินข้ามกระแสสงสารแล้วเสด็จนิพพาน แม้พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนพระองค์นั้น และพระขีณาสพผู้มีเดชเทียบไม่ได้เหล่านั้นก็หายไปหมดสิ้นแล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระนารทชินเจ้าผู้ประเสริฐ เสด็จนิพพาน ณ สุทัสนนคร พระสถูปอันประเสริฐสูง ๔ โยชน์ก็ประดิษฐานอยู่ ณ นครนั้น ฉะนี้แล.

จบนารทพุทธวงศ์ที่ ๙

ทสโม ปทุมุตฺตรพุทฺธวํโส

ปทุมุตรพุทธวงศ์ที่ ๑๐

ว่าด้วยพระประวัติพระปทุมุตรพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ปทุมุตรพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

นารทสฺส อปเรน สมฺพุทฺโธ ทิปทุตฺตโม

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน อกฺโขพฺโภ สาครูปโม ฯ

มณฺฑกปฺโป จ ๒ โส อาสิ ยมฺหิ พุทฺโธ อชายถ

อุสฺสนฺนกุสลา ชนตา ตมฺหิ กปฺเป อชายถ ฯ

ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ปฐเม ธมฺมเทสเน

โกฏิสตสหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย อหุ ฯ

ตโต ปรํปิ วสฺสนฺเต ตปฺปยนฺเต จ ปาณิเน

สตฺตตฺตึสสหสฺสานํ ทุติยาภิสมโย อหุ ฯ

ยมฺหิ กาเล มหาวีโร อานนฺทํ อุปสงฺกมิ

ปิตุ สนฺติกํ อุปคนฺตฺวา อาหนิ อมตทุนฺทุภึ ฯ

อาหเต อมตเภริมฺหิ วสฺสนฺเต ธมฺมวุฏฺฐิโย

ปญฺญาสสตสหสฺสานํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

โอวาทโก วิญฺญาปโก ตารโก สพฺพปาณินํ

เทสนากุสโล พุทฺโธ ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ ปทุมุตฺตรสฺส สตฺถุโน

โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐโม อาสิ สมาคโม ฯ

ยทา พุทฺโธ อสมสโม วสิ ๑ เวภารปพฺพเต

นวุติโกฏิสหสฺสานํ ทุติโย อาสิ สมาคโม ฯ

ปุน จาริกํ ปกฺกนฺเต คามนิคมรฏฺฐโต

อสีติโกฏิสหสฺสานํ ตติโย อาสิ สมาคโม ฯ

อหนฺเตน สมเยน ชฏิโล นาม รฏฺฐิโก

สมฺพุทฺธปฺปมุขํ สงฺฆํ สภตฺตํ ทุสฺสมทาสิหํ ฯ

โสปิ มํ พุทฺโธ พฺยากาสิ สงฺฆมชฺเฌ นิสีทิย

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐา ติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐหึ

อกาสึ ๑ อุคฺคํ ทฬฺหํ ธิตึ ทสปารมิปูริยา ฯ

พฺยาหตา ติตฺถิยา สพฺเพ วิมนา ทุมฺมนา ตทา

น เตสํ เกจิ ปริจรนฺติ รฏฺฐโต นิจฺฉุภนฺติ เต ฯ

สพฺเพ ตตฺถ สมาคนฺตฺวา อุปคจฺฉฉ พุทฺธสนฺติเก

ตุวํ นาโถ มหาวีร สรณํ โหหิ จกฺขุมา ฯ

อนุกมฺปโก การุณิโก หิเตสี สพฺพปาณินํ

สมฺปตฺเต ติตฺถิเย สพฺเพ ปญฺจสีเล ปติฏฺฐหิ ๒ ฯ

เอวํ นิรากุลํ อาสิ สุญฺญตํ ติตฺถิเยหิ ตํ

วิจิตฺตํ อรหนฺเตหิ วสีภูเตหิ ตาทิหิ ฯ

นครํ หํสวตี นาม อานนฺโท นาม ขตฺติโย

สุชาตา นาม ชนิกา ปทุมุตฺตรสตฺถุโน ๓ ฯ

นววสฺส ๔ สหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

นารี ๕ พาหโน ยสวตี ตโย ปาสาท มุตฺตมา ฯ

ติจตฺตาริ สหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

วสุลทตฺตา ๖ นาม นารี อุตฺตโร ๗ นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา ปาสาเทนาภินิกฺขมิ

สตฺตาหํ ปธานจารํ อจริ ปุริสุตฺตโม ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต ปทุมุตฺตโร วินายโก

วตฺตจกฺโก มหาวีโร มิถิลุยฺยานมุตฺตเม ฯ

เทวิโล ๑ จ สุชาโต จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

สุมโน นามุปฏฺฐาโก ปทุมุตฺตรสฺส สตฺถุโน ๒ ฯ

อมิตา อสมา เจว อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต สลโฬติ ปวุจฺจติ ฯ

อมิโต ๓ เจว ติสฺโส จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

หตฺถา เจว สุจิตฺตา ๔ จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

อฏฺฐปญฺญาสรตนํ อจฺจุคฺคโต มหามุนิ

กญฺจนคฺฆิกสงฺกาโส ทฺวตฺตึสวรลกฺขโณ ฯ

กุฑฺฑา กวาฏา ภิตฺติ จ รุกฺขา นคสิลุจฺจโย ๕

น ตสฺสาวรณํ อตฺถิ สมนฺตา ทฺวาทสโยชเน ฯ

วสฺสสตสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

สนฺตาเรตฺวา พหุชญฺญํ ๖ ฉินฺทิตฺวา สพฺพสํสยํ

ชลิตฺวา อคฺคิกฺขนฺโธว นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ

ปทุมุตฺตโร ชิโน พุทฺโธ นนฺทารามมฺหิ นิพฺพุโต

ตตฺเถว ตสฺส ถูปวโร ทฺวาทสมุพฺเพธโยชโนติ ฯ

ปทุมุตฺตรพุทฺธวํโส ทสโม ฯ

๑ ชินถูปวโร ฯ ๒ ยุ. ว ฯ

๑ ยุ. วสติ ฯ

๑ ยุ. อกาสิ มคฺคํ ฯ ๒ ม. ปติฏฺฐติ ฯ ๓ ยุ. ปทมุตฺตรมเหสิโน ฯ

๔ ม. ยุ. ทส ... ฯ ๕ ม. นรวาหโน ยโสวสวตฺตี ฯ ยุ. นารวาหโน ยโสวสวตฺตี ฯ

๖ ม. ยุ. วสุทตฺตา ฯ ๗ ม. อุตฺตโม ฯ

๑ ม. ยุ. เทวโล ฯ ๒ ม. ยุ. มเหสิโน ฯ ๓ ม. ยุ. วิติณฺโณ ฯ ๔ ม. ยุ. วิจิตฺตา ฯ

๕ ม. ยุ. นคสิลุจฺจยา ฯ ๖ ม. ยุ. พหุชนํ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยต่อมาจากพระนารทพุทธเจ้า พระสัมพุทธชินเจ้าผู้อุดมกว่าสรรพสัตว์ พระนามว่าปทุมุตระ มีพระคุณนับไม่ถ้วน เปรียบด้วยสาคร และในกัปที่พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติเป็นมัณฑกัป ประชุมชนผู้มีกุศลมากจึงได้เกิดในกัปนั้น ในพระธรรมเทศนาครั้งที่ ๑ ของพระผู้มีพระภาคปทุมุตระ ธรรมาภิสมัย ได้มีแก่เทวดาและมนุษย์แสนโกฏิ ต่อจากนั้น เมื่อพระองค์ทรงยังฝนคือธรรม ให้ตก และให้สัตว์ทั้งหลายอิ่มหนำสำราญ ธรรมาภิสมัย ครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์สามหมื่นเจ็ดพัน ในกาลเมื่อพระมหาวีรเจ้า เสด็จเข้าไปยังสำนักพระเจ้าอานันทพุทธบิดา ครั้นแล้วทรงตีกลองอมฤต เมื่อพระองค์ทรงตีกลองอมฤตเภรี ยังฝนคือธรรม ให้ตก ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์ห้าโกฏิ

พระพุทธเจ้าทรงประทานโอวาทให้รู้แจ้งทรงยังสัตว์ทั้งปวงให้ข้าม ทรงฉลาดในเทศนา ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏฏสงสารได้มากมาย พระปทุมุตรบรมศาสดาทรงประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระสาวกแสนโกฏิมาประชุมกันครั้งที่ ๒ ในกาลเมื่อพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีใครเสมอเหมือน ประทับอยู่ณ เวภารบรรพต พระสาวกเก้าหมื่นโกฏิมาประชุมกัน ครั้งที่ ๓เมื่อพระองค์เสด็จจาริกจากนิคมและรัฐ พระสาวกแปดหมื่นโกฏิมาประชุมกัน สมัยนั้น เราเป็นชฎิลชื่อว่ารัฏฐิกะ ได้ถวายผ้าพร้อมภัตตาหารแก่สงฆ์มีพระสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นประทับนั่ง ณ ท่ามกลางสงฆ์ทรงพยากรณ์เราว่า ในแสนกัปแต่กัปนี้ไป ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก .........

ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้วอธิษฐานวัตรให้ยิ่งขึ้น เราได้ทำความเพียรมั่นชั้นยอด ในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ ในกาลนั้น เดียรถีย์ทั้งปวงถูกกำจัด พากันเสียใจโทมนัส ใครๆ ไม่บำรุงเดียรถีย์เหล่านั้น พวกเขาจึงพากันออกไปจากแว่นแคว้น มาประชุมกันในที่นั้นทั้งหมดแล้วเข้าไปในสำนักพระพุทธเจ้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ขอพระองค์ผู้มีจักษุ ผู้ทรงพระกรุณาอนุเคราะห์ แสวงหาประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงได้ทรงเป็นที่พึ่งที่ระลึกเถิด

พระองค์ทรงยังเดียรถีย์ที่มาประชุมกันทั้งปวง ให้ตั้งอยู่ในเบญจศีล พระศาสนาของพระองค์ไม่อากูลว่างจากพวกเดียรถีย์อย่างนี้ งามวิจิตรด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้มีความชำนาญคงที่ พระนครชื่อว่าหงสวดี พระบรมกษัตริย์พระนามว่าอานนท์ เป็นพระชนกของพระปทุมุตรศาสดา พระนางสุชาดา เป็นพระพุทธชนนี พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่เก้าหมื่นปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อนารี พาหนะและยศวดี มีพระสนมนารีกำนัลในสี่หมื่นสามพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระอัครมเหสีพระนามว่าวสุลทัตตา พระราชโอรสพระนามว่าอุตระ

พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชพร้อมด้วยปราสาท ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วัน พระปทุมุตรบรมศาสดามหาวีรเจ้า อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ มิถิลาราชอุทยานอันประเสริฐ ทรงมีพระเทวิลเถระและพระสุชาตเถระ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าสุมนะ เป็นพุทธอุปัฏฐาก พระอมิตาเถรีและพระอสมาเถรี เป็นพระอัครสาวิกาไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกกันว่าไม้สน อมิตอุบาสกและติสสอุบาสก เป็นอัครอุปัฏฐาก อุหัตถาอุบาสิกาและสุจิตราอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระมหามุนีทรงมีพระองค์สูง ๕๘ ศอก มีพระรัศมีงามเช่นกับทองคำล้ำค่า มีพระลักษณะประเสริฐ ๓๒ ประการพระรัศมีของพระองค์แผ่ไป ๑๒ โยชน์ โดยรอบกำแพง บานประตูฝาเรือน ต้นไม้ และภูเขาสูงเทียมฟ้า กำบังไม่ได้ ครั้งนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีอายุแสนปี พระองค์ดำรงพระชนมายุอยู่เท่านั้น ทรงตัดความสงสัยทั้งปวง ช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นวัฏฏสงสารได้มากมาย ทรงรุ่งเรืองดังกองไฟแล้วเสด็จนิพพาน พร้อมด้วยพระสาวก พระปทุมุตรพุทธชินเจ้า เสด็จนิพพาน ณ นันทาราม พระสถูปอันประเสริฐของพระองค์ สูง ๑๒ โยชน์ ประดิษฐานอยู่ในนันทารามนั้นฉะนี้แล.

จบ ปทุมุตรพุทธวงศ์ที่ ๑๐

เอกาทสโม สุเมธพุทฺธวํโส

สุเมธพุทธวงศ์ที่ ๑๑

ว่าด้วยพระประวัติพระสุเมธพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ สุเมธพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปทุมุตฺตรสฺส อปเรน สุเมโธ นาม นายโก

ทุราสโท อุคฺคเตโช สพฺพโลกุตฺตโม ชิโน ๑ ฯ

ปสนฺนเนตฺโต สุมุโข พฺรหา อุชุ ปตาปวา

หิเตสี สพฺพสตฺตานํ พหู โมเจสิ พนฺธนา ฯ

ยทา พุทฺโธ ปาปุณิตฺวา เกวลํ โพธิมุตฺตมํ

สุทสฺสนมฺหิ นคเร ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตยิ ฯ

ตสฺสาปิ อภิสมยา ตีณิ อเหสุํ ธมฺมเทสเน

โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ

ปุนาปรํ กุมฺภกณฺณํ ยกฺขญฺจ ๒ ทมยี ชิโน

นวุติโกฏิสหสฺสานํ ทุติยาภิสมโย อหุ ฯ

ปุนาปรํ อมิตยโส จตุสจฺจํ ปกาสยิ

อสีติโกฏิสหสฺสานํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ สุเมธสฺส มเหสิโน

ขีณาสวานํ วิมลานํ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ

สุทสฺสนมฺหิ นคเร ๓ อุปคญฺฉิ ชิโน ยทา

ตทา ขีณาสวา ภิกฺขู สมึสุ สตโกฏิโย ฯ

ปุนาปรํ เทวกูเฏ ภิกฺขูนํ กฐินตฺถเต

ตทา นวุติโกฏีนํ ทุติโย อาสิ สมาคโม ฯ

ปุนาปรํ ทสพโล ยทา จรติ จาริกํ

ตทา อสีติโกฏีนํ ตติโย อาสิ สมาคโม ฯ

อหนฺเตน สมเยน อุตฺตโร นาม มาณโว

อสีติโกฏิโย มยฺหํ ฆเร สนฺนิจฺจิตํ ธนํ ฯ

เกวลํ สพฺพํ ทตฺวาน สสงฺเฆ โลกนายเก ๑

สรณํ ตสฺส อุปคญฺฉึ ปพฺพชฺชํ อภิโรจยึ ฯ

โสปิ มํ ตทา ๒ พฺยากาสิ กโรนฺโต อนุโมทนํ

ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถ รุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติ มํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐา ติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาทยึ

อุตฺตรึ ๑ วตฺตมธิฏฺฐาสี ทสปารมิปูริยา ฯ

สุตฺตนฺตํ วินยญฺจาปิ นวงฺคสตฺถุสาสนํ

สพฺพํ ปริยาปุณิตฺวาน โสภยึ ชินสาสนํ ฯ

ตตฺถปฺปมตฺโต วิหรนฺโต นิสชฺชฏฺฐานจงฺกเม

อภิญฺญาปารมึ ๑ ปตฺวา พฺรหฺมโลกมคญฺฉิหํ ฯ

สุทสฺสนํ นาม นครํ สุทตฺโต นาม ขตฺติโย

สุทตฺตา นาม ชนิกา สุเมธสฺส มเหสิโน ฯ

นววสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

สุจนฺโท กญฺจโน สิริวฑฺโฒ ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

ติโสฬสสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

สุมนา นาม สา นารี ปุนพฺโพ ๒ นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา หตฺถิยาเนน นิกฺขมิ

อนูนกํ อฏฺฐมาสํ ปธานํ ปทหี ชิโน ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต สุเมโธ โลกนายโก

วตฺตจกฺโก มหาวีโร สุทสฺสนุยฺยานมุตฺตเม ฯ

สรโณ จ สพฺพกาโม จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

สาคโร นามุปฏฺฐาโก สุเมธสฺส มเหสิโน ฯ

รามา เจว สุรามา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต นิมฺพรุกฺโขติ ๓ ปวุจฺจติ ฯ

อุรุเวลา ๔ เจว ยสวา จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

ยสา ๕ นาม สิริวา จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

อฏฺฐาสีติรตนานิ อจฺจุคฺคโต มหามุนิ

โอภาเสติ ทิสา สพฺพา จนฺโท ตารคเณ ยถา ฯ

จกฺกวตฺติมณิ นาม ยถา ตปติ โยชนํ

ตเถว ตสฺส รตนํ สมนฺตา ผรติ โยชนํ ฯ

นวุติวสฺสสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

เตวิชฺชา ฉฬภิญฺญาหิ พลปฺปตฺเตหิ ตาทิหิ

สมากุลมิทํ อาสิ อรหนฺเตหิ สาสนํ ๑ ฯ

เตปิ สพฺเพ อมิตยสา วิปฺปมุตฺตา นิรูปธี

ญาณาโลกํ ทสฺสยิตฺวา นิพฺพุตา เต มหายสา ฯ

สุเมโธ ชินวโร พุทฺโธ เมธารามมฺหิ นิพฺพุโต

ธาตุ วิตฺถาริกํ อาสิ เตสุ เตสุ ปเทสโตติ ฯ

สุเมธพุทฺธวํโส เอกาทสโม ฯ

๑ ม. มุนิ ฯ ยุ. สพฺพโลกุตฺตโร มุนิ ฯ ๒ ม. ยุ. ยกฺขํ โส ฯ ๓ ม. สุทสฺสนํ นาม

นครํ ฯ ยุ. สุทสฺสนํ นครํ วรํ ฯ

๑ ยุ. สสงฺฆํ โลกนายก ฯ ๒ ม. ยุ. พุทฺโธ ฯ

๑ ม. ยุ. อุตฺตริวตมธิฏฺฐาสึ ฯ

๑ ม. ยุ. อภิญฺญาสุ ปารมึ คนฺตฺวา ฯ ๒ ม. ปุนพฺพสุ นาม ฯ ยุ. สุมิตฺโต นาม ฯ

๓ ม. มหานิโปติ ฯ ยุ. มหานิมฺโพติ ฯ ๔ ม. อุรุเวลา ยสวา จ ฯ ยุ. อุรุเวโฬ จ

ยสโว จ ฯ ๕ ม. ยุ. ยโสธรา สิริมา จ ฯ

ฉบับหลวง

ในสมัยต่อมาจากพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ พระพิชิตมารพระนามว่าสุเมธ ผู้เป็นนายกของโลก ยากที่จะเทียมถึง ทรงมีเดชรุ่งเรือง อุดมกว่าสัตวโลกทั้งปวง ทรงมีพระเนตรแจ่มใส พระพักตร์แช่มชื่น พระองค์สูงใหญ่ ตรง มีสง่า ทรงแสวงหาประโยชน์เพื่อสรรพสัตว์ ทรงเปลื้องสัตว์ให้พ้นจากเครื่องผูกเป็นอันมาก ในกาลเมื่อพระพุทธเจ้าทรงบรรลุพระโพธิญาณอันอุดมบริสุทธิ์แล้ว ทรงประกาศธรรมจักร ณ สุทัสนนคร แม้ในกาลที่พระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนา มีธรรมาภิสมัย ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ ในกาลเมื่อพระพิชิตมารทรงทรมานยักษ์ชื่อว่า กุมภกรรณ์ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์เก้าหมื่นโกฏิ

ครั้งที่ ๓ในกาลเมื่อพระองค์ผู้ทรงยศนับไม่ได้ ทรงประกาศจตุราริยสัจธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ พระสุเมธศาสดาทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพ ผู้ปราศจากมลทิน มีจิตสงบระงับ ผู้คงที่๓ ครั้ง ในกาลเมื่อพระพิชิตมารเสด็จเข้าไปในสุทัสนนครพระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันร้อยโกฏิ ในกาลเมื่อภิกษุทั้งหลายกรานกฐิน ณ เทวกูฏ พระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันครั้งที่ ๒ เก้าสิบโกฏิ ในกาลเมื่อพระทศพลเสด็จจาริกไปอีกครั้งหนึ่ง พระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันครั้งที่ ๓ แปดสิบโกฏิ สมัยนั้น เราเป็นมาณพมีนามว่าอุตระ มีทรัพย์ที่เก็บสะสมไว้ในเรือนแปดสิบโกฏิ เราได้ถวายทรัพย์แก่พระศาสดา พร้อมด้วยพระสาวกหมดสิ้น แล้วถึงพระองค์เป็นสรณะ ชอบใจ (ออก) บรรพชา แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เมื่อทรงทำอนุโมทนา ก็ทรงพยากรณ์เราในกาลนั้นว่าในสามหมื่นกัป ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก .........

ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้วยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ประการ ให้ยิ่งขึ้นไป เราเล่าเรียนพระสูตรและพระวินัย อันเป็นนวังคสัตถุศาสน์ทั้งปวงแล้ว ทำพระศาสนาของพระพิชิตมารให้งามเราเป็นผู้ไม่ประมาทในคำสั่งสอนนั้น ทั้งในเวลานั่งยืนและเดิน ถึงความสำเร็จในอภิญญาแล้ว ได้ไปยังพรหมโลก พระนครชื่อว่าสุทัสนะ พระบรมกษัตริย์พระนามว่าสุทัตตะ เป็นพระชนกของพระสุเมธศาสดา พระนางสุทัตตาเป็นพระชนนี พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่เก้าหมื่นปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาทชื่อว่าสุจันทะ กัญจนะ และสิริวัฑฒะ มีพระสนมนารีกำนัลในสี่หมื่นแปดพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าสุมนาพระราชโอรสพระนามว่าปุนัพพะ

พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการจึงเสด็จออกผนวชด้วยคชสารอันเป็นยานพระที่นั่งต้น ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือนเต็ม พระสุเมธมหาวีรชินเจ้าผู้เป็นนายกของโลกอันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศธรรมจักร ณ สุทัสนอุทยานอันประเสริฐ ทรงมีพระสรณเถระและสรรพกามเถระ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าสาคระ เป็นพุทธอุปัฏฐาก พระรามาเถรีและพระสุรามาเถรี เป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกชื่อว่าต้นสะเดา อุรุเวลาอุบาสกและยสวาอุบาสก เป็นอัครอุปัฏฐาก ยสาอุบาสิกาและสิริวาอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกาพระมหามุนีทรงมีพระองค์สูง ๘๘ ศอก มีพระรัศมีสว่างไสวไปทั่วทิศเปรียบดังพระจันทร์ในหมู่ดาว

ฉะนั้น พระรัศมีของพระองค์แผ่ไปตลอดโยชน์หนึ่งโดยรอบ เหมือนแก้วมณีของพระเจ้าจักรพรรดิแผ่ไปโยชน์หนึ่ง ฉะนั้น ในกาลนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีอายุเก้าหมื่นปีพระองค์ทรงดำรงพระชนมายุอยู่เท่านั้น ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏฏสงสารได้มากมาย พระศาสนาของพระองค์ คับคั่งไปด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย ล้วนแต่ผู้บรรลุไตรวิชชา ฉฬภิญญา และพลธรรมคงที่ แม้ท่านทั้งหมดนั้น ล้วนมียศศักดิ์มากนับไม่ได้ หลุดพ้นแล้วไม่มีอุปธิ แสดงแสงสว่างแห่งญาณแล้วนิพพาน พระพุทธสุเมธชินเจ้าผู้ประเสริฐ เสด็จนิพพาน ณ เมธาราม พระธาตุของพระองค์แผ่กระจัดกระจายไปในประเทศนั้นๆ ฉะนี้แล.

จบสุเมธพุทธวงศ์ที่ ๑๑

ทฺวาทสโม สุชาตพุทฺธวํโส

สุชาตพุทธวงศ์ที่ ๑๒

ว่าด้วยพระประวัติพระสุชาตพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ สุชาตพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺเถว มณฺฑกปฺปมฺหิ สุชาโต นาม นายโก

สีหหนุ อุสภกฺขนฺโธ ๒ อปฺปเมยฺโย ทุราสโท ฯ

จนฺโทว วิมโล สุทฺโธ สตรํสีว ปตาปวา ๓

เอวํ โสภติ สมฺพุทฺโธ ชลนฺโต สิริยา สทา ๔ ฯ

ปาปุณิตฺวาน สมฺพุทฺโธ เกวลํ โพธิมุตฺตมํ

สุมงฺคลมฺหิ นคเร ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตยิ ฯ

เทเสนฺโต ๑ ปวรํ ธมฺมํ สุชาโต โลกนายโก

อสีติโกฏี อภิสมึสุํ ปฐเม ธมฺมเทสเน ฯ

ยทา สุชาโต อมิตยโส เทเว วสฺสมุปาคมิ

สตฺตตฺตึสสตสหสฺสานํ ทุติยาภิสมโย อหุ ฯ

ยทา สุชาโต อสโม ๒ อุปคญฺฉิ ปิตุ สนฺติกํ

สฏฺฐิสตสหสฺสานํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ สุชาตสฺส มเหสิโน

ขีณาสวานํ วิมลานํ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ

อภิญฺญาพลปฺปตฺตานํ อปฺปตฺตานํ ภวาภเว

สฏฺฐิสตสหสฺสานิ ๓ ปฐมํ สนฺนิปตึสุ เต ฯ

ปุนาปรํ สนฺนิปาเต ติทิโวโรหเณ ชิเน

ปญฺญาสสตสหสฺสานํ ทุติโย อาสิ สมาคโม ฯ

อุปสงฺกมฺม ๔ นรวุสภํ ๕ ตสฺส โย อคฺคสาวโก

จตูหิ สตสหสฺเสหิ สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมิ ฯ

อหนฺเตน สมเยน จตุทีปมฺหิ อิสฺสโร

อนฺตลิกฺขจโร อาสึ จกฺกวตฺติ มหพฺพโล ฯ

[๖]

จตุทีเป มหารชฺชํ รตเน สตฺต อุตฺตเม

พุทฺเธ นิยฺยาทยิตฺวาน ปพฺพชึ ตสฺส สนฺติเก ฯ

อารามิกา ชนปเท อุฏฺฐานํ ปฏิปิณฺฑิย

อุปเนนฺติ ภิกฺขุสงฺฆสฺส ปจฺจยํ สยนาสนํ ฯ

โสปิ มํ ตทา ๑ พฺยากาสิ ทสสหสฺสมฺหิ อิสฺสโร

ตึสกปฺปสหสฺสานํ ๒ อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐาติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย หาสํ ชเน อหํ

อธิฏฺฐหึ วตฺตํ อุคฺคํ ทสปารมิปูริยา ฯ

สุตฺตนฺตํ วินยญฺจาปิ นวงฺคสตฺถุสาสนํ

สพฺพํ ปริยาปุณิตฺวาน โสภยึ ชินสาสนํ ฯ

ตตฺถปฺปมตฺโต วิหรนฺโต พฺรหฺมํ ภาเวตฺวา ภาวนํ

อภิญฺญาสุ ปารมึ คนฺตฺวา พฺรหฺมโลกมคญฺฉิหํ ฯ

สุมงฺคลํ นาม นครํ อุคฺคโต นาม ขตฺติโย

มาตา ปภาวตี นาม สุชาตสฺส มเหสิโน ฯ

นววสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

สิริ อุปสิริ จนฺโท ๑ ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

เตวีสติสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

สิรินนฺทา นาม นารี อุปเสโน นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา อสฺสยาเนน นิกฺขมิ

อนูนนวมาสานิ ปธานํ ปทหี ชิโน ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต สุชาโต ๒ โลกนายโก

วตฺตจกฺโก มหาวีโร สุมงฺคลุยฺยานมุตฺตเม ฯ

สุทสฺสโน สุเทโว จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

นารโท นามุปฏฺฐาโก สุชาตสฺส มเหสิโน ฯ

นาคา ๓ นาคสมานา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต มหาเวฬูติ วุจฺจติ ฯ

โส จ รุกฺโข ฆนกฺขนฺโธ ๔ อจฺฉิทฺโท โหติ ปตฺติโก

อุชุ วํโส พฺรหา โหติ ทสฺสเนยฺโย มโนรโม ฯ

เอกกฺขนฺโธ ปวฑฺฒิตฺวา ตโต สาขา จ ๕ ภิชฺชติ

ยถา สุพนฺโธ โมรหตฺโถ เอวํ โสภติ โส ทุโม ฯ

น ตสฺส กณฺฐกา โหนฺติ นาปิ ฉิทฺทํ มหา อหุ

วิติณฺณสาโข อวิรโฬ สนฺทจฺฉาโย ๖ มโนรโม ฯ

สุทตฺโต เจว จิตฺโต จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

สุภทฺทา เจว ปทุมา จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

ปญฺญาสรตโน อาสิ อุจฺจตฺตเนน โส ชิโน

สพฺพาการวรูเปโต สพฺพคุณมุปาคโต ฯ

ตสฺส ปภา อสมสมา นิทฺธาวติ สมนฺตโต

อปฺปมาโณ อตุลิโย ๑ อุปเมหิ ๒ อนูปโม ฯ

นวุติวสฺสสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

ยถาปิ สาคเร อุมฺมิ คคเน ตารกา ยถา

เอวํ ตทา ปาวจนํ อรหนฺเตหิ จิตฺตกํ ๓ ฯ

[เตวิชฺชา ๔ ฉฬภิญฺญาหิ พลปฺปตฺเตหิ ตาทิหิ

สมากุลมิทํ อาสิ อรหนฺเตหิ ตาทิภิ] ฯ

โส จ พุทฺโธ อสมสโม คุณานิ จ ตานิ อตุลิยานิ

สพฺพํ สมนฺตรหิตํ นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขาราติ ฯ

สุชาโต ชินวโร พุทฺโธ เสลารามมฺหิ นิพฺพุโต

ตตฺเถว ๕ เจติโย สตฺถุ ตีณิ คาวุตมุคฺคโตติ ฯ

สุชาตพุทฺธวํโส ทฺวาทสโม ฯ

๑ ม. สาธุหิ ฯ ยุ. ตาทิหิ ฯ ๒ ม. สภกฺขนฺโธ ฯ ๓ ยุ. ตาปวา ฯ ๔ ยุ. ปภา ฯ

๑ ม. ยุ. เทเสนฺเต ... สุชาเต โลกนายเก ฯ ๒ โป. ม. ยุ. อสมสโม ฯ ๓ ยุ.

สฏฺฐิสตสหสฺสานํ ฯ ๔ ม. ยุ. อุปสงฺกมนฺโต ฯ ๕ ม. นราสภํ ฯ ยุ. นรวสภํ ฯ

๖ ม. โลเก อจฺฉริยํ ทิสฺวา อพฺภูตํ โลมหํสนํ อุปคนฺตฺวาน วนฺทึ โส สุชาตํ

โลกนายกํ ฯ ยุ. ... อุปคนฺตฺวาน วนฺทยึ ... ฯ

๑ ม. ยุ. พุทฺโธ ฯ ๒ โป. ม. ยุ. ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ ฯ

๑ ม. นนฺโท ฯ ยุ. นนฺทา ฯ ๒ ยุ. สุชาเต ฯ ๓ ม. ยุ. นาคา จ นาคสมาลา จ ฯ

๔ โป. ยุ. ฆนรุจิโร ฯ ๕ ม. ยุ. ปภิชฺชติ ฯ ๖ ยุ. สนฺนจฺฉาโย ฯ

ฉบับหลวง

ในมัณฑกัปนั้นแล มีพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกพระนามว่าสุชาตะ มีพระหนุดังคางราชสีห์ พระองค์งาม มีพระคุณประมาณไม่ได้ ยากที่จะเทียมถึง พระองค์ทรงงามรุ่งเรืองด้วยพระสิริทุกเมื่อดังพระจันทร์หมดจดปราศจากมลทิน เหมือนพระอาทิตย์ส่องแสงพระสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุพระโพธิญาณ อันอุดมบริสุทธิ์แล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ สุมังคลนคร เมื่อพระสุชาตบรมศาสดาทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ ในพระธรรมเทศนาครั้งที่ ๑ สัตว์ได้ตรัสรู้แปดสิบโกฏิ ในกาลเมื่อพระองค์เสด็จเข้าจำพรรษา ณเทวโลก ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่ทวยเทพสามโกฏิเจ็ดแสนในกาลเมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปยังสำนักพระพุทธบิดา ธรรมาภิสมัยครั้งที่

๓ ได้มีแก่สัตว์หกโกฏิ พระสุชาตบรมศาสดา ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน มีจิตสงบระงับ ผู้คงที่๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระภิกษุเหล่านั้นล้วนแต่บรรลุอภิญญาและพลธรรมผู้ไม่ต้องไปในภพน้อยภพใหญ่ มาประชุมกันหกโกฏิ ครั้งที่ ๒ในกาลนั้น พระพิชิตมารเสด็จลงจากเทวโลก พระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันห้าโกฏิ ครั้งที่ ๓ พระอัครสาวกของพระสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านรชนเข้าเฝ้าพร้อมด้วยพระขีณาสพสี่แสน สมัยนั้นเราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีพลนิกายมาก เป็นใหญ่ในทวีปทั้งสี่ เหาะไปในอากาศ เราถวายราชสมบัติใหญ่ในทวีปทั้งสี่ และรัตนะ ๗ประการ อันประเสริฐในพระพุทธเจ้าแล้วออกบวชในสำนักของพระองค์ พวกคนรักษาอารามในชนบท นำเอาบิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัย มาถวายแก่ภิกษุสงฆ์เนืองๆ แม้พระพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่ในหมื่นโลกธาตุพระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราในกาลนั้นว่าในสามหมื่นกัป ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ..........

ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว ยังความยินดีให้เกิดอย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรอย่างยอดเยี่ยม ในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ เราเล่าเรียนพระสูตรและพระวินัยอันเป็นนวังคสัตถุศาสน์ทั้งปวงแล้ว ทำพระศาสนาของพระพิชิตมารให้งาม เราเป็นผู้ไม่ประมาทในคำสั่งสอนนั้น เจริญพรหมวิหารภาวนา ถึงความสำเร็จในอภิญญาแล้ว ได้ไปยังพรหมโลกพระนครชื่อว่าสุมังคละ พระบรมกษัตริย์พระนามว่าอุคคตะ เป็นพระพุทธบิดา พระนางประภาวดี เป็นพระพุทธมารดา

พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่เก้าพันปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ปราสาท ชื่อสิริ อุปสิริ และจันทะ ทรงมีพระสนมนารีกำนัลในสองหมื่นสามพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าสิรินันทา พระราชโอรสพระนามว่าอุปเสนะ พระพิชิตมารทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยอัสวราชยานพระที่นั่งต้น ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๙ เดือนเต็ม พระสุชาตมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกของโลก อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ สุมังคลอุทยานอันประเสริฐ ทรงมีพระสุทัสนเถระและพระสุเทวเถระ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่านารทะ เป็นพุทธอุปัฏฐาก พระนาคาเถรีและพระนาคสมานาเถรี เป็นพระอัครสาวิกา

ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกว่าไม้ไผ่ใหญ่ และโพธิพฤกษ์นั้นลำต้นแข็ง ไม่เป็นโพรง มีใบแน่นหนา ลำต้นตรงใหญ่น่าดูน่าชม น่ารื่นรมย์ใจ ต้นหนึ่งเจริญงอกงามแล้วแตกกิ่งสาขาออกไป ไม้โพธิพฤกษ์ย่อมงามเหมือนดังหางนกยูงที่ผูกเป็นกำฉะนั้น ไม้ไผ่นั้นไม่มีหนาม แม้ช่องใหญ่ก็ไม่มี มีกิ่งชิดไม่ห่างเงาทึบ น่ารื่นรมย์ใจ สุทัตตอุบาสกและจิตตอุบาสก เป็นอัครอุปัฏฐาก สุภัททาอุบาสิกาและปทุมาอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกาพระพิชิตมารพระองค์นั้นมีพระองค์สูง ๕๐ ศอก ทรงประกอบด้วยพระอาการอันประเสริฐและพระคุณทุกอย่าง ทรงมีพระรัศมีหาเสมอเหมือนมิได้ ซ่านออกโดยรอบ ไม่มีประมาณ ไม่มีเทียบเคียงหาอุปมาเปรียบมิได้ ครั้งนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีอายุเก้าหมื่นปี

พระองค์ทรงดำรงพระชนมายุอยู่เท่านั้น ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏฏสงสารได้มากมาย ในกาลนั้น พระศาสนางามวิจิตรด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังคลื่นในสมุทสาคร เหมือนดาวในท้องฟ้า ฉะนั้น(พระศาสนาของพระพิชิตมารคับคั่งด้วยพระอรหันต์ทั้งหลายผู้บรรลุไตรวิชชา ฉฬภิญญาและพลธรรม ผู้คงที่) พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น หาผู้เสมอเหมือนมิได้และพระคุณเหล่านั้นหาเทียบเคียงมิได้ หายไปหมดสิ้นแล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอพระพุทธสุชาตชินเจ้าผู้ประเสริฐ เสด็จนิพพาน ณ เสลารามพระสถูปของพระองค์ สูง ๓ คาวุต ประดิษฐานอยู่ในเสลารามนั้นฉะนี้แล.

จบสุชาตพุทธวงศ์ที่ ๑๒

เตรสโม ปิยทสฺสิพุทฺธวํโส

ปิยทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๓

ว่าด้วยพระประวัติพระปิยทัสสีพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ปิยทัสสีพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

สุชาตสฺส อปเรน สยมฺภู โลกนายโก

ทุราสโท อสมสโม ปิยทสฺสี มหายโส ฯ

โสปิ พุทฺโธ อมิตยโส อาทิจฺโจว วิโรจติ

นิหนฺตฺวาน ตมํ สพฺพํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตยิ ฯ

ตสฺสาปิ อตุลเตชสฺส อเหสุํ อภิสมยา ตโย

โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ

สุทสฺสโน เทวราชา มิจฺฉาทิฏฺฐิมโรจยิ

ตสฺส ทิฏฺฐึ วิโนเทนฺโต สตฺถา ธมฺมมเทสยิ ฯ

ชนสนฺนิปาโต อตุโล มหา สนฺนิปตี ตทา

นวโกฏิสหสฺสานํ ๑ ทุติยาภิสมโย อหุ ฯ

ยทา โทณมุขํ หตฺถึ วิเนติ ๒ นรสารถิ

อสีติโกฏิสหสฺสานํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ ตสฺสาปิ ปิยทสฺสิโน

โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐโม อาสิ สมาคโม ฯ

ตโต ปรํ นวุติโกฏี สมึสุ เอกโต มุนี

ตติเย สนฺนิปาตมฺหิ อสีติโกฏิโย อหุ ฯ

อหนฺเตน สมเยน กสฺสโป นาม มาณโว ๓

อชฺฌายิโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู ฯ

ตสฺส ธมฺมํ สุณิตฺวาน ปสาทํ ชนยึ อหํ

โกฏิสตสหสฺเสหิ สงฺฆารามํ อมาปยึ ๔ ฯ

ตสฺส ทตฺวาน อารามํ หฏฺโฐ สํวิคฺคมานโส

สรเณ ๕ ปญฺจสีเล จ ทฬฺหํ กตฺวา สมาทยึ ฯ

โสปิ มํ พุทฺโธ พฺยากาสิ สงฺฆมชฺเฌ นิสีทิย

อฏฺฐารสกปฺปสเต อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐาติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาทยึ ๑

อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐาสึ ทสปารมิปูริยา ฯ

สุธญฺญํ นาม นครํ สุทตฺโต นาม ขตฺติโย

สุจนฺทา ๒ นาม ชนิกา ปิยทสฺสิสฺส สตฺถุโน ฯ

นววสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

สุนิมฺมลวิมลคิริคูหา ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

เตตฺตึสติสหสฺสานิ [๓] นาริโย สมลงฺกตา

วิมลา ๔ นาม สา นารี กญฺจนาเวฬอตฺรโช ๕ ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา รถยาเนน นิกฺขมิ

ฉมาสํ ปธานจารํ อจริ ปุริสุตฺตโม ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต ปิยทสฺสึ มหามุนิ

วตฺตจกฺโก มหาวีโร อุสภุยฺยาเน ๑ มโนรเม ฯ

ปาลิโต สพฺพทสฺสี จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

โสภิโต นามุปฏฺฐาโก ปิยทสฺสิสฺส สตฺถุโน ฯ

สุชาตา ธมฺมทินฺนา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต กกุโธติ ๒ ปวุจฺจติ ฯ

สนฺทโก ๓ ธมฺมิโก เจว อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

วิสาขา ธมฺมทินฺนา จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

โสปิ พุทฺโธ อมิตยโส ทฺวตฺตึสวรลกฺขโณ

อสีติหตฺถมุพฺเพโธ สาลราชาว ทิสฺสติ ฯ

อคฺคิยา จนฺทสุริยานํ นตฺถิ ตาทิสิกา ปภา

ยถา อหุ ปภา ตสฺส อสมสฺส มเหสิโน ฯ

ตสฺสาปิ เทวเทวสฺส อายุ ตาวตฺตกา ๔ อหุ

นวุติวสฺสสหสฺสานิ โลเก อฏฺฐาสิ จกฺขุมา ฯ

โสปิ พุทฺโธ อสมสโม ยุคานิปิ ตานิ อตุลิยานิ

สพฺพํ สมนฺตรหิตํ นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขาราติ ฯ

(๕) ปิยทสฺสี มุนิวโร อสฺสตฺถารามมฺหิ นิพฺพุโต

ตตฺเถว ตสฺส ชินถูโป ตีณิ โยชนมุคฺคโตติ ฯ

ปิยทสฺสิพุทฺธวํโส เตรสโม ฯ

๑ ยุ. อตุลโย จ ฯ ๒ ม. โอปมฺเมหิ ฯ ยุ. โอปเมหิ ฯ ๓ โป. วิจิตฺติตํ ฯ

ม. จิตฺติตํ ฯ ยุ. วิจิตํ ฯ ๔ ม. ยุ. อยํ คาถา นตฺถิ ฯ ๕ ม. ยุ. ตตฺเถว ตสฺส

เจติโย ฯ

๑ ม. ยุ. นวุติโกฏิสหสฺสานํ ฯ ๒ ม. ยุ. วิเนสิ ฯ ๓ ม. ยุ. พฺราหฺมโณ ฯ

๔ โป. ยุ. อมาปยิ ฯ ๕ ยุ. สรณํ ปญฺจสีลญฺจ ฯ

๑ ยุ. ปสาทยิ ฯ ๒ โป. สุจนฺทนา ฯ ม. จนฺทา นามาสิ ฯ ๓ ม. จ ฯ ๔ ยุ.

วิมลา นาม นารี จ ฯ ๕ ม. กญฺจนาเวโฬ นาม อตฺรโช ฯ ยุ. กญฺจนเวโฬ นาม... ฯ

๑ ยุ. อุสฺสาวนุยฺยาเน ฯ ๒ ยุ. กกุทฺโธติ ฯ ๓ ม. สนฺธโก ธมฺมโก เจว ฯ

ยุ. สนฺนโก ฯ ๔ ม. ตาวตกํ ฯ ๕ ยุ. โส ฯ

ฉบับหลวง

สมัยต่อมาจากพระพุทธเจ้า พระนามว่าสุชาต พระสยัมภู พระนามว่าปิยทัสสี ผู้เป็นนายกของโลก ยากที่จะเทียมทันหา ผู้เสมอเหมือนมิได้ มียศมาก แม้พระพุทธเจ้าผู้ทรงยศนับมิได้พระองค์นั้น ทรงรุ่งเรืองดังพระอาทิตย์ ทรงกำจัดความมืดทั้งปวงแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร แม้พระองค์ก็ทรงสั่งสอนให้สัตว์ได้ตรัสรู้ธรรม ๓ครั้ง ครั้งที่ ๑ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ ท้าวสุทัสนเทวราชมากราบทูลถึงมิจฉาทิฏฐิ เมื่อพระศาสดาจะทรงบรรเทาทิฏฐิของท้าวเทวราชนั้น ทรงแสดงธรรม

ครั้งนั้น มหาชนมาประชุมสันนิบาตกันมากมาย ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าพันโกฏิ ในคราวที่พระศาสดาผู้เป็นสารถีฝึกนรชน ทรงปราบช้างโทนมุข ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ แม้พระปิยทัสสีพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็มีการประชุมพระภิกษุขีณาสพ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑พระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ ต่อแต่นั้น พระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันเก้าสิบโกฏิ ครั้งที่ ๓ พระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันแปดสิบโกฏิ สมัยนั้น เราเป็นมาณพชื่อว่า กัสสปะเป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท

เราได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว เกิดความเลื่อมใส ได้บริจาคทรัพย์แสนโกฏิสร้างสังฆารามถวาย ครั้นถวายอารามแก่พระองค์แล้ว มีใจยินดีโสมนัส ได้สมาทานสรณะและเบญจศีลกระทำให้มั่น แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็ประทับนั่งท่ามกลางสงฆ์ ทรงพยากรณ์เราว่า ในพันแปดร้อยกัปผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก .......... ข้ามแม่น้ำใหญ่ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ก็ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการให้ยิ่งขึ้นพระนครชื่อว่าสุธัญญะ พระบรมกษัตริย์ พระนามว่าสุทัตตะ เป็นพระชนกของพระปิยทัสสีศาสดา พระนางสุจันทา เป็นพระชนนีพระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่เก้าพันปี

ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อสุนิมมิละ วิมละ และคิริคุหา ทรงมีพระสนมนารีกำนัลในสามหมื่นสามพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงามพระมเหสีพระนามว่าวิมลา พระราชโอรสพระนามว่ากัญจนาเวฬะพระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยราชรถทรงทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๖ เดือนเต็ม พระปิยทัสสีมหามุนีมหาวีรเจ้าอันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ อุสภอุทยานอันรื่นรมย์ใจ ทรงมีพระปาลิตเถระและพระสรรพทัสสีเถระเป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าโสภิตะ เป็นพุทธอุปัฏฐากพระสุชาตาเถรีและพระธรรมทินนาเถรี เป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกชื่อว่าต้นกุ่ม สันทกอุบาสกและธรรมิกอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก วิสาขาอุบาสิกาและธรรมทินนาอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา

พระพุทธเจ้าผู้ทรงยศนับมิได้พระองค์นั้น ทรงมีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ สูง ๘๐ ศอก ปรากฏดังพญารัง รัศมีของพระบรมศาสดาซึ่งหาผู้เสมอมิได้พระองค์นั้นแสงไฟ รัศมีพระจันทร์และพระอาทิตย์ ไม่เปรียบปานเลย แม้พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุพระองค์นั้น ทรงดำรงอยู่ในโลกเก้าหมื่นปีเท่ากับอายุของมนุษย์ทั้งหลาย แม้พระพุทธเจ้าซึ่งหาผู้เสมอเหมือนมิได้พระองค์นั้น แม้คู่พระอัครสาวกซึ่งไม่มีผู้เทียบเคียงเหล่านั้นหายไปหมดสิ้นแล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระปิยทัสสีมุนีผู้ประเสริฐ เสด็จนิพพาน ณ อัสสัตถาราม พระสถูปของพระองค์สูง ๓ โยชน์ ประดิษฐาน ณ อัสสัตถารามนั้น ฉะนี้แล.

จบปิยทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๓

จุทฺทสโม อตฺถทสฺสิพุทฺธวํโส

อัตถทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๔

ว่าด้วยพระประวัติพระอัตถทัสสีพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ อัตถทัสสีพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺเถว มณฺฑกปฺปมฺหิ อตฺถทสฺสี มหายโส

มหาตมํ นิหนฺตฺวาน ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตยิ

อมเตน ตปฺปยี โลกํ ทสสหสฺสี สเทวกา ๑ ฯ

ตสฺสาปิ โลกนาถสฺส อเหสุํ อภิสมยา ตโย

โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ

ยทา พุทฺโธ อตฺถทสฺสี จรติ เทวจาริกํ

โกฏิสตสหสฺสานํ ทุติยาภิสมโย อหุ ฯ

ปุนาปรํ ยทา พุทฺโธ เทเสสิ ปิตุ สนฺติเก

โกฏิสตสหสฺสานํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ ตสฺสาปิ จ มเหสิโน

ขีณาสวานํ วิมลานํ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ

อฏฺฐนวุติสหสฺสานํ ปฐโม อาสิ สมาคโม

อฏฺฐาสีติสหสฺสานํ ทุติโย อาสิ สมาคโม ฯ

อฏฺฐสตฺตติสหสฺสานํ ๒ ตติโย อาสิ สมาคโม

อนุปาทาวิมุตฺตานํ วิมลานํ มเหสินํ ฯ

อหนฺเตน สมเยน ชฏิโล อุคฺคตาปโน

สุสิโม นาม นาเมน มหิยา เสฏฺฐสมฺมโต ฯ

ทิพฺพํ มนฺทารวํ ปุปฺผํ ปทุมํ ปาริฉตฺตกํ

เทวโลกา อาหริตฺวา สมฺพุทฺธํ อภิปูชยึ ฯ

โสปิ มํ พุทฺโธ พฺยากาสิ อตฺถทสฺสี มหามุนิ

อฏฺฐารเส กปฺปสเต อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐาติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ตุฏฺโฐ ๑ สํวิคฺคมานโส

อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐาสึ ทสปารมิปูริยา ฯ

โสภณํ นาม นครํ สาคโร นาม ขตฺติโย

สุทสฺสนา นาม ชนิกา อตฺถทสฺสิสฺส มเหสิโน ๒ ฯ

ทสวสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

อมรคิสุรคิคิริพาหนา ๓ ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

เตตฺตึสติสหสฺสานิ ๑ นาริโย สมลงฺกตา

วิสาขา นาม สา นารี เสโล นามาสิ อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา อสฺสยาเนน นิกฺขมิ

อนูนอฏฺฐมาสานิ ปธานํ ปทหี ชิโน ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต อตฺถทสฺสี มหายโส

วตฺตจกฺโก มหาวีโร อโนมุยฺยาเน นราสโภ ฯ

สนฺโต จ อุปสนฺโต จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

อภโย นามุปฏฺฐาโก อตฺถทสฺสิสฺส มเหสิโน ฯ

ธมฺมา เจว สุธมฺมา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต จมฺปโกติ ปวุจฺจติ ฯ

นกุโล ๒ เจว นิสโภ จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

มกิลา จ สุนนฺทา จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

โสปิ พุทฺโธ อสมสโม อสีติรตนมุคฺคโต ๓

โสภติ สาลราชาว อุฬุราชาว ปูริโต ฯ

ตสฺส ปากฏิกา รํสิ อเนกสตโกฏิโย

อุทฺธํ อโธ ทสทิสา ผรนฺติ โยชนํ สทา ๔ ฯ

โสปิ พุทฺโธ นรวุสโภ ๕ สพฺพสตฺตุตฺตโม มุนิ

วสฺสสตสหสฺสานิ โลเก อฏฺฐาสิ จกฺขุมา ฯ

อตุลํ ทสฺเสตฺวา ๖ โอภาสํ วิโรเจตฺวา สเทวเก

โสปิ อนิจฺจตํ ปตฺโต ยถคฺคุปาทานสงฺขยา ฯ

อตฺถทสฺสี ชินวโร อโนมารามมฺหิ นิพฺพุโต

ธาตุวิตฺถารกํ อาสิ เตสุ เตสุ ปเทสโตติ ฯ

อตฺถทสฺสิพุทฺธวํโส จุทฺทสโม ฯ

๑ โป. ม. ยุ. สเทวกํ ฯ ๒ ยุ. อฏฺฐตึสสหสฺสานํ ฯ

๑ ม. ยุ. หฏฺโฐ ฯ ๒ ม. ยุ. สตฺถุโน ฯ ๓ ม. อมรคิริสุคิริวาหนา ฯ

ยุ. อมรคิริสุรคิริ คิริวาหนา ฯ

๑ ม. ยุ. เตตฺตึสญฺจ สหสฺสานิ ฯ ๒ โป. อาลา เจว นิลโภ จ ฯ ๓ ม. ยุ.

อสีติหตฺถมุคฺคโต ฯ ๔ ยุ. ตทา ฯ ๕ ม. ยุ. นราสโภ ๖ ยุ. ทตฺวาน ฯ

ฉบับหลวง

ในมัณฑกัปนั้นแล มีพระพุทธเจ้าผู้มียศมากนามว่าอัตถทัสสี ทรงกำจัดความมืดใหญ่ออกแล้ว ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุดพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ทรงยังหมื่นโลกธาตุพร้อมทั้งเทวโลก ให้ดื่มน้ำอมฤตธรรมจนอิ่มหนำสำราญ แม้พระองค์ผู้เป็นนาถะของโลกนั้น ก็ทรงมีการแสดงธรรมให้สัตว์ได้ตรัสรู้ ๓ ครั้ง ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ ในกาลเมื่อพระพุทธอัตถทัสสีเสด็จจาริกไปในเทวโลก ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ได้มีแก่ทวยเทพแสนโกฏิอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมในสำนักพระพุทธบิดา ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ และพระบรมศาสดาพระองค์นั้น ก็ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพ

ผู้ปราศจากมลทิน มีจิตสงบระงับ ผู้คงที่ ผู้หลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น ผู้แสวงหาประโยชน์ใหญ่ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันเก้าหมื่นแปดพัน ครั้งที่ ๒ พระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันแปดหมื่นแปดพัน ครั้งที่ ๓ พระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันเจ็ดหมื่นแปดพัน สมัยนั้น เราเป็นชฎิลผู้มีตบะอันรุ่งเรือง มีนามชื่อว่าสุสิมะ ประชาชนยกย่องว่าเป็นผู้ประเสริฐสุดในแผ่นดิน เรานำดอกมณฑารพ ดอกประทุม ดอกปาริชาตอันเป็นทิพย์ จากเทวโลกมาบูชาพระสัมพุทธเจ้า แม้พระพุทธอัตถทัสสีมหามุนีพระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์เราว่า ในพันแปดร้อยกัป ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ................. ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น

เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ก็มีใจยินดีโสมนัส ได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการให้ยิ่งขึ้น พระนครชื่อว่าโสภณะ พระบรมกษัตริย์พระนามว่าสาคระ เป็นพระชนกของพระอัตถทัสสีศาสดาพระนางสุทัสนา เป็นพระชนนี พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่หมื่นปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่ออมรคิ สุรคิและคิริพาหนะ ทรงมีพระสนมนารีกำนัลในสามหมื่นสามพันนางล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าวิสาขาพระราชโอรสพระนามว่าเสละ พระพิชิตมารทรงเห็นนิมิต ๔ ประการจึงเสด็จออกผนวชด้วยอัสวราชยาน ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือนเต็มพระนราสภอัตถทัสสีมหาวีรเจ้า ผู้มีพระยศใหญ่ อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว

ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ อโนมอุทยานทรงมีพระสันตเถระและพระอุปสันตเถระ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าอภัยเป็นพระพุทธอุปัฏฐาก พระธรรมาเถรีและสุธรรมาเถรี เป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกชื่อว่าจำปา นกุลอุบาสกและนิสภอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก มกิลาอุบาสิกาและสุนันทาอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระพุทธเจ้าซึ่งไม่มีผู้เสมอเหมือนพระองค์นั้นสูง ๘๐ ศอก ทรงสง่างามดังพญารัง เหมือนพระจันทร์เต็มดวง มีพระรัศมีอันประเสริฐหลายร้อยเป็นปกติ แผ่ไปโยชน์หนึ่งทั้งเบื้องบนเบื้องต่ำ ทั้งทิศน้อยทิศใหญ่ทุกเมื่อ แม้พระพุทธมุนีผู้ประเสริฐกว่านรชน สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ ผู้มีจักษุ พระองค์นั้นทรงดำรงอยู่ในโลกแสนปี แม้พระองค์ทรงแสดงพระรัศมีอันไม่มีสิ่งอื่นเทียมทันให้สว่างไสว ไพโรจน์ในโลกพร้อมทั้งเทวโลกแล้วก็เสด็จนิพพานดับไป ดังไฟสิ้นเชื้อ ฉะนั้น พระอัตถทัสสีชินเจ้าผู้ประเสริฐ เสด็จนิพพาน ณ อโนมาราม พระธาตุเรี่ยรายแผ่กว้างไปในประเทศนั้นๆ ฉะนี้แล.

จบอัตถทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๔

ปณฺณรสโม ธมฺมทสฺสิพุทฺธวํโส

ธรรมทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๕

ว่าด้วยพระประวัติพระธรรมทัสสีพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ธรรมทัสสีพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺเถว มณฺฑกปฺปมฺหิ ธมฺมทสฺสี มหายโส

ตมนฺธการํ วิธมิตฺวา อติโรจติ สเทวเก ฯ

ตสฺสาปิ อตุลเตชสฺส ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตเน

โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ

ยทา พุทฺโธ ธมฺมทสฺสี วิเนสิ สญฺชยํ อิสี

ตทา นวุติโกฏีนํ ทุติยาภิสมโย อหุ ฯ

ยทา สกฺโก อุปคญฺฉิ สปริโส วินายกํ

ตทา อสีติโกฏีนํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

ตสฺสาปิ เทวเทวสฺส สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ ๑

ขีณาสวานํ วิมลานํ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯป

ยทา พุทฺโธ ธมฺมทสฺสี สรเณ วสฺสํ อุปาคมิ

ตทา โกฏิสหสฺสานํ ๒ ปฐโม อาสิ สมาคโม ฯ

ปุนาปรํ ยทา พุทฺโธ เทวโต เอติ ๓ มานุสํ

ตทาปิ สตโกฏีนํ ทุติโย อาสิ สมาคโม ฯ

ปุนาปรํ ยทา พุทฺโธ ปกาเสสิ ธุเต คุเณ

ตทา อสีติโกฏินํ ตติโย อาสิ สมาคโม ฯ

อหนฺเตน สมเยน สกฺโก อาสึ ปุรินฺทโท

ทิพฺพคนฺเธน มาเลน ตุริเยน อภิปูชยึ ฯ

โสปิ มํ ตทา ๑ พฺยากาสิ เทวมชฺเฌ นิสีทิย

อฏฺฐารสกปฺปสเต อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติ มํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐาติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาทยึ

อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐาสึ ทสปารมิปูริยา ฯ

สรณํ นาม นครํ สรโณ นาม ขตฺติโย

สุนนฺทา นาม ชนิกา ธมฺมทสฺสิสฺส สตฺถุโน ฯ

อฏฺฐวสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

อรโช วิรโช สุทสฺสโน ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

จตฺตาฬีสหสฺสานิ ๑ นาริโย สมลงฺกตา

วิจิโกลี ๒ นาม นารี อตฺรโช ปุญฺญวฑฺฒโน ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา ปาสาเทนาภินิกฺขมิ

สตฺตาหํ ปธานจารํ อจริ ปุริสุตฺตโม ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต ธมฺมทสฺสี นราสโภ

วตฺตจกฺโก มหาวีโร มิคทาเย นรุตฺตโม ฯ

ปทุโม ปุสฺสเทโว ๓ จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

สุทตฺโต นามุปฏฺฐาโก ธมฺมทสฺสิสฺส สตฺถุโน ฯ

เขมา จ สจฺจนามา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต ติมฺพชาโลติ ๔ วุจฺจติ ฯ

สุภทฺโท กฏิสฺสโห เจว อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

สาฬิสา ๕ จ กฬิสฺสา จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

โสปิ พุทฺโธ อสมสโม อสีติหตฺถมุคฺคโต

อติโรจติ เตเชน ทสสหสฺสมฺหิ ธาตุยา ฯ

สุผุลฺโล สาลราชาว วิชฺชุว คคเน ยถา

มชฺฌนฺติเกว สุริโย เอวํ โส อุปโสภถ ๖ ฯ

ตสฺสาปิ อตุลเตชสฺส สมกํ อาสิ ชีวิตํ

วสฺสสตสหสฺสานิ โลเก อฏฺฐาสิ จกฺขุมา ฯ

โอภาสํ ทสฺสยิตฺวาน วิมลํ กตฺวาน สาสนํ

จวิ ๑ จนฺโทว คคเน นิพฺพุโต โส สสาวโกติ ฯ

ธมฺมทสฺสี มหาวีโร เกสารามมฺหิ ๒ นิพฺพุโต

ตสฺเสว ๓ โส ถูปวโร ตีณิ โยชนมุคฺคโตติ ฯ

ธมฺมทสฺสิพุทฺธวํโส ปณฺณรสโม ฯ

๑ ม. ยุ. อหุํ ฯ ๒ โป. ม. โกฏิสตสหสฺสานํ ฯ ๓ ยุ. .. เอหิ มานุเส ฯ

๑ โป. ม. ยุ. พุทฺโธ ฯ

๑ ม. ยุ. ติจตฺตาฬีสสหสฺสานิ ฯ ๒ ยุ. วิจิโตฬี ฯ ๓ ม. ยุ. ผุสฺสเทโว ฯ

๔ ม. ยุ. พิมฺพชาโล ฯ ๕ ม. สาฬิยา จ กฬิยา จ ฯ ยุ. สาฬิยา จ วฬิยา จ ฯ

๖ ยุ. อุปโสภิตฺถ ฯ

ฉบับหลวง

ในมัณฑกัปนั้นแล มีพระพุทธเจ้าผู้มียศมากพระนามว่าธรรมทัสสีทรงกำจัดความมืดตื้อแล้ว ทรงรุ่งเรืองอย่างยิ่ง ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก แม้ในความที่พระองค์ผู้มีเดชไม่มีเทียบนั้นทรงประกาศพระธรรมจักร ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ ในคราวเมื่อพระพุทธธรรมทัสสีทรงแนะนำสญชัยฤาษี ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ได้มีแก่สัตว์เก้าสิบโกฏิ ในคราวเมื่อท้าวสักกะพร้อมด้วยบริษัทเสด็จเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดสิบโกฏิ แม้พระบรมศาสดาพระองค์นั้น ก็ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน ผู้มีจิตสงบ คงที่ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เมื่อพระพุทธธรรมทัสสีทรงจำพรรษา

ณ สมณนคร พระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันพันโกฏิ ครั้งที่ ๒ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจากเทวโลกมายังมนุษยโลก แม้ครั้งนั้น พระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันร้อยโกฏิครั้งที่ ๓ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศธุดงคคุณ ครั้งนั้นพระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันแปดสิบโกฏิ สมัยนั้น เราเป็นท้าวปุรินททสักกเทวราช ได้บูชาพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยของหอม มาลาและดนตรีทิพย์ แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นประทับนั่งท่ามกลางสงฆ์ ก็ทรงพยากรณ์เราในกาลนั้นว่า ในพันร้อยแปดกัป ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้า ...... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น

เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ก็ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการยิ่งขึ้นไป พระนครชื่อว่าสรณะ พระบรมกษัตริย์พระนามว่าสรณะ เป็นพระชนกของพระธรรมทัสสีศาสดาพระนางสุนันทา เป็นพระชนนี พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่แปดพันปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อว่าอรชะ วิรชะ และสุทัสนะ มีพระสนมนารีกำนัลในสี่หมื่น ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าวิจิโกลี พระราชโอรสพระนามว่าปุญญวัฑฒนะ พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยปราสาท ได้ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วัน พระธรรมทัสสีนราสภมหาวีรเจ้า ผู้สูงสุดกว่านรชน อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ มฤคทายวัน

พระองค์มีพระปทุมเถระและพระปุสสเทวเถระ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าสุทัตตะ เป็นพระพุทธอุปัฏฐาก พระเขมาเถรีและพระสัจจนามาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกชื่อว่าติมพชาละ(มะพลับ) สุภัททอุบาสกและกฏิสสหอุบาสก เป็นอัครอุปัฏฐากสาฬิสาอุบาสิกาและกฬิสสาอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกา แม้พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนพระองค์นั้นสูง ๘๐ ศอก ทรงมีพระเดชรุ่งเรืองอย่างยิ่ง แผ่ไปในหมื่นธาตุ พระองค์งามสง่า ดังพญารังมีดอกบาน เหมือนสายฟ้าในอากาศ ดุจพระอาทิตย์ในเวลาเที่ยง ฉะนั้น แม้พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ มีพระเดชไม่มีเทียบเคียงทรงดำรงพระชนมชีพอยู่สม่ำเสมออยู่ในโลกแสนปี ทรงแสดงพระรัศมีสว่างไสว ทำพระศาสนาให้ปราศจากมลทิน เสด็จนิพพานพร้อมกับพระสาวก ดังพระจันทร์ลับไปในท้องฟ้า ฉะนั้น พระธรรมทัสสีมหาวีรเจ้าเสด็จนิพพาน ณ เกสาราม พระสถูปอันประเสริฐของพระองค์ สูง ๓ โยชน์ ฉะนี้แล.

จบธรรมทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๕

โสฬสโม สิทฺธตฺถพุทฺธวํโส

สิทธัตถพุทธวงศ์ที่ ๑๖

ว่าด้วยพระประวัติพระสิทธัตถพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ สิทธัตถพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ธมฺมทสฺสิสฺส อปเรน สิทฺธตฺโถ โลกนายโก ๔

นิหนฺตฺวาน ๕ ตมํ สพฺพํ สุริโย อพฺภุคฺคโต ยถา ฯ

โสปิ ปตฺวาน สมฺโพธึ สนฺตาเรนฺโต สเทวกํ

อภิวสฺสิ ธมฺมเมเฆน นิพฺพาเปนฺโต สเทวกํ ฯ

ตสฺสาปิ อตุลเตชสฺส อเหสุํ อภิสมยา ตโย

โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ

ปุนาปรํ ภีมรฏฺเฐ ยทา ๖ อาหนิ ทุนฺทุภึ

ตทา นวุติโกฏีนํ ทุติยาภิสมโย อหุ ฯ

ยทา พุทฺโธ ธมฺมํ เทเสสิ เวภาเร โส นรุตฺตโม ๗

ตทา นวุติโกฏีนํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ สิทฺธตฺถสฺส ๘ มเหสิโน

ขีณาสวานํ วิมลานํ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ

โกฏิสตานํ นวุติยา ๑ อสีติยาปิจ โกฏินํ

เอเต อาสุํ ตโย ฐานา วิมลานํ สมาคเม ฯ

อหนฺเตน สมเยน มงฺคโล นาม ตาปโส

อุคฺคเตโช ทุปฺปสโห อภิญฺญาพลสมาหิโต ฯ

ชมฺพุโต ผลมาหตฺวา ๒ สิทฺธตฺถสฺส อทาสหํ

ปฏิคฺคเหตฺวาน สมฺพุทฺโธ อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ

ปสฺสถ อิมํ ตาปสํ ชฏิลํ อุคฺคตาปนํ

จตุนวุติ อิโต กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ สหนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐาติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาทยึ

อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐาสึ ทสปารมิปูริยา ฯ

เวภารํ นาม นครํ อุเทโน นาม ขตฺติโย

สุผสฺสา นาม ชนิกา สิทฺธตฺถสฺส มเหสิโน ฯ

ทสวสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

โกกาสุปฺปลโกกนุทา ๑ ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

ติโสฬสสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

สุมนา ๒ นาม สา นารี อนุปโม นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา สิวิกายาภินิกฺขมิ

อนูนทสมาสานิ ปธานํ ปทหี ชิโน ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต สิทฺธตฺโถ โลกนายโก

วตฺตจกฺโก มหาวีโร มิคทาเย นรุตฺตโม ฯ

สมฺพโล จ สุมิตฺโต จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

เรวโต นามุปฏฺฐาโก สิทฺธตฺถสฺส มเหสิโน ฯ

สีวลา จ สุรามา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต กณฺณิกาโรติ ๓ วุจฺจติ ฯ

สุปฺปิโย จ สมฺพุทฺโธ จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

รมฺมา เจว สุรมฺมา จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

โส พุทฺโธ สฏฺฐิรตนํ อโหสิ นภมุคฺคโต

กญฺจนคฺฆิกสงฺกาโส ทสสหสฺสี วิโรจติ ฯ

โสปิ พุทฺโธ อสมสโม อตุโล อปฺปฏิปุคฺคโล

วสฺสสตสหสฺสานิ โลเก อฏฺฐาสิ จกฺขุมา ฯ

วิปุลปฺปภํ ๔ ทสฺสยิตฺวา ปุปฺผาเปตฺวาน สาวเก

วิลาเสตฺวา วรสมาปตฺติยา ๕ นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ

สิทฺธตฺโถ มุนิวโร พุทฺโธ อโนมารามมฺหิ นิพฺพุโต

ตตฺเถว ตสฺส ถูปวโร จตุโยชนมุคฺคโตติ ฯ

สิทฺธตฺถพุทฺธวํโส โสฬสโม ฯ

๑ ยุ. วิโรจยิ ฯ ๒ ม. สาลารามมฺหิ ฯ ๓ ม. ตตฺเถวสฺส ถูปวโร ฯ ๔ โป.

ม. ยุ. - นาม นายโก ฯ ๕ ม. นีหินิตฺวา ฯ ยุ. นีหริตฺวา ฯ ๖ ยุ. ยทิ อาหนิ

ทุทฺทภึ ฯ ๗ ม. ปุรุตฺตเม ฯ ๘ ม. ยุ. ตสฺมิมฺปิ ทฺวิปทุตฺตเม ฯ

๑ โป. ม. ยุ. นวุตีนํ ฯ ๒ โป. ผลสมาหนฺตฺวา ฯ ม. ผลมาเนตฺวา ฯ

๑ ม. -- โกกนทา ฯ ๒ ม. โสมนสฺสา ฯ ๓ ม. ยุ. กณิกาโรติ ฯ

๔ ยุ. วิมลํ ปุปฺผํ ฯ ๕ ม. สมาปตฺยา ฯ ยุ. -- จ สมาปตฺติยา ฯ

ฉบับหลวง

สมัยต่อมาจากพระธรรมทัสสีพุทธเจ้า มีพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ทรงกำจัดความมืดทั้งปวง เหมือนพระอาทิตย์อุทัย ฉะนั้นแม้พระองค์ทรงบรรลุสัมโพธิญาณแล้ว ก็ทรงช่วยหมู่มนุษย์ พร้อมด้วยเทวดาให้ข้ามพ้นวัฏฏสงสาร ทรงยังฝนคือธรรมให้ตก ดับความร้อนให้แก่โลกพร้อมด้วยเทวโลก แม้พระองค์ผู้มีเดชไม่มีเทียบเคียงก็ตรัสพระธรรมเทศนาให้สัตว์ได้ตรัสรู้ธรรม ๓ ครั้ง ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ ในคราวเมื่อพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงตีกลองอมฤตเภรีที่ภีมรัฐ ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าสิบโกฏิ ในคราวเมื่อพระพุทธเจ้าผู้อุดมกว่านรชนพระองค์นั้นทรงแสดงธรรมที่เวภารบรรพต

ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์เก้าสิบโกฏิ พระสิทธัตถบรมศาสดาทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพ ผู้ปราศจากมลทิน มีจิตสงบระงับ ผู้คงที่ ๓ ครั้ง สถานที่ที่พระภิกษุผู้ปราศจากมลทิน มาประชุมกัน ๓ แห่ง แห่งที่ ๑พระภิกษุร้อยโกฏิ แห่งที่ ๒ เก้าสิบโกฏิ และแห่งที่ ๓ แปดสิบโกฏิสมัยนั้น เราเป็นดาบสชื่อว่ามงคล มีเดชอันรุ่งเรืองยากที่ผู้อื่นจะข่มได้ประกอบด้วยกำลังแห่งอภิญญา เราได้นำเอาผลหว้ามาถวายแด่พระสิทธัตถสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงรับแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่าจงดูชฎิลดาบสผู้มีตบะรุ่งเรืองนี้ ในกัปที่ ๙๔ แก่กัปนี้ ดาบสนี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ................. ข้ามแม่น้ำใหญ่ฉะนั้น

เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ก็ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการยิ่งขึ้นพระนครชื่อว่าเวภาระ พระบรมกษัตริย์พระนามว่าอุเทน เป็นพระชนกของพระสิทธัตถบรมศาสดา พระนางสุผัสสา เป็นพระชนนีพระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่หมื่นปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อโกกาสะ อุปละ และโกกนุทะ ทรงมีพระสนมนารีกำนัลในสี่หมื่นแปดพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงามพระมเหสีพระนามว่าสุมนา พระราชโอรสพระนามว่าอนูปมะพระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยวอทองทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐ เดือนเต็ม พระสิทธัตถมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกของโลก อุดมกว่านรชน

อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรที่มฤคทายวัน ทรงมีพระสัมพลเถระและพระสุมิตตเถระ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าเรวตะ เป็นพระพุทธอุปัฏฐาก พระสีวลาเถรีและพระสุรามาเถรี เป็นพระอัครสาวิกาไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกชื่อว่ากรรณิการ์ สุปปิยอุบาสกและสัมพุทธอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก รัมมาอุบาสิกาและสุรัมมาอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น สูง ๖๐ ศอกพระองค์งามเปล่งปลั่งดั่งทองคำล้ำค่า รุ่งเรืองไปในหมื่นโลกธาตุพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ ทรงพระคุณไม่มีผู้เสมอเหมือน ไม่มีบุคคลเปรียบเทียบถึง ทรงดำรงอยู่ในโลกแสนปี พระองค์ทรงแสดงพระรัศมีอันไพบูลย์ ทรงยังพระสาวกทั้งหลายให้บานสะพรั่งทรงเยื้องกรายงดงามด้วยสมาบัติอันประเสริฐ แล้วเสด็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวก พระสิทธัตถพุทธเจ้าผู้เป็นมุนีประเสริฐเสด็จนิพพาน ณ อโนมาราม พระสถูปอันประเสริฐของพระองค์ สูง ๔โยชน์ ประดิษฐานอยู่ที่อโนมาราม ฉะนี้แล.

จบสิทธัตถพุทธวงศ์ที่ ๑๖

สตฺตรสโม ติสฺสพุทฺธวํโส

ติสสพุทธวงศ์ที่ ๑๗

ว่าด้วยพระประวัติพระติสสพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ติสสพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

สิทฺธตฺถสฺส อปเรน อสโม อปฺปฏิปุคฺคโล

อนนฺตสีโล ๑ อมิตยโส ติสฺโส โลกคฺคนายโก ฯ

ตมนฺธการํ วิธมิตฺวา โอภาเสตฺวา สเทวกํ

อนุกมฺปโก มหาวีโร โลเก อุปฺปชฺชิ จกฺขุมา ฯ

ตสฺสาปิ อตุลา อิทฺธิ อตุลา ๒ สีลสมาธิโย

สพฺพตฺถ ปารมึ คนฺตฺวา ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตยิ ฯ

โส พุทฺโธ ทสสหสฺสมฺหิ วิญฺญาเปสิ คิรํ สุจึ

โกฏิสตานิ ๓ อภิสมึสุ ปฐเม ธมฺมเทสเน ฯ

ทุติโย นวุติโกฏีนํ ตติเย ๔ สฏฺฐิโกฏิโย

พนฺธนาโต ๕ ปโมเจสิ สมฺปตฺเต ๖ นรมรู ตทา ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ ติสฺสสฺส ๗ จ มเหสิโน

ขีณาสวานํ วิมลานํ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ

ขีณาสวสตสหสฺสานํ ปฐโม อาสิ สมาคโม

นวุติสตสหสฺสานํ ทุติโย อาสิ สมาคโม ฯ

อสีติสตสหสฺสานํ ตติโย อาสิ สมาคโม

ขีณาสวานํ วิมลานํ ปุปฺผิตานํ วิมุตฺติยา ฯ

อหนฺเตน สมเยน สุชาโต นาม ขตฺติโย

มหาโภคํ ฉฑฺฑยิตฺวา ปพฺพชึ อิสิปพฺพชฺชํ ฯ

มยิ ปพฺพชิเต สนฺเต อุปฺปชฺชิ โลกนายโก

พุทฺโธติ สทฺทํ สุตฺวาน ปีติ เม อุปปชฺชถ ฯ

ทิพฺพํ มนฺทารวํ ปุปฺผํ ปทุมํ ปาริฉตฺตกํ

อุโภ หตฺเถหิ ปคฺคยฺห ธุนมาโน อุปาคมึ ฯ

ปาตุวณฺณปริวุตํ ติสฺสํ โลกคฺคนายกํ

ตมหํ ปุปฺผํ คเหตฺวาน มตฺถเก ธารเย ๑ ชินํ ฯ

โสปิ มํ ตทา ๒ พฺยากาสิ ชนมชฺเฌ นิสีทิย

ทฺวานวุเต อิโต กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐาติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาทยึ

อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐาสึ ทสปารมิปูริยา ฯ

เขมกํ นาม นครํ ชนสนฺโท ๑ นาม ขตฺติโย

ปทุมา นาม ชนิกา ติสฺสสฺส จ มเหสิโน ฯ

สตฺตวสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

คุณเสลานาทิยนิสโภ ๒ ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

สมตึสสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

สุภทฺทา นาม ๓ สา นารี อานนฺโท นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา อสฺสยาเนน นิกฺขมิ

อนูนกํ ๔ อฑฺฒมาสํ ปธานํ ปทหี ชิโน ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต ติสฺโส โลกคฺคนายโก

วตฺตจกฺโก มหาวีโร ยสวตีทายมุตฺตเม ๕ ฯ

พฺรหฺมเทโว จ อุทโย จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

สมโค ๖ นามุปฏฺฐาโก ติสฺสสฺส จ มเหสิโน ฯ

ผุสฺสา เจว สุทตฺตา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต อสโนติ ปวุจฺจติ ฯ

สมฺพโล จ สิริ เจว อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

กีสาโคตมี อุปเสนา อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

โสปิ พุทฺโธ สฏฺฐิรตโน อหุ อุจฺจตฺตเน ชิโน

อนูปโม อสทิโส หิมวา วิย ทิสฺสติ ฯ

ตสฺสาปิ อตุลเตชสฺส อายุ อาสิ อนุตฺตโร

วสฺสสตสหสฺสานิ โลเก อฏฺฐาสิ จกฺขุมา ฯ

อุตฺตมํ ปวรํ เสฏฺฐํ อนุโภตฺวา มหายสํ

ชลิตฺวา อคฺคิกฺขนฺโธว นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ

วลาหโกว อนิเลน สุริเยน วิย อุสฺสโว

อนฺธกาโรว ทีเปน ๑ นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ

ติสฺโส ชินวโร พุทฺโธ นนฺทารามมฺหิ นิพฺพุโต

ตตฺเถว ตสฺส ชินถูโป ตีณิ โยชนสมุสฺสิโตติ ฯ

ติสฺสพุทฺธวํโส สตฺตรสโม ฯ

๑ ม. อนนฺตเตโช ฯ ๒ ม. อตุลํ สีลํ สมาธิ จ ฯ ยุ. อตุลสีลสมาธี จ ฯ

๓ ยุ. โกฏิสตสหสฺสานิ สมึสฺ ฯ ๔ ม. ตติโย ฯ ๕ ยุ. พนฺธนา โส ฯ

๖ ม. สตฺเต -- ฯ ๗ ม. ยุ. ติสฺเส โลกคฺคนายเก ฯ

๑ ม. ยุ. ธารยึ ฯ ๒ ม. ยุ. พุทฺโธ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๑ ม. ยุ. ชนสนฺโธ ฯ ๒ ม. คุหเสลนาริสยนิสภา ฯ ยุ. คฺหเสลนารีนิสภา ฯ

๓ ม. นามิกา ฯ ๔ ม. อนูนอฏฺฐมาสานิ ฯ ยุ. อนูนกํ อฏฺฐมาสํ ฯ ๕ ม.

ยุ. ยสวตียมุตฺตเม ฯ ๖ ม. ยุ. สมงฺโค ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปต่อมาจากพระสิทธัตถพุทธเจ้า มีพระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะผู้ไม่มีบุคคลเปรียบเสมอ มีศีลไม่มีที่สุด ทรงยศนับมิได้ เป็นนายกชั้นเลิศของโลก พระมหาวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ ผู้ทรงอนุเคราะห์ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก กำจัดความมืดมน ฉายพระรัศมีให้มนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลกสว่างไสว แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็ทรงมีฤทธิ์ ศีลและสมาธิ ไม่มีสิ่งอื่นเทียมถึง ทรงบรรลุถึงความสำเร็จในธรรมทั้งปวงแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร พระองค์ทรงแสดงธรรมสั่งสอนถึงความบริสุทธิ์ไปในหมื่นโลกธาตุ ในพระธรรมเทศนาครั้งที่ ๑ สัตว์ได้ตรัสรู้ร้อยโกฏิ ครั้งที่ ๒ เก้าสิบโกฏิ ครั้งที่ ๓ หกสิบโกฏิ ครั้งนั้น พระองค์ทรงเปลื้องมนุษย์และเทวดาที่มาประชุมกันให้หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องผูก

พระองค์ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพ ผู้ปราศจากมลทิน ผู้มีจิตสงบระงับ ผู้คงที่ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑พระภิกษุขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน ผู้บานแล้วด้วยวิมุติ มาประชุมกันหนึ่งแสน ครั้งที่ ๒ เก้าโกฏิ ครั้งที่ ๓ แปดโกฏิ สมัยนั้นเราเป็นพระมหากษัตริย์พระนามว่าสุชาต ละทิ้งโภคสมบัติเป็นอันมากแล้ว ออกบวชเป็นฤาษี เมื่อเราบวชแล้ว พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกจึงเสด็จอุบัติ เพราะได้ฟังเสียงว่าพุทโธ ปีติจึงเกิดแก่เรา เราผู้กำจัดมานะแล้ว เอามือทั้งสองประคองดอกมณฑารพ ดอกปทุม และดอกปาริชาต เข้าไปเฝ้า เราเอาดอกไม้นั้นถือกั้นเป็นร่มให้พระติสสชินเจ้า ผู้แวดล้อมด้วยพระรัศมีอันปรากฏ ผู้เป็นนายกชั้นเลิศของโลก ในกาลนั้น แม้พระองค์ก็ประทับนั่งท่ามกลางประชุมชน ทรงพยากรณ์เราว่า ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ...........................

ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้วยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ประการยิ่งขึ้น พระนครชื่อว่าเขมกะ พระบรมกษัตริย์พระนามว่าชนสันทะ เป็นพระชนกของพระติสสศาสดา พระนางปทุมา เป็นพระชนนี พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่เจ็ดพันปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อคุณเสลา นาทิยะ และนิสภะทรงมีพระสนมนารีกำนัลในสามหมื่นนาง ล้วนประดับประดาสวยงามพระมเหสีพระนามว่าสุภัททา พระราชโอรสพระนามว่าอานันทะพระพิชิตมารทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยอัสวราชยาน ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ครึ่งเดือนเต็ม พระติสสมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกชั้นเลิศของโลก

อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ที่ยสวดีทายวันอันประเสริฐ ทรงมีพระพรหมเทวเถระและพระอุทยเถระ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าสมคะ เป็นพระพุทธอุปัฏฐาก พระผุสสาเถรีและพระสุทัตตาเถรี เป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกชื่อว่าไม้ประดู่ สัมพลอุบาสกและศิริอุบาสก เป็นอัครอุปัฏฐาก กิสาโคตมีอุบาสิกาและอุปเสนาอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกา แม้พระพุทธชินเจ้าพระองค์นั้น ก็มีพระองค์สูง ๖๐ ศอก ไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีผู้เสมอเหมือนทรงปรากฏดังขุนเขาหิมวันต์ แม้พระองค์ผู้มีเดชหาเทียบเคียงมิได้มีพระจักษุ ทรงมีพระชนมายุมาก ดำรงอยู่ในโลกแสนปี พระองค์ทรงเสวยพระยศใหญ่ อุดม ประเสริฐสุด ทรงรุ่งเรืองดังกองไฟเสด็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวก พระองค์เสด็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวกดังเมฆหายไปเพราะลม น้ำค้างหายไปเพราะพระอาทิตย์ความมืดหายไปเพราะแสงไฟ ฉะนั้น พระติสสพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเสด็จนิพพาน ณ นันทาราม พระสถูปอันประเสริฐของพระองค์สูง ๓ โยชน์ ประดิษฐานอยู่ที่นันทารามนั้น ฉะนี้แล.

จบติสสพุทธวงศ์ที่ ๑๗

อฏฺฐารสโม ปุสฺสพุทฺธวํโส ๒

ปุสสพุทธวงศ์ที่ ๑๘

ว่าด้วยพระประวัติพระปุสสพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ปุสสพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺเถว มณฺฑกปฺปมฺหิ อหุ สตฺถา อนุตฺตโร

อนูปโม อสมสโม ปุสฺโส ๓ โลกคฺคนายโก ฯ

โสปิ สพฺพํ ตมํ หนฺตฺวา วิชเฏตฺวา มหาชฏํ

สเทวกํ ตปฺปยนฺโต อภิวสฺสิ อมตมฺพุนา ๔ ฯ

ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตนฺเต ผุสฺเส นกฺขตฺตมงฺคเล

อสีติสตสหสฺสานํ ๕ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ

นวุติสตสหสฺสานํ ทุติยาภิสมโย อหุ

อสีติสตสหสฺสานํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ ปุสฺสสฺส จ ๑ มเหสิโน

ขีณาสวานํ วิมลานํ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ

สฏฺฐิสตสหสฺสานํ ปฐโม อาสิ สมาคโม

ปญฺญาสสตสหสฺสานํ ทุติโย อาสิ สมาคโม ฯ

จตฺตาฬีสสตสหสฺสานํ ตติโย อาสิ สมาคโม

อนุปาทา วิมุตฺตานํ โวจฺฉินฺนปฏิสนฺธินํ ฯ

อหนฺเตน สมเยน วิชิโต ๒ นาม ขตฺติโย

ฉฑฺฑยิตฺวา มหารชฺชํ ปพฺพชึ ตสฺส สนฺติเก ฯ

โสปิ มํ พุทฺโธ พฺยากาสิ ปุสฺโส โลกคฺคนายโก

เทฺวนวุเต อิโต กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาทยึ

อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐาสึ ทสปารมิปูริยา ฯ

สุตฺตนฺตํ วินยญฺจาปิ นวงฺคสตฺถุสาสนํ

สพฺพํ ปริยาปุณิตฺวาน โสภยึ ชินสาสนํ ฯ

ตตฺถปฺปมตฺโต วิหรนฺโต พฺรหฺมํ ภาเวตฺวา ภาวนํ

อภิญฺญาสุ ปารมึ คนฺตฺวา พฺรหฺมโลกมคญฺฉิหํ ฯ

กาสิกํ นาม นครํ ชยเสโน นาม ขตฺติโย

สิริมา นาม ชนิกา ปุสฺสสฺส จ ๑ มเหสิโน ฯ

นววสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

ครุฬหํสสุวณฺณตารา ๒ ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

เตวีสติสหสฺสานิ ๓ นาริโย สมลงฺกตา

กีสาโคตมี นาม [๔] อานนฺโท ๕ นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา หตฺถิยาเนน นิกฺขมิ

สตฺตาหํ ปธานจารํ อจริ ปุริสุตฺตโม ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต ปุสฺโส โลกคฺคนายโก

วตฺตจกฺโก มหาวีโร มิคทาเย นรุตฺตโม ฯ

สุรกฺขิโต ธมฺมเสโน ๖ อเหสุํ อคฺคสาวกา

สภิยฺโย นามุปฏฺฐาโก ปุสฺสสฺส จ มเหสิโน ฯ

จาลา จ อุปจาลา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต อามลโกติ ๗ วุจฺจติ ฯ

ธนญฺชโย วิสาโข จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

ปทุมา สิรินาคา จ ๘ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

อฏฺฐปณฺณาสรตนํ โสปิ อจฺจุคฺคโต มุนิ

โสภติ สตรํสีว อุฬุราชาว ปูริโต ฯ

นวุติวสฺสสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

โอวทิตฺวา พหู สตฺเต สนฺตาเรตฺวา พหู ชเน

โสปิ สตฺถา อตุลยโส นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ

ปุสฺโส ชินวโร สตฺถา เสนารามมฺหิ นิพฺพุโต

ธาตุวิตฺถาริกํ อาสิ เตสุ เตสุ ปเทสโตติ ฯ

ปุสฺสพุทฺธวํโส อฏฺฐารสโม ฯ

๑ ม. ปทีเปน ฯ ๒ ม. ยุ. ผุสฺสพุทฺธวํโส ฯ ๓ ม. ยุ. สพฺพตฺถ ผุสฺโส ฯ

๔ ยุ. อมตมฺพุยา ฯ ๕ ม. ยุ. โกฏิสตสหสฺสานํ ฯ

๑ ม. ยุ. ปิ ฯ ๒ ม. ยุ. วิชิตาวี ฯ

๑ ม. ยุ. ปิ ฯ ๒ ม. ยุ. ครุฬหํสสุวณฺณภารา ฯ ๓ ม. ตึสอิตฺถิสหสฺสานิ ฯ

๔ ม. ยุ. นารี ฯ ๕ ม. อนูปโม ฯ ๖ ยุ. สุขิโต ธมฺมเสโน จ ฯ ๗ ม. ยุ.

อามณฺโฑติ ฯ ๘ ม. ยุ. ปทุมา เจว นาคา จ ฯ

ฉบับหลวง

ในมัณฑกัปนั้นแล ได้มีพระศาสดาผู้ยอดเยี่ยม ผู้ไม่มีใครเปรียบเสมอเหมือน พระนามว่าปุสสะ เป็นนายกชั้นเลิศของโลก แม้พระองค์ก็ทรงกำจัดความมืดทั้งปวง ทรงสางความรกชัฏเป็นอันมากแล้ว ทรงยังน้ำอมฤตให้ตก ช่วยให้มนุษย์พร้อมด้วยเทวดาได้ดื่มจนสำราญ เมื่อพระองค์ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ เดือนผุสสนักขัตมงคล ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้แก่สัตว์แปดโกฏิครั้งที่ ๒ เก้าโกฏิ ครั้งที่ ๓ แปดโกฏิ พระปุสสบรมศาสดา ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน ผู้มีจิตระงับ ผู้คงที่๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระภิกษุขีณาสพผู้หลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น ผู้ตัดธรรมเครื่องสืบต่อขาด มาประชุมกันหกโกฏิ ครั้งที่ ๒ ห้าโกฏิครั้งที่ ๓ สี่โกฏิ สมัยนั้น

เราเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่าวิชิต ละทิ้งราชสมบัติเป็นอันมากแล้วออกผนวช ในสำนักของพระองค์ แม้พระปุสสพุทธเจ้าผู้เป็นนายกชั้นเลิศของโลกพระองค์นั้น ก็ทรงพระยากรณ์เราว่า ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ....... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ก็ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการยิ่งขึ้น เราเล่าเรียนพระสูตรและพระวินัยอันเป็นนวังคสัตถุศาสน์จบทุกอย่างแล้ว ยังพระศาสนาของพระชินเจ้าให้งาม เราเป็นผู้ไม่ประมาทในคำสั่งสอนนั้น เจริญพรหมวิหารภาวนา ถึงความสำเร็จในอภิญญาแล้ว ได้ไปยังพรหมโลกพระนครชื่อว่ากาสิกะ พระบรมกษัตริย์พระนามว่าชยเสนะ เป็นพระชนกของพระปุสสศาสดา พระนางสิริมา เป็นพระชนนี

พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่เก้าพันปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ปราสาท ชื่อว่าคุฬะ หังสะ และสุวรรณดารา มีพระสนมนารีกำนัลในสองหมื่นสามพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่ากีสาโคตมี พระราชโอรสพระนามว่าอานันทะ พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยคชสารราชยานทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วัน พระปุสสมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกชั้นเลิศของโลก อุดมกว่านรชน อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ มฤคทายวัน ทรงมีพระสุรักขิตเถระและพระธรรมเสนเถระ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อสภิยะ เป็นพระพุทธอุปัฏฐาก พระจาลาเถรีและพระอุปจาลาเถรี เป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์เรียกกันว่าไม้มะขามป้อม

อนัญชยอุบาสกและวิสาขอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก ปทุมาอุบาสิกาและสิรินาคาอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระมุนีพระองค์นั้นมีพระองค์สูง ๕๘ ศอก ทรงงามสง่าดังพระอาทิตย์ เหมือนพระจันทร์เต็มดวง ฉะนั้น ในกาลนั้นมนุษย์ทั้งหลายมีอายุเก้าหมื่นปี พระองค์ทรงดำรงพระชนมายุอยู่เพียงนั้น ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นวัฏฏสงสารได้มากมายพระศาสดาผู้มีพระยศไม่มีเทียมพระองค์นั้น ตรัสสอนสัตว์เป็นอันมาก ทรงช่วยให้ประชาชนมากมายข้ามไปแล้ว พระองค์เสด็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวก พระปุสสชินศาสดาผู้ประเสริฐเสด็จนิพพาน ณ เสนาราม พระธาตุของพระองค์แผ่ไพศาลไปในประเทศนั้นฉะนี้แล.

จบปุสสพุทธวงศ์ที่ ๑๘

เอกูนวีสติโม วิปสฺสิพุทฺธวํโส

วิปัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๙

ว่าด้วยพระประวัติพระวิปัสสีพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ วิปัสสีพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปุสฺสสฺส อปเรน สมฺพุทฺโธ ทิปทุตฺตโม

วิปสฺสี นาม นาเมน โลเก อุปฺปชฺชิ จกฺขุมา ฯ

อวิชฺชณฺฑํ ๑ ปทาเลตฺวา ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ

ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตตุํ ปกฺกามิ พนฺธุมตีปุรํ ฯ

ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตตฺวา อุโภ โพเธสิ นายโก

คณนาย น วตฺตพฺโพ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ

ปุนาปรํ อมิตยโส ตตฺถ สจฺจํ ปกาสยิ

จตุราสีติสหสฺสานํ ทุติยาภิสมโย อหุ ฯ

จตุราสีติสหสฺสานิ สมฺพุทฺธมนุปพฺพชุํ

เตสมารามปตฺตานํ ธมฺมํ เทเสสิ จกฺขุมา ฯ

สพฺพากาเรน ภาสโต ฐตฺวา ๑ อุปนิสฺสา ชิโน ๒

เตปิ ธมฺมวรํ คนฺตฺวา ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ วิปฺปสฺสิสฺส มเหสิโน

ขีณาสวานํ วิมลานํ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ

อฏฺฐสฏฺฐิสตสหสฺสานํ ปฐโม อาสิ สมาคโม

ภิกฺขุสตสหสฺสานํ ทุติโย อาสิ สมาคโม ฯ

อสีติภิกฺขุสหสฺสานํ ตติโย อาสิ สมาคโม

ตตฺถ ภิกฺขุคณมชฺเฌ สมฺพุทฺโธ อติโรจติ ฯ

อหนฺเตน สมเยน นาคราชา มหิทฺธิโก

อตุโล นาม นาเมน ปุญฺญวนฺโต ชุตินฺธโร ฯ

เนกานํ นาคโกฏีนํ ปริวาเรตฺวานหํ ตทา

วชฺชนฺโต ทิพฺพตุริเยหิ โลกเชฏฺฐํ อุปาคมึ ฯ

อุปสงฺกมิตฺวาน สมฺพุทฺธํ วิปสฺสึ โลกนายกํ

มณิมุตฺตารตนขจิตํ สพฺพาภรณวิภูสิตํ

นิมนฺเตตฺวา ธมฺมราชสฺส สุวณฺณปีฐมทาสหํ ฯ

โสปิ มํ พุทฺโธ พฺยากาสิ สงฺฆมชฺเฌ นิสีทิย

เอกนวุติ อิโต กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถมูเล สมฺโพธึ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐา ติตฺถํ คเหตฺวา อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ ๑ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาทยึ

อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐาสึ ทสปารมิปูริยา ฯ

นครํ พนฺธุมตี นาม พนฺธุโม นาม ขตฺติโย

มาตา พนฺธุมตี นาม วิปสฺสิสฺส มเหสิโน ฯ

อฏฺฐวสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

นนฺโท สุนนฺโท สิริมา ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

ติจตฺตาริสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

สุทสฺสนา ๒ นาม นารี สมวตฺตกฺขนฺโธ ๓ นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา รถยาเนน นิกฺขมิ

อนูนอฏฺฐมาสานิ ปธานํ ปทหี ชิโน ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต วิปสฺสี โลกนายโก

วตฺตจกฺโก มหาวีโร มิคทาเย นรุตฺตโม ฯ

ขนฺโธ จ ติสฺสนาโม จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

อโสโก นามุปฏฺฐาโก วิปสฺสิสฺส มเหสิโน ฯ

จนฺทา จ จนฺทมิตฺตา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต ปาฏลีติ ปวุจฺจติ ฯ

ปุนพฺพสุมิตฺโต นาโค จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

สิริมา อุตฺตรา เจว อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

อสีติหตฺถมุพฺเพโธ วิปสฺสี โลกนายโก

ปภา นิทฺธาวตี ตสฺส สมนฺตา สตฺตโยชเน ฯ

อสีติวสฺสสหสฺสานิ อายุ พุทฺธสฺส ตาวเท

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

พหุเทวมนุสฺสานํ พนฺธนํ ปริโมจยิ

มคฺคามคฺคญฺจ อาจิกฺขิ อวเสสปุถุชฺชเน ฯ

อาโลกํ ทสฺสยิตฺวาน ทสฺเสตฺวา อมตํ ปทํ

ชลิตฺวา อคฺคิกฺขนฺโธว นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ

อิทฺธิวรํ ปุญฺญวรํ ลกฺขณจกฺกสุมิตํ ๑

สพฺพํ สมนฺตรหิตํ นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขาราติ ฯ

วิปสฺสี นรวโร วีโร สุมิตฺตารามมฺหิ นิพฺพุโต

ตตฺเถว ตสฺส ถูปวโร สตฺตโยชนมุสฺสิโตติ ฯ

วิปสฺสิพุทฺธวํโส เอกูนวีสติโม ฯ

๑ ม. ยุ. อวิชฺชํ สพฺพํ ฯ

๑ ม. ยุ. สุตฺวา ฯ ๒ ม. อุปนิสาทิโน ฯ

๑ ม. ยุ. ตสฺสาหํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ยุ. สุตนา ฯ ๓ ยุ. สํวฏฺฏกขนฺโธ ฯ

๑ ม. ลกฺขณญฺจ กุสุมิตํ ฯ ยุ. ลกฺขณญฺจตุภูมิกํ ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปต่อมาจากพระปุสสพุทธเจ้า มีพระสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ผู้มีจักษุ มีพระนามว่าวิปัสสี เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ทรงทำลายกะเปาะฟองไข่คืออวิชชาแล้ว ทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม เสด็จไปยังพระนครพันธุมดี เพื่อทรงประกาศพระธรรมจักร ทรงประกาศพระธรรมจักรให้เทวดาและมนุษย์ได้ตรัสรู้ ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ จะพึงกล่าวด้วยการนับมิได้ ทรงประกาศจตุราริยสัจในพระนครนั้น ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นสี่พันมนุษย์แปดหมื่นสี่พันออกบวชตาม พระสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงแสดงธรรมแก่เขาผู้มาถึงอาราม พระชินเจ้าทรงตั้งอยู่ในเหตุโดยการตรัสด้วยอาการทั้งปวง แม้มนุษย์เหล่านั้นได้บรรลุธรรมอันประเสริฐเป็นธรรมาภิสมัยครั้งที่

๓ พระวิปัสสีบรมศาสดา ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน ผู้มีจิตสงบระงับ ผู้คงที่ ๓ ครั้งครั้งที่ ๑ พระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันหกโกฏิแปดแสน ครั้งที่ ๒หนึ่งแสน ครั้งที่ ๓ แปดหมื่น พระสัมพุทธเจ้าทรงรุ่งเรืองอย่างยิ่งในท่ามกลางหมู่พระภิกษุขีณาสพนั้น สมัยนั้น เราเป็นพระยานาคราชผู้มีฤทธิ์มาก มีบุญ ทรงความรุ่งเรือง มีนามชื่อว่าอตุละ ในกาลนั้นเราแวดล้อมด้วยนาคหลายโกฏิเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ประโคมดนตรีทิพย์ถวาย ครั้นเข้าเฝ้าพระองค์ผู้เป็นนายกของโลกแล้ว เรานิมนต์พระองค์แล้ว ได้ถวายตั่งทองอันวิจิตรด้วยแก้วมณีและแก้วมุกดา ประดับด้วยอาภรณ์ทั้งปวง

แก่พระองค์ผู้เป็นพระธรรมราชา แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ประทับนั่งท่ามกลางสงฆ์แล้ว ก็ทรงพยากรณ์เราว่า ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ........ ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้วยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการให้ยิ่งขึ้นไป พระนครชื่อว่าพันธุมดี พระบรมกษัตริย์พระนามว่าพันธุมะ เป็นพระชนกของพระวิปัสสีบรมศาสดา พระนางพันธุมดี เป็นพระชนนี พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่แปดพันปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ปราสาท ชื่อนันทะ สุนันทะ และสิริมา ทรงมีพระสนมนารีกำนัลในสี่หมื่นสามพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าสุทัสนา พระราชโอรสพระนามว่าสมวัตตขันธ์

พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยราชรถพระที่นั่งทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือนเต็ม พระวิปัสสีมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกของโลก อุดมกว่านรชน อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ มฤคทายวัน ทรงมีพระขันธเถระและพระติสสนามเถระ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าอโสก เป็นพระพุทธอุปัฏฐากพระจันทาเถรีและพระจันทมิตตาเถรี เป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกกันว่าไม้แคฝอย ปุนัพพสุมิตตอุบาสกและนาคอุบาสก เป็นอัครอุปัฏฐาก สิริมาอุบาสิกาและอุตตราอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระวิปัสสีสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกสูง๘๐ ศอก พระองค์มีพระรัศมีเปล่งปลั่ง แผ่ไป ๗ โยชน์ โดยรอบครั้งนั้น พระพุทธเจ้ามีพระชนมายุแปดหมื่นปี

พระองค์ทรงดำรงอยู่เท่านั้น ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นวัฏฏสงสารเป็นอันมาก ทรงเปลื้องเทวดาและมนุษย์เป็นอันมากให้พ้นจากเครื่องผูก ตรัสบอกทางและมิใช่ทางแก่ปุถุชนที่เหลือ ทรงแสดงแสงสว่าง ทรงแสดงอมตบททรงรุ่งเรืองดังกองไฟ แล้วเสด็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวก พระฤทธิ์และบุญอันประเสริฐ พระลักษณะและลายจันทรอันสวยงามทุกอย่างหายไปสิ้น สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระวิปัสสิวีรเจ้าผู้ประเสริฐกว่านรชน เสด็จนิพพาน ณ สุมิตตาราม พระสถูปอันประเสริฐของพระองค์สูง ๗ โยชน์ ประดิษฐานอยู่ ณ สุมิตตารามนั้น ฉะนี้แล.

จบวิปัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๙

วีสติโม สิขิพุทฺธวํโส๒

สิขีพุทธวงศ์ที่ ๒๐

ว่าด้วยพระประวัติพระสิขีพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ สิขีพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

วิปสฺสิสฺส อปเรน สมฺพุทฺโธ ทิปทุตฺตโม

สิขิวฺหโย ๑ นาม ชิโน อสโม อปฺปฏิปุคฺคโล ฯ

มารเสนํ ปมทฺทิตฺวา ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ

ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตสิ อนุกมฺปาย ปาณินํ ฯ

ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตนฺเต สิขิมฺหิ ชินปุงฺคเว

โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ

อปรํปิ ธมฺมํ เทเสนฺเต คณเสฏฺเฐ นรุตฺตเม

นวุติโกฏิสหสฺสานํ ทุติยาภิสมโย อหุ ฯ

ยมกปาฏิหาริยํ ๒ ทสฺสยนฺเต สเทวเก

อสีติโกฏิสหสฺสานํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ สิขิสฺสาปิ มเหสิโน

ขีณาสวานํ วิมลานํ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ

ภิกฺขุสตสหสฺสานํ ปฐโม อาสิ สมาคโม

อสีติภิกฺขุสหสฺสานํ ทุติโย อาสิ สมาคโม ฯ

สตฺตติภิกฺขุสหสฺสานํ ตติโย อาสิ สมาคโม

อนุปลิตฺโต ปทุมํว โตยมฺหิ สมฺปวฑฺฒิตํ ฯ

อหนฺเตน สมเยน อรินฺทโม นาม ขตฺติโย

สมฺพุทฺธปฺปมุขํ สงฺฆํ อนฺนปาเนน ตปฺปยึ ฯ

พหุทุสฺสวรํ ทตฺวา ทุสฺสโกฏึ อนปฺปกํ

อลงฺกตํ หตฺถิยานํ สมฺพุทฺธสฺส อทาสหํ ฯ

หตฺถิยานํ นิมฺมินิตฺวา กปฺปิยํ อุปนามยึ

ปูรยึ มานสํ มยฺหํ นิจฺจํ ทฬฺหมุปฏฺฐิตํ ฯ

โสปิ มํ พุทฺโธ พฺยากาสิ สิขี โลกคฺคนายโก

เอกตฺตึเส อิโต กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา ๑ นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐาติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาทยึ

อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐาสึ ทสปารมิปูริยา ฯ

นครํ อรุณวตี นาม อรุโณ นาม ขตฺติโย

ปภาวตี นาม ชนิกา สิขิสฺส จ มเหสิโน ฯ

สตฺตวสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

สุวฑฺฒโก คิริ นารีวาหโน ๑ ตโย ปสาทมุตฺตมา ฯ

จตุวีสติสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

สพฺพกามา นาม สา นารี อตุโล นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา หตฺถิยาเนน นิกฺขมิฏ

อฏฺฐมาสํ ปธานจารํ อจริ ปุริสุตฺตโม ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต สิขี โลกคฺคนายโก

วตฺตจกฺโก มหาวีโร มิคทาเย นรุตฺตโม ฯ

อภิภู สมฺภโว นาม ๒ อเหสุํ อคฺคสาวกา

เขมงฺกโร นามุปฏฺฐาโก สิขิสฺส จ มเหสิโน ฯ

มขิลา ๓ จ ปทุมา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต ปุณฺฑรีโกติ วุจฺจติ ฯ

สิริวฑฺโฒ จ นนฺโท ๔ จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

จิตฺตา เจว สุจิตฺตา จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

อุจฺจตฺตเนน โส พุทฺโธ สตฺตติหตฺถมุคฺคโต

กญฺจนคฺฆิกสงฺกาโส ทฺวตฺตึสวรลกฺขโณ ฯ

ตสฺสาปิ พฺยามปฺปภา กายา นิจฺฉรนฺติ ๕ นิรนฺตรํ

ทิโสทิสํ นิจฺฉรนฺติ ตีณิ โยชนานิ โส ปภา ฯ

สตฺตติวสฺสสหสฺสานิ อายุ ตสฺส มเหสิโน

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

ธมฺมเมฆํ วสฺสิตฺวาน ๑ เตมยิตฺวา สเทวเก

เขมตํ ปาปยิตฺวาน นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ

อนุพฺยญฺชนสมฺปนฺนํ ทฺวตฺตึสวรลกฺขณํ

สพฺพํ สมนฺตรหิตํ นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขาราติ ฯ

สิขี มุนิวโร พุทฺโธ อสฺสารามมฺหิ ๒ นิพฺพุโต

ตตฺเถว ตสฺส ถูปวโร ตีณิ โยชนมุคฺคโตติ ฯ

สิขิพุทฺธวํโส วีสติโม ฯ

๑ ยุ. สิขิสฺวหโย ฯ ม. สิขิวฺหโย อาสิ ชิโน ฯ ๒ ม. ยมกปาฏิหาริยญฺจ ฯ ยุ. ยมกํ

ปาฏิหาริยญฺจ ฯ

๑ ยุ. อหุ กปิลวฺหเย รมฺเม ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๑ ม. สุจนฺทโก คิริ วสโภ ฯ ยุ. สุจนฺโท คิริ วหโน ฯ ๒ ม. เจว ฯ ๓ ม.

สขิลา ฯ ยุ. อขิลา เจว ฯ ๔ ยุ. จนฺโท ฯ ๕ ม. ยุ. ทิวารตฺตึ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยต่อมาจากพระวิปัสสีสัมพุทธเจ้า พระสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ผู้ไม่มีบุคคลเปรียบเสมอ มีพระนามว่าสิขี ทรงย่ำยีมารและเสนามารแล้ว ทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม ทรงประกาศพระธรรมจักร เพื่ออนุเคราะห์แก่สัตว์ทั้งหลาย เมื่อพระสิขีชินเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงประกาศพระธรรมจักร ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ เมื่อพระองค์ผู้ประเสริฐกว่าหมู่คณะ สูงสุดกว่านรชน ทรงแสดงธรรมอีก ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าหมื่นโกฏิ เมื่อพระองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ในโลกพร้อมด้วยเทวโลกธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ แม้พระสิขีบรมศาสดา ก็ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพผู้ปราศจากมลทินมีจิตสงบระงับผู้คงที่

๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันหนึ่งแสน ครั้งที่ ๒ แปดหมื่น ครั้งที่ ๓ เจ็ดหมื่น เปรียบเหมือนดอกปทุมอันเจริญในน้ำ น้ำเลี้ยงไว้ ฉะนั้น สมัยนั้นเราเป็นกษัตริย์พระนามว่าอรินทมะ ได้ถวายข้าวและน้ำให้พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานฉันจนเพียงพอ ได้ถวายผ้าอย่างดีมากมายหลายโกฏิผืน ได้ถวายยานช้างอันประดับแล้ว แก่พระสัมพุทธเจ้า เราได้สร้างยานช้างให้เป็นของควรแก่สมณะแล้วนำเข้าไปถวาย เรายังฉันทะของเราซึ่งตั้งไว้มั่นเป็นนิตย์ให้เต็ม แม้พระพุทธสิขีผู้เป็นนายกชั้นเลิศของโลก

พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์เราว่า ในกัปที่ ๓๑แต่กัปนี้ ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ........... ข้ามแม่น้ำใหญ่ฉะนั้นเราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการให้ยิ่งขึ้นไป พระนครชื่อว่าอรุณวดี พระบรมกษัตริย์พระนามว่าอรุณ เป็นพระชนกของพระสีขีบรมศาสดา พระนางประภาวดีเป็นพระชนนีพระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่เจ็ดพันปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อสุวัฑฒกะ คิริ และนารีวาหนะ ทรงมีพระสนมนารีกำนัลในสองหมื่นสี่พันนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าสรรพกามา พระราชโอรสพระนามว่าอตุละ

พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยคชสารยานพระที่นั่งต้น ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือนเต็ม พระสิขีมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกชั้นเลิศของโลกอุดมกว่านรชน อันพรหมทูลอาราธนาแล้วทรงประกาศพระธรรมจักร ณ มฤคทายวัน ทรงมีพระอภิภูเถระ และพระสัมภวเถระเป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าเขมังกรเป็นพระพุทธอุปัฏฐาก พระมขีลาเถรีและพระปทุมาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์ เรียกกันว่า บุณฑริก[ไม้กุ่มบก] สิริวัฑฒอุบาสกและนันทอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐากจิตราอุบาสิกาและสูจิตราอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระองค์สูง ๗๐ ศอก มีพระรัศมีเปล่งปลั่งดังทองคำล้ำค่า มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ พระรัศมี ของพระองค์ซ่านออกไปจากพระวรกายด้านละวาเนืองนิตย์ พระรัศมีนั้นเปล่งออกไปยังทิศน้อยทิศใหญ่ ๓ โยชน์ พระองค์มีชนมายุเจ็ดหมื่นปีทรงดำรงอยู่เท่านั้น ทรงช่วยให้ประชุมชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากมาย พระองค์ทรงยังฝนคือธรรมให้ตก ยังมนุษย์พร้อมทั้งเทวดาให้ชุ่มชื่น ให้บรรลุความเกษมแล้ว เสร็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวกพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ อันสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะหายไปหมดสิ้นแล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระพุทธสิขีมุนีผู้ประเสริฐ เสด็จนิพพาน ณ อัสสาราม พระสถูปอันประเสริฐของพระองค์สูง ๓ โยชน์ ประดิษฐานอยู่ ณ อัสสารามนั้น ฉะนี้แล.

จบสิขีพุทธวงศ์ที่ ๒๐

เอกวีสติโม เวสฺสภูพุทฺธวํโส

เวสสภูพุทธวงศ์ที่ ๒๑

ว่าด้วยพระประวัติพระเวสสภูพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เวสสภูพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺเถว มณฺฑกปฺปมฺหิ อสโม อปฺปฏิปุคฺคโล

เวสฺสภู นาม นาเมน โลเก อุปฺปชฺชิ โส ๓ ชิโน ฯ

อาทิตฺตํ อิท ๔ ราคคฺคิ ตณฺหานํ วิชิตํ ชานํ ๕

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ

ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตสิ เวสฺสภู โลกนายโก

อสีติโกฏิสหสฺสานํ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ

ปกฺกนฺเต จาริกํ รฏฺเฐ โลกเชฏฺเฐ นราสเภ

สตฺตติโกฏิสหสฺสานํ ทุติยาภิสมโย อหุ ฯ

มหาทิฏฺฐึ วิโนเทนฺโต ปาฏิเหรํ ๖ กโรติ โส

สมาคตา นรมรู ทสสหสฺสีสเทวเก ฯ

มหาอจฺฉริยํ ทิสฺวา อพฺภูตํ โลมหํสนํ

เทวา เจว มนุสฺสา จ พุชฺฌเร สฏฺฐิโกฏิโย ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ เวสฺสภุสฺส มเหสิโน

ขีณาสวานํ วิมลานํ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ

อสีติโกฏิสหสฺสานํ ปฐโม อาสิ สมาคโม

สตฺตติภิกฺขุสหสฺสานํ ทุติโย อาสิ สมาคโม ฯ

สฏฺฐิภิกฺขุสหสฺสานํ ตติโย อาสิ สมาคโม

ชราทิภยภีตานํ โอรสานํ มเหสิโน ๑ ฯ

ตสฺส พุทฺธสฺส อสมสฺส จกฺกํ วตฺติตมุตฺตมํ

สุตฺวาน ปณีตํ ธมฺมํ ปพฺพชฺชมภิโรจยิ ฯ

อหนฺเตน สมเยน สุทสฺสโน นาม ขตฺติโย

อนฺนปาเนน วตฺเถน สสงฺฆํ ชินมปูชยึ ฯ

มหาทานํ ปวตฺเตตฺวา รตฺตินฺทิวมตนฺทิโต

ปพฺพชฺชํ คุณสมฺปนฺนํ ปพฺพชึ ชินสนฺติเก ฯ

อาจารคุณสมฺปนฺโน วตฺตสีลสมาหิโต

สพฺพญฺญุตํ คเวสนฺโต รมามิ ชินสาสเน ฯ

สทฺธาปีตึ อุปฺปาเทตฺวา พุทฺธํ วนฺทามิ สตฺถรํ

ปีติ อุปฺปชฺชติ มยฺหํ โพธิยาเยว การณา ฯ

อนิวตฺตมานสํ ญตฺวา สมฺพุทฺโธ เอตทพฺรวิ

เอกตฺตึเส อิโต กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐาติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาทยึ

อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐาสึ ทสปารมิปูริยา ฯ

อโนมํ นาม นครํ สุปฺปติโต นาม ขตฺติโย

มาตา ยสวตี นาม เวสฺสภุสฺส มเหสิโน ฯ

ฉพฺพสฺสสหสฺสานิ ๑ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

รุจิ สุรติ วฑฺฒกา ๒ ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

อนูนตึสสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

สุจิตฺตา นาม สา นารี สุปฺปพุทฺโธ นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา สิวิกายาภินิกฺขมิ

ฉมาสํ ปธานจารํ อจริ ปุริสุตฺตโม ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต เวสฺสภู โลกนายโก

วตฺตจกฺโก ๑ มหาวีโร อรุเณปิ ๒ นรุตฺตโม ฯ

โสโณ จ อุตฺตโร เจว อเหสุํ อคฺคสาวกา

อุปสนฺโต นามุปฏฺฐาโก เวสฺสภุสฺส มเหสิโน ฯ

รามา เจว สมาลา นาม ๓ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต มหาสาโลติ วุจฺจติ ฯ

โสตฺถิโก เจว รมฺโม จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

โคตมี จ สิริมา จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

สฏฺฐิรตนมุพฺเพโธ เหมยูปสมูปโม

กายา นิจฺฉรติ รํสิ รตฺตึว ปพฺพเต สิขี ฯ

สฏฺฐิวสฺสสหสฺสานิ อายุ ตสฺส มเหสิโน

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

ธมฺมํ วิตฺถาริกํ กตฺวา วิภชฺชิตฺวา มหาชนํ

ธมฺมนาวํ ฐเปตฺวาน นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ

ทสฺสเนยฺยํ สพฺพชนํ วิหารํ อิริยาปถํ

สพฺพํ สมนฺตรหิตํ นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขาราติ ฯ

เวสฺสภู ชินวโร สตฺถา เขมารามมฺหิ นิพฺพุโต

ธาตุวิตฺถารกํ อาสิ เตสุ เตสุ ปเทสโตติ ฯ

เวสฺสภูพุทฺธวํโส เอกวีสติโม ฯ

๑ ม. ปวสฺเสตฺวา ฯ ยุ. ธมฺมเมโฆ ปวสฺเสตฺวา ฯ ๒ ยุ. ทุสฺสารานมฺหิ ฯ ๓ ม.

นายโก ฯ ๔ ม. วต ฯ ยุ. อาทิตฺตํ ติ จ ฯ ๕ ม. ตทา ฯ ยุ. สทา ฯ ๖ ยุ. ปาฏิหีรํ ฯ

๑ ยุ. มเหสินํ ฯ

๑ ม. ฉ จ วสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌ โส วสิ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. รุจิ สุรุจิ

๑ ม. วตฺติ จกฺกํ ฯ ๒ ม. อรุณาราเม ฯ ๓ ม. จ ฯ ยุ. ทามา เจว สมาลา จ ฯ

ฉบับหลวง

ในมัณฑกัปนั้นแล พระพิชิตมารผู้ไม่มีบุคคลเปรียบเสมอ มีพระนามชื่อว่าเวสสภู เสร็จอุบัติขึ้นในโลก พระเวสสภูผู้เป็นนายกของโลกทรงทราบว่าไฟคือราคะนี้เป็นของร้อนเป็นแว่นแคว้นของตัณหา ทรงตัดกิเลสดังช้างตัดเชือกแล้ว ทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม แล้วทรงประกาศพระธรรมจักร ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ เมื่อพระนราสภเชษฐบุรุษของโลก เสด็จจาริกไปในแว่นแคว้น ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เจ็ดหมื่นโกฏิ เมื่อพระองค์ทรงกระทำปาฏิหาริย์บรรเทาทิฏฐิใหญ่ มนุษย์และเทวดาในหมื่นโลกธาตุมาประชุมกัน เทวดาและมนุษย์ได้เห็นความมหัศจรรย์อันไม่เคยมี เป็นเหตุให้ขนพองสยองเกล้าแล้วได้ตรัสรู้

๖๐ โกฏิพระเวสสภูบรมศาสดา ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน มีจิตสงบระงับคงที่ ผู้กลัวภัยมีชราเป็นต้น เป็นโอรสของพระศาสดาผู้ได้ฟังพระธรรมจักรอันประณีตอุดม ที่พระพุทธเจ้าซึ่งไม่มีใครเสมอพระองค์นั้นทรงประกาศแล้วออกบวช ๓ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันแปดหมื่นโกฏิ ครั้งที่ ๒เจ็ดหมื่นโกฏิ ครั้งที่ ๓ หกหมื่นโกฏิ สมัยนั้น

เราเป็นกษัตริย์พระนามว่า สุทัสนะ ได้บูชาพระพิชิตมารพร้อมด้วยพระสงฆ์ ด้วยข้าว น้ำและผ้า เรายังมหาทานให้เป็นไปไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนกลางวัน ออกบวชอันถึงพร้อมด้วยคุณ ในสำนักของพระชินเจ้าเราเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอาจารคุณ ตั้งมั่นอยู่ในวัตรและศีล แสวงหาพระสัพพัญญุตญาณ ยินดีในศาสนาของพระชินเจ้า เรายังศรัทธาและปีติให้เกิด ถวายบังคมพระพุทธบรมศาสดา ปีติเกิดขึ้นแก่เราเพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่นเอง พระสัมพุทธเจ้าทรงทราบว่า เรามีฉันทะอันไม่กลับกลอกจึงทรงพยากรณ์ว่า ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ......... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้นเราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว

ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่งได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ ให้ยิ่งขึ้นไปพระนครชื่อว่าอโนมะ พระบรมกษัตริย์ พระนามว่าสุปติตะ เป็นพระชนกของพระเวสสภูบรมศาสดา พระนางยสวดีเป็นพระชนนีพระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่หกพันปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อว่ารุจิ สุรติ และวัฑฒกะทรงมีพระสนมนารีกำนัลในสามหมื่นนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีนามว่าสุจิตรา พระราชโอรสพระนามว่าสุปปพุทธะ

พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยวอทอง ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๖ เดือนเต็ม พระเวสสภูมหาวีรเจ้า ผู้เป็นนายกของโลกอุดมกว่านรชน อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ อรุณาราม ทรงมีพระโสณเถระและพระอุตรเถระเป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าอุปสันตะเป็นพระพุทธอุปัฏฐาก พระรามาเถรีและพระสุมาลาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกกันว่าไม้อ้อยช้างใหญ่ โสตถิอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐากโคตมีอุบาสิกาและสิริมาอุบาสิกา เป็นอุปัฏฐายิกา พระองค์สูง ๖๐ศอก เปรียบเสมอด้วยเสาทอง พระรัศมีเปล่งออกจากพระวรกายดังไฟบนภูเขาในเวลากลางคืน พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระชนมายุหกหมื่นปี

พระองค์ทรงดำรงอยู่เพียงนั้น ทรงช่วยให้ประชุมชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากมาย ทรงจำแนกธรรมไว้อย่างพิสดาร ทรงตั้งมหาชนให้อยู่บนธรรมนาวาแล้ว พระองค์ก็เสด็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวกพระวิหารอันมีชนทุกหมู่เหล่า น่าดูน่าชม พระอิริยาบถหายไปหมดสิ้นแล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระเวสสภูศาสดาชินเจ้าผู้ประเสริฐ เสด็จนิพพานที่เขมาราม พระธาตุของพระองค์แผ่ไปกว้างขวางในประเทศนั้นๆ ฉะนี้แล.

จบเวสสภูพุทธวงศ์ที่ ๒๑

ทฺวาวีสติโม กุกฺกุสนฺธพุทฺธวํโส ๑

กุกกุสันธพุทธวงศ์ที่ ๒๒

ว่าด้วยพระประวัติพระกกุสันธพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ กุกกุสันธพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

เวสฺสภุสฺส อปเรน สมฺพุทฺโธ ทิปทุตฺตโม

กุกฺกุสนฺโธ นาม นาเมน อปฺปเมยฺโย ทุราสโท ฯ

อุคฺฆาเฏตฺวา สพฺพภวํ จริยาย ปารมิงฺคโต

สีโหว ปญฺชรํ เภตฺวา ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ

ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตนฺเต กุกฺกุสนฺเธ โลกนายเก

จตฺตาฬีสโกฏิสหสฺสานํ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ

อนฺตลิกฺขมฺหิ อากาเส ยมกํ กตฺวา วิกุพฺพนํ

ตึสโกฏิสหสฺสานํ โพเธสิ เทวมานุเส ฯ

นรเทวสฺส ยกฺขสฺส จตุสจฺจปฺปกาสเน

ธมฺมาภิสมโย ตสฺส คณนาโต อสงฺขิโย ฯ

กุกฺกุสนฺธสฺส ภควโต เอโก อาสิ สมาคโม

ขีณาสวานํ วิมลานํ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ

จตฺตาฬีสสหสฺสานํ ตทา อาสิ สมาคโม

ทนฺตภูมิมนุปฺปตฺตานํ อาสวาทิคณกฺขยา ฯ

อหนฺเตน สมเยน เขโม นามาสิ ขตฺติโย

ตถาคเต ชินปุตฺเต ทานํ ทตฺวา อนปฺปกํ ฯ

ปตฺตญฺจ จีวรํ ทตฺวา อญฺชนํ มธุลฏฺฐิกํ

อิเมตํ ปตฺถิตํ สพฺพํ ปฏิยาเทมิ วรํ วรํ ฯ

โสปิ มํ มุนิ ๑ พฺยากาสิ กุกฺกุสนฺโธ วินายโก

อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐาติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาทยึ

อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐาสึ ทสปารมิปูริยา ฯ

นครํ เขมวตี นาม เขโม นามาสหํ ตทา

สพฺพญฺญุตํ คเวสนฺโต ปพฺพชึ ตสฺส สนฺติเก ฯ

พฺราหฺมโณ อคฺคิทตฺโต จ อาสิ พุทฺธสฺส โส ปิตา

วิสาขา นาม ชนิกา กุกฺกุสนฺธสฺส มเหสิโน ๑ ฯ

วสติ ตตฺถ เขมปุเร สมฺพุทฺธสฺส มหากุลํ

นรานํ ปวรํ เสฏฺฐํ ชาติมนฺตํ มหายสํ ฯ

จตุวสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

กามวฑฺฒกามสุทฺธิรติวฑฺฒโน ๑ ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

สมตึสสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

โรปินี ๒ นาม สา นารี อุตฺตโร นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา รถยาเนน นิกฺขมิ

อนูนกํ อฏฺฐมาสํ ๓ ปธานํ ปทหี ชิโน ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต กุกฺกุสนฺโธ โลกนายโก ๔

วตฺตจกฺโก มหาวีโร มิคทาเย นรุตฺตโม ฯ

วิธุโร สญฺชีวนาโม ๕ จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

พุทฺธิโช นามุปฏฺฐาโก กุกฺกุสนฺธสฺส มเหสิโน ๖ ฯ

สามา จ จมฺปนามา ๗ จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต สิริโสติ ปวุจฺจติ ฯ

อจฺจุคฺคโต จ สุมโน อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

นนฺทา เจว สุนฺนทา จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

จตฺตาฬีสรตนานิ อจฺจุคฺคโต มหามุนิ

กนกปฺปภา นิจฺฉรติ ๘ สมนฺตา ทสโยชนํ ๙ ฯ

จตฺตาฬีสวสฺสสหสฺสานิ อายุ ตสฺส มเหสิโน

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

ธมฺมาปณํ ปสาเรตฺวา นรนารีนํ สเทวเก

นทิตฺวา สีหนาทํว ๑ นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ

อฏฺฐงฺควจนสมฺปนฺโน อจฺฉิทฺทานิ นิรนฺตรํ

สพฺพํ สมนฺตรหิตํ นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขาราติ ฯ

กุกฺกุสนฺโธ ชินวโร เขมารามมฺหิ นิพฺพุโต

ตตฺเถว ตสฺส ถูปวโร คาวุตนภมุคฺคโตติ ฯ

กุกฺกุสนฺธพุทฺธวํโส ทฺวาวีสติโม ฯ

๑ ม. ยุ. กกุสนฺธ ... ฯ สพฺพตฺถ อีทิสเมว ฯ

๑ ม. พุทฺโธ ฯ

๑ ม. สตฺถุโน ฯ

๑ สี. รุจิ สุรุจิ รติวทฺธนนามกา ฯ ม. กามกามวณฺณกามสุทฺธินามา ฯ ยุ. รุจิ สุรุจิ

วฑฺฒนา ฯ ๒ ม. โรจีนี ฯ ยุ. วิโรจมานา ฯ ๓ ม. อนูนอฏฺฐมาสานิ ฯ ๔ ม. วินายโก ฯ

๕ ม. วิธุโร จ สญฺชีโว จ ฯ ๖ ม. ยุ. สตฺถุโน ฯ ๗ ม. สามา จ จมฺปา นามา จ ฯ

๘ ยุ. นิจฺฉรนฺติ ฯ ๙ ยุ. ทฺวาทสโยชนํ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยต่อมาจากพระเวสสภูพุทธเจ้า มีพระสัมพุทธเจ้าผู้อุดมกว่าสัตว์พระนามว่า กุกกุสันธะ มีพระคุณประมาณมิได้ยากที่จะเทียมถึงทรงเพิกภพทั้งปวง ถึงที่สุดแห่งจริยา ทรงทำลายกิเลสดังราชสีห์ทำลายกรงแล้ว ทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม เมื่อพระกุกกุสันธะพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ทรงประกาศพระธรรมจักร ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์สี่หมื่นโกฏิ ในคราวเมื่อพระองค์ทรงแผลงฤทธิ์กระทำยมกปาฏิหาริย์ในอากาศ

พระองค์ทรงยังเทวดาและมนุษย์ให้ตรัสรู้สามหมื่นโกฏิ ในคราวเมื่อทรงประกาศจตุราริยสัจ แก่มนุษย์เทวดาและยักษ์ ธรรมาภิสมัยครั้งนั้น จะคำนวณนับมิได้ พระผู้มีพระภาคกุกกุสันธะ ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพผู้ปราศจากมนทิน ผู้มีจิตสงบระงับ ผู้คงที่ ครั้งเดียวในกาลนั้น พระภิกษุขีณาสพผู้บรรลุถึงภูมิที่ฝึกแล้ว เพราะสิ้นกิเลสเหตุให้เป็นหมู่คณะมีอาสวะเป็นต้น มาประชุมกันสี่หมื่น สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์ มีพระนามว่าเขมะ

เราได้ถวายทานมิใช่น้อยแด่พระตถาคตและพระสาวก เราถวายบาตร จีวร ยาหยอดตา ชะเอมเครือ เราถวายของดีๆ ทุกอย่างตามที่ภิกษุสงฆ์ปรารถนา แม้พระมุนีกุกกุสันธะผู้เป็นนายกชั้นพิเศษพระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราว่าในภัทรกัปนี้ ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ....... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ก็ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง เราอธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการยิ่งขึ้น นครชื่อว่าเขมวดี ในกาลนั้นเรามีชื่อว่าเขมะ เมื่อแสวงหาพระสัพพัญญุตญาณจึงออกบวชในสำนักของพระองค์ พราหมณ์นามว่าอัคคิทัตตะเป็นพุทธบิดานางพราหมณีชื่อว่าวิสาขา เป็นพุทธมารดา ตระกูลใหญ่ของพระสัมพุทธเจ้าเป็นตระกูลที่ประเสริฐสุดกว่าตระกูลอื่นๆ มีชาติสูงมียศมาก อยู่ในเขมนครนั้น

พระองค์ครอบครองอาคารสถานอยู่สี่พันปี มีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อกามวัฑฒะ กามสุทธิและรติวัฑฒนะ มีนางสาวนารีสามหมื่นนาง บุตรชายนามว่าอุตระพระพิชิตมารทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงออกผนวชด้วยรถอันเป็นยานพาหนะ บำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือนเต็ม พระกุกกุสันธมหาวีรเจ้าผู้อุดมกว่านรชน ทรงประกาศพระธรรมจักรที่มฤคทายวัน ทรงมีพระวิธุรเถระและพระสัญชีวนามเถระเป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าพุทธิชะเป็นพระพุทธอุปัฏฐาก พระสามาเถรีและพระจัมปนามาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกชื่อว่าไม้ซึกอัจจุคตอุบาสก และสุมนอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก นันทาอุบาสิกาและสุนันทาอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระมหามุนีมีพระองค์สูง ๔๐ ศอก พระรัศมีสีเปล่งปลั่งดังทองคำ เปล่งออกไป ๑๐ โยชน์โดยรอบ

พระองค์มีพระชนมายุสี่หมื่นปี เมื่อทรงดำรงอยู่เท่านั้นทรงช่วยให้ประชุมชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากมาย ทรงแจกจ่ายตลาดธรรมให้แก่บุรุษและสตรี ทรงบันลือสีหนาทในโลกพร้อมทั้งเทวโลกแล้ว เสด็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวก พระองค์ ทรงถึงพร้อมด้วยพระดำรัสมีองค์ ๘ ไม่มีช่องเนืองนิตย์ ทุกอย่างหายไปหมดแล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระกุกกุสันธชินเจ้าผู้ประเสริฐเสด็จนิพพานที่เขมาราม พระสถูปอันประเสริฐของพระองค์สูงคาวุตหนึ่ง ประดิษฐานอยู่ ณ เขมารามนั้น ฉะนี้แล.

จบกุกกุสันธพุทธวงศ์ที่ ๒๒

เตวีสติโม โกนาคมนพุทฺธวํโส

โกนาคมนพุทธวงศ์ที่ ๒๓

ว่าด้วยพระประวัติพระโกนาคมนพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ โกนาคมนพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

กุกฺกุสนฺธสฺส อปเรน สมฺพุทฺโธ ทิปทุตฺตโม

โกนาคมโน นาม ชิโน โลกเชฏฺโฐ นราสโภ ฯ

ทสธมฺเม ปูรยิตฺวาน กนฺตารํ สมติกฺกมิ

ปวาหาย ๒ มลํ สพฺพํ ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ

ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตนฺเต โกนาคมเน ๓ วินายเก

ตึสโกฏิสหสฺสานํ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ

ปาฏิหีรํ กโรนฺเต จ ปรวาทปฺปมทฺทเน

วีสติโกฏิสหสฺสานํ ทุติยาภิสมโย อหุ ฯ

ตโต วิกุพฺพนํ กตฺวา ชิโน เทวปุรํ คโต

วสติ ตตฺถ สมฺพุทฺโธ สิลาย ปณฺฑุกมฺพเล ฯ

ปกรเณ สตฺต เทเสนฺโต วสฺสํ วสติ โส มุนิ

ทสโกฏิสหสฺสานํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

ตสฺสาปิ เทวเทวสฺส เอโก อาสิ สมาคโม

ขีณาสวานํ วิมลานํ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ

ตึสภิกฺขุสหสฺสานํ ตทา อาสิ สมาคโม

โอฆานมติกฺกนฺตานํ ๑ ภิชฺชิตานญฺจ มจฺจุยา ฯ

อหนฺเตน สมเยน ปพฺพโต นาม ขตฺติโย

มิตฺตามจฺเจหิ สมฺปนฺโน พลพาหนมปฺปกํ ๒ ฯ

สมฺพุทฺธทสฺสนํ คนฺตฺวา สุตฺวา ธมฺมมนุตฺตรํ

นิมนฺเตตฺวา สชินํ สงฺฆํ ทานํ ทตฺวา ยทิจฺฉกํ ฯ

ปตฺตุณฺณํ จีนปฏญฺจ โกเสยฺยํ กมฺพลํปิจ

โสวณฺณปาทุกญฺเจว อทาสิ ๓ สตฺถุ สาวเก ฯ

โสปิ มํ มุนิ พฺยากาสิ สงฺฆมชฺเฌ นิสีทิย

อิมสฺมึ ภทฺทเก กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมณฺฑมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐาติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาทยึ

อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐาสึ ทสปารมิปูริยา ฯ

สพฺพญฺญุตํ คเวสนฺโต ทานํ ทตฺวา นรุตฺตโม ๑

โอหายาหํ มหารชฺชํ ปพฺพชึ ชินสนฺติเก ฯ

นครํ โสภวตี นาม โสโภ นามาสิ ขตฺติโย

วสติ ตตฺถ นคเร สมฺพุทฺธสฺส มหากุลํ ฯ

พฺราหฺมโณ ยญฺญทตฺโต จ อาสิ พุทฺธสฺส โส ปิตา

อุตฺตรา นาม ชนิกา โกนาคมนสฺส สตฺถุโน ฯ

ตีณิ วสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

ตุสิตสนฺตุสิตสนฺตุฏฺฐา ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

อนูนโสฬสสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

รุจิคตฺตา นาม นารี สตฺถวาโห นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา หตฺถิยาเนน นิกฺขมิ

ฉมาสํ ปธานจารํ อจริ ปุริสุตฺตโม ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต โกนาคมโน ๒ โลกนายโก

วตฺตจกฺโก มหาวีโร มิคทาเย นรุตฺตโม ฯ

ภิยฺโยโส ๓ อุตฺตโร นาม อเหสุํ อคฺคสาวกา

โสตฺถิโช นามุปฏฺฐาโก โกนาคมนสฺส ยสสฺสิโน ๔ ฯ

สมุทฺทา อุตฺตรา เจว อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต อุทุมฺพโรติ วุจฺจติ ฯ

อุคฺโค จ โสมเทโว จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

สีวลา เจว สามา จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

อุจฺจตฺตเนน โส พุทฺโธ ตึสหตฺถสมุคฺคโต

อุกฺกามุเข ยถา ตมฺพํ ๑ เอวํ รํสีหิ มณฺฑิโต ฯ

ตึสวสฺสสหสฺสานิ อายุ พุทฺธสฺส ตาวเท

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

ธมฺมเจติยํ ๒ สมุสฺสิตฺวา ธมฺมทุสฺสวิภูสิตํ

ธมฺมปุปฺผคุฬํ กตฺวา นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ

มหาวิลาโส ตสฺส ชโน สิริธมฺมปฺปกาสโน

สพฺพํ สมนฺตรหิตํ นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขาราติ ฯ

โกนาคมโน สมฺพุทฺโธ ปพฺพตารามมฺหิ นิพฺพุโต

ธาตุวิตฺถาริกํ อาสิ เตสุ เตสุ ปเทสโตติ ฯ

โกนาคมนพุทฺธวํโส เตวีสติโม ฯ

๑ ยุ. สีหนาทญฺจ ฯ ๒ ม. ยุ. ปวาหิย ฯ ๓ ม. โกนาคมนนายเก ฯ ยุ. โกนาคมเน$

นายเก ฯ

๑ ยุ. อติกฺกนฺตจตุโรฆานํ ฯ ๒ ม. ยุ. อนนฺตพลวาหนํ ฯ ๓ ม. ยุ. อทาสึ ฯ

๑ ม. ยุ. นรุตฺตเม ฯ ๒ ม. โกนาคมนนายโก ฯ ๓ ม. ภิยฺยโส ฯ ๔ ม. ยุ.

สตฺถุโน ฯ

ฉบับหลวง

สมัยต่อมาจากพระกุกกุสันธพุทธเจ้า พระสัมพุทธนราสภชินเจ้าผู้อุดมกว่าสัตว์ เชษฐบุรุษของโลก พระนามว่าโกนาคมนะ ทรงบำเพ็ญธรรม ๑๐ ประการบริบูรณ์ ข้ามทางกันดารได้แล้ว ทรงลอยมลทินทั้งปวงแล้ว ทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม เมื่อพระองค์ผู้เป็นนายกชั้นพิเศษของโลก ทรงประกาศพระธรรมจักร ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์สามหมื่นโกฏิ และในคราวเมื่อพระองค์ทรงทำปฏิหาริย์ย่ำยีวาทะของผู้อื่น ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์สองหมื่นโกฏิ

ต่อแต่นั้น พระมุนีสัมพุทธชินเจ้าทรงแผลงฤทธิ์ต่างๆ เสด็จไปยังดาวดึงส์เทวโลก ประทับเหนือบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ทรงจำพรรษาอยู่ ณ ดาวดึงส์นั้น ทรงแสดงพระอภิธรรม ๗คัมภีร์ ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่ทวยเทพหมื่นโกฏิ แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน ผู้มีจิตสงบระงับ คงที่ ครั้งเดียว ในกาลนั้นพระภิกษุขีณาสพผู้ล่วงโอฆะทั้งหลายและทำลายมัจจุราชแล้ว มาประชุมกันสามหมื่น สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์พระนามว่าบรรพตถึงพร้อมด้วยมิตรและอำมาตย์ มีพลนิกายและพาหนะมากมาย เราไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าได้ฟังธรรมอันยอดเยี่ยมแล้ว นิมนต์พระสงฆ์พร้อมด้วยพระชินเจ้า ได้ถวายทานตามปรารถนา

เราได้ถวายผ้าปัตตุณณะ ผ้าเมืองจีน ผ้าไหม ผ้ากัมพล และรองเท้าทอง แก่พระศาสดาและพระสาวก แม้พระมุนีพระองค์นั้น ก็ประทับนั่งท่ามกลางสงฆ์ตรัสพยากรณ์เราว่า ในภัทรกัปนี้ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก .... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ก็ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง เราได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการให้ยิ่งขึ้นไป เราผู้อุดมกว่านรชน เมื่อแสวงหาพระสัพพัญญุตญาณ จึงให้ทาน ละราชสมบัติอันใหญ่หลวงบวชในพระสำนักพระชินเจ้า พระนครชื่อว่าโสภวดี พระบรมกษัตริย์พระนามว่าโสภะ ตระกูลใหญ่ของพระสัมพุทธเจ้าอยู่ในพระนครนั้นยัญทัตตพราหมณ์เป็นพุทธบิดา

นางอุตราพราหมณีเป็นพุทธมารดาพระองค์ครอบครองอาคารสถานอยู่สามหมื่นปี มีปราสาทอันประเสริฐ๓ ปราสาท ชื่อดุสิต สันดุสิต และสันตุฏฐะ มีนางสาวนารี หมื่นหกพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม นางรุจิคุตตาพราหมณีเป็นภรรยา บุตรชายนามว่าสัตถวาหะ พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษได้เห็นนิมิต ๔ ประการ จึงออกบวชด้วยยานช้างยานพาหนะ บำเพ็ญเพียรอยู่ ๖ เดือน พระโกนาคมนมหาวีรเจ้า นายกของโลก ผู้อุดมกว่านรชน อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรที่มฤคทายวัน ทรงมีพระภิยโยสเถระ และพระอุตรเถระเป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าโสตถิชะเป็นพระพุทธอุปัฏฐาก พระสมุททาเถรีและพระอุตราเถรีเป็นพระอัครสาวิกา

ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกชื่อว่า ไม้มะเดื่อ อุคคอุบาสกและโสมเทวอุบาสกเป็นอัคร-อุปัฏฐาก สีวลาอุบาสิกาและสามาอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกาพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระองค์สูง ๓๐ ศอก ประดับด้วยพระรัศมีเปล่งปลั่ง ดังทองที่ปากเบ้า พระองค์มีพระชนมายุในขณะนั้นสามหมื่นปี ทรงดำรงอยู่เท่านั้น ทรงช่วยให้ประชุมชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากมาย ทรงยกธรรมเจดีย์อันประดับด้วยผ้าคือธรรมขึ้นแล้ว ทรงร้อยพวงดอกไม้คือธรรมเสร็จแล้ว เสด็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวก พระองค์มีพระลีลาอันใหญ่มีธรรมอันเป็นสิริเป็นเครื่องปรากฏ สิ่งทั้งปวงหายไปหมดแล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระโคนาคมนสัมพุทธเจ้า เสด็จนิพพาน ณ ปัพพตาราม พระธาตุของพระองค์แผ่กว้างไปในประเทศนั้นๆ ฉะนี้แล.

จบโกนาคมนพุทธวงศ์ที่ ๒๓

จตุวีสติโม กสฺสปพุทฺธวํโส

กัสสปพุทธวงศ์ที่ ๒๔

ว่าด้วยพระประวัติพระกัสสปพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ กัสสปพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

โกนาคมนสฺส อปเรน สมฺพุทฺโธ ทิปทุตฺตโม

กสฺสโป นาม นาเมน ๓ ธมฺมราชา ปภงฺกโร ฯ

ส ๑ ฉฑฺฑิตํ กุลมูลํ พหูนํ ๒ ปาณปูชิตํ

ทตฺวาน ทายเก ทานํ ปูรยิตฺวาน มานสํ

อุสโภวาฬกํ ๓ เภตฺวา ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ

ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตนฺเต กสฺสเป โลกนายเก

วีสติโกฏิสหสฺสานํ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ

จตุมาสํ ยทา พุทฺโธ โลเก จรติ จาริกํ

ทสโกฏิสหสฺสานํ ทุติยาภิสมโย อหุ ฯ

ยมกํ วิกุพฺพนํ กตฺวา ญาณธาตุํ ปกิตฺตยิ

ปญฺจโกฏิสหสฺสานํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

สุธมฺมเทวปุเร ๔ รมฺเม ตตฺถ ธมฺมํ ปกิตฺตยิ ๕

ตีณิ โกฏิสหสฺสานิ เทวานํ โพธยี ชิโน ฯ

นรเทวสฺส ยกฺขสฺส อปเร จ ธมฺมเทสเน

เอเตสานํ อภิสมโย ๖ คณนาโต อสงฺขิโย ๗ ฯ

ตสฺสาปิ เทวเทวสฺส เอโก อาสิ สมาคโม

ขีณาสวานํ วิมลานํ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ

วีสติภิกฺขุสหสฺสานํ ตทา อาสิ สมาคโม

อภิกฺกนฺตภวนฺตานํ ๘ หิริสีเลน ตาทินํ ฯ

อหํ ตทา มาณวโก โชติปาโลติ วิสฺสุโต

อชฺฌายิโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู ฯ

ลกฺขเณ อิติหาเส จ สทฺธมฺเม ปารมึ คโต

ภุมฺมนฺตลิกฺเข ๑ กุสโล กตวิชฺโช อนามโย ฯ

กสฺสปสฺส ภควโต ฆฏิกาโร นามุปฏฺฐโก

สคารโว สปฺปติสฺโส นิพฺพุโต ตติเย ผเล ฯ

อาทาย มํ ฆฏิกาโร อุปคญฺฉิ กสฺสปํ ชินํถ

ตสฺส ธมฺมํ สุณิตฺวาน ปพฺพชึ ตสฺส สนฺติเก ฯ

อารทฺธวิริโย หุตฺวา วตฺตาวตฺเตสุ โกวิโท

น กฺวจิ ปริหายามิ ปูเรมิ ๒ ชินสาสนํ ฯ

ยาวตา พุทฺธภณิตํ นวงฺคสตฺถุสาสนํ

สพฺพํ ปริยาปุณิตฺวาน โสภยึ ชินสาสนํ ฯ

มม อจฺฉริยํ ทิสฺวา โสปิ พุทฺโธ วิยากริ

อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลมฺหิ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ สมาทาย ๓ เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ ปริภุญฺชิย

ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ ๔ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ ๕

อสฺสตฺถมูเล สมฺโพธึ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ๑ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ ๒ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐาติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาทยึ

อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐาสึ ทสปารมิปูริยา ฯ

เอวมหํ สํสริตฺวา ปริวชฺเชนฺโต อนาจรํ

ทุกฺกรํ ปกตํ ๑ มยฺหํ โพธิยาเยว การณา ฯ

นครํ พาราณสี นาม กิกี นามาสิ ขตฺติโย

วสติ ตตฺถ นคเร สมฺพุทฺธสฺส มหากุลํ ฯ

พฺราหฺมโณ พฺรหฺมทตฺโต จ อาสิ พุทฺธสฺส โส ปิตา

มาตา ๒ ธนวตี นาม กสฺสปสฺส มเหสิโน ฯ

ทุเว วสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

หํโส ยโส สิริจนฺโท ๓ ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

ติโสฬสสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

สุนนฺทา นาม สา นารี วิชิตเสโน นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา ปาสาเทนาภินิกฺขมิ

สตฺตาหํ ปธานจารํ อจริ ปุริสุตฺตโม ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต กสฺสโป โลกนายโก

วตฺตจกฺโก มหาวีโร มิคทาเย นรุตฺตโม ฯ

ติสฺโส จ ภารทฺวาโช จ อเหสุํ อคฺคสาวกา

สพฺพมิตฺโต นามุปฏฺฐาโก กสฺสปสฺส มเหสิโน ฯ

อนุลา จ อุรุเวลา จ อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต นิโคฺรโธติ ปวุจฺจติ ฯ

สุมงฺคโล ฆฏิกาโร จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

วิชิตเสนา จ ภทฺทา จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

อุจฺจตฺตเนน โส พุทฺโธ วีสติรตนมุคฺคโต ๑

วิชฺชุลฏฺฐิว อากาเส จนฺโทว คหปูริโต ฯ

วีสติวสฺสสหสฺสานิ อายุ ตสฺส มเหสิโน

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

ธมฺมตฬากํ มาปยิตฺวา ๒ สีลํ ทตฺวา วิเลปนํ

ธมฺมทุสฺสํ นิวาเสตฺวา ธมฺมมาลํ วิภชฺชิย ๓ ฯ

ธมฺมวิมลมาทาสํ ฐปยิตฺวา มหาชเน

เกจิ นิพฺพานํ ปตฺเถนฺตา ปสฺสนฺตุ เม อลงฺกรํ ฯ

สีลกญฺจุกํ ทตฺวาน ฌานกวจจมฺมิกํ ๔

ธมฺมจมฺมํ ปารุปิตฺวา ทตฺวา สนฺนาหมุตฺตมํ ฯ

สติผลกํ ทตฺวาน ติขิณญาณกุนฺติมํ

ธมฺมขคฺควรํ ทตฺวา สีลสตฺตุปฺปมทฺทนํ ๕ ฯ

เตวิชฺชาภูสํ ๖ ทตฺวาน อาเวฬํ จตุโร ผเล

ฉฬภิญฺญาภรณํ ทตฺวา ธมฺมปุปฺผปิลนฺธนํ ฯ

สทฺธมฺมปณฺฑรจฺฉตฺตํ ทตฺวา ปาปนิวารณํ

มาปยิตฺวา อภยํ ปุปฺผํ นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ

เอโส หิ สมฺมาสมฺพุทฺโธ อปฺปเมยฺโย ทุราสโท

เอโส หิ ธมฺมรตโน สฺวากฺขาโต เอหิปสฺสิโก ฯ

เอโส หิ สงฺฆรตโน สุปฏิปนฺโน อนุตฺตโร

สพฺพํ สมนฺตรหิตํ นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขาราติ ฯ

มหากสฺสโป ชิโน สตฺถา เสตพฺยารามมฺหิ นิพฺพุโต

ตตฺเถว ตสฺส ชินถูโป โยชนุพฺเพธมุคฺคโตติ ฯ

กสฺสปพุทฺธวํโส จตุวีสติโม ฯ

๑ ม. ยุ. กมฺพุ ฯ ๒ ม. ธมฺมเจตึ สมุสฺเสตฺวา ฯ ๓ ม. โคตฺเตน ฯ

๑ ม. ยุ. สญฺฉฑฺฑิตํ ฯ ๒ ม. พหฺวนฺนปานโภชนํ ฯ ๓ ม. ยุ. อุสโภว อาฬกํ ฯ

๔ ม. สุธมฺมา... ฯ ๕ ยุ. ปกาสยิ ฯ ๖-๗ ม. ยุ. อภิสมยา ... อสงฺขิยา ฯ ๘ ม.

อติกฺกนฺตภวนฺตานํ ฯ

๑ ม. ยุ. ภูมนฺต... ฯ ๒ ม. ปูเรสึ ฯ ๓ ม. ยุ. ปคฺคยฺห ฯ ๔ ม. ยุ.

โพธิมูลมุเปหิติ ฯ ๕ ม. ยุ. อนุตฺตโร ฯ

๑ ม. ยุ. พุทฺธวีชํ กิร อยํ ฯ ๒ ม. ยุ. ปวตฺตนฺติ ฯ

๑ ม. ยุ. จ กตํ ฯ ๒ ม. ยุ. ชนิกา ฯ ๓ ม. ยุ. สิรินนฺโท ฯ

๑ ม. วีสติรตนุคฺคโต ฯ ๒ ยุ. มาเปตฺวา ฯ ๓ ยุ. วิราชิย ฯ ๔ ม. ...วมฺมิตํ ฯ

ยุ. ... วมฺมิกํ ฯ ๕ ม. ยุ. สีลสํสคฺคมทฺทนํ ฯ ๖ ม. เตวิชฺชาภูสนํ ทตฺวาน ฯ

ฉบับหลวง

สมัยต่อมาพระโกนาคมนพุทธเจ้า มีพระสัมพุทธเจ้าผู้อุดมกว่าสัตว์เป็นพระธรรมราชา มีพระรัสมีสว่างไสวทรงพระนามว่า กัสสปะทรัพย์อันเป็นต้นทุนของตระกูล ที่สัตว์เป็นอันมากบูชา พระองค์ทรงละทิ้งเสียแล้วทรงเป็นทายกผู้องอาจให้ทาน ยังฉันทะให้เต็ม ทรงทำลายกิเลสดังสัตว์ร้ายแล้ว ทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม เมื่อพระกัสสปะผู้เป็นนายกของโลก ทรงประกาศพระธรรมจักร ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์สองหมื่นโกฏิ ในคราวเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปในโลกตลอด ๔ เดือน ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์หมื่นโกฏิ ในคราวเมื่อพระองค์ทรงทำยมกปาฏิหาริย์แสดงฤทธิ์ต่างๆ ทรงประกาศพระญาณธาตุ ธรรมาภิสมัยครั้งที่

๓ ได้มีแก่สัตว์ห้าพันโกฏิ ในคราวที่พระองค์ทรงแสดงธรรม ณ สุธรรมเทพนครอันรื่นรมย์ พระชินเจ้าทรงทำให้เทวดาสามพันโกฏิได้ตรัสรู้และในคราวทรงแสดงธรรมแก่มนุษย์ เทวดา และยักษ์อีกครั้งหนึ่งมนุษย์เป็นต้นผู้ได้ตรัสรู้ธรรมนั้นจะคณนานับมิได้ แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพ ผู้ปราศจากมลทินมีจิตสงบระงับ ผู้คงที่ ครั้งเดียว ครั้งนั้นพระภิกษุขีณาสพผู้ล่วงสุดภพแล้ว ผู้คงที่ด้วยหิริและศีลมาประชุมกันสองหมื่น ในกาลนั้นเราเป็นมาณพ มีชื่อปรากฏ ว่าโชติปาละ เป็นผู้เล่าเรียน ทรงมนต์รู้จบไตรเพทถึงที่สุดในคำภีร์ทำนายลักษณะและคัมภีร์อิติหาสะ เป็นผู้ฉลาดในวิชาดูพื้นที่และอากาศ

เป็นผู้ใช้วิชา ไม่มีทุกข์ ฆฏิการอุบาสกผู้อุปัฏฐากแห่งพระผู้มีพระภาคกัสสปะ เป็นผู้มีความเคารพยำเกรง เป็นพระอนาคามี ฆฏิการอุบาสกได้พาเราเข้าไปเฝ้าพระกัสสปชินเจ้า เราได้ฟังธรรมของพระองค์แล้วบวชในสำนักของพระองค์ เราเป็นผู้ปรารภความเพียร ฉลาดในวัตรและมิใช่วัตรไม่เสื่อมในที่ไหนๆ ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระชินเจ้าบริบูรณ์เล่าเรียนนวังคสัตถุศาสน์เท่าที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้วทุกอย่าง ยังพระศาสนาของพระพิชิตมารให้งดงาม แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงเห็นความอัศจรรย์ของเราแล้ว จึงทรงพยากรณ์ว่า ในภัทรกัปนี้ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ...... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้นเราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้วยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง

เราอธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญเพียรบารมี ๑๐ ประการ การให้ยิ่งขึ้นไปเรานึกถึงพระพุทธพยากรณ์อย่างนี้แล้ว งดเว้นอนาจาร กระทำกรรมที่ทำได้ยาก เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณเท่านั้น พระนครชื่อว่าพาราณสี พระบรมกษัตริย์ พระนามว่ากิกี ตระกูลใหญ่ของพระ-สัมพุทธเจ้าอยู่ในพระนครนั้น พรหมทัตตพราหมณ์เป็นพุทธบิดานางธนวดีพราหมณีเป็นพุทธมารดา พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่สองพันปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อหังษะยสะ และสิริจันทะ มีนางสาวนารีสี่หมื่นแปดพันนางล้วนประดับประดาสวยงาม นางสุนันทาพราหมณีเป็นภรรยา บุตรชายนามว่าวิชิตเสน

พระองค์ผู้เป็นบุรุษอุดม ได้เห็นนิมิต ๔ ประการ จึงออกบวชพร้อมด้วยปราสาท ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วัน พระกัสสปมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกของโลกผู้อุดมกว่านรชน อันพรหมทูลอาราธนาแล้วทรงประกาศพระธรรมจักรที่มฤคทายวัน ทรงมีพระติสสเถระและพระภารทวาชเถระ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าสรรพมิตตะเป็นพระพุทธอุปัฏฐาก พระอนุลาเถรีและพระอุรุเวลาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกชื่อว่านิโครธ สุมังคลอุบาสกและฆฏิการอุบาสก เป็นอัครอุปัฏฐาก วิชิตเสนาอุบาสก และภัททาอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระองค์สูง ๒๐ ศอก มีพระรัศมีเปล่งปลั่งดังสายฟ้าในอากาศดุจพระจันทร์เต็มดวง

พระองค์มีพระชนมายุสองหมื่นปี เมื่อทรงดำรงอยู่เพียงนั้น ทรงช่วยให้ประชุมชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากมายทรงสร้างสระน้ำคือธรรมไว้ ทรงประทานเครื่องลูบไล้ คือ ศีลทรงจัดผ้าคือธรรมไว้นุ่งห่ม ทรงแจกพวงมาลัยคือธรรม ทรงตั้งกระจกเงาอันไร้มลทินคือธรรมไว้ให้มหาชน ด้วยทรงหวังว่า ชนบางพวกปรารถนานิพพาน จงเห็นเครื่องประดับของเรา ทรงจัดเสื้อคือศีล เกราะหนังคือญาณ ทรงจัดหนังคือธรรมไว้ให้คลุม และเครื่องรบอย่างดีเลิศให้ ทรงจัดโล่ห์คือสติ หอกคือญาณอันคมกล้าดาบอย่างดีคือธรรม และศาตราวุธเครื่องย่ำยีศัตรูคือศีลไว้ให้ ทรงจัดภูษา คือไตรวิชา พวงมาลัยสวมศีรษะคือผล ๔ เครื่องอาภรณ์ คืออภิญญา

๖ และดอกไม้เครื่องประดับคือธรรม ร่มขาวคือพระสัทธรรมอันเป็นเครื่องป้องกันบาป ทรงนิรมิตดอกไม้ คือ ความไม่มีเวรภัยไว้ให้เสร็จแล้ว พระองค์ก็เสด็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวก แท้จริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระคุณหาประมาณมิได้ ยากที่จะรู้ได้พระธรรมรัตนะที่ตรัสไว้ดีแล้วควรเรียกให้มาดู พระสังฆรัตนะผู้ปฏิบัติดี ไม่มีผู้อื่นยิ่งไปกว่า ทั้ง ๓ รัตนะนี้ หายไปหมดทุกอย่างแล้วสังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระมหากัสสปชินศาสดา เสด็จนิพพานที่เสตัพยาราม ทระสถูปของพระองค์ สูงหนึ่งโยชน์ ประดิษฐานอยู่ณ เสตัพยารามนั้น ฉะนี้แล.

จบกัสสปพุทธวงศ์ที่ ๒๔

ปญฺจวีสติโม โคตมพุทฺธวํโส

โคตมพุทธวงศ์ที่ ๒๕

ว่าด้วยพระประวัติพระโคตมพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ โคตมพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

อหเมตรหิ สมฺพุทฺโธ โคตโม สกฺยวฑฺฒโน

ปธานํ ปทหิตฺวาน ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตยึ

อฏฺฐารสนฺนํ โกฏีนํ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ

ตโต ปรญฺจ เทเสนฺโต นรเทวสมาคเม ๑

คณนาย น วตฺตพฺโพ ทุติยาภิสมโย อหุ ฯ

อิเธวาหํ เอตรหิ โอวทึ มม อตฺรชํ

คณนาย น วตฺตพฺโพ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

เอโกสิ ๒ สนฺนิปาโต เม สาวกานํ มเหสินํ

อฑฺฒเตฬสสตานํ ภิกฺขูนาสิ สมาคโม ฯ

วิโรจมาโน วิมโล ภิกฺขุสงฺฆสฺส มชฺฌโต ๓

ททามิ ปตฺถิตํ สพฺพํ มณีว สพฺพกามโท ฯ

ผลมากงฺขมานานํ ภวจฺฉนฺทํ ชเหสินํ

จตุสจฺจํ ปกาเสสิ ๑ อนุกมฺปาย ปาณินํ ฯ

ทสวีสสหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย อหุ

เอกทฺวินฺนํ อภิสมโย คณนาโต อสงฺขิโย ฯ

วิตฺถาริกํ พหุชญฺญํ อิทฺธํ ผีตํ สุผุลฺลิตํ

อิธ มยฺหํ สกฺยมุนิโน สาสนํ สุวิโสธิตํ ฯ

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

ภิกฺขู เนกสตา สพฺเพ ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ

อิทานิ เย เอตรหิ ชหนฺติ มานุสํ ภวํ

อปฺปตฺตมานสา เสกฺขา เต ภิกฺขู วิญฺญูครหิตา ฯ

อริยญฺชสํ โถมยนฺตา สทา ธมฺมรตา ชนา

พุชฺฌิสฺสนฺติ ชุติมนฺโต ๒ สํสารสริตา ๓ นรา ฯ

นครํ กปิลวตฺถุ เม ราชา สุทฺโธทโน ปิตา

มยฺหํ ชเนตฺติกา มาตา มายาเทวีติ วุจฺจติ ฯ

เอกูนตึสวสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิหํ ๔

สุจนฺโท ๕ โกกนุโท โกญฺโจ ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

จตฺตาฬีสสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

ยโสธรา ๖ นาม นารี ราหุโล นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา อสฺสยาเนน นิกฺขมึ

ฉวสฺสํ ปธานจารํ อจรึ ทุกฺกรํ อหํ ฯ

พาราณสีอิสิปตเน ชิโน ๑ จกฺกํ ปวตฺตยึ

อหํ โคตมสมฺพุทฺโธ สรณํ สพฺพปาณินํ ฯ

โกลิโต อุปติสฺโส จ เทฺว ภิกฺขู อคฺคสาวกา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก สนฺติกาวจโร มม ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ ภิกฺขุนี อคฺคสาวิกา

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคุปฏฺฐากุปาสกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคุปฏฺฐากุปาสิกา

อหํ อสฺสตฺถมูลมฺหิ ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ

พฺยามปฺปภา สทา มยฺหํ โสฬสหตฺถมุคฺคโต ๒

อปฺปํ วสฺสสตํ อายุ มเมตรหิ ๓ วิชฺชติ ฯ

ตาวตา ติฏฺฐมาโนหํ ตาเรสึ ๔ ชนตํ พหุํ

ฐปยิตฺวาน ธมฺโมกฺกํ ๕ ปจฺฉิมชนโพธนํ ฯ

อหํปิ น จิรสฺเสว สทฺธึ สาวกสงฺฆโต

อิเธว ปรินิพฺพิสฺสํ อคฺคิวาหารสงฺขยา ฯ

ตานิ [๖] อตุลเตชานิ อิมานิ จ ยสพลานิ ๗ อิทฺธิโย

อหํ ๘ คุณธารโณ เทโห ทฺวตฺตึสวรลกฺขณวิจิตฺโต ฯ

ทสทิสา ๙ ปภาเสตฺวา สตรํสีว ฉปฺปภา

สพฺพา สมนฺตรเหสฺสนฺติ นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขาราติ ฯ

โคตมพุทฺธวํโส ปญฺจวีสติโม ฯ

๑ ยุ. ... สมาคโม ฯ ๒ ยุ. เอโกว ฯ ๓ ม. มชฺฌโค ฯ

๑ ม. ปกาเสมิ ฯ ๒ ม. ยุ. สติมนฺโต ฯ ๓ ม. สํสารสริตํ คตา ฯ

๔ ม. ยุ. อชฺฌหํ วสึ ฯ ๕ ม. รมฺโม สุรมฺโม สุภโก ฯ ยุ. ราโม สุราโม สุภโต ฯ

๖ ม. ภทฺทกญฺจนา ฯ ยุ. ภทฺทกจฺจา ฯ

๑ ม. ยุ. จกฺกํ ปวตฺติตํ มยา ฯ ๒ ม. ...มุคฺคตา ฯ ๓ ม. ยุ. อิทาเนตรหิ ฯ

๔ ม. ยุ. ตาเรมิ ฯ ๕ ม. ธมฺมกฺกํ ฯ ๖ ม. ยุ. จ ฯ ๗ ม. ยุ. ทสพลานิ ฯ

๘ ม. ยุ. อยญฺจ คุณวรเทโห ทฺวตฺตึสลกฺขณาจิโต ฯ ๙ ยุ. อสทิสา ฯ

ฉบับหลวง

บัดนี้ เราเป็นพระสัมพุทธเจ้านามว่า โคดม เจริญในศากยสกุลเราบำเพ็ญเพียรแล้ว ได้บรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม พรหมอาราธนาแล้ว ประกาศพระธรรมจักร ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์๑๘ โกฏิ ต่อแต่นั้น เมื่อเราแสดงธรรมในสมาคมมนุษย์และเทวดาธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ จะพึงกล่าวโดยคำนวณนับมิได้ ในคราวที่เรากล่าวสอนราหุลบุตรของเราบัดนี้ ณ ที่นี้แล ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓จะพึงกล่าวโดยคำนวณนับมิได้ เรามีการประชุมพระสาวกผู้แสวงหาคุณใหญ่ครั้งเดียว ภิกษุที่ประชุมกันมี ๑๒๕๐ รูป เราผู้ปราศจากมลทินรุ่งเรือนอยู่ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ เราให้สิ่งที่ปรารถนาทุกอย่างเหมือนแก้วมณีให้สิ่งที่ต้องการทั้งปวง

ฉะนั้น เราประกาศจตุราริยสัจเพื่ออนุเคราะห์แก่สัตว์ทั้งหลาย ผู้หวังผล ผู้แสวงหาธรรมเครื่องละความพอใจในภพ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์สองแสน ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์โดยจะคณนานับมิได้ คำสั่งสอนของเราผู้เป็นศากยมุนี กว้างขวางเจริญแพร่หลายงอกงามดี บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว เป็นประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก ภิกษุหลายร้อยล้วนเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะมีจิตสงบระงับมั่นคงแวดล้อมเราอยู่ทุกเมื่อในกาลบัดนี้ ภิกษุเหล่าใด เป็นพระเสขะยังมิได้บรรลุอรหัตละภพมนุษย์ไป ภิกษุเหล่านั้น วิญญูชนตำหนิ ชนทั้งหลายผู้ชอบใจทางพระอริยเจ้า ยินดีในธรรมทุกเมื่อ มีปัญญารุ่งเรือง

ถึงจะยังท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร ก็จักตรัสรู้ได้ นครของเราชื่อกบิลพัสดุ์พระเจ้าสุทโธทนะเป็นโยมบิดาของเรา โยมมารดาบังเกิดเกล้าของเราเรียกพระนามว่า มายาเทวี เราครอบครองอาคารสถานอยู่ ๒๙ ปีมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อสุจันทะ โกกนุทะ และโกญจะ มีสนมนารีกำนัลในแปดหมื่นสี่พันนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม มเหสีของเรานามว่า ยโสธรา บุตรชายของเราชื่อว่าราหุลเราเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงออกผนวชด้วยอัสวราชยาน ได้บำเพ็ญเพียรประพฤติทุกกรกิริยาอยู่ ๖ ปี เราประกาศธรรมจักที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี

เราเป็นพระสัมพุทธเจ้าชื่อว่าโคดมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งปวง ภิกษุ ๒ รูป ชื่ออุปติสสะและโกลิตะเป็นอัครสาวกของเรา ภิกษุชื่ออานนทะ เป็นอุปัฏฐาก อยู่ในสำนักของเรา ภิกษุณีชื่อเขมาและอุบลวรรณาเป็นอัครสาวิกา จิตตคฤหบดีและหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวี เป็นอัครอุปัฏฐาก นันทมาดาและอุตราอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา เราบรรลุสัมโพธิญาณ-อันอุดม ที่ควงไม้อัสสัตถพฤกษ์ เรามีรัศมีซ่านออกด้านละวาทุกเมื่อสูงขึ้นไป ๑๖ ศอก บัดนี้ อายุของเราน้อย มี ๑๐๐ ปี ถึงเราจะดำรงอยู่เพียงนั้น ก็ช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากมาย เราตั้งคบเพลิงคือธรรมไว้สำหรับให้คนภายหลังได้ตรัสรู้ อีกไม่นานเลย แม้เรากับสงฆ์สาวกก็จักนิพพาน ณ ที่นี้แลเพราะสิ้นอาหาร เหมือนไฟสิ้นเชื้อ ฉะนั้น เรามีร่างกายเป็นเครื่องทรงคุณ คือ เดชอันไม่มีเทียบเคียง ยศ กำลังและฤทธิ์เหล่านี้ วิจิตด้วยลักษณะอันประเสริฐ๓๒ ประการ มีรัศมี ๖ ประการ สว่างไสวไปทั่วทิศน้อยใหญ่ ดุจพระอาทิตย์ ทุกอย่างจักหายไปหมดสิ้น สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอฉะนี้แล.

จบโคตมพุทธวงศ์ที่ ๒๕

พุทฺธปฺปกิณฺณกกณฺโฑ

พุทธปกิรณกกัณฑ์

ว่าด้วยเรื่องเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ พุทธปกิรณกกัณฑ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป จตุโร อาสุํ วินายกา

ตณฺหงฺกโร เมธงฺกโร อโถปิ สรณงฺกโร

ทีปงฺกโร จ สมฺพุทฺโธ เอกกปฺปมฺหิ เต ชินา ฯ

ทีปงฺกรสฺส อปเรน โกณฺฑญฺโญ ๑ นาม นายโก

เอโกว เอกกปฺปมฺหิ ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

ทีปงฺกรสฺส ภควโต โกณฺฑญฺญสฺส จ สตฺถุโน

เอเตสํ อนฺตรา กปฺปา คณนาโต อสงฺเขยฺยา ฯ

โกณฺฑญฺญสฺส อปเรน มงฺคโล นาม นายโก

เตสํปิ อนฺตรา กปฺปา คณนาโต อสงฺเขยฺยา ๒ ฯ

มงฺคโล จ สุมโน จ เรวโต โสภิโต มุนิ

เตปิ พุทฺธา เอกกปฺเป จกฺขุมนฺโต ปภงฺกรา ฯ

โสภิตสฺส อปเรน อโนมทสฺสี มหามุนิ ๓

เตสํปิ อนฺตรา กปฺปา คณนาโต อสงฺเขยฺยา ฯ

อโนมทสฺสี ปทุโม นารโท จาปิ นายโก

เตปิ พุทฺธา เอกกปฺเป ตมนฺตกรณา ๔ มุนี ฯ

นารทสฺส อปเรน ปทุมุตฺตโร นาม นายโก

เอกกปฺปมฺหิ อุปฺปนฺโน ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

นารทสฺส ภควโต ปทุมุตฺตรสฺส สตฺถุโน

เตสํปิ อนฺตรา กปฺปา คณนาโต อสงฺเขยฺยา ฯ

กปฺปสตสหสฺสมฺหิ เอโก อาสิ มหามุนิ

ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯ

ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ ทุเว อาสึสุ ๑ นายกา

สุเมโธ จ สุชาโต จ โอรโต ปทุมุตฺตโร ฯ

อฏฺฐารสกปฺปสเต ตโย อาสึสุ นายกา

ปิยทสฺสี อตฺถทสฺสี ธมฺมทสฺสี จ นายกา ฯ

โอรโต ๒ จ สุชาตสฺส สมฺพุทฺธา ทิปทุตฺตมา

เอกกปฺปมฺหิ สมฺพุทฺธา ๓ โลเก อปฺปฏิปุคฺคลา ฯ

จตุนวุเต อิโต กปฺเป เอโก อาสิ มหามุนิ

สิทฺธตฺโถ โส โลกวิทู สลฺลกฺขโต ๔ อนุตฺตโร ฯ

เทฺวนวุเต อิโต กปฺเป ทุเว อาสึสุ นายกา

ติสฺโส ปุสฺโส จ สมฺพุทฺโธ ๕ อสโม อปฺปฏิปุคฺคโล ฯ

เอกนวุเต อิโต กปฺเป วิปสฺสี โลกนายโก

โสปิ พุทฺโธ การุณิโก สตฺเต โมเจสิ พนฺธนา ฯ

เอกตฺตึเส อิโต กปฺเป ทุเว อาสึสุ นายกา

สิขี จ เวสฺสภู เจว อสมา อปฺปฏิปุคฺคลา ฯ

อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ตโย อาสึสุ นายกา

กุกฺกุสนฺโธ โกนาคมโน กสฺสโป จาปิ นายโก ฯ

อหเมตรหิ สมฺพุทฺโธ เมตฺเตยฺโย จาปิ เหสฺสติ

เอเตปิเม ปญฺจ พุทฺธา ธีรา โลกานุกมฺปกา ฯ

เอเตสํ ธมฺมราชูนํ อญฺเญสํ เนกโกฏินํ

อาจิกฺขิตฺวาน ตํ มคฺคํ นิพฺพุโต ๑ โส สสาวโกติ ฯ

พุทฺธปฺปกิณฺณกกณฺโฑ นิฏฺฐิโต ฯ

๑ ยุ. โกณฺฑญฺญสฺส นาม ฯ ๒ ม. อสงฺขิยา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๓ ม. ยุ. มหายโส ฯ ๔ ม. ยุ. ...การกา ฯ

๑ ม. อาสุํ วินายกา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ยุ. โอรโส ฯ ๓ ม. ... เต พุทฺธา ฯ

๔ ม. สลฺลกตฺโต ฯ ยุ. สลฺลคตฺโต ฯ ๕ ม. ยุ. ... สมฺพุทฺธา อสมา อปฺปฏิปุคฺคลา ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปอันประมาณมิได้แก่ภัทรกัปนี้ มีพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ๔ พระองค์ คือ พระตัณหังกรสัมพุทธเจ้า ๑พระเมธังกรสัมพุทธเจ้า ๑ พระสรณังกรสัมพุทธเจ้า ๑ และพระทีปังกรสัมพุทธเจ้า ๑ ท่านเหล่านั้นเสด็จอุบัติในกัปเดียวกัน ต่อจากที่พระทีปังกรสัมพุทธเจ้า พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโกณฑัญญะพระองค์เดียวเสด็จอุบัติกัปหนึ่ง ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากมาย ระหว่างพระผู้มีพระภาคทีปังกร และพระโกณฑัญญะบรมศาสดา เป็นอันตรกัป โดยจะคำนวณนับมิได้ ต่อจากพระโกณฑัญญะบรมศาสดา มีพระพุทธเจ้าพระนามว่ามังคละ แม้ระหว่างพระโกณฑัญญะและพระมังคละพุทธเจ้านั้น ก็เป็นอันตรกัป โดยจะคำนวณนับมิได้

พระพุทธเจ้าพระนามว่ามังคละ สุมนะ เรวตะ และโสภิตะ ผู้เป็นมุนี มีจักษุ มีพระรัศมีสว่างไสว แม้พระพุทธเจ้า ๔พระองค์นั้นก็เสด็จอุบัติขึ้นในกัปเดียว กันต่อจากพระโสภิตพุทธเจ้ามีพระมหามุนีพระนามว่าอโนมทัสสี แม้ระหว่างพระพุทธเจ้าพระนามว่าโสภิตะ และอโนมทัสสีนั้นก็เป็นอันตรกัป โดยจะคำนวณนับมิได้ พระพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ปทุมะ และนารทะ ผู้เป็นมุนีกระทำที่สุดความมืด ก็เสด็จอุบัติขึ้นในกัปเดียว ต่อจากพระนารทสัมพุทธเจ้า มีพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ เสด็จอุบัติในกัปหนึ่ง ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากมาย แม้ระหว่างพระผู้มีพระภาคนารทะและพระปทุมุตรศาสดานั้น ก็เป็นอันตรกัปโดยจะคำนวณนับมิได้ในแสนกัป

มีพระมหามุนีพระองค์เดียว คือพระปทุมุตระผู้รู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ในสามหมื่นกัปต่อจากพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ มีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์คือ พระสุเมธะและพระสุชาตะ ในพันแปดร้อยกัป (แต่กัปนี้) มีพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ คือ พระปิยทัสสี พระอัตถทัสสี และพระธรรมทัสสี ต่อจากพระสุชาตพุทธเจ้า พระสัมพุทธเจ้าผู้อุดมกว่าสัตว์ ผู้ไม่มีบุคคลเปรียบในโลก ๓ พระองค์นั้น เสด็จอุบัติในกัปเดียวกัน ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ มีพระมหามุนีพระองค์เดียวคือ พระสิทธัตถะ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ยอดเยี่ยมโดยมีบุญสิริ ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ มีพระสัมพุทธเจ้า ๒

พระองค์ คือพระติสสะและพระปุสสะ ผู้ไม่มีบุคคลเปรียบเสมอ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้มีพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ผู้มีพระกรุณาพระนามว่าวิปัสสีทรงเปลื้องสัตว์ทั้งหลายจากเครื่องผูก ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ มีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือพระสิขีและพระเวสสภู ผู้ไม่มีบุคคลเปรียบเสมอ ในภัทรกัปนี้ มีพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ คือ พระกุกกุสันธะ พระโกนาคมนะ และพระกัสสปะ บัดนี้เราเป็นพระสัมพุทธเจ้าและจักมีพระเมตไตรย์สัมพุทธเจ้า แม้พระพุทธเจ้า ๕พระองค์นี้ ก็เป็นนักปราชญ์ อนุเคราะห์โลก บรรดาพระพุทธเจ้าผู้เป็นธรรมราชาเหล่านี้ พระเมตไตรย์สัมพุทธเจ้าจักตรัสบอกมรรคานั้นแก่ผู้อื่นหลายโกฏิ แล้วจักเสด็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวกฉะนี้แล.

จบพุทธปกิรณกกัณฑ์.

ธาตุภาชนียกถา

ธาตุภาชนียกถา

ว่าด้วยการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ธาตุภาชนียกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

มหาโคตโม ชินวโร กุสินารมฺหิ นิพฺพุโต

ธาตุวิตฺถาริกํ อาสิ เตสุ เตสุ ปเทสโต ฯ

เอโก อชาตสตฺตุสฺส เอโก เวสาลิยา ปุเร

เอโก กปิลวตฺถุสฺมึ เอโก จ อลฺลกปฺปเก ฯ

เอโก จ รามคามมฺหิ เอโก จ เวฏฺฐทีปเก

เอโก ปาเวยฺยเก มลฺเล เอโก จ โกสินารเก ฯ

ตุมฺพสฺส ๒ ถูปํ กาเรสิ พฺราหฺมโณ โทณสวฺหโย

องฺคารถูปํ กาเรสุํ โมริยา ตุฏฺฐมานสา ฯ

อฏฺฐ สารีริกา ถูปา นวโม ตุมฺพเจติโย ๓

องฺคารถูโป ทสโม ตทาเยว ปติฏฺฐิโต ฯ

[๔]

เอกา ทาฐา ติทสปุเร เอกา นาคปุเร อหุ

เอกา คนฺธารวิสเย เอกา กาลิงฺคราชิโน ฯ

จตฺตาฬีสสมา ทนฺตา เกสา โลมา จ สพฺพโส

เทวา หรึสุ เอเกกํ จกฺกวาฬปรมฺปรา ฯ

วชิรายํ ภควโต ปตฺโต ทณฺโฑ จ จีวรํ

นิวาสนํ กุลฆเร ๑ ปจฺจตฺถรณํ สิลวฺหเย ๒ ฯ

ปาฏลีปุตฺตนคเร กรกํ กายพนฺธนํ

จมฺปายํ อุทกสาฏกา ๓ อุณฺณโลมญฺจ โกสเล ฯ

กาสาวกํ ๔ พฺรหฺมโลเก เวฐนํ ติทเส ปุเร

[ปาสาณเก ๕ ปทํ เสฏฺฐํ ยถาปิ กจฺฉตํ ปุรํ]

นิสีทนํ อวนฺตีสุ ๖ เทวรฏฺเฐ ๗ อตฺถรณํ ตทา ฯ

อรณิ จ มิถิลายํ วิเทเห ๘ ปริสาวนํ

วาสี สูจิฆรญฺจาปิ อินฺทปตฺถปุเร ๙ ตทา ฯ

ปริกฺขารา ๑๐ อวเสสา ชนปทนฺตเก ๑๑ ตทา

ปริภุตฺตานิ มุนินา มเหสฺสนฺติ มนุชา ตทา ฯ

ธาตุวิตฺถาริกํ อาสิ โคตมสฺส มเหสิโน

ปาณีนํ อนุกมฺปาย อหุ โปราณิกํ ตทาติ ฯ

ธาตุภาชนียกถา นิฏฺฐิตา ฯ

พุทฺธวํโส นิฏฺฐิโต ฯ

_______________

สุตฺตนฺตปิฏเก ขุทฺทกนิกายสฺส

จริยาปิฏกํ

สุตฺตนฺตปิฏเก ขุทฺทกนิกายสฺส

จริยาปิฏกํ

________

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

๑ ม. ยุ. นิพฺพุตา เต สสาวกาติ ฯ ๒ ม. ยุ. กุมฺภสฺส ฯ ๓ ม. ยุ. กุมฺภเจติโย ฯ

๔ ม. อุณฺหีสํ จตสฺโส ทาฐา ฯเปฯ สพฺพาเปตา ปติฏฺฐิตา ฯ

๑ ยุ. กุสฆเร ฯ ๒ ม. ยุ. กปิลฺหเย ฯ ๓ ม. จมฺปายุทกสาฏิยํ ฯ ยุ. จมฺปายํ

อุทกสาฏิกา ฯ ๔ ม. ยุ. กาสาวญฺจ พฺรหฺมโลเก ฯ ๕ ยุ. ปาสาณเก ปทํ เสฏฺฐํ

ยญฺจาปิ อจฺจุติ ปทํ ฯ ๖ ยุ. อวนฺติปุเร ฯ ๗ ม. ยุ. รฏฺเฐ ... ฯ

๘ ยุ. เวเทหิ ... ฯ ๙ ย. อินฺทรฏฺเฐ ฯ ๑๐ ยุ. ปริกฺขารํ อวเสสํ ฯ

๑๑ ม. ยุ. ชนปเท อปรนฺตเก ฯ

ฉบับหลวง

พระมหาโคดมชินเจ้าผู้ประเสริฐ เสด็จนิพพานที่นครกุสินาราพระธาตุของพระองค์ เรี่ยรายแผ่ไปในประเทศนั้นๆ พระธาตุทะนานหนึ่ง พระเจ้าอชาตศัตรูทรงนำไปไว้ในพระนครราชคฤห์ทะนานหนึ่งอยู่ในเมืองเวสาสี ทะนานหนึ่งอยู่ในนครกบิลพัสดุ์ทะนานหนึ่งอยู่ในอัลลากัปปนคร ทะนานหนึ่งอยู่ในรามคาบทะนานหนึ่งอยู่ในเวฏฐาทีปกนคร ทะนานหนึ่งอยู่ในเมืองปาวาของมัลลกษัตริย์ ทะนานหนึ่งอยู่ในเมืองกุสินารา โทณพราหมณ์ให้ช่างสร้างสถูป บรรลุทะนานทอง กษัตริย์โมริยะผู้มีหทัยยินดี รับสั่งให้สร้างสถูปบรรจุพระอังคาร พระสถูปบรรจุพระสารีริกธาตุ ๘ แห่งเป็น ๙ แห่ง ทั้งตุมพเจดีย์ รวมพระอังคารสถูปด้วยเป็น ๑๐ แห่งประดิษฐานอยู่แล้วในกาลนั้น

พระทาฐธาตุข้างหนึ่งอยู่ในดาวดึงสพิภพ ข้างหนึ่งอยู่ในนาคบุรี ข้างหนึ่งอยู่ในเมืองคันธารวิสัย ข้างหนึ่งอยู่ในเมืองกาลิงคราช พระทันตธาตุ ๔๐ พระเกศธาตุและพระโลมาทั้งหมด เทวดานำไปไว้ในจักรวาลหนึ่งๆ จักรวาลละอย่างบาตรไม้เท้าและจีวรของพระผู้มีพระภาค อยู่ในวชิรานครสงบอยู่ในกุลฆรนคร ผ้าปัจจัตถรณะอยู่ในสีหฬ ธมกรกและประคตเอว อยู่ในนครปาฏลิบุตร ผ้าอาบน้ำอยู่ในจำปานคร อุณณาโลมอยู่ในแคว้นโกศล ผ้ากาสาวพัสตร์อยู่ในพรหมโลก ผ้าโพกอยู่ในดาวดึงส์(รอยพระบาทอันประเสริฐที่หิน เหมือนมีอยู่ที่กัจฉตบุรี) ผ้านิสีทนะอยู่ในอวันตีชนบท ผ้าลาดอยู่ในดาวดึงส์ ไม้สีไฟอยู่ในมิถิลานครผ้ากรองน้ำอยู่ในวิเทหรัฐ มีดและกล่องเข็มอยู่ในอินทปัตถนคร ในกาลนั้น บริขารที่เหลือ อยู่ในชนบท ๓ แห่งในกาลนั้น หมู่มนุษย์ในกาลนั้นจักบูชาบริขารที่พระมุนีทรงบริโภค พระธาตุของพระโคดมผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง กระจายแผ่กว้างไป เพื่ออนุเคราะห์แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นของเก่าในกาลนั้น ฉะนี้แล.

จบธาตุภาชนียกถา.

จบพุทธวงศ์

จบ พุทธวงศ์