arnon.worldเข้าสู่ระบบ

ภัททิยวรรค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๑–๑๔๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕๕/๕๙ ในอปทานมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ปญฺจปญฺญาโส ภทฺทิยวคฺโค

ปฐมํ ลกุณฺฏกภทฺทิยตฺเถราปทานํ (๕๔๑)

ภัททิยวรรคที่ ๕๕

ลกุณฏกภัททิยเถราปทานที่ ๑

ว่าด้วยบุพจริยาของพระกุณฏกภัททิยเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค ลกุณฏกภัททิยเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู ๑

อิโต สตสหสฺสมฺหิ โลเก ๒ อุปฺปชฺชิ นายโก ๓ ฯ

ตทาหํ หํสวติยา เสฏฺฐิปุตฺโต มหทฺธโน

ชงฺฆวิหารํ วิจรํ สงฺฆารามํ อคญฺฉหํ ฯ

ตทา โส โลกปชฺโชโต ธมฺมํ เทเสสิ นายโก

มธุรสฺสรานํ ๔ ปวรํ สาวกํ อภิกิตฺตยิ ฯ

ตํ สุตฺวา มุทิโต หุตฺวา การํ กตฺวา มเหสิโน

วนฺทิตฺวา สตฺถุโน ปาเท ตํ ฐานํ อภิปตฺถยึ ฯ

ตทา พุทฺโธ วิยากาสิ สงฺฆมชฺเฌ วินายโก

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน ลจฺฉเสตํ มโนรถํ ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

ภทฺทิโย นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุ สาวโก ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

เทฺวนวุเต อิโต กปฺเป ผุสฺโส อุปฺปชฺชิ นายโก

ทุราสโท ทุปสโห สพฺพโลกุตฺตโม ชิโน ฯ

จรเณน จ สมฺปนฺโน พฺรหฺมา ๑ อุชุ ปตาปวา

หิเตสี สพฺพสตฺตานํ พหุํ โมเจสิ พนฺธนา ฯ

นนฺทารามวเร ๒ ตสฺส อโหสึ ปุสฺสโกกิโล

คนฺธกุฏิสมาสนฺเน อมฺพรุกฺเข วสามหํ ฯ

ตทา ปิณฺฑาย คจฺฉนฺตํ ทกฺขิเณยฺยํ ชินุตฺตมํ

ทิสฺวา จิตฺตํ ปสาเทตฺวา มญฺชุนา อภิกูชหํ ๓ ฯ

ราชุยฺยานํ ตทา คนฺตฺวา สุปกฺกํ กนกตฺตจํ

อมฺพปิณฺฑํ คเหตฺวาน สมฺพุทฺธสฺโสปนามยึ ฯ

ตทา เม จิตฺตมญฺญาย มหาการุณิโก ชิโน

อุปฏฺฐากสฺส หตฺถโต ปตฺตํ ปคฺคณฺหิ นายโก ฯ

อทาสึ ๔ หฏฺฐจิตฺโตหํ อมฺพปิณฺฑํ มหามุเน

ปตฺเต ปกฺขิปฺป ปกฺเขหิ ปญฺชลึ กตฺวาน มญฺชุนา ฯ

สเรน รชนีเยน สวนีเยน มญฺชุนา ๕

วสฺสนฺโต พุทฺธปูชตฺถํ นิทฺทํ ๖ คนฺตฺวา นิปชฺชหํ ฯ

ตทา มุทิตจิตฺตํ มํ พุทฺธเปมคตาสยํ

สกุณคฺฆิ อุปาคนฺตฺวา ฆาตยิ ทุฏฺฐมานโส ๗ ฯ

ตโต จุโตหํ ตุสิเต อนุโภตฺวา มหาสุขํ

มนุสฺสโยนิมาคญฺฉึ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา ฯ

อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส

กสฺสโป นาม โคตฺเตน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ

สาสนํ โชตยิตฺวา โส อภิภุยฺย กุติตฺถิเย

วินยิตฺวาน เวเนยฺเย นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ

นิพฺพุเต ตมฺหิ โลกคฺเค ปสนฺนา ชนตา พหู

ปูชนตฺถาย พุทฺธสฺส ถูปํ กุพฺพนฺติ สตฺถุโน ฯ

สตฺตโยชนิกํ ถูปํ สตฺตรตนภูสิตํ ๑

กาเรสฺสาม มเหสิสฺส อิจฺเจวํ มนฺตยนฺติ เต ฯ

กิกิโน กาสิราชสฺส ตทา เสนาย นายโก

หุตฺวาหํ อปฺปมาณสฺส ปมาณํ เจติเย วทึ ฯ

ตทา เต มม วาเกฺยน เจติยํ โยชนุคฺคตํ

อกํสุ นรธีรสฺส นานารตนภูสิตํ ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ ชาโต เสฏฺฐิกุเล อหํ

สาวตฺถิยํ ปุรวเร อิทฺเธ ผีเต มหทฺธเน ฯ

ปุรปฺปเวเส สุคตํ ทิสฺวา วิมฺหิตมานโส

ปพฺพชิตฺวาน น จิรํ อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ

เจติยสฺส ปมาณํ ยํ อกรึ เตน กมฺมุนา

ลกุณฺฏกสรีโรหํ ชาโต ปริพฺภวารโห ฯ

สเรน มธุเรนาหํ ปูเชตฺวา อิสิสตฺตมํ

มญฺชุสฺสราน ภิกฺขูนํ อคฺคตฺตํ อนุปาปุณึ ฯ

ผลทาเนน พุทฺธสฺส คุณานุสฺสรเณน จ

สามญฺญผลสมฺปนฺโน วิหรามิ อนาสโว ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ลกุณฺฏกภทฺทิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

ลกุณฺฏกภทฺทิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. สพฺพธมฺเมสุ จกฺขุมา ฯ ๒ ม. ยุ. กปฺเป ฯ ๓ ยุ. จกฺขุมา ฯ

๔ ม. ยุ. มญฺชุสฺสรานํ ฯ

๑ ม. ยุ. พฺรหา ฯ ๒ ม. นนฺทารามวเน ฯ ๓ ม. มญฺชุนาภินิกูชหํ ฯ ๔ ยุ.

ททามิ ฯ ๕ ม. วคฺคุนา ฯ ยุ. ธํสนา ฯ ๖ ม. นีฬํ ฯ ๗ ยุ. ทุฏฺฐมานสา ฯ

๑ ยุ. สตฺตรตนวิภูสิตํ ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้

จบธรรมทั้งปวง เป็นพระผู้นำได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ครั้งนั้น เราเป็นบุตรเศรษฐีมีทรัพย์มาก ในพระนครหงสวดี เที่ยวเดินพักผ่อนอยู่ได้ไปถึงสังฆาราม คราวนั้น พระผู้นำผู้ส่องโลกให้โชติช่วงพระองค์นั้น ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ได้ตรัสสรรเสริญพระสาวกผู้ประเสริฐกว่าภิกษุทั้งหลายที่มีเสียงไพเราะ เราได้สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้วก็ชอบใจ จึงได้ทำสักการะแก่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระศาสดาแล้ว ปรารถนาฐานันดรนั้น ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้นำชั้นพิเศษ ได้ตรัสพยากรณ์ในท่ามกลางพระสงฆ์ว่า ในอนาคตกาล ท่านจักได้ฐานันดรนี้สมดังมโนรถความปรารถนา ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เศรษฐีบุตรผู้นี้ จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าภัททิยะ เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าผุสสะเป็นผู้นำยากที่จะหาผู้เสมอ ยากที่จะข่มขี่ได้ สูงสุดกว่าโลกทั้งปวงได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว และพระพุทธองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยจรณะ เป็นผู้ประเสริฐเที่ยงตรง ทรงมีความเพียรเผากิเลส ทรงแสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ทรงเปลื้องสัตว์เป็นอันมากจากกิเลสเครื่องจองจำ เราเกิดเป็นนกดุเหว่าขาวในพระอารามอันน่าเพลิดเพลินเจริญใจ ของพระผุสสสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราอยู่ที่ต้นมะม่วงใกล้พระคันธกุฎี ครั้งนั้น เราเห็นพระพิชิตมารผู้สูงสุดเป็นพระทักขิไณยบุคคล เสด็จพระราชดำเนินไปบิณฑบาต จึงทำจิตให้เลื่อมใส แล้วร้องด้วยเสียงอันไพเราะ ครั้งนั้น เราบินไปสวนหลวงคาบผลมะม่วงที่สุกดีมีเปลือกเหมือนทองคำมาแล้วน้อมเข้าไปถวายแด่พระสัมพุทธเจ้า เวลานั้น พระพิชิตมารผู้ประกอบด้วยพระกรุณา ทรงทราบวารจิตของเรา จึงทรงรับบาตรจากมือของภิกษุผู้อุปัฏฐาก เรามีจิตร่าเริงถวายผลมะม่วงแด่พระมหามุนี เราใส่บาตรแล้วก็ประนมปีกร้องด้วยเสียงอันไพเราะ น่ายินดี เสนาะน่าฟัง เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า แล้วไปนอนหลับ ครั้งนั้น นกเหยี่ยวผู้มีใจชั่วช้าได้โฉบเอาเรา ผู้มีจิตเบิกบาน มีอัธยาศัยไปสู่ความรักต่อพระพุทธเจ้าไปฆ่าเสีย เราจุติจากอัตภาพนั้นไปเสวยมหันตสุขในสวรรค์ชั้นดุสิต แล้วมาสู่กำเนิดมนุษย์เพราะกรรมนั้นพาไป ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้มีพระนามตามพระโคตรว่ากัสสป เป็นเผ่าพันธุ์พรหมมีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วพระองค์ทรงยังพระศาสนาให้โชติช่วงครอบงำเดียรถีย์ผู้หลอกลวงทรงแนะนำเวไนยสัตว์พระองค์พร้อมทั้งพระสาวกปรินิพพานแล้วเมื่อพระพุทธองค์ผู้เลิศในโลกปรินิพพานแล้ว ประชุมชนเป็นอันมากที่เลื่อมใส จักทำพระสถูปของพระศาสดา เพื่อต้องการจะบูชาพระพุทธเจ้า เขาปรึกษากันอย่างนี้ว่า จักช่วยกันทำพระสถูปของพระศาสดาผู้แสวงหาพระคุณอันใหญ่ ให้สูงเจ็ดโยชน์ ประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ ครั้งนั้น เราเป็นจอมทัพของพระเจ้าแผ่นดินแคว้นกาสีพระนามว่ากิกี ได้พูดลดประมาณที่พระเจดีย์ของพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีประมาณเสีย ครั้งนั้น ชนเหล่านั้นได้ช่วยกันทำเจดีย์ของศาสดา ผู้มีพระปัญญากว่านรชน สูงโยชน์เดียว ประดับด้วยรัตนะนานาชนิด ตามถ้อยคำของเรา เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุลเศรษฐีอันมั่งคั่งสมบูรณ์ มีทรัพย์มากมาย ในพระนครสาวัตถีอันประเสริฐ เราได้เห็นพระสุคตเจ้าในเวลาเสด็จเข้าพระนครก็อัศจรรย์ใจ จึงบรรพชาไม่นานก็ได้บรรลุอรหัต เพราะกรรมคือการลดประมาณของพระเจดีย์เราได้ทำไว้ เราจึงมีร่างกายต่ำเตี้ย ควรจะเป็นร่างกายกลม เราบูชาพระพุทธเจ้าสูงสุดด้วยเสียงอันไพเราะ จึงได้ถึงความเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายที่มีเสียงไพเราะ เพราะการถวายผลไม้แด่พระพุทธเจ้าและเพราะการอนุสรณ์ถึงพระพุทธคุณ เราจึงสมบูรณ์ด้วยสามัญผลไม่มีอาสวะอยู่ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระลกุณฏกภัททิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ลกุณฏกภัททิยเถราปทาน.

ทุติยํ กงฺขาเรวตตฺเถราปทานํ (๕๔๒)

กังขาเรวตเถราปทานที่ ๒

ว่าด้วยบุพจริยาของพระกังขาเรวตเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค กังขาเรวตเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺเมสุ จกฺขุมา

อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ

สีหหนุ พฺรหฺมคิโร หํสทุนฺทุภิสาวโน ๑

นาควิกฺกนฺตคมโน จนฺทสูราทิกปฺปโภ ฯ

มหามติ มหาวีโร มหาฌายี มหาคติ ๒

มหาการุณิโก นาโถ มหาตมวิธํสโน ๓ ฯ

ส กทาจิ ติโลกคฺโค เวเนยฺยํ วินยํ พหุํ

ธมฺมํ เทเสติ สมฺพุทฺโธ สตฺตจิตฺตวิทู ๑ มุนิ ฯ

ฌายึ ฌานรตํ วีรํ อุปสนฺตํ อนาวิลํ

วณฺณยนฺโต ปริสติ โตเสติ ชนตํ ชิโน ฯ

ตทาหํ หํสวติยา พฺราหฺมโณ เวทปารคู

ธมฺมํ สุตฺวาน มุทิโต ตํ ฐานํ อภิปตฺถยึ ฯ

ตทา ชิโน วิยากาสิ สงฺฆมชฺเฌ วินายโก

มุทิโต โหหิ ตฺวํ พฺรเหฺม ลจฺฉเสตํ มโนรถํ ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

เรวโต นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุ สาวโก ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ ชาโตหํ โกลิเย ปุเร

ขตฺติเย กุลสมฺปนฺเน อิทฺเธ ผีเต มหทฺธเน ฯ

ยทา กปิลวตฺถุสฺมึ พุทฺโธ ธมฺมํ อเทสยิ

ตทา ปสนฺโน สุคเต ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ

กงฺขา เม พหุลา อาสิ กปฺปากปฺเป ตหึ ตหึ

ตํ สพฺพํ วินยิ พุทฺโธ เทเสตฺวา ธมฺมมุตฺตมํ ฯ

ตโตหํ ติณฺณสํสาโร ตทา ๑ ฌานสุเข รโต

วิหรามิ ตทา พุทฺโธ มํ ทิสฺวา เอตทพฺรวิ ฯ

ยากาจิ กงฺขา อิธ วา หุรํ วา

สกเวทิยา วา ปรเวทิยา วา

(๒) ฌายิโน ตา ปชหนฺติ สพฺพา

อาตาปิโน พฺรหฺมจริยํ จรนฺตา ฯ

สตสหสฺเส กตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ

สมุตฺโต สรเวโคว กิเลเส ฌาปยึ มม ฯ

ตโต มํ ๓ ฌานนิรตํ ทิสฺวา โลกนฺตคู มุนิ

ฌายีนํ ภิกฺขูนํ อคฺโค ปญฺญาเปสิ มหามติ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา กงฺขาเรวโต เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

กงฺขาเรวตตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ สี. หํสทุนฺทุภินิสฺสโร ฯ ม. สหํทุนฺทุภินิสฺสโน ฯ ยุ. หํสทุนฺทรภินิสฺสวโน ฯ

๒ ม. มหาพโล ฯ ยุ. มหาหิโต ฯ ๓ ม. มหาตมปนูทโน ฯ ยุ. มหาตมวิสูทโน ฯ

๑ ม. ยุ. สตฺตาสยวิทู ฯ

๑ ม. สทา ฯ ๒ ม. เย ฯ ๓ ม. ตโต ฌานรตํ ทิสฺวา พุทฺโธ โลกนฺตคู มุนิ ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ผู้มีพระจักษุในธรรมทั้งปวงเป็นพระผู้นำ มีพระหนุเหมือนราชสีห์พระดำรัสเหมือนพรหม พระสุระเสียงคล้ายหงส์และกลองใหญ่เสด็จดำเนินดุจช้าง มีพระรัศมีประหนึ่งรัศมีของจันทเทพบุตรเป็นต้น มีพระปรีชาใหญ่ มีความเพียรมาก มีความเพ่งพินิจมาก มีคติใหญ่ ประกอบด้วยพระมหากรุณาเป็นที่พึ่งสัตว์ กำจัดความมืดใหญ่ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วคราวหนึ่ง พระสัมพุทธเจ้าผู้เลิศกว่าไตรโลก เป็นมุนี ทรงรู้จักวารจิตของสัตว์ พระองค์นั้น ทรงแนะนำเวไนยสัตว์เป็นอันมาก ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอยู่ พระพิชิตมารตรัสสรรเสริญภิกษุผู้มีปกติเพ่งพินิจ ยินดีในฌาน มีความเพียรสงบระงับ ไม่ขุ่นมัวในท่ามกลางบริษัท ทรงทำให้ประชาชนยินดีครั้งนั้น

เราเป็นพราหมณ์เรียนจบไตรเพท อยู่ในพระนครหงสวดีได้สดับพระธรรมเทศนาก็ชอบใจ จึงปรารถนาฐานันดรนั้น ครั้งนั้นพระพิชิตมารผู้เป็นพระผู้นำชั้นพิเศษ ได้ตรัสพยากรณ์ในท่ามกลางสงฆ์ว่าจงดีใจเถิดพราหมณ์ ท่านจักได้ฐานันดรนี้สมดังมโนรถความปรารถนาในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดมซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านจักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิตเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าเรวตะ เพราะกรรมที่ทำไว้ดีและเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุลกษัตริย์อันมั่งคั่งสมบูรณ์

มีทรัพย์มากมาย ในโกลิยนคร ในคราวที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาในพระนครกบิลพัสดุ์ เราเลื่อมใสในพระสุคตเจ้า จึงออกบวชเป็นบรรพชิต ความสงสัยของเราในสิ่งที่เป็นกัปปิยะและอกัปปิยะนั้นๆ มีมากมาย พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมอันอุดม แนะนำข้อสงสัยทั้งปวงนั้น ต่อแต่นั้นเราก็ข้ามพ้นสงสารได้ เป็นผู้ยินดีด้วยความสุขในฌานอยู่ ในครั้งนั้นพระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นเรา จึงได้ตรัสพระพุทธภาษิตว่าความสงสัยในโลกนี้หรือโลกอื่น ในความรู้ของตนหรือในความรู้ของผู้อื่นอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น อันบุคคลผู้มีปกติเพ่งพินิจ มีความเพียรเผากิเลส ประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมละได้ทั้งสิ้น

กรรมที่ทำไว้ในกัปที่แสน ได้แสดงผลแก่เราแล้วในอัตภาพนี้ เราพ้นกิเลสแล้วเหมือนลูกศรพ้นจากแล่ง ได้เผากิเลสของเราเสียแล้วลำดับนั้น พระมุนีผู้มีปรีชาใหญ่ เสด็จถึงที่สุดของโลก ทรงเห็นว่าเรายินดีในฌาน จึงทรงแต่งตั้งว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่ได้ฌาน เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระกังขาเรวตเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ กังขาเรวตเถราปทาน.

ตติยํ สีวลิตฺเถราปทานํ (๕๔๓)

สีวลีเถราปทานที่ ๓

ว่าด้วยบุพจริยาของพระสีวลีเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค สีวลีเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺเมสุ จกฺขุมา

อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ

สีลนฺตสฺส อสงฺเขยฺยํ สมาธิ วชิรูปโม

อสงฺเขยฺยํ ญาณวรํ วิมุตฺติ จ อโนปมา ฯ

มนุชามรุนาคานํ ๑ พฺรหฺมานญฺจ สมาคเม

สมณพฺราหฺมณากิณฺเณ ธมฺมํ เทเสสิ นายโก ฯ

สสาวกํ มหาลาภึ ปุญฺญวนฺตํ ชุตินฺธรํ

ฐเปสิ เอตทคฺคมฺหิ ปริสาสุ วิสารโท ฯ

ตทาหํ ขตฺติโย อาสึ นคเร หํสสวฺหเย

สุตฺวา ชินสฺส ตํ วากฺยํ สาวกสฺส คุณํ พหุํ ฯ

นิมนฺตยิตฺวา สตฺตาหํ โภชยิตฺวา สสาวกํ

มหาทานํ ททิตฺวาน ตํ ฐานํ อภิปตฺถยึ ฯ

ตทา มํ วินตํ ปาเท ทิสฺวาน ปุริสาสโภ

สเรน มหตา ธีโร อิมํ วจนมพฺรวิ ฯ

ตโต ชินสฺส วจนํ โสตุกามา มหาชนา

เทวตา อถ คนฺธพฺพา ๒ พฺรหฺมาโน ๓ จ มหิทฺธิกา ฯ

สมณพฺราหฺมณา เจว นมสฺสึสุ กตญฺชลี

นโม เต ปุริสาชญฺญ นโม เต ปุริสุตฺตม ฯ

ขตฺติเยน มหาทานํ ทินฺนํ สตฺตาหกาธิกํ ๑

โสตุกามา ผลํ ตสฺส พฺยากโรหิ มหามุนิ ฯ

ตโต อโวจ ภควา สุณาถ มม ภาสิตํ

อปฺปเมยฺยมฺหิ พุทฺธมฺหิ สสงฺฆมฺหิ ปติฏฺฐิตา ๒ ฯ

ทกฺขิณาทาย ๓ โก วตฺตา อปฺปเมยฺยผลา หิ สา

อปิเจส มหาโภโค ฐานํ ปตฺเถติ อุตฺตมํ ฯ

ลาภี วิปุลลาภานํ ยถา ภิกฺขุ สุทสฺสโน

ตถาหมฺปิ ภเวยฺยนฺติ ลจฺฉเสตํ อนาคเต ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

สีวลี นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

เอกนวุเต อิโต กปฺเป วิปสฺสี โลกนายโก

อุปฺปชฺชิ จารุนยโน ๔ สพฺพธมฺมวิปสฺสโก ฯ

ตทาหํ พนฺธุมติยา กุลสฺสญฺญตรสฺส จ

ทยิโต วุฏฺฐิโต ๕ เจว อาสึ กมฺมนฺตพฺยาวโฏ ๖ ฯ

ตทา อญฺญตโร ปุคฺโค ๗ วิปสฺสิสฺส มเหสิโน

ปริเวณํ ๘ อกาเรสิ มหนฺตมิติ วิสฺสุตํ

นิฏฺฐิเต จ มหาทานํ ททุํ ขชฺชกสญฺญุตํ

นวํ ทธึ มธุญฺเจว วิจินํ เนว อทฺทสุํ ฯ

ตทาหนฺตํ ๑ คเหตฺวาน นวทธึ มธุมฺปิจ

กมฺมสามิฆรํ คจฺฉึ ตเมสนฺตา ๒ มมทฺทสุํ ฯ

สหสฺสมปิ ทตฺวาน นาลภิตฺถ ๓ สตทฺวยํ

ตโตหเมว จินฺเตสึ เนตํ เหสฺสติ โอรกํ ฯ

ยถา อิเม ชนา สพฺเพ สกฺกโรนฺติ ตถาคตํ

อหมฺปิ การํ กริสฺสามิ สสงฺเฆ โลกนายเก ฯ

ตทาหเมว เนตฺวาน ๔ ทธึ มธุญฺจ เอกโต

มทฺทิตฺวา โลกนาถสฺส สสงฺฆสฺส อทาสหํ ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

ปุนาหํ พาราณสิยํ ราชา หุตฺวา มหายโส

สตฺตุกสฺส ตทา ทุฏฺโฐ ๕ ทฺวารโรธํ อการยึ ฯ

ตทา ตปสฺสิโน รุทฺธา เอกาหํ รกฺขิตา อหุํ

ตโต ตสฺส วิปาเกน ปาปิฏฺฐํ ๖ นิรยํ ภุสํ ฯ

ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ ชาโตหํ โลกิเย ปุเร

สุปฺปวาสาว ๗ เม มาตา มหาลิลิจฺฉวิ เม ปิตา ฯ

ขตฺติเย ปุญฺญกมฺเมน ทฺวารโรธสฺส วาหสา

สตฺตวสฺสานิ นิวสึ มาตุกุจฺฉิมฺหิ ทุกฺขิโต ฯ

สตฺตาหํ ทฺวารมุโฬฺหหํ มหาทุกฺขสมปฺปิโต

มาตา เม ฉนฺททาเนน เอวํ อาสิ สุทุกฺขิตา ฯ

สุวตฺถิโตหํ นิกฺขนฺโต พุทฺเธน อนุกมฺปิโต

นิกฺขนฺตทิวเสเยว ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ

อุปชฺฌาโย สารีปุตฺโต เม โมคฺคลฺลาโน มหิทฺธิโก

เกเส โอโรปยนฺโต เม อนุสาสิ มหามติ ฯ

เกเสสุ ฉิชฺชมาเนสุ อรหตฺตํ อปาปุณึ

เทวา นาคา มนุสฺสา จ ปจฺจเย อุปเนนฺติ เม ฯ

ปทุมุตฺตรนามญฺจ วิปสฺสิญฺจ วินายกํ

ยํ ปูชยึ ปมุทิโต ปจฺจเยหิ วิเสสโต ฯ

ตโต เตสํ วิเสเสน กมฺมานํ วิปุลุตฺตมํ

ลาภํ ลภามิ สพฺพตฺถ วเน คาเม ชเล ถเล ฯ

เรวตํ ทสฺสนตฺถาย ยทา ยาติ วินายโก

ตึสภิกฺขุสหสฺเสหิ สห โลกคฺคนายโก ฯ

ตทา เทโวปนีเตหิ มมตฺถาย มหามติ

ปจฺจเยหิ มหาวีโร สสงฺโฆ โลกนายโก ฯ

อุปฏฺฐิโต มยา พุทฺโธ คนฺตฺวา เรวตมทฺทส

ตโต เชตวนํ คนฺตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ

ลาภีนํ สีวลี อคฺโค มม สิสฺเสสุ ภิกฺขโว

สพฺพโลกหิโต สตฺถา กิตฺตยิ ปริสาสุ มํ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สีวลี เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

สีวลิตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. มนุชามรนาคานํ ฯ ๒ ม. ยุ. เทวทานวคนฺธพฺพา ฯ ๓ ยุ. พฺรหฺมุนา ฯ

๑ ม. สตฺตาหิกมฺปิ โว ฯ ยุ. สตตาหิกํ วิโภ ฯ ๒ ยุ. สงฺฆมฺหิ สุปฺปติฏฺฐิตา ฯ

๓ ม. ทกฺขิณา ตาย ฯ ๔ ม. จารุทสฺสโน ฯ ๕ ม. ปสฺสิโต ฯ ยุ. ปตฺถิโต ฯ

๖ ม. กมฺมนฺตวาวโฏ ฯ ๗ ม. ยุ. ปูโค ฯ ๘ ม. ปริเวสํ ฯ

๑ ยุ. ตทาภตฺตํ ฯ ๒ ยุ. ตเมสนฺตํ ตมทฺทสุํ ฯ ๓ ม. นาลภึสุ จ ตํทฺวยํ ฯ

๔ ม. ยุ. ตทาหเมวํ จินฺเตตฺวา ฯ ๕ ยุ. พุทฺโธ ฯ ๖ ม. ปาปตึ ฯ ยุ. ปาปตฺตํ ฯ

๗ ม. ยุ. จ ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง เป็นผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ศีลของพระองค์ใครๆ ก็คำนวณไม่ได้ สมาธิของพระองค์เปรียบด้วยแก้ววิเชียรฌานอันประเสริฐของพระองค์ใครๆ ก็นับไม่ได้ และวิมุติของพระองค์หาอะไรเปรียบมิได้ พระนายกเจ้าทรงแสดงธรรมในสมาคมมนุษย์ เทวดา นาคและพรหม ซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยสมณะและพราหมณ์ พระพุทธองค์ผู้แกล้วกล้าในบริษัท ทรงตั้งสาวกของพระองค์ผู้มีลาภมาก มีบุญ ทรงซึ่งฤทธิ์อันรุ่งเรืองไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ครั้งนั้น

เราเป็นกษัตริย์ในพระนครหงสวดี ได้ยินพระพิชิตมารตรัสถึงคุณเป็นอันมากของพระสาวก ดังนั้น จึงได้นิมนต์พระชินสีห์พร้อมทั้งพระสาวก ให้เสวยและฉันถึง ๗ วัน ครั้นถวายมหาทานแล้วก็ได้ปรารถนาฐานันดรนั้น พระธีรเจ้าผู้ประเสริฐกว่าบุรุษ ทอดพระเนตรเห็นเราหมอบอยู่แทบพระบาทในคราวนั้นจึงได้ตรัสพระดำรัสด้วยพระสุรเสียงอันดัง ลำดับนั้น มหาชนทวยเทพ คนธรรพ์ พรหมผู้มีฤทธิ์มากและสมณพราหมณ์ ผู้ใคร่จะฟังพระพุทธพจน์ต่างประณตน้อมถวายนมัสการทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษผู้เป็นอาชาไนย ข้าพระองค์ทั้งหลายขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอนอบน้อมแด่พระองค์ พระมหากษัตริย์ได้ถวายทานกว่า ๗ วันข้าพระองค์ทั้งหลายประสงค์จะฟังผลของมหาทานนั้น

ข้าแต่พระมหามุนี ขอได้ทรงโปรดพยากรณ์เถิด ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงคอยสดับภาษิตของเรา ทักษิณาที่ตั้งไว้ในพระพุทธเจ้าผู้มีคุณหาประมาณมิได้พร้อมทั้งพระสงฆ์ ใครเล่าจะเป็นผู้ถือเอามากล่าว เพราะทักษิณานั้นมีผลหาประมาณมิได้ อีกประการหนึ่ง กษัตริย์ผู้มีโภคะมากนี้ ทรงปรารถนาฐานันดรอันอุดมว่า ถึงเราก็พึงเป็นผู้ได้ลาภมาก เหมือนภิกษุชื่อสุทัสสนะฉะนั้นเถิด มหาบพิตรจักได้ฐานันดรนี้ในอนาคต ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ไปพระศาสดามีพระนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์ของพระโอกกากราชจักทรงอุบัติขึ้นในโลก กษัตริย์องค์นี้จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต

จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าสีวลี เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้วและเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระโลกนายกพระนามว่าวิปัสสีผู้มีพระเนตรงดงาม ทรงเห็นแจ้งธรรมทั้งปวง ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วครั้งนั้น เราเป็นคนโปรดปรานของสกุลหนึ่งในพระนครพันธุมวดีและเป็นคนที่หมั่นขยันขวนขวายในกิจการงาน

ครั้งนั้น พระราชาพระองค์หนึ่งตรัสสั่งให้นายช่างสร้างพระอาราม ซึ่งปรากฏว่าใหญ่โต ถวายสมเด็จพระวิปัสสีผู้แสวงหาประโยชน์ใหญ่ เมื่อการสร้างพระอารามสำเร็จแล้ว ชนทั้งหลายได้ถวายมหาทานซึ่งเข้าใจว่าของเคี้ยว ชนทั้งหลายค้นคว้าหานมส้มและน้ำผึ้งไม่ได้ เวลานั้น เราถือนมส้มใหม่และน้ำผึ้งไปเรือนของนายงาน ชนทั้งหลายที่แสวงหานมส้มใหม่และน้ำผึ้งพบเราเข้า ทั้งสองสิ่งเขาได้ให้ราคาตั้งพันกหาปณะก็ยังไม่ได้ไป ครั้งนั้น เราคิดว่าของสองสิ่งนี้เราไม่มีกะใจที่จะขายมัน ชนเหล่านี้ทั้งหมดสักการะพระตถาคต ฉันใด แม้เราก็จะทำสักการะในพระผู้นำโลกกับพระสงฆ์ ฉันนั้นเหมือนกัน

ครั้งนั้นเราได้นำเอาไปแล้ว ขยำนมส้มกับน้ำผึ้งเข้าด้วยกันแล้วถวายแด่พระโลกนาถพร้อมทั้งพระสงฆ์ เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ต่อมา เราได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินผู้มียศใหญ่ในพระนครพาราณสีในครั้งนั้น เราเคืองศัตรูจึงสั่งให้ทหารทำการล้อมประตูเมืองของศัตรูไว้ ประตูที่ถูกล้อมของพระราชาผู้มีเดชรักษาไว้ได้เพียงวันเดียวเพราะผลของกรรมนั้น เราจึงต้องตกนรกอันร้ายกาจที่สุด และในภพสุดท้าย ในบัดนี้ เราเกิดในโกลิยบุรี พระชนนีของเราพระนามว่าสุปปวาสา พระชนกของเราพระนามว่ามหาลิลิจฉวี เราเกิดในราชวงศ์ก็เพราะบุญกรรม เพราะการล้อมประตูเมืองให้ผล

เราจึงต้องประสบทุกข์อยู่ในพระครรภ์ของพระมารดาถึง ๗ ปี เราต้องหลงทวารอยู่อีก ๗ วัน เพียบพร้อมไปด้วยมหันตทุกข์ พระมารดาของเราต้องประสบทุกข์ด้วยเช่นนี้ ก็เพราะฉันทะในการล้อมประตูเมืองเราอันพระพุทธเจ้าทรงอนุเคราะห์ จึงออกจากพระครรภ์พระมารดาโดยสวัสดี เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ในวันที่เราคลอดออกมานั่นเอง ท่านพระสารีบุตรเถระเป็นอุปัชฌาย์ของเรา พระโมคคัลลาน-เถระผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ มีปรีชามาก เมื่อปลงผมให้ ได้อนุศาสน์พร่ำสอนเรา

เราได้บรรลุอรหัตเมื่อกำลังปลงผมอยู่ ทวยเทพ นาคและมนุษย์ต่างก็น้อมนำปัจจัยเข้ามาถวายเรา เพราะเศษของกรรมที่เราเป็นผู้เบิกบาน บูชาพระผู้นำชั้นพิเศษ พระนามว่าปทุมุตระและพระนามว่าวิปัสสี ด้วยปัจจัยทั้งหลายโดยพิเศษ เราจึงได้ลาภอันอุดมไพบูลย์ทุกแห่งหน คือ ในป่า ในบ้าน ในน้ำ บนบก ในคราวที่พระผู้มีภาคผู้นำโลกชั้นเลิศพร้อมด้วยภิกษุสามหมื่นรูป เสด็จไปเยี่ยมท่านพระเรวตะ พระพุทธเจ้าผู้มีพระปรีชาใหญ่ มีความเพียรมาก เป็นนายกของโลก พร้อมด้วยพระสงฆ์ เป็นผู้อันเราบำรุงด้วยปัจจัยที่เทวดานำเข้ามาถวายเรา ได้เสด็จไปเยี่ยมท่านเรวตะแล้ว ภายหลังเสด็จกลับมายังพระเชตวันมหาวิหารแล้ว จึงทรงแต่งตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ พระศาสดาผู้ทรงประพฤติประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ได้ตรัสสรรเสริญเราในท่ามกลางบริษัทว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายในบรรดาสาวกของเรา ภิกษุสีวลีเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่มีลาภมาก เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระสีวลีเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ สีวลีเถราปทาน.

จตุตฺถํ วงฺคีสตฺเถราปทานํ (๕๔๔)

วังคีสเถราปทานที่ ๔

ว่าด้วยบุพจริยาของพระวังคีสเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค วังคีสเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺเมสุ จกฺขุมา

อิโต สตสหสฺสสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ

ยถาปิ สาคเร อุมฺมิ ๑ คคเน วิย ตารกา

เอวํ ปาวจนํ ตสฺส อรหนฺเตหิ จิตฺติตํ ฯ

สเทวาสูรนาเคหิ มนุเชหิ ปุรกฺขโต

สมณพฺราหฺมณากิณฺเณ ชนมชฺเฌ ชินุตฺตโม ฯ

ปภาหิ อนุรญฺชนฺโต โลเก โลกนฺตคู ชิโน

วจเนน วิโพเธนฺโต เวเนยฺยปทุมานิ โส ฯ

เวสารชฺเชหิ สมฺปนฺโน จตูหิ ปุริสุตฺตโม

ปหีนภยสารชฺโช เขมปฺปตฺโต วิสารโท ฯ

อาสภํ ปวรํ ฐานํ พุทฺธภูมิญฺจ เกวลํ

ปฏิชานาติ โลกคฺโค นตฺถิ สญฺโจทโก กฺวจิ ฯ

สีหนาทมสมฺภีตํ นทโต ตสฺส ตาทิโน

เทโว นโร วา พฺรหฺมา วา ปฏิวตฺตา น วิชฺชติ ฯ

เทเสนฺโต ปวรํ ธมฺมํ สนฺตาเรนฺโต สเทวกํ

ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ปริสาสุ วิสารโท ฯ

ปฏิภาณวตํ อคฺคํ สาวกํ สาธุสมฺมตํ

คุณํ พหุํ ปกิตฺเตตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสิ ตํ ฯ

ตทาหํ หํสวติยา พฺราหฺมโณ สาธุสมฺมโต

สพฺพเวทวิทู ชาโต วงฺคีโส ๑ วาทิสูทโน ฯ

อุเปจฺจ ตํ มหาวีรํ สุตฺวา ตํ ธมฺมเทสนํ

ปีติวรํ ปฏิลภึ สาวกสฺส คุเณ รโต ฯ

นิมนฺตยิตฺวา สุคตํ สสงฺฆํ โลกนนฺทนํ

สตฺตาหํ โภชยิตฺวาหํ ทุสฺเสหิ ฉาทยึ ตทา ฯ

นิปจฺจ สิรสา ปาเท กโตกาโส กตญฺชลี

เอกมนฺตํ ฐิโต หฏฺโฐ สนฺถวึ ชินมุตฺตมํ ฯ

นโม เต วาทิสูทน ๒ นโม เต อิสิสตฺตม ๓

นโม เต สพฺพโลกคฺค นโม เต อภยํกร ฯ

นโม เต มารมถน นโม เต ทิฏฺฐิสูทน

นโม เต สนฺติสุขท นโม เต สรณํกร ๔ ฯ

อนาถานํ ภวํ นาโถ ภีตานํ อภยปฺปโท

วิสฺสาสํ ๑ ภูมิสนฺตานํ สรณํ สรเณสินํ ฯ

เอวมาทีหิ สมฺพุทฺธํ สนฺถวิตฺวา มหาคุณํ

อโวจํ วาทิสูรสฺส ๒ คตึ ปปฺโปมิ ภิกฺขุโน ฯ

ตทา อโวจ ภควา อนนฺตปฏิภาณวา

โย โส พุทฺธํ อโภเชสิ ๓ สตฺตาหํ สหสาวกํ ฯ

คุณญฺจ เม ปกิตฺเตสิ ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ

เอโส ปตฺถยเต ฐานํ วาทิสูรสฺส ๔ ภิกฺขุโน ฯ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน ลจฺฉเสตํ มโนรถํ

เทวมนุสฺสสมฺปตฺตึ อนุโภตฺวา อนปฺปกํ ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

วงฺคีโส นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ

ตํ สุตฺวา มุทิโต หุตฺวา ยาวชีวํ ตทา ชินํ

ปจฺจเยหิ อุปฏฺฐาสึ เมตฺตจิตฺโต ตถาคตํ ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ ๕ อคญฺฉหํ ฯ

ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ ปริพฺพาชกุเล ๖ อหํ

ปจฺฉา ชาโต ยทา อาสึ ชาติยา สตฺตวสฺสิโก ฯ

สพฺพเวทวิทู ชาโต วาทสตฺถวิสารโท

วคฺคุสฺสโร ๑ จิตฺตกถี ปรวาทปฺปมทฺทโน ฯ

วงฺเค ชาโตติ วงฺคีโส วจเน อิสฺสโรติ วา

วงฺคีโส อิติ เม นามํ อคฺคมฺปิ ๒ โลกสมฺมตํ ฯ

ยทาหํ วิญฺญุตํ ปตฺโต ฐิโต ปฐมโยพฺพเน

ตทา ราชคเห รมฺเม สารีปุตฺตญฺจ อทฺทสํ ๓ ฯ

ปญฺจวีสติมํ ภาณวารํ ฯ

ปิณฺฑาย วิจรนฺตํ ตํ ปตฺตปาณึ สุสํวุตํ

อโลลกฺขึ มิตภาณึ ยุคมตฺตํ อุทิกฺขตํ ๔ ฯ

ตํ ทิสฺวา วิมฺหิโต หุตฺวา อโวจมนนุจฺฉวํ

กณิการํว นิจิตํ จิตฺตํ คาถาปทํ อหํ ฯ

อาจิกฺขิ โส เม สตฺถารํ สมฺพุทฺธํ โลกนายกํ

ตทา โส ปณฺฑิโต ธีโร อุตฺตรํ สมโวจ เม ฯ

วิราคสหิตํ วากฺยํ กตฺวา ทุทฺทสมุตฺตมํ

วิจิตฺตปฏิภาเณหิ โตสิโต เตน ตาทินา ฯ

นิปจฺจ สิรสา ปาเท ปพฺพาเชหีติ ๕ อพฺรวึ

ตโต มํ ส มหปฺปญฺโญ พุทฺธเสฏฺฐมุปานยิ ฯ

นิปจฺจ สิรสา ปาเท นิสีทึ สตฺถุ สนฺติเก

มมาห วทตํ เสฏฺโฐ สจฺจํ วงฺคีส กจฺจิ ๖ เต ฯ

[๑]

มตํ ๒ สีสํว วิทิตํ สุคติทุคฺคติมตํ

ตุยฺหํ วิชฺชาวิเสเสน สเจ สกฺโกสิ วาจย ฯ

อาโมติ ๓ เม ปฏิญฺญาเต ตีณิ สีสานิ ทสฺสยิ

อโถ นิรยเทเวสุ ๔ อุปปนฺเน อวาจยึ ฯ

ตทา ขีณาสวสฺเสว ๕ สีสํ ทสฺเสสิ นายโก

ตโตหํ วิหตารมฺโภ ปพฺพชฺชํ สมยาจิสํ ฯ

ปพฺพชิตฺวาน สุคตํ สนฺถวามิ ยหึ ๖ ตหึ

ตโต มํ กวิจิตฺโตติ ๗ อุชฺฌายนฺติ หิ ภิกฺขโว ฯ

ตโต วีมํสนตฺถํ เม อาห พุทฺโธ วินายโก

ตกฺกิตานํ ๘ อิมา คาถา ฐานโส ปฏิภนฺติ วา ๙ ฯ

น กพฺยจิตฺโตหํ ๑๐ วีร ฐานโส ปฏิภนฺติ เม

เตนหิ ทานิ วงฺคีส ฐานโส สนฺถวาหิ มํ ฯ

ตทาหํ สนฺถวึ ธีรํ คาถาหิ อิสิสตฺตมํ

โส ๑๑ ฐานโส ตทา ตุฏฺโฐ ชิโน อคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ

ปฏิภาเณน จิตฺเตน อญฺเญสมติมญฺญหํ

เปสโล ๑๒ เตน สํวิคฺโค อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ

ปฏิภาณวตํ อคฺโค อญฺโญ โกจิ น วิชฺชติ

ยถายํ ภิกฺขุ วงฺคีโส เอวํ ธาเรถ ภิกฺขโว ฯ

สตสหสฺเส กตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ

สุมุตฺโต สรเวโคว กิเลสา ๑๓ ฌาปิตา มม ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา วงฺคีโส เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

วงฺคีสตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑. ม. ยุ. อูมิ ฯ

๑ ม. ยุ. วาคีโส ฯ ๒ ม. วาทิมทฺทน ฯ ยุ. วาลิสทฺทูร ฯ ๓ ยุ. อิสิสุตฺตม ฯ

๔ ยุ. สรณนฺตค ฯ

๑ ม. วิสฺสามภูมิ สนฺตานํ ฯ ยุ. วิสฺสานภูมิสนฺตานํ ฯ ๒-๔ ม. วาทิสูทสฺส ฯ

๓ ยุ. อปูเชสิ ฯ ๕ ม. ยุ. ตุสิตํ ฯ ๖ ม. ชาโต วิปฺปกุเล อหํ ฯ

๑ ม. วาทิสฺสโร ฯ ๒ ม. ยุ. อภวี ฯ ๓ ม. สารีปุตฺตมหทฺทสํ ฯ

ยุ. สารีปุตฺตมถทฺทสํ ฯ ๔ ม. นิทกฺขิตํ ฯ ยุ. นิริกฺขิตํ ฯ ๕ ม. ปพฺพาเชหีติมํ

พฺรวิ ฯ ยุ. ...หีติ จ พฺรวึ ฯ ๖ ม. กจฺจิ วํคีส ชานาสิ ฯ

๑. ม. กิญฺจิ สิปฺปนฺติ ตสฺสาหํ ชานามีติ จ อพฺรวึ ฯ ๒ ม. ยุ. มตสีสํ วนจฺฉุทฺธํ

อปิ พาลสวตฺถิกํ ฯ ๓ ยุ. อามาติ ฯ ๔ ม. นิรยนรเทเวสุ ฯ ๕ ยุ.

ปจฺเจกพุทฺธสฺส ฯ ๖ ม. ตหึ ตหึ ฯ ๗ ม. กพฺพวิตฺโตสิ ฯ ๘ ม. ตกฺกิกา

ปนิมา คาถา ฯ ๙ ม. ตํ ฯ ๑๐ ม. กพฺพวิตฺโตหํ ฯ ๑๑ ม. ฐานโส เม ฯ

๑๒ ม. ยุ. เปสเล ฯ ๑๓ ม. ยุ. กิเลเส ฌาปยึ ฯ อิโต ปรํ สทิสเมว ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระศาสนาของ พระองค์ วิจิตรไปด้วยพระอรหันต์ทั้งหลายเหมือนคลื่น สาครและเหมือนดาวบนท้องฟ้า พระพิชิตมารผู้สูงสุด อันมนุษย์พร้อมทั้งทวยเทพอสูรและนาคห้อมล้อมในท่ามกลางหมู่ชนซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยสมณะและพราหมณ์ พระพิชิตมารผู้ถึงที่สุดโลก ทรงทำโลกทั้งหลายให้ยินดีด้วยพระรัศมี

พระองค์ยังดอกปทุม คือ เวไนยสัตว์ให้บานด้วยพระดำรัส ทรงสมบูรณ์ด้วยเวสารัชชธรรม ๔ เป็นอุดมบุรุษ ละความกลัวและความยินดีได้เด็ดขาด ทรงถึงธรรมอันเกษม องอาจกล้าหาญ พระผู้เลิศโลกทรงปฏิญาณซึ่งฐานะของผู้เป็นโจกอันประเสริฐและพุทธภูมิทั้งสิ้น ไม่มีใครจะทักท้วงได้ในฐานะไหนๆ เมื่อพระพุทธเจ้าผู้คงที่พระองค์นั้นบันลือสีหนาทอันหน้าสพึงกลัวอยู่ ย่อมไม่มีเทวดา มนุษย์ หรือพรหมบันลือตอบได้พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้าในบริษัท ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐช่วยมนุษย์พร้อมทั้งเทวดาให้ข้ามวัฏสงสาร ทรงประกาศธรรมจักรพระผู้มีพระภาคตรัสสรรเสริญคุณเป็นอันมาก ของพระสาวกผู้ได้รับสมมติดีว่า เลิศกว่าภิกษุที่มีปฏิภาณทั้งหลาย แล้วทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ครั้งนั้น

เราเป็นพราหมณ์ชาวเมืองหงสวดี เป็นผู้ได้รับสมมุติว่าเป็นคนดีรู้แจ้งพระเวททุกคัมภีร์ มีนามว่าวังคีสะเป็นที่ไหลออกแห่งนักปราชญ์ เราเข้าไปเฝ้าพระมหาวีระเจ้าพระองค์นั้น สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้วได้ปีติอันประเสริฐ เป็นผู้ยินดีในคุณของพระสาวก จึงได้นิมนต์พระสุคตผู้ทำโลกให้เพลิดเพลินพร้อมด้วยพระสงฆ์ให้เสวยและฉัน ๗ วันแล้ว นิมนต์ให้ครองผ้าในครั้งนั้นเราได้หมอบลงแทบพระบาททั้งสองด้วยเศียรกล้าได้โอกาสจึงยืนประนมอัญชลีอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เป็นผู้ร่าเริง กล่าวสดุดีพระชินสีห์ผู้สูงสุดว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่ไหลออกแห่งนักปราชญ์ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นฤาษีสูงสุด ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้เลิศกว่าโลกทั้งปวง ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำความไม่มีภัย ข้าพระองค์ของนอบน้อมแต่พระองค์ผู้ทรงย่ำยีมาร ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแต่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำทิฏฐิให้ไหลออก ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงประทานด้วยสันติสุข ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำให้เป็นที่นับถือ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ พระองค์เป็นที่พึ่งของชนทั้งหลายผู้ไม่มีที่พึ่ง ทรงประทานความไม่มีภัยแก่ตนทั้งหลายที่กลัว เป็นที่คุ้นเคยของคนทั้งหลายที่มีภูมิธรรมสงบระงับ เป็นที่พึ่งที่ระลึกของคนทั้งหลายผู้แสวงหาที่พึ่งที่ระลึก

เราได้ชมเชยพระสัมพุทธเจ้าด้วยคำกล่าวสดุดีมีอาทิ อย่างนี้ แล้วได้กล่าวสรรเสริญพระคุณอันใหญ่ จึงได้บรรลุคติของภิกษุผู้กล้ากว่านักพูด ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคผู้มีพระปฏิภาณไม่มีที่สิ้นสุดได้ตรัสว่า ผู้ใดเป็นผู้เลื่อมใสนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวก ให้ฉันสิ้น ๗ วัน ด้วยมือทั้งสองของตน และได้กล่าวสดุดีคุณของเรา ปรารถนาตำแหน่งแห่งภิกษุผู้กล้ากว่านักพูดในอนาคตกาล ผู้นั้นจักได้ตำแหน่งนี้สมดังมโนรถปรารถนา เขาจักได้เสวยทิพยสมบัติมีประมาณไม่น้อยในกัปที่แสนแต่กัปนี้ไป พระศาสดามีนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้น พราหมณ์นี้จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้นจักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดามีนามชื่อว่าวังคีสะ

เราได้สดับพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว เป็นผู้มีความเบิกบานมีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารด้วยปัจจัยทั้งหลายในกาลครั้งนั้น จนตราบเท่าสิ้นชีวิต เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้นและเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุลปริพาชก เมื่อเราเกิดในครั้งหลัง มีอายุได้ ๗ ปีแต่กำเนิด เราเป็นผู้รู้เวททุกคัมภีร์แกล้วกล้าในวาทศาสตร์ มีเสียงไพเราะ มีถ้อยคำวิจิตร ย่ำยีวาทะของผู้อื่นได้ เพราะเราเกิดที่วังคชนบท และเราเป็นใหญ่ในถ้อยคำเราจึงชื่อว่าวังคีสะ เพราะฉะนั้น ถึงแม้ชื่อของเราจะเป็นเลิศ ก็เป็นชื่อสมมติตามโลก ในเวลาที่เรารู้เรียงสาตั้งอยู่ในปฐมวัย เราได้พบท่านพระสารีบุตรเถระในพระนครราชคฤห์อันรื่นรมย์.

จบ ภาณวารที่ ๒๕

ท่านถือบาตร สำรวมดี ตาไม่ลอกแลก พูดแต่พอประมาณ แลดูเพียงชั่วแอก เที่ยวบิณฑบาตอยู่ ครั้นเราเห็นท่านแล้วก็เป็นผู้อัศจรรย์ใจ ได้กล่าวบทคาถาอันวิจิตร เป็นหมวดหมู่เหมือนดอกกรรณิการ์ เหมาะสม ท่านบอกแก่เราว่า พระสัมพุทธเจ้าผู้นำโลกเป็นศาสดาของท่าน ครั้งนั้นท่านพระสารีบุตรเถระผู้ฉลาดเป็นนักปราชญ์นั้น ได้พูดแก่เราเป็นอย่างดียิ่ง เราอันพระเถระผู้คงที่ให้ยินดีด้วยปฏิภาณอันวิจิตร เพราะถ้อยคำที่ปฏิสังยุตด้วยวิราคธรรมเห็นได้ยาก สูงสุด จึงซบศีรษะลงแทบเท้าของท่านแล้วก็กล่าวว่าขอได้โปรดให้กระผมบรรพชาเถิด ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรผู้มีปัญญามาก ได้นำเราไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราซบเศียรลงแทบพระบาท นั่งลงในที่ใกล้พระศาสดา

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลายได้ตรัสถามเราว่า ดูกรวังคีสะ ท่านรู้ศีรษะของคนที่ตายไปแล้วว่า จะไปสู่สุคติหรือทุคติด้วยวิชาพิเศษของท่านจริงหรือ ถ้าท่านสามารถก็ขอให้ท่านบอกมาเถิด เมื่อเราทูลรับรองแล้ว พระองค์ก็ทรงแสดงศีรษะสามศีรษะเราได้กราบทูลว่า เป็นศีรษะของคนที่เกิดในนรกและเทวดา ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคผู้นำของโลกได้แสดงศีรษะของพระขีณาสพ ลำดับนั้น เราหมดมานะจึงได้ทูลอ้อนวอนขอบรรพชา ครั้นบรรพชาแล้ว ได้กล่าวสุคตเจ้าโดยไม่เลือกสถานที่ ทีนั้นแหละภิกษุทั้งหลายพากันโพนทนาว่าเราเป็นจินตกวี ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าผู้นำชั้นวิเศษได้ตรัสถามเราเพื่อทดลองว่า คาถาเหล่านี้ย่อมแจ่มแจ้งโดยควรแก่เหตุแก่คนทั้งหลายผู้ตรึกตรองแล้วมิใช่หรือ เราทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ข้าพระองค์ไม่ใช่นักกาพย์กลอน แต่ว่าคาถาทั้งหลายแจ่มแจ้งโดยควรแก่เหตุแก่ข้าพระองค์ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรวังคีสะถ้ากระนั้น ท่านจงกล่าวสดุดีเราโดยควรแก่เหตุในบัดนี้ ครั้งนั้น เราได้กล่าวคาถาสดุดีพระธีรเจ้าผู้เป็นพระฤาษีสูงสุดแล้ว พระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคราวนั้น จึงทรงตั้งเราในตำแหน่งเอตทัคคะ เราหมิ่นภิกษุอื่นๆ ก็เพราะปฏิภาณอันวิจิตร เราเป็นผู้มีศีลเป็นที่รักจึงเกิดความสลดใจเพราะเหตุนั้น ได้บรรลุอรหัต พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ไม่มีใครอื่นที่จะเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายที่มีปฏิภาณเหมือนดังวังคีสะภิกษุนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงทรงจำไว้อย่างนี้ กรรมที่เราได้ทำไว้ในกัปที่แสน ได้แสดงผลแก่เราแล้วในอัตภาพนี้ เราหลุดพ้นจากกิเลส เหมือนลูกศรพ้นจากแล่ง ฉะนั้นกิเลสทั้งหลายอันเราเผาเสียแล้ว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...

พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระวังคีสเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ วังคีสเถราปทาน.

ปญฺจมํ นนฺทกตฺเถราปทานํ (๕๔๕)

นันทกเถราปทานที่ ๕

ว่าด้วยบุพจริยาของพระนันทกเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค นันทกเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺเมสุ จกฺขุมา

อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ

หิตาย สพฺพสตฺตานํ สุขาย วทตํ วโร

อตฺถาย ปุริสาชญฺโญ ปฏิปนฺโน สเทวเก ฯ

ยสคฺคปตฺโต สิริมา กิตฺติวณฺณภโฏ ชิโน

ปูชิโต สพฺพโลกสฺส ทิสา สพฺพา สุวิสฺสุโต ฯ

อุตฺติณฺณวิจิกิจฺโฉ โส วีติวตฺตกถํกโถ

ปริปุณฺณมนสงฺกปฺโป ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ

อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา นรุตฺตโม

อนกฺขาตญฺจ อกฺขาสิ อสญฺชาตญฺจ สญฺชนี ฯ

มคฺคญฺญู มคฺควิทู จ มคฺคกฺขายี นราสโภ

มคฺคสฺส กุสโล สตฺถา สารถีนํ นรุตฺตโม ฯ

ตทา มหาการุณิโก ธมฺมํ เทเสสิ นายโก

นิมุคฺเค โมหปงฺกมฺหิ ๑ สมุทฺธรติ ปาณิโน ฯ

ภิกฺขุนีนํ โอวทเน สาวกํ เชฏฺฐสมฺมตํ ๒

วณฺณยํ เอตทคฺคมฺหิ ปญฺญาเปสิ มหามุนิ ฯ

ตํ สุตฺวาหํ ปมุทิโต นิมนฺเตตฺวา ตถาคตํ

โภชยิตฺวา สสงฺฆนฺตํ ปตฺถยึ ฐานมุตฺตมํ ฯ

ตทา ปมุทิโต นาโถ มํ อโวจ มหาอิสิ

สุขี ภวสฺสุ ทีฆายุ ๓ ลจฺฉเสตํ มโนรถํ ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

นนฺทโก นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ ๔ อคญฺฉหํ ฯ

ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ ชาโต เสฏฺฐิกุเล อหํ

สาวตฺถิยํ ปุรวเร อิทฺเธ ผีเต มหทฺธเน ฯ

ปุรปฺปเวเส สุคตํ ทิสฺวา วิมฺหิตมานโส

เชตารามปฏิคฺคาเห ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ

น จิเรเนว กาเลน อรหตฺตํ อปาปุณึ

ตโตหํ ติณฺณสํสาโร สาสิโต สพฺพทสฺสินา ฯ

ภิกฺขุนีนํ ธมฺมกถํ ปริปุจฺฉา กรึ อหํ

สาสิตา ตา มยา สพฺพา อภวึสุ อนาสวา ฯ

สตานิ ปญฺจนูนานิ ตทา ตุฏฺโฐ มหาหิโต

ภิกฺขุนีนํ โอวทตํ อคฺคฏฺฐาเน ฐเปสิ มํ ฯ

สตสหสฺเส กตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ

สุมุตฺโต สรเวโคว กิเลสา ฌาปิตา มม ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา นนฺทโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

นนฺทกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. กามปงฺกมฺหิ ฯ ๒ ม. ยุ. เสฏฺฐสมฺมตํ ฯ ๓ ม. ทีฆาวุ ฯ ๔ ม. ยุ.

ตาวตึสูปโค อหํ ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง เป็นพระผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์กว่านักปราชญ์ทั้งหลาย เป็นบุรุษอาชาไนยทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลเพื่อประโยชน์ เพื่อสุขแก่สรรพสัตว์ ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยยศในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มีศิริ มีเกียรติคุณเป็นเครื่องอลังการทรงชำนะมาร ได้รับการบูชาทั่วโลก ปรากฏทั่วไปทุกทิศ

พระองค์ทรงข้ามพ้นวิจิกิจฉา ล่วงพ้นความสงสัย มีความดำริชอบเต็มเปี่ยมทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม ทรงยังหนทางที่ยังไม่เกิดให้เกิดเป็นผู้สูงสุดกว่านรชน ตรัสบอกสิ่งที่คนอื่นยังไม่ได้บอก และทรงยังสิ่งที่ยังไม่เกิดให้เกิดมีพร้อม ทรงรู้จักหนทาง ทรงเข้าใจหนทางแจ้งชัด ตรัสบอกหนทางให้ ประเสริฐกว่านรชน ทรงฉลาดในหนทาง เป็นครู เป็นพระผู้สูงสุดกว่านายสารถีทั้งหลาย ครั้งนั้นพระโลกนายกผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา ได้ตรัสพระธรรมเทศนาฉุดสัตว์ทั้งหลายผู้จมลงแล้วในหล่มคือโมหะขึ้น พระมหามุนีทรงสรรเสริญพระสาวกผู้มีสมมติว่าเลิศในการให้โอวาทแก่นางภิกษุณีทั้งหลาย ได้ทรงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ

เราได้ฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว ก็ชอบใจ จึงนิมนต์พระตถาคตพร้อมด้วยพระสงฆ์ให้เสวยและฉันภัตตาหารแล้วปรารถนาฐานันดรนั้น ครั้งนั้น พระโลกนาถผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงเบิกบานพระทัยได้ตรัสกะเราว่า ท่านจงมีสุขอายุยืนเถิด ท่านจักได้ฐานันดรนี้สมมโนรถปรารถนา ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดมผู้ทรงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลกท่านจักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักได้เป็นสาวกของพระศาสดามีนามชื่อว่านันทกะเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้เราเกิดในสกุลเศรษฐี อันมั่นคั่งสมบูรณ์มีทรัพย์มากมาย ในพระนครสาวัตถี

เราได้พบพระสุคตเจ้า ในวันที่พระองค์เสด็จเข้าพระนคร เป็นผู้มีใจอัศจรรย์ ได้ออกบวชเป็นบรรพชิตในวันที่พระพุทธองค์ทรงรับพระเชตวนาราม ได้บรรลุอรหัตผลโดยกาลไม่นานเลย ครั้งนั้น เราอันพระศาสดาผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงทรงพร่ำสอนจึงข้าม ข้ามพ้นสังสารวัฏไปได้ เราสอนธรรมแก่พระภิกษุณีทั้งหลาย พระภิกษุณีที่เราสอนนั้นรวม ๕๐๐ รูปด้วยกัน ล้วนเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคผู้มีประโยชน์เกื้อกูลใหญ่ ทรงพอพระทัย จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายให้โอวาทพระภิกษุณี กรรมที่เราทำไว้ในกัปที่แสนแสดงผลแก่เราในอัตภาพนี้แล้ว เราเป็นผู้พ้นจากกิเลสด้วยดีเหมือนลูกศรที่พ้นไปจากแล่ง ฉะนั้น เราเผากิเลสเสียแล้ว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระนันทกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ นันทกเถราปทาน.

ฉฏฺฐํ กาฬุทายิตฺเถราปทานํ (๕๔๖)

กาฬุทายีเถราปทานที่ ๖

ว่าด้วยบุพจริยาของพระกาฬุทายีเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค กาฬุทายีเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺเมสุ จกฺขุมา

อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ

นายกานํ วโร สตฺถา คุณาคุณวิทู ชิโน

กตญฺญูกตเวที จ ติตฺเถ โยเชติ ปาณิโน ฯ

สพฺพญฺญู เตน ญาเณน ตุลยิตฺวา ทยาสโย

เทเสติ ปวรํ ธมฺมํ อนนฺตคุณสญฺจโย ฯ

ส กทาจิ มหาวีโร อนนฺตชนตํ สุธี

เทเสติ มธุรํ ธมฺมํ จตุสจฺจูปสญฺหิตํ ฯ

สุตฺวาน ตํ ธมฺมวรํ อาทิมชฺฌนฺตโสภนํ

ปาณสตสหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย อหุ ฯ

นินฺนาทิตา ตทา ภูมิ คชฺชึสุ จ ปโยธรา

สาธุการํ ปวตฺตึสุ เทวพฺรหฺมนราสุรา ฯ

อโห การุณิโก สตฺถา อโห สทฺธมฺมเทสนา

อโห ภวสมุทฺทสฺมึ นิมุคฺเค อุทฺธริ ชิโน ฯ

เอวํ ๑ สํเวคชาเตสุ สนรามรพฺรเหฺมสุ

กุลปฺปสาทกานคฺคํ สาวกํ วณฺณยิ ชิโน ฯ

ตทาหํ หํสวติยา ชาโตมจฺจกุเล อหุ

ปาสาทิโก ทสฺสนีโย ปหูตธนธญฺญวา ฯ

หํสารามมุเปจฺจาหํ วนฺทิตฺวา ตํ ตถาคตํ

สุณิตฺวา มธุรํ ธมฺมํ การํ กตฺวา จ ตาทิโน ฯ

นิปจฺจ ปาทมูเลหํ อิมํ วจนมพฺรวึ

กุลปฺปสาทกานคฺโค โย ตว สาสเน มุเน ๒ ฯ

ตาทิโสหํ มหาวีร ๑ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สาสเน

ตทา มหาการุณิโก สิญฺจนฺโตวามเตน มํ ฯ

อาห มํ ปุตฺต อุตฺติฏฺฐ ลจฺฉเสตํ มโนรถํ

กถํ นาม ชิเน การํ กตฺวาน วิผโล สิยา ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว

โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ

ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต

อุทายี นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ

ตํ สุตฺวา มุทิโต หุตฺวา ยาวชีวํ ตทา ชินํ

เมตฺตจิตฺโต ปริจรึ ปจฺจเยหิ วินายกํ ฯ

เตน กมฺมวิปาเกน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ รมฺเม กาปิลวตฺถเว

ชาโต มหามจฺจกุเล สุทฺโธทโน มหีปติ ๒ ฯ

ตทา อชายิ สิทฺธตฺโถ รมฺเม ลุมฺพินิกานเน

หิตาย สพฺพโลกสฺส สุขาย จ นราสโภ ฯ

ตทเหว อหํ ชาโต สห เตเนว วฑฺฒิโต

ปิโย สหาโย ทยิโก วิสฺสฏฺโฐ ๓ นีติโกวิโท ฯ

เอกูนตึโส วยสา นิกฺขนฺโต ปพฺพชิตฺถ โส ๔

ฉวสฺสานิ ๕ วินาเมตฺวา อาสิ พุทฺโธ วินายโก ฯ

เชตฺวา สเสนกํ มารํ เขปยิตฺวาน อาสเว

ภวณฺณวํ ตริตฺวาน พุทฺโธ อาสิ สเทวเก ฯ

อิสิวฺหยํ ปตนํ คนฺตฺวา ๑ วิเนตฺวา ปญฺจวคฺคิเย

ตโต วิเนสิ ภควา คนฺตฺวา คนฺตฺวา ตหึ ตหึ ฯ

เวเนยฺเย วินยนฺโต โส สงฺคณฺหนฺโต สเทวกํ

อุเปจฺจ มคเธ คิรึ วิหริตฺถ ตทา ชิโน ฯ

ตทา สุทฺโธทเนนาหํ ภูมิปาเลน เปสิโต

คนฺตฺวา ทิสฺวา ทสพลํ ปพฺพชิตฺวารหา อหุํ ฯ

ตทา มเหสึ ยาจิตฺวา ปาปยึ กปิลวฺหยํ

ตโต ปุราหํ คนฺตฺวาน ปสาเทสึ มหากุลํ ฯ

ชิโน ตสฺมึ คุเณ ตุฏฺโฐ มมาห ปุริสาสโภ ๒

กุลปฺปสาทกานคฺคํ ปญฺญาเปสิ วินายโก ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา กาฬุทายี เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

กาฬุทายิตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ปเวทชาเตสุ ฯ ๒ ม. ยุ. โย ตยา สนฺถุโต มุเน ฯ

๑ ม. ยุ. ตาทิโสโหมหํ วีร ฯ ๒ ม. ยุ. สุทฺโธทนมหีปเต ฯ ๓ ม. วิยตฺโต ฯ

๔ ม. นิกฺขมิตฺวา อคารโต ฯ ๕ ม. ฉพฺพสฺสํ วีตินาเมตฺวา ฯ

๑ ม. ยุ. อิสิวฺหยํ คมิตฺวาน ฯ ๒ ม. มํ. มหาปริสาย โส ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ไป พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง เป็นผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์เป็นครูผู้ประเสริฐกว่าพวกผู้นำ เป็นพระพิชิตมารผู้เข้าใจสิ่งดีและสิ่งชั่วแจ้งชัด และเป็นคนกตัญญูกตเวที ย่อมประกอบสัตว์ทั้งหลายเข้าในอุบาย อันเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน พระองค์ทรงรู้ธรรมทั้งปวง เป็นที่อาศัยอยู่แห่งความเอ็นดู เป็นที่สั่งสมแห่งอนันตคุณ ทรงพิจารณาด้วยพระญาณนั้นแล้ว ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ พระองค์เป็นผู้มีความเพียรใหญ่ เจ้าปัญญา บางครั้ง ทรงแสดงธรรมไพเราะปฏิสังยุตด้วยสัจจะ ๔ แก่หมู่ชนไม่มีที่สุด สัตว์จำนวนแสนได้บรรลุธรรม เพราะได้ฟังธรรมอันประเสริฐ อันงามในเบื้องต้นงามท่ามกลางและงามที่สุดนั้น

ครั้งนั้น แผ่นดินสั่นสะเทือน เมฆกระหึ่ม ทวยเทพ พรหม มนุษย์และอสูร ต่างก็แซ่ซ้องสาธุการว่าโอ พระศาสดาประกอบด้วยพระกรุณา โอ พระสัทธรรมเทศนาโอ พระพิชิตมารทรงฉุดหมู่สัตว์ที่จมลงในสมุทรคือภพขึ้นมาแล้วเมื่อสัตว์พร้อมทั้งมนุษย์ เทวดาและพรหม เกิดความสังเวชเช่นนี้แล้ว พระพิชิตมารได้ทรงสรรเสริญสาวกผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายทำสกุลให้เลื่อมใส ครั้งนั้น เราเกิดในสกุลอำมาตย์ในพระนครหงสวดี เป็นผู้นำมาซึ่งความเลื่อมใส น่าดู มีทรัพย์และธัญญาหารเหลือล้น เราเข้าไปยังพระวิหารหังสาราม ถวายบังคมพระตถาคตพระองค์นั้น ได้สดับธรรมอันไพเราะ และทำสักการะแด่พระผู้คงที่หมอบลงแทบบาทมูลแล้ว ได้กราบทูลว่า

ข้าแต่พระมุนีผู้มีความเพียรใหญ่ ภิกษุใดในศาสนาของพระองค์ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นเหมือนภิกษุนั้นในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดเถิด ครั้งนั้น พระศาสดาผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา เมื่อจะเอาน้ำอมฤตรดเรา ได้ตรัสกะเราว่า ลุกขึ้นเถิดลูก ท่านจะได้ฐานันดรนี้สมมโนรถปรารถนาบุคคลทำสักการะในพระพิชิตมารแล้ว จะพึงเป็นผู้ปราศจากผลอย่างไรได้เล่า ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ผู้สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านจักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิตร จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่ากาฬุทายี ครั้งนั้น เราได้สดับพระพุทธยากรณ์แล้ว เป็นผู้เบิกบานมีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารซึ่งเป็นผู้นำชั้นพิเศษด้วยปัจจัยทั้งหลาย ตราบเท่าสิ้นชีวิต เพราะวิบากของกรรมนั้นและเพราะตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ก็ในภพสุดท้าย ในบัดนี้ เราเกิดในสกุลมหาอำมาตย์ ของพระเจ้าแผ่นดินพระนามว่าสุทโธทนะ ในพระนครกบิลพัสดุ์ อันรื่นรมย์ ครั้งนั้น พระสิทธัตถราชกุมารผู้ประเสริฐกว่านรชน ได้ประสูติแล้วที่สวนลุมพินีอันรื่นรมย์ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่โลกทั้งมวลเราก็เกิดในวันเดียวกัน เติบโตมาพร้อมกันกับพระสิทธัตถราชกุมารนั้นแหละ เป็นสหายรักใคร่ชอบใจของกัน คุ้นเคยกัน ฉลาดในทางนิติบัญญัติ พระสิทธัตถราชกุมารนั้น มีพระชนมายุ ๒๙ พรรษาได้เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ยับยั้งอยู่ ๖ พรรษา ก็ได้เป็นพระพุทธเจ้าผู้นำชั้นพิเศษ พระพุทธองค์ทรงชำนะมารพร้อมทั้งเสนามารยังอาสวะให้สิ้นไป ข้ามห้วงอรรณพคือภพแล้ว เป็นพระพุทธเจ้าในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก เสด็จไปยังป่าอิสิปตนะ ทรงแนะนำภิกษุเบญจวัคคีย์ ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคก็เสด็จไปๆ ในที่นั้นๆแล้วทรงแนะนำเวไนยสัตว์ พระพิชิตมารพระองค์นั้น ทรงแนะนำเวไนยสัตว์ ทรงสงเคราะห์มนุษย์พร้อมทั้งทวยเทพ ได้เสด็จไปถึงภูเขาในแคว้นมคธแล้ว ประทับอยู่ในคราวครั้งนั้น ครั้งนั้น เราอันพระเจ้าแผ่นดินพระนามว่า สุทโธทนะทรงส่งไป ได้ไปเฝ้าพระทศพลบวชแล้ว ได้เป็นพระอรหันต์ ครั้งนั้น เราทูลอ้อนวอนพระศาสดาผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ให้เสด็จไปนครกบิลพัสดุ์ ต่อจากนั้นเราได้ล่วงหน้าไปก่อน ทำสกุลใหญ่ๆ ให้เลื่อมใส พระพิชิตมารผู้ประเสริฐกว่าบุรุษ ทรงพอพระทัยในคุณข้อนั้นของเรา จึงได้ทรงแต่งตั้งเราไว้ว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่ทำสกุลให้เลื่อมใสเราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระกาฬุทายีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ กาฬุทายีเถราปทาน.

สตฺตมํ อภยตฺเถราปทานํ (๕๔๗)

อภยเถราปทานที่ ๗

ว่าด้วยบุพจริยาของพระอภยเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค อภยเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺเมสุ ปารคู ๑

อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ

สรณาคมเน เกจิ ๒ นิเวเสสิ ตถาคโต

เกจิ ๓ สีเล นิเวเสสิ ทสกมฺมปถุตฺตเม ฯ

เทติ กสฺสจิ โส ธีโร สามญฺญผลมุตฺตมํ

สมาปตฺตี ตถา อฏฺฐ ติสฺโส วิชฺชา ปเวจฺฉติ ฯ

ฉฬภิญฺญาสุ โยเชติ กญฺจิ สตฺตํ นรุตฺตโม

เทติ กสฺสจิ โส นาโถ จตสฺโส ปฏิสมฺภิทา ฯ

โพธเนยฺยํ ปชํ ทิสฺวา อสงฺเขยฺเยปิ โยชเน

ขเณน อุปคนฺตฺวาน วิเนติ นรสารถิ ฯ

ตทาหํ หํสวติยํ อโหสึ พฺราหฺมณตฺรโช

ปารคู สพฺพเวทานํ เวยฺยากรณสมฺมโต ฯ

นิรุตฺติยา จ กุสโล นิฆณฺเฑ ๔ จ วิสารโท

ปทโก เกฏุภวิทู ฉนฺโทวิจิตฺตโกวิโท ๕ ฯ

ชงฺฆวิหารํ วิจรํ หํสารามํ อุเปจฺจหํ

อทฺทสํ ปวรํ ๖ เสฏฺฐํ มหาชนปุรกฺขตํ ฯ

เทเสนฺตํ วิรชํ ธมฺมํ ปจฺจนิกมตี อหํ

อุเปตฺวา ตสฺส วากฺยานิ ๗ สุตฺวาน วิมลานหํ ฯ

พฺยาหตํ ปุนรุตฺตํ วา อปตฺถํ วา นิรตฺถกํ

นาทฺทสํ ตสฺส มุนิโน ตโต ปพฺพชิโต อหํ ฯ

น จิเรเนว กาเลน สพฺพตฺถาปิ วิสารโท ๑

นิปุเณ พุทฺธวจเน อโหสึ คณิสมฺมโต ๒ ฯ

ตทา จตสฺโส คาถาโย คนฺถยิตฺวา สุพฺยญฺชนา

สนฺถวิตฺวา ติโลกคฺคํ เทสยิสฺสํ ทิเน ทิเน ฯ

วิรตฺโตสิ มหาวีโร สํสาเร สภเย วสํ

กรุณาย น นิพฺพายิ ตโต การุณิโก มุนิ ฯ

ปุถุชฺชโนว โย สตฺโต ๓ น กิเลสวโส อหุ

สมฺปชาโน สติยุตฺโต ตสฺมา เอโส อจินฺติโย ฯ

ทุพฺพลานิ กิเลสานิ ยสฺสาสยคตานิ เม

ญาณคฺคิปริทฑฺฒานิ น ขียึสุ ตทพฺภุตํ ฯ

โย สพฺพโลกสฺส ครุ โลเก ๔ ยสฺส ตถา ครุ

ตถาปิ โลกาจริโย โลโก ตสฺสานุวตฺตโก ฯ

เอวมาทีหิ สมฺพุทฺธํ กิตฺตยึ ๕ ธมฺมเทสนํ

ยาวชีวํ กริตฺวาน คโต สคฺคํ ตโต จุโต ฯ

สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ พุทฺธมภิกิตฺตยึ

ทุคฺคตึ นาภิชานามิ กิตฺตนาย อิทํ ผลํ ฯ

เทวโลเก มหารชฺชํ ทิพฺพานุโภสหนฺตทา ๖

จกฺกวตฺติมหารชฺชํ พหุโสนุภวึ อหํ ฯ

ทุเว ภเว ปชายามิ เทวตฺเต อถ มานุเส

อญฺญํ คตึ น ชานามิ กิตฺตนาย อิทํ ผลํ ฯ

ทุเว กุเล ปชายามิ ขตฺติเย อถ พฺราหฺมเณ

นีเจ กุเล น ชานามิ กิตฺตนาย อิทํ ผลํ ฯ

ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ คิริพฺพชปุรุตฺตเม

รญฺโญหํ พิมฺพิสารสฺส ปุตฺโต นาเมน จาภโย ฯ

ปาปมิตฺตวสํ คนฺตฺวา นิคณฺเฐน สโมหิโต ๑

เปสิโต นาฏปุตฺเตน พุทฺธเสฏฺฐํ อุเปจฺจหํ ฯ

ปุจฺฉิตฺวา นิปุณํ ปญฺหํ สุตฺวา พฺยากรณุตฺตมํ

ปพฺพชิตฺวาน น จิรํ อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ

กิตฺตยิตฺวา ชินวรํ กิตฺติโต โหมิ สพฺพทา

สุคนฺธเทหวทโน อาสึ สุขสมปฺปิโต ฯ

ติกฺขหาสลหุปฺปญฺโญ มหาปญฺโญ ตเถวหํ

วิจิตฺตปฏิภาโณ จ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา ฯ

อภิตฺถวิตฺวา ปทุมุตฺตราหํ

ปสนฺนจิตฺโต อสมํ สยมฺภุํ

นาคจฺฉิ กปฺปานิ อปายภูมึ

สตํสหสฺสานิ ผเลน ตสฺส ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อภโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

อภยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. จกฺขุมา ฯ ๒-๓ ม. กิญฺจิ ฯ ยุ. กญฺจิ ฯ ๔ ม. นิฆณฺฏุมฺหิ ฯ ยุ.

นิฆณฺเฏ ฯ ๕ ม. ยุ. ...วิจิติโกวิโท ฯ ๖ ม. วรทํ ฯ ยุ. วทตํ ฯ ๗ ม. กลฺยาณํ ฯ

๑ ม. สพฺพสตฺตวิสารโท ฯ ยุ. สพฺพสตฺถวิสารโท ฯ ๒ ม. คุณิสมฺมโต ฯ

๓ ม. สนฺโต ฯ ๔ ม. ยุ. โลโก ฯ ๕ ม. ยุ. กิตฺตยํ ฯ ๖ ม. ปาเทสึ

กญฺจนคฺคิยํ ฯ ยุ. รชฺชปาเทสิ กญฺจยํ ฯ

๑ ม. ยุ. วิโมหิโต ฯ

ฉบับหลวง

ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้รู้จบธรรมทั้งปวง เป็นพระผู้นำ พระนามว่าปทุมุตระ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระตถาคตเจ้ายังบุคคลบางพวกให้ตั้งอยู่ในสรณคมน์ ยังบุคคลบางพวกให้ตั้งอยู่ในศีล คือ กุศลกรรมบถ ๑๐ อันอุดม พระธีรเจ้าพระองค์นั้น ทรงประทานสามัญผลอันอุดมแก่บุคคลบางคน ทรงหลั่งสมาบัติ ๘และวิชา ๓ แก่บุคคลบางคน พระโลกนาถผู้อุดมกว่านรชนพระองค์นั้น ทรงประกอบสัตว์บางพวกไว้ในอภิญญา ทรงประทานปฏิสัมภิทา ๔ แก่บุคคลบางคน พระผู้เป็นสารถีฝึกนระ ทรงเห็นประชาสัตว์ที่ควรจะนำไปให้ตรัสรู้ได้ แม้ในสถานที่นับโยชน์ไม่ถ้วน ก็รีบเสด็จไปทรงแนะนำ ครั้งนั้น

เราเป็นบุตรของพราหมณ์ในพระนครหงสวดี เป็นผู้เรียนจบทุกเวท เข้าใจไวยากรณ์ ฉลาดในนิรุติ แกล้วกล้าในคัมภีร์นิฆัณฑุ เข้าใจตัวบท รู้ชัดในคัมภีร์เกฏุภะ ฉลาดในฉันท์และกาพย์กลอน เมื่อเที่ยวเดินพักผ่อน ได้ไปถึงพระวิหารหังสาราม ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด อันมหาชนแวดล้อม เรามีมติเป็นข้าศึกเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี ซึ่งกำลังทรงแสดงธรรม ได้สดับพระดำรัสของพระองค์อันปราศจากมลทิน ไม่ได้พบเห็นพระดำรัสที่ไร้ประโยชน์ของพระมุนีนั้น คือ คำที่ชักมาผิด คำที่ต้องกล่าวซ้ำ หรือคำที่ไม่ถูกทางเพราะฉะนั้น เราจึงได้บวช โดยเวลาไม่นานเลย เราก็เป็นผู้แกล้วกล้าในธรรมทุกอย่าง ได้รับสมมติให้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ ในพระพุทธพจน์อันละเอียด ครั้งนั้น

เราได้กรองคาถา ๔ คาถา ซึ่งมีพยัญชนะสละสลวย ชมเชยพระพุทธเจ้าเป็นผู้ปราศจากความกำหนัด มีความเพียรมาก ทรงอยู่ในสงสารที่มีภัย ไม่เสด็จนิพพานก็เพราะพระกรุณา ฉะนั้น พระมุนีเจ้าจึงชื่อว่าทรงประกอบด้วยพระกรุณา เพราะเหตุนั้น สัตว์ที่เป็นปุถุชนแต่ไม่ตกอยู่ในอำนาจกิเลส มีสัมปชัญญะ ประกอบด้วยสติ บุคคลไม่ควรจะคิด กิเลสที่มีกำลังทุรพล อันนอนเนื่องอยู่ในสันดานของเรา ถูกเผาด้วยไฟคือญาณแล้วไม่สิ้นไป ข้อนั้นไม่เคยมีเลย ผู้ใดเป็นที่เคารพของโลกทั้งปวง เป็นผู้เลิศลอยในโลก และเป็นอาจารย์ของโลก โลกย่อมอนุวัตรตามผู้นั้น เราประกาศพระธรรมเทศนาสดุดีพระสัมพุทธเจ้า ด้วยคาถามีอาทิดังกล่าวมาตราบเท่าสิ้นชีวิต

จุติจากอัตภาพนั้นแล้วได้ไปสวรรค์ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เรากล่าวสดุดีพระพุทธเจ้าใดเพราะการกล่าวสดุดีนั้น เราไม่รู้สึกทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการกล่าวสดุดี ครั้งนั้น เราได้เสวยราชสมบัติใหญ่อันเป็นทิพย์ในเทวโลก ได้เสวยราชสมบัติใหญ่ของพระเจ้าจักรพรรดิก็มากครั้ง เราเกิดแต่ในสองภพ คือ ในเทวดาและมนุษย์ คติอื่นไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่งการกล่าวสดุดี เราเกิดแต่ในสองตระกูล คือ สกุลกษัตริย์และสกุลพราหมณ์ หาเกิดในสกุลที่ต่ำทรามไม่ นี้เป็นผลแห่งการกล่าวสดุดีก็ในภพสุดท้าย ในบัดนี้ เราเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสารในพระนครราชคฤห์อันอุดม มีนามว่าอภัย เราไปสู่อำนาจของปาปมิตรสมาคมกับนิครนถ์ อันนิครนถ์นาฏบุตรส่งไป จึงได้เฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราทูลถามปัญหาอันละเอียดสุขุม ได้สดับการพยากรณ์อย่างสูงแล้วจึงบวช ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัต เราเป็นผู้กล่าวสดุดีพระชินวรเจ้าทุกเมื่อ เพราะกรรมนั้น เราจึงเป็นผู้มีร่างกายและปากมีกลิ่นหอม เป็นผู้เพรียบพร้อมด้วยความสุข เพราะกรรมนั้นส่งผลให้ เราจึงเป็นคนมีปัญญากล้า มีปัญญาร่าเริง มีปัญญาเบา มีปัญญามาก และปฏิภาณอันวิจิตร.

เราเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส กล่าวสดุดีพระสยัมภูผู้ไม่มีใครเสมอเหมือน พระนามว่าปทุมุตระ เพราะผลของกรรมนั้น เราจึงไม่ไปอบายภูมิถึงแสนกัป.

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้ทราบว่า ท่านพระอภยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ อภยเถราปทาน.

อฏฺฐมํ โลมสติยตฺเถราปทานํ ๑ (๕๔๘)

โลมสติยเถราปทานที่ ๘

ว่าด้วยบุพจริยาของพระโลมสติยเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค โลมสติยเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส

กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ

ตทาหํ จนฺทโน เจว ปพฺพชิตฺวาน สาสเน

อาปาณโกฏิยํ ๒ กมฺมํ ปูรยิตฺวาน สาสเน ฯ

ตโต จุตา สนฺตุสิตํ อุปปนฺนา อุโภ มยํ

ตตฺถ ทิพฺเพหิ นจฺเจหิ คีเตหิ วาทิเตหิ จ ฯ

รูปาทิทสหงฺเคหิ อภิโภตฺวาน เสสเก

ยาวตายุํ วสิตฺวาน อนุโภตฺวา ๓ มหาสุขํ ฯ

ตโต จวิตฺวา ติทสํ จนฺทโน อุปปชฺชถ

อหํ กปิลวตฺถุสฺมึ อชายึ ๔ สากิยตฺรโช ฯ

ยทา อุทายิเถเรน อชฺฌิฏฺโฐ โลกนายโก

อนุกมฺปิย สกฺยานํ อุเปสิ กปิลวฺหยํ ฯ

ตทาติมานิโน สกฺยา น พุทฺธสฺส คุณญฺญุโน

ปณมนฺติ น สมฺพุทฺธํ ชาติถทฺธา อนาทรา ฯ

เตสํ สงฺกปฺปมญฺญาย อากาเส จงฺกมิ ชิโน

ปชฺชุนฺโน วิย วสฺสิตฺถ ปชฺชลิตฺถ ยถา สิขี ฯ

ทสฺเสตฺวา รูปมตุลํ ปุน อนฺตรธายถ

เอโกปิ หุตฺวา พหุธา อโหสิ ปุนเรกโก ฯ

อนฺธการํ ปกาสญฺจ ทสฺสยิตฺวา อเนกธา

ปาฏิเหรํ กริตฺวาน วินยิ ญาตเก มุนิ ฯ

จาตุทฺทีโป มหาเมโฆ ตาวเทว ปวสฺสถ ๑

ตทา หิ ชาตกํ พุทฺโธ เวสฺสนฺตรมเทสยิ ฯ

ตทา เต ขตฺติยา สพฺเพ นิหนฺตฺวา ชาติชํ มทํ

อุเปสุํ สรณํ พุทฺธํ อาห สุทฺโธทโน ตทา ฯ

อิทํ ตติยํ ตว ภูริปญฺญ

ปาทานิ วนฺทามิ สมนฺตจกฺขุ

ยทา หิ ชาโต ปฐวี ปกมฺปยิ

ยทา จ ตํ นชฺชหิ ชมฺพุฉายา ฯ

ตทา พุทฺธานุภาวนฺตํ ทิสฺวา วิมฺหิตมานโส

ปพฺพชิตฺวาน ตตฺเถว นิวสึ มาตุปูชโก ฯ

จนฺทโน เทวปุตฺโต มํ อุปคนฺตฺวา อปุจฺฉถ ๒

ภทฺเทกรตฺตสฺส ตทา สงฺเขปวิตฺถารํ นยํ ฯ

โจทิโตหํ ตทา เตน อุเปจฺจ นรนายกํ

ภทฺเทกรตฺตํ สุตฺวาน สํวิคฺโค วนมามโก ฯ

ตทา มาตรมาปุจฺฉิ วเน วจฺฉามิ เอกโก

สุขุมาโลติ เม มาตา วารยิ ๑ เต ตทา วจํ ฯ

สพฺพํ ๒ กุสํ โปฏกิลํ อุสีรํ มุญฺชปพฺพชํ

อุรสา ปนุทิสฺสามิ วิเวกมนุพฺรูหยํ ฯ

ตทา วนํ ปวิฏฺโฐหํ สริตฺวา ชินสาสนํ

ภทฺเทกรตฺตโมวาทํ อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ

อตีตํ นานฺวาคเมยฺย นปฺปฏิกงฺเข อนาคตํ

ยทตีตมฺปหีนนฺตํ อปฺปตฺตญฺจ อนาคตํ ฯ

ปจฺจุปฺปนฺนญฺจ โย ธมฺมํ ตตฺถ ตตฺถ วิปสฺสติ

อสํหิรํ อสงฺกุปฺปํ ตํ วิทฺธา อนุพฺรูหเย ฯ

อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โก ชญฺญา มรณํ สุเว

น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจฺจุนา ฯ

เอวํ วิหาริมาตาปึ อโหรตฺตมตนฺทิตํ

ตํ เว ภทฺเทกรตฺโตติ สนฺโต อาจิกฺขเต มุนิ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา โลมสติโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

โลมสติยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. ยุ. โสมสกงฺกิยตฺ... ฯ ๒ ม. ยุ. อาปาณโกฏิกํ ธมฺมํ ฯ ๓ ยุ.

อนุโภม ฯ ๔ ยุ. อโหสึ ฯ

๑ ยุ. สมฺปวสฺสถ ฯ ๒ ม. อุปคนฺตฺวานุปุจฺฉถ ฯ ยุ. อุปคนฺตฺวานุรญฺชถ ฯ

๑ ม. วารยี ตํ ฯ ยุ. ธารยึ เต ฯ ๒ ม. กาสํ ฯ ยุ. ทพฺพํ ฯ

ฉบับหลวง

ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัปผู้เป็น (เผ่าพันธุ์) พรหมมีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้นเราและสหายชื่อจันทนะ ได้บรรพชาในพระศาสนา บำเพ็ญกิจพระศาสนาที่ท้ายร้านตลาด จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิตทั้งสองคน ครอบงำเทพบุตรที่เหลือในดุสิตนั้น ด้วยการฟ้อนการขับ การประโคม และองค์ ๑๐ มีรูปเป็นต้นอันเป็นทิพย์ อยู่เสวยมหันตสุขตราบเท่าสิ้นอายุ จุติจากดุสิตนั้นแล้ว จันทนเทพบุตรเข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ส่วนเราเกิดเป็นโอรสของเจ้าศากยะในพระนครกบิลพัสดุ์ ในคราวที่พระศาสดาผู้นายกของโลก อันพระอุทายีเถระเชิญเสด็จมาถึงพระนครกบิลพัสดุ์ เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เจ้าศากยะ

ครั้งนั้น พวกเจ้าศากยะมีมานะจัด ไม่รู้จักคุณของพระพุทธเจ้าเป็นคนกระด้างเพราะชาติ ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่นอบน้อมพระสัมพุทธเจ้าพระพิชิตมารผู้เป็นมุนี ทรงทราบความดำริของเจ้าศากยะเหล่านั้น จึงได้เสด็จจงกรมในอากาศยังธุลีพระบาทให้ตกลง เหมือนเมฆยังฝนให้ตกโพลงแล้วเหมือนเปลวไฟลุกโพลงอยู่ ฉะนั้น ทรงแสดงพระรูปที่ไม่กระสับกระส่าย แล้วทรงหายไปเสียอีก แม้พระองค์เดียวก็เป็นมากองค์ได้ แล้วกลับเป็นพระองค์เดียวอีก ทรงแสดงความมืดและแสงสว่าง ทรงทำพระปาฏิหาริย์มากมาย ทรงปราบพวกพระญาติให้หมดมานะ ขณะนั้นเอง มหาเมฆอันตั้งขึ้นในทวีปทั้ง ๔ ยังฝนให้ตกลงแล้ว ก็ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสเทสนาเวสสันดรชาดกคราวนั้น กษัตริย์เหล่านั้นทุกๆ พระองค์ กำจัดความเมาอันเกิดจากชาติได้แล้ว ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ ในการนั้น พระเจ้าสุทโธทนะได้ตรัสว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน มีจักษุโดย

รอบ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ ที่หม่อมฉันถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระองค์ ก็ในครั้งพระองค์ประสูติ แผ่นดินไหว หม่อมฉันก็ได้ถวายบังคม และครั้งที่เงาไม้หว้าไม่เอนเอียง หม่อมฉันก็ถวายบังคมพระองค์ฯ.

ครั้งนั้น เราเห็นพุทธานุภาพนั้นแล้ว เป็นผู้อัศจรรย์ใจจึงได้บรรพชาเป็นคนบูชามารดา จึงได้อาศัยอยู่ในพระนครกบิลพัสดุ์นั่นเอง ครั้งนั้นจันทเทพบุตรได้เข้ามาหาเราแล้ว ถามถึงนัยแห่งผู้มีราตรีเดียวเจริญทั้งย่อและพิสดาร ครั้งนั้น เราอันจันทเทพบุตรตักเตือนแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดาผู้นำของนรชน ได้สดับภัทเทกรัตตคาถา เป็นผู้สลดใจรักใคร่ป่า ได้บอกลามารดาว่า จักอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว เมื่อถูกมารดาห้ามปรามว่า ท่านเป็นคนละเอียดอ่อน เราได้ตอบว่า เราจักทำหญ้าคาหญ้าเลา แฝก หญ้าปล้อง หญ้ามุงกระตาย ให้แหลกละเอียดทั้งหมดด้วยอก พอกพูนวิเวก ครั้งนั้น

เราได้เข้าป่านึกถึงคำสอนของพระพิชิตมาร คือ ภัทเทกรัตโตวาทว่า ผู้มีปัญญาไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึงสิ่งใดที่ล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็ละไปแล้ว และสิ่งใดที่ยังไม่มาถึง สิ่งนั้นก็ยังไม่ได้ไม่ถึง ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ในที่นั้นๆ ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน บุคคลนั้นมารู้แจ้งธรรมนั้นแล้ว ควรเจริญธรรมนั้นไว้เนืองๆความเพียรควรทำเสียในวันนี้แหละ เพราะใคร่เล่าจะพึงรู้ว่าความตายจะมีในวันพรุ่งนี้ การผัดเพี้ยนกับพระยามัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้นย่อมไม่มีเลย มุนีผู้สงบระงับ ย่อมกล่าวสรรเสริญบุคคลผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ มีความเพียรเผากิเลสไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างนี้นั้นแลว่า ผู้มีราตรีเดียวเจริญ ดังนี้แล้ว ได้บรรลุอรหัต เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระโลมสติยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ โลมสติยเถราปทาน.

นวมํ วนวจฺฉตฺเถราปทานํ (๕๔๙)

วนวัจฉเถราปทานที่ ๙

ว่าด้วยบุพจริยาของพระวนวัจฉเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค วนวัจฉเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส

กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ

ตทาหํ ปพฺพชิตฺวาน ตสฺส พุทฺธสฺส สาสเน

ยาวชีวํ จริตฺวาน พฺรหฺมจรํ ๑ ตโต จุโต ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

ตโต จุโต อรญฺญมฺหิ กโปโต อาสหํ ตหึ

วสเต คุณสมฺปนฺโน ภิกฺขุ ฌานรโต สทา ฯ

เมตฺตจิตฺโต การุณิโก สทา ปมุทิตานโน

อุเปกฺขโก มหาวีโร อปฺปมญฺญาสุ โกวิโท ฯ

วินีวรณสงฺกปฺโป สพฺพสตฺตหิตาสโย

วิสฺสฏฺโฐ น จิเรนาสึ ตสฺมึ สุคตสาวเก ฯ

อุเปจฺจ ปาทมูลมฺหิ นิสินฺนสฺส ตทาสฺสเม

กทาจิ อามิสํ ๒ เทติ ธมฺมํ เทเสสิ เจกทา ฯ

ตทา วิปุลเปเมน อุปาสิตฺวา ชินตฺรชํ

ตโต จุโต คโต สคฺคํ ปวาโส สฆรํ ยถา ฯ

สคฺคา จุโต มนุสฺเสสุ นิพฺพตฺโต ปุญฺญกมฺมุนา

อคารํ ฉฑฺฑยิตฺวาน ปพฺพชึ พหุโส อหํ ฯ

สมโณ ตาปโส ทิโช ๑ ปริพฺพาโช ตเถวหํ

หุตฺวา วสึ อรญฺญมฺหิ อเนกสตโย ๒ อหํ ฯ

ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ รมฺเม กาปิลวตฺถเว

วจฺฉโคตฺโต ทิโช ตสฺส ชายาย อหโมกฺกมึ ฯ

มาตุ เม โทหโฬ อาสิ ติโรกุจฺฉิคตสฺส เม

ชายมานสมีปมฺหิ วนวาสาย นิจฺฉโย ฯ

ตโต เม อชนิ มาตา รมณีเย วนนฺตเร

คพฺภโต นิกฺขมนฺตํ มํ กาสาเยน ปฏิคฺคหุํ ฯ

ตโต กุมาโร สิทฺธตฺโถ ชาโต สกฺยกุลทฺธโช

ตสฺส มิตฺโต ปิโย อาสึ สํวิสฺสฏฺโฐ สุมานิโย ๓ ฯ

สตฺตสาเรหิ นิกฺขนฺเต ๔ โอหาย วิปุลํ ยสํ

อหํปิ ปพฺพชิตฺวาน หิมวนฺตํ อุปาคมึ ฯ

วนาลยํ ภาวนิยํ กสฺสปํ ธุตวาทกํ ๕

ทิสฺวา สุตฺวา ชินุปฺปาทํ อุเปสึ นรสารถึ ฯ

โส เม ธมฺมํ อเทเสสิ สพฺพตฺถํ สมฺปกาสยํ

ตโตหํ ปพฺพชิตฺวาน วนเมว ปุโนกฺกมํ ๖ ฯ

ตตฺถปฺปมตฺโต วิหรํ ฉฬภิญฺญา อปสฺสยึ

อโห สุลทฺธลาโภมฺหิ สุมิตฺเตนานุกมฺปิโต ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา วนวจฺโฉ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

วนวจฺฉตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

๑ ม. พฺรหฺมจารํ ฯ ยุ. พฺรหฺมเจรํ ฯ ๒ ม. สามิสํ ฯ

๑ ม. ยุ. วิปฺโป ฯ ๒ ม. ยุ. อเนกสตโส ฯ ๓ ยุ. สุมานิโค ฯ

๔ ม. นิกฺขนฺโต ฯ ๕ ม. ธุตวาทิกํ ฯ ๖ ม. ปุนาคมํ ฯ ยุ. ปุนาคมึ ฯ

ฉบับหลวง

ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้ามีพระนามว่ากัสสปะผู้เป็นพงศ์พันธุ์ของพรหม ทรงพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น เราบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นประพฤติพรหมจรรย์ตราบเท่าสิ้นชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์นั้นแล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จุติจากนั้นแล้ว ได้เป็นนกพิลาปอยู่ในป่า ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ ยินดีในฌานทุกเมื่อ อาศัยอยู่ในป่านั้น ท่านเป็นผู้มีจิตเมตตาประกอบด้วยกรุณา มีหน้าเบิกบานทุกเมื่อวางเฉย มีความเพียรมาก ฉลาดในอัปปมัญญา มีความดำริปราศจากนิวรณ์ มีอัธยาศัยใคร่ประโยชน์แก่สรรพสัตว์

โดยไม่นาน เราคุ้นเคยในพระสาวกของพระสุคตนั้น เมื่อเราเข้าไปจับอยู่แทบเท้าของท่านผู้อ่านนั่งอยู่ในอาศรม ณ ครั้งนั้น บางครั้งท่านก็ให้เหยื่อ บางครั้งท่านก็แสดงธรรมเทศนา ครั้งนั้น เราเข้าไปหาท่านผู้เป็นโอรสของพระพิชิตมารด้วยความรักอันไพบูลย์ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปสวรรค์ปานดังจากที่อยู่แล้วกลับไปเรือนของตัว ฉะนั้น เราจุติจากสวรรค์แล้วเกิดในมนุษย์ด้วยบุญกรรม ได้ทิ้งเรือนออกบวชโดยมากเราเป็นสมณะ ดาบส พราหมณ์ ปริพาชกอยู่ในป่ากว่าร้อยชาติ ก็ในภพสุดท้าย ในบัดนี้ เราหยั่งลงสู่ครรภ์ภรรยาของพราหมณ์วัจฉโคตรในพระนครกบิลพัสดุ์ อันน่ารื่นรมย์ เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์ มารดาของเราแพ้ท้องในเวลาที่เราใกล้จะคลอด

ท่านตัดสินใจที่จะอยู่ในป่า ต่อนั้น มารดาของเราได้คลอดเราภายในป่าอันน่ารื่นรมย์ เมื่อเราออกจากครรภ์มารดา ชนทั้งหลายเอาผ้ากาสวะรับรองเราขณะนั้นพระสิทธัตถราชกุมารผู้เป็นธงชัยของศากยวงศ์ ก็ประสูติ เราเป็นสหายรักสนิทชิดชอบของพระองค์ เมื่อพระองค์ละยศอันไพบูลย์เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์เพื่อสาระประโยชน์แก่สัตว์ แม้เราก็บวชแล้วเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์ เราพบท่านพระกัสสพผู้อยู่ป่าน่าสรรเสริญบอกกล่าวธุดงค์ จึงได้สดับข่าวว่า พระพิชิตมารเสด็จอุบัติขึ้นแล้วก็ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นสารถีฝึกนระ พระองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ประกาศประโยชน์ทุกประการแก่เรา ต่อนั้นเราก็ได้บวชแล้วเข้าไปป่าตามเดิม เมื่อเราอยู่ในป่านั้น เป็นผู้ไม่ประมาทก็ได้เห็นอภิญญา ๖ โอ เราเป็นผู้มีลาภอันได้ดีแล้ว เป็นผู้อันพระศาสดาผู้เป็นกัลยาณมิตรทรงอนุเคราะห์แล้ว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระวนวัจฉเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ วนวัจฉเถราปทาน.

ทสมํ จูฬสุคนฺธตฺเถราปทานํ (๕๕๐)

จูฬสุคันธเถราปทานที่ ๑๐

ว่าด้วยบุพจริยาของพระจูฬสุคันธเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภัททิยวรรค จูฬสุคันธเถราปทาน (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส

กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ

อนุพฺยญฺชนสมฺปนฺโน พตฺตึสวรลกฺขโณ

พฺยามปฺปภาปริวุโต รํสิชาลสโมคโต ๑ ฯ

อสฺสาเสตา ยถา จนฺโท สุริโยว ปภงฺกโร

นิพฺพาเปตา ยถา เมโฆ สาคโรว คุณากโร ฯ

ธรณีริว สีเลน หิมวาว สมาธินา

อากาโส วิย ปญฺญาย อสงฺโค อนิโล ยถา ฯ

ตทาหํ พาราณสิยํ อุปปนฺโน มหากุเล

ปหูตธนธญฺญสฺมึ นานารตนสญฺจเย ฯ

มหตา ปริวาเรน นิสินฺนํ โลกนายกํ

อุเปจฺจ ธมฺมมสฺโสสึ อมตํว ๑ มโนรหํ ๒ ฯ

ทฺวตฺตึสลกฺขณธโร สุนกฺขตฺโตว จนฺทิมา

อนุพฺยญฺชนสมฺปนฺโน สาลราชาว ผุลฺลิโต ฯ

รํสิชาลปริกฺขิตฺโต ทิตฺโตว กนกาจโล

พฺยามปฺปภาปริวุโต สตรํสีว ๓ ทิวากโร ฯ

โสณฺณานโน ชินวโร รมฺมณีว ๔ สิลุจฺจโย

กรุณาปุณฺณหทโย คุเณน ๕ วิย สาคโร ฯ

โลกวิสฺสุตกิตฺติ จ สิเนรุว นคุตฺตโม

ยสสา วิตโต ธีโร อากาสสทิโส มุนิ ฯ

อสงฺคจิตฺโต สพฺพตฺถ อนิโล วิย นายโก

ปติฏฺฐา สพฺพภูตานํ มหีว มุนิ สตฺตโม ฯ

อนูปลิตฺโต โลเกน โตเยน ปทุมํ ยถา

กุวาทคจฺฉทหโน อคฺคิกฺขนฺโธว โส ๖ วสิ ฯ

อคโท วิย สพฺพตฺถ กิเลสวิสนาสโก

คนฺธมาทนเสโลว คุณคนฺธวิภูสิโต ฯ

คุณานํ อากโร ธีโร รตนานํว สาคโร

สินฺธุว ๗ จ นราชญฺโญ ๘ กิเลสมลหารโก ฯ

วิชยีว มหาโยโธ มารเสนาปฺปมทฺทโน ๑

จกฺกวตฺตีว โส ราชา โพชฺฌงฺครตนิสฺสโร ฯ

มหาภิสกฺกสงฺกาโส โทสพฺยาธิติกิจฺฉโก

สลฺลกตฺโต ยถา เสฏฺโฐ ๒ ทิฏฺฐิคณฺฑวิผาลโก ฯ

โส ตทา โลกปชฺโชโต สนรามรสกฺกโต

ปริสาสุ นราทิจฺโจ ธมฺมํ เทสยเต ชิโน ฯ

ทานํ ทตฺวา มหาโภโค สีเลน สุคตูปโค

ภาวนาย จ นิพฺพาติ อิจฺเจวมนุสาสถ ฯ

เทสนนฺตํ มหสฺสาทํ อาทิมชฺฌนฺตโสภนํ

สุณนฺติ ปริสา สพฺพา อมตํว มหารสํ ฯ

สุตฺวา สุมธุรํ ธมฺมํ ปสนฺโน ชินสาสเน

สุคตํ สรณํ คนฺตฺวา ยาวชีวํ นมสฺสหํ ฯ

มุนิโน คนฺธกุฏิยา อุพฺพฏฺเฏสึ ๓ ตทา มหึ

จตุชฺชาเตน คนฺเธน มาเส อฏฺฐ ทิเน สฺวหํ ฯ

ปณิธาย สุคนฺธนฺตํ ๔ สรีรสฺส วิคนฺธิโน

ตทา ชิโน วิยากาสิ สุคนฺธตนุลาภิตํ ฯ

โยยํ คนฺธกุฏิภูมึ คนฺเธน อุพฺพโฏ ๕ สกึ

เตน กมฺมวิปาเกน อุปปนฺโน ยหึ ตหึ ฯ

สุคนฺธเทโห สพฺพตฺถ ภวิสฺสติ อยํ นโร

คุณคนฺธายุโต หุตฺวา นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ

เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ

ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ

ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ ชาโต วิปฺปกุเล อหํ

คพฺภํ เม วสโต มาตา เทเหนาสิ สุคนฺธิกา ฯ

ยทา จ มาตุกุจฺฉิมฺหา นิกฺขมามิ ตทา ปุรํ ๑

สาวตฺถิ สพฺพคนฺเธหิ วาสิตา วิย วายถ ฯ

ปุปฺผวสฺสญฺจ สุรภิ ทิพฺพคนฺธํ มโนรมํ

ธูปานิ จ มหคฺฆานิ อุปวายึสุ ตาวเท ฯ

เทวา จ สพฺพคนฺเธหิ ธูปปุปฺเผหิ ตํ ฆรํ

วาสยึสุ สุคนฺเธน ยสฺมึ ชาโต อหํ ฆเร ฯ

ยทา จ ตรุโณ ภทฺโท ปฐเม โยพฺพเน ฐิโต

ตทา เสสํ ๒ สปริสํ วิเนตฺวา นรสารถิ ฯ

เตหิ สพฺเพหิ สหิโต ๓ สาวตฺถิปุรมาคโต

ตทา พุทฺธานุภาวนฺตํ ทิสฺวา ปพฺพชิโต อหํ ฯ

สีลํ สมาธิปญฺญญฺจ วิมุตฺติญฺจ อนุตฺตรํ

ภาเวตฺวา จตุโร ธมฺเม ปาปุณึ อาสวกฺขยํ ฯ

ยทา ปพฺพชิโต จาหํ ยทา จ อรหํ ๔ อหํ

นิพฺพายิสฺสํ ยทา จาหํ คนฺธวสฺโส ตทา อหุ ฯ

สรีรคนฺโธ จ เสฏฺโฐติเสติ ๕ เม

มหารหํ จนฺทนํ จมฺปกุปฺปลํ

ตเถว คนฺเธ อิตเร จ สพฺพโส ๑

ปสยฺห วายามิ คโต ยหึ ตหึ ฯ

กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา

นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ

สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ

ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม

ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา จูฬสุคนฺโธ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ

จูฬสุคนฺธตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

อุทฺทานํ

ภทฺทิโย เรวโต เถโร มหาลาภี จ สีวลี

วงฺคีโส นนฺทโก เจว กาฬุทายี ตถาภโย ฯ

โลมโส วนวจฺโฉ จ สุคนฺโธ ทสโม กโต

ตีณิ คาถาสตา ตตฺถ โสฬสา จ ตทุตฺตริ ฯ

ภทฺทิยวคฺโค ปญฺจปญฺญาโส ฯ

อถ วคฺคุทฺทานํ

กณิการวฺหโย วคฺโค ผลโท ติณทายโก

กจฺจาโน ภทฺทิโย วคฺโค คาถาโย คณิตา วสา ๒ ฯ

นว คาถาสตานิ จ จตุราสีติเมว จ

ฉปญฺญาสํ ปญฺจสตา อปทานา ปกาสิตา ฯ

สห อุทฺทานคาถาหิ ฉ สหสฺสานิ โหนฺติมา

เทฺว สตานิ จ คาถานํ อฏฺฐารส ตทุตฺตริ ฯ

เอตฺตาวตา พุทฺธาปทานญฺจ ปจฺเจกพุทฺธาปทานญฺจ เถราปทานญฺจ

สมตฺตานิ ฯ

๑ ม. รํสิชาลสโมตฺถโฏ ฯ ยุ. รํสิชาลสโมตโต ฯ

๑ ยุ. อมตํ จ ฯ ๒ ม. มโนหรํ ฯ ๓ ยุ. สรสฺมึว ฯ ๔ ม. สมณีว ฯ

๕ ยุ. วิวทฺโธ ฯ ๖ ม. ยุ. โสภสิ ฯ ๗ ยุ. สินฺธว ว ฯ ๘ ม. วนราชีนํ ฯ

๑ ม. มารเสนาวมทฺทโน ฯ ๒ ม. เวชฺโช ฯ ๓ ม. โอปุญฺเชสึ ฯ

ยุ. โอปุญฺเฉสิ ฯ ๔ ม. สุคนฺธตฺตํ ฯ ๕ ม. ยุ. คนฺเธโนปุญฺชเต ฯ

๑ ม. ยุ. ปุรี ฯ ๒ ม. ยุ. เสลํ ฯ ๓ ม. ปริวุโต ฯ ๔ ม. อรหา อหุํ ฯ

๕ ม. สทาติเสติ เม ฯ

๑ ยุ. สพฺพโต ฯ ๒ ม. จิมา ฯ ยุ. วิห ฯ

ฉบับหลวง

ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้ามีพระนามว่ากัสสปผู้เป็นพงศ์พันธุ์พรหมทรงพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์สมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ มีพระลักษณะอันประเสริฐ๓๒ ประการ มีพระรัศมีล้อมรอบข้างละวา ประกอบด้วยข่ายรัศมีทรงยังสัตว์ให้ยินดีได้เหมือนพระจันทร์ แผดแสงเหมือนพระอาทิตย์ ทำให้เยือกเย็นเหมือนเมฆ เป็นบ่อเกิดแห่งคุณเหมือนสาคร มีศีลเหมือนแผ่นดิน มีสมาธิเหมือนขุนเขาหิมวันต์ มีปัญญาเหมือนอากาศ ไม่ข้องเหมือนกับลม ครั้งนั้น เราเกิดในสกุลใหญ่ มีทรัพย์และธัญญาหารมากมาย เป็นที่สั่งสมแห่งรัตนะต่างๆ ในพระนครพาราณสี เราได้เข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้เป็นนายกของโลก ซึ่งประทับนั่งอยู่กับบริวารมากมาย ได้สดับอมตธรรมอันนำมาซึ่งความยินดีแห่งจิต

พระพุทธองค์ทรงพระมหาปุริสลักษณะ๓๒ ประการ มีนักษัตฤกษ์ดีเหมือนพระจันทร์ ทรงสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ บานเหมือนต้นพญารัง อันข่ายคือพระรัศมีแวดวงมีพระรัศมีรุ่งเรือง เหมือนภูเขาทอง มีพระรัศมีล้อมรอบด้านละวามีรัศมีนับด้วยร้อยเหมือนอาทิตย์ มีพระพักตร์เหมือนทองคำเป็นพระพิชิตมารผู้ประเสริฐ เป็นเหมือนภูเขาอันให้เกิดความยินดีมีพระหฤทัยเต็มด้วยพระกรุณา มีพระคุณปานดังสาคร มีพระเกียรติปรากฎแก่โลก เหมือนเขาสิเนรุซึ่งเป็นภูเขาสูงสุด มีพระยศเป็นที่ปลื้มใจ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาเช่นเดียวกับอากาศ เป็นนักปราชญ์ มีพระทัยไม่ข้องในที่ทั้งปวงเหมือนลม เป็นผู้นำ เป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์เหนือแผ่นดิน

เป็นมุนีผู้สูงสุด อันโลกไม่เข้าไปฉาบทาได้เหมือนปทุมน้ำไม่ติด ฉะนั้น เป็นผู้เช่นกับกองไฟเผาหญ้าคือวาทะลวงโลก พระองค์เป็นเสมือนยาบำบัดโรค ทำให้ยาพิษคือกิเลสพินาศ ประดับด้วยกลิ่นคือคุณเหมือนภูเขาคันธมาทน์เป็นนักปราชญ์ที่เป็นบ่อเกิดของคุณ ดุจดังสาครเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะทั้งหลาย ฉะนั้น และเป็นเหมือนม้าสินธพอาชาไนย เป็นผู้นำไปซึ่งมลทินคือกิเลส ทรงย่ำยีมารและเสนามารเสียได้ เหมือนนายทหารใหญ่ผู้มีชัยโดยพิเศษ ทรงเป็นใหญ่เพราะรัตนะคือโพชฌงค์เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงเป็นผู้เยียวยาพยาธิ คือโทสะเหมือนกับหมอใหญ่ ทรงเป็นหมอผ่าฝีคือทิฏฐิ เหมือนศัลยแพทย์ผู้ประเสริฐสุด ครั้งนั้น

พระองค์ทรงส่องโลกให้โชติช่วงอันมนุษย์และทวยเทพสักการะ เป็นดังพระอาทิตย์ส่องแสงสว่างให้แก่นรชน ทรงแสดงพระธรรมเทสนาในบริษัททั้งหลาย พระองค์ทรงพร่ำสอนอย่างนี้ว่า บุคคลจะมีโภคทรัพย์มากได้เพราะให้ทาน จะเข้าถึงสุคติก็เพราะศีล จะดับกิเลสได้เพราะภาวนา ดังนี้บริษัททั้งหลายฟังเทศนานั้น อันให้เกิดความแช่มชื่นมากไพเราะทั้งเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด มีรสใหญ่ ประหนึ่งน้ำอมฤต เราได้สดับพระธรรมเทศนาอันไพเราะดี ก็เลื่อมใสในพระศาสนาของพระพิชิตมาร จึงถึงพระสุคตเจ้าเป็นสรณะ นอบน้อมตราบเท่าสิ้นชีวิตครั้งนั้น เรานั้นได้เอาของหอมมีชาติ ๔ ทาพื้นพระคันธกุฎีของพระมหามุนีเดือนหนึ่ง ๘ วัน โดยตั้งปณิธานให้สรีระที่ปราศจากกลิ่นหอมให้มีกลิ่นหอม

ครั้งนั้น พระพิชิตมารได้ตรัสพยากรณ์เราผู้อยากได้กายมีกลิ่นหอมว่านระใด เอาของหอมทาพื้นพระคันธกุฎีคราวเดียว ด้วยผลของกรรมนั้น นระนี้เกิดในชาติใดๆ จักเป็นผู้มีตัวหอมทุกชาติไป จักเป็นผู้เจริญด้วยกลิ่นคือคุณ จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะปรินิพพาน เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุลอันมั่งคั่ง เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์มารดา มารดาเป็นหญิงมีกลิ่นตัวหอม และในเวลาที่เราคลอดจากครรภ์มารดานั้นพระนครสาวัตถีหอมฟุ้งเหมือนกับถูกอบด้วยกลิ่นหอมทุกอย่างขณะนั้นฝนดอกไม้อันหอมหวล กลิ่นทิพย์อันน่ารื่นรมย์ใจ

และธูปมีค่ามาก หอมฟุ้งไป เราเกิดในเรือนหลังใด เรือนหลังนั้นเทวดาได้เอาธูปและดอกไม้ล้วนแต่มีกลิ่นหอม และเครื่องหอมมาอบ ก็ในเวลาที่เรายังเยาว์ ตั้งอยู่ในปฐมวัย พระศาสดาผู้เป็นสารถีฝึกนระ ทรงแนะนำบริษัทของพระองค์ที่เหลือแล้ว เสด็จมายังพระนครสาวัตถี พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นทั้งหมด ครั้งนั้น เราได้พบพุทธานุภาพจึงออกบวช เราเจริญธรรม ๔ ประการคือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุติอันยอดเยี่ยม แล้วบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะในคราวที่เราออกบวช ในคราวที่เราเป็นพระอรหันต์ และในคราวที่เราจักนิพพาน ได้มีฝนมีกลิ่นหอมตกลงมาก็กลิ่นสรีระอันประเสริฐสุดของเรา ครอบงำจันทน์อันมีค่า ดอกจำปาและดอกอุบลเสีย และเราไปในที่ใดๆก็ย่อมจะข่มขี่กลิ่นเหล่านี้เสียโดยประการทั้งปวง ฟุ้งไปเช่นนั้นเหมือนกัน

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มายังสำนักของพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระจูฬสุคันธเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ จูฬสุคันธเถราปทาน.

----------------

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. ลกุณฏกภัททิยเถราปทาน ๒. กังขาเรวตเถราปทาน ๓. สีวลิเถราปทาน ๔. วังคีส

เถราปทาน ๕. นันทกเถราปทาน๖. กาฬุทายีเถราปทาน ๗. อภยเถราปทาน ๘. โลมสติยเถราปทาน ๙. วนวัจฉเถราปทาน ๑๐. จูฬสุคันธเถราปทาน และในวรรคนี้มีคาถา ๓๑๖ คาถา.

จบ ภัททิยวรรคที่ ๕๕

----------------

รวมวรรค

๑. กณิการวรรค ๒. ผลทายกวรรค ๓. ติณทายกวรรค ๔. กัจจายนวรรค ๕. ภัททิยวรรคบัณฑิตคำนวณคาถาไว้แผนกหนึ่ง รวมได้ ๙๘๔ คาถา และประกาศอปทานรวมได้ ๕๕๖ อปทานพร้อมกับอุทานคาถา มีคาถารวม ๖๒๑๘ คาถา.

จบ พุทธาปทาน ปัจเจกพุทธาปทาน และเถราปทานแต่เท่านี้

จบ ภัททิยวรรค